พื้นฐานของอนุภาคฮิกส์โบซอน - Dave Barney และ Steve Goldfarb: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
คำอธิบายวิดีโอ: นักฟิสิกส์อธิบายสนามฮิกส์และฮิกส์โบซอนให้นักร้องเพลงบลูส์ฟังโดยใช้มิลก์เชกเป็นอุปมา บทสนทนาดำเนินจากกลไกที่ทำให้อนุภาคมีมวล ไปสู่เหตุผลที่ต้องตรวจสอบโบซอนใหม่เทียบกับคำทำนายของแบบจำลองมาตรฐาน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. walk into a bar, an ice cream bar. — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: สังเกตการหักมุมจากประโยคเปิดมุกภาษาอังกฤษที่คุ้นเคย การใช้ bar ครั้งที่สองเปลี่ยนสถานที่ที่ผู้ฟังคาดว่าเป็นร้านเหล้าให้กลายเป็นร้านไอศกรีม ช่วยให้เข้าใจคำหลายความหมาย การตีความใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง และการเล่นคำ แทนที่จะแปลเพียงตามตัวอักษร 2. The more it interacts, the more mass it has. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจและใช้โครงสร้างสัมพันธ์ The more..., the more... เพื่อแสดงว่าปริมาณสองอย่างเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ในที่นี้ยิ่งอนุภาคมีปฏิสัมพันธ์กับสนามฮิกส์มาก มวลก็ยิ่งมาก รูปแบบเดียวกันยังใช้บรรยายแนวโน้มเชิงสัดส่วน ผลลัพธ์ และการเปรียบเทียบในบริบทอื่นได้ 3. need to make sure that the boson we found is actually the Higgs boson. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: เรียนรู้ need to make sure that... เพื่อบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าข้อกล่าวอ้างต้องได้รับการยืนยันด้วยหลักฐาน ใช้พูดถึงการตรวจสอบในการทดลอง การตัดสินใจเรื่องงาน และสถานการณ์ประจำวัน พร้อมแยกการค้นพบเบื้องต้นออกจากข้อสรุปที่มีหลักฐานรองรับอย่างมั่นคง
คำอธิบายในบทเรียนนี้
walk into a bar ... an ice cream bar: มุกเล่นกับความหมายของ bar
ช่วงต้นใช้รูปแบบที่คุ้นเคยในมุกภาษาอังกฤษว่า 'Two guys walk into a bar' ตอนแรก bar จะถูกเข้าใจว่าเป็นสถานที่ขายเครื่องดื่ม และ walk into หมายถึง “เดินเข้าไปใน” แต่คำขยาย 'an ice cream bar' เผยทันทีว่า bar หมายถึงไอศกรีมแท่ง ทำให้ต้องตีความ walk into ใหม่ว่า “เดินชน” วัตถุหนึ่งชิ้น ความตลกเกิดจากถ้อยคำเดียวกันที่อ่านได้สองแบบ โดยความหมายที่สองพลิกความคาดหมายจากความหมายแรก
แบบฝึกหัด
อะไรทำให้ประโยคนี้มีมุกหักมุม?
- walk into ในช่วงหลังหมายถึง “วิ่งอย่างรวดเร็ว”
- ice cream bar หมายถึงร้านที่ขายไอศกรีม
- ตอนแรก bar ทำให้นึกถึงสถานที่ขายเครื่องดื่ม แต่ ice cream bar บังคับให้เปลี่ยนไปเข้าใจว่าเป็นของหวานแช่แข็ง
ดูคำตอบ
ตอนแรก bar ทำให้นึกถึงสถานที่ขายเครื่องดื่ม แต่ ice cream bar บังคับให้เปลี่ยนไปเข้าใจว่าเป็นของหวานแช่แข็ง
Dave, a physicist working on the Large Hadron Collider at CERN, โน้ต
0:19เดฟ นักฟิสิกส์ที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ที่เซิร์น
a physicist working on ...: วลี -ing ที่ตามหลังคำนาม
นามวลี a physicist ใช้บอกว่า Dave เป็นใคร ส่วนวลี -ing คือ working on the Large Hadron Collider at CERN ตามหลัง physicist เพื่อเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับงานของบุคคลนั้น working ในที่นี้ไม่ใช่กริยาหลักที่ผันตามประธานและกาล โครงสร้างนี้ขยายได้เป็น a physicist who is working on the Large Hadron Collider at CERN การตัด who is ออกทำให้คำบรรยายกระชับขึ้น จึงเหมาะสำหรับการแนะนำบุคคลพร้อมกับงานที่ทำ
แบบฝึกหัด
เติมคำบรรยายแบบกระชับด้วยรูป -ing ของ work on: Lena, a doctor ____ a new vaccine, spoke at the conference.
ดูคำตอบ
working on
Large Hadron Collider at CERN กับวลีขยายที่ใช้อธิบาย
Large Hadron Collider คือเครื่องเร่งอนุภาคขนาดยักษ์ที่ CERN ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยฟิสิกส์อนุภาคของยุโรป ชื่อทั้งสองบอกว่าเดฟทำงานด้านฟิสิกส์อนุภาค ในประโยค the European Laboratory for Particle Physics เป็นวลีที่วางหลัง CERN เพื่อเรียกและอธิบาย CERN อีกแบบหนึ่ง ไม่ได้แนะนำบุคคล เครื่องมือ หรือสถานที่ทำงานอีกแห่ง
แบบฝึกหัด
วลี the European Laboratory for Particle Physics ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- อธิบายว่า CERN คืออะไร
- อธิบายขนาดของเครื่องชนอนุภาค
- บอกชื่อของนักฟิสิกส์คนที่สอง
ดูคำตอบ
อธิบายว่า CERN คืออะไร
How's it going? ในฐานะคำทักทายแบบสบาย ๆ
How's it going? มักใช้เป็นคำทักทายแบบสบาย ๆ ซึ่งมีความหมายใกล้กับ “เป็นอย่างไรบ้าง?” หรือ “สบายดีไหม?” ในประโยคนี้ ผู้พูดไม่ได้ถามถึงความคืบหน้าของโครงการใดโครงการหนึ่ง คำตอบที่เป็นธรรมชาติมักสั้น เช่น “Pretty good, thanks. How about you?” ส่วนคำว่า it ใช้อ้างถึงชีวิตหรือสถานการณ์โดยรวมอย่างกว้าง ๆ
แบบฝึกหัด
หากมีคนทักทายคุณว่า “How's it going?” คำตอบใดเป็นธรรมชาติที่สุด?
- It is going to the station.
- Pretty good, thanks. How about you?
- Yes, it goes every day.
ดูคำตอบ
Pretty good, thanks. How about you?
Good to see you ในฐานะคำทักทายที่อบอุ่น
Good to see you. เป็นรูปย่อของ It's good to see you. ในที่นี้เป็นคำทักทายที่เป็นมิตร ผู้พูดดีใจที่อีกฝ่ายอยู่ตรงนั้น โดยทั่วไปเป็นเพราะทั้งคู่รู้จักกันอยู่แล้วหรือเคยติดต่อกันมาก่อน คำว่า see ไม่ได้บอกถึงความสามารถในการมองเห็น วลีนี้มักตามหลัง hello ง่าย ๆ และช่วยให้การเริ่มบทสนทนาดูอบอุ่นขึ้น
แบบฝึกหัด
คุณกลับมาทำงานหลังวันหยุดและทักทายเพื่อนร่วมงานที่รู้จักอยู่แล้ว ประโยคใดเป็นคำทักทายที่เป็นธรรมชาติและเป็นมิตร
- I can see you clearly.
- Good to see you.
- Nice to meet you.
ดูคำตอบ
Good to see you.
การใช้ Two scoops of ... for me เพื่อสั่งไอศกรีม
Two scoops of chocolate almond for me. เป็นรูปประโยคสั้น ๆ สำหรับสั่งไอศกรีม Two scoops บอกปริมาณ ส่วน of chocolate almond บอกรสชาติ scoop คือหน่วยเสิร์ฟเป็นลูกที่ตักด้วยที่ตักไอศกรีม โครงสร้างคือ number + scoop(s) of + flavor + for + person ในที่นี้ for me ระบุว่าตัวเลือกใดในคำสั่งซื้อร่วมกันเป็นของผู้พูด ไม่ได้หมายความว่ามีคนทำบางอย่างเพื่อประโยชน์ของผู้พูด
แบบฝึกหัด
เติมคำสั่งไอศกรีมด้วยรูปพหูพจน์ของ scoop: Two ____ of strawberry for me, please.
ดูคำตอบ
scoops
found Bozo in your detector?: ความต่างระหว่าง Bozo กับ boson
ในประโยคนี้ Bozo ถูกใช้แทนคำที่เสียงคล้ายกันอย่าง boson แบบขำ ๆ โดย boson เป็นศัพท์ฟิสิกส์อนุภาคที่เข้ากับบริบทของเครื่องตรวจจับ ส่วน Bozo ที่ขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ฟังเหมือนชื่อของตัวละครตลกหรือคล้ายตัวตลก การบอกว่าพบคนนี้ในอุปกรณ์วิทยาศาสตร์จึงจงใจให้ฟังดูไร้สาระ มุกนี้ต้องอาศัยบริบททางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ความเข้าใจผิดจากคำที่เสียงใกล้กัน อย่าเข้าใจว่า Bozo คือสิ่งที่ตรวจพบจริง ๆ เพราะศัพท์วิทยาศาสตร์ที่ตั้งใจจะพูดคือ boson
แบบฝึกหัด
ฟังประโยคภาษาอังกฤษให้จบแล้วเลือกสิ่งที่ได้ยิน โดยสังเกตว่าพยางค์สุดท้ายลงท้ายด้วย /n/ หรือไม่
- The detector found Bozo in the chamber.
- The detector found a boson in the chamber.
ดูคำตอบ
The detector found a boson in the chamber.
Well, not exactly: การแก้ไขอย่างนุ่มนวล
well ในที่นี้เป็นคำบอกท่าทีในการสนทนา ช่วยให้ผู้พูดมีเวลาตอบเล็กน้อยและทำให้คำตอบนุ่มนวลขึ้น ส่วน not exactly หมายความว่าคำพูดก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด ไม่ใช่การบอกตรง ๆ ว่าทุกส่วนผิดหมด เมื่อรวมเป็น Well, not exactly. จะเป็นการเตรียมให้ผู้ฟังรู้ว่ากำลังจะมีการแก้ไข โดยปกติแล้วจะตามด้วยข้อมูลที่แม่นยำกว่า
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเหมาะกับคำตอบ "Well, not exactly." มากที่สุด
- คำพูดของอีกฝ่ายใกล้เคียง แต่ต้องแก้ไขอย่างนุ่มนวล
- มีคำสั่งที่อันตรายและต้องหยุดทันทีอย่างชัดเจน
- คุณต้องการตอบรับคำเชิญอย่างกระตือรือร้นมาก
ดูคำตอบ
คำพูดของอีกฝ่ายใกล้เคียง แต่ต้องแก้ไขอย่างนุ่มนวล
probably the Higgs boson: การระบุที่น่าจะใช่แต่ยังไม่แน่นอน
probably แสดงว่าผู้พูดคิดว่าโบซอนที่เพิ่งค้นพบน่าจะเป็นฮิกส์โบซอน แต่การระบุตัวตนนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างสมบูรณ์ คำนี้ขยายการระบุว่าเป็นฮิกส์โบซอน ไม่ได้ขยายข้อเท็จจริงที่ว่าพบโบซอนแล้ว โดยทั่วไป probably ใช้บอกว่าข้อสรุปหนึ่งมีแนวโน้มเป็นจริง แต่ยังเปิดโอกาสให้สงสัยได้ ใช้คำแบบนี้เมื่อหลักฐานชี้ไปยังข้อสรุปหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอให้พูดได้อย่างแน่นอน
แบบฝึกหัด
probably สื่อความหมายอย่างไรในประโยค The package will probably arrive today?
