สมองของคุณตอบสนองต่อความเจ็บปวดอย่างไร - Karen D. Davis: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
705 คำ 162 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าความเจ็บปวดเกิดจากเส้นทางการรับความรู้สึก ความสนใจ และการปรับควบคุมในสมองอย่างไร เหตุใดสิ่งเร้าเดียวกันจึงให้ประสบการณ์ต่างกันในแต่ละคน และความแตกต่างของวงจรประสาทช่วยให้ปรับการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. Let's say that — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้วิธีเปิดสถานการณ์สมมติอย่างเป็นธรรมชาติก่อนพัฒนาคำถามหรือแนวเหตุผล สำนวนเปิดนี้ช่วยพาผู้ฟังเข้าสู่โจทย์ ตัวอย่าง หรือการทดลองทางความคิด โดยไม่ต้องกล่าวเงื่อนไขอย่างห้วนหรือฉับพลันเกินไป 2. salience network — ความหมายและระดับการใช้คำศัพท์: เข้าใจศัพท์ประสาทวิทยาที่หมายถึงระบบเซลล์สมองซึ่งเชื่อมโยงกันและทำหน้าที่ตัดสินว่าสิ่งใดควรได้รับความสนใจ การจำคำนี้ได้ช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดสัญญาณความเจ็บปวดที่อาจบ่งบอกอันตรายจึงดึงความสนใจทันทีและกำหนดประสบการณ์ของแต่ละคน 3. personalized medicine. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจแนวทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เลือกหรือปรับการรักษาตามความแตกต่างทางชีวภาพของแต่ละบุคคล คุณจะเชื่อมโยงแนวคิดนี้กับการทำแผนที่เส้นทางในสมอง และอธิบายได้ว่าเหตุใดการรักษาที่ได้ผลกับคนส่วนใหญ่จึงอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Let's say that it would take you 10 minutes to solve this puzzle. ลำดับความ

0:06

สมมติว่าคุณต้องใช้เวลา 10 นาทีในการแก้ปริศนานี้

ลำดับความ

การใช้ Let's say that เพื่อเกริ่นสมมติฐานชั่วคราว

Let's say that ใช้เกริ่นสมมติฐานหรือตัวอย่างชั่วคราว ในที่นี้หมายถึง “สมมติว่า” ไม่ใช่การขอให้ใครพูดบางอย่าง วลีนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบายโดยกำหนดเงื่อนไขเริ่มต้นเดียวกันให้ทุกคน ก่อนที่ผู้พูดจะถามคำถาม เปรียบเทียบ หรือให้เหตุผลต่อไป โครงสร้างคือ Let's say (that) + อนุประโยคสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ใช้ Let's say that เพื่อเกริ่นสมมติฐานชั่วคราว: ____ the repair costs fifty dollars.

ดูคำตอบ

Let's say that

How long would it take if you received constant electric shocks to your hands? ไวยากรณ์

0:10

จะใช้เวลานานแค่ไหนหากคุณถูกไฟช็อตที่มืออย่างต่อเนื่อง?

ไวยากรณ์

การใช้ How long would it take if ...? ถามระยะเวลาในสถานการณ์สมมติ

How long would it take if ...? ใช้ถามระยะเวลาโดยประมาณภายใต้เงื่อนไขสมมติ How long ถามจำนวนเวลา would it take แสดงว่าผลลัพธ์เป็นเรื่องสมมติ และ if ใช้เกริ่นเงื่อนไข เมื่อต้องระบุกิจกรรม ให้ใช้ How long would it take to + คำกริยา if + อนุประโยครูปอดีต? หากกิจกรรมนั้นชัดเจนอยู่แล้ว สามารถละส่วน to + คำกริยาได้เหมือนในประโยคตัวอย่าง

แบบฝึกหัด

ใช้ would และ if เติมคำถามเกี่ยวกับเวลาในสถานการณ์สมมติให้สมบูรณ์: How long ____ to build the model ____ we worked together?

ดูคำตอบ

would it take · if

Longer, right?

0:15

นานขึ้นใช่ไหม?

Because the pain would distract you from the task. วลี

0:16

เพราะความเจ็บปวดจะทำให้คุณเสียสมาธิจากงาน

วลี

distract someone from something: ทำให้ใครเสียสมาธิจากบางสิ่ง

โครงสร้าง distract someone from something หมายถึงการดึงความสนใจของคนหนึ่งออกจากสิ่งที่กำลังจดจ่ออยู่ ในประโยคนี้ the pain คือสาเหตุที่ทำให้เสียสมาธิ you คือผู้ที่ได้รับผล และ the task คือสิ่งที่ความสนใจถูกดึงออกไป วลีนามหลัง from ระบุกิจกรรมหรือสิ่งที่คนนั้นเลิกจดจ่อ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เสียสมาธิ

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปในโครงสร้างเป้าหมาย: The buzzing phone distracted Leo ____ his reading.

ดูคำตอบ

from

Well, maybe not.

0:19

แต่ก็อาจจะไม่เสมอไป

It depends on how you handle pain. วลี

0:20

ขึ้นอยู่กับว่าคุณรับมือกับความเจ็บปวดอย่างไร

วลี

It depends on how + ประธาน + กริยา: ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับวิธีทำ

It depends on how ... หมายความว่าผลลัพธ์ไม่ได้ตายตัว แต่เปลี่ยนไปตามวิธีที่ทำสิ่งนั้น ในที่นี้ how you handle pain ระบุวิธีรับมือกับความเจ็บปวดซึ่งอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ หลัง on คำว่า how นำหน้าอนุประโยคที่บอกวิธี โดยมีโครงสร้าง how + ประธาน + กริยา ในที่นี้ how ไม่ได้ใช้ถามคำถามโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยโครงสร้างเป้าหมายที่เน้นไว้เพื่อบอกว่าวิธีทำเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์: Will the soup taste good? ____ you season it.

ดูคำตอบ

It depends on how

Some people are distracted by pain.

0:23

บางคนเสียสมาธิจากความเจ็บปวด

It takes them longer to complete a task and they do it less well. ไวยากรณ์

0:25

พวกเขาใช้เวลาทำงานนานขึ้นและทำได้แย่ลง

ไวยากรณ์

It takes them longer to complete: การกระทำหนึ่งใช้เวลามากขึ้น

โครงสร้าง It takes + คน + longer + to + คำกริยา หมายความว่า เมื่อเทียบกับเวลาปกติหรือก่อนหน้านี้ การทำสิ่งหนึ่งต้องใช้เวลามากขึ้นสำหรับคนนั้น It เป็นประธานที่มีไว้ตามโครงสร้างและไม่ได้หมายถึงสิ่งใดโดยตรง คนจะอยู่หลัง takes และ infinitive จะบอกการกระทำ ในประโยคนี้ them หมายถึงคนที่เสียสมาธิเพราะความเจ็บปวด ส่วน longer แสดงว่าพวกเขาต้องใช้เวลาทำงานให้เสร็จนานกว่าในสถานการณ์ที่นำมาเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง It takes someone longer to do something ให้สมบูรณ์: It ____ Nora longer ____ solve the puzzle when she is tired.

ดูคำตอบ

takes · to

Other people use tasks to distract themselves from pain, ไวยากรณ์

0:29

บางคนใช้การทำงานเพื่อดึงความสนใจของตัวเองจากความเจ็บปวด

ไวยากรณ์

use tasks to distract themselves from pain: ใช้วิธีการเพื่อบรรลุจุดประสงค์

โครงสร้าง use + สิ่งของหรือกิจกรรม + to + คำกริยา แสดงว่าสิ่งของหรือกิจกรรมนั้นเป็นวิธีการ และการกระทำในรูป infinitive เป็นจุดประสงค์ ในที่นี้ tasks เป็นวิธีการ ส่วนจุดประสงค์คือ to distract themselves from pain themselves เป็นสรรพนามสะท้อนกลับไปหา other people ส่วน distract oneself from something หมายถึงการทำให้ความสนใจของตนออกห่างจากบางสิ่ง ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาพยายามไม่สนใจคือ pain ไม่ใช่ tasks

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างวิธีการและจุดประสงค์ด้วยคำกริยา use: Leo ____ a game ____ distract himself from the long wait.

ดูคำตอบ

uses · to

and those people actually do the task faster and better when they're in pain than when they're not. ไวยากรณ์

0:33

และคนเหล่านั้นกลับทำงานได้เร็วกว่าและดีกว่าเมื่อพวกเขารู้สึกเจ็บปวดเทียบกับตอนที่ไม่เจ็บปวด

ไวยากรณ์

faster and better when ... than when ...: การเปรียบเทียบสองเงื่อนไข

รูปแบบ faster and better when X than when Y ใช้เปรียบเทียบผลงานของคนกลุ่มเดิมภายใต้สองเงื่อนไข faster เปรียบเทียบความเร็ว ส่วน better เปรียบเทียบคุณภาพของผลลัพธ์ ใน than when they're not คำว่า not ใช้แทน not in pain อนุประโยค when ส่วนที่สองนำเสนออีกเงื่อนไขหนึ่งที่ใช้เปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลังตามลำดับเวลา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปรียบเทียบด้วยรูปแบบ when ... than when ... ที่วางขนานกัน: Leo finishes puzzles faster and makes fewer mistakes ____ he is rested ____ he is tired.

