การแสดงต้องดำเนินต่อไป! | บลูอี้: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
192 คำ 134 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: ระหว่างการแสดงวันแม่ที่จัดกันเอง เด็กคนหนึ่งคิดว่าตนทำการแสดงพัง แต่ทำตามรายการเตือนใจเพื่อรวบรวมกำลังใจ แล้วกลับมาเล่นเรื่องที่ชิลลี่ไปโรงพยาบาลและให้กำเนิดบลูอี้จนจบ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. I knew I'd ruin — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า I'd หลัง knew ย่อมาจาก I would ไม่ใช่ I had และเป็นการมองจากอดีตว่าผลเสียจะเกิดขึ้นในภายหลัง จึงใช้บอกลางสังหรณ์ ความเสียใจ หรือการโทษตัวเองได้อย่างถูกต้อง 2. Pick myself up. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: แยกแยะความหมายเชิงเปรียบเทียบว่าเป็นการฟื้นใจหลังผิดหวัง ไม่ได้หมายถึงลุกขึ้นทางกายเท่านั้น เมื่อเปลี่ยนสรรพนามสะท้อนกลับให้ตรงกับประธาน ก็ใช้บรรยายการตั้งสติ เรียกความมั่นใจคืนมา และเดินหน้าต่อหลังทำผิดหรือพบความล้มเหลวได้ 3. boom boom — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทชีวิตจริง: เข้าใจว่าเป็นภาษาทารกแบบขี้เล่นและคำเลี่ยงสำหรับการถ่ายอุจจาระในผ้าอ้อม ช่วยให้ตามบทเล่นสมมติในรายการเด็กได้ รู้ว่าเหตุใดคำนี้จึงเข้ากับบททารก และไม่เข้าใจผิดว่าเป็นคำปกติที่ผู้ใหญ่ใช้ทั่วไป

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Get back out here. น้ำเสียง/เจตนา

0:00

กลับออกมานี่เลย

น้ำเสียง/เจตนา

Get back out here: สั่งให้อีกฝ่ายกลับมาหาผู้พูด

Get back out here เป็นคำสั่งตรง ๆ ที่บอกคนซึ่งเดินออกไปแล้วให้กลับมายังบริเวณที่มองเห็นได้และเป็นจุดที่ผู้พูดอยู่ในขณะนั้น back แสดงการกลับมา ส่วน here ทำให้ตำแหน่งของผู้พูดเป็นจุดหมาย out ใน out here แสดงว่าจุดหมายนั้นเป็นส่วนที่เปิดโล่งหรือเป็นบริเวณที่กำลังมีกิจกรรม เช่น เวทีหรือลาน ไม่ได้หมายถึง “กลางแจ้ง” เสมอไป คำบอกทิศทางสั้น ๆ เหล่านี้ต้องเข้าใจรวมกันเป็นเส้นทางการเคลื่อนที่เดียว

แบบฝึกหัด

ผู้พูดต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร

  1. เดินให้ไกลออกไปจากผู้พูดมากขึ้น
  2. กลับมายังบริเวณที่ผู้พูดอยู่ในขณะนี้
  3. ออกไปกลางแจ้งและรออยู่ที่นั่น
ดูคำตอบ

กลับมายังบริเวณที่ผู้พูดอยู่ในขณะนี้

I knew I'd ruin the show. โน้ต

0:01

หนูรู้ว่าหนูจะทำให้การแสดงพัง

ไวยากรณ์

I knew I'd ruin: 'd หมายถึง would

ใน I knew I'd ruin... คำว่า I'd ย่อมาจาก I would การที่ 'd ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน ruin ชี้ว่าเป็น would หากเป็น I had จะต้องตามด้วยกริยารูป past participle เช่น I'd ruined โครงสร้าง knew + would นำเสนอผลที่เกิดในภายหลังจากมุมมองของช่วงเวลาก่อนหน้าในอดีต กล่าวคือ ณ เวลาก่อนหน้านั้น ผู้พูดคาดไว้แล้วว่าจะเกิดผลเสีย ในที่นี้ I knew ยังสื่อถึงการยอมรับอย่างหมดหวังและการโทษตัวเองในความหมายว่า “ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้”

แบบฝึกหัด

ใช้รูปย่อของ I would และกริยา miss เติมประโยคให้สมบูรณ์: I knew ____ the deadline if I waited another day.

ดูคำตอบ

I'd miss

วลี

ruin the show: ทำให้การแสดงพัง

ในประโยคนี้ ruin the show หมายถึงทำให้การแสดงออกมาแย่หรือเสียผลที่ควรจะได้ คำว่า ruin ไม่ได้หมายถึงทำลายเวทีหรืออุปกรณ์ประกอบฉากจริง ๆ ruin ใช้กับกรรมที่เป็นกิจกรรม แผน ประสบการณ์ หรือช่วงเวลาสำคัญได้ เช่น ruin a party, ruin our plans, ruin the day โดยสื่อว่าสิ่งนั้นเสียหายหนักและมักแก้กลับได้ยาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึงทำให้การแสดงออกมาแย่: One careless interruption could ____.

ดูคำตอบ

ruin the show

It wasn't your fault. น้ำเสียง/เจตนา

0:03

ไม่ใช่ความผิดของลูกเลย

น้ำเสียง/เจตนา

wasn't your fault: ปลอบใจว่าอีกฝ่ายไม่ผิด

ใน It wasn't your fault คำว่า fault หมายถึงความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ไม่ดี ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค ผู้พูดกำลังบอกว่าไม่ควรโทษอีกฝ่ายในสิ่งที่เกิดขึ้น ประโยคนี้ยังใช้ปลอบใจได้ด้วย โดยบอกให้อีกฝ่ายหยุดโทษตัวเอง สามารถเปลี่ยนคำแสดงความเป็นเจ้าของเพื่อบอกว่าใครต้องหรือไม่ต้องรับผิดชอบได้ เช่น It was my fault หรือ It wasn't their fault

แบบฝึกหัด

เพื่อนโทษตัวเองที่พายุทำให้ทัศนศึกษาของโรงเรียนถูกยกเลิก คำตอบใดใช้ปลอบใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. You should blame yourself.
  2. It wasn't your fault.
  3. The machine has a fault.
ดูคำตอบ

It wasn't your fault.

