ความขัดแย้งที่หัวใจของคณิตศาสตร์: ทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ของเกอเดล - Marcus du Sautoy: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: ปฏิทรรศน์ที่อ้างถึงตัวเองนำไปสู่การศึกษาขีดจำกัดของการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์โดยเคิร์ต เกอเดล เขาเข้ารหัสข้อความทางคณิตศาสตร์เป็นตัวเลขและแสดงให้เห็นว่า ทุกระบบสัจพจน์มีข้อความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้ภายในระบบนั้นเอง ข้อค้นพบนี้ทำลายความหวังต่อระบบคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เปิดแนวทางใหม่ให้คณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. Consider the following sentence: — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์ เรียนรู้การใช้ถ้อยคำชี้นำเชิงวิชาการที่กระชับ เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังประโยค ตัวอย่าง หรือปัญหาที่กำลังจะนำมาวิเคราะห์ ทำให้การเปลี่ยนเข้าสู่คำอธิบายชัดเจนและมีเจตนา 2. Even if you account for these unprovable statements by adding them as new axioms to an enlarged mathematical system, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค สังเกตว่า Even if ใช้สร้างเงื่อนไขเชิงยอมรับ ส่วน by adding และ as ระบุวิธีแก้ที่เสนอ แม้ขยายระบบแล้ว ข้อสรุปก็ยังคงเดิม นำรูปแบบนี้ไปใช้อธิบายว่ามาตรการแก้ไขไม่อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 3. Still, Gödel's theorem opened as many doors as it closed. — สำนวนและภาษาภาพพจน์ เข้าใจอุปมาเรื่องการเปิดและปิดประตูอย่างสมดุลว่า ความก้าวหน้าสร้างโอกาสพร้อมกับข้อจำกัดในระดับใกล้เคียงกัน ใช้โครงสร้าง as many ... as ... เพื่อสรุปผลกระทบสองด้านโดยไม่ตัดสินว่าสิ่งนั้นดีหรือแย่เพียงด้านเดียว
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Consider the following sentence: "This statement is false." โน้ต
0:06ลองพิจารณาประโยคนี้: "ข้อความนี้เป็นเท็จ"
การใช้ “Consider the following sentence:” เพื่อเกริ่นสิ่งที่จะวิเคราะห์
“Consider the following sentence:” เป็นคำสั่งที่ดึงความสนใจไปยังประโยคหลังเครื่องหมายทวิภาค ในที่นี้ consider หมายถึง “ดูอย่างตั้งใจและคิดตาม” ไม่ใช่ “ตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือไม่” วลีนี้ช่วยจัดลำดับข้อมูลโดยบอกก่อนว่าสิ่งใดจะตามมา คำนามสามารถเปลี่ยนเป็น example, question หรือ case ได้ ขณะที่กรอบ “Consider the following ...” ยังคงเดิม
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายที่ใช้เกริ่นประโยคสำหรับการวิเคราะห์ให้สมบูรณ์: ____: "Water freezes at zero degrees Celsius."
ดูคำตอบ
Consider the following sentence
“This statement is false.”: การอ้างถึงตัวเองและปฏิทรรศน์คนโกหก
ในโจทย์นี้ “this statement” ถูกตีความว่าหมายถึงประโยคที่มีวลีนี้อยู่ นั่นทำให้ประโยคอ้างถึงตัวเอง คือมันกำลังกล่าวถึงค่าความจริงของตัวมันเอง ถ้าประโยคนี้จริง สิ่งที่มันพูดจะทำให้มันเป็นเท็จ แต่ถ้ามันเป็นเท็จ คำกล่าวที่ว่ามันเป็นเท็จก็ดูเหมือนจะจริง การสลับไปมาระหว่างจริงกับเท็จนี้คือรูปแบบพื้นฐานของปฏิทรรศน์คนโกหก
แบบฝึกหัด
เหตุใด “This statement is false.” จึงทำให้เกิดปฏิทรรศน์ในโจทย์นี้
- “This statement” หมายถึงประโยคตัวมันเอง
- คำว่า “false” ใช้ได้เฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์
- ประโยคนี้ไม่มีประธาน
ดูคำตอบ
“This statement” หมายถึงประโยคตัวมันเอง
If so: การอ้างกลับไปยังเงื่อนไขก่อนหน้า
If so หมายถึง “ถ้าเรื่องนั้นเป็นจริง” หรือ “ถ้าเป็นเช่นนั้น” โดย so ในที่นี้แทนความคิดทั้งหมดที่เพิ่งกล่าวไปก่อนหน้า วลีนี้ทำให้ความคิดก่อนหน้ากลายเป็นเงื่อนไขของข้อความถัดไป จึงช่วยให้ลำดับการให้เหตุผลชัดเจนโดยไม่ต้องพูดความคิดเดิมซ้ำทั้งหมด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ถ้าเรื่องนั้นเป็นจริง”: The library may still be open. ____, we can return the books tonight.
ดูคำตอบ
If so
would make + กรรม + คำคุณศัพท์ สำหรับผลลัพธ์สมมติ
โครงสร้าง would make + กรรม + คำคุณศัพท์ ใช้อธิบายผลที่เกิดจากเงื่อนไขสมมติ ในประโยคนี้ this statement เป็นกรรม และ false เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกว่ากรรมนั้นจะอยู่ในสภาพใด make ในที่นี้เป็นคำกริยาที่หมายถึง “ทำให้กลายเป็นหรืออยู่ในสภาพหนึ่ง” ไม่ใช่ “สร้าง” ส่วน would แสดงว่าผลนั้นขึ้นอยู่กับสมมติฐานก่อนหน้า ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แน่นอน
แบบฝึกหัด
ใช้ would make + กรรม + คำคุณศัพท์ เพื่อเติมผลลัพธ์สมมติให้สมบูรณ์: Removing the warning label ____ the box unsafe.
ดูคำตอบ
would make
But if it's false, then the statement is true. ไวยากรณ์
0:14แต่ถ้ามันเป็นเท็จ ข้อความนี้ก็จะกลายเป็นความจริง
if ... then ...: ระบุเงื่อนไขและข้อสรุป
อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if บอกเงื่อนไขว่า “มันเป็นเท็จ” ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย then บอกข้อสรุปที่ตามมาภายใต้เงื่อนไขนั้นว่า “ข้อความนั้นเป็นจริง” ในโครงสร้างนี้ then หมายถึง “ในกรณีนั้น” ไม่ใช่ “จากนั้น” ในลำดับเวลา โครงสร้างนี้ช่วยให้ติดตามขั้นตอนการให้เหตุผลได้ง่าย โดยเริ่มจากการระบุข้อสมมติ แล้วจึงบอกสิ่งที่ตามมาจากข้อสมมตินั้น ในประโยคนี้ ความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างเงื่อนไขกับข้อสรุปช่วยแสดงปฏิทรรศน์
แบบฝึกหัด
เติมข้อความเชิงตรรกะให้สมบูรณ์ด้วย if ... then ...: ____ a number ends in zero, ____ it is divisible by ten.
ดูคำตอบ
If · then
By referring to itself directly, this statement creates an unresolvable paradox. โน้ต
0:17การอ้างถึงตัวมันเองโดยตรง ทำให้ข้อความนี้สร้างความขัดแย้งที่แก้ไม่ตก
By referring to itself directly: ใช้ by + คำกริยารูป -ing บอกวิธี
วลีเปิดประโยคใช้โครงสร้าง by + คำกริยารูป -ing คือ by + referring โครงสร้างนี้บอกกระบวนการที่ทำให้เกิดผลหลัก Referring to itself หมายความว่าข้อความนี้กล่าวถึงข้อความเดียวกันนั้นเองโดยตรง การวางวลีนี้ไว้ต้นประโยคทำให้กล่าวถึงวิธีหรือกลไกก่อนผลลัพธ์ ประธานของประโยคหลักคือ this statement และเป็นสิ่งที่ทำกริยา referring ด้วย ทั้งสองส่วนจึงเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
ใช้ by กับรูป -ing ของ read เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ the instructions carefully, Mia finished the project correctly.
ดูคำตอบ
By reading
unresolvable paradox: ปฏิทรรศน์ที่ไม่มีคำตอบที่ลงตัว
unresolvable paradox คือความขัดแย้งที่ไม่อาจหาคำตอบที่คงเส้นคงวาได้ภายใต้กฎหรือกรอบที่ใช้อยู่ ในที่นี้ ไม่ว่าจะตัดสินข้อความว่า true หรือ false ก็จะย้อนกลับไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง Unresolvable หมายถึง “ไม่สามารถแก้ได้” ไม่ใช่แค่ “ยังแก้ไม่ได้ตอนนี้” ส่วน paradox ใช้เรียกสถานการณ์ที่ขัดกันทางตรรกะ จึงแม่นยำกว่า problem
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเหมาะที่จะเรียกว่า an unresolvable paradox มากที่สุด
- คำถามหนึ่งยังไม่มีคำตอบเพราะยังไม่มีใครตรวจสอบ
- โจทย์คณิตศาสตร์ข้อหนึ่งยาก แต่มีคำตอบที่ทราบอยู่แล้ว
- กฎข้อหนึ่งทำให้ข้อความเดียวกันเป็นทั้งจริงและเท็จ และกฎนั้นไม่มีทางออกให้
ดูคำตอบ
กฎข้อหนึ่งทำให้ข้อความเดียวกันเป็นทั้งจริงและเท็จ และกฎนั้นไม่มีทางออกให้
ถ้าไม่จริงและไม่เท็จ แล้วมันคืออะไร ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์
อนุประโยค if รวมการจัดประเภทสองแบบที่ใช้ไม่ได้ คือ true และ false ไว้เป็นเงื่อนไขเดียว จากนั้นคำถามท้ายประโยคก็นำประเภทที่หายไปมาไว้ในจุดที่เด่นที่สุด ในบริบทนี้ what is it? ไม่ได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อถามชื่อของสิ่งของ แต่เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ที่แสดงว่าการแบ่งแบบ true-or-false ตามปกติใช้ไม่ได้แล้ว และพาผู้ฟังเข้าสู่คำอธิบายส่วนถัดไป โดย it หมายถึงข้อความที่อ้างถึงตัวมันเอง
แบบฝึกหัด
คำถามที่เน้นไว้มีหน้าที่หลักอย่างไรในการเรียบเรียงความคิดในบริบทนี้
- ถามว่าข้อความนั้นตั้งอยู่ที่ใดทางกายภาพ
- ประกาศว่าข้อความนั้นเป็นเท็จอย่างแน่นอน
- แสดงว่าการจัดประเภทเป็นจริงหรือเท็จตามปกติใช้ไม่ได้ และนำเข้าสู่แนวคิดถัดไป
ดูคำตอบ
แสดงว่าการจัดประเภทเป็นจริงหรือเท็จตามปกติใช้ไม่ได้ และนำเข้าสู่แนวคิดถัดไป
This question might seem like a silly thought experiment. โน้ต
0:26คำถามนี้อาจดูเหมือนการทดลองทางความคิดที่งี่เง่า
might seem like: การทำให้คำบอกเล่าถึงความประทับใจแรกฟังนุ่มนวลลง
ในประโยคนี้ might seem like หมายถึง บางสิ่งอาจให้ความประทับใจแรกว่าเป็นแบบหนึ่ง seem like สื่อถึงภาพที่เห็นหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น ส่วน might ทำให้คำตัดสินฟังดูไม่ตรงและนุ่มนวลยิ่งขึ้น ผู้พูดยอมรับสั้น ๆ ว่าผู้ฟังอาจมองคำถามนี้อย่างไร แต่ไม่ได้เห็นด้วยว่ามันไร้สาระจริง ๆ สำนวนนี้มักใช้เตรียมเข้าสู่ความขัดแย้งของแนวคิด คือบางสิ่งอาจดูเหมือนเป็นแบบหนึ่ง แต่ข้อมูลต่อมาจะแสดงว่าความประทับใจแรกนั้นยังไม่ครบถ้วน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายสามคำที่นำเสนอความประทับใจแรกอย่างนุ่มนวล: This shortcut ____ a good idea, but it creates more work.
ดูคำตอบ
might seem like
silly thought experiment: การทดสอบแนวคิดด้วยสถานการณ์สมมติ
thought experiment คือสถานการณ์สมมติที่ใช้ทดสอบแนวคิด หลักการ หรือผลตามตรรกะ อาจไม่มีอุปกรณ์ การวัด หรือขั้นตอนที่ทำจริงในโลกจริง การให้เหตุผลเกิดจากการถามว่าจะมีอะไรตามมาหากเงื่อนไขที่จินตนาการไว้นั้นเป็นจริง ในที่นี้ silly อธิบายความประทับใจแรกจากวลีทั้งหมด might seem like a silly thought experiment ผู้พูดไม่ได้สรุปว่าคำถามนี้ไร้ค่า แต่ใช้ถ้อยคำที่เปิดทางให้แสดงว่าคำถามที่ดูเหมือนไร้สาระนั้นมีความสำคัญ
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดเป็นการทดลองทางความคิด ไม่ใช่การทดลองที่ทำในโลกจริง
- Imagine that nobody needed sleep and reason through how schools and jobs would change.
- Plant two seeds and record which one grows faster.
- Measure how long three batteries power the same flashlight.
ดูคำตอบ
Imagine that nobody needed sleep and reason through how schools and jobs would change.
But in the early 20th century, it led Austrian logician Kurt Gödel to a discovery that would change mathematics forever. โน้ต
0:29แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มันได้นำ เคิร์ต เกอเดล นักตรรกศาสตร์ชาวออสเตรีย ไปสู่การค้นพบที่จะเปลี่ยนโฉมคณิตศาสตร์ไปตลอดกาล
led Austrian logician Kurt Gödel to a discovery: นำใครบางคนไปสู่ผลลัพธ์
โครงสร้างนี้คือ lead + บุคคล + to + ผลลัพธ์ ในที่นี้ led เป็นรูปอดีตของ lead บุคคลที่ได้รับผลคือกลุ่มคำนามทั้งหมด Austrian logician Kurt Gödel ส่วน to a discovery ระบุผลลัพธ์ ในประโยคนี้ it หมายถึงปัญหาเรื่องปฏิทรรศน์ที่กล่าวถึงก่อนหน้า สำนวนนี้นำเสนอว่าปัญหานั้นเป็นสาเหตุหรือเส้นทางที่ทำให้เกอเดลไปถึงการค้นพบ ไม่ได้หมายถึงการเดินทางจริง ๆ โครงสร้างนี้ใช้บอกได้ว่าหลักฐาน คำถาม หรือประสบการณ์นำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ lead และคำบุพบทที่จำเป็น: A strange clue ____ the detective ____ an important discovery.