ดูคำตอบ

when · than when

Some people can just send their mind a wandering to distract themselves from pain. สำนวน

0:39

บางคนสามารถปล่อยให้ใจลอยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวดได้

สำนวน

send their mind a wandering: ปล่อยให้ความสนใจล่องลอย

ในประโยคนี้ send their mind a wandering เป็นวิธีพูดเชิงภาพแทน let their mind wander หมายถึงปล่อยให้ความคิดและความสนใจลอยห่างจากความเจ็บปวด mind ในที่นี้หมายถึงความคิดหรือความสนใจ ไม่ใช่วัตถุจริงที่ถูกส่งไปที่อื่น a wandering ในที่นี้ทำหน้าที่คล้าย a-wandering ซึ่งเป็นรูปแบบเชิงวรรณกรรมหรือแบบเก่าที่หมายถึง wandering แนวคิดที่นำไปใช้กับบริบทอื่นได้คือ เมื่อพบ mind คู่กับ wander ให้เข้าใจว่าเป็นการที่ความสนใจล่องลอย ไม่ใช่การเดินทางจริง

แบบฝึกหัด

send their mind a wandering ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. จดจ่อกับความเจ็บปวดมากขึ้น
  2. ส่งสมองจริง ๆ ไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
  3. ปล่อยให้ความคิดและความสนใจล่องลอย
ดูคำตอบ

ปล่อยให้ความคิดและความสนใจล่องลอย

How can different people be subjected to the exact same painful stimulus การใช้คำ

0:43

ทำไมคนที่ต่างกันเมื่อได้รับสิ่งเร้าที่ทำให้เจ็บปวดเหมือนกันทุกประการ

การใช้คำ

be subjected to: รูปถูกกระทำแบบเป็นทางการที่แสดงการได้รับผลจากภายนอก

“Be subjected to” เป็นรูปถูกกระทำของ “subject someone or something to” ในประโยคนี้หมายถึงแรงจากภายนอกนำสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแบบเดียวกันมาใช้กับคนต่าง ๆ คนเหล่านั้นเป็นฝ่ายรับประสบการณ์ ไม่ใช่ฝ่ายควบคุม สำนวนนี้เน้นการได้รับการทดสอบ การรักษา สภาวะ แรงกดดัน หรืออันตราย ในที่นี้ subject เป็นคำกริยาที่หมายถึง “ทำให้ต้องเผชิญหรือได้รับ” ไม่ใช่คำนามที่หมายถึง “หัวข้อ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนถูกกระทำแบบเป็นทางการจากบทเรียน: During the safety test, the phone ____ extreme heat.

ดูคำตอบ

was subjected to

and yet experience the pain so differently? ลำดับความ

0:47

ถึงรับรู้ความเจ็บปวดได้แตกต่างกันมาก?

ลำดับความ

and yet: การเน้นความขัดแย้งที่เหนือความคาดหมาย

“And yet” เชื่อมข้อมูลสองส่วนที่ดูเหมือนจะเข้ากันได้ยาก แต่ทั้งสองส่วนเป็นความจริง ประโยคนี้สร้างความคาดหมายก่อนว่าสิ่งเร้าเหมือนกันทุกประการ แล้วจึงหักความคาดหมายนั้นด้วยข้อมูลว่าคนแต่ละคนรู้สึกเจ็บปวดแตกต่างกันมาก ในที่นี้ and ทำหน้าที่เชื่อมสองส่วน ส่วน yet บอกให้ผู้ฟังสังเกตความขัดแย้ง ในการใช้แบบนี้ yet หมายถึง “แต่ถึงอย่างนั้น” ไม่ใช่ “จนถึงตอนนี้”

แบบฝึกหัด

เติมความขัดแย้งที่เหนือความคาดหมายด้วยคำเชื่อมสองคำจากบทเรียน: The room was small, ____ it felt bright and open.

ดูคำตอบ

and yet

And why does this matter? ลำดับความ

0:51

และทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?

ลำดับความ

Why does this matter? — เปลี่ยนจากข้อเท็จจริงไปสู่ความสำคัญ

Why does this matter? ใช้ถามถึงความสำคัญ ผลกระทบ หรือความเกี่ยวข้องในทางปฏิบัติของแนวคิดที่กล่าวถึงไปแล้ว ในที่นี้ this ย้อนกลับไปยังคำถามก่อนหน้าว่าเหตุใดสิ่งกระตุ้นที่คล้ายกันจึงทำให้เกิดประสบการณ์ความเจ็บปวดที่ต่างกัน ส่วน matter เป็นคำกริยาที่หมายถึง “สำคัญ” หรือ “มีผลกระทบ” ในการบรรยาย คำถามนี้ยังช่วยจัดลำดับข้อมูลด้วย โดยพาผู้ฟังจากการทำความเข้าใจประเด็นไปสู่การพิจารณาว่าเหตุใดประเด็นนั้นจึงควรได้รับความสนใจ ผู้พูดอาจตั้งคำถามไว้แล้วตอบเองต่อไป

แบบฝึกหัด

ในการนำเสนอ คำถาม Why does this matter? ส่งสัญญาณถึงอะไร?

  1. ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากการอธิบายแนวคิดไปสู่การอธิบายความสำคัญหรือผลกระทบของแนวคิดนั้น
  2. ผู้พูดกำลังถามว่าคำว่า matter หมายถึงอะไร
  3. ผู้พูดกำลังจบการบรรยายโดยไม่พูดถึงแนวคิดนั้นต่อ
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากการอธิบายแนวคิดไปสู่การอธิบายความสำคัญหรือผลกระทบของแนวคิดนั้น

First of all, what is pain? ลำดับความ

0:52

ก่อนอื่น ความเจ็บปวดคืออะไร?

ลำดับความ

First of all — บอกจุดเริ่มต้นของคำอธิบาย

First of all เป็นคำเชื่อมที่ใช้จัดระเบียบคำพูดและบอกจุดเริ่มต้นของคำอธิบาย ข้อโต้แย้ง หรือชุดคำสั่ง ในประโยคนี้ คำนี้บอกว่าการนิยามความเจ็บปวดเป็นคำถามพื้นฐานที่ควรจัดการก่อนอธิบายต่อไป คำนี้ไม่ได้รับประกันว่าจะมีรายการที่เรียงเลขอย่างเคร่งครัดตามมา ผู้พูดอาจพูดประเด็นอื่นต่อ แต่หน้าที่หลักคือบอกผู้ฟังว่า “เริ่มจากตรงนี้”

แบบฝึกหัด

คุณกำลังจะเริ่มขั้นตอนแรกของชุดคำสั่ง ประโยคใดเหมาะสมที่สุด?

  1. After all, check that your name is on the paper.
  2. First of all, check that your name is on the paper.
  3. At first, your name was on the paper.
ดูคำตอบ

First of all, check that your name is on the paper.

Pain is an unpleasant sensory and emotional experience การใช้คำ

0:55

ความเจ็บปวดคือประสบการณ์ทางความรู้สึกและอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์

associated with actual or potential tissue damage. วลี

0:58

ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นจริงหรืออาจจะเกิดขึ้น

การใช้คำ

sensory and emotional experience: สองด้านของประสบการณ์ความเจ็บปวด

ใน sensory and emotional experience คำว่า sensory และ emotional เป็นคำคุณศัพท์สองคำที่วางขนานกันและมีหน้าที่เท่ากัน ทั้งคู่ขยาย experience คำนิยามนี้บอกว่าความเจ็บปวดมีทั้งส่วนที่ร่างกายรับรู้และส่วนที่รู้สึกทางอารมณ์ Emotional ไม่ใช่ความคิดเห็นที่เติมเข้ามาหรือปฏิกิริยาที่เกิดทีหลัง และไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้น "ใช้อารมณ์มากเกินไป" แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่กำลังนิยาม รูปแบบ adjective and adjective + noun ใช้นำเสนอสองด้านของสิ่งเดียวกันได้

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ sensory and emotional experience ในคำนิยามนี้ได้ตรงที่สุด

  1. ประสบการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีคนใช้อารมณ์มากเกินไป
  2. ประสบการณ์นี้มีทั้งสิ่งที่ร่างกายรับรู้และสิ่งที่บุคคลรู้สึกทางอารมณ์
  3. ความรู้สึกทางร่างกายคือความเจ็บปวด ส่วนอารมณ์เป็นความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

ประสบการณ์นี้มีทั้งสิ่งที่ร่างกายรับรู้และสิ่งที่บุคคลรู้สึกทางอารมณ์

วลี

associated with actual or potential tissue damage: ความเชื่อมโยง ไม่ใช่สาเหตุที่แน่นอน

associated with หมายถึง "เกี่ยวข้องกับ" ส่วน associated with actual or potential tissue damage เป็นอนุประโยคขยายคำนามแบบย่อที่ขยาย experience และสามารถเขียนเต็มได้ว่า an experience that is associated with actual or potential tissue damage actual damage คือความเสียหายที่มีอยู่แล้ว ส่วน potential damage คือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหรือมีความเสี่ยงจะเกิด วลีนี้บอกถึงความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้บอกด้วยตัวมันเองว่าความเสียหายของเนื้อเยื่อเป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่ามีความเชื่อมโยงโดยไม่ได้ยืนยันสาเหตุโดยตรงที่แน่นอน

  1. Low energy has no connection with poor sleep.
  2. Poor sleep always directly causes low energy.
  3. Low energy is associated with poor sleep.
ดูคำตอบ

Low energy is associated with poor sleep.

Pain is something we experience,

1:02

ความเจ็บปวดคือสิ่งที่เราประสบพบเจอ

so it's best measured by what you say it is. ไวยากรณ์

1:04

ดังนั้นวิธีวัดที่ดีที่สุดคือจากสิ่งที่คุณบอกว่ามันเป็นอย่างไร

ไวยากรณ์

it's best measured by what ...: การเลือกพื้นฐานที่เหมาะสมที่สุดในการวัด

ใน it's best measured by what ... โครงสร้างกรรมวาจก be + best + measured + by บอกว่าแหล่งข้อมูลหรือเกณฑ์บางอย่างเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมที่สุดในการประเมินสิ่งหนึ่ง ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย by ตอบคำถามว่า “อ้างอิงจากหลักฐานอะไร” ไม่ได้ระบุหน่วยวัด ในประโยคนี้ it หมายถึง pain และ what you say it is หมายถึงระดับหรือประสบการณ์ความเจ็บปวดที่เจ้าตัวรายงาน ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะกำหนดข้อเท็จจริงอย่างไรก็ได้ แต่หมายความว่าการบอกเล่าด้วยตนเองสำคัญเป็นพิเศษสำหรับประสบการณ์ที่เป็นเรื่องส่วนบุคคล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีกรรมวาจกเป้าหมาย is best measured by: A training program's success ____ what participants can do afterward.

ดูคำตอบ

is best measured by

Pain has an intensity.

1:06

ความเจ็บปวดมีความรุนแรง

You can describe it on a scale from zero, no pain, to 10, the most pain imaginable. วลี

1:08

คุณสามารถอธิบายมันเป็นระดับตั้งแต่ 0 ซึ่งก็คือไม่เจ็บเลย ไปจนถึง 10 ซึ่งเจ็บปวดที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้

วลี

on a scale from ... to ...: การบอกช่วงคะแนน

On a scale from ... to ... ใช้บอกขอบเขตล่างและขอบเขตบนของระบบการให้คะแนน โดย from นำหน้าค่าเริ่มต้น to นำหน้าค่าสิ้นสุด และ on แสดงว่าคำอธิบายหรือคะแนนอยู่บนมาตราส่วนนั้น ในประโยคนี้ zero และ 10 คือค่าที่ปลายทั้งสองด้าน ส่วน no pain และ the most pain imaginable ที่แทรกเข้ามาอธิบายความหมายของค่าปลายแต่ละด้าน scale ในที่นี้หมายถึงมาตราส่วนการให้คะแนน ไม่ใช่เครื่องชั่งน้ำหนัก

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเป้าหมาย on a scale from ... to ... ให้สมบูรณ์: Rate your energy on a scale ____ zero ____ ten.