It was.

0:05

ใช่สิ

We can just blow up another one. กริยาวลี

0:06

เราแค่เป่าลูกใหม่ก็ได้นี่

กริยาวลี

blow up: เป่าลูกโป่งให้พอง

ในที่นี้ blow up หมายถึง “เติมลมเข้าไปในลูกโป่งเพื่อให้ลูกโป่งใหญ่ขึ้น” คำว่า another one หมายถึงลูกโป่งอีกลูก ผู้พูดจึงกำลังเสนอให้เป่าลูกโป่งเพิ่มอีกหนึ่งลูก กรรมและโครงสร้างประโยคช่วยให้เลือกความหมายของกริยาวลีนี้ได้ เมื่อคนเป็นผู้ทำกริยาใน blow up a balloon โดยทั่วไปจะหมายถึง “เป่าลูกโป่งให้พอง” ไม่ใช่ “ทำลายมันด้วยการระเบิด”

แบบฝึกหัด

ใน “We can just blow up another one,” คำว่า blow up หมายถึงอะไร

  1. ทำให้ลูกโป่งอีกลูกแตก
  2. เป่าลูกโป่งอีกลูกให้พอง
  3. ทำลายวัตถุอีกชิ้นด้วยการระเบิด
ดูคำตอบ

เป่าลูกโป่งอีกลูกให้พอง

Oh,

0:09

โอ้

there's no blue ones left. ไวยากรณ์

0:09

ไม่มีสีฟ้าเหลือแล้ว

ไวยากรณ์

no ... left: ไม่มีอะไรเหลืออยู่

โครงสร้าง no + คำนามหรือคำสรรพนาม + left หมายถึงไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ในที่นี้ blue ones ใช้แทน blue balloons ดังนั้นประโยคจึงบอกว่าไม่มีลูกโป่งสีน้ำเงินให้ใช้อีกแล้ว ในโครงสร้างนี้ left หมายถึง “ที่เหลืออยู่” ไม่ใช่ทิศทาง “ซ้าย” ซึ่งตรงข้ามกับ right สามารถใช้โครงสร้างเดียวกันกับสินค้า ที่นั่ง เวลา หรือโอกาสได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง no + คำนาม + left ตั๋วทุกใบขายหมดแล้ว: There are no tickets ____.

ดูคำตอบ

left

ไวยากรณ์

blue ones: ใช้ ones แทนคำนามพหูพจน์

ใน blue ones คำว่า ones ใช้แทนคำนามนับได้รูปพหูพจน์ที่ผู้ฟังรู้อยู่แล้ว ในที่นี้คำนามที่กล่าวถึงก่อนหน้าคือ balloons ดังนั้น blue ones จึงหมายถึง “ลูกโป่งสีฟ้า” หรือ “ลูกโป่งสีฟ้าเหล่านั้น” ใช้ one เมื่อมีหนึ่งชิ้น และใช้ ones เมื่อมีมากกว่าหนึ่งชิ้น โดยวางคำคุณศัพท์ไว้ข้างหน้าได้ เช่น a blue one, the blue ones จึงช่วยให้ไม่ต้องพูดคำนามซ้ำ

แบบฝึกหัด

ใช้คำหนึ่งคำแทนคำนามพหูพจน์ที่ซ้ำกัน: The green apples are sour, but the red ____ are sweet.

ดูคำตอบ

ones

Aw.

0:10

โธ่

I ruin Mother's Day every day. วัฒนธรรม

0:12

หนูทำวันแม่พังทุกวันเลย

วัฒนธรรม

Mother's Day ... every day: พูดเกินจริงเพื่อโทษตัวเอง

Mother's Day เป็นวันเฉลิมฉลองประจำปีเพื่อให้เกียรติคุณแม่และผู้ที่ทำหน้าที่เสมือนแม่ การรู้ว่านี่เป็นวันเฉลิมฉลองพิเศษ ไม่ใช่เพียงวลีบอกวันที่ทั่วไป เป็นสิ่งสำคัญต่อการเข้าใจประโยคนี้ การนำวันเฉลิมฉลองที่มีปีละครั้งมาอยู่คู่กับ every day ทำให้เกิดการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ ผู้พูดหมายความว่าตนรู้สึกว่าทำให้แม่ผิดหวังหรือเสียใจอยู่เรื่อย ๆ ไม่ได้หมายความว่า Mother's Day เกิดขึ้นทุกวันจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ความแตกต่างระหว่าง Mother's Day กับ every day ในประโยคนี้สื่ออะไร?

  1. วันเฉลิมฉลองนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการทุกวัน
  2. ผู้พูดไม่รู้ว่า Mother's Day หมายถึงอะไร
  3. ผู้พูดพูดเกินจริงถึงความรู้สึกว่าตนทำให้แม่ผิดหวังซ้ำ ๆ
ดูคำตอบ

ผู้พูดพูดเกินจริงถึงความรู้สึกว่าตนทำให้แม่ผิดหวังซ้ำ ๆ

There's green.

0:15

มีสีเขียวนะ

But you're not green.

