การแสดงต้องดำเนินต่อไป! | บลูอี้: บทเรียนภาษาอังกฤษ
Bluey - Official Channel
คำอธิบายวิดีโอ: ระหว่างการแสดงวันแม่ที่จัดกันเอง เด็กคนหนึ่งคิดว่าตนทำการแสดงพัง แต่ทำตามรายการเตือนใจเพื่อรวบรวมกำลังใจ แล้วกลับมาเล่นเรื่องที่ชิลลี่ไปโรงพยาบาลและให้กำเนิดบลูอี้จนจบ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. I knew I'd ruin — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า I'd หลัง knew ย่อมาจาก I would ไม่ใช่ I had และเป็นการมองจากอดีตว่าผลเสียจะเกิดขึ้นในภายหลัง จึงใช้บอกลางสังหรณ์ ความเสียใจ หรือการโทษตัวเองได้อย่างถูกต้อง 2. Pick myself up. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: แยกแยะความหมายเชิงเปรียบเทียบว่าเป็นการฟื้นใจหลังผิดหวัง ไม่ได้หมายถึงลุกขึ้นทางกายเท่านั้น เมื่อเปลี่ยนสรรพนามสะท้อนกลับให้ตรงกับประธาน ก็ใช้บรรยายการตั้งสติ เรียกความมั่นใจคืนมา และเดินหน้าต่อหลังทำผิดหรือพบความล้มเหลวได้ 3. boom boom — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทชีวิตจริง: เข้าใจว่าเป็นภาษาทารกแบบขี้เล่นและคำเลี่ยงสำหรับการถ่ายอุจจาระในผ้าอ้อม ช่วยให้ตามบทเล่นสมมติในรายการเด็กได้ รู้ว่าเหตุใดคำนี้จึงเข้ากับบททารก และไม่เข้าใจผิดว่าเป็นคำปกติที่ผู้ใหญ่ใช้ทั่วไป
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Get back out here: สั่งให้อีกฝ่ายกลับมาหาผู้พูด
Get back out here เป็นคำสั่งตรง ๆ ที่บอกคนซึ่งเดินออกไปแล้วให้กลับมายังบริเวณที่มองเห็นได้และเป็นจุดที่ผู้พูดอยู่ในขณะนั้น back แสดงการกลับมา ส่วน here ทำให้ตำแหน่งของผู้พูดเป็นจุดหมาย out ใน out here แสดงว่าจุดหมายนั้นเป็นส่วนที่เปิดโล่งหรือเป็นบริเวณที่กำลังมีกิจกรรม เช่น เวทีหรือลาน ไม่ได้หมายถึง “กลางแจ้ง” เสมอไป คำบอกทิศทางสั้น ๆ เหล่านี้ต้องเข้าใจรวมกันเป็นเส้นทางการเคลื่อนที่เดียว
แบบฝึกหัด
ผู้พูดต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร
- เดินให้ไกลออกไปจากผู้พูดมากขึ้น
- กลับมายังบริเวณที่ผู้พูดอยู่ในขณะนี้
- ออกไปกลางแจ้งและรออยู่ที่นั่น
ดูคำตอบ
กลับมายังบริเวณที่ผู้พูดอยู่ในขณะนี้
I knew I'd ruin: 'd หมายถึง would
ใน I knew I'd ruin... คำว่า I'd ย่อมาจาก I would การที่ 'd ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน ruin ชี้ว่าเป็น would หากเป็น I had จะต้องตามด้วยกริยารูป past participle เช่น I'd ruined โครงสร้าง knew + would นำเสนอผลที่เกิดในภายหลังจากมุมมองของช่วงเวลาก่อนหน้าในอดีต กล่าวคือ ณ เวลาก่อนหน้านั้น ผู้พูดคาดไว้แล้วว่าจะเกิดผลเสีย ในที่นี้ I knew ยังสื่อถึงการยอมรับอย่างหมดหวังและการโทษตัวเองในความหมายว่า “ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้”
แบบฝึกหัด
ใช้รูปย่อของ I would และกริยา miss เติมประโยคให้สมบูรณ์: I knew ____ the deadline if I waited another day.
ดูคำตอบ
I'd miss
ruin the show: ทำให้การแสดงพัง
ในประโยคนี้ ruin the show หมายถึงทำให้การแสดงออกมาแย่หรือเสียผลที่ควรจะได้ คำว่า ruin ไม่ได้หมายถึงทำลายเวทีหรืออุปกรณ์ประกอบฉากจริง ๆ ruin ใช้กับกรรมที่เป็นกิจกรรม แผน ประสบการณ์ หรือช่วงเวลาสำคัญได้ เช่น ruin a party, ruin our plans, ruin the day โดยสื่อว่าสิ่งนั้นเสียหายหนักและมักแก้กลับได้ยาก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึงทำให้การแสดงออกมาแย่: One careless interruption could ____.