ดูคำตอบ

from · to

But pain also has a character, like sharp, dull, burning, or aching. การใช้คำ

1:14

แต่ความเจ็บปวดก็มีลักษณะเฉพาะเช่นกัน เช่น เจ็บแปลบ ปวดตื้อ ปวดแสบปวดร้อน หรือปวดเมื่อย

การใช้คำ

pain also has a character: character ที่หมายถึงลักษณะของอาการปวด

ในประโยคนี้ character หมายถึงลักษณะหรือประเภทของความรู้สึก ไม่ได้หมายถึงบุคลิกของคนหรือตัวละครในเรื่อง อาการปวดอาจต่างกันได้ทั้งด้านความรุนแรงและลักษณะ คำว่า sharp, dull, burning และ aching บอกว่าอาการปวดรู้สึกอย่างไร จึงเป็นการอธิบาย character ของอาการปวด

แบบฝึกหัด

ใน pain also has a character คำว่า character หมายถึงอะไร

  1. คุณสมบัติทางศีลธรรมของคน
  2. อาการปวดรู้สึกอย่างไร
  3. ตัวละครในเรื่อง
ดูคำตอบ

อาการปวดรู้สึกอย่างไร

What exactly creates these perceptions of pain?

1:20

อะไรคือสิ่งที่สร้างการรับรู้ความเจ็บปวดเหล่านี้ขึ้นมา?

Well, when you get hurt,

1:23

เมื่อคุณได้รับบาดเจ็บ

special tissue damage-sensing nerve cells, called nociceptors, การใช้คำ

1:25

เซลล์ประสาทพิเศษที่รับรู้การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อที่เรียกว่าโนซิเซ็ปเตอร์ (nociceptors)

การใช้คำ

tissue damage-sensing nerve cells: การอ่านคำขยายแบบประสม

คำนามหลักใน tissue damage-sensing nerve cells คือ nerve cells ส่วนคำที่อยู่ข้างหน้าบอกว่าเป็นเซลล์ประสาทชนิดใด ให้อ่านคำขยายเป็น [tissue damage]-sensing ซึ่งหมายถึงเซลล์ที่ตรวจจับความเสียหายของเนื้อเยื่อ เครื่องหมายยัติภังค์ช่วยเชื่อม damage กับ sensing ให้เป็นคำขยายหน้า nerve cells และ tissue ต้องอ่านรวมกับ damage ดังนั้นเนื้อเยื่อคือสิ่งที่ได้รับความเสียหาย ส่วนเซลล์เป็นสิ่งที่ตรวจจับ

แบบฝึกหัด

ความหมายใดแยกโครงสร้าง tissue damage-sensing nerve cells ได้ถูกต้อง

  1. เซลล์ประสาทที่ได้รับความเสียหาย
  2. เซลล์ประสาทที่ตรวจจับความเสียหายของเนื้อเยื่อ
  3. เนื้อเยื่อที่ตรวจจับความเสียหายของเซลล์ประสาท
ดูคำตอบ

เซลล์ประสาทที่ตรวจจับความเสียหายของเนื้อเยื่อ

การใช้คำ

called nociceptors: การใช้เพื่อบอกชื่อศัพท์เฉพาะ

ใน called nociceptors คำว่า called หมายถึง “มีชื่อเรียกว่า” ไม่ได้หมายถึง “เรียกหา” หรือ “ติดต่อ” วลีนี้บอกชื่อทางเทคนิคของเซลล์ประสาทที่อธิบายไว้ก่อนหน้า ในทางไวยากรณ์ วลีนี้เป็นรูปย่อของ nerve cells that are called nociceptors งานเขียนวิทยาศาสตร์มักอธิบายสิ่งหนึ่งด้วยคำทั่วไปก่อน แล้วจึงใช้ called เพื่อเพิ่มชื่ออย่างเป็นทางการของสิ่งนั้น

แบบฝึกหัด

called nociceptors ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. บอกชื่อทางเทคนิคของเซลล์ประสาทเหล่านี้
  2. บอกว่าเซลล์ประสาทหยุดตรวจจับความเสียหายแล้ว
  3. บอกว่าเซลล์ประสาทกำลังเรียกใครบางคน
ดูคำตอบ

บอกชื่อทางเทคนิคของเซลล์ประสาทเหล่านี้

fire and send signals to the spinal cord and then up to the brain. โน้ต

1:29

จะทำงานและส่งสัญญาณไปที่ไขสันหลังแล้วส่งขึ้นไปยังสมอง

การใช้คำ

fire: การสร้างสัญญาณประสาท

เมื่อใช้ fire กับเซลล์ประสาท คำนี้หมายถึงเซลล์เกิดกิจกรรมทางไฟฟ้าและสร้างกระแสประสาท ในที่นี้ fire ไม่ได้หมายถึงการเผาไหม้หรือยิงอาวุธ วลี send signals ที่อยู่ใกล้กันยืนยันความหมายทางประสาทวิทยา ในงานเขียนวิทยาศาสตร์ ประธานและการกระทำรอบข้างมักช่วยบอกได้ว่าคำทั่วไปกำลังใช้ในความหมายเฉพาะทาง

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายของ fire ในประโยคนี้: “The neurons fire when they detect heat.”

  1. นิวรอนเริ่มเผาไหม้
  2. นิวรอนสร้างสัญญาณไฟฟ้า
  3. นิวรอนยิงใส่บางสิ่ง
ดูคำตอบ

นิวรอนสร้างสัญญาณไฟฟ้า

วลี

send signals to: ส่งข้อมูลไปยังผู้รับ

send signals to หมายถึง “ส่งข้อมูลไปยังผู้รับหรือจุดหมาย” ในประโยคนี้ to นำหน้าจุดหมายแรกของสัญญาณประสาท ซึ่งก็คือไขสันหลัง โครงสร้างคือ send signals to + ผู้รับหรือจุดหมาย ใช้อธิบายการสื่อสารระหว่างเส้นประสาท เซ็นเซอร์ อุปกรณ์ หรือระบบได้ โดย send ในที่นี้หมายถึงการส่งข้อมูล ไม่ใช่การส่งสิ่งของทางไปรษณีย์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ส่งข้อมูลไปยัง”: The sensor ____ the control unit when the door opens.

ดูคำตอบ

sends signals to

Processing work gets done by cells called neurons and glia. ไวยากรณ์

1:34

การประมวลผลถูกทำโดยเซลล์ที่เรียกว่าเซลล์ประสาทและเซลล์เกลีย (glia)

ไวยากรณ์

gets done by: รูป passive แบบสนทนาที่ใช้ get

gets done by เป็นรูป passive ที่ใช้ get โดยมีโครงสร้าง get + กริยาช่องที่สาม + by + ผู้กระทำ ประธาน Processing work เป็นผู้รับการกระทำ ส่วน done แสดงว่างานเสร็จ และ by นำหน้ากลุ่มเซลล์ที่ทำงานนั้น โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดยังคงเน้นงานเป็นหัวข้อ พร้อมกับบอกว่าใครเป็นผู้ทำ หมายความว่าเซลล์ประสาทและเซลล์เกลียทำหน้าที่ประมวลผล ไม่ได้หมายความว่างานได้รับสิ่งของที่ทำเสร็จแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป get passive ที่เรียนในบทนี้: Most of the setup ____ volunteers before the event.

ดูคำตอบ

gets done by

This is your gray matter. การใช้คำ

1:38

นี่คือเนื้อเยื่อสีเทา (gray matter) ของคุณ

การใช้คำ

gray matter: เนื้อเยื่อของระบบประสาท ไม่ใช่ปัญหา

ในประโยคนี้ gray matter เป็นคำศัพท์ทางประสาทวิทยาที่หมายถึงเนื้อเยื่อสีเทาในสมองและไขสันหลัง เนื้อเยื่อนี้มีตัวเซลล์ประสาทและการเชื่อมต่อจำนวนมาก และช่วยประมวลผลข้อมูล ตรงนี้ matter หมายถึงสสารหรือเนื้อเยื่อทางกายภาพ ไม่ได้หมายถึงเรื่องหรือปัญหา ให้เข้าใจ gray matter เป็นคำศัพท์หนึ่งชุด

แบบฝึกหัด

gray matter ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. เนื้อเยื่อชนิดหนึ่งของระบบประสาท
  2. กระแสไฟฟ้าที่เคลื่อนผ่านสมอง
  3. ปัญหาที่ยากหรือไม่ชัดเจน
ดูคำตอบ

เนื้อเยื่อชนิดหนึ่งของระบบประสาท

And brain superhighways carry information as electrical impulses from one area to another. โน้ต

1:40

และทางด่วนของสมองจะส่งข้อมูลในรูปแบบของกระแสไฟฟ้าจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่ง

สำนวน

brain superhighways: อุปมาสำหรับเส้นทางข้อมูลที่รวดเร็ว

วลี brain superhighways เป็นอุปมา โดยเปรียบเส้นทางที่นำสัญญาณผ่านสมองกับถนนสายใหญ่และรวดเร็วที่เชื่อมสถานที่ห่างไกลเข้าด้วยกัน วลีนี้ไม่ใช่ชื่อทางกายวิภาคที่แม่นยำ และไม่ได้หมายความว่ามีถนนจริงอยู่ในสมอง ภาพนี้ช่วยให้จินตนาการถึงสัญญาณไฟฟ้าที่เคลื่อนจากบริเวณหนึ่งของสมองไปยังอีกบริเวณหนึ่ง

แบบฝึกหัด

brain superhighways ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. เป็นชื่อทางกายวิภาคอย่างเป็นทางการของส่วนสมองที่มีรูปร่างเหมือนทางด่วน
  2. หมายความว่ายานพาหนะนำสัญญาณไฟฟ้าผ่านสมอง
  3. เป็นอุปมาถึงเส้นทางที่นำข้อมูลผ่านสมองอย่างรวดเร็ว
ดูคำตอบ

เป็นอุปมาถึงเส้นทางที่นำข้อมูลผ่านสมองอย่างรวดเร็ว

การใช้คำ

electrical impulses: สัญญาณไฟฟ้าสั้น ๆ

ในประโยคนี้ electrical impulses หมายถึงสัญญาณไฟฟ้าสั้น ๆ ที่ส่งข้อมูลผ่านระบบประสาท คำว่า impulse ในที่นี้หมายถึงสัญญาณหรือพัลส์ช่วงสั้น ไม่ได้หมายถึงไฟฟ้าโดยทั่วไป นอกบริบทวิทยาศาสตร์ impulse อาจหมายถึงแรงกระตุ้นฉับพลันที่ทำให้อยากทำบางอย่างได้ แต่คำว่า electrical ในที่นี้ช่วยให้รู้ว่าเป็นความหมายทางวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ electrical impulses หมายถึงอะไร

  1. ความอยากซื้อของที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
  2. ไฟฟ้าที่จ่ายให้ทั้งอาคาร
  3. สัญญาณไฟฟ้าสั้น ๆ ที่ส่งข้อมูล
ดูคำตอบ

สัญญาณไฟฟ้าสั้น ๆ ที่ส่งข้อมูล

This is your white matter.