0:16

แต่ลูกไม่ได้ตัวสีเขียวนี่

I don't mind. น้ำเสียง/เจตนา

0:17

หนูไม่ว่าอะไรหรอก

น้ำเสียง/เจตนา

I don't mind: การยอมรับแผนที่เสนอ

I don't mind หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผู้พูดยอมรับได้หรือผู้พูดไม่คัดค้าน ในที่นี้ mind เป็นคำกริยาที่หมายถึงรู้สึกขัดข้องหรือรำคาญ ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงความคิด เมื่อใช้เป็นคำตอบ ประโยคนี้แสดงว่าผู้พูดยินดีรับตัวเลือกหรือแผนของอีกฝ่าย โดยมักฟังดูใจเย็นและให้ความร่วมมือมากกว่าการตอบเพียง yes

แบบฝึกหัด

เพื่อนถามว่าคุณอยากนั่งข้างในหรือข้างนอก และคุณยอมรับได้ทั้งสองแบบ คำตอบใดฟังดูสุภาพและให้ความร่วมมือ?

  1. I don't mind; either is fine.
  2. I'd rather not choose either.
  3. I don't care what you want.
ดูคำตอบ

I don't mind; either is fine.

Oh,

0:19

โอ้

I know.

0:19

หนูรู้แล้ว

Let's stuff the queen up there. โน้ต

0:20

ยัดราชินีเข้าไปข้างบนนั้นสิ

น้ำเสียง/เจตนา

Let's stuff: การเสนอให้ทำสิ่งหนึ่งร่วมกัน

Let's + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นโครงสร้างทั่วไปสำหรับเสนอการกระทำที่ผู้พูดและผู้ฟังจะทำร่วมกัน ใน Let's stuff คำว่า let's ใช้เริ่มข้อเสนอร่วมกัน และ stuff เป็นคำกริยารูปพื้นฐาน รูป let's ที่มีเครื่องหมายอะพอสทรอฟีมาจาก let us แต่ในการเสนอสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน จะทำหน้าที่เป็นรูปแบบตายตัว Let's + คำกริยา ซึ่งหมายถึงผู้พูดเสนอให้ทุกคนทำสิ่งนั้นร่วมกัน โดยปกติไม่ใช่คำสั่งให้เฉพาะผู้ฟังลงมือทำ

แบบฝึกหัด

เติมข้อเสนอสำหรับทุกคนให้สมบูรณ์ด้วย Let's: ____ start the game now.

ดูคำตอบ

Let's

การใช้คำ

stuff the queen up there: การจัดวางแบบยัดและแก้ขัด

ในประโยคนี้ stuff เป็นคำกริยา หมายถึง “ดันหรือยัดคนหรือสิ่งของให้เข้าไปอยู่ในที่หนึ่ง” มักใช้เมื่อพื้นที่หรือการจัดวางคับแคบ ดูขัด ๆ หรือเป็นการแก้ขัดชั่วคราว ส่วน up there ระบุจุดหมายที่อยู่ด้านบน เมื่อเทียบกับ put ที่เป็นกลาง stuff ทำให้การจัดวางฟังดูไม่เป็นทางการและไม่ค่อยพิถีพิถัน ที่นี่ queen เป็นบทบาทหรืออุปกรณ์ในการแสดงของเด็ก จึงหมายถึงการยัดส่วนนี้ลงในตำแหน่งที่พอใช้ได้ และ stuff ในที่นี้ไม่ใช่คำนามที่แปลว่า “สิ่งของ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ stuff ได้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อสื่อว่าดันสิ่งของเข้าไปในพื้นที่แคบอย่างหยาบหรือแน่น

  1. He stuffed the last towel into the crowded drawer.
  2. He placed the glass vase carefully on the shelf.
  3. He put the keys on the table.
ดูคำตอบ

He stuffed the last towel into the crowded drawer.

But she's an old lady. การใช้คำ

0:21

แต่เธอเป็นหญิงชรานะ

การใช้คำ

old lady: คำไม่เป็นทางการและความเสี่ยงที่จะฟังดูไม่สุภาพ

Old lady เป็นนามวลีแบบไม่เป็นทางการที่ใช้เรียกผู้หญิงอายุมากกว่า ในประโยคนี้ใช้ระบุตัวเธอด้วยอายุ แต่การมีคำว่า lady ไม่ได้ทำให้ทั้งวลีสุภาพโดยอัตโนมัติ เมื่อใช้พูดถึงใครหรือพูดกับคนนั้นโดยตรง คำว่า old อาจฟังดูห้วน ดูแคลน หรือเป็นการดูถูก ปฏิกิริยาถัดมาว่า How rude แสดงว่าผู้พูดมองว่าการเลือกคำนี้ไม่ให้เกียรติ จึงต้องเข้าใจทั้งความหมายเรื่องอายุและความเสี่ยงทางสังคม

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ในการแนะนำบุคคลอย่างเป็นทางการ old lady เป็นวิธีที่สุภาพในการบรรยายผู้หญิงอายุมากกว่าเสมอ

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

How rude. น้ำเสียง/เจตนา

0:23

เสียมารยาทจัง

น้ำเสียง/เจตนา

How rude: การตอบโต้โดยตรงด้วย How + คำคุณศัพท์

How + คำคุณศัพท์ สามารถใช้เดี่ยว ๆ เป็นคำอุทานสั้น ๆ เพื่อประเมินสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ทันที How rude. หมายความว่าการกระทำหรือคำพูดนั้นเสียมารยาทมาก และแสดงความประหลาดใจหรือการตำหนิ ในที่นี้ rude ประเมินสิ่งที่เพิ่งพูดเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องตัดสินนิสัยทั้งหมดของคนนั้น

แบบฝึกหัด

มีคนพูดสิ่งที่เสียมารยาท ปฏิกิริยาสั้น ๆ ข้อใดตำหนิคำพูดนั้นโดยตรง?