ดูคำตอบ
ruin the show
wasn't your fault: ปลอบใจว่าอีกฝ่ายไม่ผิด
ใน It wasn't your fault คำว่า fault หมายถึงความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ไม่ดี ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค ผู้พูดกำลังบอกว่าไม่ควรโทษอีกฝ่ายในสิ่งที่เกิดขึ้น ประโยคนี้ยังใช้ปลอบใจได้ด้วย โดยบอกให้อีกฝ่ายหยุดโทษตัวเอง สามารถเปลี่ยนคำแสดงความเป็นเจ้าของเพื่อบอกว่าใครต้องหรือไม่ต้องรับผิดชอบได้ เช่น It was my fault หรือ It wasn't their fault
แบบฝึกหัด
เพื่อนโทษตัวเองที่พายุทำให้ทัศนศึกษาของโรงเรียนถูกยกเลิก คำตอบใดใช้ปลอบใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ?
- You should blame yourself.
- It wasn't your fault.
- The machine has a fault.
ดูคำตอบ
It wasn't your fault.
blow up: เป่าลูกโป่งให้พอง
ในที่นี้ blow up หมายถึง “เติมลมเข้าไปในลูกโป่งเพื่อให้ลูกโป่งใหญ่ขึ้น” คำว่า another one หมายถึงลูกโป่งอีกลูก ผู้พูดจึงกำลังเสนอให้เป่าลูกโป่งเพิ่มอีกหนึ่งลูก กรรมและโครงสร้างประโยคช่วยให้เลือกความหมายของกริยาวลีนี้ได้ เมื่อคนเป็นผู้ทำกริยาใน blow up a balloon โดยทั่วไปจะหมายถึง “เป่าลูกโป่งให้พอง” ไม่ใช่ “ทำลายมันด้วยการระเบิด”
แบบฝึกหัด
ใน “We can just blow up another one,” คำว่า blow up หมายถึงอะไร
- ทำให้ลูกโป่งอีกลูกแตก
- เป่าลูกโป่งอีกลูกให้พอง
- ทำลายวัตถุอีกชิ้นด้วยการระเบิด
ดูคำตอบ
เป่าลูกโป่งอีกลูกให้พอง
no ... left: ไม่มีอะไรเหลืออยู่
โครงสร้าง no + คำนามหรือคำสรรพนาม + left หมายถึงไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ในที่นี้ blue ones ใช้แทน blue balloons ดังนั้นประโยคจึงบอกว่าไม่มีลูกโป่งสีน้ำเงินให้ใช้อีกแล้ว ในโครงสร้างนี้ left หมายถึง “ที่เหลืออยู่” ไม่ใช่ทิศทาง “ซ้าย” ซึ่งตรงข้ามกับ right สามารถใช้โครงสร้างเดียวกันกับสินค้า ที่นั่ง เวลา หรือโอกาสได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้าง no + คำนาม + left ตั๋วทุกใบขายหมดแล้ว: There are no tickets ____.
ดูคำตอบ
left
blue ones: ใช้ ones แทนคำนามพหูพจน์
ใน blue ones คำว่า ones ใช้แทนคำนามนับได้รูปพหูพจน์ที่ผู้ฟังรู้อยู่แล้ว ในที่นี้คำนามที่กล่าวถึงก่อนหน้าคือ balloons ดังนั้น blue ones จึงหมายถึง “ลูกโป่งสีฟ้า” หรือ “ลูกโป่งสีฟ้าเหล่านั้น” ใช้ one เมื่อมีหนึ่งชิ้น และใช้ ones เมื่อมีมากกว่าหนึ่งชิ้น โดยวางคำคุณศัพท์ไว้ข้างหน้าได้ เช่น a blue one, the blue ones จึงช่วยให้ไม่ต้องพูดคำนามซ้ำ
แบบฝึกหัด
ใช้คำหนึ่งคำแทนคำนามพหูพจน์ที่ซ้ำกัน: The green apples are sour, but the red ____ are sweet.
ดูคำตอบ
ones
Mother's Day ... every day: พูดเกินจริงเพื่อโทษตัวเอง
Mother's Day เป็นวันเฉลิมฉลองประจำปีเพื่อให้เกียรติคุณแม่และผู้ที่ทำหน้าที่เสมือนแม่ การรู้ว่านี่เป็นวันเฉลิมฉลองพิเศษ ไม่ใช่เพียงวลีบอกวันที่ทั่วไป เป็นสิ่งสำคัญต่อการเข้าใจประโยคนี้ การนำวันเฉลิมฉลองที่มีปีละครั้งมาอยู่คู่กับ every day ทำให้เกิดการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ ผู้พูดหมายความว่าตนรู้สึกว่าทำให้แม่ผิดหวังหรือเสียใจอยู่เรื่อย ๆ ไม่ได้หมายความว่า Mother's Day เกิดขึ้นทุกวันจริง ๆ
แบบฝึกหัด
ความแตกต่างระหว่าง Mother's Day กับ every day ในประโยคนี้สื่ออะไร?
- วันเฉลิมฉลองนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการทุกวัน
- ผู้พูดไม่รู้ว่า Mother's Day หมายถึงอะไร
- ผู้พูดพูดเกินจริงถึงความรู้สึกว่าตนทำให้แม่ผิดหวังซ้ำ ๆ
ดูคำตอบ
ผู้พูดพูดเกินจริงถึงความรู้สึกว่าตนทำให้แม่ผิดหวังซ้ำ ๆ
I don't mind: การยอมรับแผนที่เสนอ
I don't mind หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผู้พูดยอมรับได้หรือผู้พูดไม่คัดค้าน ในที่นี้ mind เป็นคำกริยาที่หมายถึงรู้สึกขัดข้องหรือรำคาญ ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงความคิด เมื่อใช้เป็นคำตอบ ประโยคนี้แสดงว่าผู้พูดยินดีรับตัวเลือกหรือแผนของอีกฝ่าย โดยมักฟังดูใจเย็นและให้ความร่วมมือมากกว่าการตอบเพียง yes
แบบฝึกหัด
เพื่อนถามว่าคุณอยากนั่งข้างในหรือข้างนอก และคุณยอมรับได้ทั้งสองแบบ คำตอบใดฟังดูสุภาพและให้ความร่วมมือ?
- I don't mind; either is fine.
- I'd rather not choose either.
- I don't care what you want.
ดูคำตอบ
I don't mind; either is fine.
Let's stuff: การเสนอให้ทำสิ่งหนึ่งร่วมกัน
Let's + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นโครงสร้างทั่วไปสำหรับเสนอการกระทำที่ผู้พูดและผู้ฟังจะทำร่วมกัน ใน Let's stuff คำว่า let's ใช้เริ่มข้อเสนอร่วมกัน และ stuff เป็นคำกริยารูปพื้นฐาน รูป let's ที่มีเครื่องหมายอะพอสทรอฟีมาจาก let us แต่ในการเสนอสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน จะทำหน้าที่เป็นรูปแบบตายตัว Let's + คำกริยา ซึ่งหมายถึงผู้พูดเสนอให้ทุกคนทำสิ่งนั้นร่วมกัน โดยปกติไม่ใช่คำสั่งให้เฉพาะผู้ฟังลงมือทำ
แบบฝึกหัด
เติมข้อเสนอสำหรับทุกคนให้สมบูรณ์ด้วย Let's: ____ start the game now.
ดูคำตอบ
Let's
stuff the queen up there: การจัดวางแบบยัดและแก้ขัด
ในประโยคนี้ stuff เป็นคำกริยา หมายถึง “ดันหรือยัดคนหรือสิ่งของให้เข้าไปอยู่ในที่หนึ่ง” มักใช้เมื่อพื้นที่หรือการจัดวางคับแคบ ดูขัด ๆ หรือเป็นการแก้ขัดชั่วคราว ส่วน up there ระบุจุดหมายที่อยู่ด้านบน เมื่อเทียบกับ put ที่เป็นกลาง stuff ทำให้การจัดวางฟังดูไม่เป็นทางการและไม่ค่อยพิถีพิถัน ที่นี่ queen เป็นบทบาทหรืออุปกรณ์ในการแสดงของเด็ก จึงหมายถึงการยัดส่วนนี้ลงในตำแหน่งที่พอใช้ได้ และ stuff ในที่นี้ไม่ใช่คำนามที่แปลว่า “สิ่งของ”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ stuff ได้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อสื่อว่าดันสิ่งของเข้าไปในพื้นที่แคบอย่างหยาบหรือแน่น
- He stuffed the last towel into the crowded drawer.
- He placed the glass vase carefully on the shelf.
- He put the keys on the table.
ดูคำตอบ
He stuffed the last towel into the crowded drawer.
old lady: คำไม่เป็นทางการและความเสี่ยงที่จะฟังดูไม่สุภาพ
Old lady เป็นนามวลีแบบไม่เป็นทางการที่ใช้เรียกผู้หญิงอายุมากกว่า ในประโยคนี้ใช้ระบุตัวเธอด้วยอายุ แต่การมีคำว่า lady ไม่ได้ทำให้ทั้งวลีสุภาพโดยอัตโนมัติ เมื่อใช้พูดถึงใครหรือพูดกับคนนั้นโดยตรง คำว่า old อาจฟังดูห้วน ดูแคลน หรือเป็นการดูถูก ปฏิกิริยาถัดมาว่า How rude แสดงว่าผู้พูดมองว่าการเลือกคำนี้ไม่ให้เกียรติ จึงต้องเข้าใจทั้งความหมายเรื่องอายุและความเสี่ยงทางสังคม
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ในการแนะนำบุคคลอย่างเป็นทางการ old lady เป็นวิธีที่สุภาพในการบรรยายผู้หญิงอายุมากกว่าเสมอ
- เท็จ
- จริง
ดูคำตอบ
เท็จ
How rude: การตอบโต้โดยตรงด้วย How + คำคุณศัพท์
How + คำคุณศัพท์ สามารถใช้เดี่ยว ๆ เป็นคำอุทานสั้น ๆ เพื่อประเมินสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ทันที How rude. หมายความว่าการกระทำหรือคำพูดนั้นเสียมารยาทมาก และแสดงความประหลาดใจหรือการตำหนิ ในที่นี้ rude ประเมินสิ่งที่เพิ่งพูดเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องตัดสินนิสัยทั้งหมดของคนนั้น
แบบฝึกหัด
มีคนพูดสิ่งที่เสียมารยาท ปฏิกิริยาสั้น ๆ ข้อใดตำหนิคำพูดนั้นโดยตรง?