- พัสดุน่าจะมาถึงวันนี้ แต่ยังไม่แน่นอน
- พัสดุจะมาถึงวันนี้อย่างแน่นอน
- แทบไม่มีโอกาสที่พัสดุจะมาถึงวันนี้
ดูคำตอบ
พัสดุน่าจะมาถึงวันนี้ แต่ยังไม่แน่นอน
Don't you find particles all the time? น้ำเสียง/เจตนา
0:46พวกนายไม่ได้เจออนุภาคอยู่ตลอดเวลาหรอกเหรอ?
Don't you ...?: การยืนยันความคาดหมายและการตั้งคำถามแย้ง
Don't you find...? เป็นคำถามปฏิเสธ ในที่นี้ผู้พูดคาดอยู่แล้วว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบอนุภาคบ่อย ๆ และถามจากความคาดหมายนั้น ไม่ได้ถามเพื่อขอข้อมูลอย่างเป็นกลาง all the time เน้นว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อย คำถามจึงแสดงความประหลาดใจและท้าทายความคิดที่ว่าการค้นพบครั้งนี้พิเศษ ถ้าการค้นพบอนุภาคเป็นเรื่องปกติ แล้วครั้งนี้สำคัญเพราะอะไร ในบริบทอื่น Don't you...? ก็ใช้เพื่อตรวจสอบข้อสันนิษฐาน แสดงความประหลาดใจ หรือแย้งสิ่งที่อีกฝ่ายพูดได้เช่นกัน
แบบฝึกหัด
Maya พูดว่า "I never use this tablet." พี่หรือน้องชายของเธอถามว่า "Don't you use it for homework every day?" คำถามของเขาแสดงอะไรเป็นหลัก
- เขากำลังสั่งให้ Maya ซื้อแท็บเล็ตเครื่องใหม่
- เขากำลังถามอย่างเป็นกลางว่าแท็บเล็ตมีสีอะไร
- เขาคิดว่า Maya ใช้มันทุกวัน จึงประหลาดใจกับสิ่งที่เธอบอก
ดูคำตอบ
เขาคิดว่า Maya ใช้มันทุกวัน จึงประหลาดใจกับสิ่งที่เธอบอก
but this one means that the Higgs field might really exist. ไวยากรณ์
0:49แต่ตัวนี้หมายความว่าสนามฮิกส์อาจมีอยู่จริง
might really exist: การบอกความเป็นไปได้อย่างระมัดระวัง
ในประโยคนี้ might บอกว่าการมีอยู่ของสนามฮิกส์เป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว really เน้นคำว่า exist ว่าสนามนั้นอาจมีอยู่จริง ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่คำนี้ไม่ได้ลบความไม่แน่นอนที่ might แสดงไว้
แบบฝึกหัด
นักวิทยาศาสตร์มีหลักฐานบางอย่างแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ และต้องการเน้นว่าอนุภาคเหล่านั้นอาจมีอยู่จริง ประโยคใดเหมาะสมที่สุด
- The particles used to exist.
- The particles really exist.
- The particles might really exist.
ดูคำตอบ
The particles might really exist.
It's named after Peter Higgs: การอธิบายที่มาของชื่อ
be named after + คนหรือสิ่งของ หมายถึงได้รับชื่อมาจากบุคคลหรือสิ่งนั้น โดยมักใช้เพื่อเป็นเกียรติหรืออ้างถึงสิ่งนั้น ในที่นี้ชื่อมาจากปีเตอร์ ฮิกส์ after เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัวนี้ ไม่ได้หมายความว่าการตั้งชื่อเกิดขึ้นภายหลังปีเตอร์ ฮิกส์ตามลำดับเวลา
แบบฝึกหัด
ใช้สำนวนตายตัว be named after ในรูปปัจจุบัน: The award ____ a pioneering doctor.
ดูคำตอบ
is named after
although many others contributed to the idea. ลำดับความ
0:58ถึงแม้จะมีคนอื่นๆ อีกมากมายที่มีส่วนร่วมในแนวคิดนี้ก็ตาม
although many others contributed: ระบุความดีความชอบให้แม่นยำขึ้น
อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย although เพิ่มข้อมูลเชิงยอมรับข้อเท็จจริงที่ต่างออกไปให้กับข้อความก่อนหน้า โดยสื่อว่าการเชื่อมโยงแนวคิดนี้กับ Peter Higgs ยังไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด เพราะมีคนอื่นอีกหลายคนช่วยพัฒนาแนวคิดนี้ด้วย ในที่นี้ although ทำหน้าที่จัดระเบียบข้อมูลด้วยการนำข้อเท็จจริงที่ช่วยแก้ความเข้าใจมาต่อกับคำอธิบายที่เรียบง่ายกว่า อนุประโยคนี้ไม่ใช่ข้อความแทรกที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ทำให้คำอธิบายแม่นยำขึ้นโดยไม่ปฏิเสธข้อความก่อนหน้าทั้งหมด
แบบฝึกหัด
อนุประโยค although ในตัวอย่างทำหน้าที่อะไร
- บอกว่า Peter Higgs ไม่มีส่วนร่วมเลย
- ทำให้คำอธิบายเรื่องการตั้งชื่อแม่นยำขึ้น โดยระบุว่ามีคนจำนวนมากมีส่วนร่วม
- เริ่มหัวข้อใหม่เกี่ยวกับแนวคิดที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ
ทำให้คำอธิบายเรื่องการตั้งชื่อแม่นยำขึ้น โดยระบุว่ามีคนจำนวนมากมีส่วนร่วม
but a hypothetical invisible kind of force field that pervades the whole universe. การใช้คำ
1:04แต่เป็นเหมือนสนามพลังงานสมมติที่มองไม่เห็นซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วทั้งจักรวาล
a field where you grow corn ... force field: สองความหมายของ field
Field มีความหมายมากกว่าหนึ่งอย่าง ใน a field like where you grow corn คำนี้หมายถึงพื้นที่ดินที่ใช้ปลูกพืช ส่วนใน force field คำว่า field มีความหมายทางวิทยาศาสตร์ คือสิ่งที่อธิบายว่ากระจายอยู่ในบริเวณหนึ่งของอวกาศและสามารถส่งผลต่อวัตถุหรือสสารได้ ประโยคนี้ปฏิเสธความหมายทั่วไปว่าเป็นพื้นที่เกษตรก่อน แล้วจึงนำเสนอความหมายทางวิทยาศาสตร์ ที่นี่ใช้ force field เป็นการเปรียบเทียบง่าย ๆ เพื่ออธิบายสนามทางฟิสิกส์ที่มองไม่เห็น ไม่ได้หมายถึงเกราะป้องกันที่มองเห็นได้ในนิยายวิทยาศาสตร์
แบบฝึกหัด
ใน force field ของตัวอย่าง คำว่า field ใช้ในความหมายใด
- วิชาที่คนหนึ่งเรียนในโรงเรียน
- สนามทางฟิสิกส์ที่กระจายอยู่ในอวกาศและสามารถส่งผลได้
- พื้นที่ดินที่ใช้ปลูกพืช
ดูคำตอบ
สนามทางฟิสิกส์ที่กระจายอยู่ในอวกาศและสามารถส่งผลได้
pervades the whole universe: แผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล
ในที่นี้ pervades the whole universe หมายถึง “มีอยู่ในทุกส่วนของจักรวาล” Pervade ใช้อธิบายว่าสิ่งหนึ่งมีอยู่ทั่วทั้งสถานที่หรือระบบ ไม่ใช่เพียงเคลื่อนจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง คำกริยานี้ทำให้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มีน้ำเสียงเป็นทางการและเป็นภาษาเขียน โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ something pervades + a place or system โดยประธานมักเป็นกลิ่น อารมณ์ คุณลักษณะ แนวคิด อิทธิพล หรือสนาม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าคุณลักษณะหนึ่งมีอยู่ทั่วทั้งสถานที่ แทนที่จะเพียงเคลื่อนผ่านสถานที่นั้น
- A package arrives at the building.
- A sense of calm pervades the building.
- A cyclist moves through the building.
ดูคำตอบ
A sense of calm pervades the building.
If ..., how come ...?: ถ้า… แล้วทำไมถึง…?
อนุประโยค if ยอมรับข้ออ้างหนึ่งไว้ชั่วคราว แล้ว how come ใช้ตั้งคำถามถึงผลที่ดูเหมือนจะขัดกับข้ออ้างนั้น โครงสร้างนี้หมายถึง “ถ้านั่นเป็นเรื่องจริง แล้วทำไมอีกเรื่องจึงเป็นแบบนี้?” และมักแสดงความประหลาดใจหรือความสงสัย How come เป็นภาษาสนทนา ต่างจากคำถามตรงที่ใช้ why เพราะหลัง how come โดยทั่วไปจะใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า เช่น How come I've never seen it? ไม่ใช่ How come have I never seen it?
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้โครงสร้างภาษาสนทนาได้ถูกต้องเพื่อถามถึงสิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน
- If this phone is new, why it keeps crashing?
- If this phone is new, how come does it keep crashing?
- If this phone is new, how come it keeps crashing?
ดูคำตอบ
If this phone is new, how come it keeps crashing?
not that strange: that ที่บอกระดับ
ใน not that strange คำว่า that เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับ หมายถึง “ถึงระดับนั้น” หรือ “ขนาดนั้น” ประโยคนี้บอกว่าสถานการณ์แปลกน้อยกว่าที่ผู้ฟังอาจคิด ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์นั้นธรรมดาอย่างสมบูรณ์เสมอไป รูปแบบ not that + คำคุณศัพท์ ช่วยทำให้การประเมินนุ่มนวลลงและลดความประหลาดใจของผู้ฟังอย่างสุภาพ
แบบฝึกหัด
ใน “it's not that strange.” คำว่า “that” ทำหน้าที่อะไร?
- ชี้ไปที่สิ่งของแปลกชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะ
- หมายถึง “ถึงระดับนั้น” และทำให้ระดับของ strange อ่อนลง
- นำเข้าสู่เหตุผลที่ทำให้บางสิ่งแปลก
ดูคำตอบ
หมายถึง “ถึงระดับนั้น” และทำให้ระดับของ strange อ่อนลง
Think of the air around us: การปูทางเข้าสู่การเปรียบเทียบ
ในที่นี้ Think of... เป็นคำสั่งที่นำความสนใจของผู้ฟังไปยังตัวอย่างที่คุ้นเคย ผู้พูดกล่าวถึงอากาศรอบตัวเราก่อน เพื่อให้เข้าใจแนวคิดถัดไปผ่านการเปรียบเทียบ ในบทเรียน การนำเสนอ และคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ Think of X มักทำหน้าที่จัดระเบียบข้อมูล โดยส่งสัญญาณว่าจะใช้ X เป็นแบบจำลองหรือการเปรียบเทียบ ไม่ใช่แค่ให้นึกถึง X แบบไม่มีจุดหมาย
แบบฝึกหัด
ในคำอธิบาย “Think of the air around us.” มีหน้าที่หลักอะไร?