ดูคำตอบ
led · to
that would change mathematics forever: อนาคตที่มองจากอดีต
อนุประโยคขยายคำนาม that would change mathematics forever ขยาย a discovery และบอกว่าเหตุใดการค้นพบนั้นจึงสำคัญ โดยวางข้อมูลใหม่ไว้หลังคำนาม ดังนั้นประโยคจึงแนะนำการค้นพบก่อน แล้วจึงเปิดเผยผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลัง เนื่องจากมุมมองของเรื่องอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 would change จึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ยังเป็นอนาคตเมื่อมองจากเวลานั้นในอดีต ผู้เล่ารู้ผลที่เกิดขึ้นภายหลังอยู่แล้ว แต่เล่าให้เป็นอนาคตจากช่วงเวลาก่อนหน้า นี่คืออนาคตที่มองจากอดีต ไม่ใช่คำขอสุภาพ ส่วน forever ช่วยเน้นอย่างชัดเจนว่าความสำคัญนั้นยืนยาว
แบบฝึกหัด
ในประโยค She found an idea that would change her life วลี would change แสดงอะไร?
- การทำนายจากปัจจุบันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่เกิดขึ้น
- คำขอสุภาพให้แนวคิดนั้นเปลี่ยนชีวิตของเธอ
- การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อมองจากจุดก่อนหน้าในเรื่อง
ดูคำตอบ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อมองจากจุดก่อนหน้าในเรื่อง
Gödel's discovery had to do with the limitations of mathematical proofs. โน้ต
0:37การค้นพบของเกอเดลเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดของการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์
had to do with: เกี่ยวข้องกับในอดีต
had to do with เป็นรูปอดีตของ have to do with เมื่อมองเป็นสำนวนเดียว หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” หรือ “มีความสัมพันธ์กับ” ในประโยคนี้ สำนวนนี้เชื่อมโยงการค้นพบของเกอเดลกับข้อจำกัดของการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ อย่าแยก had to ออกมาตีความว่า “จำเป็นต้องทำ” ในโครงสร้างนี้ had ทำให้สำนวนที่บอกความสัมพันธ์ทั้งหมดเป็นอดีต และ with นำเข้าสู่หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ have to do with: The delay ____ a damaged cable.
ดูคำตอบ
had to do with
limitations of mathematical proofs: ขอบเขต ไม่ใช่ข้อผิดพลาด
ในประโยคนี้ limitations of mathematical proofs หมายถึงขอบเขตว่าสิ่งใดที่ระบบการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์สามารถยืนยันได้ limitation คือข้อจำกัดที่วิธีการหรือระบบไม่สามารถก้าวข้ามได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อผิดพลาดในการพิสูจน์ใดการพิสูจน์หนึ่ง วลีที่ใช้ of ระบุว่าสิ่งใดมีขอบเขตด้านความสามารถ ซึ่งในที่นี้คือ mathematical proofs โครงสร้างแบบเป็นทางการ the limitations of X มีประโยชน์เมื่อต้องพูดถึงว่าวิธีการ เครื่องมือ หรือระบบทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้
แบบฝึกหัด
วลีใดหมายถึงขอบเขตว่าสิ่งใดที่ระบบการพิสูจน์สามารถยืนยันได้ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดในการพิสูจน์แต่ละรายการ?
- mistakes in mathematical proofs
- limitations of mathematical proofs
- steps in mathematical proofs
ดูคำตอบ
limitations of mathematical proofs
A proof is a logical argument that demonstrates why a statement about numbers is true. โน้ต
0:42การพิสูจน์คือการให้เหตุผลเชิงตรรกะที่แสดงให้เห็นว่าทำไมข้อความเกี่ยวกับตัวเลขจึงเป็นจริง
A proof is a logical argument that demonstrates ...: คำนิยามแบบสองส่วน
รูปแบบ A proof is a logical argument that demonstrates ... ให้นิยามคำว่า proof เป็นสองขั้น โดย A proof is a logical argument จัด proof ไว้ในหมวดกว้างคือ logical argument และ that demonstrates ... เพิ่มหน้าที่ที่ใช้กำหนดความหมายของ argument ชนิดนี้ ในที่นี้ argument หมายถึงชุดเหตุผลที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่การทะเลาะ คุณสามารถใช้รูปแบบ X is a Y that ... เพื่อให้นิยามสิ่งต่าง ๆ โดยบอกหมวดหมู่ก่อน แล้วจึงบอกจุดประสงค์หรือลักษณะสำคัญ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปแบบการจัดข้อมูลเหมือนกัน คือ คำศัพท์ + is + หมวดหมู่ + อนุประโยค that ที่อธิบายหน้าที่ของสิ่งนั้น
- Can an algorithm solve this specific problem?
- An algorithm is a set of steps that solves a specific problem.
- An algorithm can solve a specific problem very quickly.
ดูคำตอบ
An algorithm is a set of steps that solves a specific problem.
why a statement about numbers is true: ลำดับคำในอนุประโยค why ที่ฝังอยู่ในประโยค
ใน demonstrates why a statement about numbers is true อนุประโยค why บอกเนื้อหาของสิ่งที่การพิสูจน์แสดงให้เห็น อนุประโยคนี้เป็นคำถามที่ฝังอยู่ในประโยค ไม่ใช่คำถามที่ถามผู้ฟังโดยตรง คำถาม why ที่ฝังอยู่ในประโยคใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ why + ประธาน + กริยา ดังนั้นจึงใช้ why a statement ... is true ไม่ใช่ why is a statement ... true
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ลำดับคำที่ถูกต้องในอนุประโยค why ที่ฝังอยู่ในประโยค
- Why was the answer correct?
- The teacher explained why was the answer correct.
- The teacher explained why the answer was correct.
ดูคำตอบ
The teacher explained why the answer was correct.
undeniable statements about the numbers involved. การใช้คำ
0:52ซึ่งเป็นข้อความเกี่ยวกับตัวเลขที่เกี่ยวข้องซึ่งปฏิเสธไม่ได้
building blocks: ส่วนพื้นฐานของระบบที่ใหญ่กว่า
Building blocks ในความหมายตรงตัวคือชิ้นส่วนที่ใช้สร้างบางสิ่ง แต่ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงส่วนพื้นฐานที่นำมาประกอบเป็นระบบหรือแนวคิดที่ใหญ่กว่า ในประโยคนี้ axioms ถูกนำเสนอว่าเป็นส่วนพื้นฐานของข้อโต้แย้งทางคณิตศาสตร์ รูปแบบ the building blocks of + คำนาม ใช้เพื่อชี้ให้เห็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งที่เป็นนามธรรมได้หลายชนิด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ส่วนพื้นฐาน”: Trust and communication are the ____ of a strong team.
ดูคำตอบ
building blocks
are called axioms: รูปแบบ be called + ชื่อ
ใน are called axioms คำว่า are called เป็นโครงสร้างกรรมวาจก กล่าวคือ ประธานได้รับชื่อว่า axioms ประธานคือวลีพหูพจน์ The building blocks of these arguments ดังนั้นรูปที่ถูกต้องของ be จึงเป็น are รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ subject + be called + name รูปแบบนี้ใช้แนะนำคำศัพท์โดยไม่เน้นว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อ เครื่องหมายจุลภาคหลัง axioms นำไปสู่คำอธิบายสั้น ๆ ว่าสัจพจน์คืออะไร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบการตั้งชื่อแบบกรรมวาจก be called: Closed shapes with three sides ____ triangles.
ดูคำตอบ
are called
undeniable statements ... the numbers involved: ข้อความที่ปฏิเสธไม่ได้และตัวเลขที่เกี่ยวข้อง
ในที่นี้ undeniable statements หมายถึงข้อความที่ถูกนำเสนอว่าไม่มีเหตุผลสมควรให้โต้แย้งได้ วลีนี้อธิบายว่าสัจพจน์เป็นข้อความพื้นฐานที่รองรับการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ต่อไปได้ ใน the numbers involved คำว่า involved อยู่หลัง numbers และหมายถึงตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับหรือรวมอยู่ในระบบที่กำลังกล่าวถึง ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขเหล่านั้นซับซ้อน
แบบฝึกหัด
ในวลี the numbers involved คำว่า involved หมายถึงอะไร
- ตัวเลขที่คำนวณได้ยาก
- ตัวเลขที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
- ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น
ดูคำตอบ
ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น
from the most complex proof to basic arithmetic, ลำดับความ
0:57ตั้งแต่การพิสูจน์ที่ซับซ้อนที่สุดไปจนถึงเลขคณิตพื้นฐาน
from the most complex proof to basic arithmetic: การบอกช่วง
ในวลีนี้ from A to B ระบุปลายทั้งสองด้านของช่วง ที่นี่ปลายทั้งสองคือบทพิสูจน์ที่ซับซ้อนที่สุดและเลขคณิตพื้นฐาน จึงหมายความว่าเนื้อหาตลอดทั้งช่วงถูกรวมไว้ ไม่ได้บอกการเคลื่อนที่ เมื่อวางข้างนามวลีที่กว้างกว่าอย่าง every system โครงสร้างช่วงนี้จะเพิ่มข้อมูลเรื่องขอบเขต ทำให้เห็นว่าข้อกล่าวอ้างใช้ได้กับระดับที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่สุดขั้วด้านหนึ่งไปถึงอีกด้านหนึ่ง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย from ... to ... เพื่อแสดงช่วงทั้งหมด: The workshop welcomes participants ____ complete beginners ____ experienced designers.
ดูคำตอบ
from · to
built on ... constructed from axioms: พื้นฐานและส่วนประกอบของระบบ
ทั้งสองวลีใช้การก่อสร้างเป็นภาพเปรียบเทียบสำหรับระบบที่เป็นนามธรรม built on mathematics บอกว่าระบบอาศัยพื้นฐานอะไร ส่วน constructed from axioms บอกว่าใช้ส่วนประกอบพื้นฐานใดสร้างระบบขึ้นมา ในประโยคนี้ built on mathematics เป็นรูปย่อของ that is built on mathematics และขยาย every system ส่วนภาคแสดงหลักคือ is constructed from axioms
แบบฝึกหัด
ใช้ built และ constructed เติมประโยคให้สมบูรณ์: The platform is ____ open-source technology and ____ reusable modules.
ดูคำตอบ
built on · constructed from
mathematicians should be able to confirm it with an axiomatic proof.
1:05นักคณิตศาสตร์ก็ควรจะสามารถยืนยันมันได้ด้วยการพิสูจน์เชิงสัจพจน์
if ... should be able to ...: การบอกความสามารถที่คาดหมาย
อนุประโยค if ตั้งเงื่อนไขว่า ข้อความเกี่ยวกับจำนวนเป็นจริง จากนั้นประโยคหลักบอกว่านักคณิตศาสตร์น่าจะสามารถยืนยันข้อความนั้นได้ด้วยบทพิสูจน์เชิงสัจพจน์ should ในที่นี้ไม่ได้ออกคำสั่งแก่นักคณิตศาสตร์ แต่แสดงสิ่งที่ทฤษฎีทำให้เราคาดหมาย กล่าวคือ ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง การยืนยันก็น่าจะเป็นไปได้ ส่วน be able to ทำให้ความคาดหมายนั้นมุ่งไปที่ความสามารถ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดแสดงความคาดหมายที่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับความสามารถตามเงื่อนไข แทนที่จะบอกความสามารถโดยตรงหรือกำหนดข้อบังคับ
- If the code is correct, the user can sign in.
- If the code is correct, the user must sign in.
- If the code is correct, the user should be able to sign in.
ดูคำตอบ
If the code is correct, the user should be able to sign in.
mathematicians used this system to prove or disprove mathematical claims with total certainty. วลี
1:11นักคณิตศาสตร์ใช้ระบบนี้เพื่อพิสูจน์หรือหักล้างข้ออ้างทางคณิตศาสตร์ด้วยความแน่นอนอย่างสมบูรณ์
prove or disprove: พิสูจน์ว่าข้ออ้างจริงหรือเท็จ
To prove or disprove a claim หมายถึงการตัดสินข้ออ้างไปในหนึ่งในสองทาง คือ prove โดยแสดงว่าข้ออ้างนั้นจริง หรือ disprove โดยแสดงว่าข้ออ้างนั้นไม่จริง Disprove มีความหมายหนักแน่นกว่าการไม่เห็นด้วยเฉย ๆ เพราะต้องมีหลักฐานหรือเหตุผลที่หักล้างข้ออ้างนั้น คำนามที่ตามหลังกริยาคู่นี้คือข้อความที่กำลังถูกตรวจสอบ ซึ่งในประโยคต้นฉบับคือ mathematical claims
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนคู่จากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “พิสูจน์ว่าจริงหรือพิสูจน์ว่าเท็จ”: A second measurement could ____ the scientist's claim.
ดูคำตอบ
prove or disprove
with total certainty: โดยไม่มีข้อสงสัยเหลืออยู่
With total certainty เป็นวลีบุพบทที่บอกว่าผู้พูดรู้หรือยืนยันบางสิ่งด้วยความมั่นใจมากเพียงใด ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวขยาย prove or disprove และบอกว่าผลที่ได้ไม่เหลือข้อสงสัย certainty ในที่นี้เป็นแนวคิดนามธรรมที่นับไม่ได้ หมายถึงภาวะที่มั่นใจ ไม่ใช่ “สิ่งที่แน่นอนชิ้นหนึ่ง” ส่วน total เพิ่มระดับความแน่นอนให้สูงที่สุด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “โดยไม่มีข้อสงสัยเหลืออยู่”: After checking the original file, Maya could identify the author ____.