  1. How rude.
  2. How rudely.
  3. What rude.
ดูคำตอบ

How rude.

Hey,

0:24

เฮ้

um

0:25

เอิ่ม

Oh,

0:25

โอ้

no.

0:26

ไม่นะ

Get back to your seat.

0:27

กลับไปนั่งที่เลย

I have to go to the toilet. การใช้คำ

0:28

หนูต้องไปเข้าห้องน้ำ

การใช้คำ

go to the toilet ในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย

ในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลียที่ใช้ในชีวิตประจำวัน go to the toilet มักหมายถึงการไปใช้ห้องน้ำหรือไปทำธุระส่วนตัว เป็นสำนวนตายตัวตามปกติสำหรับบอกความต้องการนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินไปยังห้องหนึ่งเท่านั้น คำเรียกห้องน้ำแตกต่างกันตามรูปแบบภาษาอังกฤษและสถานการณ์ ดังนั้นภาษาอังกฤษแบบอเมริกันจึงมักใช้ bathroom หรือ restroom ในความหมายเชิงปฏิบัติเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นวิธีพูดในชีวิตประจำวันที่เป็นธรรมชาติว่าคุณต้องไปเข้าห้องน้ำในภาษาอังกฤษแบบบริติชหรือออสเตรเลีย?

  1. I need to go at the toilet.
  2. I need to go to the toilet.
  3. I need to go to toilet.
ดูคำตอบ

I need to go to the toilet.

Hey, hey.

0:30

เฮ้ เฮ้

Listen,

0:32

ฟังนะ

Bingo.

0:32

บิงโก

We're finishing this show. น้ำเสียง/เจตนา

0:33

เราจะแสดงเรื่องนี้ให้จบ

น้ำเสียง/เจตนา

We're finishing this show: การตัดสินใจที่แน่วแน่ด้วย present progressive

ในบริบทนี้ We're finishing this show. ใช้รูป present progressive เพื่อบอกว่าการทำการแสดงให้จบเป็นสิ่งที่ตัดสินใจแล้ว ผู้พูดไม่ได้เพียงรายงานว่าการกระทำกำลังดำเนินอยู่ แต่กำลังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะทำต่อไปจนการแสดงจบ รูปเดียวกันนี้ใช้กล่าวถึงการกระทำในอนาคตอันใกล้ได้ เมื่อแผนหรือความตั้งใจตกลงแน่นอนแล้ว ในที่นี้ present progressive ทำให้รู้สึกว่าการตัดสินใจเริ่มมีผลแล้วตอนนี้ กลุ่มกำลังเดินหน้าต่อ ไม่ได้กำลังถกกันว่าจะทำต่อหรือไม่

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ We're finishing this show. สื่อความหมายใดเด่นชัดที่สุด

  1. การตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำต่อและแสดงให้จบ
  2. ความไม่แน่ใจว่าจะทำการแสดงต่อหรือไม่
  3. การรายงานอย่างเป็นกลางว่าการแสดงจบไปแล้ว
ดูคำตอบ

การตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำต่อและแสดงให้จบ

I can't.

0:35

หนูทำไม่ได้

Just do it by yourself. วลี

0:36

พี่ก็ทำเองคนเดียวไปสิ

วลี

by yourself: ทำบางสิ่งด้วยตัวเองโดยไม่มีคนช่วย

by yourself หมายถึงทำบางสิ่งด้วยตัวเองโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น ในประโยคคำสั่ง Just do it by yourself. ประธาน you ถูกละไว้ จึงใช้คำสรรพนามสะท้อนกลับ yourself คำสรรพนามสะท้อนกลับเปลี่ยนให้ตรงกับประธาน: I do it by myself; she does it by herself; and they do it by themselves. ในบางบริบท โครงสร้างนี้อาจหมายถึงอยู่เพียงลำพังจริง ๆ แต่ในประโยคนี้หมายถึงทำโดยไม่มีคนช่วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย by + คำสรรพนามสะท้อนกลับที่ถูกต้อง: Nobody helped Leo. He built the model ____.

ดูคำตอบ

by himself

We can't do the show without you. น้ำเสียง/เจตนา

0:38

เราแสดงไม่ได้ถ้าไม่มีน้องนะ

น้ำเสียง/เจตนา

can't do the show without you: การบอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนสำคัญที่ขาดไม่ได้

ในประโยคนี้ can't do the show without you หมายความว่ากลุ่มต้องการคนคนนี้จึงจะทำการแสดงได้ ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบอกอย่างเป็นกลางว่าสามารถทำได้หรือไม่ แต่ยังสื่อให้ผู้ฟังรู้ว่าบทบาทของเขาสำคัญ โครงสร้าง can't + การกระทำ + without you ใช้ชวนให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ กลับมา หรือเข้าร่วมได้ โดยบอกเป็นนัยว่าอีกฝ่ายเป็นคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ ความจำเป็นนี้อาจเป็นเรื่องจริงหรือเป็นการเน้นอย่างอบอุ่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบท

แบบฝึกหัด

ระหว่างการซ้อม เพื่อนร่วมทีมพูดว่า “We can't perform without you.” ข้อความสำคัญที่ต้องการสื่อกับอีกฝ่ายคืออะไร