- นำเสนอตัวอย่างที่คุ้นเคยเพื่อปูทางเข้าสู่การเปรียบเทียบ
- ขอให้ผู้ฟังออกไปค้นหาอากาศจริง ๆ
- ส่งสัญญาณว่าคำอธิบายจบแล้ว
ดูคำตอบ
นำเสนอตัวอย่างที่คุ้นเคยเพื่อปูทางเข้าสู่การเปรียบเทียบ
But, we can detect its presence with sophisticated equipment, วลี
1:25แต่เราสามารถตรวจจับการมีอยู่ของมันได้ด้วยอุปกรณ์ที่ซับซ้อน
detect its presence with sophisticated equipment: ตรวจพบว่ามันมีอยู่ด้วยอุปกรณ์ขั้นสูง
detect its presence หมายถึงการค้นพบหลักฐานว่าสิ่งนั้นมีอยู่ ในที่นี้ presence หมายถึงการมีอยู่หรือร่องรอยของการมีอยู่ ไม่ได้หมายถึงการเข้าร่วมงาน with sophisticated equipment บอกเครื่องมือที่ใช้ตรวจจับ โครงสร้าง detect + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + presence + with + equipment เป็นวิธีพูดที่เป็นธรรมชาติเมื่ออธิบายว่าเครื่องมือสามารถค้นพบสิ่งที่อาจมองไม่เห็นโดยตรงได้
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดอธิบาย detect its presence with sophisticated equipment ได้ดีที่สุด
- ทำให้อุปกรณ์ดูหรูหราและมีสไตล์มากขึ้น
- เชิญสิ่งนั้นมาเข้าร่วมขณะที่อุปกรณ์กำลังทำงาน
- ใช้เครื่องมือขั้นสูงเพื่อหาหลักฐานว่าสิ่งนั้นมีอยู่
ดูคำตอบ
ใช้เครื่องมือขั้นสูงเพื่อหาหลักฐานว่าสิ่งนั้นมีอยู่
just makes it a bit harder to determine whether it's really there or not. ไวยากรณ์
1:34ก็แค่ทำให้การบอกว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่นั้นยากขึ้นนิดหน่อย
the fact that ... makes it harder to determine: ใช้ข้อเท็จจริงอธิบายว่าเหตุใดการตัดสินจึงยากขึ้น
กลุ่มคำนาม the fact that we can't see something เป็นประธานของ makes ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ระบุเนื้อหาของข้อเท็จจริง จึงสามารถนำเงื่อนไขทั้งหมดมาเป็นสาเหตุของผลลัพธ์ได้ ใน makes it a bit harder to determine คำว่า it เป็นกรรมเชิงรูปแบบและไม่ได้อ้างถึง something การกระทำที่ยากขึ้นคือ determine whether it is really there โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ the fact that + อนุประโยค + makes it + คำคุณศัพท์ + to + คำกริยา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้คำเป้าหมาย make it harder to และเปลี่ยน make ให้อยู่ในรูปที่ถูกต้อง: The fact that the print is tiny ____ read the instructions.
ดูคำตอบ
makes it harder to
whether it's really there or not: การเสนอความเป็นไปได้สองทาง
Whether ใช้เปิดคำถามทางอ้อมแบบใช่หรือไม่ใช่ ใน whether it's really there or not มีสองความเป็นไปได้ คือสิ่งนั้นมีอยู่จริง หรือไม่มีอยู่จริง Or not ทำให้ความเป็นไปได้เชิงปฏิเสธชัดเจน อนุประโยคทั้งหมดคือสิ่งที่ต้องตัดสิน ดังนั้นประโยคนี้จึงแสดงความไม่แน่ใจ ไม่ได้ยืนยันผลด้านใดด้านหนึ่ง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่ายังไม่แน่ใจว่าสัญญาณนั้นมีอยู่จริงหรือไม่
- We still need to determine where the signal is.
- We have determined that the signal is really there.
- We still need to determine whether the signal is really there or not.
ดูคำตอบ
We still need to determine whether the signal is really there or not.
go on: ชวนให้อีกฝ่ายพูดต่อ
ในที่นี้ Go on. เป็นคำพูดสั้น ๆ ที่หมายถึง พูดต่อสิ แสดงว่าอีกฝ่ายยังพูดไม่จบและเชิญให้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม คำว่า on ในที่นี้สื่อถึงการทำต่อ ไม่ใช่ทิศทางทางกายภาพ เมื่อใช้ Go on. เป็นคำตอบเดี่ยว ๆ ในบทสนทนา ก็หมายถึงให้คู่สนทนาอธิบายหรือเล่าเรื่องต่อ
แบบฝึกหัด
เพื่อนหยุดพูดกลางเรื่อง Go on. มีความหมายที่เป็นธรรมชาติที่สุดว่าอะไร
- เดินไปยังที่ที่สูงกว่า
- เล่าเรื่องต่อ
- จบบทสนทนา
ดูคำตอบ
เล่าเรื่องต่อ
is all around us: การมีอยู่ทั่วพื้นที่รอบตัวเรา
ในประโยคนี้ is all around us หมายความว่าสนามฮิกส์มีอยู่ทั่วพื้นที่รอบตัวเรา ไม่ได้อยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่งใกล้ ๆ All เน้นว่ามีอยู่กระจายเป็นบริเวณกว้าง ไม่ได้หมายความว่าสนามต้องเรียงตัวเป็นวงกลมที่พอดีรอบตัวเรา
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าบางสิ่งมีอยู่ทั่วพื้นที่รอบตัวคนเหล่านั้น
- Soft music seemed to be all around us.
- The runners moved in a circle around us.
- We looked all around us for the missing key.
ดูคำตอบ
Soft music seemed to be all around us.
what it does is rather ...: การเน้นหน้าที่ของสิ่งหนึ่ง
What it does เป็นอนุประโยคที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม หมายถึง “สิ่งที่มันทำ” หรือ “หน้าที่ของมัน” อนุประโยคนี้เป็นประธานของ is rather special ดังนั้นประโยคนี้จึงบอกว่าหน้าที่ของมันค่อนข้างพิเศษ ลำดับคำแบบนี้ดึงความสนใจไปยังสิ่งที่บางอย่างทำ ก่อนจะบรรยายหรืออธิบายหน้าที่นั้น นี่เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม What does it do? ในที่นี้ rather หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “ทีเดียว”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคบอกเล่าที่เน้นหน้าที่ให้สมบูรณ์: ____ this button ____ is rather useful.
ดูคำตอบ
What · does
give mass to elementary particles: ใช้ give ในความหมายว่าทำให้มีคุณสมบัติ
ในประโยคนี้ gives mass to elementary particles หมายถึง “ทำให้อนุภาคมูลฐานมีมวล” คำว่า give ไม่ได้หมายถึงการยื่นสิ่งของให้ แต่หมายถึงการทำให้บางสิ่งมีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ give + คุณสมบัติ + to + สิ่งที่ได้รับผล เช่น give strength to a material ในที่นี้ mass คือปริมาณทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า “มวล” ไม่ได้หมายถึงฝูงชนจำนวนมาก
แบบฝึกหัด
ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ The field gives mass to the particles. หมายถึงอะไร?
- สนามนั้นส่งฝูงชนจำนวนมากไปให้อนุภาค
- สนามนั้นทำให้อนุภาคมีมวล
- สนามนั้นวัดว่าอนุภาคหนักเท่าไร
ดูคำตอบ
สนามนั้นทำให้อนุภาคมีมวล
An elementary particle is what we call particles that have no structure, ไวยากรณ์
1:52อนุภาคมูลฐานคือสิ่งที่เราเรียกอนุภาคที่ไม่มีโครงสร้างใดๆ
what we call particles that have no structure: คำนิยามที่แทรกอยู่ในประโยค
what we call ... ใช้นำคำนิยามที่แทรกอยู่ในประโยค โดยระบุชื่อหรือประเภทที่ใช้เรียกบางสิ่ง ในประโยคนี้ รูปแบบดังกล่าวเชื่อม elementary particle เข้ากับคำอธิบาย particles that have no structure ภายในคำอธิบายนี้ that have no structure ขยาย particles รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X is what we call Y โดย Y เป็นชื่อหรือประเภทของ X
แบบฝึกหัด
เติมคำนิยามด้วยรูปแบบ what we call: A seedling is ____ a young plant.
ดูคำตอบ
what we call
basic building blocks of the universe ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ
“Building blocks” ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงหน่วยหรือองค์ประกอบพื้นฐานที่รวมกันจนเกิดเป็นสิ่งที่ใหญ่และซับซ้อนกว่า ใน “basic building blocks of the universe” คำว่า “basic” เน้นว่าองค์ประกอบเหล่านี้อยู่ในระดับพื้นฐานที่สุด คำเปรียบเทียบนี้ใช้ได้เมื่อต้องการอธิบายว่าระบบซับซ้อนเกิดจากส่วนที่เรียบง่ายกว่าได้อย่างไร
แบบฝึกหัด
building blocks ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- แท่งวัสดุจริงที่ใช้สร้างอาคาร
- อุปสรรคที่ขัดขวางการก่อสร้าง
- ส่วนที่เรียบง่ายที่สุดซึ่งประกอบกันเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่า
ดูคำตอบ
ส่วนที่เรียบง่ายที่สุดซึ่งประกอบกันเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่า
atoms are actually made of smaller components, วลี
2:03จริงๆ แล้วอะตอมประกอบด้วยส่วนประกอบที่เล็กกว่า
made of smaller components เพื่อบอกองค์ประกอบ
โครงสร้าง be made of + คำนาม ใช้บอกวัสดุหรือส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นสิ่งหนึ่ง ในที่นี้ smaller components คือส่วนที่อยู่ภายในอะตอม ประโยคนี้กล่าวถึงองค์ประกอบ ไม่ใช่การผลิต รูปของ be เปลี่ยนไปตามประธาน เช่น atoms are made of ... แต่ an atom is made of ... โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกได้ทั้งวัสดุทางกายภาพและองค์ประกอบของระบบ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be made of: This necklace ____ small glass beads.
ดูคำตอบ
is made of
While ... are not: ใช้ while เพื่อแสดงความแตกต่าง
ในที่นี้ while ใช้แสดงความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงสองอย่าง มีความหมายประมาณว่า “ในขณะที่” หรือ “แม้ว่า” ไม่ได้หมายถึง “ในช่วงเวลาที่” อนุประโยคแรกบอกว่าอิเล็กตรอนเป็นอนุภาคมูลฐาน ส่วนอนุประโยคที่สองบอกว่านิวตรอนและโปรตอนต่างออกไปในจุดนี้ ใน “neutrons and protons are not” คำว่า “fundamental particles” ถูกละไว้เพราะเข้าใจได้จากส่วนก่อนหน้า while ที่ใช้แสดงความแตกต่างช่วยจัดข้อมูลสองอย่างที่เกี่ยวข้องกันแต่ไม่เหมือนกัน
แบบฝึกหัด
while ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่าง?
- หมายความว่าอนุภาคเหล่านี้มีอยู่ในเวลาเดียวกัน
- ใช้เกริ่นถึงสถานที่ที่พบอนุภาคเหล่านี้
- ใช้เปรียบเทียบอิเล็กตรอนกับนิวตรอนและโปรตอน
ดูคำตอบ
ใช้เปรียบเทียบอิเล็กตรอนกับนิวตรอนและโปรตอน
They're made up of other fundamental particles called quarks. กริยาวลี
2:14พวกมันประกอบขึ้นจากอนุภาคมูลฐานอื่นๆ ที่เรียกว่า ควาร์ก
made up of: บอกว่าส่วนใดประกอบกันเป็นองค์รวม
ใน “be made up of” ประธานคือสิ่งที่เป็นองค์รวม และนามวลีหลัง of บอกส่วนประกอบหรือสมาชิกขององค์รวมนั้น ในที่นี้ they หมายถึงนิวตรอนและโปรตอน ส่วน “other fundamental particles called quarks” บอกว่าสิ่งเหล่านี้ประกอบด้วยอะไร เมื่อใช้ในความหมายนี้ ให้มอง made up of เป็นหนึ่งหน่วย made เพียงคำเดียวไม่แสดงความสัมพันธ์ด้านองค์ประกอบ และการตัด up หรือ of ออกจะทำให้โครงสร้างเปลี่ยนไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้ที่มีความหมายว่า “ประกอบด้วย”: The school band is ____ twenty students.
