ความวิตกกังวลเรื่องสถานะทางสังคม: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
714 คำ 179 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: ผู้พูดอธิบายว่าสถานะจากอาชีพกลายเป็นคำตัดสินคุณค่าของคนได้อย่างไร เหตุใดระบบที่ให้รางวัลตามความสามารถจึงทำให้ความล้มเหลวดูเหมือนเป็นสิ่งที่สมควรได้รับ และเพราะอะไรเราควรกำหนดความสำเร็จให้กว้างขึ้น ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. "So what do you do?" - วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่าเป็นคำถามเรื่องอาชีพที่อาจแฝงการประเมินสถานะ ไม่ใช่ถามสิ่งที่กำลังทำอยู่ 2. sting in the tail. - สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจภาพเปรียบของผลเสียที่ซ่อนหลังแนวคิดน่าดึงดูด และใช้เพื่อเปิดเผยข้อเสีย 3. stand a chance of being - กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม: บอกว่าสิ่งหนึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยที่นี่ตามด้วยกริยานามความหมายถูกกระทำ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

The first question you tend to get asked when you meet someone at a party is,

0:01

คำถามแรกที่คุณมักจะถูกถามเมื่อพบใครสักคนในงานปาร์ตี้คือ

"So what do you do?" น้ำเสียง/เจตนา

0:04

"คุณทำงานอะไรเหรอ?"

น้ำเสียง/เจตนา

What do you do? ที่ใช้ถามเกี่ยวกับอาชีพ

ในการแนะนำตัวแบบสบาย ๆ What do you do? มักใช้ถามเกี่ยวกับงานหรืออาชีพหลักของอีกฝ่าย do ในรูป present simple หมายถึงบทบาทหรืองานที่ทำเป็นประจำ ไม่ใช่การกระทำที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น So ทำให้คำถามฟังเหมือนเป็นขั้นต่อไปที่เป็นธรรมชาติของบทสนทนา ทั้งนี้ตามสถานการณ์และน้ำเสียง คำถามนี้อาจฟังเหมือนเป็นการจัดวางสถานะทางสังคมของคนตามอาชีพ แต่ไม่ได้มีนัยเช่นนั้นเสมอไป

แบบฝึกหัด

ในงานสร้างเครือข่ายทางอาชีพ Maya ถาม Leo ว่า “So what do you do?” เธอน่าจะกำลังถามอะไร

  1. เธอกำลังถามถึงงานหรืออาชีพของเขา
  2. เธอกำลังถามว่าเขาชอบงานอดิเรกอะไรมากที่สุด
  3. เธอกำลังถามว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ในวินาทีนั้น
ดูคำตอบ

เธอกำลังถามถึงงานหรืออาชีพของเขา

And according to how impressive your answer is,

0:05

และขึ้นอยู่กับว่าคำตอบของคุณน่าประทับใจแค่ไหน

people are either really keen to get to know you better โน้ต

0:07

ผู้คนจะกระตือรือร้นอยากทำความรู้จักคุณมากขึ้น

วลี

get to know you better: ค่อย ๆ รู้จักกันมากขึ้น

Get to know someone หมายถึงการใช้เวลาหรือพูดคุยกับใครสักคน เพื่อค่อย ๆ เข้าใจและรู้จักคนนั้นมากขึ้น เป็นการบอกกระบวนการ ไม่ใช่สภาพที่รู้จักกันอยู่แล้ว คำว่า better ในที่นี้เพิ่มความหมายว่าอยากรู้จักอีกฝ่ายมากกว่าที่รู้จักในตอนนี้ ทั้งวลีแสดงความสนใจที่จะสานต่อความสัมพันธ์และเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ค่อย ๆ รู้จักเธอมากขึ้น” ให้สมบูรณ์: I met Maya yesterday, and I'd like to ____.

ดูคำตอบ

get to know her better

or swiftly leave you behind by the nuts.

0:09

หรือไม่ก็รีบปลีกตัวทิ้งคุณไว้ข้างชามถั่ว

ไวยากรณ์

คำเชื่อมคู่ either ... or ...

Either ... or ... เป็นคำเชื่อมคู่ที่ใช้เชื่อมสองทางเลือก วาง either ไว้หน้าส่วนแรก และวาง or ไว้หน้าส่วนที่สอง ในประโยคนี้ ทั้งสองส่วนแสดงปฏิกิริยาที่ตรงข้ามกัน คือผู้คนอาจอยากรู้จักคุณให้ดีขึ้น หรืออาจรีบจากไป โครงสร้างคู่นี้จัดข้อมูลในประโยคให้แยกเป็นสองทางอย่างชัดเจนและทำให้ความแตกต่างเด่นขึ้น ควรทำให้ทั้งสองส่วนมีรูปไวยากรณ์ขนานกันเมื่อทำได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมคู่ที่นำเสนอแผนที่เป็นไปได้สองแผน: We can ____ meet on Friday ____ talk on Saturday.

ดูคำตอบ

either · or

We're anxious because we live in a world of snobs,

0:12

เราวิตกกังวลเพราะเราอาศัยอยู่ในโลกของคนหัวสูง

people who take a tiny part of us, our professional identities,

0:15

คนที่หยิบเอาเพียงส่วนเล็กๆ ของเรา ซึ่งก็คือตัวตนทางอาชีพ

and use these to come to a complete verdict วลี

0:19

และใช้สิ่งเหล่านี้มาเป็นคำตัดสินชี้ขาด

about how valuable we are as humans.

0:22

ว่าเรามีคุณค่ามากแค่ไหนในฐานะมนุษย์

วลี

come to a complete verdict: ตัดสินอย่างครอบคลุมเกินไป

Come to a verdict หมายถึงการได้ข้อวินิจฉัยหลังจากพิจารณาคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้ verdict จะเชื่อมโยงอย่างมากกับศาล แต่ก็ใช้ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อบอกการตัดสินส่วนตัวหรือทางสังคมที่หนักแน่นได้ ใน complete verdict คำว่า complete ทำให้คำวิจารณ์รุนแรงขึ้น เพราะคนเหล่านั้นใช้รายละเอียดเล็กน้อยเพียงอย่างเดียวมาตัดสินคุณค่าความเป็นมนุษย์ทั้งหมดของคนหนึ่งคน วลีนี้จึงสื่อถึงการตัดสินที่กว้างเกินไปและเด็ดขาด ไม่ใช่คำพิพากษาทางกฎหมายจริง ๆ

แบบฝึกหัด

come to a complete verdict ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. รอให้ศาลประกาศคำตัดสินทางกฎหมาย
  2. เรียนรู้ข้อเท็จจริงเล็กน้อยอย่างหนึ่งเกี่ยวกับงานของบุคคลนั้น
  3. ตัดสินคุณค่าของบุคคลนั้นทั้งหมด
ดูคำตอบ

ตัดสินคุณค่าของบุคคลนั้นทั้งหมด

The opposite of a snob is your mother.

