ความรักมีมูลค่าเท่าไหร่กันแน่?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Vsauce

ความยากในการเรียน
831 คำ 169 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: ผู้พูดลองตีราคาความรักโดยเชื่อมโยงความหลงใหลและสายสัมพันธ์ระยะยาวกับเงิน ความสุข อายุยืน และเคมีในสมอง ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. “what if you could?” — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่าคำถามสมมติที่ขัดกับความจริงนำการกระทำก่อนหน้ามาใช้และเปิดข้อสมมติโดยไม่กล่าววลีกริยาซ้ำอย่างไร 2. “the hedonistic treadmill.” — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทจริง: เข้าใจว่าเหตุใดการปรับตัวจึงจำกัดผลของรายได้เพิ่มต่อความสุขและทำให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มลดลง 3. “all other things being equal” — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: สังเกตข้อแม้ที่ถือว่าเงื่อนไขอื่นคงเดิม เพื่อไม่มองการเปรียบเทียบคร่าว ๆ ว่าเป็นความจริงที่ไม่มีเงื่อนไข

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey, Vsauce. Michael here

0:00

สวัสดี Vsauce ไมเคิลเองครับ

and I'm in Los Angeles,

0:01

ตอนนี้ผมอยู่ที่ลอสแอนเจลิส

but today we're going to talk about love.

0:02

แต่วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องความรัก

You can't buy love,

0:06

คุณซื้อความรักไม่ได้

but what if you could? ไวยากรณ์

0:08

แต่ถ้าซื้อได้ล่ะ?

ไวยากรณ์

what if you could? สำหรับความเป็นไปได้ที่ไม่เป็นจริง

what if + ประธาน + could ใช้ชวนผู้ฟังให้จินตนาการถึงความเป็นไปได้ที่ไม่เป็นจริง ยังทำไม่ได้ หรือยังไม่เกิดขึ้น ในที่นี้โครงสร้างดังกล่าวพลิกข้อความที่ว่าเราไม่สามารถซื้อความรักได้ แล้วชวนให้ผู้ฟังนึกถึงสถานการณ์ตรงกันข้าม could ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความสามารถในอดีต แต่ใช้แทนวลีกริยาที่กล่าวไปก่อนหน้า คือ buy love ดังนั้น what if you could? จึงหมายถึง what if you could buy love? ภาษาอังกฤษมักละวลีกริยาที่ซ้ำหลังคำกริยาช่วย เมื่อความหมายของส่วนที่ละไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ใน “You can't buy love, but what if you could?” คำว่า could สื่อถึงอะไร?

  1. ความสามารถที่ผู้ฟังเคยมีในอดีต
  2. ความเป็นไปได้เชิงสมมติที่การกระทำก่อนหน้านั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำได้
  3. การอนุญาตให้ผู้ฟังทำบางอย่าง
ดูคำตอบ

ความเป็นไปได้เชิงสมมติที่การกระทำก่อนหน้านั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำได้

I mean, what if I had a machine

0:10

ผมหมายถึง ถ้าผมมีเครื่องจักร

that could make you fall in love วลี

0:11

ที่ทำให้คุณตกหลุมรัก

วลี

fall in love: การเข้าสู่สภาวะแห่งความรัก

fall in love เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึง “เริ่มรักใครสักคนในเชิงโรแมนติก” หรือ “ตกหลุมรัก” คำว่า fall นำเสนอความรักเป็นสภาวะที่คนคนหนึ่งเข้าไปอยู่ ไม่ได้หมายถึงการล้มจริง ๆ ในคำบรรยาย make you fall in love หมายถึงทำให้คุณเข้าสู่สภาวะทางอารมณ์นั้น เมื่อต้องการระบุคนหรือสิ่งที่เป็นเป้าหมายของความรัก ให้ใช้ fall in love with + คำนามหรือคำสรรพนาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึง “เริ่มรักใครสักคนในเชิงโรแมนติก”: After months of talking every day, they started to ____.

ดูคำตอบ

fall in love

with someone for the rest of your life?

0:12

ใครสักคนไปตลอดชีวิตได้ล่ะ?

What should I charge

0:14

ผมควรคิดราคาเท่าไร

for the use of that machine?

0:16

สำหรับการใช้เครื่องนั้น?

Well, we should first of all

0:17

ก่อนอื่นเลย เราควร

be clear about what we mean วลี

0:19

ทำความเข้าใจให้ชัดว่าเราหมายถึงอะไร

when we say love.

0:20

เมื่อพูดคำว่าความรัก

วลี

be clear about what we mean: ทำให้ความหมายชัดเจน

วลี be clear about what we mean หมายถึงการทำให้ความหมายที่ผู้พูดตั้งใจสื่อชัดเจนก่อนดำเนินการสนทนาต่อ ในที่นี้ clear เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึงชัดเจน ไม่คลุมเครือ หรือเข้าใจตรงกัน ไม่ใช่คำกริยาที่แปลว่าเอาออก และไม่ได้หมายถึงความโปร่งใสที่มองเห็นได้ โครงสร้างคือ be clear about + คำนามหรืออนุประโยค wh โดย what we mean เป็นอนุประโยค wh ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของ about จึงสามารถนำทั้งวลีไปใช้เพื่อกำหนดนิยามหรือขอบเขตได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้: Before we compare the two plans, let's ____ what each price includes.