- How rude.
- How rudely.
- What rude.
ดูคำตอบ
How rude.
go to the toilet ในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย
ในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลียที่ใช้ในชีวิตประจำวัน go to the toilet มักหมายถึงการไปใช้ห้องน้ำหรือไปทำธุระส่วนตัว เป็นสำนวนตายตัวตามปกติสำหรับบอกความต้องการนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินไปยังห้องหนึ่งเท่านั้น คำเรียกห้องน้ำแตกต่างกันตามรูปแบบภาษาอังกฤษและสถานการณ์ ดังนั้นภาษาอังกฤษแบบอเมริกันจึงมักใช้ bathroom หรือ restroom ในความหมายเชิงปฏิบัติเดียวกัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเป็นวิธีพูดในชีวิตประจำวันที่เป็นธรรมชาติว่าคุณต้องไปเข้าห้องน้ำในภาษาอังกฤษแบบบริติชหรือออสเตรเลีย?
- I need to go at the toilet.
- I need to go to the toilet.
- I need to go to toilet.
ดูคำตอบ
I need to go to the toilet.
We're finishing this show: การตัดสินใจที่แน่วแน่ด้วย present progressive
ในบริบทนี้ We're finishing this show. ใช้รูป present progressive เพื่อบอกว่าการทำการแสดงให้จบเป็นสิ่งที่ตัดสินใจแล้ว ผู้พูดไม่ได้เพียงรายงานว่าการกระทำกำลังดำเนินอยู่ แต่กำลังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะทำต่อไปจนการแสดงจบ รูปเดียวกันนี้ใช้กล่าวถึงการกระทำในอนาคตอันใกล้ได้ เมื่อแผนหรือความตั้งใจตกลงแน่นอนแล้ว ในที่นี้ present progressive ทำให้รู้สึกว่าการตัดสินใจเริ่มมีผลแล้วตอนนี้ กลุ่มกำลังเดินหน้าต่อ ไม่ได้กำลังถกกันว่าจะทำต่อหรือไม่
แบบฝึกหัด
ในบริบทนี้ We're finishing this show. สื่อความหมายใดเด่นชัดที่สุด
- การตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำต่อและแสดงให้จบ
- ความไม่แน่ใจว่าจะทำการแสดงต่อหรือไม่
- การรายงานอย่างเป็นกลางว่าการแสดงจบไปแล้ว
ดูคำตอบ
การตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำต่อและแสดงให้จบ
by yourself: ทำบางสิ่งด้วยตัวเองโดยไม่มีคนช่วย
by yourself หมายถึงทำบางสิ่งด้วยตัวเองโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น ในประโยคคำสั่ง Just do it by yourself. ประธาน you ถูกละไว้ จึงใช้คำสรรพนามสะท้อนกลับ yourself คำสรรพนามสะท้อนกลับเปลี่ยนให้ตรงกับประธาน: I do it by myself; she does it by herself; and they do it by themselves. ในบางบริบท โครงสร้างนี้อาจหมายถึงอยู่เพียงลำพังจริง ๆ แต่ในประโยคนี้หมายถึงทำโดยไม่มีคนช่วย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย by + คำสรรพนามสะท้อนกลับที่ถูกต้อง: Nobody helped Leo. He built the model ____.