0:24

สิ่งที่ตรงข้ามกับคนหัวสูงก็คือแม่ของคุณ

She doesn't care about your status,

0:27

เธอไม่สนใจเรื่องสถานะของคุณหรอก

she cares about your soul.

0:28

เธอสนใจที่จิตวิญญาณของคุณต่างหาก

Yet most people aren't our mothers,

0:30

แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใช่แม่ของเรา

and that's why we worry so much about judgment and humiliation.

0:32

และนั่นคือเหตุผลที่เรากังวลใจอย่างมากต่อการถูกตัดสินและดูถูกเหยียดหยาม

It's said we live in materialistic times,

0:36

ว่ากันว่าเราอยู่ในยุควัตถุนิยม

but it's more poignant than that.

0:39

แต่มันน่าสะเทือนใจยิ่งกว่านั้น

We live in times where emotional rewards

0:40

เราอาศัยอยู่ในยุคที่รางวัลทางความรู้สึก

have been pegged to the acquisition of material things. สำนวน

0:43

ถูกผูกติดอยู่กับการได้มาซึ่งสิ่งของทางวัตถุ

สำนวน

be pegged to: เชื่อมโยงหรือกำหนดโดยเทียบกับบางสิ่ง

ในที่นี้ have been pegged to หมายถึง “ถูกทำให้ขึ้นอยู่กับอีกสิ่งหนึ่งหรือถูกวัดโดยใช้อีกสิ่งเป็นเกณฑ์” ประโยคนี้บอกว่าผู้คนเริ่มเชื่อมโยงผลตอบแทนทางอารมณ์เข้ากับการได้ครอบครองสิ่งของทางวัตถุ โครงสร้างนี้เป็นรูป present perfect passive ของ peg: have been + pegged + to โดย be pegged to มักแสดงว่าสิ่งหนึ่งถูกกำหนด ประเมิน หรือนิยามโดยเทียบกับอีกสิ่งหนึ่ง ภาพในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงหมุดจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายจากบทเรียนนี้: The currency is ____ the U.S. dollar at a fixed rate.

ดูคำตอบ

pegged to

What people want when they go after money, big jobs, or fancy cars กริยาวลี

0:47

สิ่งที่ผู้คนต้องการเมื่อพวกเขาไล่ตามเงินทอง งานใหญ่โต หรือรถหรู

กริยาวลี

go after: มุ่งไล่ตามเป้าหมายอย่างจริงจัง

ในที่นี้ go after หมายถึง “พยายามอย่างกระตือรือร้นเพื่อให้ได้มาหรือบรรลุสิ่งหนึ่ง” เงิน ตำแหน่งใหญ่โต และรถหรูเป็นเป้าหมายหรือสัญลักษณ์แสดงสถานะ วลีนี้จึงหมายถึงการไล่ตามเป้าหมาย ไม่ใช่การเดินตามทางกายภาพ กลุ่มคำนามหลัง go after ระบุเป้าหมายของความพยายามนั้น

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่หมายถึง “มุ่งไล่ตามอย่างจริงจัง” ในประโยคนี้: Lina decided to ___ a leadership role at the new company.

  1. go after
  2. turn down
  3. look after
ดูคำตอบ

go after

is rarely the things in themselves, ไวยากรณ์

0:50

แทบจะไม่ใช่ตัวของสิ่งเหล่านั้นเอง

so much as the attention and respect,

0:52

แต่กลับเป็นความสนใจและความเคารพ

ไวยากรณ์

rarely X, so much as Y: การย้ายจุดเน้นที่แท้จริง

rarely X, so much as Y ในที่นี้เป็นโครงสร้างเปรียบต่างเพื่อแก้ไขจุดเน้น ผู้พูดลดความสำคัญของ X ก่อน ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินหรือความสำเร็จนั้นเอง แล้วจึงย้ายจุดเน้นที่แท้จริงไปยัง Y คือความสนใจและความเคารพที่มากับสิ่งเหล่านั้น รูปนี้เป็นรูปเชิงวาทศิลป์ของโครงสร้างที่พบบ่อยกว่าอย่าง not so much X as Y ซึ่งมีความหมายว่า “ไม่ใช่ X เท่ากับ Y” หรือ “เป็น Y มากกว่า X” ในความหมายนี้ so much as เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเปรียบต่าง ไม่ได้หมายถึง “มีปริมาณมากขนาดนั้น”

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'What she wants is rarely the title itself, so much as the trust that comes with it,' ผู้พูดกำลังเน้นอะไร?

  1. เธอต้องการความไว้วางใจในปริมาณมาก
  2. ตำแหน่งและความไว้วางใจสำคัญเท่ากัน
  3. ความไว้วางใจสำคัญกว่าตำแหน่งนั้นเอง
ดูคำตอบ

ความไว้วางใจสำคัญกว่าตำแหน่งนั้นเอง

if you like, the love, น้ำเสียง/เจตนา

0:55

หรือถ้าจะพูดก็คือ ความรัก

that are given to those who have them.

0:56

ที่มอบให้แก่ผู้ที่ครอบครองสิ่งเหล่านั้น

น้ำเสียง/เจตนา

if you like: การพูดใหม่ให้ฟังนุ่มนวล

ในประโยคนี้ if you like เป็นคำแทรกที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายทางวาทกรรม ผู้พูดใช้คำนี้เพื่อเสนอ the love เป็นชื่อเรียกที่กว้างและผ่านการตีความมากขึ้นสำหรับ attention and respect ที่เพิ่งกล่าวไป วลีนี้ช่วยลดความหนักแน่นของการเรียกใหม่ โดยมีความหมายประมาณว่า “ถ้ามองว่าเป็นวิธีอธิบายที่มีประโยชน์” หรือ “จะเรียกอย่างนั้นก็ได้” ไม่ได้สร้างเงื่อนไขจริง และไม่ได้ถามว่าผู้ฟังชอบสิ่งใดหรือไม่

แบบฝึกหัด

if you like ทำหน้าที่อะไรในประโยค 'The final round is, if you like, a test of patience'?

  1. เป็นการบอกว่ารอบสุดท้ายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ฟังเห็นด้วย
  2. เป็นการเรียกรอบสุดท้ายอย่างระมัดระวังว่าเป็นบททดสอบความอดทน
  3. เป็นการถามว่าผู้ฟังชอบรอบสุดท้ายหรือไม่
ดูคำตอบ

เป็นการเรียกรอบสุดท้ายอย่างระมัดระวังว่าเป็นบททดสอบความอดทน

Next time you see a guy driving by in a Ferrari,

0:59

ครั้งต่อไปที่คุณเห็นผู้ชายขับรถเฟอร์รารี่ผ่านไป

don't think it's someone unusually greedy, ลำดับความ

1:01

อย่าคิดว่าเขาเป็นคนที่โลภมากผิดปกติ

think it's someone with a particularly intense vulnerability and need for love.