ดูคำตอบ
with total certainty
entered the field: เริ่มทำงานในสายอาชีพหนึ่ง
ในที่นี้ field หมายถึงสาขาวิชาหรือสายงานวิชาชีพ โดยเฉพาะคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ ไม่ได้หมายถึงทุ่งนา Gödel entered the field หมายความว่าเกอเดลเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในงานและการวิจัยของสาขานั้น การใช้แบบนี้พบได้บ่อยเมื่อกล่าวถึงคนที่เริ่มต้นอาชีพหรือเริ่มทำงานในสาขาวิชาหนึ่ง หากยังไม่ได้ระบุสาขามาก่อน ให้เติม of + ชื่อสาขา เช่น the field of robotics
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “เริ่มทำงานในสาขาวิชาชีพนั้น”: After finishing her cybersecurity training, Ava ____.
ดูคำตอบ
entered the field
some newly uncovered logical paradoxes were threatening that certainty. สำนวน
1:20ความขัดแย้งเชิงตรรกะที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่บางอย่างกำลังคุกคามความแน่นอนนั้น
were threatening that certainty: ทำให้แนวคิดที่เป็นนามธรรมตกอยู่ในความเสี่ยง
ข้อขัดแย้งที่เพิ่งค้นพบถูกนำเสนอให้เป็นอันตรายที่กำลังคุกคามความแน่นอนนั้น Threaten ไม่ได้หมายความว่าข้อขัดแย้งเหล่านั้นพูดหรือกล่าวคำขู่ แต่หมายความว่าการมีอยู่ของมันอาจทำให้ความรู้สึกมั่นใจอย่างสมบูรณ์ก่อนหน้านี้อ่อนแอลงหรือหายไป รูปอดีตกำลังกระทำ were threatening แสดงว่าอันตรายกำลังพัฒนาขึ้น ณ จุดนั้นของเรื่อง โดยทั่วไป สาเหตุที่เป็นนามธรรมสามารถ threaten ผลลัพธ์ที่เป็นนามธรรม เช่น ความเชื่อมั่น เสถียรภาพ หรือความแน่นอน เมื่อทำให้สิ่งนั้นตกอยู่ในความเสี่ยงร้ายแรง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ threaten ในความหมายเชิงนามธรรมแบบเดียวกับตัวอย่าง
- Several errors threatened confidence in the report.
- The speaker threatened the audience with punishment.
- The child whispered a warning to her friend.
ดูคำตอบ
Several errors threatened confidence in the report.
Prominent mathematicians were eager to prove that mathematics had no contradictions. โน้ต
1:26นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงต่างกระตือรือร้นที่จะพิสูจน์ว่าคณิตศาสตร์ไม่มีความขัดแย้งในตัวเอง
were eager to prove: โครงสร้าง be eager to + คำกริยา
ใน were eager to prove คำว่า were บอกเวลาในอดีต ส่วน eager แสดงความต้องการอย่างแรงกล้าและกระตือรือร้น โครงสร้างคือ be eager to + คำกริยารูปพื้นฐาน ดังนั้น prove จึงคงเป็นรูปพื้นฐานหลัง to ในที่นี้ สำนวนดังกล่าวแสดงว่านักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงมีแรงผลักดันสูงที่จะพิสูจน์ผลลัพธ์ ซึ่งให้น้ำหนักมากกว่าการพูดเพียงว่า they wanted to prove it
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ be eager to: The researchers ____ confirm the result.
ดูคำตอบ
were eager to
mathematics had no contradictions: ความสอดคล้องทางตรรกะ
ใน mathematics had no contradictions คำว่า contradiction ใช้ในความหมายทางตรรกศาสตร์เชิงรูปแบบ ระบบหนึ่งมีข้อขัดแย้งหากกฎของระบบทำให้พิสูจน์ได้ทั้งข้อความหนึ่งและข้อความปฏิเสธของมัน การบอกว่า had no contradictions จึงหมายถึงระบบนั้นมีความสอดคล้องทางตรรกะ Had นำเสนอความสอดคล้องนี้จากมุมมองในอดีต ในฐานะข้ออ้างที่นักคณิตศาสตร์ต้องการพิสูจน์ในเวลานั้น วลีนี้ประเมินตัวระบบ ไม่ได้หมายความว่าโจทย์คณิตศาสตร์ทุกข้อเป็นเรื่องง่าย
แบบฝึกหัด
ในประโยค mathematics had no contradictions ข้อใดเป็นความหมายที่ถูกต้อง
- ระบบไม่สามารถพิสูจน์ข้อสรุปที่ขัดแย้งกันเองได้
- โจทย์คณิตศาสตร์ไม่เคยยาก
- นักคณิตศาสตร์เห็นตรงกันในทุกประเด็น
ดูคำตอบ
ระบบไม่สามารถพิสูจน์ข้อสรุปที่ขัดแย้งกันเองได้
himself wasn't so sure: เน้นตัวบุคคลและแสดงข้อสงสัยอย่างนุ่มนวล
ในที่นี้ himself เป็นสรรพนามสะท้อนที่ใช้เพื่อเน้น โดยเน้นไปที่ตัวเกอเดลเอง และเปรียบต่างมุมมองของเขากับนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงที่กล่าวถึงก่อนหน้า wasn't so sure หมายความว่าเขามีข้อสงสัยหรือยังไม่ปักใจเชื่อ เป็นการแสดงความไม่แน่ใจอย่างนุ่มนวล ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้อะไรเลย และไม่จำเป็นต้องเป็นการคัดค้านอย่างหนักแน่น
แบบฝึกหัด
ข้อใดตีความ Gödel himself wasn't so sure ได้เหมาะสมที่สุด
- เกอเดลปฏิเสธแนวทางทางคณิตศาสตร์ทั้งหมดอย่างหนักแน่น
- ตัวเกอเดลเองมีข้อสงสัยอยู่บ้าง ต่างจากกลุ่มที่มั่นใจกว่า
- เกอเดลไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปัญหานี้เลย
ดูคำตอบ
ตัวเกอเดลเองมีข้อสงสัยอยู่บ้าง ต่างจากกลุ่มที่มั่นใจกว่า
and he was even less confident that mathematics was the right tool to investigate this problem. โน้ต
1:33และเขายิ่งไม่มั่นใจว่าคณิตศาสตร์จะเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการสืบสวนปัญหานี้
even less confident: ใช้ even เน้นระดับความมั่นใจที่ลดลง
less confident เป็นโครงสร้างเปรียบเทียบที่แสดงว่าระดับความมั่นใจลดลง ส่วน even ใช้เน้นการเปรียบเทียบนี้ ดังนั้น even less confident จึงหมายความว่าความสงสัยของเขาเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นจากที่กล่าวไว้ก่อนหน้า อนุประโยคที่ตามหลัง that บอกว่าเขามั่นใจน้อยลงในเรื่องใด ซึ่งในที่นี้คือคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาหรือไม่ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ even + comparative เช่น even less certain หรือ even harder
แบบฝึกหัด
ใช้ even + รูปเปรียบเทียบของ confident เพื่อแสดงว่าความมั่นใจลดลงไปอีก: After two more errors, the reviewers were ____ that the figures were accurate.
ดูคำตอบ
even less confident
the right tool to investigate this problem: การเลือกวิธีที่เหมาะสม
ในที่นี้ tool เป็นคำเปรียบเทียบที่หมายถึงวิธีการ สาขาวิชา หรือเทคนิคที่ใช้แก้หรือศึกษาบางสิ่ง ประโยคนี้กำลังประเมินว่าคณิตศาสตร์เหมาะที่จะเป็นวิธีศึกษาปัญหาหรือไม่ ไม่ได้กล่าวว่าคณิตศาสตร์เป็นวัตถุจริง ๆ รูปแบบ the right tool to + คำกริยา หมายถึงวิธีที่เหมาะกับงานหนึ่งโดยเฉพาะ right ใช้ประเมินว่าสิ่งนั้นเหมาะกับจุดประสงค์หรือไม่ ไม่ได้หมายเพียงว่าเครื่องมือนั้น “ถูกต้อง”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึงวิธีที่เหมาะกับงานนี้: A survey may be ____ understand why customers leave.
ดูคำตอบ
the right tool to
While it's relatively easy to create a self-referential paradox with words, โน้ต
1:40แม้ว่าการสร้างความขัดแย้งที่อ้างถึงตัวเองด้วยคำพูดจะทำได้ค่อนข้างง่าย
While it's relatively easy to ...: การวางประโยคยอมรับข้อหนึ่งเพื่อเกริ่นความขัดแย้ง
While ในที่นี้หมายถึง “แม้ว่า” ไม่ใช่ “ในช่วงเวลาที่” อนุประโยคนี้ยอมรับว่าการสร้างปฏิทรรศน์ที่อ้างถึงตัวเองด้วยคำพูดนั้นค่อนข้างง่าย แล้วเตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับประเด็นหลักที่ตรงข้ามกันเกี่ยวกับอีกกรณีหนึ่ง รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ While + อนุประโยค, ประโยคหลัก รูปแบบนี้จัดลำดับข้อมูลโดยวางประเด็นพื้นหลังที่ยอมรับก่อน แล้วจึงเสนอความขัดแย้งที่สำคัญกว่าในประโยคหลัก relatively easy หมายถึงง่ายกว่าเมื่อเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องใช้ความพยายามเลย
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ while ในความหมายแสดงการยอมรับเหมือนกับตัวอย่าง
- While the instructions look simple, the machine is difficult to operate.
- Please wait here while I check the schedule.
- While I was washing the dishes, the doorbell rang.
ดูคำตอบ
While the instructions look simple, the machine is difficult to operate.
a self-referential paradox: ปฏิทรรศน์ที่อ้างอิงถึงตัวมันเอง
Self-referential หมายถึง “อ้างอิงถึงตัวมันเอง” โดย self- หมายถึง “ตัวเอง” และ referential เกี่ยวข้องกับการชี้หรืออ้างอิงถึงบางสิ่ง A self-referential paradox คือปฏิทรรศน์ที่เกิดขึ้นเมื่อข้อความ กฎ หรือระบบอ้างย้อนกลับมาหาตัวมันเองในลักษณะที่ทำให้เกิดความขัดแย้งหรือวงวนที่เป็นไปไม่ได้ ในที่นี้ วลีนี้บอกว่าสามารถนำคำมาจัดเรียงเพื่อสร้างการอ้างอิงถึงตัวเองแบบนี้ได้ง่าย แต่ข้อความที่อ้างอิงถึงตัวเองไม่ได้เป็นปฏิทรรศน์ทุกข้อความ การอ้างอิงนั้นต้องก่อให้เกิดปัญหาทางตรรกะด้วย
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ a self-referential paradox มากที่สุด
- ข้อความหนึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งด้วยการอ้างอิงถึงตัวมันเอง
- ประโยคหนึ่งอ้างอิงถึงข้อเท็จจริงในหนังสืออีกเล่ม
- คนคนหนึ่งปฏิเสธที่จะแบ่งปันกับผู้อื่น
ดูคำตอบ
ข้อความหนึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งด้วยการอ้างอิงถึงตัวมันเอง
numbers don't typically talk about themselves. สำนวน
1:45แต่โดยทั่วไปแล้วตัวเลขจะไม่พูดถึงตัวมันเอง
numbers don't typically talk about themselves: การอ้างอิงถึงตัวเองผ่านบุคลาธิษฐาน
ประโยคนี้ทำให้ numbers มีลักษณะเหมือนมนุษย์ด้วยการมอบการกระทำ talk about ให้ตัวเลข ในที่นี้ talk about themselves ไม่ได้หมายถึงการพูดออกเสียง แต่หมายถึงการอ้างอิงถึงตัวเองหรือมีคำอธิบายเกี่ยวกับตัวเองอยู่ภายใน typically หมายถึง “ในกรณีทั่วไปส่วนใหญ่” ไม่ใช่ “เสมอไป” ผู้พูดกำลังเปรียบเทียบแบบกว้าง ๆ ว่า คำสามารถอธิบายตัวเองได้ง่าย แต่โดยปกติตัวเลขไม่ได้ทำเช่นนั้นด้วยตัวมันเอง
แบบฝึกหัด
ในที่นี้ “numbers don't typically talk about themselves” หมายความว่าอย่างไร
- โดยทั่วไป ตัวเลขไม่ได้อ้างอิงหรืออธิบายตัวมันเอง
- ตัวเลขชอบพูดถึงตัวเลขอื่นมากกว่า
- โดยปกติตัวเลขจะเงียบเมื่อคนอ่านออกเสียง
ดูคำตอบ
โดยทั่วไป ตัวเลขไม่ได้อ้างอิงหรืออธิบายตัวมันเอง
A mathematical statement is simply true or false: การวางกรอบแบบสองทาง
ส่วนที่เน้นนำเสนอว่าข้อความทางคณิตศาสตร์อยู่ในหนึ่งในสองประเภท คือจริงหรือเท็จ simply ในที่นี้หมายถึง “มีเพียง” หรือ “เมื่อแบ่งแบบพื้นฐาน” ไม่ได้หมายความว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องง่าย การวางกรอบสองทางนี้ไว้ก่อน but ทำให้ผู้อ่านมีหลักตั้งต้นที่คุ้นเคย จากนั้นประโยคจึงเปลี่ยนทิศไปสู่แนวคิดของเกอเดล ซึ่งกำลังจะทำให้ภาพที่ดูเรียบง่ายนี้ซับซ้อนขึ้น
แบบฝึกหัด
ส่วนที่เน้นทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้
- วางกรอบที่คุ้นเคยว่า “จริงหรือเท็จ” ก่อนที่ประโยคจะเปลี่ยนทิศ
- อธิบายรายละเอียดของแนวคิดของเกอเดล
- บอกว่าคณิตศาสตร์ทุกส่วนเป็นเรื่องง่าย
ดูคำตอบ
วางกรอบที่คุ้นเคยว่า “จริงหรือเท็จ” ก่อนที่ประโยคจะเปลี่ยนทิศ
but Gödel had an idea: จุดเปลี่ยนในการเล่าเรื่อง
But บอกว่าคำอธิบายกำลังเปลี่ยนทิศ ส่วนก่อนหน้านี้ให้ภาพง่าย ๆ ว่าจริงหรือเท็จ แต่ but Gödel had an idea ย้ายความสนใจจากข้อมูลพื้นหลังนั้นไปยังบุคคลและพัฒนาการสำคัญถัดไป Had an idea นำเสนอทางที่อาจใช้เดินหน้าต่อโดยยังไม่อธิบายรายละเอียด ทำให้เรื่องดำเนินต่อและสร้างความคาดหวัง แต่ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดนั้นได้รับการพิสูจน์หรือประสบความสำเร็จแล้ว
แบบฝึกหัด
but Gödel had an idea ทำหน้าที่อะไรในการเล่าเรื่อง
- พิสูจน์ว่าแนวคิดของเกอเดลถูกต้องแล้ว
- กล่าวกฎเรื่องจริงหรือเท็จซ้ำโดยไม่เปลี่ยนทิศ
- เปลี่ยนจากกฎที่เป็นข้อมูลพื้นหลังไปสู่แนวคิดใหม่ที่จะอธิบายต่อไป
ดูคำตอบ
เปลี่ยนจากกฎที่เป็นข้อมูลพื้นหลังไปสู่แนวคิดใหม่ที่จะอธิบายต่อไป
First, he translated mathematical statements and equations into code numbers, วลี
1:54อันดับแรก เขาแปลงข้อความและสมการทางคณิตศาสตร์ให้เป็นรหัสตัวเลข
translate A into B: เปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
Translate A into B หมายถึงการเปลี่ยน A จากรูปแบบหรือระบบหนึ่งให้เป็น B ในที่นี้ข้อความและสมการทางคณิตศาสตร์ถูกเปลี่ยนเป็นรหัสตัวเลข ไม่ใช่การแปลระหว่างภาษาธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่อยู่หลัง into บอกว่าเป็นการเปลี่ยนแบบใด โครงสร้างนี้ใช้ได้กับการแปลภาษา การเข้ารหัส การแปลงรูปแบบ หรือการนำเสนอแนวคิดในอีกรูปแบบหนึ่ง
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง translate A into B ให้สมบูรณ์: The scanner translates printed pages ____ searchable text.