ดูคำตอบ
by himself
can't do the show without you: การบอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนสำคัญที่ขาดไม่ได้
ในประโยคนี้ can't do the show without you หมายความว่ากลุ่มต้องการคนคนนี้จึงจะทำการแสดงได้ ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบอกอย่างเป็นกลางว่าสามารถทำได้หรือไม่ แต่ยังสื่อให้ผู้ฟังรู้ว่าบทบาทของเขาสำคัญ โครงสร้าง can't + การกระทำ + without you ใช้ชวนให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ กลับมา หรือเข้าร่วมได้ โดยบอกเป็นนัยว่าอีกฝ่ายเป็นคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ ความจำเป็นนี้อาจเป็นเรื่องจริงหรือเป็นการเน้นอย่างอบอุ่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบท
แบบฝึกหัด
ระหว่างการซ้อม เพื่อนร่วมทีมพูดว่า “We can't perform without you.” ข้อความสำคัญที่ต้องการสื่อกับอีกฝ่ายคืออะไร
- อุปกรณ์เสีย
- เธอควรออกจากทีม
- เธอเป็นสมาชิกคนสำคัญของทีม
ดูคำตอบ
เธอเป็นสมาชิกคนสำคัญของทีม
You're mum: การกำหนดบทบาทในการเล่นสมมติ
ในที่นี้ You're mum หมายถึง “เธอรับบทเป็นแม่” ในการแสดงหรือการเล่นสมมติ โครงสร้าง You're + บทบาท ใช้กำหนดหรือยืนยันบทได้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังเป็นแม่จริง ๆ ของผู้พูด mum เป็นคำไม่เป็นทางการที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย ส่วนภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมักใช้ mom เมื่อเป็นบทบาทสมาชิกครอบครัวในเกม ภาษาอังกฤษสามารถพูดว่า You're Mum โดยไม่ใช้คำนำหน้านาม เหมือน Mum เป็นชื่อตัวละคร
แบบฝึกหัด
ในการเล่นสมมติ เด็กคนหนึ่งพูดว่า “You're mum.” เด็กคนนั้นหมายความว่าอะไร
- เธอเป็นแม่จริง ๆ ของฉัน
- เธอจะรับบทเป็นแม่
- เธอควรโทรหาแม่ของเธอ
ดูคำตอบ
เธอจะรับบทเป็นแม่
Have a cry: โครงสร้าง have + a + คำนามบอกการกระทำ
ใน Have a cry คำว่า have หมายถึง “ทำหรือประสบ” ไม่ได้หมายถึง “เป็นเจ้าของ” โครงสร้าง have + a + คำนามบอกการกระทำทำให้การร้องไห้ถูกมองเป็นเหตุการณ์หนึ่งครั้ง ซึ่งมักกินเวลาไม่นาน เช่น “ร้องไห้สักพัก” หรือ “ปล่อยอารมณ์ออกมา” ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวเป็นขั้นตอนสั้น ๆ ในรายการตรวจสอบ โครงสร้างเดียวกันพบได้ใน have a look, have a rest และ have a chat
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่มองการร้องไห้เป็นเหตุการณ์หนึ่งครั้ง: After a stressful week, I sometimes ____ and then feel calmer.
ดูคำตอบ
have a cry
Pick myself up: ฟื้นตัวหลังจากเผชิญอุปสรรค
Pick myself up ในที่นี้เป็นสำนวนเปรียบเทียบ ผู้พูดหมายถึง “ฟื้นตัวทางอารมณ์และพร้อมเดินหน้าต่อ” หลังจากรู้สึกเสียใจ ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการยกร่างกายของผู้พูดขึ้นมาตามตัวอักษร โครงสร้างคือ pick + สรรพนามสะท้อนกลับ + up โดย myself ชี้กลับไปยังประธานบุรุษที่หนึ่งที่ละไว้ เนื่องจากเป็นข้อหนึ่งในรายการตรวจสอบ Pick myself up จึงเป็นชื่อขั้นตอนแบบย่อ ไม่ใช่ประโยคเต็ม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่ออย่างถูกต้องว่า Lena ฟื้นตัวจากอุปสรรคและลองอีกครั้ง
- After the setback, Lena picked herself up and tried again.
- After the setback, Lena picked up herself and tried again.
- After the setback, Lena picked myself up and tried again.
ดูคำตอบ
After the setback, Lena picked herself up and tried again.
Dust myself off: ตั้งหลักใหม่หลังเจอความผิดหวัง
“Dust myself off” ตามตัวอักษรหมายถึงปัดฝุ่นออกจากตัว ในรายการขั้นตอนนี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือหลังจากล้ม ทำผิด หรือผิดหวัง ผู้พูดตั้งหลักและเตรียมเดินหน้าต่อ คำสรรพนามสะท้อนกลับ “myself” หมายถึงตัวผู้พูดเอง ในรูปแบบรายการตรวจสอบ ประธานหรือกริยาช่วยอาจอยู่ในข้อความหลักและไม่เขียนซ้ำในแต่ละข้อ
แบบฝึกหัด
ในประโยค “After the rejection, I dusted myself off and applied again,” คำว่า “dusted myself off” หมายถึงอะไร
- ฉันปิดบังทุกคนเรื่องที่ถูกปฏิเสธ
- ฉันปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าก่อนสมัคร
- ฉันตั้งหลักจากความผิดหวังแล้วลองอีกครั้ง
ดูคำตอบ
ฉันตั้งหลักจากความผิดหวังแล้วลองอีกครั้ง
keep going: ทำต่อไปโดยไม่หยุด
“Keep going” หมายถึงทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เดินทาง หรือพยายามต่อไปแทนที่จะหยุด ในที่นี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของรายการ แสดงว่าเมื่อตั้งหลักได้แล้วก็กลับมาลงมือทำต่อ เมื่อ keep หมายถึง “ทำต่อ” คำกริยาที่ตามมาจะอยู่ในรูป -ing เช่น keep going, keep trying, keep working ดังนั้น keep go จึงไม่ใช่ภาษาอังกฤษมาตรฐาน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้กำลังใจด้วยรูปที่ถูกต้องของ go: Don't stop now. Keep ____.