1:03

ให้คิดเสียว่าเขาเป็นคนที่มีความเปราะบางและต้องการความรักอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ

ลำดับความ

don't think X, think Y: การปรับกรอบการตีความใหม่

คำสั่งคู่ don't think X, think Y เริ่มจากปฏิเสธการตีความที่คนมักนึกถึง แล้วแทนที่ด้วยการตีความอีกแบบหนึ่ง ในประโยคเดิม X คือการตัดสินว่าคนขับโลภผิดปกติ ส่วน Y คือคำอธิบายว่าเขารู้สึกเปราะบางและต้องการความรัก ประโยคคำสั่งทั้งสองละประธาน you ไว้ ดังนั้น think ตัวที่สองก็เป็นคำสั่งเช่นกัน ไม่ใช่การบอกว่าใครบางคนกำลังคิดอยู่ โครงสร้างนี้นำหลักฐานเดิมมาตีกรอบใหม่และชี้นำผู้ฟังไปสู่ข้อสรุปที่ผู้พูดต้องการ

แบบฝึกหัด

เติมการตีกรอบใหม่ด้วยรูปแบบ don't think X, think Y: ____ of the delay as wasted time; ____ of it as extra preparation.

ดูคำตอบ

Don't think · think

We're also anxious because we're constantly told

1:08

เรายังวิตกกังวลเพราะเราถูกบอกอยู่เสมอ

that we could become anything.

1:10

ว่าเราสามารถเป็นอะไรก็ได้

We hear it from our earliest days.

1:12

เราได้ยินมาตั้งแต่ยังเด็ก

It should be great that there's so much opportunity in the modern world,

1:14

มันน่าจะดีนะที่โลกสมัยใหม่มีโอกาสมากมายขนาดนี้

but what if we fail in such a world? ไวยากรณ์

1:18

แต่ถ้าเราล้มเหลวในโลกแบบนั้นล่ะ?

ไวยากรณ์

what if: การยกผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น

What if นำเสนอความเป็นไปได้แบบสมมติและชวนผู้ฟังให้พิจารณาผลที่อาจตามมา ในที่นี้ ความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลวท้าทายข้อความเชิงบวกที่ว่าโอกาสอันมากมายเป็นเรื่องดีอย่างเดียว คำถามนี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ มีหน้าที่ผลักข้อโต้แย้งไปข้างหน้า ไม่ได้ต้องการรายงานข้อเท็จจริง ภาษาอังกฤษมักใช้รูปปัจจุบัน fail หลัง if แม้ผลที่จินตนาการไว้จะอยู่ในอนาคต

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The plan looks simple, but what if the costs rise?' คำว่า what if ทำหน้าที่อะไร?

  1. ยืนยันว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
  2. นำเสนอความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและท้าทายมุมมองเชิงบวก
  3. ขอรายการค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไปแล้ว
ดูคำตอบ

นำเสนอความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและท้าทายมุมมองเชิงบวก

What if you don't manage to get to the top สำนวน

1:20

จะเป็นอย่างไรถ้าคุณไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดได้

สำนวน

get to the top ในฐานะอุปมาเรื่องความสำเร็จ

ในประโยคนี้ get to the top เป็นอุปมาหมายถึงการไปถึงระดับสูงสุดของความสำเร็จหรือการยอมรับในสังคม คำว่า top ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง ภาพเปรียบนี้มองความสำเร็จเหมือนการไต่บันไดหรือลำดับชั้นขึ้นไป ตามบริบท อาจหมายถึงสถานะในอาชีพ ความมั่งคั่ง ชื่อเสียง อิทธิพล หรือความสำเร็จด้านอื่น ไม่ได้จำกัดแค่การเลื่อนตำแหน่ง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “After years of building her company, Maya got to the top,” คำว่า “got to the top” หมายความว่าอะไร?

  1. เธอขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของอาคาร
  2. เธอประสบความสำเร็จในระดับสูงมาก
  3. เธอหยุดพยายามพัฒนาตัวเอง
ดูคำตอบ

เธอประสบความสำเร็จในระดับสูงมาก

when there was said to be every chance?

1:23

ในเมื่อใครๆ ก็บอกว่าทุกคนมีโอกาสเท่ากัน?

The self-help shelves of bookstores

1:25

ชั้นหนังสือพัฒนาตนเองในร้านหนังสือ

are filled with two kinds of books

1:27

เต็มไปด้วยหนังสือสองประเภท

that capture the modern anxious condition.

1:29

ที่จับเอาสภาพความวิตกกังวลของคนยุคใหม่มานำเสนอ

The first have titles like,

1:31

ประเภทแรกมีชื่อเรื่องเช่น

"How to make it big in 15 minutes" สำนวน

1:32

"วิธีประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ใน 15 นาที"

สำนวน

สำนวน make it big

Make it big เป็นสำนวนไม่เป็นทางการ หมายถึงการประสบความสำเร็จอย่างมาก มีชื่อเสียง หรือร่ำรวย มักใช้ในวงการบันเทิง ธุรกิจ หรือวงการอื่นที่มีการแข่งขัน ไม่ได้หมายถึงการทำให้สิ่งของมีขนาดใหญ่ขึ้น ในที่นี้ it ไม่ได้ชี้ถึงสิ่งใดโดยเฉพาะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว จึงต้องเข้าใจทั้งวลีว่าเป็นคำสัญญาถึงความสำเร็จครั้งใหญ่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึง “ประสบความสำเร็จอย่างมาก”: She moved to Los Angeles hoping to ____ as a filmmaker.

ดูคำตอบ

make it big

or "Be an overnight millionaire".

1:34

หรือ "เป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน"

The second have titles like,

1:36

ประเภทที่สองมีชื่อเรื่องเช่น

"How to cope with low self-esteem". วลี

1:38

"วิธีรับมือกับการเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ"

วลี

cope with + ความยากลำบาก

cope with หมายถึงการรับมือหรือจัดการกับสถานการณ์ ปัญหา หรือความรู้สึกที่ยากลำบาก พร้อมกับยังดำเนินชีวิตหรือทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปได้ ไม่ได้หมายความว่าปัญหานั้นได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์เสมอไป รูปแบบคือ cope with + คำนามหรือคำสรรพนาม ในชื่อเรื่องนี้ low self-esteem คือความยากลำบากที่บุคคลกำลังเรียนรู้ที่จะรับมือ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียน: After the move, Lina learned to ____ being far from her friends.