ดูคำตอบ
made up of
like Russian dolls: การเปรียบเทียบโครงสร้างที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
Russian dolls คือตุ๊กตารัสเซียแบบซ้อนที่ตัวหนึ่งใส่อยู่ในอีกตัวหนึ่ง ในที่นี้ like Russian dolls เปรียบสิ่งที่กำลังพูดถึงกับการจัดเรียงแบบเป็นชั้น ๆ นี้ ทำให้ผู้ฟังนึกภาพว่าระดับหนึ่งอยู่ภายในอีกระดับหนึ่ง Sounds like แสดงการตีความของผู้พูดจากคำอธิบายก่อนหน้า จุดสำคัญคือรูปแบบที่ซ้อนกัน ไม่ใช่ประเทศรัสเซียหรือตุ๊กตาจริง ๆ
แบบฝึกหัด
การเปรียบเทียบใน “Sounds like Russian dolls.” หมายถึงอะไร?
- หมายความว่าตุ๊กตากำลังส่งเสียง
- หมายความว่าสิ่งของเหล่านั้นผลิตในรัสเซีย
- หมายความว่าโครงสร้างมีหลายชั้นซ้อนอยู่ภายในกัน
ดูคำตอบ
หมายความว่าโครงสร้างมีหลายชั้นซ้อนอยู่ภายในกัน
Does it ever end?: ใช้ ever เพื่อเน้นคำถาม
ใน Does it ever end? คำว่า ever หมายถึง “ในเวลาใดเวลาหนึ่ง” คำนี้ทำให้คำถามแบบตอบใช่หรือไม่ใช่หนักแน่นขึ้น โดยถามว่ามีช่วงเวลาใดบ้างที่สิ่งนั้นจะจบลง และมักให้อารมณ์คล้าย “ในที่สุดมันจะหยุดไหม?” คำถามนี้อาจแสดงความประหลาดใจ ความสงสัย หรือความไม่อดทนได้ตามน้ำเสียงและบริบท ในที่นี้ ever ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในอดีต
แบบฝึกหัด
ใน “Does this machine ever stop?” คำว่า ever เพิ่มความหมายอะไรให้คำถาม?
- บอกว่าเครื่องเคยหยุดหนึ่งครั้งในอดีต
- เปลี่ยน stop ให้เป็นคำสั่ง
- ถามว่าเครื่องจะหยุดในเวลาใดเวลาหนึ่งหรือไม่ และเพิ่มน้ำหนักให้คำถาม
ดูคำตอบ
ถามว่าเครื่องจะหยุดในเวลาใดเวลาหนึ่งหรือไม่ และเพิ่มน้ำหนักให้คำถาม
But, our current understanding is called the Standard Model. วัฒนธรรม
2:23แต่ความเข้าใจในปัจจุบันของเราเรียกว่า แบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model)
the Standard Model: ชื่อเฉพาะของทฤษฎีฟิสิกส์อนุภาค
ในประโยคนี้ the Standard Model เป็นชื่อเฉพาะของทฤษฎีหนึ่งในฟิสิกส์อนุภาค ทฤษฎีนี้อธิบายการจัดระบบอนุภาคมูลฐานที่เรารู้จักและการทำงานของอันตรกิริยาพื้นฐานสามในสี่ชนิด โดยไม่รวมแรงโน้มถ่วง คำว่า model ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแบบจำลองย่อส่วนที่เป็นวัตถุ แต่หมายถึงกรอบทางวิทยาศาสตร์ที่จัดระบบหลักฐาน อธิบายรูปแบบ และช่วยให้คาดการณ์ได้
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ the Standard Model หมายถึงอะไร
- กรอบทฤษฎีที่มีชื่อเฉพาะในฟิสิกส์อนุภาค
- บุคคลที่นำเสนอการออกแบบแฟชั่นมาตรฐาน
- วัตถุจำลองย่อส่วนที่สร้างตามขนาดมาตรฐาน
ดูคำตอบ
กรอบทฤษฎีที่มีชื่อเฉพาะในฟิสิกส์อนุภาค
that make up matter: make up หมายถึง “ประกอบกันเป็น”
ใน make up matter คำว่า make up หมายถึง “ประกอบกันเป็น” หรือ “ก่อเป็น” เฟอร์มิออนคือส่วนประกอบ และสสารคือสิ่งทั้งหมดที่ส่วนเหล่านั้นประกอบกันขึ้นมา that นำหน้าประโยคย่อยขยาย the fermions โดยประโยคย่อยนี้อธิบายเฟอร์มิออนผ่านการบอกหน้าที่ของมัน
แบบฝึกหัด
เติมกริยาวลีสองคำที่หมายถึง “ส่วนต่าง ๆ ประกอบกันเป็นทั้งหมด”: Twelve chapters ____ this book.
ดูคำตอบ
make up
there are two types of ...: การเกริ่นนำการจำแนกประเภท
อนุประโยค there are two types of fundamental particles ช่วยให้ผู้ฟังเห็นกรอบการจำแนกก่อนเข้าสู่รายละเอียด คำว่า two สร้างช่องไว้สองช่อง แล้วส่วนที่เหลือของประโยคจึงเติมช่องเหล่านั้นด้วย fermions และ bosons รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ There are + จำนวน + types of + หมวดหมู่ รูปแบบนี้จัดระเบียบคำอธิบายโดยบอกก่อนว่าจะมีกี่กลุ่ม แล้วจึงบอกชื่อหรืออธิบายแต่ละกลุ่ม
แบบฝึกหัด
ใช้รูปแบบ types of จากบทเรียนเพื่อเติมประโยคเกริ่นนำการจำแนกให้สมบูรณ์: There are ____ questions on the quiz: true-or-false and short-answer.
ดูคำตอบ
two types of
that carry forces: carry หมายถึง “ถ่ายทอด” ในวิชาฟิสิกส์
ใน carry forces คำว่า carry หมายถึง “ถ่ายทอด” หรือในภาษาฟิสิกส์แบบง่ายคือ “เป็นตัวกลาง” โบซอนในวลีนี้ถูกอธิบายว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพถ่ายทอดระหว่างอนุภาคได้ ไม่ได้หมายความว่าโบซอนถือหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของจริง ๆ that carry forces เป็นประโยคย่อยขยาย the bosons ในที่นี้ forces หมายถึงแรงหรือปฏิสัมพันธ์ทางฟิสิกส์ ไม่ใช่กองกำลังทหารหรือการบังคับใคร
แบบฝึกหัด
เติมวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ถ่ายทอดปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ”: In this simple model, bosons ____ between particles.
ดูคำตอบ
carry forces
order ... according to ...: เรียงตามเกณฑ์
ในประโยคนี้ order เป็นคำกริยาที่หมายถึงการนำสิ่งต่าง ๆ มาเรียงเป็นลำดับ รูปแบบ order A according to B หมายถึงจัดเรียง A โดยใช้ B เป็นเกณฑ์ตัดสิน ในที่นี้ A คือ these particles และ B คือ their properties ส่วน mass เป็นตัวอย่างหนึ่งของสมบัติดังกล่าว คำที่ตามหลัง according to บอกเกณฑ์ที่ใช้กำหนดลำดับ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสองคำที่ใช้บอกเกณฑ์การเรียง: The app can order the photos ____ the date they were taken.
ดูคำตอบ
according to
but we never really knew where this mass came from, กริยาวลี
2:44แต่เราไม่เคยรู้เลยว่ามวลนี้มาจากไหน
where this mass came from: ถามถึงต้นกำเนิดหรือสาเหตุ
ในประโยคนี้ came from หมายถึงมีต้นกำเนิดหรือสาเหตุมาจากบางสิ่ง ผู้พูดกำลังถามว่าอะไรทำให้อนุภาคมีมวล ไม่ได้ถามว่ามวลเคลื่อนที่มาจากสถานที่ใด come from สามารถบอกต้นกำเนิดได้โดยไม่ต้องสื่อถึงการเคลื่อนที่ เมื่อใช้กับคำนามที่เป็นนามธรรม เช่น mass, idea หรือ error วลี where it came from มักถามว่าอะไรทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นหรือเป็นสาเหตุของมัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสองคำที่บอกต้นกำเนิดหรือสาเหตุ: The engineers need to find out where the error ____.
ดูคำตอบ
came from
the masses they do: ใช้ do แทน have
ในวลีนาม the masses they do คำว่า do ทำหน้าที่แทนกริยา have ที่กล่าวไปแล้ว หากเขียนความหมายเต็มจะเป็น the masses that they have คำว่า do ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงการกระทำอีกอย่างหนึ่ง ภาษาอังกฤษมักใช้ do, does หรือ did เพื่อไม่ต้องกล่าวกริยาซ้ำในอนุประโยคขยายคำนาม ให้ย้อนกลับไปหากริยาก่อนหน้าเพื่อเข้าใจโครงสร้าง เช่น ใน why she made the choice she did คำว่า did แทน made
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างหลีกเลี่ยงการกล่าวกริยาซ้ำด้วยกริยาช่วยที่แทน has: I don't know why this leaf has the shape it ____.
ดูคำตอบ
does
how does this Higgs field thing explain mass? การใช้คำ
2:51ไอ้สนามฮิกส์นี่มันอธิบายเรื่องมวลยังไงล่ะ?
this Higgs field thing: ใช้ thing เรียกหัวข้อแบบไม่เป็นทางการ
ใน this Higgs field thing คำว่า thing ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของศัพท์วิทยาศาสตร์ Higgs field ผู้พูดใช้รูปแบบ this + ชื่อหรือหัวข้อ + thing เพื่อเรียกหัวข้อนั้นอย่างเป็นกันเอง ในประโยคนี้ รูปแบบดังกล่าวทำให้ผู้พูดฟังดูเหมือนคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญและยังพยายามทำความเข้าใจแนวคิดอยู่ รูปแบบเดียวกันอาจสื่อความสับสน ความรู้สึกเว้นระยะ หรือความสงสัยเล็กน้อยได้ตามน้ำเสียง แต่ไม่ได้แปลว่าผู้พูดไม่ชอบหัวข้อนั้นเสมอไป
แบบฝึกหัด
thing ใน this Higgs field thing ทำหน้าที่หลักอย่างไร
- ใช้เรียกสนามฮิกส์อย่างเป็นกันเองและสื่อว่าผู้พูดยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ทั้งหมด
- หมายความว่าสนามฮิกส์เป็นวัตถุจริงที่ผู้พูดถือไว้ในมือได้
- เป็นคำทางการที่อยู่ในชื่อวิทยาศาสตร์
ดูคำตอบ
ใช้เรียกสนามฮิกส์อย่างเป็นกันเองและสื่อว่าผู้พูดยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ทั้งหมด
when a particle passes through the Higgs field: กระบวนการที่นำไปสู่ผลลัพธ์
อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when ใช้ตั้งสถานการณ์ที่นำไปสู่ผลในประโยคหลัก ในที่นี้หมายถึง “ในระหว่างกระบวนการที่อนุภาคเคลื่อนผ่านสนามฮิกส์” ไม่ได้หมายถึงเพียง “ณ เวลาหนึ่งที่เฉพาะเจาะจง” การใช้รูปปัจจุบันธรรมดาในทั้งสองส่วนแสดงความสัมพันธ์นี้เป็นกลไกทั่วไป ทุกครั้งที่เกิดการเคลื่อนผ่านแบบนี้ อันตรกิริยาและผลที่กล่าวไว้ก็จะตามมา passes through หมายถึงการเคลื่อนผ่านสนาม ไม่ใช่การเดินทางทั่วไป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when เพื่อบอกกระบวนการที่มักนำไปสู่ผลลัพธ์หนึ่ง
- Air passed through the filter after the dust was trapped.
- Although the filter is new, the air is dusty.
- When air passes through the filter, dust is trapped.
ดูคำตอบ
When air passes through the filter, dust is trapped.
gets mass: get ที่หมายถึง “เริ่มมี”
ใน gets mass คำว่า get หมายถึง “ได้รับ” หรือ “เริ่มมี” มวลเป็นสมบัติที่อนุภาคเริ่มมีอันเป็นผลจากอันตรกิริยา ในที่นี้ get ไม่ได้หมายถึงการไปหยิบหรือขนสิ่งของจริง ๆ การใช้แบบนี้เน้นการเปลี่ยนไปสู่สภาวะใหม่ เปรียบเทียบกับ get permission ซึ่งหมายถึงได้รับอนุญาต และ get tired ซึ่งหมายถึงเข้าสู่สภาวะเหนื่อย
แบบฝึกหัด
อนุภาคสมมติไม่มีประจุในตอนแรก ประโยคใดเน้นว่ามันได้รับสมบัตินี้หลังจากเกิดอันตรกิริยา
- The particle gets a charge after the interaction.