ดูคำตอบ
going
The show must go on: เดินหน้าต่อแม้พบอุปสรรค
The show must go on เป็นสำนวนตายตัว หมายความว่าแม้จะเกิดปัญหาหรือผู้คนรู้สึกเสียใจ กิจกรรมหรือหน้าที่นั้นก็ควรดำเนินต่อไป ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวสรุปแนวคิดเรื่องการตั้งหลักแล้วก้าวต่อไป Show อาจหมายถึงการแสดงจริง ๆ หรือใช้เชิงเปรียบเทียบแทนงาน อีเวนต์ แผนงาน หรือสิ่งอื่นที่กำลังดำเนินอยู่ก็ได้ ดังนั้นสำนวนนี้จึงมักสื่อถึงความมุ่งมั่น ไม่ได้พูดถึงการแสดงบนเวทีเท่านั้น
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเหมาะที่สุดที่จะพูดว่า The show must go on?
- มีคนบาดเจ็บ แต่ผู้จัดมองข้ามอันตรายและดำเนินกิจกรรมต่อ
- อีเวนต์จบลงตามปกติและทุกคนกลับบ้านแล้ว
- เกิดปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย แต่อีเวนต์ยังดำเนินต่อได้อย่างปลอดภัย
ดูคำตอบ
เกิดปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย แต่อีเวนต์ยังดำเนินต่อได้อย่างปลอดภัย
Save my seat: ช่วยเก็บที่ของฉันไว้
ใน Save my seat คำว่า save หมายถึงเก็บบางสิ่งไว้ให้ใช้ภายหลัง ไม่ได้หมายถึงช่วยให้พ้นอันตราย ผู้พูดขอให้อีกคนช่วยไม่ให้ผู้อื่นมานั่งที่นั้นระหว่างที่ตนลุกไปชั่วครู่ My seat หมายถึงที่ที่ผู้พูดนั่งอยู่ก่อนแล้วและตั้งใจจะกลับมานั่งอีกครั้ง คำว่า save มีความหมายเดียวกันในโครงสร้างอย่าง save a seat for someone
แบบฝึกหัด
คุณจะลุกไปหนึ่งนาทีและต้องการกลับมานั่งที่เดิม เติมคำขอด้วยวลีจากบทเรียน: Please ____; I'll be right back.
ดูคำตอบ
save my seat
what was happening was: การเริ่มอธิบายใหม่
what was happening was เป็นกรอบภาษาพูดที่ใช้เริ่มคำอธิบายใหม่หรือจัดลำดับคำอธิบายใหม่ what was happening ยกสถานการณ์ขึ้นมาเป็นหัวข้อ ส่วน was ตัวสุดท้ายบอกผู้ฟังว่าคำอธิบายจริงกำลังจะตามมา โดยปกติจะมีอนุประโยคตามหลัง และมักใช้ that เช่น What was happening was that everyone was waiting outside. ในที่นี้ ผู้พูดหยุดหลัง was จึงทำให้กรอบประโยคยังค้างอยู่และยังไม่เป็นคำอธิบายที่สมบูรณ์
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกรอบสนทนาสี่คำจากบทเรียนนี้: Let me start again: ____ that two teams were using the same room.
ดูคำตอบ
what was happening was
went to hospital: hospital แบบไม่มีคำนำหน้านามในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย
went to hospital เป็นรูปอดีตของ go to hospital ในประโยคนี้หมายความว่า Chilli ไปที่นั่นในฐานะผู้ป่วยเพื่อรับการดูแลทางการแพทย์ โดยในบริบทนี้คือไปคลอดลูก ในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย hospital มักไม่ใช้คำนำหน้านามเมื่อหมายถึงบทบาทปกติของโรงพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย ดังนั้นการไม่มี the จึงเป็นรูปแบบตามภาษาแต่ละถิ่น ไม่ใช่ข้อผิดพลาด
แบบฝึกหัด
ในภาษาอังกฤษแบบบริติช ให้ตัดสินประโยคเกี่ยวกับผู้ป่วยนี้: Maya went to hospital for surgery.
- ไม่เป็นธรรมชาติในบริบทนี้
- เป็นธรรมชาติในบริบทนี้
ดูคำตอบ
เป็นธรรมชาติในบริบทนี้
are you ready? เพื่อเกริ่นก่อนเปิดเผยข้อมูล
ในประโยคนี้ are you ready? ทำให้การเล่าเรื่องหยุดชั่วครู่และพูดกับผู้ฟังโดยตรง คำถามนี้ส่งสัญญาณว่าข้อมูลสำคัญหรือน่าประหลาดใจกำลังจะตามมา จึงใช้สร้างความลุ้นมากกว่าตรวจสอบว่าผู้ฟังพร้อมลงมือทำจริงหรือไม่ คำถามนี้ยังช่วยจัดลำดับข้อมูลในการพูดได้ด้วย คือดึงความสนใจของผู้ฟังก่อน แล้วจึงเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ Are you ready? เพื่อเกริ่นก่อนเปิดเผยข้อมูล แทนที่จะถามเรื่องความพร้อมในการทำสิ่งใดจริง ๆ?