  1. อุปกรณ์เสีย
  2. เธอควรออกจากทีม
  3. เธอเป็นสมาชิกคนสำคัญของทีม
ดูคำตอบ

เธอเป็นสมาชิกคนสำคัญของทีม

You're mum. การใช้คำ

0:41

น้องรับบทเป็นแม่นะ

การใช้คำ

You're mum: การกำหนดบทบาทในการเล่นสมมติ

ในที่นี้ You're mum หมายถึง “เธอรับบทเป็นแม่” ในการแสดงหรือการเล่นสมมติ โครงสร้าง You're + บทบาท ใช้กำหนดหรือยืนยันบทได้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังเป็นแม่จริง ๆ ของผู้พูด mum เป็นคำไม่เป็นทางการที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย ส่วนภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมักใช้ mom เมื่อเป็นบทบาทสมาชิกครอบครัวในเกม ภาษาอังกฤษสามารถพูดว่า You're Mum โดยไม่ใช้คำนำหน้านาม เหมือน Mum เป็นชื่อตัวละคร

แบบฝึกหัด

ในการเล่นสมมติ เด็กคนหนึ่งพูดว่า “You're mum.” เด็กคนนั้นหมายความว่าอะไร

  1. เธอเป็นแม่จริง ๆ ของฉัน
  2. เธอจะรับบทเป็นแม่
  3. เธอควรโทรหาแม่ของเธอ
ดูคำตอบ

เธอจะรับบทเป็นแม่

Bluey,

0:46

บลูอี้

checklist.

0:47

รายการที่ต้องทำ

Oh,

0:48

โอ้

okay.

0:49

โอเค

Go.

0:49

เริ่ม

Have a cry. วลี

0:51

ร้องไห้สักหน่อย

วลี

Have a cry: โครงสร้าง have + a + คำนามบอกการกระทำ

ใน Have a cry คำว่า have หมายถึง “ทำหรือประสบ” ไม่ได้หมายถึง “เป็นเจ้าของ” โครงสร้าง have + a + คำนามบอกการกระทำทำให้การร้องไห้ถูกมองเป็นเหตุการณ์หนึ่งครั้ง ซึ่งมักกินเวลาไม่นาน เช่น “ร้องไห้สักพัก” หรือ “ปล่อยอารมณ์ออกมา” ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวเป็นขั้นตอนสั้น ๆ ในรายการตรวจสอบ โครงสร้างเดียวกันพบได้ใน have a look, have a rest และ have a chat

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่มองการร้องไห้เป็นเหตุการณ์หนึ่งครั้ง: After a stressful week, I sometimes ____ and then feel calmer.

ดูคำตอบ

have a cry

Check.

0:52

เช็ค

Pick myself up. สำนวน

0:53

ลุกขึ้นยืน

สำนวน

Pick myself up: ฟื้นตัวหลังจากเผชิญอุปสรรค

Pick myself up ในที่นี้เป็นสำนวนเปรียบเทียบ ผู้พูดหมายถึง “ฟื้นตัวทางอารมณ์และพร้อมเดินหน้าต่อ” หลังจากรู้สึกเสียใจ ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการยกร่างกายของผู้พูดขึ้นมาตามตัวอักษร โครงสร้างคือ pick + สรรพนามสะท้อนกลับ + up โดย myself ชี้กลับไปยังประธานบุรุษที่หนึ่งที่ละไว้ เนื่องจากเป็นข้อหนึ่งในรายการตรวจสอบ Pick myself up จึงเป็นชื่อขั้นตอนแบบย่อ ไม่ใช่ประโยคเต็ม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างถูกต้องว่า Lena ฟื้นตัวจากอุปสรรคและลองอีกครั้ง

  1. After the setback, Lena picked herself up and tried again.
  2. After the setback, Lena picked up herself and tried again.
  3. After the setback, Lena picked myself up and tried again.
ดูคำตอบ

After the setback, Lena picked herself up and tried again.

Check.

0:55

เช็ค

Dust myself off. สำนวน

0:56

ปัดฝุ่นตัวเอง

สำนวน

Dust myself off: ตั้งหลักใหม่หลังเจอความผิดหวัง

“Dust myself off” ตามตัวอักษรหมายถึงปัดฝุ่นออกจากตัว ในรายการขั้นตอนนี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือหลังจากล้ม ทำผิด หรือผิดหวัง ผู้พูดตั้งหลักและเตรียมเดินหน้าต่อ คำสรรพนามสะท้อนกลับ “myself” หมายถึงตัวผู้พูดเอง ในรูปแบบรายการตรวจสอบ ประธานหรือกริยาช่วยอาจอยู่ในข้อความหลักและไม่เขียนซ้ำในแต่ละข้อ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “After the rejection, I dusted myself off and applied again,” คำว่า “dusted myself off” หมายถึงอะไร

  1. ฉันปิดบังทุกคนเรื่องที่ถูกปฏิเสธ
  2. ฉันปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าก่อนสมัคร
  3. ฉันตั้งหลักจากความผิดหวังแล้วลองอีกครั้ง
ดูคำตอบ

ฉันตั้งหลักจากความผิดหวังแล้วลองอีกครั้ง

Check.

0:57

เช็ค

And keep going. วลี

0:59

แล้วก้าวต่อไป

วลี

keep going: ทำต่อไปโดยไม่หยุด

“Keep going” หมายถึงทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เดินทาง หรือพยายามต่อไปแทนที่จะหยุด ในที่นี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของรายการ แสดงว่าเมื่อตั้งหลักได้แล้วก็กลับมาลงมือทำต่อ เมื่อ keep หมายถึง “ทำต่อ” คำกริยาที่ตามมาจะอยู่ในรูป -ing เช่น keep going, keep trying, keep working ดังนั้น keep go จึงไม่ใช่ภาษาอังกฤษมาตรฐาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้กำลังใจด้วยรูปที่ถูกต้องของ go: Don't stop now. Keep ____.