ดูคำตอบ
into
so that a complex mathematical idea could be expressed in a single number. ไวยากรณ์
1:59เพื่อให้แนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนสามารถแสดงออกมาเป็นตัวเลขเพียงตัวเดียวได้
so that ... could be expressed: จุดประสงค์และความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น
So that เชื่อมการกระทำก่อนหน้ากับจุดประสงค์หรือผลลัพธ์ที่การกระทำนั้นทำให้เป็นไปได้ ในที่นี้การเข้ารหัสทำให้ตัวเลขหนึ่งตัวสามารถแทนแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนได้ ความหมายจึงใกล้กับ in order that ไม่ใช่เพียง therefore Could be expressed ประกอบด้วย could และรูปถูกกระทำ be + คำกริยาช่องสาม Could แสดงความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นจากการกระทำก่อนหน้า ส่วนรูปถูกกระทำเน้นแนวคิดและวิธีที่แนวคิดนั้นถูกแสดง ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้แสดง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย so that และรูปถูกกระทำที่ถูกต้องของ understand: The safety message was rewritten ____ it could ____ by children.
ดูคำตอบ
so that · be understood
were also expressing something about the encoded statements of mathematics. การใช้คำ
2:07ก็กำลังแสดงบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับข้อความทางคณิตศาสตร์ที่ถูกเข้ารหัสด้วยเช่นกัน
This meant that: เชื่อมข้อเท็จจริงกับผลที่ตามมา
ในประโยคนี้ This อ้างกลับไปถึงขั้นตอนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการแปลงข้อความทางคณิตศาสตร์ให้เป็นตัวเลข ส่วน meant that ใช้นำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนนั้น นั่นคือ ข้อความที่เขียนด้วยตัวเลขเหล่านั้นสามารถกล่าวถึงข้อความทางคณิตศาสตร์ที่ตัวเลขนั้นแทนได้ด้วย รูปแบบ This meant that + อนุประโยคใช้จัดลำดับการให้เหตุผล โดยนำข้อเท็จจริงก่อนหน้ามาเป็นจุดเริ่มต้นของผลลัพธ์หรือข้อสรุป ในที่นี้ meant หมายถึง “ส่งผลให้” ไม่ใช่ “ให้คำนิยามของคำคำหนึ่ง”
แบบฝึกหัด
This meant that ทำหน้าที่อะไรในตัวอย่างนี้?
- ให้คำนิยามแบบพจนานุกรมของคำว่า mathematics
- นำเสนอข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนก่อนหน้า
- เชื่อมขั้นตอนการแปลงเป็นรหัสก่อนหน้ากับผลที่เกิดจากขั้นตอนนั้น
ดูคำตอบ
เชื่อมขั้นตอนการแปลงเป็นรหัสก่อนหน้ากับผลที่เกิดจากขั้นตอนนั้น
encoded statements of mathematics: encoded ที่ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์
วลี encoded statements of mathematics หมายถึงข้อความทางคณิตศาสตร์ที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบรหัสแล้ว ซึ่งในที่นี้เป็นการแทนด้วยตัวเลข encoded เป็นรูป past participle ของ encode ที่ใช้เป็นคำคุณศัพท์หน้า statements ส่วน of mathematics ระบุว่าข้อความเหล่านี้อยู่ในสาขาคณิตศาสตร์ การแปลงเป็นรหัสเปลี่ยนวิธีแสดงข้อมูลเพื่อให้ระบบจัดเก็บหรือประมวลผลได้ แต่ไม่ได้หมายความในตัวเองว่าข้อมูลถูกซ่อนไว้เพื่อรักษาความลับ
แบบฝึกหัด
ใน encoded statements of mathematics คำว่า encoded บอกอะไรเรา?
- ข้อความเหล่านั้นถูกซ่อนไว้เพื่อรักษาความลับอย่างแน่นอน
- ข้อความเหล่านั้นถูกแปลงออกจากรหัสกลับเป็นรูปแบบเดิมแล้ว
- ข้อความเหล่านั้นถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบรหัสแล้ว
ดูคำตอบ
ข้อความเหล่านั้นถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบรหัสแล้ว
the coding allowed mathematics to talk about itself. สำนวน
2:13การเข้ารหัสทำให้คณิตศาสตร์สามารถพูดถึงตัวเองได้
allowed mathematics to talk about itself: การทำให้เป็นบุคคลและโครงสร้าง allow A to do B
โครงสร้าง allow A to do B หมายถึง “ทำให้ A สามารถทำ B ได้” ในที่นี้ การเข้ารหัสทำให้คณิตศาสตร์มีความสามารถใหม่ คือสามารถแทนข้อความที่กล่าวถึงคณิตศาสตร์เองได้ talk about itself เป็นการทำให้สิ่งไม่มีชีวิตมีลักษณะเหมือนมนุษย์ คณิตศาสตร์ไม่ได้พูดออกมาจริง ๆ สำนวนนี้ช่วยให้แนวคิดนามธรรมเรื่องการอ้างถึงตนเองเห็นภาพง่ายขึ้น
แบบฝึกหัด
allowed mathematics to talk about itself ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
- การเข้ารหัสทำให้คณิตศาสตร์สามารถแสดงข้อความเกี่ยวกับตัวมันเองได้
- การเข้ารหัสทำให้คณิตศาสตร์พูดออกเสียงจริง ๆ
- การเข้ารหัสอนุญาตให้นักคณิตศาสตร์พูดคุยเรื่องการเข้ารหัส
ดูคำตอบ
การเข้ารหัสทำให้คณิตศาสตร์สามารถแสดงข้อความเกี่ยวกับตัวมันเองได้
he was able to write: "This statement cannot be proved" as an equation, โน้ต
2:17เขาสามารถเขียนว่า: "ข้อความนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้" ในรูปแบบของสมการ
“This statement cannot be proved”: การอ้างถึงตนเองและกรรมวาจก
ข้อความในเครื่องหมายคำพูดเป็นภาษาอังกฤษแบบเข้าใจง่ายของข้อความทางคณิตศาสตร์ที่อ้างถึงตัวเอง ซึ่งการเข้ารหัสของเกอเดลทำให้เขียนเป็นสมการได้ This statement ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อความทั้งหมดในเครื่องหมายคำพูด ดังนั้นข้อความนี้จึงกล่าวบางอย่างเกี่ยวกับตัวมันเอง cannot be proved เป็นโครงสร้างกรรมวาจก หมายความว่าไม่มีบทพิสูจน์ใดพิสูจน์ข้อความเดียวกันนี้ได้ภายในระบบคณิตศาสตร์ที่กำลังกล่าวถึง ไม่ได้หมายความว่าข้อความนี้ไม่มีความสามารถที่จะพิสูจน์สิ่งอื่น
แบบฝึกหัด
ข้อความในเครื่องหมายคำพูดอ้างว่าอย่างไร
- ข้อความนี้กล่าวว่าไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เขียนบทพิสูจน์
- ข้อความนี้กล่าวว่ามันไม่สามารถพิสูจน์สมการอื่นได้
- ข้อความนี้กล่าวว่าตัวมันเองไม่สามารถพิสูจน์ได้ภายในระบบนั้น
ดูคำตอบ
ข้อความนี้กล่าวว่าตัวมันเองไม่สามารถพิสูจน์ได้ภายในระบบนั้น
creating the first self-referential mathematical statement.
2:22ซึ่งเป็นการสร้างข้อความทางคณิตศาสตร์ที่อ้างถึงตัวเองเป็นครั้งแรก
write ... as an equation, creating ...: รูปแบบและผลลัพธ์
ในโครงสร้าง write X as Y คำว่า as ใช้บอกว่า X อยู่ในรูปแบบใด ในที่นี้ ข้อความถูกเขียนให้อยู่ในรูปสมการ วลี -ing creating ... หลังเครื่องหมายจุลภาคบอกผลที่เกิดจากการกระทำก่อนหน้า คือการเขียนข้อความเป็นสมการทำให้เกิดข้อความทางคณิตศาสตร์ที่อ้างถึงตัวเองเป็นข้อความแรก Creating ไม่ใช่กริยาหลักอีกตัวที่แยกต่างหาก
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างเป้าหมายด้วย as และรูป -ing ของ make: She rewrote the results ____ a chart, ____ the pattern easier to see.
ดูคำตอบ
as · making
However, unlike the ambiguous sentence that inspired him, ลำดับความ
2:27อย่างไรก็ตาม ต่างจากประโยคกำกวมที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขา
However, unlike ...: การจัดโครงสร้างการเปรียบต่าง
However เป็นสัญญาณว่ากำลังเปลี่ยนจากสิ่งที่เพิ่งกล่าวไปสู่ความแตกต่างที่สำคัญ จากนั้น unlike จะระบุสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ คือ the ambiguous sentence that inspired him รูปแบบ However, unlike + นามวลี, ... ช่วยนำผู้ฟังจากตัวอย่างที่กล่าวถึงแล้วไปสู่กรณีใหม่ที่แตกต่างกัน ในที่นี้ unlike ตามด้วยนามวลี ไม่ใช่อนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยา ส่วนใจความหลักจะตามหลังวลีเปิดนี้
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบเป้าหมาย However, unlike + นามวลี: ____, ____ the old model, this one uses less energy.
ดูคำตอบ
However · unlike
mathematical statements must be true or false. ไวยากรณ์
2:31ข้อความทางคณิตศาสตร์จะต้องเป็นจริงหรือเป็นเท็จเท่านั้น
must be true or false: ความจำเป็นทางตรรกะ
ในที่นี้ must แสดงความจำเป็นที่เกิดจากกรอบทางตรรกะ ไม่ใช่คำสั่งจากบุคคล ใจความคือข้อความทางคณิตศาสตร์ต้องอยู่ในค่าความจริงประเภทใดประเภทหนึ่งจากสองประเภท ได้แก่ จริงหรือเท็จ ให้เข้าใจ must ในความหมายนี้เมื่อกฎ คำนิยาม หรือหลักฐานทำให้ข้อสรุปหนึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องตามมา ลองดูว่าประโยคกำลังอธิบายผลที่ตามมาตามตรรกะ หรือกำลังบอกให้ใครทำบางอย่าง
แบบฝึกหัด
ใน mathematical statements must be true or false คำว่า must สื่อความหมายใด
- กรอบทางตรรกะกำหนดให้แต่ละข้อความต้องมีค่าใดค่าหนึ่งจากสองค่า
- ข้อความเหล่านั้นกำลังสัญญาว่าจะพูดความจริง
- มีคนกำลังสั่งให้ข้อความเหล่านั้นเลือกว่าจะประพฤติตัวอย่างไร
ดูคำตอบ
กรอบทางตรรกะกำหนดให้แต่ละข้อความต้องมีค่าใดค่าหนึ่งจากสองค่า
So, which is it?: คำถามที่ดึงประเด็นกลับมาที่ตัวเลือก
So เชื่อมคำถามนี้กับเหตุผลที่เพิ่งอธิบายไป ส่วน which is it? ขอให้ผู้ฟังเลือกจากทางเลือกที่กล่าวไว้แล้ว ในที่นี้ it หมายถึงข้อความทางคณิตศาสตร์ และทางเลือกคือ true กับ false ในฐานะวิธีจัดลำดับความคิด คำถามสั้น ๆ นี้ย่อเหตุผลก่อนหน้าให้เหลือจุดตัดสินใจเดียว ทำให้การอธิบายหยุดชั่วครู่ ดึงความสนใจกลับมาที่ตัวเลือกหลัก และเปิดทางไปสู่ขั้นต่อไปของการให้เหตุผล
แบบฝึกหัด
หลังจากกล่าวถึงความเป็นไปได้สองอย่างแล้ว So, which is it? ทำหน้าที่อะไร
- บอกว่าความเป็นไปได้ทั้งสองอย่างถูกต้องแน่นอน
- ดึงการสนทนากลับมาที่การเลือกระหว่างความเป็นไปได้เหล่านั้น
- เปิดหัวข้อใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้เหตุผลก่อนหน้า
ดูคำตอบ
ดึงการสนทนากลับมาที่การเลือกระหว่างความเป็นไปได้เหล่านั้น
that means the statement does have a proof. ไวยากรณ์
2:37นั่นหมายความว่าข้อความนั้นมีข้อพิสูจน์อยู่จริง
If it's false, that means ...: เชื่อมข้อสมมติกับข้อสรุป
“If it's false” เป็นการตั้งเงื่อนไขหรือข้อสมมติชั่วคราว ส่วน “that means” ใช้นำเสนอข้อสรุปที่ตามมาเมื่อยอมรับเงื่อนไขนั้น ซึ่งก็คือ the statement does have a proof รูปแบบนี้จัดลำดับการให้เหตุผลว่า “ถ้า A แล้ว A จะนำไปสู่ B” ในที่นี้ “that means” ไม่ได้แปลหรือกล่าวซ้ำคำว่า “false” แต่พาคำอธิบายไปยังผลที่ตามมาทางตรรกะ
แบบฝึกหัด
อ่านประโยคนี้: “If the screen is blank, that means the computer is not receiving a signal.” “that means” ทำหน้าที่อะไร?