ดูคำตอบ

be clear about

I'm not talking about the love

0:22

ผมไม่ได้หมายถึงความรัก

you have for your BFFs

0:23

ที่คุณมีให้เพื่อนซี้

or your love for your family วลี

0:24

หรือความรักที่มีต่อครอบครัว

or your love of learning.

0:26

หรือความรักในการเรียนรู้

วลี

การเลือก love for ... love of

love for + บุคคล สถานที่ หรืออุดมการณ์ มักนำเสนอความรักว่าเป็นความรู้สึกที่มุ่งไปยังสิ่งนั้น เช่น love for your family ส่วน love of + กิจกรรม สาขาวิชา หรือประสบการณ์ มักนำเสนอว่าเป็นความชอบ ความสนใจ หรือความผูกพันที่ยาวนาน เช่น love of learning ทั้งสองอย่างเป็นแนวโน้มการใช้ที่ชัดเจน ไม่ใช่กฎตายตัว รูปแบบทั้งสองอาจทับซ้อนกัน และวลีคำนามบางวลีอาจนิยมใช้กับคำบุพบทหนึ่งเป็นพิเศษ ควรเรียนรู้ชุดคำที่ใช้บ่อยเป็นหน่วยเดียว โดย love of learning เป็นชุดคำที่ใช้กันแพร่หลายมาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยชุดคำที่เน้นไว้ทั้งสองชุด โดยใช้แต่ละชุดหนึ่งครั้ง ใช้รูปแบบที่เป็นธรรมเนียมสำหรับบุคคลและชุดคำที่ใช้กับ learning: Her ____ her family inspired her lifelong ____ learning.

ดูคำตอบ

love for · love of

I'm also not talking about lust,

0:27

ผมไม่ได้หมายถึงความใคร่ด้วย

an immediate attraction we have

0:29

ซึ่งเป็นแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นทันที

towards other people

0:31

ต่อคนอื่น

mediated by hormones การใช้คำ

0:32

โดยมีฮอร์โมนเป็นตัวกลาง

like testosterone and estrogen.

0:33

อย่างเทสโทสเตอโรนและเอสโตรเจน

การใช้คำ

mediated by hormones: การระบุกลไก

ใน be mediated by คำว่า mediated หมายถึง สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้ ถูกส่งต่อ หรือถูกกำหนดรูปแบบผ่านกลไกตัวกลาง ในที่นี้ วลีดังกล่าวบอกว่าฮอร์โมนเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ก่อให้เกิดหรือมีอิทธิพลต่อแรงดึงดูดในทันที โครงสร้างแบบถูกกระทำคือ ผลหรือกระบวนการ + be + mediated by + กลไก โดยเน้นว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ไม่ใช่เพียงว่าใครหรืออะไรเป็นสาเหตุโดยตรง

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ “The drug's effect is mediated by changes in brain chemistry,” คำว่า mediated by แสดงอะไรเป็นหลัก

  1. ยาออกฤทธิ์ก่อน แล้วเคมีในสมองจึงเปลี่ยนแปลงภายหลังเท่านั้น
  2. เคมีในสมองกำลังไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งเกี่ยวกับยา
  3. การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมองคือกลไกที่ทำให้ยาออกฤทธิ์
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมองคือกลไกที่ทำให้ยาออกฤทธิ์

I'm talking about what happens later,

0:36

ผมกำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

when you begin to associate วลี

0:38

เมื่อคุณเริ่มเชื่อมโยง

an immediate reward with one other person,

0:39

รางวัลที่ได้รับทันทีเข้ากับคนอีกคนหนึ่ง

วลี

associate A with B: การสร้างความเชื่อมโยงทางความคิด

Associate A with B หมายถึงการเชื่อมโยง A กับ B ในความคิด ในประโยคนี้ an immediate reward คือ A และ one other person คือ B ดังนั้นรางวัลจึงถูกเชื่อมโยงทางความคิดเข้ากับคนนั้น สองส่วนนี้ทำงานร่วมกันเป็นโครงสร้างเดียว แม้จะมีคำอื่นคั่นอยู่: associate + A + with + B ตำแหน่งทั้งสองสามารถใส่คำนาม นามวลี หรือรูป -ing ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้โครงสร้าง associate A with B: Many children ____ the sound of the ice-cream truck ____ getting a treat.