- The particle loses its charge after the interaction.
- The particle has a charge throughout the experiment.
ดูคำตอบ
The particle gets a charge after the interaction.
The more..., the more... สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงกัน
โครงสร้าง the + ขั้นกว่า..., the + ขั้นกว่า... ใช้เชื่อมการเปลี่ยนแปลงสองอย่างเข้าด้วยกัน ส่วนแรกบอกเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป และส่วนที่สองบอกว่าสิ่งใดเปลี่ยนตาม โดยทั่วไปหมายถึงเมื่อปริมาณหนึ่งเพิ่มขึ้นหรือลดลง อีกปริมาณหนึ่งก็เปลี่ยนตามด้วย ในประโยคนี้ ปฏิสัมพันธ์ที่มากขึ้นเกิดควบคู่กับมวลที่มากขึ้น the ทั้งสองคำเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำนำหน้านามทั่วไปที่ชี้ถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างซ้ำ The more..., the more...: ____ you practice, ____ confident you become.
ดูคำตอบ
The more · the more
kind of get that: เข้าใจเพียงบางส่วน
ในที่นี้ get that หมายถึง “เข้าใจแนวคิดนั้น” ไม่ใช่ “ได้รับสิ่งนั้น” Kind of ทำให้ get มีน้ำเสียงอ่อนลงและแสดงว่าความเข้าใจยังไม่สมบูรณ์ ผู้พูดเข้าใจใจความหลักแล้วแต่ยังไม่แน่ใจทั้งหมด วลีนี้ยังใช้เป็นการตอบรับในบทสนทนาได้ด้วย โดยบอกอีกฝ่ายว่าคำอธิบายเริ่มเข้าใจได้แล้ว แต่ยังเปิดโอกาสให้มีการอธิบายเพิ่มเติมหรือถามคำถามต่อ
แบบฝึกหัด
เพื่อนอธิบายแนวคิดใหม่ คุณเข้าใจใจความหลักแต่ยังไม่แน่ใจ คำตอบใดเหมาะที่สุด
- I get that completely.
- I kind of get that.
- I don't get that at all.
ดูคำตอบ
I kind of get that.
What if there were no...?:จินตนาการว่าสิ่งหนึ่งไม่มีอยู่
What if + อนุประโยค? ใช้ขอให้ผู้ฟังจินตนาการถึงสถานการณ์หนึ่งและคิดถึงผลที่จะตามมา ในที่นี้ there were no Higgs field หมายถึง “ลองจินตนาการว่าสนามฮิกส์ไม่มีอยู่” were แสดงว่าสถานการณ์นั้นไม่เป็นจริงหรือขัดกับข้อเท็จจริง ไม่ได้บอกเวลาในอดีต รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ What if there were no + คำนาม?
แบบฝึกหัด
เติมคำถามด้วยรูปแบบสมมติที่ไม่เป็นจริง: ____ gravity?
ดูคำตอบ
What if there were no
If there were no..., ... wouldn't...:เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงและผลลัพธ์
ประโยคนี้จินตนาการถึงเงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน แล้วบอกผลลัพธ์ของเงื่อนไขนั้น รูปแบบนี้เรียกว่าประโยคเงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน โดย If there were no Higgs field ตั้งเงื่อนไขสมมติ และ the world wouldn't exist บอกผลลัพธ์ were ไม่ได้หมายถึงเวลาในอดีต ส่วนผลลัพธ์ใช้ would not + กริยารูปพื้นฐาน เช่น wouldn't exist ส่วน at all เน้นการปฏิเสธ ดังนั้น wouldn't exist at all จึงหมายถึง “จะไม่ดำรงอยู่เลย”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงด้วยรูปแบบเป้าหมาย: ____ gravity, planets ____ stay in orbit.
ดูคำตอบ
If there were no · wouldn't
There'd be no...: รูปย่อของ There would be no...
ในที่นี้ There'd be no... หมายถึง There would be no... โดยใช้โครงสร้างบอกการมีอยู่ there would be เพื่อบอกว่าสิ่งใดจะไม่มีอยู่ในสถานการณ์สมมติ เนื่องจาก 'd ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน be จึงย่อมาจาก would ไม่ใช่ had การพูด no ซ้ำหน้า stars, planets และ air เป็นการค่อย ๆ เพิ่มรายการสิ่งที่ไม่มี ส่วน no anything ตอนท้ายเป็นรูปแบบไม่เป็นทางการที่เน้นย้ำ เพื่อสรุปว่าไม่มีอะไรเลย
แบบฝึกหัด
เติมผลลัพธ์สมมติด้วยโครงสร้างบอกการมีอยู่แบบย่อ: Without sunlight, ____ plants.
ดูคำตอบ
there'd be no
not even...: จากการปฏิเสธแบบกว้างไปสู่กรณีเฉพาะ
วลี not even that spoon or the ice cream you're eating สานต่อความหมายเชิงปฏิเสธก่อนหน้า ไม่ได้เริ่มหัวข้อใหม่ วลีนี้เพิ่มตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากและยังอยู่ในขอบเขตของการปฏิเสธ นั่นคือทั้งช้อนและไอศกรีมจะไม่มีอยู่ ผู้พูดบอกผลแบบกว้าง ๆ ก่อนด้วย no anything แล้วจึงชี้ไปยังสิ่งของที่ผู้ฟังมองเห็นได้ การเปลี่ยนจากคำกล่าวทั่วไปไปสู่กรณีเฉพาะช่วยให้นึกภาพผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้นและเน้นการปฏิเสธให้หนักแน่นขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมวลีสองคำที่เพิ่มกรณีเฉพาะอันน่าแปลกใจให้กับการปฏิเสธแบบกว้าง: No one came to the party, ____ Maya.
ดูคำตอบ
not even
Where does X fit into things?:ถามว่า X มีบทบาทอย่างไรในภาพรวม
Where does X fit into things? ใช้ถามว่า X มีตำแหน่ง บทบาท หรือความเชื่อมโยงอย่างไรในสถานการณ์หรือคำอธิบายที่ใหญ่กว่า ในประโยคนี้ ผู้พูดถามว่าฮิกส์โบซอนเชื่อมโยงกับคำอธิบายโดยรวมอย่างไร ไม่ได้ถามว่ามันอยู่ที่ไหนจริง ๆ ในโครงสร้างนี้ things เป็นคำไม่เป็นทางการที่ใช้แทนหัวข้อทั้งหมดที่กำลังพูดถึง ใช้คำถามนี้เมื่อมีข้อมูลหลายส่วนแล้ว และต้องการให้ใครสักคนอธิบายว่าส่วนหนึ่งอยู่ตรงไหนในภาพรวม
แบบฝึกหัด
คำถามใดถามอย่างเป็นธรรมชาติถึงบทบาทของโปรแกรมในกลยุทธ์โดยรวม?
- When does this training program begin?
- Where does this training program fit into our strategy?
- Where should we store this training program's materials?
ดูคำตอบ
Where does this training program fit into our strategy?
use it as an analogy first:ใช้มันเป็นสิ่งเปรียบเทียบก่อน
Use A as an analogy หมายถึงใช้ A เป็นสิ่งเปรียบเทียบเพื่อช่วยอธิบายอีกแนวคิดหนึ่ง การเปรียบเทียบนี้เน้นความคล้ายที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่ได้บอกว่าสองสิ่งนั้นเหมือนกันจริง ๆ First แสดงลำดับของคำอธิบาย คือเริ่มจากการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายกว่า แล้วจึงไปสู่คำอธิบายที่แม่นยำกว่า
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าใช้แผนที่เป็นสิ่งเปรียบเทียบเพื่ออธิบายเครือข่าย ไม่ใช่เป็นตัวอย่างจริงของเครือข่ายนั้น?
- Let's use the map as an analogy for the network.
- Let's use the map to replace the network.
- Let's use the map as an example of the network.
ดูคำตอบ
Let's use the map as an analogy for the network.
Not quite: การแก้คำตอบบางส่วนอย่างนุ่มนวล
Not quite หมายถึง “ไม่ทั้งหมด” หรือ “ไม่ตรงเสียทีเดียว” เมื่อใช้ตอบในประโยคนี้ จะแสดงว่าอีกฝ่ายคิดมาใกล้เคียงแล้ว แต่ยังมีบางส่วนที่ผิดหรือขาดอยู่ สำนวนนี้ช่วยให้การแก้คำตอบฟังนุ่มนวลขึ้น แทนที่จะตอบ no อย่างห้วน ๆ ผู้พูดยังสามารถอธิบายต่อได้ว่าต้องแก้ตรงไหน
แบบฝึกหัด
คำตอบของผู้เรียนใกล้เคียงแต่ยังไม่ถูกทั้งหมด ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องและนุ่มนวลที่สุด
- No. That's completely wrong.
- Exactly right.
- Not quite, but you're close.
ดูคำตอบ
Not quite, but you're close.
The cherry is a particle moving through the Higgs field,
3:33เชอร์รี่คืออนุภาคที่เคลื่อนที่ผ่านสนามฮิกส์
gives the cherry its mass: การใช้ give เพื่อให้คุณสมบัติ
ใน gives the cherry its mass คำว่า give ใช้โครงสร้าง give + สิ่งที่ได้รับผล + its + คุณสมบัติ โดย the cherry คือสิ่งที่ได้รับผล และ its mass คือคุณสมบัติที่เกิดขึ้นกับสิ่งนั้น ในที่นี้ its หมายถึง the cherry นี่เป็นการใช้ give ในความหมายเชิงนามธรรม หมายถึงมิลค์เชกทำให้เกิดหรือกำหนดมวลของเชอร์รี ไม่ได้หมายถึงการยื่นสิ่งของที่เรียกว่า mass ให้เชอร์รีจริง ๆ
แบบฝึกหัด
ใช้โครงสร้าง give + object + its + property และคำว่า gives, the room, its warm atmosphere เติมประโยคให้สมบูรณ์: Soft lighting ____.
ดูคำตอบ
gives the room its warm atmosphere
การใช้ You're getting closer เป็นคำติชมเพื่อให้กำลังใจ
ในที่นี้ You're getting closer หมายถึงคำตอบหรือความเข้าใจของผู้ฟังกำลังเข้าใกล้สิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าตัวบุคคลกำลังขยับเข้าใกล้บางสิ่งจริง ๆ โครงสร้าง get + คำคุณศัพท์ขั้นกว่าใช้แสดงการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ ดังนั้น getting closer จึงหมายถึงการเข้าใกล้มากขึ้น ในฐานะคำติชม ประโยคนี้ยอมรับว่าผู้ฟังพัฒนาขึ้น พร้อมกับบอกอย่างนุ่มนวลว่าคำตอบยังไม่ถูกต้องทั้งหมด
แบบฝึกหัด
คำตอบของเพื่อนร่วมชั้นยังไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ข้อใดเป็นคำติชมที่ให้กำลังใจ
- You're getting closer.
- You're moving closer to the desk.
- That's exactly right.
ดูคำตอบ
You're getting closer.
It takes an excitation of the Higgs field to produce the Higgs boson. ไวยากรณ์
3:47ต้องมีการกระตุ้นของสนามฮิกส์จึงจะสร้างฮิกส์โบซอนได้
It takes X to produce Y สำหรับบอกสิ่งที่จำเป็น
ในโครงสร้าง It takes X to do Y คำว่า takes หมายถึง “ต้องใช้” X ระบุเงื่อนไข ทรัพยากร เวลา หรือความพยายามที่จำเป็นต่อการทำ Y ในประโยคนี้ การกระตุ้นของสนามฮิกส์คือเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการสร้างฮิกส์โบซอน it ที่ต้นประโยคเป็นประธานสมมติและไม่ได้อ้างถึงสิ่งใดโดยเฉพาะ ส่วนกริยารูป to-infinitive ระบุการกระทำที่กำลังอธิบายสิ่งจำเป็น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ It takes X to do Y อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกว่าการแก้ปริศนาต้องใช้เวลา
- Time takes to solve the puzzle.