ดูคำตอบ

cope with

The two genres are related.

1:41

หนังสือสองแนวนี้มีความเกี่ยวข้องกัน

A society that tells people they could have everything,

1:43

สังคมที่บอกผู้คนว่าพวกเขาสามารถมีทุกสิ่งได้

but where in fact only a tiny minority can,

1:45

แต่ในความเป็นจริงมีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ทำได้

will end up with a lot of dissatisfaction and grief. กริยาวลี

1:49

ท้ายที่สุดแล้วจะเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความเศร้าโศก

กริยาวลี

end up with + ผลลัพธ์สุดท้าย

end up with ใช้นำเสนอผลลัพธ์ สิ่งที่มีอยู่ หรือสถานการณ์สุดท้ายที่เหลือหลังจากกระบวนการหนึ่ง มักสื่อว่าผลลัพธ์นั้นไม่ใช่สิ่งที่วางแผนไว้แต่แรก หรือเป็นผลที่ไม่พึงประสงค์ รูปแบบในที่นี้คือ end up with + กลุ่มคำนาม ในประโยคนี้ คำสัญญาของสังคมกับความเป็นจริงที่ไม่เท่าเทียมกันทำให้เกิดความไม่พอใจและความโศกเศร้ามากมายในที่สุด โดย with นำหน้าผลลัพธ์นั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ end up with: We skipped the inspection and ____ an expensive repair bill.

ดูคำตอบ

ended up with

There's a related problem.

1:52

มีปัญหาที่เกี่ยวข้องกันอีกเรื่องหนึ่ง

Our societies are to a large extent วลี

1:54

สังคมของเราได้รับการมองว่า

วลี

to a large extent: การจำกัดระดับของข้อกล่าวอ้าง

“to a large extent” หมายถึง “ในระดับมาก” หรือ “โดยส่วนใหญ่” โดยยังเปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง วลีนี้บอกว่าข้อกล่าวอ้างเป็นจริงเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด ในที่นี้ วลีนี้ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์บอกระดับ เพื่อจำกัดว่าคำตัดสินที่ตามมานั้นใช้ได้มากเพียงใด “extent” หมายถึงระดับในเชิงนามธรรม ไม่ใช่พื้นที่หรือขนาดทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่ตรงกับบทเรียนนี้ ซึ่งหมายถึง “เป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ทั้งหมด”: The outcome was ____ shaped by decisions made in the first week.

ดูคำตอบ

to a large extent

deemed to be fair. การใช้คำ

1:56

มีความยุติธรรมเป็นส่วนใหญ่

การใช้คำ

deemed to be: การตัดสินแบบกรรมวาจกที่เป็นทางการ

“deemed to be” เป็นโครงสร้างกรรมวาจกแบบเป็นทางการ หมายถึง “ถูกตัดสินว่า” หรือ “ถูกมองว่าเป็น” ใน “Our societies are ... deemed to be fair” คำว่า “our societies” เป็นสิ่งที่ได้รับการตัดสิน และ “fair” เป็นคำบรรยายที่ถูกกำหนดให้แก่สิ่งนั้น รูปกรรมวาจกช่วยละผู้ประเมินได้ จึงนำเสนอการประเมินทั่วไปหรือการประเมินจากสถาบัน แทนที่ผู้พูดจะยืนยันโดยตรงว่าสังคมเหล่านั้นยุติธรรม คำตัดสินที่แสดงด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อเท็จจริงเชิง客观โดยอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดรายงานการประเมินอย่างเป็นทางการโดยไม่ได้เสนอคำบรรยายนั้นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีข้อสงสัย?

  1. The device seemed to be safe after the review.
  2. The device was safe after the review.
  3. The device was deemed to be safe after the review.
ดูคำตอบ

The device was deemed to be safe after the review.

Back in the olden days,

1:58

ย้อนกลับไปในสมัยก่อน

you knew the system was totally rigged. การใช้คำ

1:59

คุณรู้ดีว่าระบบถูกแทรกแซงและไม่ยุติธรรมเลย

การใช้คำ

ข้อกล่าวหาที่รุนแรงใน totally rigged

ในที่นี้ rigged หมายถึงระบบถูกจัดวางหรือบิดเบือนโดยเจตนาเพื่อไม่ให้ทำงานอย่างยุติธรรม ส่วน totally ทำให้ข้อกล่าวหารุนแรงขึ้น โดยผู้พูดกำลังบอกว่าความไม่ยุติธรรมฝังอยู่ในตัวระบบ ไม่ใช่เป็นเพียงผลจากความผิดพลาดเล็กน้อย rigged ยังใช้ตามความหมายตรงตัวเพื่อบอกว่าอุปกรณ์ถูกติดตั้งด้วยเชือกหรือเครื่องมืออื่นได้ แต่ความหมายนั้นไม่เข้ากับประโยคนี้ เมื่อใช้กับการเลือกตั้ง การแข่งขัน ตลาด หรือระบบ คำนี้มักกล่าวหาว่ามีการควบคุมโดยเจตนา หรือทำให้ผลลัพธ์เอนเอียงไปเข้าข้างคนบางกลุ่มอย่างไม่ยุติธรรม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ rigged ในความหมายเชิงประเมินแบบเดียวกับในคำบรรยาย

  1. The stage lights were rigged above the audience.
  2. The hiring process was rigged so the director's nephew would win.
  3. The damaged sail was rigged with a temporary rope.
ดูคำตอบ

The hiring process was rigged so the director's nephew would win.

It wasn't your fault if you were a peasant,

2:02

มันไม่ใช่ความผิดของคุณหากคุณเป็นชาวนา

and not to your credit if you were the lord. วลี

2:04

และไม่ใช่ความดีความชอบของคุณหากคุณเป็นขุนนาง

วลี

not to your credit: การไม่ยกให้เป็นความดีความชอบส่วนตัว

ในโครงสร้าง to someone's credit คำว่า credit หมายถึงคำชมเชยหรือการยอมรับที่สมควรได้รับจากการกระทำที่ดีหรือความสำเร็จ ดังนั้น not to your credit จึงหมายความว่าข้อได้เปรียบของคนคนหนึ่งไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เขาหามาได้เอง และไม่ใช่สิ่งที่เขาสมควรได้รับคำชม สำนวนนี้ใช้ประเมินว่าใครสมควรได้รับคำชม เช่นเดียวกับที่ not your fault ใช้ประเมินว่าใครควรถูกตำหนิ ในที่นี้ การเป็นเจ้านายมาจากสถานะทางสังคม ไม่ใช่ความสามารถส่วนตัว จึงไม่ถือเป็นความดีความชอบของคนนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสี่คำที่หมายถึง “ไม่ใช่สิ่งที่คุณสมควรได้รับคำชม”:Getting the highest score because you saw the answer key was ____.