- Are you ready with your report?
- Are you ready? The winner is Maya!
- Are you ready to leave for school?
ดูคำตอบ
Are you ready? The winner is Maya!
had a baby girl: คลอดลูกสาว
ใน had a baby girl คำว่า had เป็นรูปอดีตของ have ในสำนวน have a baby ซึ่งหมายถึงคลอดลูก ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของแบบทั่วไป A baby girl ระบุว่าเด็กที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ถ้าเป็นเด็กผู้ชาย สามารถเปลี่ยนรูปแบบเป็น had a baby boy ได้
แบบฝึกหัด
Maya คลอดลูกสาวเมื่อคืน เติมประโยคด้วยสำนวนที่เรียนในบทนี้ให้ตรงทุกคำ: Maya ____ last night.
ดูคำตอบ
had a baby girl
Goo goo ga ga: เสียงเลียนแบบเด็กทารกแบบขี้เล่น
Goo goo ga ga เป็นสำนวนเลียนเสียงที่ใช้กันเป็นแบบแผนในภาษาอังกฤษเพื่อเลียนเสียงอ้อแอ้ของทารก เป็นการเล่นเสียง ไม่ใช่ประโยคตามหลักไวยากรณ์ปกติ จึงไม่ต้องแปลแต่ละพยางค์แยกกัน เมื่อพูดขณะทำท่าเป็นเด็กแรกเกิด ก็เป็นสัญญาณว่ากำลังใช้ภาษาทารกและสร้างน้ำเสียงแบบเด็กที่ขี้เล่น
แบบฝึกหัด
ในการแสดงสำหรับเด็ก Goo goo ga ga มักทำหน้าที่อะไร?
- เลียนเสียงอ้อแอ้ของทารก
- บอกคำสั่งที่ชัดเจนแก่ทารก
- ตั้งชื่อให้ทารก
ดูคำตอบ
เลียนเสียงอ้อแอ้ของทารก
call her Bluey: call + กรรม + ชื่อ
Call ใช้โครงสร้าง call + คนหรือสิ่งของ + ชื่อ เพื่อหมายถึงตั้งชื่อคนหรือสิ่งของ หรือเรียกคนหรือสิ่งนั้นด้วยชื่อนั้นได้ ใน call her Bluey คำว่า her หมายถึงทารก และ Bluey คือชื่อที่เลือก call ตรงนี้ไม่ได้แปลว่า “โทรหา” ชื่อที่ตามหลัง her ทำให้ความหมายเรื่องการตั้งชื่อชัดเจน และ I'm going to แสดงว่านี่คือแผนของผู้พูด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำกริยาจากโครงสร้าง call + กรรม + ชื่อ: We decided to ____ our new kitten Luna.
ดูคำตอบ
call
I'm ..., aren't I?: คำถามท้ายประโยคหลัง I am
หลังประโยคบอกเล่าเชิงบวกที่ใช้ I am คำถามท้ายประโยคแบบปฏิเสธที่ใช้กันทั่วไปคือ aren't I? เช่น I'm you, aren't I? คำถามท้ายประโยคนี้ใช้ขอให้อีกฝ่ายยืนยันข้อความข้างหน้า ไม่ได้ยกเลิกหรือปฏิเสธข้อความนั้น รูปนี้เป็นข้อยกเว้นตามธรรมเนียม ในภาษาอังกฤษแบบบริติชและภาษาอังกฤษสากลที่สอนกันทั่วไป ให้ใช้ aren't I? แทนการสร้าง amn't I? ตามรูปแบบอย่างตรงตัว
แบบฝึกหัด
เติมคำถามท้ายประโยคที่ใช้ในการสนทนาตามปกติหลัง I'm แบบบวก: I'm on the right train, ____?