ดูคำตอบ

going

The show must go on. สำนวน

1:00

การแสดงต้องดำเนินต่อไป

สำนวน

The show must go on: เดินหน้าต่อแม้พบอุปสรรค

The show must go on เป็นสำนวนตายตัว หมายความว่าแม้จะเกิดปัญหาหรือผู้คนรู้สึกเสียใจ กิจกรรมหรือหน้าที่นั้นก็ควรดำเนินต่อไป ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวสรุปแนวคิดเรื่องการตั้งหลักแล้วก้าวต่อไป Show อาจหมายถึงการแสดงจริง ๆ หรือใช้เชิงเปรียบเทียบแทนงาน อีเวนต์ แผนงาน หรือสิ่งอื่นที่กำลังดำเนินอยู่ก็ได้ ดังนั้นสำนวนนี้จึงมักสื่อถึงความมุ่งมั่น ไม่ได้พูดถึงการแสดงบนเวทีเท่านั้น

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะที่สุดที่จะพูดว่า The show must go on?

  1. มีคนบาดเจ็บ แต่ผู้จัดมองข้ามอันตรายและดำเนินกิจกรรมต่อ
  2. อีเวนต์จบลงตามปกติและทุกคนกลับบ้านแล้ว
  3. เกิดปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย แต่อีเวนต์ยังดำเนินต่อได้อย่างปลอดภัย
ดูคำตอบ

เกิดปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย แต่อีเวนต์ยังดำเนินต่อได้อย่างปลอดภัย

Check.

1:02

เช็ค

She's back.

1:05

เธอกลับมาแล้ว

Hooray!

1:06

ไชโย!

Chilli, Chilli, Chilli, Chilli, Chilli.

1:08

ชิลลี่ ชิลลี่ ชิลลี่ ชิลลี่ ชิลลี่

What?

1:13

อะไรเหรอ?

Hey, hey, what?

1:13

เฮ้ เฮ้ อะไรล่ะ?

Save my seat. วลี

1:15

จองที่ให้ด้วยนะ

วลี

Save my seat: ช่วยเก็บที่ของฉันไว้

ใน Save my seat คำว่า save หมายถึงเก็บบางสิ่งไว้ให้ใช้ภายหลัง ไม่ได้หมายถึงช่วยให้พ้นอันตราย ผู้พูดขอให้อีกคนช่วยไม่ให้ผู้อื่นมานั่งที่นั้นระหว่างที่ตนลุกไปชั่วครู่ My seat หมายถึงที่ที่ผู้พูดนั่งอยู่ก่อนแล้วและตั้งใจจะกลับมานั่งอีกครั้ง คำว่า save มีความหมายเดียวกันในโครงสร้างอย่าง save a seat for someone

แบบฝึกหัด

คุณจะลุกไปหนึ่งนาทีและต้องการกลับมานั่งที่เดิม เติมคำขอด้วยวลีจากบทเรียน: Please ____; I'll be right back.

ดูคำตอบ

save my seat

So,

1:16

เอาล่ะ

um

1:17

เอิ่ม

what was happening was ลำดับความ

1:18

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ

ลำดับความ

what was happening was: การเริ่มอธิบายใหม่

what was happening was เป็นกรอบภาษาพูดที่ใช้เริ่มคำอธิบายใหม่หรือจัดลำดับคำอธิบายใหม่ what was happening ยกสถานการณ์ขึ้นมาเป็นหัวข้อ ส่วน was ตัวสุดท้ายบอกผู้ฟังว่าคำอธิบายจริงกำลังจะตามมา โดยปกติจะมีอนุประโยคตามหลัง และมักใช้ that เช่น What was happening was that everyone was waiting outside. ในที่นี้ ผู้พูดหยุดหลัง was จึงทำให้กรอบประโยคยังค้างอยู่และยังไม่เป็นคำอธิบายที่สมบูรณ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบสนทนาสี่คำจากบทเรียนนี้: Let me start again: ____ that two teams were using the same room.

ดูคำตอบ

what was happening was

Oh,

1:23

โอ้

yeah.

1:23

ใช่แล้ว

Chilli went to hospital การใช้คำ

1:24

ชิลลี่ไปโรงพยาบาล

การใช้คำ

went to hospital: hospital แบบไม่มีคำนำหน้านามในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย

went to hospital เป็นรูปอดีตของ go to hospital ในประโยคนี้หมายความว่า Chilli ไปที่นั่นในฐานะผู้ป่วยเพื่อรับการดูแลทางการแพทย์ โดยในบริบทนี้คือไปคลอดลูก ในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย hospital มักไม่ใช้คำนำหน้านามเมื่อหมายถึงบทบาทปกติของโรงพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย ดังนั้นการไม่มี the จึงเป็นรูปแบบตามภาษาแต่ละถิ่น ไม่ใช่ข้อผิดพลาด

แบบฝึกหัด

ในภาษาอังกฤษแบบบริติช ให้ตัดสินประโยคเกี่ยวกับผู้ป่วยนี้: Maya went to hospital for surgery.

  1. ไม่เป็นธรรมชาติในบริบทนี้
  2. เป็นธรรมชาติในบริบทนี้
ดูคำตอบ

เป็นธรรมชาติในบริบทนี้

and are you ready? ลำดับความ

1:26

แล้วพร้อมกันหรือยัง?

ลำดับความ

are you ready? เพื่อเกริ่นก่อนเปิดเผยข้อมูล

ในประโยคนี้ are you ready? ทำให้การเล่าเรื่องหยุดชั่วครู่และพูดกับผู้ฟังโดยตรง คำถามนี้ส่งสัญญาณว่าข้อมูลสำคัญหรือน่าประหลาดใจกำลังจะตามมา จึงใช้สร้างความลุ้นมากกว่าตรวจสอบว่าผู้ฟังพร้อมลงมือทำจริงหรือไม่ คำถามนี้ยังช่วยจัดลำดับข้อมูลในการพูดได้ด้วย คือดึงความสนใจของผู้ฟังก่อน แล้วจึงเปิดเผยข้อมูลสำคัญ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Are you ready? เพื่อเกริ่นก่อนเปิดเผยข้อมูล แทนที่จะถามเรื่องความพร้อมในการทำสิ่งใดจริง ๆ?