- แปลคำว่า “blank”
- นำเสนอข้อสรุปที่ได้จากเงื่อนไข
- เริ่มหัวข้อใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ
นำเสนอข้อสรุปที่ได้จากเงื่อนไข
does have a proof: does แบบเน้นในประโยคบอกเล่า
ในอนุประโยคบอกเล่า “the statement does have a proof” คำว่า does เป็น do ที่ใช้เน้นความหมาย โดยเพิ่มน้ำหนักว่า “จริง ๆ” หรือ “แน่นอน” ผู้พูดจึงกำลังเน้นว่าบทพิสูจน์นั้นมีอยู่จริง does ทำหน้าที่แสดงรูปปัจจุบันให้สอดคล้องกับประธานเอกพจน์ “the statement” ดังนั้น have จึงคงรูปพื้นฐานไว้ หากตัด does ออก “the statement has a proof” ยังบอกข้อเท็จจริงพื้นฐานเหมือนเดิม แต่น้ำหนักในการแก้ความเข้าใจหรือแสดงความขัดแย้งจะลดลง
แบบฝึกหัด
ใช้ does แบบเน้น + กริยารูปพื้นฐาน have เพื่อเติมประโยคแก้ความเข้าใจให้สมบูรณ์: “You said the plan has no benefit, but it ____ one important advantage.”
ดูคำตอบ
does have
if ..., then it must ...: เงื่อนไขและข้อสรุปที่จำเป็น
อนุประโยค if บอกเงื่อนไขว่า a mathematical statement has a proof ส่วนประโยคหลักบอกข้อสรุป และ then ทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเงื่อนไขกับผลลัพธ์ได้ง่าย ในภาษาอังกฤษทั่วไป บางครั้งละ then ได้ แต่ในที่นี้คำนี้ช่วยจัดลำดับการให้เหตุผลอย่างชัดเจน ใน must be true คำว่า must หมายถึง “จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น” ตามหลักเหตุผล ไม่ได้แสดงหน้าที่หรือคำสั่ง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบ if ..., then it must ... ที่ถูกต้อง: ____ an integer ends in 0, ____ it ____ divisible by 10.
ดูคำตอบ
If · then · must be
This contradiction means that Gödel's statement can't be false, โน้ต
2:44ความขัดแย้งนี้หมายความว่าข้อความของเกอเดลจะเป็นเท็จไปไม่ได้
This contradiction means ...: การพาข้อโต้แย้งไปสู่ขั้นต่อไป
This contradiction ย้อนกลับไปชี้ความขัดแย้งที่พบแล้วในข้อโต้แย้ง กล่าวคือ การถือว่าข้อความนั้นเป็นเท็จกลับนำไปสู่ข้อสรุปว่าข้อความนั้นเป็นจริง means ใช้เริ่มสิ่งที่ตามมาอย่างเป็นเหตุเป็นผลจากความขัดแย้งนั้น ไม่ได้ใช้บอกคำนิยามในพจนานุกรม วลีนี้ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทางที่สรุปปัญหาและพาข้อโต้แย้งไปสู่ข้อสรุปถัดไป
แบบฝึกหัด
ในข้อโต้แย้งนี้ This contradiction means ... ทำหน้าที่อะไร
- เปลี่ยนหัวข้อไปเป็นตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้อง
- สรุปความไม่สอดคล้องและนำเข้าสู่ข้อสรุปที่ได้จากความไม่สอดคล้องนั้น
- ให้คำนิยามจากพจนานุกรมของคำว่า contradiction
ดูคำตอบ
สรุปความไม่สอดคล้องและนำเข้าสู่ข้อสรุปที่ได้จากความไม่สอดคล้องนั้น
Gödel's statement can't be false: ความเป็นไปไม่ได้ทางตรรกะ
ใน Gödel's statement can't be false คำว่า can't หมายถึง “เป็นไปไม่ได้ในทางตรรกะ” ไม่ได้หมายถึง “ไม่มีความสามารถ” ความขัดแย้งนี้ตัดความเป็นไปได้ที่ข้อความดังกล่าวจะเป็นเท็จออกไป การใช้ can't แบบนี้แสดงข้อสรุปที่หนักแน่นจากการให้เหตุผลหรือหลักฐาน หากสมมติฐานหนึ่งนำไปสู่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สมมติฐานนั้นก็ไม่อาจถูกต้องได้
แบบฝึกหัด
can't ใน “The answer can't be false because it follows from the rule” หมายความว่าอย่างไร
- ผู้พูดไม่มีความสามารถที่จะทำให้คำตอบนั้นเป็นเท็จ
- ไม่อนุญาตให้คำตอบนั้นเป็นเท็จ
- เป็นไปไม่ได้ในทางตรรกะที่คำตอบนั้นจะเป็นเท็จ
ดูคำตอบ
เป็นไปไม่ได้ในทางตรรกะที่คำตอบนั้นจะเป็นเท็จ
it must be true that this statement cannot be proved.
2:49มันจะต้องเป็นความจริงที่ว่าข้อความนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้
and therefore, it must be true that ...: การระบุข้อสรุป
and therefore บอกผู้ฟังว่าสิ่งที่ตามมาเป็นข้อสรุปที่ได้จากการให้เหตุผลก่อนหน้า วลีนี้เชื่อมความขัดแย้งก่อนหน้ากับข้อกล่าวอ้างใหม่ ไม่ได้เพียงเพิ่มข้อเท็จจริงอีกข้อ it must be true that ทำให้อนุประโยค that ทั้งหมดเป็นข้อสรุปที่จำเป็นต้องเป็นจริง ข้อความที่ถูกสรุปในที่นี้คือ this statement cannot be proved
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างข้อสรุปแบบเป็นทางการให้สมบูรณ์: The machine accepts only valid tickets. This ticket was accepted, ____ this ticket is valid.
ดูคำตอบ
and therefore it must be true that
Yet ... even more surprising because ...: การแสดงความต่าง การเน้น และเหตุผล
เมื่ออยู่ต้นประโยค Yet หมายถึง “อย่างไรก็ตาม” ไม่ใช่ความหมายด้านเวลาแบบ not yet ที่แปลว่า “ยังไม่” คำนี้แสดงความต่างจากสิ่งที่เพิ่งสรุปไป และส่งสัญญาณว่าเหตุผลกำลังเดินหน้าไปสู่ข้อสืบเนื่องอีกขั้นที่คาดไม่ถึง รูปแบบ this result is even more surprising because ... เน้นการประเมินให้แรงขึ้นก่อน แล้วจึงบอกเหตุผล ส่วนที่ไฮไลต์ทั้งหมดจึงจัดข้อมูลเป็นข้อสรุปก่อนหน้า ความต่างที่ชัดขึ้น และเหตุผลที่ทำให้ประเด็นใหม่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม
แบบฝึกหัด
ส่วนต้นประโยคที่ไฮไลต์ทำหน้าที่อะไร
- นำเข้าสู่เหตุผล แต่ไม่ได้แสดงความต่างจากประเด็นก่อนหน้า
- บอกว่าผลลัพธ์นั้นยังไม่เกิดขึ้น
- แสดงความต่างจากประเด็นก่อนหน้า เน้นการประเมิน และนำเข้าสู่เหตุผล
ดูคำตอบ
แสดงความต่างจากประเด็นก่อนหน้า เน้นการประเมิน และนำเข้าสู่เหตุผล
a true equation: สมการที่ข้อยืนยันทางคณิตศาสตร์เป็นจริง
ใน a true equation คำว่า true ใช้ประเมินเนื้อหาทางคณิตศาสตร์ กล่าวคือ ความเท่ากันหรือข้อยืนยันที่สมการแสดงไว้นั้นเป็นจริง ภาษาอังกฤษยังใช้ true หรือ false บรรยาย statement หรือ claim ทางคณิตศาสตร์ได้เช่นกัน ในที่นี้ true ไม่ได้หมายเพียงว่า “มีอยู่จริง” “เป็นของแท้” หรือ “มีตัวตนอยู่จริง” จุดที่น่าประหลาดใจคือสมการนั้นเป็นจริงทางคณิตศาสตร์ แม้ว่าตามสิ่งที่มันยืนยัน มันจะไม่สามารถพิสูจน์ได้
แบบฝึกหัด
ในการอภิปรายคณิตศาสตร์ a true equation ในที่นี้หมายถึงอะไร
- สมการที่ข้อยืนยันทางคณิตศาสตร์เป็นจริง
- สมการที่มีอยู่จริง ไม่ว่าข้อยืนยันทางคณิตศาสตร์ของมันจะเป็นจริงหรือไม่
- สมการที่ใช้เฉพาะจำนวนจริง
ดูคำตอบ
สมการที่ข้อยืนยันทางคณิตศาสตร์เป็นจริง
asserts it cannot be proved: การเสนอข้อยืนยันอย่างเป็นทางการ
ในประโยคนี้ asserts หมายถึง “กล่าวหรือยืนยันอย่างเป็นทางการ” สมการกำลังเสนอข้อยืนยันที่สามารถตัดสินได้ว่าจริงหรือเท็จ คำกริยานี้ไม่ได้สื่อว่าพูดเสียงดัง คำว่า it cannot be proved เป็นเนื้อหาของข้อยืนยัน โดย it ย้อนกลับไปหมายถึงตัวสมการเอง หลัง assert มักมีคำเชื่อม that แต่สามารถละได้: asserts (that) it cannot be proved.
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ asserts บอกอะไรเกี่ยวกับสมการ?
- สมการพิสูจน์ข้อยืนยันด้วยเหตุผลสนับสนุน
- สมการเสนอข้อยืนยันที่สามารถตัดสินได้ว่าจริงหรือเท็จอย่างเป็นทางการ
- สมการพูดด้วยเสียงที่ดังมาก
ดูคำตอบ
สมการเสนอข้อยืนยันที่สามารถตัดสินได้ว่าจริงหรือเท็จอย่างเป็นทางการ
This revelation is at the heart of Gödel's incompleteness theorem, โน้ต
3:04การเปิดเผยนี้คือหัวใจสำคัญของทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ของเกอเดล
is at the heart of ...: การชี้ให้เห็นแนวคิดที่เป็นแก่นสำคัญ
Be at the heart of เป็นสำนวนที่หมายถึง “เป็นส่วนที่เป็นแก่นกลางหรือสำคัญอย่างยิ่งของบางสิ่ง” heart ในที่นี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ โดยกล่าวถึงความสำคัญ ไม่ใช่หัวใจจริงหรือสถานที่ทางกายภาพ ในประโยคนี้ การค้นพบดังกล่าวถูกนำเสนอว่าเป็นแนวคิดสำคัญเบื้องหลังทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ของเกอเดล โครงสร้างคือ be + at the heart of + หัวข้อ ปัญหา ทฤษฎี หรือภาพรวมที่ใหญ่กว่า
แบบฝึกหัด
ใช้สำนวนจากบทเรียนเติมประโยคให้สมบูรณ์: Trust is ____ a healthy friendship.
ดูคำตอบ
at the heart of
Gödel's incompleteness theorem: ทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ของเกอเดล
ในที่นี้ Gödel's incompleteness theorem เป็นชื่อเฉพาะของผลลัพธ์หนึ่งในตรรกศาสตร์คณิตศาสตร์ theorem คือข้อความที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ส่วน incompleteness หมายถึงข้อจำกัดของระบบรูปนัย ไม่ได้หมายถึงบทพิสูจน์ที่มีคนเขียนค้างไว้ สำหรับประโยคนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือระบบรูปนัยที่มีพลังเพียงพออาจมีข้อความทางคณิตศาสตร์ที่เป็นจริง แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ภายในระบบเดียวกัน การค้นพบที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้เป็นหัวใจของทฤษฎีบทนี้
แบบฝึกหัด
ในชื่อ Gödel's incompleteness theorem คำว่า incompleteness หมายถึงอะไร
- คำกล่าวอ้างว่าคณิตศาสตร์ไม่มีบทพิสูจน์ที่ถูกต้อง
- ข้อจำกัดของระบบรูปนัยบางชนิด กล่าวคือข้อความจริงบางข้อความไม่สามารถพิสูจน์ได้ภายในระบบนั้น
- บทพิสูจน์ที่ยังเขียนไม่เสร็จและต้องเพิ่มอีกหลายหน้า
ดูคำตอบ
ข้อจำกัดของระบบรูปนัยบางชนิด กล่าวคือข้อความจริงบางข้อความไม่สามารถพิสูจน์ได้ภายในระบบนั้น
which introduces an entirely new class of mathematical statement. ไวยากรณ์
3:08ซึ่งนำไปสู่คลาสของข้อความทางคณิตศาสตร์รูปแบบใหม่ทั้งหมด
which introduces ...: การเพิ่มข้อมูลด้วยอนุประโยคแบบไม่จำกัดความ
อนุประโยค which introduces an entirely new class of mathematical statement เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับ Gödel's incompleteness theorem ในอนุประโยคก่อนหน้า which ย้อนกลับไปอ้างถึง theorem ส่วน introduces อธิบายว่าทฤษฎีบทนั้นทำอะไร เครื่องหมายจุลภาคบอกว่านี่คืออนุประโยคสัมพัทธ์แบบไม่จำกัดความ อนุประโยคนี้เพิ่มคำอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ระบุชัดแล้ว ไม่ได้ใช้เลือกทฤษฎีบทหนึ่งจากหลายทฤษฎีบท และเป็นการต่อประโยคเดิม ไม่ใช่การเริ่มแนวคิดใหม่ที่แยกต่างหาก
แบบฝึกหัด
เติมคำเชื่อมสัมพัทธ์ที่ใช้เพิ่มข้อมูลแบบไม่จำกัดความให้ประโยคสมบูรณ์: The update adds a search tool, ____ makes old files easier to find.