- It takes time to solve the puzzle.
- It takes to solve the puzzle time.
ดูคำตอบ
It takes time to solve the puzzle.
if I were to add energy: สมมติฐานแบบระมัดระวัง
If I were to add energy เป็นการชวนให้ผู้ฟังจินตนาการถึงการเพิ่มพลังงาน แล้วคิดต่อว่าอาจเกิดอะไรขึ้น โครงสร้างคือ if + ประธาน + were to + กริยารูปพื้นฐาน were ในที่นี้ไม่ได้บอกอดีต แต่ช่วยเว้นระยะจากความเป็นจริงหรือการตัดสินใจที่แน่นอน จึงทำให้สมมติฐานฟังดูระมัดระวังกว่าประโยคเงื่อนไขแบบตรงไปตรงมา
แบบฝึกหัด
เติมสมมติฐานแบบระมัดระวังด้วย were to: If the team ____ delay the launch, how would customers react?
ดูคำตอบ
were to
then the drops that spill on the bar are the Higgs bosons.
3:58งั้นหยดน้ำที่กระเด็นมาบนบาร์ก็คือฮิกส์โบซอนเหรอ
The splash itself: เน้นสิ่งนั้นโดยตรง
The splash itself หมายถึง “การกระเซ็นนั้นเองโดยเฉพาะ” ไม่ใช่สิ่งอื่นที่เพียงเกี่ยวข้องกับมัน itself เป็นคำสรรพนามสะท้อนที่ใช้เน้นและวางไว้หลังคำนามที่ต้องการเน้น ในประโยคนี้ ผู้พูดแก้จุดสนใจจากหยดน้ำมาเป็นการกระเซ็นทั้งหมด โครงสร้างนามวลี + itself ใช้ชี้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง
แบบฝึกหัด
เติมคำเน้นที่ทำให้เครื่องเป็นจุดสนใจ: The machine ____ is fine; the cable is damaged.
ดูคำตอบ
itself
Are you serious? ที่ใช้แสดงความไม่อยากเชื่อ
ในที่นี้ Are you serious? เป็นปฏิกิริยาทันทีเมื่อได้ยินข้อมูลที่น่าประหลาดใจ มีความหมายใกล้เคียงกับ “จริงเหรอ?” หรือ “ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม?” ไม่ใช่การตรวจสอบท่าทีของผู้พูดอย่างเป็นกลางและเป็นทางการ ประโยคนี้ขอให้อีกฝ่ายยืนยันพร้อมกับแสดงความไม่อยากเชื่อ
แบบฝึกหัด
เพื่อนพูดว่า “Our team won first place!” แล้วคุณตอบว่า “Are you serious?” คุณน่าจะแสดงความหมายใดมากที่สุด
- การขอให้เพื่อนพูดอย่างเป็นทางการมากขึ้น
- การถามเกี่ยวกับบุคลิกของเพื่อน
- ความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อ
ดูคำตอบ
ความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อ
ใช้ that's what ... teaches us เพื่อสรุปข้อสรุป
ใน that's what quantum mechanics teaches us คำว่า what นำอนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม ซึ่งหมายถึง “สิ่งหรือแนวคิดที่กลศาสตร์ควอนตัมสอนเรา” อนุประโยค what ทั้งหมดอยู่หลัง is และระบุข้อสรุปที่เพิ่งกล่าวถึงก่อนหน้านั้น ในที่นี้ teaches us ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ทฤษฎีไม่ใช่ครูที่สอนอยู่ในห้องเรียน แต่หลักฐานและหลักการของทฤษฎีทำให้เราเข้าใจข้อสรุปหนึ่ง ๆ รูปแบบ That's what + แหล่งที่มา + teaches us ใช้สรุปบทเรียนจากทฤษฎี การทดลอง เหตุการณ์ หรือประสบการณ์ได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ That's what ... teaches us: The result changes when the room gets warmer. ____ this experiment teaches us.
ดูคำตอบ
That's what
excitations of fields ในฟิสิกส์อนุภาค
ในฟิสิกส์อนุภาค วลี excitations of fields หมายถึงสถานะที่มีพลังงานแบบเฉพาะหรือการรบกวนในสนามทางฟิสิกส์ ในทฤษฎีสนามควอนตัม อนุภาคถูกมองว่าเป็นหน่วยพลังงานที่สังเกตได้ หรือควอนตา ของการกระตุ้นเหล่านั้น ตรงนี้ excitation เป็นคำนามทางเทคนิค ไม่ใช่ความรู้สึกตื่นเต้นของคน วลีนี้เชื่อมอนุภาคเข้ากับสนามของมัน กล่าวคือ การกระตุ้นแบบเฉพาะของสนามจะถูกสังเกตเห็นเป็นอนุภาค
แบบฝึกหัด
excitations of fields ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?
- การรบกวนทางฟิสิกส์หรือสถานะที่มีพลังงานของสนาม
- ผู้คนรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับสาขาวิชา
- เหตุการณ์น่าสนใจที่เกิดขึ้นในทุ่งกลางแจ้ง
ดูคำตอบ
การรบกวนทางฟิสิกส์หรือสถานะที่มีพลังงานของสนาม
Well, I I kind of see why you like particle physics.
4:18อืม ฉัน ฉันพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมนายถึงชอบฟิสิกส์อนุภาค
strange, but cool: ลงท้ายด้วยความคิดเห็นเชิงบวก
strange, but cool นำความคิดเห็นสองอย่างมาเปรียบต่างกัน strange ยอมรับก่อนว่าสิ่งนั้นดูไม่ธรรมดาหรือแปลก จากนั้น but จึงเปลี่ยนไปสู่ cool ซึ่งเป็นความคิดเห็นเชิงบวก ในรูปแบบ A, but B ส่วน B มักได้รับการเน้นหลักและกำหนดทิศทางความคิดเห็นสุดท้ายที่ผู้ฟังได้รับ ตรงนี้ผู้พูดยังคงมีท่าทีเชิงบวกโดยรวม แม้จะกล่าวว่าสิ่งนั้นแปลกก็ตาม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดยอมรับว่าสิ่งประดิษฐ์นั้นแปลก แต่ทิ้งความรู้สึกเชิงบวกไว้ในตอนท้าย?
- The invention is strange and disappointing.
- The invention is strange, but cool.
- The invention is cool, but strange.
ดูคำตอบ
The invention is strange, but cool.
ใช้ you could call it... เพื่อประเมินอย่างไม่ฟันธง
ในประโยคนี้ you could call it... เสนอวิธีหนึ่งที่เป็นไปได้ในการอธิบายสิ่งหนึ่ง could ไม่ได้หมายถึงความสามารถ แต่ทำให้คำเรียกนั้นฟังดูเปิดให้พูดคุยได้ ไม่ใช่ข้อสรุปตายตัว a bit ยังช่วยลดความแรงของ strange ด้วย เมื่อรวมกันแล้วจึงมีความหมายประมาณว่า “จะอธิบายว่ามันค่อนข้างแปลกก็นับว่าสมเหตุสมผล” โดยใช้น้ำเสียงระมัดระวังและไม่ยัดเยียด
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ “You could call it a bit strange” ในบริบทนี้มากที่สุด
- ประโยคนี้สั่งให้ทุกคนใช้ “strange” เป็นชื่ออย่างเป็นทางการ
- ประโยคนี้เสนออย่างระมัดระวังว่า “a bit strange” เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล
- ประโยคนี้บอกว่าบางคนมีความสามารถทางกายในการตั้งชื่อสิ่งนั้น
ดูคำตอบ
ประโยคนี้เสนออย่างระมัดระวังว่า “a bit strange” เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล
not like everyday life: ต่างจากประสบการณ์ทั่วไป
Everyday life หมายถึงชีวิตธรรมดาที่คุ้นเคยและประสบการณ์ที่คนทั่วไปมี ส่วน not like everyday life บอกว่าบางสิ่งไม่เหมือนกับสิ่งที่คนมักเห็น รู้สึก หรือคาดคิด ในที่นี้ everyday เป็นคำคุณศัพท์ที่เขียนติดกันหนึ่งคำและขยาย life วลีทั้งหมดจึงใช้บอกได้ว่า ในสถานการณ์เชิงเทคนิค ผิดปกติ หรือไม่คุ้นเคย สัญชาตญาณจากชีวิตประจำวันอาจใช้เป็นแนวทางไม่ได้เสมอไป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ everyday เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “ธรรมดาหรือเป็นกิจวัตร” ได้ถูกต้อง
- This rule is useful in life every day.
- Every day life can feel busy.
- This rule is useful in everyday life.
ดูคำตอบ
This rule is useful in everyday life.
By finding..., we know that...: การเชื่อมหลักฐานกับข้อสรุป
ในที่นี้ By finding... หมายถึง “ด้วยการค้นพบ...” ไม่ใช่ “ภายในเวลาที่ค้นพบ...” วลี by + -ing ที่อยู่ต้นประโยคอธิบายว่าเราได้ข้อสรุปด้วยวิธีใดหรือจากหลักฐานอะไร รูปแบบ By + -ing..., we know that... เชื่อมการสังเกตหรือวิธีการเข้ากับข้อสรุปที่ได้จากสิ่งนั้น เมื่อตั้งคำถามว่า “เรารู้ได้อย่างไร” วลีที่ขึ้นต้นด้วย by จะเป็นคำตอบ
แบบฝึกหัด
เติมคำที่แสดงว่าได้ข้อสรุปมาด้วยวิธีใดให้ประโยคสมบูรณ์: ____ measuring the temperature, we know that the liquid is heating up.
ดูคำตอบ
By
You must be done: must ที่ใช้แสดงข้อสรุปอย่างมั่นใจ
ในบริบทนี้ must แสดงข้อสรุปที่มั่นใจมากจากหลักฐาน ผู้พูดเชื่อว่า “คุณทำเสร็จแล้วแน่ ๆ” ส่วน done อธิบายสภาพที่บุคคลนั้นทำสิ่งที่กำลังทำอยู่เสร็จแล้ว ประโยคนี้ไม่ใช่คำสั่งให้ทำให้เสร็จ must ใช้ได้ทั้งเพื่อแสดงข้อสรุปและหน้าที่ ดังนั้นให้ดูหลักฐานรอบข้าง กำหนดเวลา และดูว่ามีการเรียกร้องให้ทำสิ่งใดหรือไม่
แบบฝึกหัด
โค้ชเห็นว่ากรวยทั้งหมดถูกเก็บกลับลงถุงแล้วจึงพูดว่า “You must be done.” โค้ชหมายความว่าอย่างไร
- คุณได้รับอนุญาตให้หยุดได้
- ฉันแน่ใจว่าคุณทำเสร็จแล้ว
- ฉันสั่งให้คุณทำให้เสร็จตอนนี้
ดูคำตอบ
ฉันแน่ใจว่าคุณทำเสร็จแล้ว
anything left of X: สิ่งที่ยังเหลือจาก X
ในรูปแบบ “Is there anything left of X?” คำว่า left หมายถึง “ที่ยังเหลืออยู่” หลังจาก X บางส่วนหรือทั้งหมดถูกใช้ไป ถูกนำออก ทำเสร็จ หรืออธิบายแล้ว เมื่อ X เป็นสาขาอย่างฟิสิกส์อนุภาค คำถามนี้จึงถามว่ายังมีงานที่ไม่ได้สำรวจหรือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเหลืออยู่หรือไม่ ถ้อยคำนี้อาจเป็นคำถามเชิงโวหาร โดยพูดราวกับว่าทั้งสาขาอาจถูกศึกษาไปจนหมดแล้ว left ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทิศทาง “ซ้าย”
แบบฝึกหัด
ใน “Is there anything left of particle physics?” คำว่า left หมายถึงอะไร
- ที่ยังเหลืออยู่
- ที่จากไปแล้ว
- อยู่ทางด้านซ้าย
ดูคำตอบ
ที่ยังเหลืออยู่
we've just begun: นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
we've เป็นรูปย่อของ we have และ begun เป็นกริยาช่องที่สามของ begin ใน we've just begun รูป present perfect เชื่อมการเริ่มต้นกับสถานการณ์ตอนนี้ ส่วน just มีความหมายว่า “เพิ่ง/เพียง” และเน้นว่ากระบวนการยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เมื่อใช้เป็นคำตอบสั้น ๆ หรือประโยคปิดท้าย ประโยคนี้จะพลิกความคาดหมายว่าเรื่องจบแล้ว โดยมองความสำเร็จตรงหน้าใหม่ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และพาความสนใจไปยังสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้เพื่อแสดงว่างานเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น: We reached our first small goal, but ____.