  1. Are you ready with your report?
  2. Are you ready? The winner is Maya!
  3. Are you ready to leave for school?
ดูคำตอบ

Are you ready? The winner is Maya!

No.

1:27

ยัง

Yes.

1:28

พร้อมแล้ว

She had a baby girl. วลี

1:29

เธอคลอดลูกสาว

วลี

had a baby girl: คลอดลูกสาว

ใน had a baby girl คำว่า had เป็นรูปอดีตของ have ในสำนวน have a baby ซึ่งหมายถึงคลอดลูก ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของแบบทั่วไป A baby girl ระบุว่าเด็กที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ถ้าเป็นเด็กผู้ชาย สามารถเปลี่ยนรูปแบบเป็น had a baby boy ได้

แบบฝึกหัด

Maya คลอดลูกสาวเมื่อคืน เติมประโยคด้วยสำนวนที่เรียนในบทนี้ให้ตรงทุกคำ: Maya ____ last night.

ดูคำตอบ

had a baby girl

Goo goo ga ga. วัฒนธรรม

1:35

กู กู กา กา

วัฒนธรรม

Goo goo ga ga: เสียงเลียนแบบเด็กทารกแบบขี้เล่น

Goo goo ga ga เป็นสำนวนเลียนเสียงที่ใช้กันเป็นแบบแผนในภาษาอังกฤษเพื่อเลียนเสียงอ้อแอ้ของทารก เป็นการเล่นเสียง ไม่ใช่ประโยคตามหลักไวยากรณ์ปกติ จึงไม่ต้องแปลแต่ละพยางค์แยกกัน เมื่อพูดขณะทำท่าเป็นเด็กแรกเกิด ก็เป็นสัญญาณว่ากำลังใช้ภาษาทารกและสร้างน้ำเสียงแบบเด็กที่ขี้เล่น

แบบฝึกหัด

ในการแสดงสำหรับเด็ก Goo goo ga ga มักทำหน้าที่อะไร?

  1. เลียนเสียงอ้อแอ้ของทารก
  2. บอกคำสั่งที่ชัดเจนแก่ทารก
  3. ตั้งชื่อให้ทารก
ดูคำตอบ

เลียนเสียงอ้อแอ้ของทารก

I'm going to call her Bluey. ไวยากรณ์

1:38

ฉันจะเรียกเธอว่าบลูอี้

ไวยากรณ์

call her Bluey: call + กรรม + ชื่อ

Call ใช้โครงสร้าง call + คนหรือสิ่งของ + ชื่อ เพื่อหมายถึงตั้งชื่อคนหรือสิ่งของ หรือเรียกคนหรือสิ่งนั้นด้วยชื่อนั้นได้ ใน call her Bluey คำว่า her หมายถึงทารก และ Bluey คือชื่อที่เลือก call ตรงนี้ไม่ได้แปลว่า “โทรหา” ชื่อที่ตามหลัง her ทำให้ความหมายเรื่องการตั้งชื่อชัดเจน และ I'm going to แสดงว่านี่คือแผนของผู้พูด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาจากโครงสร้าง call + กรรม + ชื่อ: We decided to ____ our new kitten Luna.

ดูคำตอบ

call

That's me.

1:40

นั่นหนูนี่

Ah,

1:41

อ้า

yeah, I'm you, aren't I? ไวยากรณ์

1:42

ใช่ ฉันเล่นเป็นพี่นี่เนอะ?

ไวยากรณ์

I'm ..., aren't I?: คำถามท้ายประโยคหลัง I am

หลังประโยคบอกเล่าเชิงบวกที่ใช้ I am คำถามท้ายประโยคแบบปฏิเสธที่ใช้กันทั่วไปคือ aren't I? เช่น I'm you, aren't I? คำถามท้ายประโยคนี้ใช้ขอให้อีกฝ่ายยืนยันข้อความข้างหน้า ไม่ได้ยกเลิกหรือปฏิเสธข้อความนั้น รูปนี้เป็นข้อยกเว้นตามธรรมเนียม ในภาษาอังกฤษแบบบริติชและภาษาอังกฤษสากลที่สอนกันทั่วไป ให้ใช้ aren't I? แทนการสร้าง amn't I? ตามรูปแบบอย่างตรงตัว

แบบฝึกหัด

เติมคำถามท้ายประโยคที่ใช้ในการสนทนาตามปกติหลัง I'm แบบบวก: I'm on the right train, ____?

ดูคำตอบ

aren't I

Let's see. ลำดับความ

1:43

ไหนดูซิ

ลำดับความ

Let's see.: คำเชื่อมเมื่อกำลังคิดหรือตรวจสอบ

Let's see. มักทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมในบทสนทนา โดยส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะตรวจสอบ คิด นึกย้อน หรือเลือกว่าจะทำอะไรต่อไป คำนี้ช่วยเติมช่วงหยุดสั้น ๆ พร้อมบอกผู้ฟังว่าคำตอบหรือการกระทำต่อไปกำลังจะมา ในการใช้แบบนี้ ความหมายหลักไม่ใช่การชวนคนหลายคนให้มองสิ่งใดจริง ๆ แต่จะใกล้เคียงกับ Let me check หรือ Let me think ตามสถานการณ์