ดูคำตอบ
which
but true statements can either be provable or unprovable within a given set of axioms. การใช้คำ
3:17แต่ข้อความที่เป็นจริงอาจเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้หรือพิสูจน์ไม่ได้ ภายใต้ชุดของสัจพจน์ที่กำหนดให้
In Gödel's paradigm: paradigm ในความหมายของกรอบจัดระบบความคิด
ในที่นี้ paradigm หมายถึงกรอบกว้างที่ใช้ทำความเข้าใจและจัดระบบความคิด ไม่ใช่ตัวอย่างหรือสูตรเพียงหนึ่งอย่าง In Gödel's paradigm จึงหมายถึงภายในกรอบที่เกอเดลเสนอไว้ กรอบนี้แยกคำถามสองข้อออกจากกัน คือข้อความนั้นเป็นจริงหรือไม่ และสามารถพิสูจน์จากชุดสัจพจน์ที่กำหนดได้หรือไม่ การใช้ paradigm บอกว่าข้อมูลต่อจากนี้ถูกจัดระบบด้วยกรอบแบบใด
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ paradigm หมายถึงอะไร
- กรณีตัวอย่างหนึ่งกรณี
- กรอบกว้างสำหรับทำความเข้าใจและจัดระบบความคิด
- สูตรคณิตศาสตร์หนึ่งสูตร
ดูคำตอบ
กรอบกว้างสำหรับทำความเข้าใจและจัดระบบความคิด
either true or ... / can either be provable or unprovable: ตัวเลือกที่เป็นคู่กัน
Either ... or ... ใช้เชื่อมตัวเลือกสองทาง ประโยคนี้ใช้รูปแบบดังกล่าวสองครั้ง คือ true กับ false แล้วจึงเป็น provable กับ unprovable ในบริบทนี้ แต่ละคู่เป็นการแบ่งประเภทออกเป็นสองทาง ตัวเลือกมีโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่ขนานกัน true และ false เป็นคำคุณศัพท์ในคู่แรก ส่วน provable และ unprovable เป็นคำบรรยายที่ขนานกันในคู่ที่สอง คำที่ใช้ร่วมกันอย่าง can และ be ไม่ต้องพูดซ้ำ ที่นี่ either เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างคู่และไม่ได้หมายถึง “ด้วย”
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างคู่ด้วย either ... or: A binary answer is ____ yes ____ no.
ดูคำตอบ
either · or
within a given set of axioms: การกำหนดขอบเขตของระบบตรรกะ
ในที่นี้ within บอกขอบเขตเชิงนามธรรม ไม่ใช่สถานที่ทางกายภาพ ส่วน a given set of axioms หมายถึงชุดกฎตั้งต้นเฉพาะที่เลือกใช้สำหรับระบบตรรกะนั้น วลีนี้จำกัดขอบเขตของ provable or unprovable กล่าวคือ การตัดสินว่าข้อความหนึ่งพิสูจน์ได้หรือไม่ต้องอาศัยชุดสัจพจน์นั้น ไม่ได้หมายความว่าชุดสัจพจน์ทุกชุดจะให้ผลการพิสูจน์เหมือนกัน
แบบฝึกหัด
วลีที่เน้นไว้บอกอะไรในประโยคนี้
- ชุดสัจพจน์ทุกชุดสามารถพิสูจน์ข้อความนั้นได้
- ข้อความนั้นถูกล้อมรอบด้วยสัจพจน์ในพื้นที่ทางกายภาพ
- การพิสูจน์ได้หรือไม่ถูกตัดสินโดยใช้ชุดสัจพจน์ที่กำหนดชุดหนึ่ง
ดูคำตอบ
การพิสูจน์ได้หรือไม่ถูกตัดสินโดยใช้ชุดสัจพจน์ที่กำหนดชุดหนึ่ง
Gödel argues these unprovable true statements exist in every axiomatic system. การใช้คำ
3:25เกอเดลแย้งว่าข้อความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้เหล่านี้มีอยู่ในทุกระบบสัจพจน์
unprovable true statements ในระบบสัจพจน์ทุกระบบ
Unprovable true statements รวมการตัดสินสองเรื่องที่ต่างกันไว้ด้วยกัน true บอกว่าข้อความเหล่านั้นเป็นจริง ส่วน unprovable บอกว่าไม่สามารถสร้างข้อพิสูจน์จากสัจพจน์และกฎของระบบที่กำลังกล่าวถึงได้ ดังนั้น unprovable จึงไม่ได้แปลว่า false in every axiomatic system ทำให้ข้อกล่าวอ้างในประโยคนี้ครอบคลุมทุกระบบ กล่าวคือ แต่ละระบบมีข้อความเช่นนี้ ไม่ใช่มีเพียงบางระบบเท่านั้น
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดคงความหมายของ unprovable true statements ได้ถูกต้อง
- ข้อความเหล่านั้นเป็นเท็จ เพราะไม่มีข้อพิสูจน์
- ข้อความเหล่านั้นเป็นจริงและยังไม่พบข้อพิสูจน์ แต่จะพบอย่างแน่นอน
- ข้อความเหล่านั้นเป็นจริง แม้ว่าระบบจะพิสูจน์ไม่ได้
ดูคำตอบ
ข้อความเหล่านั้นเป็นจริง แม้ว่าระบบจะพิสูจน์ไม่ได้
This makes it impossible to create a perfectly complete system using mathematics ไวยากรณ์
3:32สิ่งนี้ทำให้การสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบโดยใช้คณิตศาสตร์เป็นไปไม่ได้
make it impossible to create: โครงสร้าง make it + คำคุณศัพท์ + to do
โครงสร้าง make it + คำคุณศัพท์ + to do หมายถึง บางสิ่งทำให้การกระทำหนึ่งง่าย ยาก เป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ ในประโยคนี้ This ย้อนถึงข้อจำกัดทางคณิตศาสตร์ที่อธิบายไว้ก่อนหน้า impossible บอกผลลัพธ์ และ to create a perfectly complete system บอกการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ it เป็นกรรมที่ใช้วางแทนตำแหน่งและไม่ได้อ้างถึงสิ่งใด เนื้อหาที่แท้จริงจะปรากฏภายหลังในรูปกริยา infinitive ที่มี to
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายเพื่อบอกว่าไม่สามารถเปิดหน้าต่างได้: The broken handle ____ open the window.
ดูคำตอบ
makes it impossible to
because there will always be true statements we cannot prove. ไวยากรณ์
3:38เพราะจะมีข้อความที่เป็นจริงซึ่งเราไม่สามารถพิสูจน์ได้อยู่เสมอ
there will always be: การบอกว่าสิ่งหนึ่งจะยังคงมีอยู่
Because นำเสนอเหตุผลของข้อสรุปก่อนหน้า โครงสร้างบอกการมีอยู่ there will be ระบุว่าบางสิ่งจะมีอยู่ และการวาง always หลัง will ทำให้ข้อยืนยันหนักแน่นขึ้น กล่าวคือ ไม่ว่าระบบจะพัฒนาอย่างไร ข้อความจริงบางส่วนจะยังคงมีอยู่ ใน true statements we cannot prove ส่วน we cannot prove ระบุว่าหมายถึงข้อความใด ประโยคนี้ละคำเชื่อม that ไว้ โดยรูปเต็มคือ true statements that we cannot prove ในที่นี้ always หมายถึงการคงอยู่ในเชิงตรรกะ ไม่ใช่ความถี่ของเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอนาคตของ there be และ always เพื่อแสดงว่าข้อจำกัดนี้จะยังคงอยู่: ____ cases the rule does not cover.
ดูคำตอบ
There will always be
Even if you account for these unprovable statements by adding them as new axioms to an enlarged mathematical system, โน้ต
3:42แม้ว่าคุณจะพิจารณาข้อความที่พิสูจน์ไม่ได้เหล่านี้โดยเพิ่มเป็นสัจพจน์ใหม่เข้าไปในระบบคณิตศาสตร์ที่ขยายใหญ่ขึ้น
Even if ... by adding ... as new axioms: การยอมรับเงื่อนไข วิธีการ และบทบาท
Even if ใช้นำการยอมรับเงื่อนไขแบบสมมติ ผู้พูดยอมรับไว้ก่อนว่าขั้นตอนนี้อาจเกิดขึ้น แต่ชี้ว่าข้อสรุปที่ตามมายังคงเป็นจริง ไม่ได้หมายความว่าขั้นตอนนี้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ในที่นี้ by adding them บอกวิธีที่ใช้จัดการข้อความเหล่านั้น ส่วน as new axioms บอกสถานะที่ข้อความเหล่านั้นได้รับ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ Even if + เงื่อนไข, by + รูป -ing เพื่อบอกวิธี และ as + บทบาทหรือสถานะ
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบการยอมรับเงื่อนไข-วิธี-บทบาทให้สมบูรณ์ โดยใช้ Even if, by และ as อย่างละหนึ่งครั้ง: ____ you improve the plan ____ adding a checklist ____ a safety tool, some risks may remain.
ดูคำตอบ
Even if · by · as
you account for: นำปัจจัยมาพิจารณาและจัดการ
account for ในที่นี้เป็นคำกริยาที่ประกอบด้วยหลายคำ you account for these unprovable statements หมายถึงการทำให้ข้อความเหล่านี้มีที่อยู่ในระบบคณิตศาสตร์และจัดการกับมัน ส่วน by adding them as new axioms บอกว่าทำอย่างไร ให้เข้าใจ account for เป็นหน่วยเดียวที่ตามด้วยกรรม ความหมายที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบท ในที่นี้ใกล้เคียงกับ “จัดการ” หรือ “นำมาพิจารณา” มากกว่า “อธิบายว่าทำไมบางสิ่งจึงเกิดขึ้น”
แบบฝึกหัด
ในประโยคต้นฉบับ account for หมายถึงอะไร
- พึ่งพาข้อความเหล่านั้น
- จัดการหรือนำข้อความเหล่านั้นมาพิจารณาภายในระบบ
- อธิบายว่าทำไมข้อความเหล่านั้นจึงเป็นจริง
ดูคำตอบ
จัดการหรือนำข้อความเหล่านั้นมาพิจารณาภายในระบบ
that very process introduces new unprovably true statements. ลำดับความ
3:49กระบวนการนั้นก็ยังนำไปสู่ข้อความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้อันใหม่อยู่ดี
that very process introduces: เน้นว่าคือกระบวนการนั้นเอง
ใน that very process คำว่า that ย้อนกลับไปหมายถึงกระบวนการเพิ่มสัจพจน์ที่กล่าวถึงแล้ว ส่วน very เน้นคำนาม process โดยตรง จึงหมายถึง “กระบวนการนั้นโดยเฉพาะ” หรือ “ตัวกระบวนการนั้นเอง” ไม่ได้หมายถึงกระบวนการที่มีระดับสูงมาก การใช้วลีที่เน้นนี้เป็นประธานของ introduces ทำให้ผลลัพธ์เด่นขึ้น คือกระบวนการเดียวกันที่กำลังพูดถึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดข้อความใหม่ โครงสร้าง this/that/the very + คำนาม ใช้ย้อนถึงสิ่งหนึ่งและเน้นว่าสิ่งนั้นเองเป็นสาเหตุของผลลัพธ์ได้
แบบฝึกหัด
ในประโยค “That very decision caused the delay,” คำว่า very แสดงอะไร?
- The decision was extremely difficult.
- A different decision prevented the delay.
- The exact decision already mentioned caused the delay.
ดูคำตอบ
The exact decision already mentioned caused the delay.
No matter how many axioms you add: จำนวนเปลี่ยนแต่ผลลัพธ์ไม่เปลี่ยน
No matter how many + คำนามนับได้รูปพหูพจน์ + ประธาน + กริยา ใช้เปิดอนุประโยคแสดงการยอมรับเงื่อนไขด้านจำนวน จำนวนนั้นเปลี่ยนได้อย่างไม่จำกัด ในที่นี้สัจพจน์ที่เพิ่มอาจมีน้อยหรือมากก็ได้ อนุประโยคนี้ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นการเตรียมไปสู่ประโยคหลักที่ผลลัพธ์ยังคงเป็นจริงไม่ว่าจำนวนจะเท่าใด เครื่องหมายจุลภาคจึงแสดงว่าประโยคยังไม่จบ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสี่คำที่ขึ้นต้นด้วย No และหมายถึง “ไม่ว่าจำนวนจะเท่าใด”: ____ books you read, there will always be more to discover.