1:46

นี่คือเนื้อเยื่อสีขาว (white matter) ของคุณ

The superhighway that carries pain information from the spinal cord to the brain วลี

1:48

ทางด่วนที่ส่งข้อมูลความเจ็บปวดจากไขสันหลังไปยังสมอง

is our sensing pathway that ends in the cortex, การใช้คำ

1:53

คือเส้นทางการรับรู้ของเราที่ไปสิ้นสุดในคอร์เทกซ์ (cortex)

วลี

carry information from ... to ...: บอกทิศทางการส่งข้อมูล

ส่วนที่เน้นใช้โครงสร้าง carry + information + from A + to B เพื่อบอกการส่งต่อข้อมูล ในที่นี้ carries หมายถึง “ส่งผ่าน” ไม่ใช่ “ถือสิ่งของแล้วเคลื่อนย้ายด้วยมือ” from ระบุจุดเริ่มต้น คือไขสันหลัง ส่วน to ระบุปลายทาง คือสมอง โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกการเคลื่อนที่ของสัญญาณ ข้อมูล ข้อความ หรือเสียงระหว่างสถานที่หรือส่วนต่าง ๆ ของระบบได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างการส่งข้อมูล from ... to ...: This cable carries data ____ the sensor ____ the monitor.

ดูคำตอบ

from · to

การใช้คำ

sensing pathway: วิถีการทำงานสำหรับส่งสัญญาณความรู้สึก

ในประโยคนี้ sensing pathway หมายถึงวิถีการทำงานในระบบประสาทที่ส่งผ่านข้อมูลความรู้สึก ในที่นี้คือวิถีที่สัญญาณความเจ็บปวดซึ่งกำลังกล่าวถึงใช้เดินทางไปยังสมอง sensing บอกหน้าที่ของวิถี ส่วน pathway หมายถึงเส้นทางที่จัดเป็นระบบ ไม่ใช่ถนนหรือทางเดินของคน ในภาษาวิทยาศาสตร์ pathway อาจเป็นวิถีที่ส่งสัญญาณหรือสารเคมี หรือเชื่อมลำดับขั้นต่าง ๆ ภายในระบบ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ sensing pathway หมายถึงอะไร

  1. ส่วนหนึ่งของสมองที่หยุดสัญญาณทั้งหมด
  2. วิถีในระบบประสาทที่ส่งข้อมูลความรู้สึก
  3. ทางเดินที่คนใช้เพื่อทำให้ประสาทสัมผัสดีขึ้น
ดูคำตอบ

วิถีในระบบประสาทที่ส่งข้อมูลความรู้สึก

การใช้คำ

ends in the cortex: การระบุจุดสิ้นสุดของวิถี

ใน ends in the cortex คำว่า ends in ระบุจุดสิ้นสุดของวิถีการรับความรู้สึก วิถีนี้ไปสิ้นสุดที่ cortex ซึ่งเป็นชั้นนอกของสมอง โดย end อยู่ในรูป ends เพราะประธาน pathway เป็นเอกพจน์ โดยทั่วไป end in + สถานที่ ใช้บอกว่าเส้นทางสิ้นสุดที่ใด ส่วน end in + ผลลัพธ์ ใช้บอกผลสุดท้ายของกระบวนการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ end in: The tunnel ____ a large underground chamber.

ดูคำตอบ

ends in

a part of the brain that decides what to do with the pain signal. วลี

1:56

ส่วนหนึ่งของสมองที่ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับสัญญาณความเจ็บปวด

วลี

what to do with + บางสิ่ง: ตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไร

ในโครงสร้าง what to do with + คำนาม คำว่า what ใช้ขึ้นต้นคำถามทางอ้อม และ to do เป็นรูป infinitive วลีทั้งหมดหมายถึงวิธีจัดการ ใช้ หรือตอบสนองต่อสิ่งที่ตามหลัง with ในประโยคนี้ the pain signal คือสิ่งที่ต้องจัดการ ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ทำบางอย่าง โครงสร้างนี้มักตามหลังคำกริยาอย่าง decide, know หรือ figure out เมื่อยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าควรทำอย่างไรดีที่สุด

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนภาษาอังกฤษที่หมายถึงวิธีจัดการกับบางสิ่ง: The club must decide ____ the leftover paint.

ดูคำตอบ

what to do with

Another system of interconnected brain cells called the salience network decides what to pay attention to. โน้ต

2:01

อีกระบบหนึ่งของเซลล์สมองที่เชื่อมต่อกันที่เรียกว่า เครือข่ายการรับรู้สิ่งสำคัญ (salience network) จะตัดสินใจว่าจะให้ความสนใจกับสิ่งใด

การใช้คำ

salience network: เครือข่ายที่ตรวจจับสิ่งที่ควรได้รับความสนใจ

salience network เป็นศัพท์ทางประสาทวิทยาที่หมายถึงกลุ่มบริเวณสมองซึ่งเชื่อมโยงกัน และช่วยระบุว่าสัญญาณจากภายในหรือภายนอกใดโดดเด่นและควรได้รับความสนใจ ในประโยคนี้ เครือข่ายดังกล่าวตัดสินใจว่าควรให้ความสนใจกับอะไร คำว่า network ในที่นี้หมายถึงระบบสมองที่ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เครือข่ายสังคมหรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ salience network หมายถึงอะไร

  1. ช่วงเวลาที่ไม่มีใครส่งเสียง
  2. ระบบสมองที่ช่วยตัดสินว่าสัญญาณใดควรได้รับความสนใจ
  3. บริการออนไลน์สำหรับแชร์โพสต์
ดูคำตอบ

ระบบสมองที่ช่วยตัดสินว่าสัญญาณใดควรได้รับความสนใจ

วลี

what to pay attention to: ควรใส่ใจกับอะไร

what to pay attention to หมายถึง “สิ่งหรือข้อมูลใดที่ควรได้รับความสนใจ” อนุประโยคคำถามแบบ infinitive ทั้งก้อนทำหน้าที่เป็นกรรมของ decides กล่าวคือ เครือข่ายเป็นตัวเลือกเป้าหมายของความสนใจ pay attention to เป็นโครงสร้างตายตัว โดย what แทนกรรมของบุพบท to ดังนั้น to จึงยังอยู่ท้ายอนุประโยค

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างตายตัว pay attention to ให้สมบูรณ์: Before the test, the teacher explained what to pay attention ____.

ดูคำตอบ

to

Since pain can have serious consequences, ไวยากรณ์

2:07

เนื่องจากความเจ็บปวดสามารถมีผลกระทบที่ร้ายแรงได้

the pain signal immediately activates the salience network.

2:10

สัญญาณความเจ็บปวดจะเปิดการทำงานของเครือข่ายการรับรู้สิ่งสำคัญในทันที

ไวยากรณ์

Since ที่หมายถึง “เพราะว่า”

Since ในที่นี้เป็นคำสันธานเชื่อมอนุประโยคที่หมายถึง “เพราะว่า” อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย Since บอกเหตุผล ส่วนประโยคหลักบอกผลลัพธ์ การใช้นี้ไม่ได้บอกจุดเริ่มต้นของเวลา ให้ดูว่าอนุประโยคตอบคำถามว่า “ทำไม” หรือไม่ ถ้าตอบ Since ก็แสดงเหตุผล

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ “Since pain can have serious consequences, the pain signal immediately activates the salience network.” คำว่า Since หมายถึงอะไร

  1. ตั้งแต่เวลาที่
  2. แม้ว่า
  3. เพราะว่า
ดูคำตอบ

เพราะว่า

Now, you're paying attention. ลำดับความ

2:14

ตอนนี้คุณกำลังให้ความสนใจแล้ว

ลำดับความ

Now, you're paying attention: ใช้ Now เพื่อบอกผลลัพธ์

ในที่นี้ Now ช่วยพาคำอธิบายไปข้างหน้า กล่าวคือ หลังจากกระบวนการที่เพิ่งอธิบายไป ผลที่เกิดขึ้นคือคุณหันมาสนใจ คำนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาปัจจุบันเท่านั้น ประโยคสั้นที่พูดกับผู้ฟังโดยตรงนี้เปลี่ยนกลไกที่เป็นนามธรรมให้เป็นผลที่ผู้ฟังนึกภาพได้ทันที ในการอธิบาย Now สามารถใช้บอกจุดที่สาเหตุหนึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้

แบบฝึกหัด

Now ในตัวอย่างมีหน้าที่หลักอย่างไรในการจัดลำดับข้อมูล?

  1. ใช้แสดงว่าการหันมาสนใจเป็นผลจากกระบวนการที่เพิ่งอธิบาย
  2. ใช้ประกาศว่าจะเปลี่ยนไปพูดถึงแผนในอนาคต
  3. ใช้บอกเวลาตามนาฬิกาที่แน่นอนว่าความสนใจเริ่มเมื่อใด
ดูคำตอบ

ใช้แสดงว่าการหันมาสนใจเป็นผลจากกระบวนการที่เพิ่งอธิบาย

The brain also responds to the pain and has to cope with these pain signals. วลี

2:16

สมองก็ตอบสนองต่อความเจ็บปวดเช่นกัน และต้องรับมือกับสัญญาณความเจ็บปวดเหล่านี้

วลี

cope with: การรับมือกับความยากลำบาก

Cope with หมายถึงการจัดการกับสถานการณ์ที่ยาก เครียด หรือเจ็บปวด และยังคงดำเนินสิ่งต่าง ๆ ต่อไปได้ขณะที่สถานการณ์นั้นยังเกิดอยู่ ในที่นี้สมองต้องจัดการกับสัญญาณความเจ็บปวดที่ได้รับ โครงสร้างคือ cope with + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing ไม่ได้หมายถึงการรักษาหรือกำจัดความยากลำบากให้หมดไป แต่เน้นการจัดการกับผลกระทบของมัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “จัดการกับความยากลำบาก”: She learned to ____ exam stress.