ดูคำตอบ

not to your credit

But now we're told our societies are meritocracies, วัฒนธรรม

2:07

แต่ปัจจุบันเราถูกบอกว่าสังคมของเราเป็นระบบคุณธรรม

places where the rewards go to those who really merit them,

2:09

สถานที่ที่รางวัลจะตกเป็นของผู้ที่คู่ควรกับมันจริงๆ

วัฒนธรรม

meritocracies: สังคมที่ให้ผลตอบแทนตามความสามารถและผลงาน

Meritocracy คือสังคมหรือระบบที่ถือว่าคนได้รับสถานะ ตำแหน่ง หรือผลตอบแทนเพราะความสามารถและผลงาน ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิดหรืออภิสิทธิ์ที่สืบทอดมา ในประโยคนี้ places where the rewards go... เป็นส่วนที่อธิบายคำดังกล่าว ส่วน we're told ทำให้ผู้พูดเว้นระยะจากข้อกล่าวอ้างนี้เล็กน้อย ผู้พูดกำลังบรรยายอุดมคติที่สังคมอ้างว่ายึดถือ ไม่ได้ยืนยันว่าสังคมนั้นยุติธรรมอย่างสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ meritocracy มากที่สุด

  1. ระบบที่ตำแหน่งทางการเมืองสืบทอดกันภายในครอบครัว
  2. ระบบที่สถานะและผลตอบแทนขึ้นอยู่กับความสามารถและผลงานเป็นหลัก
  3. ระบบที่รับประกันว่าทุกคนจะได้รับผลลัพธ์เหมือนกันทุกประการ
ดูคำตอบ

ระบบที่สถานะและผลตอบแทนขึ้นอยู่กับความสามารถและผลงานเป็นหลัก

the hard-working clever among us.

2:13

ซึ่งก็คือคนที่ทำงานหนักและฉลาดในหมู่พวกเรา

It sounds lovely,

2:15

ฟังดูสวยหรู

but there's a nasty sting in the tail. สำนวน

2:17

แต่มันมีหนามที่แหลมคมซ่อนอยู่ตอนท้าย

สำนวน

sting in the tail: เรื่องไม่ดีที่ซ่อนอยู่ในตอนท้าย

Sting in the tail เป็นสำนวนที่หมายถึงผลลัพธ์ เงื่อนไข หรือจุดพลิกผันที่ไม่น่าพอใจซึ่งปรากฏใกล้ตอนจบของสิ่งที่ตอนแรกดูดีหรือไม่มีพิษภัย ในประโยคนี้ sounds lovely สร้างความประทับใจแรกในทางบวก ส่วน but นำเข้าสู่ข้อเสียที่ซ่อนอยู่ สำนวนนี้เป็นภาษาเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงสัตว์หรือเหล็กไนจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึงเรื่องไม่ดีซึ่งปรากฏในตอนท้าย: The proposal looked helpful at first, but there was a ____.

ดูคำตอบ

sting in the tail

If you really believe in a society

2:19

หากคุณเชื่อมั่นจริงๆ ในสังคม

where those at the top deserve to get there,

2:21

ที่คนซึ่งอยู่จุดสูงสุดสมควรที่จะได้ไปอยู่ตรงนั้น

that has to mean that those at the bottom ลำดับความ

2:24

มันย่อมหมายความว่าผู้ที่อยู่จุดต่ำสุด

deserve to be there too.

2:26

ก็สมควรที่จะอยู่ตรงนั้นเช่นกัน

ลำดับความ

has to mean that: การอนุมานข้อสรุปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในที่นี้ has to mean that ใช้เกริ่นข้อสรุปที่ผู้พูดอนุมานจากข้อสมมติก่อนหน้า โดยจัดลำดับข้อโต้แย้งว่า หากยอมรับข้อความแรก ก็ต้องยอมรับผลลัพธ์นี้ด้วย Has to แสดงความจำเป็นเชิงตรรกะ ไม่ใช่คำสั่งหรือหน้าที่ ผู้พูดนำเสนอข้อสรุปว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ภายในแนวการให้เหตุผลนั้น

แบบฝึกหัด

กฎระบุว่าสมาชิกทีมทุกคนมีบัตรผ่าน และ Nia เป็นสมาชิกทีม ประโยคใดนำเสนอข้อสรุปว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามตรรกะ

  1. That does not mean that Nia has an access card.
  2. That has to mean that Nia has an access card.
  3. That might mean that Nia has an access card.
ดูคำตอบ

That has to mean that Nia has an access card.

Meritocracies make poverty ไวยากรณ์

2:29

ระบบคุณธรรมทำให้ความยากจน

seem not just unpleasant, ไวยากรณ์

2:30

ดูไม่ใช่แค่เรื่องน่าหดหู่

but also somehow deserved.

2:33

แต่ยังดูเหมือนเป็นสิ่งที่สมควรได้รับอีกด้วย

ไวยากรณ์

make poverty seem: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to

ใน make poverty seem ... คำว่า make เป็นกริยาแสดงการก่อให้เกิด หมายถึงบางสิ่งทำให้ความยากจนดูเป็นแบบใดแบบหนึ่ง poverty เป็นกรรมของ make และ seem เป็นกริยาที่ตามหลังกรรม หลังโครงสร้างประธานกระทำ make + กรรม ให้ใช้กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to ดังนั้นต้องใช้ seem ไม่ใช่ to seem ส่วนข้อความหลัง seem ซึ่งในที่นี้คือ not just unpleasant, but also somehow deserved ใช้บรรยายภาพความรู้สึกที่ถูกสร้างขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปที่ถูกต้องของ seem หลัง makes: Bright lighting makes the kitchen ____ larger.

ดูคำตอบ

seem

ไวยากรณ์

not just ... but also เพื่อเน้นประเด็นที่สองให้หนักแน่นขึ้น

not just X, but also Y เชื่อมสองส่วนที่มีรูปแบบไวยากรณ์ขนานกัน และบอกว่า Y เพิ่มประเด็นที่หนักแน่น น่าประหลาดใจ หรือสำคัญกว่า X ในที่นี้ unpleasant และ deserved ต่างเป็นส่วนเติมเต็มที่ตามหลัง seem ประโยคจึงเคลื่อนจากผลเสียที่เห็นได้ชัดของความยากจนไปสู่ข้อกล่าวอ้างที่รุนแรงกว่าว่า ความยากจนดูเหมือนเป็นสิ่งที่สมควรได้รับในทางศีลธรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสองส่วนจากบทเรียน โดยให้ budget เป็นประเด็นเสริมที่หนักแน่นกว่า: The policy affected ____ the schedule, ____ the budget.