ดูคำตอบ
No matter how many
there will always be unprovably true statements in your system. ไวยากรณ์
3:57ก็จะมีข้อความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้อยู่ในระบบของคุณเสมอ
there will always be unprovably true statements: จะมีข้อความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้อยู่เสมอ
there will ... be เป็นโครงสร้างบอกการมีอยู่ หมายถึงบางสิ่งจะมีอยู่หรือจะเกิดขึ้น เมื่อเติม always ผลนั้นจึงถูกเน้นว่าเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่มีความเป็นไปได้ ในที่นี้โครงสร้างนี้ใช้สรุปเหตุผลว่า ต่อให้เพิ่มสัจพจน์อีกเท่าไร สถานการณ์นี้ก็ไม่หายไป unprovably true statements หมายถึงข้อความที่เป็นจริง แต่พิสูจน์จากสัจพจน์ภายในระบบนั้นไม่ได้ ส่วน your system คือระบบคณิตศาสตร์ที่กำลังสร้างหรือขยายอยู่ และ unprovably ไม่ได้หมายถึง probably หรือ “น่าจะเป็นจริง”
แบบฝึกหัด
ข้อใดตีความประโยคนี้ได้ตรงที่สุด
- ระบบนี้จะต้องมีข้อความบางอย่างที่เป็นจริง แต่พิสูจน์จากภายในระบบไม่ได้
- ระบบนี้อาจมีข้อความบางอย่างที่น่าจะเป็นจริง
- ข้อความที่เป็นจริงทุกข้อความในระบบได้รับการพิสูจน์แล้ว
ดูคำตอบ
ระบบนี้จะต้องมีข้อความบางอย่างที่เป็นจริง แต่พิสูจน์จากภายในระบบไม่ได้
It's Gödels all the way down: ข้อจำกัดแบบเกอเดลเกิดซ้ำไม่รู้จบ
It's X all the way down เป็นแบบประโยคเชิงขำที่สื่อถึงการย้อนต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด กล่าวคือ คำอธิบาย ปัญหา หรือรูปแบบชนิดเดิมปรากฏซ้ำในทุกชั้นที่ลึกลงไป ประโยคนี้ดัดแปลงจากวลีที่รู้จักกันว่า turtles all the way down ดังนั้น down จึงเป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่ทิศทางการเคลื่อนที่จริง Gödels คือการนำชื่อ Gödel มาทำเป็นรูปพหูพจน์แบบเล่นคำ หมายถึงผลลัพธ์แบบเกอเดลที่เกิดซ้ำ ไม่ใช่คนหลายคนที่ชื่อ Gödel ในบริบทนี้ เมื่อขยายระบบคณิตศาสตร์ ระบบใหม่ก็ยังมีข้อความจริงอีกข้อความที่พิสูจน์ไม่ได้ ผู้พูดเปลี่ยนข้อจำกัดที่เกิดซ้ำนี้ให้เป็นมุกสั้น ๆ
แบบฝึกหัด
It's Gödels all the way down ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
- คนหลายคนที่ชื่อ Gödel กำลังเคลื่อนที่ลงข้างล่าง
- ทฤษฎีบทเดียวจัดการการขยายระบบที่เป็นไปได้ทั้งหมด
- ข้อจำกัดแบบเกอเดลเกิดขึ้นซ้ำเมื่อระบบถูกขยาย
ดูคำตอบ
ข้อจำกัดแบบเกอเดลเกิดขึ้นซ้ำเมื่อระบบถูกขยาย
This revelation rocked the foundations of the field, สำนวน
4:04การเปิดเผยนี้ได้สั่นคลอนรากฐานของวงการ
rocked the foundations of the field: อุปมาที่สื่อถึงผลกระทบระดับรากฐาน
ในประโยคนี้ rocked the foundations of the field เป็นอุปมา หมายถึงข้อค้นพบนี้สั่นคลอนความเชื่อหรือสมมติฐานพื้นฐานของวงการอย่างรุนแรง คำว่า the field ในที่นี้หมายถึงวงการคณิตศาสตร์ ไม่ได้มีอาคารที่สั่นจริง ๆ รูปแบบ rock the foundations of + สถาบัน สาขาวิชา หรือระบบ ใช้บรรยายเหตุการณ์ที่คุกคามหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นในระดับพื้นฐานที่สุด
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ rocked the foundations of the field หมายความว่าอย่างไร
- ข้อค้นพบนี้ทำลายฐานอาคารจริง ๆ
- ข้อค้นพบนี้ท้าทายความเชื่อพื้นฐานของวงการอย่างรุนแรง
- ข้อค้นพบนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามปกติในวงการ
ดูคำตอบ
ข้อค้นพบนี้ท้าทายความเชื่อพื้นฐานของวงการอย่างรุนแรง
crushing those who dreamed that every mathematical claim would one day be proven or disproven. โน้ต
4:07ทำลายความฝันของผู้ที่หวังว่าข้ออ้างทางคณิตศาสตร์ทุกข้อจะถูกพิสูจน์หรือหักล้างได้ในสักวันหนึ่ง
crushing those who dreamed that ...: วลี -ing ที่แสดงผลลัพธ์
Crushing those who dreamed that ... เป็นวลี present participle (-ing) ที่เชื่อมกับอนุประโยคก่อนหน้า โดยเพิ่มผลที่เกิดจากข้อค้นพบนั้น คือข้อค้นพบได้สร้างความสะเทือนใจอย่างรุนแรงแก่คนกลุ่มนี้ วลีนี้ไม่มีประธานแยกต่างหากที่ระบุไว้ สาเหตุโดยนัยของ crushing คือ revelation ในอนุประโยคก่อนหน้า ส่วน those เป็นกรรม และ those who ... หมายถึง “คนที่...” crushing ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่การบดขยี้ทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้วลี -ing ที่ท้ายประโยคเพื่อเพิ่มผลของเหตุการณ์ก่อนหน้า
- Because the storm closed the airport, hundreds of travelers were stranded.
- The storm closed the airport, leaving hundreds of travelers stranded.
- The storm closed the airport and hundreds of travelers waited nearby.
ดูคำตอบ
The storm closed the airport, leaving hundreds of travelers stranded.
would one day be proven or disproven: กรรมวาจกของอนาคตเมื่อมองจากอดีต
อนุประโยคนี้มองจากช่วงเวลาในอดีตของ dreamed ณ ตอนนั้น คนเหล่านั้นจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลัง ดังนั้น would จึงหมายถึง “อนาคตเมื่อมองจากอดีต” ไม่ได้แสดงความเต็มใจ ส่วน one day หมายถึงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตที่ไม่ระบุชัด be proven or disproven เป็นโครงสร้างกรรมวาจก เพราะข้อความทางคณิตศาสตร์แต่ละข้อความเป็นสิ่งที่ได้รับผลลัพธ์ว่า “ถูกพิสูจน์” หรือ “ถูกหักล้าง” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ความเชื่อหรือความหวังในอดีต + would + คำบอกเวลา + be + กริยาช่องที่สาม
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ would one day และรูปกรรมวาจกของ solve: In 1995, researchers believed the puzzle ____.
ดูคำตอบ
would one day be solved
While most ..., some ...: การจัดกลุ่มข้อมูลเพื่อแสดงความแตกต่าง
while ในที่นี้ใช้แสดงความแตกต่าง ไม่ได้ใช้บอกเวลา อนุประโยคแรกกล่าวถึงปฏิกิริยาของคนส่วนใหญ่ ส่วนอนุประโยคที่สองแสดงปฏิกิริยาที่ต่างออกไปของคนกลุ่มเล็กกว่า โครงสร้าง While most ..., some ... ช่วยจัดระเบียบการกระจายของความคิดเห็นหรือผลลัพธ์ ไม่ได้หมายความว่าปฏิกิริยาทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันพอดี
แบบฝึกหัด
while ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้? “While most neighbors supported the plan, some opposed it.”
- ใช้เปรียบต่างปฏิกิริยาของคนสองกลุ่ม
- บอกว่าการกระทำสองอย่างใช้เวลานานเท่ากันพอดี
- บอกเหตุผลที่บางคนคัดค้านแผนดังกล่าว
ดูคำตอบ
ใช้เปรียบต่างปฏิกิริยาของคนสองกลุ่ม
fervently debated: ถกเถียงด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
fervently หมายถึง “ด้วยความรู้สึก ความกระตือรือร้น หรือความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า” ในที่นี้คำนี้บอกความเข้มข้นและท่าทีของการถกเถียง ไม่ได้บอกว่าเกิดการถกเถียงบ่อยแค่ไหน คำสรรพนาม it ย้อนกลับไปถึงความเป็นจริงใหม่ที่ทฤษฎีบทของเกอเดลเปิดเผย ประโยคย่อยนี้แสดงปฏิกิริยาอันหนักแน่นของคนกลุ่มหนึ่งต่อแนวคิดนั้น
แบบฝึกหัด
ใน “Some fervently debated it,” คำว่า fervently บอกอะไรเรา?
- พวกเขาถกเถียงเบา ๆ เพื่อไม่ให้คนสนใจ
- พวกเขาถกเถียงด้วยความรู้สึกและความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
- พวกเขาถกเถียงกันหลายครั้ง
ดูคำตอบ
พวกเขาถกเถียงด้วยความรู้สึกและความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
Others still tried to ignore the newly uncovered hole in the heart of their field. โน้ต
4:19ส่วนคนอื่น ๆ ยังคงพยายามเพิกเฉยต่อช่องโหว่ที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ที่ใจกลางสายงานของตน
Others still tried to ignore: จัดลำดับปฏิกิริยาที่ยังคงดำเนินต่อของอีกกลุ่มหนึ่ง
Others เปลี่ยนการเล่าเรื่องไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต่างจากกลุ่มที่กล่าวถึงก่อนหน้า ในลำดับอย่าง most, some และ others คำนี้ช่วยแบ่งปฏิกิริยาออกเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน still หมายถึงปฏิกิริยาหนึ่งยังดำเนินต่อไปแม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแล้ว เมื่อรวมกัน Others still tried to ignore จึงแนะนำปฏิกิริยาของอีกกลุ่มและแสดงว่าพวกเขายังพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาแม้จะมีหลักฐานใหม่
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ others still เพื่อแนะนำปฏิกิริยาที่ยังคงดำเนินต่อของคนอีกกลุ่มหนึ่ง?
- Most families went home, and every family left at the same time.
- The families stood still while they waited for the final announcement.
- Most families went home, but others still waited for the final announcement.
ดูคำตอบ
Most families went home, but others still waited for the final announcement.
newly uncovered hole in the heart of their field: ช่องโหว่ที่เพิ่งถูกเปิดเผย ณ ใจกลางสาขาของตน
วลีนี้เป็นอุปมาที่หมายถึงช่องว่างหรือข้อจำกัดร้ายแรงตรงใจกลางของสาขาวิชาหนึ่ง A hole สื่อว่ามีสิ่งสำคัญบางอย่างขาดหายไป ส่วน the heart of their field หมายถึงส่วนที่เป็นแก่นที่สุดของสาขานั้น Newly uncovered หมายความว่าจุดอ่อนนี้เพิ่งถูกเปิดเผย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ประโยคนี้บอกว่าบางคนพยายามเพิกเฉยต่อปัญหาพื้นฐานที่เพิ่งถูกมองเห็น ไม่ได้หมายถึงรูจริง ๆ ทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
newly uncovered hole in the heart of their field หมายถึงอะไรในประโยคนี้
- ปัญหาทางการแพทย์ที่กระทบหัวใจของนักวิจัย
- รูจริงที่เพิ่งขุดขึ้นกลางฟาร์ม
- ข้อจำกัดร้ายแรงที่เพิ่งถูกเปิดเผยตรงใจกลางสาขาวิชาของพวกเขา
ดูคำตอบ
ข้อจำกัดร้ายแรงที่เพิ่งถูกเปิดเผยตรงใจกลางสาขาวิชาของพวกเขา
But as more classical problems were proven to be unprovably true, ไวยากรณ์
4:24แต่เมื่อปัญหาแบบดั้งเดิมจำนวนมากขึ้นถูกพิสูจน์ว่าเป็นความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้
as more classical problems were proven...: การเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปตามเวลา
ในที่นี้ as หมายถึงเมื่อสถานการณ์กำลังพัฒนาไปหรือในขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายถึงเหมือนในการเปรียบเทียบ รูปแบบ as + สถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง ใช้ให้การเปลี่ยนแปลงหนึ่งเป็นฉากหลังของอีกการเปลี่ยนแปลงหนึ่ง กล่าวคือ จำนวนปัญหาแบบคลาสสิกในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คำว่า more ทำให้เห็นการเพิ่มขึ้นทีละน้อย รูปถูกกระทำ were proven to be บอกว่าสิ่งใดเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้นได้รับการยืนยันมากขึ้น ส่วนอนุประโยคหลังเครื่องหมายจุลภาคจะแสดงปฏิกิริยาหรือผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ as ในความหมายของสถานการณ์ที่พัฒนาไปตามเวลาเหมือนกับอนุประโยคที่เน้นไว้
- As more evidence emerged, the team grew more confident.
- The box is as heavy as the chair.
- She works as an engineer.
ดูคำตอบ
As more evidence emerged, the team grew more confident.
some began to worry their life's work would be impossible to complete. วลี
4:28บางคนก็เริ่มกังวลว่าผลงานทั้งชีวิตของพวกเขาอาจไม่มีทางทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้
began to worry: บอกจุดที่ความกังวลเริ่มขึ้น
began to worry บอกจุดที่ความกังวลเริ่มขึ้น ในการเล่าเรื่อง วลีนี้ชี้ว่าสภาพจิตใจของคนเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงมีการกระทำอีกอย่างหนึ่ง ในที่นี้ worry ตามด้วยอนุประโยคที่บอกเนื้อหาของความกังวล โดยละ that ได้: began to worry (that) their life's work.... โครงสร้างนี้บอกว่าพวกเขากังวลเรื่องอะไร
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเน้นช่วงเวลาที่ความกังวลเริ่มขึ้น
- After an hour with no reply, Leo never worried that something was wrong.
- After an hour with no reply, Leo began to worry that something was wrong.
- After an hour with no reply, Leo had stopped worrying that something was wrong.