ดูคำตอบ

cope with

So motor pathways are activated to take your hand off a hot stove, for example. วลี

2:21

ตัวอย่างเช่น เส้นทางการเคลื่อนไหวถูกกระตุ้นให้คุณเอามือออกจากเตาร้อนๆ

วลี

take your hand off: ยกมือออกจากพื้นผิวที่สัมผัสอยู่

ใน take your hand off a hot stove โครงสร้างคือ take + ส่วนของร่างกาย + off + พื้นผิวที่สัมผัส หมายถึงขยับมือเพื่อไม่ให้แตะเตาอีกต่อไป ในที่นี้ to take your hand off เรียกการเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากวิถีประสาทสั่งการ ส่วน off แสดงการแยกออกจากพื้นผิวที่สัมผัส ไม่ได้หมายถึงการปิดเตา

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งเพื่อความปลอดภัยด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ขยับมือเพื่อไม่ให้แตะกระทะอีกต่อไป”: Please ____ the hot pan.

ดูคำตอบ

take your hand off

But modulation networks are also activated that deliver endorphins and enkephalins, การใช้คำ

2:26

แต่เครือข่ายการควบคุมก็จะถูกกระตุ้นเช่นกัน เพื่อส่งเอนดอร์ฟินและเอนเคฟาลิน (enkephalins)

การใช้คำ

modulation networks: ระบบเครือข่ายที่ปรับสัญญาณ

Modulation หมายถึงการปรับความแรง จังหวะเวลา หรือผลของสัญญาณหรือการตอบสนอง ส่วน modulation networks คือระบบประสาทที่เชื่อมโยงกันและมีหน้าที่ทำการปรับดังกล่าว ในประโยคนี้ เครือข่ายถูกกระตุ้นและส่งเอนดอร์ฟินกับเอนเคฟาลิน วลีนี้จึงหมายถึงระบบที่เปลี่ยนแปลงการประมวลผลความเจ็บปวด ไม่ได้หมายถึงกลุ่มของ module และ modulation ก็ไม่ได้หมายความว่าสัญญาณถูกหยุดโดยสิ้นเชิง

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ modulation networks หมายถึงอะไร

  1. สวิตช์ที่หยุดกิจกรรมของระบบประสาททั้งหมดอย่างถาวร
  2. องค์ประกอบซอฟต์แวร์ที่จัดเรียงอยู่ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์
  3. ระบบประสาทที่เชื่อมโยงกันและปรับการประมวลผลสัญญาณ
ดูคำตอบ

ระบบประสาทที่เชื่อมโยงกันและปรับการประมวลผลสัญญาณ

chemicals released when you're in pain or during extreme exercise, creating the runner's high. วัฒนธรรม

2:32

ซึ่งเป็นสารเคมีที่หลั่งเมื่อคุณเจ็บปวดหรือระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนัก สร้างความรู้สึกฮึกเหิมของนักวิ่ง (runner's high)

การใช้คำ

deliver endorphins and enkephalins: ความหมายของ deliver ในระบบชีวภาพ

ใน deliver endorphins and enkephalins คำว่า deliver หมายถึงการขนส่ง จัดส่ง หรือทำให้สารเคมีเหล่านี้พร้อมทำงานในตำแหน่งที่ออกฤทธิ์ได้ ประธานของการกระทำคือเครือข่ายการปรับควบคุมทางชีวภาพ จึงเป็นการใช้ deliver ในความหมายเชิงวิชาการ ไม่ใช่ภาพของพนักงานส่งของที่นำสิ่งของมาให้ อนุประโยค that deliver... ขยายความเครือข่ายการปรับควบคุมที่ถูกกระตุ้น โดยบอกว่าเครือข่ายเหล่านี้ช่วยขนส่งหรือจัดส่งสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายต่อความเจ็บปวดและการออกกำลังกายอย่างหนัก

แบบฝึกหัด

deliver ใน deliver endorphins and enkephalins หมายถึงอะไร

  1. ส่งสารเคมีทางไปรษณีย์ในรูปพัสดุ
  2. กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับสารเคมี
  3. ขนส่งหรือจัดส่งสารเคมีไปยังตำแหน่งที่สารนั้นออกฤทธิ์ได้
ดูคำตอบ

ขนส่งหรือจัดส่งสารเคมีไปยังตำแหน่งที่สารนั้นออกฤทธิ์ได้

วัฒนธรรม

the runner's high: ความรู้สึกดีชั่วคราวที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายต่อเนื่อง

Runner's high เป็นชื่อเรียกทั่วไปของความรู้สึกพึงพอใจ สงบ หรืออารมณ์ดีขึ้นชั่วคราว ซึ่งบางคนรู้สึกระหว่างหรือหลังการออกกำลังกายที่หนักและต่อเนื่อง แม้ชื่อจะมีคำว่า runner's แต่แนวคิดนี้ก็ใช้พูดถึงการออกกำลังกายแบบใช้ความทนทานชนิดอื่นได้ ในประโยคนี้ high หมายถึงความรู้สึกที่ยกระดับและน่าพึงพอใจ ไม่ใช่ความสูงทางร่างกาย สารเคมีที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ถูกนำเสนอว่าช่วยสร้างความรู้สึกดังกล่าว แต่สำนวนนี้ไม่ได้หมายความว่านักวิ่งทุกคนจะรู้สึกเช่นนั้น

แบบฝึกหัด

runner's high ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ความสูงทางร่างกายของคนที่วิ่ง
  2. ความรู้สึกดีหรืออารมณ์ยกระดับชั่วคราวที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายต่อเนื่อง
  3. ความเร็วในการวิ่งที่สูงจนเป็นอันตราย
ดูคำตอบ

ความรู้สึกดีหรืออารมณ์ยกระดับชั่วคราวที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายต่อเนื่อง

These chemical systems help regulate and reduce pain. วลี

2:37

ระบบสารเคมีเหล่านี้ช่วยควบคุมและลดความเจ็บปวด

วลี

regulate and reduce: ผลสองอย่างที่วางขนานกัน

ใน help regulate and reduce pain คำว่า regulate และ reduce เป็นคำกริยารูปพื้นฐานสองคำที่วางขนานกันหลัง help และทั้งคู่ใช้ pain เป็นกรรม โครงสร้างสั้น ๆ นี้อธิบายผลสองอย่างของระบบเคมี regulate หมายถึงควบคุมหรือปรับวิธีทำงานของกระบวนการหรือการตอบสนองต่อความเจ็บปวด ส่วน reduce หมายถึงทำให้ความเจ็บปวดรุนแรงน้อยลง ลำดับคำกล่าวถึงการควบคุมก่อนแล้วจึงกล่าวถึงการลด แต่ไม่ได้แปลว่าทั้งสองอย่างต้องเกิดขึ้นเป็นสองขั้นตอนที่แยกจากกัน

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบาย regulate and reduce pain ในประโยคได้ดีที่สุด

  1. ระบบเหล่านี้สามารถทั้งควบคุมการตอบสนองต่อความเจ็บปวดและทำให้ความเจ็บปวดรุนแรงน้อยลง
  2. ระบบเหล่านี้ทำให้ความเจ็บปวดหายไปอย่างสิ้นเชิง
  3. ระบบเหล่านี้บันทึกความเจ็บปวดโดยไม่เปลี่ยนแปลงมัน
ดูคำตอบ

ระบบเหล่านี้สามารถทั้งควบคุมการตอบสนองต่อความเจ็บปวดและทำให้ความเจ็บปวดรุนแรงน้อยลง

All these networks and pathways work together to create your pain experience, ไวยากรณ์

2:42

เครือข่ายและเส้นทางทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ความเจ็บปวดของคุณ

to prevent further tissue damage, and help you to cope with pain.

2:46

เพื่อป้องกันเนื้อเยื่อเสียหายเพิ่มเติม และช่วยให้คุณรับมือกับความเจ็บปวดได้

ไวยากรณ์

work together to create..., to prevent..., and help...: หน้าที่ที่เรียงขนานกัน

ใจความหลักคือ All these networks and pathways work together ส่วนที่ตามมาแจกแจงหน้าที่สามอย่างที่วางขนานกันและมีประธานร่วมกัน ได้แก่ to create your pain experience, to prevent further tissue damage และ (to) help you to cope with pain หน้าที่ข้อที่สามละ to ชั้นนอกที่ซ้ำกันไว้หน้า help ใน help you to cope คำว่า you เป็นกรรมของ help และ to cope บอกว่าความช่วยเหลือนั้นทำให้คุณทำอะไรได้ ให้สังเกตกริยา create, prevent และ help เพื่อแบ่งประโยคยาวออกเป็นสามส่วนที่สอดคล้องกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบ work together to..., to..., and help... โดยใช้ collect, support และ help ตามลำดับ: The community groups work together ____ food, ____ local families, and ____ the neighborhood to prepare for emergencies.

ดูคำตอบ

to collect · to support · help

This system is similar for everyone,

2:50

ระบบนี้คล้ายกันสำหรับทุกคน

but the sensitivity and efficacy of these brain circuits determines how much you feel and cope with pain. การใช้คำ

2:52

แต่ความไวและประสิทธิภาพของวงจรสมองเหล่านี้ เป็นตัวกำหนดว่าคุณรู้สึกและรับมือกับความเจ็บปวดได้มากแค่ไหน

การใช้คำ

sensitivity and efficacy: ความไวในการตอบสนองและประสิทธิผลของการทำงาน

ในประโยคนี้ sensitivity หมายถึงวงจรสมองตอบสนองต่อสัญญาณหรือการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเพียงใด ส่วน efficacy หมายถึงวงจรเหล่านั้นทำหน้าที่ในกระบวนการที่กำหนดการรับรู้และการรับมือกับความเจ็บปวดได้ดีเพียงใด คำนามนามธรรมสองคำที่เชื่อมกันนี้อธิบายระบบคนละมิติ ได้แก่ ความไวในการตอบสนองและความสำเร็จในการทำงาน งานเขียนเชิงวิทยาศาสตร์มักใช้คำนามคู่เช่นนี้เพื่อนำเสนอปัจจัยหลายอย่างอย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบาย sensitivity and efficacy ในประโยคได้ตรงที่สุด

  1. ทั้งสองคำหมายถึงขนาดทางกายภาพของวงจรเท่านั้น
  2. sensitivity หมายถึงวงจรตอบสนองได้ง่ายเพียงใด ส่วน efficacy หมายถึงวงจรสร้างผลตามที่ตั้งใจไว้ได้ดีเพียงใด
  3. sensitivity หมายถึงวงจรเคลื่อนที่เร็วเพียงใด ส่วน efficacy หมายถึงวงจรใช้พลังงานน้อยเพียงใด
ดูคำตอบ

sensitivity หมายถึงวงจรตอบสนองได้ง่ายเพียงใด ส่วน efficacy หมายถึงวงจรสร้างผลตามที่ตั้งใจไว้ได้ดีเพียงใด

This is why some people have greater pain than others ลำดับความ

2:59

นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าคนอื่น

ลำดับความ

This is why: เชื่อมสาเหตุที่กล่าวไว้ก่อนหน้ากับผลลัพธ์

This is why ชี้ย้อนกลับไปยังข้อความก่อนหน้า โดย this สรุปสาเหตุหรือกลไกที่กล่าวไปแล้ว และอนุประโยคหลัง why บอกผลที่เกิดขึ้น ในที่นี้ ความแตกต่างของวงจรสมองที่กล่าวไว้ก่อนหน้าถูกนำมาอธิบายความแตกต่างของความเจ็บปวด ข้อความนี้เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม ในคำอธิบายหรือการนำเสนอ วลีนี้ช่วยพาผู้ฟังจากสาเหตุที่กำหนดไว้แล้วไปยังข้อสรุปหรือผลที่สังเกตได้อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสามคำจากบทเรียนนี้ที่เชื่อมสาเหตุกับผลลัพธ์: The road was icy. ____ the bus arrived late.