ดูคำตอบ
we've just begun
It's a bit like...: การนำเข้าสู่การเปรียบเทียบแบบมีขอบเขต
It's a bit like... บอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีการยกสิ่งหนึ่งมาเปรียบเทียบ ส่วน a bit จำกัดระดับของการเปรียบเทียบ หมายความว่าสองสถานการณ์มีรูปแบบร่วมกันที่ช่วยให้เข้าใจได้ แต่ไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง ส่วน you know เป็นคำแทรกแบบภาษาพูดที่ช่วยพาผู้ฟังเข้าสู่ตัวอย่าง เรื่องของโคลัมบัสจัดข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบว่า คนคนหนึ่งคิดว่าตนไปถึงเป้าหมายแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับเปิดทิศทางใหม่ที่ไม่คาดคิด รายละเอียดทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่ประเด็นหลัก เรื่องที่คุ้นเคยนี้มีไว้เพื่อช่วยให้นึกภาพการค้นพบที่เป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้น
แบบฝึกหัด
ตัดสินว่าถูกหรือผิด: It's a bit like... โดยทั่วไปหมายความว่าสองสถานการณ์เหมือนกันในทุกรายละเอียด
- ผิด
- ถูก
ดูคำตอบ
ผิด
indeed..., but not quite...: ยอมรับผลลัพธ์ก่อนแล้วจึงจำกัดความ
indeed เน้นข้อความแรกว่าเขาพบสิ่งใหม่จริง ๆ คำนี้ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นอย่างชัดเจน ก่อนที่ประโยคจะเปลี่ยนทิศทาง but not quite what he was expecting จำกัดขอบเขตของข้อความแรกแทนที่จะลบล้าง ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ตรงกับความคาดหวังของเขาทั้งหมด รูปแบบที่ยอมรับก่อนแล้วจึงจำกัดความนี้มีประโยชน์เมื่อผลลัพธ์มีคุณค่า แต่ยังต้องปรับคำอธิบายให้แม่นยำ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดยอมรับก่อนว่ามีผลลัพธ์จริง แล้วจึงจำกัดว่าผลลัพธ์นั้นตรงกับความคาดหวังมากเพียงใด
- The experiment produced exactly the result we expected.
- The experiment did indeed produce a result, but not quite the one we expected.
- The experiment did not produce any result.
ดูคำตอบ
The experiment did indeed produce a result, but not quite the one we expected.
need to make sure that...: ตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริง
need to make sure that... หมายถึงจำเป็นต้องตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงที่กล่าวในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ในประโยคนี้ สิ่งที่ต้องยืนยันคือตัวตนที่แท้จริงของอนุภาคนั้น โครงสร้างคือ need to + make sure + อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that คำว่า make sure ไม่ได้แปลว่า “สร้างความแน่นอน” แต่หมายถึงใช้การตรวจสอบ หลักฐาน หรือการกระทำอื่นเพื่อให้ทราบว่าสิ่งนั้นเป็นจริง
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนสามคำที่มีความหมายว่า “ตรวจสอบและยืนยัน” ลงในประโยค: Before we announce the winner, we need to ____ the scores are correct.
ดูคำตอบ
make sure that
It seems to fit: สอดคล้องกับหลักฐานหรือแบบจำลอง
ในที่นี้ fit ใช้ในความหมายเชิงนามธรรมว่า “ตรงกัน” หรือ “สอดคล้องกับ” หลักฐาน แบบจำลอง หรือคำอธิบายที่มีอยู่ ไม่ได้พูดถึงขนาดเสื้อผ้า การใช้ seems to ทำให้ข้อความเป็นการประเมินแบบยังไม่ฟันธง It seems to fit หมายถึงจากข้อมูลที่รู้ตอนนี้ ทั้งสองสิ่งดูน่าจะสอดคล้องกัน แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างสมบูรณ์ หากบริบทบอกชัดอยู่แล้วว่าสอดคล้องกับอะไร ก็สามารถละสิ่งที่ตามหลัง fit ได้
แบบฝึกหัด
ในการพูดคุยเรื่องข้อมูล “It seems to fit” หมายความว่าอย่างไร
- ดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับหลักฐาน
- พิสูจน์แนวคิดนั้นได้อย่างแน่นอนทั้งหมด
- ดูเหมือนว่าจะเป็นขนาดเสื้อผ้าที่พอดี
ดูคำตอบ
ดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับหลักฐาน
but we need to measure its properties to be sure. วลี
5:09แต่เราต้องวัดคุณสมบัติของมันเพื่อความแน่ใจ
need to measure ... to be sure: ต้องวัดเพื่อยืนยัน
need to measure its properties บอกการกระทำที่จำเป็น คือวัดลักษณะของวัตถุแทนที่จะเชื่อเพียงความประทับใจแรก to be sure ที่อยู่ท้ายประโยคเป็น infinitive บอกจุดประสงค์ว่าเหตุใดจึงต้องวัด นั่นคือเพื่อยืนยันว่าข้อสรุปถูกต้อง ไม่ได้เป็นข้อความแยกที่บอกว่าผู้พูดมั่นใจอยู่แล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: We ____ the doorway ____ the sofa will fit.
ดูคำตอบ
need to measure · to be sure
take data ในการทดลอง
ในภาษาพูดของห้องปฏิบัติการและงานวิจัย take data หมายถึงทำการสังเกตหรือวัดแล้วบันทึกผล ในประโยคนี้เป็นคำสั่งให้เก็บหลักฐานเพิ่ม ไม่ได้หมายถึงนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วไปที่อื่น a lot more เปรียบเทียบปริมาณที่ต้องการกับข้อมูลที่มีอยู่แล้ว โดยบอกว่ายังต้องวัดเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก
แบบฝึกหัด
ในห้องปฏิบัติการ Take a lot more data. หมายความว่าอะไร?
- เก็บและบันทึกผลการวัดเพิ่มอีกจำนวนมาก
- ลบผลการวัดส่วนใหญ่ออก
- นำข้อมูลที่มีอยู่แล้วไปไว้ที่อื่น
ดูคำตอบ
เก็บและบันทึกผลการวัดเพิ่มอีกจำนวนมาก
This new boson lives for only a very short time การใช้คำ
5:15โบซอนตัวใหม่นี้จะคงอยู่เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ
lives for only a very short time: ระยะเวลาที่อนุภาคมีอยู่
ในประโยคนี้ lives หมายถึง “ยังคงมีอยู่” โบซอนไม่ได้มีชีวิตเหมือนสัตว์ ผู้พูดยืมแนวคิดเรื่องช่วงชีวิตมาอธิบายว่าอนุภาคมีอยู่ได้นานเพียงใด โครงสร้าง live for + ระยะเวลา ใช้บอกความยาวของเวลา ส่วน only a very short time เน้นว่าโบซอนไม่ได้คงอยู่ในรูปนั้นนาน
แบบฝึกหัด
ใน Some unstable particles live for less than a second คำว่า live for หมายถึงอะไร
- อาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งตลอดช่วงเวลานั้น
- ประพฤติตัวเหมือนสิ่งมีชีวิต
- ยังคงมีอยู่ตลอดช่วงเวลานั้น
ดูคำตอบ
ยังคงมีอยู่ตลอดช่วงเวลานั้น
breaks down or decays into: การเปลี่ยนแปลงของอนุภาคและผลผลิต
breaks down และ decays เป็นสองวิธีในการอธิบายว่าอนุภาคที่ไม่เสถียรเปลี่ยนไปแทนที่จะคงรูปเดิม break down เป็นคำอธิบายที่กว้างกว่า ส่วน decay เป็นศัพท์ฟิสิกส์ที่แม่นยำ ในที่นี้ decay ไม่ได้หมายถึงการเน่าเปื่อย ในโครงสร้าง decay into + ผลผลิต คำว่า into ใช้นำหน้าอนุภาคที่เกิดจากการสลายตัว อนุภาคที่เบากว่าและเสถียรกว่าเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่จุดหมายที่อนุภาคเดิมเคลื่อนที่ไป
แบบฝึกหัด
ใช้สำนวนมาตรฐานทางฟิสิกส์อนุภาค decay into ในรูปที่ถูกต้อง: The unstable particle ____ two photons.
ดูคำตอบ
decays into
By measuring..., we learn about...: อธิบายวิธีการ
By measuring these particles เป็นวลีที่บอกวิธีการ ในที่นี้ by หมายถึง “ผ่านการกระทำนี้” และ measuring เป็นรูป -ing ที่ใช้หลังคำบุพบท by ไม่ได้หมายถึง “ก่อนถึงกำหนดเวลา” ประโยคหลัก we learn about the properties of the boson บอกว่าเราได้ข้อมูลอะไรจากวิธีนั้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ By + การกระทำรูป -ing, ประธาน + ผลลัพธ์
แบบฝึกหัด
ใช้ by และรูป -ing ของ test เติมวลีบอกวิธีให้สมบูรณ์: ____ the soil, we learn about its nutrient levels.
ดูคำตอบ
By testing
what exactly are you looking for?: ถามถึงเป้าหมายที่ชัดเจน
Exactly อยู่หลัง what เพื่อทำให้คำถามเจาะจงขึ้น ผู้พูดต้องการให้อีกฝ่ายบอกเป้าหมาย ลักษณะ หรือหลักฐานที่ต้องการหาอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงยืนยันว่ากำลังค้นหาอะไรบางอย่าง Look for หมายถึง “พยายามหาให้พบ” เป้าหมายอาจเป็นสิ่งของหรือสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น รูปแบบในข้อมูล ไม่ได้หมายถึงเพียงการกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
แบบฝึกหัด
นักวิจัยคนหนึ่งพูดว่า “We need to find something unusual in the data.” คำถามใดเหมาะที่สุดสำหรับขอให้เขาระบุเป้าหมายที่ต้องการหาอย่างชัดเจน
- Where exactly are you looking?
- What are you looking at?
- What exactly are you looking for?
ดูคำตอบ
What exactly are you looking for?
predicts how often and in what ways ... would decay: เนื้อหาคำถามแบบฝัง
หลัง predicts คำว่า how often และ in what ways นำเนื้อหาคำถามแบบฝังสองส่วนที่เชื่อมกัน ทั้งสองส่วนบอกสิ่งที่แบบจำลองทำนาย ได้แก่ ความถี่ของการสลายตัวและรูปแบบต่าง ๆ ที่การสลายตัวอาจเกิดขึ้น เนื่องจากเนื้อหานี้ฝังอยู่ในประโยคบอกเล่า จึงใช้ลำดับคำแบบบอกเล่า the Higgs boson would decay ไม่ใช่คำถามโดยตรง จึงไม่สลับเป็น would the Higgs boson decay
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้เนื้อหาคำถามแบบฝังหลัง predicts ได้ถูกต้อง
- The report predicts how often and in what ways will the device fail.