ดูคำตอบ
After an hour with no reply, Leo began to worry that something was wrong.
life's work would be impossible to complete: เป้าหมายที่ทุ่มเทมาทั้งชีวิตกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
Life's work หมายถึงโครงการ ภารกิจ หรือผลงานสำคัญที่คนคนหนึ่งทุ่มเทเป็นเวลาหลายปี และบางครั้งตลอดทั้งชีวิต จึงมีขนาดและความสำคัญต่อเจ้าตัวมากกว่างานทั่วไปอย่างมาก Would be impossible to complete แสดงผลในอนาคตเมื่อมองจากช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ตอนนั้นพวกเขากลัวว่างานนี้อาจไม่มีวันเสร็จ ประโยคนี้รายงานความกังวลของพวกเขา ไม่ได้ยืนยันว่าการทำให้เสร็จนั้นเป็นไปไม่ได้จริง ๆ
แบบฝึกหัด
ในตัวอย่าง their life's work หมายถึงอะไร
- งานประจำที่พวกเขาทำทุกวัน
- งานสำคัญที่พวกเขาทุ่มเทมาหลายปี
- งานที่พวกเขาวางแผนทำในช่วงบ่ายวันเดียว
ดูคำตอบ
งานสำคัญที่พวกเขาทุ่มเทมาหลายปี
Still, Gödel's theorem opened as many doors as it closed. สำนวน
4:33ถึงกระนั้น ทฤษฎีบทของเกอเดลก็เปิดประตูบานใหม่มากพอ ๆ กับที่ปิดไป
Still ... opened as many doors as it closed: การสร้างสมดุลระหว่างโอกาสกับข้อจำกัด
open doors และ close doors เป็นคำเปรียบเทียบในที่นี้ doors หมายถึงโอกาส เส้นทางที่เป็นไปได้ หรือแนวทางการวิจัย ไม่ใช่ประตูจริง โครงสร้าง opened as many doors as it closed วางผลด้านบวกและด้านลบไว้คู่กัน กล่าวคือ ทฤษฎีบทนี้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันก็จำกัดความเป็นไปได้บางอย่าง Still เป็นสัญญาณเปลี่ยนจากข้อจำกัดที่กล่าวไว้ก่อนหน้าไปสู่ข้อสรุปที่เป็นบวกและสมดุลมากขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้คำเปรียบเทียบเรื่องประตูได้ดีที่สุด เพื่อบอกว่ากฎหนึ่งสร้างและจำกัดโอกาสในระดับที่ใกล้เคียงกัน
- The new rule closed every door and created no new options.
- The new rule opened as many doors as it closed.
- The new rule opened a door after the office closed.
ดูคำตอบ
The new rule opened as many doors as it closed.
Knowledge of unprovably true statements inspired key innovations in early computers. วลี
4:37ความรู้เกี่ยวกับข้อความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนวัตกรรมสำคัญในคอมพิวเตอร์ยุคแรก
inspired key innovations in early computers: การบรรยายอิทธิพลทางความคิด
Inspired key innovations หมายถึงช่วยให้เกิดพัฒนาการใหม่ที่สำคัญ ในที่นี้ประธานคือ Knowledge of unprovably true statements จึงเป็นความรู้เชิงนามธรรม ไม่ใช่บุคคล ที่ถูกนำเสนอว่ามีอิทธิพลต่อเทคโนโลยี In early computers ระบุขอบเขตที่นวัตกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น Inspired สื่อถึงอิทธิพลทางความคิด ไม่ได้หมายความว่าความรู้นั้นประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ด้วยตัวเองหรือเป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียว
แบบฝึกหัด
ใช้โครงสร้างสี่คำ inspire + key innovations + in โดยเปลี่ยน inspire เป็นรูปอดีต: The discovery ____ battery design.
ดูคำตอบ
inspired key innovations in
some mathematicians dedicate their careers to identifying provably unprovable statements. โน้ต
4:43นักคณิตศาสตร์บางคนอุทิศอาชีพของพวกเขาเพื่อระบุข้อความที่เป็นเท็จหรือความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้
dedicate their careers to identifying: dedicate ... to + คำกริยารูป -ing
ใน dedicate their careers to identifying ... โครงสร้าง dedicate A to B หมายถึง “อุทิศ A ให้กับเป้าหมาย B” ในที่นี้ A คือ their careers และ B คือการ identifying บางสิ่ง จึงสื่อว่างานนี้เป็นภารกิจทางอาชีพที่จริงจังและทำในระยะยาว to ใน dedicate A to B เป็นคำบุพบท เมื่อ B เป็นการกระทำ ให้ใช้รูป -ing คือ to identifying ไม่ใช่ to identify
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ dedicate her career to: Maria ____ improving rural health care.
ดูคำตอบ
dedicated her career to
provably unprovable statements: การพิสูจน์ว่าไม่อาจพิสูจน์ได้
provably เป็นคำวิเศษณ์ที่ขยาย unprovable วลีนี้หมายถึงประพจน์ที่สามารถใช้หลักฐานพิสูจน์ได้ว่าไม่อาจพิสูจน์ได้ กล่าวคือ สามารถแสดงได้ว่าประพจน์นั้นไม่สามารถพิสูจน์ภายในระบบเชิงรูปนัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความเพียงว่ายังไม่มีใครค้นพบข้อพิสูจน์ และ provably ก็ไม่ได้หมายถึง probably ถ้อยคำนี้ระบุอย่างแม่นยำว่าสิ่งใดสามารถพิสูจน์ได้
แบบฝึกหัด
ข้อใดเป็นความหมายที่ตรงที่สุดของ provably unprovable statements?
- ประพจน์เหล่านั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จ
- ประพจน์เหล่านั้นน่าจะพิสูจน์ได้ยาก
- สามารถใช้ข้อพิสูจน์แสดงได้ว่าประพจน์เหล่านั้นพิสูจน์ไม่ได้
ดูคำตอบ
สามารถใช้ข้อพิสูจน์แสดงได้ว่าประพจน์เหล่านั้นพิสูจน์ไม่ได้
So while mathematicians may have lost some certainty, ลำดับความ
4:50ดังนั้นในขณะที่นักคณิตศาสตร์อาจสูญเสียความแน่นอนบางอย่างไป
So while ... may have lost ...: ยอมรับข้อหนึ่งก่อนเสนอข้อสรุปหลัก
So ที่ต้นประโยคบอกว่าผู้พูดกำลังสรุปจากสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ while ในที่นี้ใช้แสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อน มีความหมายว่า “แม้ว่า” ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดพร้อมกัน อนุประโยคแรกยอมรับความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น แล้วประโยคหลักที่ตามมาจึงเสนอข้อสรุปเชิงบวกที่ผู้พูดต้องการเน้น May have lost หมายถึงความสูญเสียนั้นอาจเกิดขึ้นไปแล้ว หรือมีเหตุผลให้มองว่าเกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้หมายความว่านักคณิตศาสตร์ได้รับอนุญาตให้สูญเสียความแน่นอน รูปนี้ช่วยลดความหนักแน่นของข้อยอมรับก่อนจะนำไปเปรียบสมดุลกับสิ่งที่ได้รับ
แบบฝึกหัด
ข้อความใดเติมบทสรุปที่ยอมรับข้อหนึ่งก่อนนี้ได้ดีที่สุด โดยตามด้วยข้อสรุปหลักเชิงบวก: “So while the trip may have cost more than expected, ...”?
- we still made memories we will always value.
- it also took two hours longer than planned.
- the tickets had blue numbers printed on them.
ดูคำตอบ
we still made memories we will always value.
they can embrace the unknown at the heart of any quest for truth. สำนวน
4:54ที่ทำให้พวกเขาสามารถโอบรับความไม่รู้ที่เป็นหัวใจสำคัญของการแสวงหาความจริงใด ๆ ได้
thanks to Gödel: ยกความดีให้สาเหตุของผลลัพธ์เชิงบวก
Thanks to Gödel เป็นวลีบุพบทที่หมายถึง “เพราะผลงานของเกอเดล” หรือ “ด้วยคุณความดีของเกอเดล” วลีนี้บอกว่าผลลัพธ์เชิงบวกที่ตามมาเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งเพราะงานของเขา ไม่ใช่การกล่าวขอบคุณเกอเดลโดยตรง รูปแบบคือ thanks to + นามวลี ในที่นี้นามวลีคือ Gödel และวลีทั้งหมดบอกเหตุผลที่พวกเขาสามารถยอมรับสิ่งที่ยังไม่รู้ได้
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายสองคำที่หมายถึง “เพราะ……โดยยกความดีให้ในทางบวก”: ____ Noah's quick repair, the robot worked again.
ดูคำตอบ
Thanks to
ยอมรับสิ่งที่ยังไม่รู้……ณ แก่นกลางของการแสวงหาความจริงทุกครั้ง
ใน embrace the unknown คำว่า embrace ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการเต็มใจยอมรับและเผชิญกับสิ่งที่ยังไม่รู้ ไม่ใช่การโอบกอดบางสิ่งจริง ๆ ในที่นี้ the unknown รวมถึงความไม่แน่นอนทางคณิตศาสตร์ เช่น ข้อความที่อาจเป็นจริงแม้ระบบหนึ่งจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ At the heart of หมายถึง “อยู่ในส่วนที่เป็นศูนย์กลางหรือสำคัญที่สุดของบางสิ่ง” ส่วน quest for truth เปรียบการแสวงหาความจริงเป็นการเดินทางที่ยาวนานและท้าทาย เมื่อใช้เป็นประโยคปิดท้าย ประโยคนี้นำเสนอความไม่แน่นอนว่าเป็นส่วนสำคัญของการแสวงหาความจริง ไม่ใช่เพียงความล้มเหลว และกระตุ้นให้ผู้คนยอมรับมัน
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดอธิบายประโยคนี้ได้ดีที่สุด
- พวกเขาสามารถยอมรับความไม่แน่นอนว่าเป็นส่วนสำคัญของการแสวงหาความจริง
- พวกเขาสามารถอุ้มสิ่งที่ไม่รู้จักจริง ๆ ระหว่างการเดินทาง
- พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจนกว่าข้อเท็จจริงทุกอย่างจะได้รับการพิสูจน์
ดูคำตอบ
พวกเขาสามารถยอมรับความไม่แน่นอนว่าเป็นส่วนสำคัญของการแสวงหาความจริง
The Pythagorean theorem has more than 350 proofs. วัฒนธรรม
4:59ทฤษฎีบทพีทาโกรัสมีวิธีพิสูจน์มากกว่า 350 วิธี
Pythagorean theorem: ผลลัพธ์ทางเรขาคณิตที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
Pythagorean theorem เป็นชื่อมาตรฐานของผลลัพธ์ทางเรขาคณิตเกี่ยวกับสามเหลี่ยมมุมฉาก กล่าวคือ กำลังสองของด้านตรงข้ามมุมฉากเท่ากับผลรวมกำลังสองของด้านอีกสองด้าน และมักเขียนเป็น a^2 + b^2 = c^2 ในชื่อนี้ Pythagorean เชื่อมโยงผลลัพธ์ดังกล่าวกับพีทาโกรัส ส่วน theorem หมายถึงข้อความทางคณิตศาสตร์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ไม่ใช่กฎทั่วไปหรือข้อคาดเดาที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ ด้วยเหตุนี้ ประโยคจึงกล่าวได้ว่าทฤษฎีบทนี้มีวิธีพิสูจน์มากกว่า 350 วิธี
แบบฝึกหัด
theorem ในชื่อ Pythagorean theorem บอกอะไรแก่คุณ
- เป็นข้อความทางคณิตศาสตร์ที่ได้รับการยืนยันด้วยการพิสูจน์
- เป็นข้อคาดเดาที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเกี่ยวกับสามเหลี่ยมทุกชนิด
- เป็นคำสั่งทั่วไปในห้องเรียน
ดูคำตอบ
เป็นข้อความทางคณิตศาสตร์ที่ได้รับการยืนยันด้วยการพิสูจน์
So what exactly is this mathematical rule about?
5:03แล้วกฎทางคณิตศาสตร์ข้อนี้มันเกี่ยวกับอะไรกันแน่?
in the first place: ถามย้อนถึงจุดเริ่มต้นเดิม
ในประโยคนี้ in the first place หมายถึง “แต่เดิม” หรือ “ในตอนเริ่มแรก” เมื่อวางไว้ท้ายคำถาม วลีนี้จะพาความสนใจจากทฤษฎีบทที่เรารู้จักในปัจจุบันย้อนกลับไปยังวิธีที่มันได้รับการพิสูจน์เป็นครั้งแรก วลีนี้เป็นสำนวน ดังนั้น place จึงไม่ได้หมายถึงสถานที่ ในประโยคคำถาม วลีนี้มักช่วยเน้นการถามถึงสาเหตุ เหตุผล หรือพื้นฐานดั้งเดิมของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
แบบฝึกหัด
in the first place ทำหน้าที่อย่างไรในประโยคนี้
- ถามว่าการพิสูจน์นั้นได้รับการวางรากฐานไว้แต่เดิมอย่างไร
- ถามว่าการพิสูจน์ครั้งแรกอยู่ที่สถานที่ใด
- ถามว่าการพิสูจน์นั้นได้อันดับหนึ่งหรือไม่
ดูคำตอบ
ถามว่าการพิสูจน์นั้นได้รับการวางรากฐานไว้แต่เดิมอย่างไร
Explore one of the cornerstones of geometry with this video. สำนวน
5:10สำรวจหนึ่งในรากฐานสำคัญของเรขาคณิตด้วยวิดีโอนี้
one of the cornerstones of geometry: คำเปรียบเทียบถึงรากฐาน
ตามความหมายตรงตัว cornerstone คือหินที่อยู่ตรงมุมของอาคาร แต่ในที่นี้ใช้เป็นคำเปรียบเทียบถึงแนวคิดพื้นฐานที่ช่วยค้ำจุนสาขาที่ใหญ่กว่า การเรียกทฤษฎีบทนี้ว่า a cornerstone of geometry หมายความว่าทฤษฎีบทนี้เป็นพื้นฐานและสำคัญอย่างยิ่งต่อเรขาคณิต โครงสร้าง one of the + คำนามพหูพจน์ + of แสดงว่าสิ่งนั้นเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญหลายประการ ไม่ใช่รากฐานเพียงอย่างเดียว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง one of the cornerstones of: Reliable evidence is one ____ good research.
ดูคำตอบ
of the cornerstones of