ดูคำตอบ

This is why

and why some develop chronic pain that does not respond to treatment, วลี

3:02

และทำไมบางคนถึงเกิดอาการปวดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา

วลี

develop chronic pain: เริ่มมีอาการปวดเรื้อรัง

ใน develop chronic pain คำว่า develop หมายถึง “เริ่มมีอาการบางอย่างเมื่อเวลาผ่านไป” ใช้บอกการเกิดขึ้นของปัญหาสุขภาพ ไม่ได้หมายถึงการสร้างหรือออกแบบความเจ็บปวด chronic pain คืออาการปวดที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ develop + โรค ภาวะ หรืออาการ เช่น develop a fever หรือ develop symptoms

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “เริ่มมีอาการปวดที่ยาวนาน”: Months after the injury, some people ____.

ดูคำตอบ

develop chronic pain

วลี

respond to treatment: อาการดีขึ้นหลังการรักษา

ใน respond to treatment คำว่า respond หมายถึงผู้ป่วย ภาวะ หรืออาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่คาดหวังหลังการรักษา ไม่ได้หมายถึงการตอบด้วยคำพูด รูปปฏิเสธ does not respond to treatment หมายถึงการรักษาไม่ได้ทำให้เกิดการดีขึ้นตามที่คาดหวัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีทางการแพทย์ที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “อาการดีขึ้นหลังการรักษา”: The infection did not ____, so the doctor changed the medicine.

ดูคำตอบ

respond to treatment

while others respond well.

3:06

ในขณะที่บางคนตอบสนองได้ดี

Variability in pain sensitivities is not so different than all kinds of variability in responses to other stimuli, ไวยากรณ์

3:08

ความแปรปรวนในความไวต่อความเจ็บปวดก็ไม่ได้ต่างจากความแปรปรวนในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอื่นๆ เลย

ไวยากรณ์

not so different than: ลดความแตกต่างเพื่อสร้างการเปรียบเทียบ

not so different than หมายถึง “ไม่ได้แตกต่างจาก……มากนัก” วลีนี้ลดระดับความแตกต่างและแสดงว่าสองสิ่งมีความคล้ายคลึงกันโดยรวม ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเชื่อมความแตกต่างของความไวต่อความเจ็บปวดเข้ากับความแตกต่างของการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองอย่างเหมือนกันทุกประการ แต่หมายความว่าแนวคิดเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลใช้อธิบายทั้งสองอย่างได้

แบบฝึกหัด

“Pain sensitivity is not so different than sensitivity to other stimuli” หมายความว่าอย่างไร

  1. ความไวต่อความเจ็บปวดคล้ายกับความไวต่อสิ่งเร้าอื่น ๆ โดยรวม
  2. ความไวต่อความเจ็บปวดเหมือนกับความไวต่อสิ่งเร้าอื่นทุกชนิดทุกประการ
  3. ความไวต่อความเจ็บปวดผิดปกติกว่าความไวต่อสิ่งเร้าอื่น ๆ มาก
ดูคำตอบ

ความไวต่อความเจ็บปวดคล้ายกับความไวต่อสิ่งเร้าอื่น ๆ โดยรวม

like how some people love roller coasters, but other people suffer from terrible motion sickness. วลี

3:15

เหมือนกับว่าทำไมบางคนถึงชอบรถไฟเหาะ แต่คนอื่นกลับต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเมารถที่เลวร้าย

วลี

suffer from terrible motion sickness: ทรมานจากอาการที่รุนแรง

suffer from + โรคหรืออาการ หมายถึงการประสบปัญหานั้นในแบบที่ทำให้ทุกข์หรือเกิดผลเสีย terrible เน้นว่า motion sickness รุนแรง ส่วน motion sickness คืออาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรืออาการไม่สบายคล้ายกันที่เกิดจากการเคลื่อนไหว ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบรรยายปฏิกิริยาเชิงลบที่รุนแรงต่อเครื่องเล่น และนำไปเปรียบต่างกับการชอบรถไฟเหาะ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ suffer from: Mia often ____ motion sickness on winding bus rides.

ดูคำตอบ

suffers from

Why does it matter that there is variability in our pain brain circuits?

3:20

ทำไมถึงสำคัญที่เรามีความแปรปรวนในวงจรสมองเรื่องความเจ็บปวด?

Well, there are many treatments for pain targeting different systems. ไวยากรณ์

3:25

นั่นก็เพราะ มีการรักษาความเจ็บปวดมากมายที่มุ่งเป้าไปที่ระบบต่างๆ

ไวยากรณ์

targeting different systems: วลี -ing ที่ขยาย treatments

ในประโยคนี้ targeting different systems ขยายคำนาม treatments โดยบอกว่าหมายถึงการรักษาแบบใด นั่นคือการรักษาที่มุ่งเป้าไปยังระบบต่าง ๆ ใจความหลักของประโยคคือ there are many treatments for pain ตรงนี้ targeting ไม่ใช่กริยาหลักตัวที่สอง แต่เป็นวลี -ing แบบย่อของอนุประโยคสัมพันธ์ที่วางหลังคำนามซึ่งมันขยาย

แบบฝึกหัด

ใช้รูป -ing ของ target เติมส่วนขยายหลัง treatments ให้สมบูรณ์: The clinic offers treatments ____ different types of pain.

ดูคำตอบ

targeting

For mild pain, non-prescription medications can act on cells where the pain signals start. การใช้คำ

3:28

สำหรับอาการปวดเล็กน้อย ยาที่หาซื้อได้ทั่วไปสามารถออกฤทธิ์กับเซลล์ที่จุดเริ่มต้นของสัญญาณความเจ็บปวด

การใช้คำ

non-prescription medications: ยาที่ซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา

non-prescription medications คือยาที่ซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับอนุญาต non- หมายถึง “ไม่” หรือ “โดยไม่มี” ดังนั้นคำนี้จึงบอกวิธีจำหน่ายยา ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่มีสารออกฤทธิ์หรือไม่มีความเสี่ยง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวระบุประเภทยาที่กำลังกล่าวถึงสำหรับอาการปวดเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบาย non-prescription medications ได้ถูกต้อง

  1. ไม่มีสารออกฤทธิ์
  2. ซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา แต่ยังมีคำแนะนำในการใช้และความเสี่ยง
  3. ปลอดภัยสำหรับทุกคนไม่ว่าจะใช้ขนาดใด
ดูคำตอบ

ซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา แต่ยังมีคำแนะนำในการใช้และความเสี่ยง

การใช้คำ

act on cells: ระบุสิ่งที่ได้รับผล

ใน act on cells คำว่า act on หมายถึง “ส่งผลต่อ” หรือ “ออกฤทธิ์ต่อ” โดย medications เป็นสิ่งที่ออกฤทธิ์ และ cells เป็นเป้าหมายที่ได้รับผลนั้น โครงสร้าง act on + เป้าหมาย พบได้บ่อยเมื่ออธิบายว่ายา สารเคมี หรือสารในร่างกายส่งผลต่อเซลล์ ตัวรับ เส้นประสาท หรือระบบใด โครงสร้างนี้บอกว่าอะไรได้รับผล แต่ไม่ได้บอกด้วยตัวเองว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป simple present ที่ถูกต้องของ act on: This drug ____ specific receptors in the brain.

ดูคำตอบ

acts on

Other stronger pain medicines and anesthetics work by reducing the activity in pain-sensing circuits ไวยากรณ์

3:34

ยาแก้ปวดที่แรงกว่าและยาสลบอื่นๆ ทำงานโดยลดกิจกรรมในวงจรการรับรู้ความเจ็บปวด

ไวยากรณ์

work by reducing: อธิบายกลไกการทำงาน

ใน work by reducing คำว่า work หมายถึง “ได้ผล” หรือ “ทำงาน” ไม่ใช่ “ทำงานเป็นอาชีพ” ส่วน by ตามด้วยรูป -ing คือ reducing เพื่อบอกวิธีการ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + work(s) by + -ing ซึ่งตอบคำถามว่า “มันทำงานอย่างไร” ในที่นี้ การลดการทำงานของวงจรที่รับรู้ความเจ็บปวดคือวิธีที่ยาแก้ปวดและยาสลบออกฤทธิ์

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง work by + -ing ร่วมกับ reduce เพื่อเติมประโยค: The device works ____ background noise.

ดูคำตอบ

by reducing

or boosting our coping system or endorphins. การใช้คำ

3:40

หรือเสริมสร้างระบบการรับมือ หรือเอนดอร์ฟินของเรา

การใช้คำ

boosting our coping system: ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใน boosting our coping system คำว่า boost มีความหมายเชิงนามธรรมว่าเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ coping system หมายถึงกลุ่มกระบวนการทางร่างกายและจิตใจที่ช่วยให้เรารับมือกับความเจ็บปวดหรือความเครียด ไม่ได้หมายถึงการผลักสิ่งใดขึ้นไปจริง ๆ รูป -ing ใน boosting ใช้บอกวิธีหนึ่งที่อาจทำให้เกิดผลบางอย่าง โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ boost + ความสามารถ ระดับ การตอบสนอง หรือระบบ ซึ่งหมายถึง “ทำให้สิ่งนั้นแข็งแรงขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ boost ในความหมายว่า “เสริมความสามารถหรือการทำงาน”

  1. He drew a picture of a system.
  2. Good sleep can boost your concentration.
  3. She boosted the box onto the shelf.
ดูคำตอบ

Good sleep can boost your concentration.