ดูคำตอบ
aren't I
Let's see.: คำเชื่อมเมื่อกำลังคิดหรือตรวจสอบ
Let's see. มักทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมในบทสนทนา โดยส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะตรวจสอบ คิด นึกย้อน หรือเลือกว่าจะทำอะไรต่อไป คำนี้ช่วยเติมช่วงหยุดสั้น ๆ พร้อมบอกผู้ฟังว่าคำตอบหรือการกระทำต่อไปกำลังจะมา ในการใช้แบบนี้ ความหมายหลักไม่ใช่การชวนคนหลายคนให้มองสิ่งใดจริง ๆ แต่จะใกล้เคียงกับ Let me check หรือ Let me think ตามสถานการณ์
แบบฝึกหัด
เมื่อผู้พูดกล่าว Let's see. ก่อนตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ วลีนี้น่าจะทำหน้าที่ใดมากที่สุด
- ขอเวลาคิดสักครู่พร้อมบอกเป็นนัยว่ายังมีสิ่งที่จะพูดต่อ
- ชวนทุกคนไปดูรายการใดรายการหนึ่ง
- ประกาศว่าการสนทนาจบแล้ว
ดูคำตอบ
ขอเวลาคิดสักครู่พร้อมบอกเป็นนัยว่ายังมีสิ่งที่จะพูดต่อ
boom boom ในภาษาทารกที่หมายถึงการอึ
ในที่นี้ boom boom เป็นคำพูดแบบเด็กเล็กที่ฟังขี้เล่น ใช้หมายถึงการอึ บริบทเรื่องผ้าอ้อมและการเลียนแบบทารกทำให้รู้ว่าเป็นความหมายนี้ ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการระเบิดหรือเสียงดังอย่างอื่น ทั้งประโยคจงใจพูดให้เหมือนทารกและใช้ไวยากรณ์ที่ไม่เป็นมาตรฐาน ให้เข้าใจว่าเป็นน้ำเสียงของตัวละคร แต่อย่าจำ me go เป็นรูปประโยคภาษาอังกฤษมาตรฐาน
แบบฝึกหัด
ในบริบทที่เกี่ยวกับทารกและผ้าอ้อมนี้ boom boom หมายถึงอะไร
- การระเบิดเสียงดัง
- ภาษาทารกที่หมายถึงการอึ
- การไปนอน
ดูคำตอบ
ภาษาทารกที่หมายถึงการอึ
nappy: คำในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลียที่ตรงกับ diaper
nappy หมายถึงผ้าอ้อมแบบซึมซับที่ทารกสวม เป็นคำที่ใช้ตามปกติในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย ส่วนภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมักใช้ diaper แม้ nappy จะดูคล้าย nap แต่มีความหมายต่างกัน โดย nap หมายถึงการงีบหลับช่วงสั้น ๆ
แบบฝึกหัด
เติมคำที่ใช้ตามปกติในภาษาอังกฤษแบบบริติชหรือออสเตรเลีย: The baby needs a clean ____.
ดูคำตอบ
nappy
ความหมายของ Change me, Daddy. ในบริบทการดูแลทารก
ในภาษาอังกฤษที่ใช้ในบริบทการดูแลทารก change someone อาจหมายถึงถอดผ้าอ้อมที่เปียกหรือสกปรกแล้วใส่อันสะอาดให้ เนื่องจากบริบทรอบ ๆ พูดถึง nappy ดังนั้น Change me ในที่นี้จึงหมายถึง “เปลี่ยนผ้าอ้อมให้หนู” ไม่ใช่ “เปลี่ยนตัวตนของหนู” กรรม me หมายถึงทารกที่ได้รับการดูแล เมื่อสถานการณ์ชัดเจนว่าเป็นการดูแลทารก ก็ไม่จำเป็นต้องบอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนคืออะไร
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The baby's nappy is wet, so please change her,” คำว่า change her หมายถึงอะไร
- ใส่ผ้าอ้อมสะอาดให้ทารก
- นำทารกไปแลกกับทารกอีกคน
- เปลี่ยนบุคลิกของทารก
ดูคำตอบ
ใส่ผ้าอ้อมสะอาดให้ทารก
The end. ในฐานะวลีปิดเรื่อง
The end. เป็นวลีตายตัวที่บอกว่าเรื่องราว การแสดง หรือการเล่าเรื่องแบบขำ ๆ จบลงแล้ว วลีนี้ช่วยจัดลำดับข้อมูลโดยบอกผู้ฟังอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์สุดท้ายถูกเล่าจบแล้ว ในที่นี้ end เป็นคำนาม ไม่ใช่คำกริยา และ the ก็เป็นส่วนหนึ่งของวลีตายตัว ทั้งวลีสามารถอยู่เดี่ยว ๆ หลังประโยคสุดท้ายได้
แบบฝึกหัด
เติมวลีปิดเรื่องแบบดั้งเดิมหลังประโยคสุดท้ายของเรื่อง: They all returned home safely. ____.
ดูคำตอบ
The end
Again. ที่ใช้เป็นคำขอได้ทั้งประโยค
เมื่อพูด Again. เพียงคำเดียว จะหมายถึง “ทำแบบนั้นอีกครั้ง” โดยละการกระทำไว้เพราะทุกคนรู้จากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นว่าต้องทำอะไรซ้ำ ในที่นี้คือการขอให้แสดงซ้ำอีกครั้ง ปกติ again มักเป็นคำวิเศษณ์ในประโยคที่ยาวกว่า เช่น Do it again. แต่เมื่อสถานการณ์ชัดเจน ก็ย่อคำขอนั้นเหลือเพียง Again. ได้
แบบฝึกหัด
มีคนเพิ่งแสดงมายากลจบ Again. น่าจะหมายความว่าอะไร
- จบการแสดงตอนนี้
- แสดงมายากลนั้นอีกครั้ง
- แสดงมายากลแบบอื่นให้ฉันดู
ดูคำตอบ
แสดงมายากลนั้นอีกครั้ง