ดูคำตอบ

not just · but also

In medieval England,

2:35

ในอังกฤษยุคกลาง

people used to call the poor unfortunates, วัฒนธรรม

2:37

ผู้คนเคยเรียกคนจนว่าเป็น ผู้โชคร้าย

literally people who had not been blessed

2:40

ซึ่งตามความหมายก็คือผู้ที่ไม่ได้รับการอวยพร

by the goddess of fortune.

2:42

จากเทพีแห่งโชคชะตา

วัฒนธรรม

unfortunates ในฐานะคำเรียกคนยากจนทางประวัติศาสตร์

ในที่นี้ unfortunates เป็นคำนามพหูพจน์ที่ใช้เป็นคำเรียกคนยากจน คำนี้นำเสนอว่าพวกเขาเป็นผู้ที่ประสบโชคร้าย ผู้พูดใช้ภาพความคิดแบบเก่าว่าพวกเขาไม่ได้รับพรจากโชคชะตาซึ่งถูกทำให้เป็นบุคคลในรูปของเทพี เพื่อแสดงโลกทัศน์ที่มองว่าความยากจนมาจากโชคหรือชะตากรรม ไม่ใช่ความผิดส่วนบุคคล นี่คือความแตกต่างที่จำเป็นต่อข้อโต้แย้ง ไม่ใช่นิยามทางนิรุกติศาสตร์สมัยใหม่ที่แม่นยำ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ คำเรียกทางประวัติศาสตร์ unfortunates สื่อถึงเหตุผลที่ผู้คนยากจนอย่างไร?

  1. พวกเขาถูกมองว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลจากโชคร้ายหรือชะตากรรม
  2. พวกเขาถูกระบุด้วยหมวดหมู่ทางกฎหมายสมัยใหม่
  3. พวกเขาถูกมองว่าเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางสังคม
ดูคำตอบ

พวกเขาถูกมองว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลจากโชคร้ายหรือชะตากรรม

Nowadays, especially in the United States,

2:44

ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา

where meritocracy is big,

2:46

ที่ซึ่งระบบคุณธรรมมีความสำคัญมาก

they call them, rather tellingly, ลำดับความ

2:48

พวกเขาเรียกคนเหล่านั้นด้วยคำที่สื่อความหมายชัดเจนว่า

losers.

2:50

ผู้แพ้ (Losers)

ลำดับความ

rather tellingly, ในฐานะวลีแทรกแสดงความคิดเห็น

Rather tellingly เป็นคำวิเศษณ์ที่แสดงความคิดเห็นต่อทั้งประโยค โดยวิจารณ์การเลือกคำว่า losers ไม่ได้บอกว่าคนเหล่านั้นถูกเรียกด้วยวิธีใด Tellingly หมายถึง “ในลักษณะที่เผยให้เห็นสิ่งสำคัญ” และ rather ช่วยเน้นอย่างพอดี ใกล้เคียงกับ “ค่อนข้าง” เมื่อวางไว้หน้า losers วลีแทรกนี้ชี้นำให้ผู้ฟังมองคำเรียกดังกล่าวเป็นหลักฐาน คำเรียกนี้เผยให้เห็นระบบคุณค่าที่มองว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์ของตนเอง ดังนั้นวลีนี้จึงเปลี่ยนการเลือกใช้คำให้เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อโต้แย้ง

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคภาษาอังกฤษนี้: “The committee rather tellingly described all dissent as disloyalty.” rather tellingly สื่อถึงอะไร?

  1. คำบรรยายนี้ไม่มีความหมายที่ต้องตีความ
  2. การเลือกคำของคณะกรรมการเผยให้เห็นทัศนคติที่สำคัญ
  3. คณะกรรมการเล่าเรื่องอย่างละเอียดมาก
ดูคำตอบ

การเลือกคำของคณะกรรมการเผยให้เห็นทัศนคติที่สำคัญ

We scarcely believe in luck nowadays anymore

2:51

ปัจจุบันเราแทบจะไม่เชื่อในเรื่องโชคอีกต่อไป

as something that can explain where we end up.

2:54

ว่าเป็นสิ่งที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเราจึงมาลงเอยที่จุดนี้

No one will believe you

2:56

จะไม่มีใครเชื่อคุณเลย

if you say you were fired because of bad luck.

2:57

หากคุณบอกว่าคุณถูกไล่ออกเพราะโชคร้าย

Your professional position has become

3:00

ตำแหน่งหน้าที่การงานของคุณได้กลายเป็น

the central verdict on your character. สำนวน

3:02

คำตัดสินหลักสำหรับลักษณะนิสัยของคุณไปแล้ว

สำนวน

คำเปรียบเปรย the central verdict on your character

วลีนี้ใช้ verdict ในเชิงเปรียบเทียบ โดยปกติ verdict คือคำตัดสินอย่างเป็นทางการของศาล แต่ในที่นี้ตำแหน่งทางอาชีพทำหน้าที่เหมือนคำตัดสินหลักของสังคมต่ออุปนิสัยของคนคนหนึ่ง บุพบท on ระบุสิ่งที่ถูกตัดสิน คือ your character การเรียกสิ่งนี้ว่า the central verdict เป็นการวิจารณ์การด่วนสรุปอย่างไม่เป็นธรรมจากด้านหนึ่งของชีวิตไปยังตัวตนทั้งหมด หมายความว่าสถานะการงานกลายเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินว่าใครคู่ควร มีความสามารถ หรือเป็นคนดี ไม่ได้หมายความว่าศาลได้ออกคำตัดสินทางกฎหมายจริง ๆ

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคภาษาอังกฤษนี้: “His salary became the central verdict on his character.” ข้อความใดถอดความโดยคงคำเปรียบเปรยไว้ได้ดีที่สุด?

  1. ศาลออกคำตัดสินทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเขาเพราะเงินเดือนของเขา
  2. เงินเดือนของเขากลายเป็นเกณฑ์หลักที่ผู้คนใช้ตัดสินว่าเขาเป็นคนแบบใด
  3. อุปนิสัยของเขาเป็นตัวกำหนดเงินเดือนและตำแหน่งทางอาชีพ
ดูคำตอบ

เงินเดือนของเขากลายเป็นเกณฑ์หลักที่ผู้คนใช้ตัดสินว่าเขาเป็นคนแบบใด

No wonder suicide rates rise exponentially วลี

3:05

จึงไม่แปลกใจที่อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

the moment a society joins the so-called modern world. การใช้คำ

3:08

ในทันทีที่สังคมก้าวเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่าโลกสมัยใหม่

วลี

No wonder: ผลลัพธ์ที่ไม่น่าแปลกใจ

No wonder ใช้นำเสนอผลลัพธ์ที่ดูไม่น่าแปลกใจหรือเข้าใจได้ เพราะมีเหตุผลที่กล่าวไว้แล้ว ในประโยคนี้ แรงกดดันที่ผู้คนได้รับตามที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ถูกเสนอเป็นเหตุผลว่าเหตุใดการเพิ่มขึ้นของอัตราการฆ่าตัวตายจึงไม่น่าแปลกใจ โครงสร้างที่พบบ่อยคือ No wonder + อนุประโยค นี่เป็นการสรุป ไม่ใช่คำถาม และ wonder ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ปาฏิหาริย์”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษสองคำที่หมายความว่าผลลัพธ์ไม่น่าแปลกใจ: The roads were covered in ice all morning. ____ the buses were late.