Some people can cope with pain using methods that involve distraction,

3:44

บางคนสามารถรับมือกับความเจ็บปวดได้ด้วยวิธีที่เกี่ยวกับการเบี่ยงเบนความสนใจ

relaxation, meditation, yoga,

3:47

การผ่อนคลาย การทำสมาธิ โยคะ

or strategies that can be taught like cognitive behavioral therapy. การใช้คำ

3:50

หรือกลยุทธ์ที่สามารถสอนได้ เช่น การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม

การใช้คำ

cognitive behavioral therapy: ชื่ออย่างเป็นทางการของจิตบำบัดประเภทหนึ่ง

Cognitive behavioral therapy เป็นชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษของจิตบำบัดประเภทหนึ่ง ซึ่งมักย่อว่า CBT วิธีนี้ช่วยให้ผู้คนสังเกตความเชื่อมโยงระหว่างความคิด ความรู้สึก และการกระทำ แล้วฝึกวิธีตอบสนองที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ในประโยคนี้ วลีทั้งหมดหมายถึงแนวทางที่สามารถสอนกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเจ็บปวด ให้เข้าใจคำทั้งสามเป็นศัพท์การรักษาที่มีความหมายเฉพาะ ไม่ใช่คำอธิบายกว้าง ๆ ของทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความคิดหรือพฤติกรรม

แบบฝึกหัด

cognitive behavioral therapy ในที่นี้หมายถึงอะไร

  1. จิตบำบัดแบบเฉพาะที่ทำงานกับรูปแบบความคิดและพฤติกรรม
  2. การออกกำลังกายชนิดใดก็ตามที่ต้องใช้สมาธิ
  3. ยาชนิดใดก็ตามที่เปลี่ยนวิธีการทำงานของสมอง
ดูคำตอบ

จิตบำบัดแบบเฉพาะที่ทำงานกับรูปแบบความคิดและพฤติกรรม

For some people who suffer from severe chronic pain, การใช้คำ

3:55

สำหรับบางคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดเรื้อรังอย่างรุนแรง

การใช้คำ

severe chronic pain: ความรุนแรงและระยะเวลา

ใน severe chronic pain คำว่า severe บอกว่าความปวดรุนแรงหรือหนักเพียงใด ส่วน chronic บอกว่าความปวดนั้นอยู่นานเพียงใด ดังนั้น วลีนี้จึงรวมข้อมูลสองด้านเข้าด้วยกัน คือ ความปวดมีความรุนแรงและเป็นอยู่นาน คำว่า chronic เพียงคำเดียวไม่ได้หมายถึง severe

แบบฝึกหัด

ใน severe chronic pain คำว่า chronic บอกข้อมูลใดเป็นหลัก

  1. ความปวดเป็นอยู่นาน
  2. ความปวดเริ่มขึ้นอย่างกะทันหันหลังได้รับบาดเจ็บ
  3. ความปวดรุนแรงมาก
ดูคำตอบ

ความปวดเป็นอยู่นาน

that is pain that doesn't go away months after their injury should have healed, โน้ต

3:58

ซึ่งก็คือความเจ็บปวดที่ไม่หายไปหลายเดือนหลังจากที่แผลควรจะหายดีแล้ว

ลำดับความ

that is: กล่าวคำนิยามใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในที่นี้ that is เป็นคำเชื่อมทางความคิดที่หมายถึง “กล่าวอีกอย่างคือ” หรือ “พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น” โดยนำเข้าสู่คำอธิบายที่ชัดเจนกว่าของ severe chronic pain ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คำนี้จัดข้อมูลในรูปแบบชื่อเรียกกว้าง ๆ → คำอธิบายที่ชัดเจน ในประโยคนี้ that is ไม่ใช่โครงสร้างชี้เฉพาะเพื่อระบุสิ่งของ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่ใช้เพื่อให้คำอธิบายที่ชัดเจน: The library is open on weekdays, ____, from Monday through Friday.

ดูคำตอบ

that is

กริยาวลี

doesn't go away: เมื่ออาการยังไม่หาย

ในประโยคนี้ doesn't go away หมายถึง “ไม่หายไปหรือไม่ดีขึ้น” เนื่องจากประธานคือ pain คำว่า go away จึงกล่าวถึงการที่อาการสิ้นสุดลง ไม่ใช่การที่คนออกจากสถานที่หนึ่ง รูปแบบ something doesn't go away เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปเพื่อบอกว่าอาการ ความรู้สึก หรือปัญหายังคงอยู่

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The pain doesn't go away,' คำว่า doesn't go away หมายถึงอะไร

  1. อาการปวดย้ายไปที่อื่น
  2. อาการปวดยังคงอยู่
  3. อาการปวดเปลี่ยนเจ้าของ
ดูคำตอบ

อาการปวดยังคงอยู่

ไวยากรณ์

should have healed: ผลในอดีตที่คาดว่าควรเสร็จแล้ว

Should have healed ใช้โครงสร้าง should have + past participle เพื่อบอกว่าคาดว่าการหายควรเสร็จสิ้นภายในเวลาหนึ่งในอดีตหรือภายในตอนนี้ ในที่นี้ไม่ได้เป็นคำแนะนำว่าอาการบาดเจ็บควรทำอะไรต่อ แต่เป็นการย้อนมองผลที่คาดไว้และชี้ว่าความจริงไม่ตรงกับความคาดหมาย กล่าวคือ อาการบาดเจ็บควรหายแล้ว แต่อาการปวดยังคงอยู่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย should have และรูปที่ถูกต้องของ heal: The cut ____ by now, but it is still open.

ดูคำตอบ

should have healed

none of the regular treatments work. การใช้คำ

4:01

วิธีการรักษาแบบปกติไม่ได้ผลเลย

การใช้คำ

regular treatments work: work หมายถึงได้ผล

ใน regular treatments work คำว่า work หมายถึง “ให้ผลตามที่ตั้งใจ” หรือ “ได้ผล” ไม่ได้หมายถึง “ทำงาน” ส่วน regular treatments คือการรักษามาตรฐานที่มักใช้กัน เมื่อมี none of อยู่ข้างหน้า ทั้งประโยคจึงหมายความว่าไม่มีการรักษามาตรฐานเหล่านั้นวิธีใดได้ผล การใช้ work แบบนี้ใช้กับยา วิธีการ แผน หรือวิธีแก้ปัญหาได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ใน “The new treatment works for many patients,” คำว่า works หมายถึงอะไร?

  1. มันมีงานทำ
  2. มันได้ผล
  3. มันกำลังถูกซ่อม
ดูคำตอบ

มันได้ผล

Traditionally, medical science has been about testing treatments on large groups ไวยากรณ์

4:04

ตามธรรมเนียมแล้ว วิทยาศาสตร์การแพทย์คือการทดสอบการรักษากับคนกลุ่มใหญ่

ไวยากรณ์

has been about testing treatments: สรุปจุดเน้นที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน

has been คือรูป present perfect ของ be ในที่นี้ใช้มองย้อนช่วงเวลาจากอดีตถึงปัจจุบัน และสรุปสิ่งที่เป็นลักษณะสำคัญของวิทยาศาสตร์การแพทย์มาโดยตลอด be about + -ing ใช้บอกหัวข้อ จุดประสงค์ หรือจุดเน้นหลักของสิ่งหนึ่ง ดังนั้น has been about testing treatments หมายความว่าการทดสอบวิธีรักษาเป็นจุดเน้นสำคัญมาเป็นเวลานาน ส่วน about ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ประมาณ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย has been about และรูป -ing ของ find: For the past year, our project ____ safer ways to store energy.

ดูคำตอบ

has been about finding

to determine what would help a majority of patients. ไวยากรณ์

4:08

เพื่อตัดสินว่าอะไรจะช่วยผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้

ไวยากรณ์

to determine what would help: จุดประสงค์และคำถามทางอ้อม

วลี infinitive to determine ใช้บอกจุดประสงค์ โดยอธิบายว่าทำไมจึงมีการทดสอบหรือเปรียบเทียบ ในที่นี้ determine หมายถึงการค้นหาคำตอบด้วยการศึกษาหรือหลักฐาน what would help เป็นคำถามทางอ้อมที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของ determine โดย what เป็นประธานของ would help ลำดับคำจึงเป็น what would help เนื่องจากวลีนี้อยู่ภายในประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่า จึงไม่ได้ทำให้ทั้งประโยคกลายเป็นคำถามโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย to determine ตามด้วยคำถามทางอ้อมที่หมายถึงสิ่งใดจะเป็นประโยชน์: The team compared several study tools ____ beginners.

ดูคำตอบ

to determine what would help

But this has usually left out some who didn't benefit from the treatment or experienced side effects. โน้ต

4:11

แต่นี่ก็มักจะละทิ้งคนบางกลุ่มที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการรักษาหรือได้รับผลข้างเคียง

กริยาวลี

left out: ไม่ได้รวมไว้หรือพิจารณา

ในประโยคนี้ left out หมายถึงไม่ได้รวมไว้หรือไม่ได้นำมาพิจารณา วิธีดังกล่าววัดสิ่งที่ช่วยคนส่วนใหญ่ แต่ผลของผู้ป่วยบางคนที่ไม่ได้รับประโยชน์หรือมีผลข้างเคียงไม่ได้ถูกสะท้อนอย่างเพียงพอ ใน has left out คำว่า left เป็นรูป past participle หลัง has ประธาน this หมายถึงวิธีที่ทำให้เกิดการตกหล่น และ some หมายถึงผู้ป่วยบางคน

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของกริยาวลี leave out เติมประโยคให้สมบูรณ์: The report ____ several important safety concerns.

ดูคำตอบ

left out

วลี

benefit from the treatment: ผู้ได้รับประโยชน์และแหล่งที่มาของความช่วยเหลือ

ใน benefit from the treatment คำว่า benefit เป็นคำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมตรง หมายถึง “ได้รับผลที่เป็นประโยชน์หรือมีอาการดีขึ้น” ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือเป็นประธาน และ from ใช้บอกแหล่งที่มาของความช่วยเหลือ ซึ่งก็คือ the treatment เมื่อมี didn't วลีนี้หมายความว่าการรักษาไม่ได้ช่วยคนเหล่านั้น โครงสร้างนี้ใช้กับแหล่งความช่วยเหลืออื่นได้ด้วย เช่น คนหรือกลุ่มหนึ่งอาจ benefit from โครงการ วิธีการ ประสบการณ์ หรือนโยบาย

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่หมายถึง “ได้รับความช่วยเหลือจาก” ลงในประโยค: Many young readers ____ daily practice.