แบบฝึกหัด

เมื่อผู้พูดกล่าว Let's see. ก่อนตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ วลีนี้น่าจะทำหน้าที่ใดมากที่สุด

  1. ขอเวลาคิดสักครู่พร้อมบอกเป็นนัยว่ายังมีสิ่งที่จะพูดต่อ
  2. ชวนทุกคนไปดูรายการใดรายการหนึ่ง
  3. ประกาศว่าการสนทนาจบแล้ว
ดูคำตอบ

ขอเวลาคิดสักครู่พร้อมบอกเป็นนัยว่ายังมีสิ่งที่จะพูดต่อ

Daddy,

1:45

พ่อคะ

me go boom boom in nappy. โน้ต

1:45

หนูอึใส่ผ้าอ้อมแล้ว

วัฒนธรรม

boom boom ในภาษาทารกที่หมายถึงการอึ

ในที่นี้ boom boom เป็นคำพูดแบบเด็กเล็กที่ฟังขี้เล่น ใช้หมายถึงการอึ บริบทเรื่องผ้าอ้อมและการเลียนแบบทารกทำให้รู้ว่าเป็นความหมายนี้ ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการระเบิดหรือเสียงดังอย่างอื่น ทั้งประโยคจงใจพูดให้เหมือนทารกและใช้ไวยากรณ์ที่ไม่เป็นมาตรฐาน ให้เข้าใจว่าเป็นน้ำเสียงของตัวละคร แต่อย่าจำ me go เป็นรูปประโยคภาษาอังกฤษมาตรฐาน

แบบฝึกหัด

ในบริบทที่เกี่ยวกับทารกและผ้าอ้อมนี้ boom boom หมายถึงอะไร

  1. การระเบิดเสียงดัง
  2. ภาษาทารกที่หมายถึงการอึ
  3. การไปนอน
ดูคำตอบ

ภาษาทารกที่หมายถึงการอึ

การใช้คำ

nappy: คำในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลียที่ตรงกับ diaper

nappy หมายถึงผ้าอ้อมแบบซึมซับที่ทารกสวม เป็นคำที่ใช้ตามปกติในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย ส่วนภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมักใช้ diaper แม้ nappy จะดูคล้าย nap แต่มีความหมายต่างกัน โดย nap หมายถึงการงีบหลับช่วงสั้น ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำที่ใช้ตามปกติในภาษาอังกฤษแบบบริติชหรือออสเตรเลีย: The baby needs a clean ____.

ดูคำตอบ

nappy

Change me, Daddy. การใช้คำ

1:49

เปลี่ยนผ้าอ้อมให้หน่อย พ่อ

การใช้คำ

ความหมายของ Change me, Daddy. ในบริบทการดูแลทารก

ในภาษาอังกฤษที่ใช้ในบริบทการดูแลทารก change someone อาจหมายถึงถอดผ้าอ้อมที่เปียกหรือสกปรกแล้วใส่อันสะอาดให้ เนื่องจากบริบทรอบ ๆ พูดถึง nappy ดังนั้น Change me ในที่นี้จึงหมายถึง “เปลี่ยนผ้าอ้อมให้หนู” ไม่ใช่ “เปลี่ยนตัวตนของหนู” กรรม me หมายถึงทารกที่ได้รับการดูแล เมื่อสถานการณ์ชัดเจนว่าเป็นการดูแลทารก ก็ไม่จำเป็นต้องบอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนคืออะไร

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The baby's nappy is wet, so please change her,” คำว่า change her หมายถึงอะไร

  1. ใส่ผ้าอ้อมสะอาดให้ทารก
  2. นำทารกไปแลกกับทารกอีกคน
  3. เปลี่ยนบุคลิกของทารก
ดูคำตอบ

ใส่ผ้าอ้อมสะอาดให้ทารก

Daddy, change me.

1:56

พ่อ เปลี่ยนให้หน่อย

ลำดับความ

The end. ในฐานะวลีปิดเรื่อง

The end. เป็นวลีตายตัวที่บอกว่าเรื่องราว การแสดง หรือการเล่าเรื่องแบบขำ ๆ จบลงแล้ว วลีนี้ช่วยจัดลำดับข้อมูลโดยบอกผู้ฟังอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์สุดท้ายถูกเล่าจบแล้ว ในที่นี้ end เป็นคำนาม ไม่ใช่คำกริยา และ the ก็เป็นส่วนหนึ่งของวลีตายตัว ทั้งวลีสามารถอยู่เดี่ยว ๆ หลังประโยคสุดท้ายได้

แบบฝึกหัด

เติมวลีปิดเรื่องแบบดั้งเดิมหลังประโยคสุดท้ายของเรื่อง: They all returned home safely. ____.

ดูคำตอบ

The end

น้ำเสียง/เจตนา

Again. ที่ใช้เป็นคำขอได้ทั้งประโยค

เมื่อพูด Again. เพียงคำเดียว จะหมายถึง “ทำแบบนั้นอีกครั้ง” โดยละการกระทำไว้เพราะทุกคนรู้จากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นว่าต้องทำอะไรซ้ำ ในที่นี้คือการขอให้แสดงซ้ำอีกครั้ง ปกติ again มักเป็นคำวิเศษณ์ในประโยคที่ยาวกว่า เช่น Do it again. แต่เมื่อสถานการณ์ชัดเจน ก็ย่อคำขอนั้นเหลือเพียง Again. ได้

แบบฝึกหัด

มีคนเพิ่งแสดงมายากลจบ Again. น่าจะหมายความว่าอะไร

  1. จบการแสดงตอนนี้
  2. แสดงมายากลนั้นอีกครั้ง
  3. แสดงมายากลแบบอื่นให้ฉันดู
ดูคำตอบ

แสดงมายากลนั้นอีกครั้ง