ดูคำตอบ

No wonder

การใช้คำ

so-called: การตั้งคำถามต่อป้ายเรียก

เมื่อวาง so-called ไว้หน้าคำนาม จะหมายถึงผู้คนใช้ชื่อหรือป้ายเรียกที่ตามมา ใน the so-called modern world ผู้พูดกำลังนำป้ายเรียกที่คุ้นเคยมากล่าวซ้ำ ไม่ได้นำเสนอว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีข้อสงสัย ท่าทีขึ้นอยู่กับบริบท ในที่นี้ so-called สร้างระยะห่างและสื่อว่าโลกที่ถูกเรียกว่า modern อาจไม่คู่ควรกับป้ายเรียกที่ฟังดูเป็นบวกนั้น ในบริบทอื่น คำนี้อาจเพียงระบุคำเรียกที่ใช้กันทั่วไปก็ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ so-called เพื่อตั้งคำถามว่าป้ายเรียกนั้นเหมาะสมจริงหรือไม่

  1. The instrument is called a pulse oximeter.
  2. The so-called luxury hotel had broken windows and no hot water.
  3. Mina called the office before lunch.
ดูคำตอบ

The so-called luxury hotel had broken windows and no hot water.

How can we cope?

3:12

เราจะรับมืออย่างไรดี?

Well, first off,

3:14

ประการแรกเลย

by refusing to believe that any society really ever can be meritocratic.

3:15

โดยการปฏิเสธที่จะเชื่อว่าจะมีสังคมไหนที่เป็นระบบคุณธรรมอย่างแท้จริงได้

Luck or accident continue to determine

3:19

โชคหรือความบังเอิญยังคงเป็นสิ่งที่กำหนด

a critical share

3:22

สัดส่วนที่สำคัญ

of where people end up in the hierarchy.

3:23

ว่าผู้คนจะไปสิ้นสุดที่จุดไหนในระบบลำดับชั้น

Treat no one, not least yourself, วลี

3:25

อย่าปฏิบัติกับใคร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวคุณเอง

as though they entirely deserve to be where they are. ไวยากรณ์

3:28

ราวกับว่าพวกเขาสมควรอย่างยิ่งที่จะอยู่ในจุดที่พวกเขาเป็นอยู่

วลี

not least yourself: โดยเฉพาะรวมถึงตัวคุณเอง

not least หมายถึง “โดยเฉพาะ” หรือ “เป็นพิเศษ” ใช้เน้นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มที่กว้างกว่า ว่าเป็นคนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คำปฏิเสธ not ไม่ได้ทำให้คนนั้นสำคัญน้อยลง ใน not least yourself คำว่า yourself ถูกเน้นเป็นพิเศษในกลุ่มที่ no one ครอบคลุม ประโยคนี้บอกว่าคำเตือนดังกล่าวใช้กับวิธีที่คุณปฏิบัติต่อตัวเองเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ not least และสรรพนามสะท้อนกลับที่ถูกต้อง: Be kind to everyone, ____.

ดูคำตอบ

not least yourself

ไวยากรณ์

as though: ใช้เกริ่นการเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่จินตนาการไว้

as though ใช้นำอนุประโยคที่เปรียบเทียบสิ่งที่เห็น ท่าที หรือวิธีปฏิบัติ กับสถานการณ์ที่อาจเป็นจริงหรือจินตนาการขึ้น อนุประโยคนี้ถูกเสนอเป็นการเปรียบเทียบ ไม่ได้ยืนยันโดยอัตโนมัติว่าเป็นข้อเท็จจริง โครงสร้างในที่นี้คือ treat + object + as though + clause ผู้พูดบอกว่าอย่าปล่อยให้สมมติฐานที่ว่าผู้คนสมควรได้รับสภาพปัจจุบันของตนอย่างเต็มที่ มากำหนดวิธีที่เราปฏิบัติต่อพวกเขา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอใจความหลังคำเชื่อมเป็นสิ่งที่ดูเหมือนหรือการเปรียบเทียบที่จินตนาการไว้ แทนที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่ยอมรับแล้ว

  1. She spoke to me as though I had broken the rule.
  2. She spoke to me even though I had broken the rule.
  3. She spoke to me because I had broken the rule.
ดูคำตอบ

She spoke to me as though I had broken the rule.

Secondly,

3:32

ประการที่สอง

make up your own definition of success กริยาวลี

3:33

สร้างนิยามความสำเร็จของคุณขึ้นมาเอง

กริยาวลี

make up your own definition: สร้างมาตรฐานส่วนตัว

ในที่นี้ make up หมายถึงสร้างหรือคิดขึ้นมา กรรมของวลีนี้คือ your own definition of success ดังนั้นผู้พูดกำลังขอให้คุณกำหนดมาตรฐานส่วนตัว ไม่ได้ขอให้โกหกหรือแต่งคำอธิบายเท็จ โครงสร้าง make up + กฎ เรื่องราว ชื่อ เกม หรือคำนิยาม ใช้บอกการสร้างบางสิ่งจากความคิดของตนเองได้ ส่วน your own เน้นว่าผลลัพธ์มาจากตัวคุณ ไม่ได้คัดลอกหรือรับมาจากคนอื่น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ make up ในความหมายว่า “สร้างบางสิ่งขึ้นมาด้วยตนเอง”?

  1. สร้างบางสิ่งขึ้นมา: We made up a new name for the team.
  2. ชดเชยสิ่งที่ขาดไป: I will make up the missed hours tomorrow.
  3. คืนดีกัน: They made up after the argument.
ดูคำตอบ

สร้างบางสิ่งขึ้นมา: We made up a new name for the team.

instead of uncritically leaning on society's. กริยาวลี

3:35

แทนที่จะพึ่งพานิยามของสังคมอย่างไม่ไตร่ตรอง

กริยาวลี

leaning on: พึ่งพามาตรฐานที่มีอยู่แล้ว

ในประโยคนี้ lean on ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงพึ่งพาบางสิ่งหรือใช้สิ่งนั้นเป็นหลักในการคิด ดังนั้น uncritically leaning on society's จึงหมายถึงการยอมรับมาตรฐานความสำเร็จของสังคมโดยไม่ตรวจสอบด้วยตนเอง society's เป็นรูปแสดงความเป็นเจ้าของที่ละนามวลีซ้ำไว้ โดยแทน society's definition of success ซึ่งเข้าใจได้จากถ้อยคำก่อนหน้า หลัง instead of คำว่า lean เปลี่ยนเป็น leaning เพราะหลังคำบุพบทต้องใช้รูป -ing

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดใช้ lean on ในความหมายว่า “พึ่งพาแหล่งข้อมูลเพื่อเป็นแนวทาง”?