ดูคำตอบ

benefit from

การใช้คำ

experienced side effects: การรายงานปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์

ใน experienced side effects คำว่า experience เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรม หมายถึง “ประสบหรือมีอาการ” โดยรับ side effects เป็นกรรมตรง ไม่ต้องใช้คำบุพบท ในงานเขียนทางการแพทย์ คำที่ใช้คู่กันนี้รายงานผลที่ไม่พึงประสงค์หรือผลเพิ่มเติมจากยาหรือการรักษาด้วยน้ำเสียงที่เป็นกลาง Experience ใช้บรรยายอาการไม่สบาย เช่น ความเจ็บปวด อาการวิงเวียน หรืออาการอื่น ๆ ได้ ไม่ได้ใช้เฉพาะกับกิจกรรมที่น่าเพลิดเพลินเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมรายงานทางการแพทย์ด้วยคำกริยาและคำนามที่ใช้คู่กันตามที่เรียนมา: Several participants ____ after taking the medicine.

ดูคำตอบ

experienced side effects

Now, new treatments that directly stimulate or block certain pain-sensing, การใช้คำ

4:16

ขณะนี้ การรักษาใหม่ๆ ที่กระตุ้นหรือยับยั้งวงจรการรับรู้ความเจ็บปวด

attention, or modulation networks are being developed ไวยากรณ์

4:22

ความสนใจ หรือเครือข่ายการควบคุมโดยตรงกำลังได้รับการพัฒนา

การใช้คำ

stimulate or block: ผลที่ตรงข้ามกันต่อการทำงาน

stimulate or block แสดงวิธีที่ตรงข้ามกันสองแบบซึ่งการรักษาสามารถส่งผลต่อเครือข่ายได้ stimulate หมายถึงเพิ่มหรือกระตุ้นการทำงาน ส่วน block หมายถึงหยุด ลด หรือยับยั้งสัญญาณหรือการทำงาน คำกริยาทั้งสองใช้กรรมร่วมกันคือ certain ... networks ในที่นี้ block เป็นคำกริยาที่หมายถึงการหยุดการทำงานหรือสัญญาณ ไม่ใช่คำนามภาษาอังกฤษที่หมายถึงเขตหนึ่งในเมือง

แบบฝึกหัด

ในการอธิบายกลไกการรักษา stimulate or block neural activity หมายความว่าอย่างไร?

  1. เคลื่อนที่ไปรอบหนึ่งช่วงตึกในเมือง
  2. ตั้งชื่อเครือข่ายโดยไม่เปลี่ยนแปลงเครือข่าย
  3. เพิ่มการทำงานหรือยับยั้งการทำงาน
ดูคำตอบ

เพิ่มการทำงานหรือยับยั้งการทำงาน

ไวยากรณ์

are being developed: รูป passive ของ present continuous

are being developed คือรูป passive ของ present continuous โดยมีโครงสร้าง are + being + คำกริยาช่อง 3 รูปนี้บอกว่ากระบวนการพัฒนากำลังเกิดขึ้นตอนนี้หรือในช่วงเวลาปัจจุบัน และไม่ได้บอกว่างานเสร็จแล้ว ในประโยคเต็ม ประธานพหูพจน์คือ new treatments ส่วน networks อยู่ในอนุประโยคขยายที่อธิบายว่าวิธีรักษาเหล่านั้นส่งผลต่ออะไร รูป passive ทำให้เน้นที่วิธีรักษาและงานที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่นักวิจัยที่ทำงานนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป passive ของ present continuous ของ develop เพื่อแสดงว่างานยังดำเนินอยู่: Several safer batteries ____ right now.

ดูคำตอบ

are being developed

along with ways to tailor them to individual patients, วลี

4:25

พร้อมกับวิธีในการปรับแต่งให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

วลี

tailor A to B: ปรับ A ให้เหมาะกับ B

ในประโยคนี้ tailor them to individual patients หมายถึงการปรับการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย คำว่า them หมายถึงการรักษาที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ tailor A to B โดย A คือสิ่งที่ถูกปรับ และ B คือบุคคล ความต้องการ หรือสถานการณ์ที่ต้องการให้ A เหมาะสมด้วย ในที่นี้ tailor เป็นคำกริยาที่ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการตัดเย็บเสื้อผ้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบเป้าหมาย tailor ... to: The clinic can ____ the treatment ____ each patient's needs.

ดูคำตอบ

tailor · to

using tools like magnetic resonance imaging to map brain pathways. โน้ต

4:29

โดยใช้เครื่องมืออย่างการสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อทำแผนที่เส้นทางในสมอง

การใช้คำ

magnetic resonance imaging: ชื่อเต็มของ MRI

magnetic resonance imaging เป็นชื่อเต็มของ MRI เป็นวิธีสร้างภาพทางการแพทย์ที่ให้ภาพโครงสร้างภายในร่างกายโดยไม่ใช้รังสีเอกซ์ ในประโยคนี้ มีการกล่าวถึงวิธีดังกล่าวในฐานะเครื่องมือสำหรับทำแผนที่เส้นทางในสมอง คำว่า imaging หมายถึงการสร้างหรือบันทึกภาพ ไม่ได้หมายถึงการจินตนาการถึงบางสิ่ง

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง MRI กับ magnetic resonance imaging ได้ถูกต้อง

  1. MRI เป็นตัวย่อของ magnetic resonance imaging
  2. MRI เป็นยาที่ใช้ระหว่าง magnetic resonance imaging
  3. Magnetic resonance imaging และ MRI เป็นวิธีสแกนคนละแบบ
ดูคำตอบ

MRI เป็นตัวย่อของ magnetic resonance imaging

วลี

map brain pathways: การใช้ map เป็นคำกริยา

ในวลี map brain pathways คำว่า map เป็นสกรรมกริยา หมายถึงจัดทำแผนผัง ระบุ หรือแสดงเส้นทางและความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ คำบอก infinitive คือ to ยืนยันว่า map เป็นกริยารูปพื้นฐาน ส่วน brain pathways เป็นกรรมของกริยานี้ การใช้ map เป็นกริยาไม่ได้จำกัดอยู่แค่แผนที่ภูมิศาสตร์ทั่วไป ในงานวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการวางแผน map มักหมายถึงการใช้หลักฐานหรือเครื่องมือเพื่อแสดงว่าส่วนต่าง ๆ อยู่ที่ใดและสัมพันธ์กันอย่างไร

แบบฝึกหัด

map ในวลี to map brain pathways หมายความว่าอย่างไร

  1. จัดทำแผนผังหรือระบุเส้นทางและความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ
  2. ลบเส้นทางออกจากสมอง
  3. ดูแผนที่กระดาษที่แสดงสมอง
ดูคำตอบ

จัดทำแผนผังหรือระบุเส้นทางและความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ

Figuring out how your brain responds to pain is the key to finding the best treatment for you. โน้ต

4:34

การทำความเข้าใจว่าสมองของคุณตอบสนองต่อความเจ็บปวดอย่างไรคือกุญแจสำคัญในการค้นหาการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ไวยากรณ์

การใช้ Figuring out how... เป็นประธานของประโยค

Figuring out หมายถึงการทำความเข้าใจสิ่งหนึ่งด้วยการคิด การสังเกต หรือการสืบค้น ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how บอกว่าสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคืออะไร ซึ่งในที่นี้คือสมองตอบสนองต่อความเจ็บปวดอย่างไร ข้อความทั้งหมดเป็นอนุประโยคแบบ -ing ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคที่ใหญ่กว่าได้ จึงนำเสนองานทั้งงานเป็นแนวคิดเดียว Figuring เพียงคำเดียวไม่ได้เป็นกริยาหลักในรูป present progressive เพราะรูปนี้ต้องมีประธานและ be เช่น We are figuring out how it works.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย Figuring out how เพื่อให้กิจกรรมทั้งหมดเป็นประธาน: ____ this device works takes patience.

ดูคำตอบ

Figuring out how

วลี

the key to finding: โครงสร้าง key to + -ing

the key to finding the best treatment หมายถึง “ปัจจัยหรือวิธีการที่สำคัญที่สุดในการค้นหาวิธีรักษาที่ดีที่สุด” วลีนี้ชี้ว่าสิ่งใดทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นได้ ในที่นี้ to เป็นส่วนหนึ่งของสำนวน the key to จึงเป็นคำบุพบท หลังคำบุพบทใช้คำนามหรือรูป -ing ได้ เช่น the key to success และ the key to finding an answer ใช้ the key to + คำนาม/รูป -ing เพื่อระบุเงื่อนไขหรือวิธีการที่สำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างเป้าหมาย the key to + -ing: Daily practice is ____ your pronunciation.

ดูคำตอบ

the key to improving

That's true personalized medicine. วัฒนธรรม

4:39

นั่นคือการแพทย์เฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง

วัฒนธรรม

personalized medicine: การแพทย์เฉพาะบุคคล

personalized medicine คือการดูแลสุขภาพที่ใช้ความแตกต่างสำคัญระหว่างบุคคล เช่น ลักษณะทางชีวภาพ อาการทางคลินิก หรือการตอบสนองต่อการรักษา เพื่อช่วยเลือกหรือปรับการดูแล ไม่ได้หมายถึงยาที่ทำขึ้นตามความชอบส่วนตัวเท่านั้น ในประโยคนี้ true เน้นว่าการเลือกการรักษาจากการตอบสนองต่อความเจ็บปวดของแต่ละบุคคลเป็นตัวอย่างจริงของแนวทางการแพทย์นี้

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของ personalized medicine?

  1. แพทย์เลือกวิธีรักษาโดยใช้ลักษณะทางชีวภาพและการตอบสนองต่อการดูแลก่อนหน้านี้ของผู้ป่วย
  2. ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาเหมือนกันทุกประการ
  3. ร้านขายยาพิมพ์ชื่อผู้ป่วยลงบนขวดยามาตรฐาน
ดูคำตอบ

แพทย์เลือกวิธีรักษาโดยใช้ลักษณะทางชีวภาพและการตอบสนองต่อการดูแลก่อนหน้านี้ของผู้ป่วย