- The report predicts how often and in what ways the device will fail.
- The report predicts how often and in what ways does the device fail.
ดูคำตอบ
The report predicts how often and in what ways the device will fail.
the particle we have found: การละสรรพนามสัมพันธ์ที่เป็นกรรม
ใน the particle we have found ส่วน we have found ระบุว่าหมายถึงอนุภาคใด ทั้งหมดเป็นนามวลีเดียว ได้แก่ the particle ตามด้วยอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย particle รูปเต็มอาจเป็น the particle that we have found หรือ the particle which we have found สรรพนามสัมพันธ์ทำหน้าที่เป็นกรรมของ found จึงละได้ แต่ถ้าสรรพนามสัมพันธ์เป็นประธานของอนุประโยคสัมพันธ์ จะละไม่ได้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดละสรรพนามสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมได้ถูกต้อง
- The book I borrowed was excellent.
- The author wrote the book won a prize.
- The book that I borrowed was excellent.
ดูคำตอบ
The book I borrowed was excellent.
the one predicted by the Standard Model: ส่วนขยายรูปถูกกระทำแบบกระชับ
the one ใช้แทนสิ่งที่เป็นเอกพจน์และนับได้ซึ่งได้ระบุไว้แล้วในการสนทนา จึงไม่ต้องกล่าวคำนามนั้นซ้ำ ในที่นี้ predicted by the Standard Model บอกว่าหมายถึงสิ่งไหน predicted by the Standard Model เป็นวลี past participle ที่แสดงความสัมพันธ์แบบถูกกระทำ กล่าวคือ the Standard Model เป็นฝ่ายทำนายสิ่งนั้น ในบริบทนี้ รูปเต็มคือ the one that is predicted by the Standard Model ส่วนรูปย่อทำให้นามวลีกระชับขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้วลี past participle ขยาย value ได้ถูกต้องและสื่อความหมายแบบถูกกระทำ?
- The value predicting by the model matched the result.
- The value predicted the model matched the result.
- The value predicted by the model matched the result.
ดูคำตอบ
The value predicted by the model matched the result.
or if it fits into other possible theoretical models. วลี
5:43หรือว่ามันจะไปตรงกับแบบจำลองทางทฤษฎีอื่นๆ ที่เป็นไปได้
fits into ... theoretical models: ความสอดคล้องเชิงนามธรรม
fits into ในที่นี้ไม่ได้บรรยายพื้นที่ทางกายภาพ แต่หมายความว่าสามารถนำข้อค้นพบไปอยู่ในกรอบทฤษฎี และทำความเข้าใจหรืออธิบายด้วยกรอบนั้นได้ การใช้เชิงนามธรรมนี้มองแบบจำลองเป็นระบบความคิดที่ใหญ่กว่า เมื่อคุณลักษณะของประธานสอดคล้องกับคำอธิบายของแบบจำลอง ก็กล่าวได้ว่าประธานนั้น fits into แบบจำลองดังกล่าว
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'The new evidence fits into our current theory,' fits into หมายความว่าอะไร?
- สิ่งนั้นพิสูจน์ว่าทฤษฎีต้องถูกต้อง
- สิ่งนั้นสามารถนำไปใส่ไว้ในแบบจำลองจริง ๆ ได้
- สิ่งนั้นสามารถเข้าใจได้ภายในกรอบของทฤษฎี
ดูคำตอบ
สิ่งนั้นสามารถเข้าใจได้ภายในกรอบของทฤษฎี
And if it fits a different model?: คำถามต่อเนื่องที่ละผลลัพธ์ไว้
And if it fits a different model? เป็นคำถามเงื่อนไขแบบละข้อความบางส่วน ประโยคย่อยที่ขึ้นต้นด้วย if บอกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แต่ไม่ได้กล่าวถึงผลลัพธ์ ผู้ฟังจึงเติมคำถามจากบริบทเอง เช่น “นั่นหมายความว่าอย่างไร” หรือ “แล้วจะเกิดอะไรขึ้น” And ที่ต้นประโยคเชื่อมความเป็นไปได้นี้กับคำอธิบายก่อนหน้า รูปแบบนี้ไม่ได้เน้นถามเพื่อให้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ว่ามันเข้ากันหรือไม่ แต่ชวนให้อีกฝ่ายพิจารณาว่าความเป็นไปได้นั้นจะนำไปสู่อะไร
แบบฝึกหัด
ผู้พูดกำลังทำอะไรเป็นหลักเมื่อถามว่า “And if it fits a different model?”
- ถามความหมายของคำว่า model
- ยืนยันว่ามันเข้ากับแบบจำลองอื่นอย่างแน่นอน
- เสนอความเป็นไปได้และถามว่าจะเกิดอะไรตามมา
ดูคำตอบ
เสนอความเป็นไปได้และถามว่าจะเกิดอะไรตามมา
that's how science advances: การสรุปกระบวนการก่อนหน้าว่าเป็นวิธีการ
That's how + อนุประโยค ย้อนกลับไปอ้างถึงกระบวนการหรือการกระทำที่อธิบายไว้แล้ว และนำเสนอว่านั่นคือวิธีที่ผลในอนุประโยคเกิดขึ้น how ในที่นี้หมายถึง “วิธีที่” โดยบอกลักษณะวิธีในประโยคบอกเล่า ไม่ได้ใช้ถามคำถามโดยตรง เมื่อพูดว่า that's how science advances ผู้พูดเปลี่ยนความเป็นไปได้เฉพาะที่กล่าวก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปทั่วไปเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลจึงเรียงจากกระบวนการหรือตัวอย่างก่อน แล้วจึงตามด้วยหลักการที่กว้างขึ้น
แบบฝึกหัด
ข้อใดตีความ “That's how science advances” ได้ดีที่สุด
- กระบวนการก่อนหน้าถูกนำเสนอว่าเป็นวิธีที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า
- ข้อเท็จจริงก่อนหน้าถูกนำเสนอว่าเป็นเหตุผลที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า
- ผู้พูดกำลังถามคำถามเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์โดยตรง
ดูคำตอบ
กระบวนการก่อนหน้าถูกนำเสนอว่าเป็นวิธีที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า
replace old models with new ones: โครงสร้าง replace A with B
ใช้โครงสร้าง replace A with B เมื่อต้องการบอกว่าเอา A ออกหรือเลิกใช้ A แล้วนำ B มาแทนที่ ในประโยคนี้ old models คือ A และ new ones คือ B ดังนั้นแบบจำลองใหม่จึงเข้ามาแทนแบบจำลองเก่า คำพหูพจน์ ones ใช้แทน models เพื่อไม่ต้องพูดคำนามซ้ำ ถ้าแทนคำนามนับได้เอกพจน์ ให้ใช้ one เช่น replace the old model with a new one
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง replace A with B ให้สมบูรณ์: The school replaced the broken screen ____ a new one.
ดูคำตอบ
with
if they better explain our observations. ไวยากรณ์
5:57ถ้ามันสามารถอธิบายสิ่งที่เราสังเกตเห็นได้ดีกว่า
better explain: better ที่ขยายคำกริยา
ใน better explain คำว่า better เป็นคำวิเศษณ์ที่ขยายคำกริยา explain หมายถึงอธิบายได้ชัดเจนหรือมีประสิทธิภาพมากกว่า โดยเปรียบเทียบคุณภาพของการอธิบาย ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนามวลี if ใช้บอกเงื่อนไข ในที่นี้หมายความว่าแบบจำลองเหล่านั้นควรค่าแก่การใช้ก็ต่อเมื่ออธิบายข้อสังเกตได้ดีกว่า
แบบฝึกหัด
ในประโยค "The second chart better explains the pattern," คำว่า better ทำหน้าที่อะไร?
- เปลี่ยน explains ให้เป็นคำนาม explanation
- ขยาย chart และหมายถึง «แผนภูมิที่มีคุณภาพสูงกว่า»
- ขยาย explains และหมายถึง «ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า»
ดูคำตอบ
ขยาย explains และหมายถึง «ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า»
it seems like ... gives a direction for exploration: กล่าวอย่างระมัดระวังว่าสิ่งใดชี้ทิศทางการสำรวจ
“It seems like” นำเสนออนุประโยคหลัง “like” ว่าเป็นข้อสรุปที่ดูสมเหตุสมผล ไม่ใช่คำยืนยันที่แน่นอน จึงช่วยลดน้ำหนักของข้อสรุปจากผู้พูด ในอนุประโยคนั้น “finding this Higgs boson” เป็นวลี -ing ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน และ “gives” เป็นคำกริยา “Gives a direction for exploration” หมายความว่าการค้นพบนี้ช่วยชี้ขั้นตอนต่อไปที่เป็นประโยชน์หรือขอบเขตที่ควรศึกษา โดย “direction” เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่ทิศจากเข็มทิศ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปแบบนี้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อกล่าวอย่างระมัดระวังว่าผลลัพธ์ชี้ให้เห็นขั้นตอนต่อไป
- It seems like this survey gives the team a direction for its next experiment.
- This survey definitely gives the team the only possible next experiment.
- It seems like this survey a direction for its next experiment.
ดูคำตอบ
It seems like this survey gives the team a direction for its next experiment.
Bit like ...: การเปรียบเทียบแบบละคำในภาษาพูด
“Bit like ...” เป็นส่วนของประโยคในภาษาพูดที่ละ “It’s a” ไว้ รูปเต็มคือ “It’s a bit like ...” วลีนี้ย้อนกลับไปยังแนวคิดก่อนหน้าแล้วเติมการเปรียบเทียบสั้น ๆ เพื่อให้ผู้ฟังรู้ว่าควรตีความแนวคิดนั้นอย่างไร แทนที่จะมองว่าเป็นหัวข้อใหม่ “That Columbus guy heading west” คือสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ “Heading west” บรรยายว่าโคลัมบัสกำลังเดินทางไปทางตะวันตก ในที่นี้ ภาพที่คุ้นเคยของโคลัมบัสซึ่งล่องเรือไปทางตะวันตกเพื่อค้นหาเส้นทาง ช่วยนำเสนอการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นการเดินหน้าต่อไปสู่จุดหมายที่ยังไม่แน่นอน
แบบฝึกหัด
ส่วนประโยค “Bit like that Columbus guy heading west.” ทำหน้าที่อะไรในข้อความ
- เริ่มต้นชีวประวัติอย่างเป็นทางการของโคลัมบัส
- ระบุว่างานทางวิทยาศาสตร์และการเดินทางของโคลัมบัสเหมือนกันทุกประการ
- เติมการเปรียบเทียบสั้น ๆ แบบไม่เป็นทางการ ซึ่งเชื่อมแนวคิดก่อนหน้ากับการเดินหน้าต่อไปสู่เป้าหมายที่ยังไม่แน่นอน
ดูคำตอบ
เติมการเปรียบเทียบสั้น ๆ แบบไม่เป็นทางการ ซึ่งเชื่อมแนวคิดก่อนหน้ากับการเดินหน้าต่อไปสู่เป้าหมายที่ยังไม่แน่นอน
just the beginning: ยังมีสิ่งที่จะตามมาอีก
ใน just the beginning คำว่า just หมายถึง “เพียง” หรือ “แค่” คล้ายกับ only ไม่ได้หมายถึง “เพิ่ง” ในแง่ของเวลา วลีทั้งหมดบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้เป็นเพียงขั้นแรก และยังคาดว่าจะมีสิ่งอื่นตามมาอีก เมื่อวางไว้ท้ายข้อความ วลีนี้จะสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันพร้อมกับชี้ความสนใจไปยังอนาคต สามารถสร้างความรู้สึกปลายเปิด มีความหวัง น่าตื่นเต้น หรือเป็นคำเตือนว่าเรื่องราวหรืองานยังไม่จบ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่ไฮไลต์: Winning our first game is ____; we still have a long season ahead.
ดูคำตอบ
just the beginning