  1. การพึ่งพาข้อมูล: We lean on customer feedback when planning updates.
  2. การกดดัน: They leaned on him to change his vote.
  3. การพิงทางกายภาพ: Don't lean on the wet railing.
ดูคำตอบ

การพึ่งพาข้อมูล: We lean on customer feedback when planning updates.

There are so many ways to succeed,

3:38

มีวิธีประสบความสำเร็จมากมาย

and many of them have nothing to do with status วลี

3:40

และหลายวิธีก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสถานะ

วลี

have nothing to do with: ไม่เกี่ยวข้องกับ…เลย

have nothing to do with หมายถึงสองสิ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลย ในประโยคนี้ วิธีมากมายในการประสบความสำเร็จไม่ได้เชื่อมโยงกับสถานะทางสังคม โครงสร้างคือ have/has nothing to do with + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing โดย with นำหน้าบุคคล สิ่งของ หรือหัวข้อที่ผู้พูดปฏิเสธว่ามีความเชื่อมโยง ซึ่งต่างจาก have nothing to do ที่หมายถึงไม่มีงานหรือกิจกรรมให้ทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ have nothing to do with: Her choice ____ popularity.

ดูคำตอบ

has nothing to do with

as it's currently defined

3:42

ตามที่ถูกให้คำนิยามไว้ในปัจจุบัน

within the value system of industrial capitalism.

3:44

ภายใต้ระบบค่านิยมของทุนนิยมอุตสาหกรรม

Those who succeed at making money

3:47

ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการหาเงิน

rarely succeed at empathy or family life.

3:49

แทบจะไม่เคยประสบความสำเร็จในเรื่องความเห็นอกเห็นใจหรือชีวิตครอบครัวเลย

Thirdly, and most importantly,

3:53

ประการที่สาม และสำคัญที่สุด

we should refuse to let our outer achievements ไวยากรณ์

3:55

เราควรปฏิเสธที่จะให้ความสำเร็จภายนอกของเรา

define our sense of self entirely.

3:57

มาจำกัดความรู้สึกในตัวตนของเราทั้งหมด

ไวยากรณ์

let + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน: let our outer achievements define

โครงสร้าง let + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงอนุญาตให้กรรมทำบางสิ่ง ในที่นี้ our outer achievements เป็นกรรม และ define เป็นกริยารูปพื้นฐาน โดยความสำเร็จถูกนำเสนอเหมือนเป็นพลังที่สามารถกำหนดการรับรู้ตัวตนทั้งหมดของคนคนหนึ่งได้ ใน refuse to let ... คำว่า refuse ตามด้วย to-infinitive คือ to let หลัง let ไม่ต้องเติม to อีกครั้ง รูปที่ถูกต้องคือ refuse to let our achievements define ... ไม่ใช่ refuse to let our achievements to define ...

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ define หลัง let: Don't let one mistake ____ your whole story.

ดูคำตอบ

define

There remain so many vital sides of us

4:00

ยังคงมีด้านที่สำคัญอีกมากมายในตัวเรา

that will never appear on our business cards,

4:02

ที่จะไม่มีวันปรากฏอยู่บนนามบัตรของเรา

that don't stand a chance of being captured วลี

4:04

ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะถูกจับความหมาย

วลี

stand a chance of being + past participle

stand a chance of doing something หมายถึงมีความเป็นไปได้จริงที่จะทำสิ่งนั้นได้ เมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธ don't/doesn't stand a chance จะหมายความว่าโอกาสนั้นน้อยมากหรือไม่มีเลย ในที่นี้ being captured เป็นโครงสร้างเชิงรับ โดยแง่มุมสำคัญของคนคือสิ่งที่อาจถูกจับความหมายหรือถ่ายทอดออกมา โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ stand a chance of + คำกริยารูป -ing ส่วนผลลัพธ์เชิงรับใช้ being + past participle

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึงมีความเป็นไปได้จริงที่จะได้รับเลือกให้สมบูรณ์ Without a stronger proposal, our project doesn't ____ selected.

ดูคำตอบ

stand a chance of being

by that maddeningly blunt

4:07

ด้วยคำถามที่ทื่ออย่างน่าหงุดหงิด

and unimaginative question,

4:09

และไร้จินตนาการนั้นว่า

"So, what do you do?" ลำดับความ

4:11

"คุณทำงานอะไรเหรอ?"

ลำดับความ

ทวน “So, what do you do?” เพื่อปิดประเด็น

คำถามตอนจบเป็นการทวนคำถามที่ใช้ในช่วงเริ่มต้น จึงเกิดการย้อนกลับไปหาเปิดเรื่อง การทวนนี้บอกผู้ฟังให้เชื่อมโยงตอนจบกับตอนต้น แทนที่จะมองประโยคนี้ว่าเป็นหัวข้อใหม่ ตำแหน่งของคำถามทำให้ความเข้าใจเปลี่ยนไป ตอนแรกคำถามนี้ฟังเหมือนบทสนทนาทั่วไป แต่หลังจากได้ฟังเหตุผลทั้งหมดแล้ว คำถามนี้กลับเป็นตัวแทนของมุมมองที่คับแคบซึ่งลดทอนคนคนหนึ่งให้เหลือเพียงอาชีพ การทวนคำเดิมจึงช่วยวางกรอบให้เนื้อหาทั้งหมดและปิดประเด็นหลัก

แบบฝึกหัด

การทวน "So, what do you do?" ในตอนท้ายมีหน้าที่หลักด้านโครงสร้างอย่างไร?

  1. ขอให้ผู้ฟังพูดชื่อตำแหน่งงานของตนออกมาดัง ๆ
  2. เริ่มการสนทนาใหม่เกี่ยวกับการเลือกอาชีพ
  3. ย้อนกลับไปยังคำถามเปิดเรื่องและเผยให้เห็นข้อจำกัดของคำถามนั้น
  4. อธิบายคำว่านามบัตรอย่างละเอียดขึ้น
ดูคำตอบ

ย้อนกลับไปยังคำถามเปิดเรื่องและเผยให้เห็นข้อจำกัดของคำถามนั้น