ดูคำตอบ

associate · with

what we call passionate love. ไวยากรณ์

0:41

หรือสิ่งที่เราเรียกว่าความรักแบบเร่าร้อน

ไวยากรณ์

what we call passionate love: การใช้ what we call เพื่อนำเสนอชื่อ

ใน what we call passionate love คำว่า what หมายถึง “สิ่งหรือประสบการณ์ที่เราเรียกเช่นนั้น” และนำหน้าอนุประโยคสัมพันธ์แบบรวม โดย what มีทั้งความหมายของ “สิ่งนั้น” และหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์อยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นกรรมของ call โครงสร้าง what we call + ชื่อ ช่วยให้ผู้พูดนำเสนอชื่อเรียกได้อย่างลื่นไหล ในที่นี้ passionate love คือชื่อที่นำมาใช้ ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “ประสบการณ์ประเภทที่เราเรียกว่า passionate love”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างสามคำที่ใช้แนะนำชื่อของกระบวนการ: When one small change starts many others, this is ____ a chain reaction.

ดูคำตอบ

what we call

This is what you see in new couples

0:44

นี่คือสิ่งที่เห็นได้ในคู่รักใหม่

where they want to be with each other

0:46

ที่อยากอยู่ด้วยกัน

and they're almost obsessed with each other. วลี

0:47

และแทบจะหมกมุ่นอยู่กับกันและกัน

วลี

obsessed with: ความสนใจอย่างรุนแรงและคำบุพบทตายตัว with

Be obsessed with someone or something หมายถึงคิดถึงคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนรู้สึกว่าควบคุมความสนใจนั้นได้ยาก มีความหมายแรงกว่า be interested in มาก และมักสื่อถึงความมากเกินไปหรือการขาดสมดุล ในสำนวนนี้ with เป็นคำบุพบทตายตัว ส่วน almost ในประโยคช่วยลดความแรงของคำกล่าว คือพวกเขาใกล้จะอยู่ในภาวะหมกมุ่น แต่ผู้พูดไม่ได้ระบุเต็มที่ว่าเป็นเช่นนั้นแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย obsessed และคำบุพบทที่ถูกต้อง: Maya is ____ solving the final puzzle.

ดูคำตอบ

obsessed with

Well, psychologists have a really great term

0:49

นักจิตวิทยามีคำที่เหมาะมาก

for that kind of love.

0:51

สำหรับความรักแบบนี้

They call it limerence. การใช้คำ

0:53

พวกเขาเรียกมันว่า ภาวะลิเมอเรนซ์

การใช้คำ

limerence: ความหมกมุ่นเชิงโรแมนติกที่รุนแรงและรบกวนจิตใจ

ในประโยคนี้ limerence หมายถึงการหมกมุ่นอย่างรุนแรงกับคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ โดยทั่วไปจะมีทั้งความคิดที่เกิดซ้ำและรบกวนจิตใจ รวมถึงความปรารถนาอย่างมากที่จะได้รับความสนใจหรือการตอบรับความรู้สึกจากคนนั้น คำนี้มีความหมายแคบกว่าความดึงดูดใจทั่วไปหรือ love เพราะหมายถึงภาวะโหยหาที่ครอบงำจิตใจ ไม่ใช่เพียงความรู้สึกโรแมนติกที่รุนแรงทุกชนิด ในที่นี้ ความพยายามอย่างสุดโต่งที่จะไปพบคนนั้นซึ่งกล่าวถึงต่อมาถูกนำเสนอเป็นสัญญาณของภาวะดังกล่าว

แบบฝึกหัด

ในการพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ limerence อธิบายสิ่งใดอย่างเฉพาะเจาะจงที่สุด

  1. การหมกมุ่นอย่างรุนแรงและรบกวนจิตใจกับคนใดคนหนึ่ง พร้อมความปรารถนาอย่างมากให้ความรู้สึกได้รับการตอบรับ
  2. สายสัมพันธ์ที่มั่นคงและต่างฝ่ายต่างมีให้กัน ซึ่งสร้างจากความใส่ใจและความผูกพันระยะยาว
  3. ความชอบธรรมดาในช่วงสั้น ๆ ที่ไม่ได้ดึงความสนใจไปมากนัก
ดูคำตอบ

การหมกมุ่นอย่างรุนแรงและรบกวนจิตใจกับคนใดคนหนึ่ง พร้อมความปรารถนาอย่างมากให้ความรู้สึกได้รับการตอบรับ

That's right.

0:55

ใช่แล้ว

Whenever you are in this state

0:56

เมื่อใดก็ตามที่คุณอยู่ในภาวะนี้

and you do things like

0:58

และทำอะไรอย่างเช่น

wake up super early to get a bagel

0:59

ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปซื้อเบเกิล

with the person

1:00

กับคนคนนั้น

and even though you're going to miss class ไวยากรณ์

1:01

แม้จะต้องขาดเรียน

just because you want to see them that badly, การใช้คำ

1:02

เพียงเพราะคุณอยากเจอเขามากขนาดนั้น

ไวยากรณ์

even though สำหรับการยอมรับข้อเท็จจริงที่ขัดกับผลลัพธ์

even though ใช้นำหน้าความสัมพันธ์เชิงยอมรับข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกัน โดยอนุประโยคที่ตามมานำเสนอข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ผู้พูดยอมรับว่าเป็นจริง ซึ่งปกติควรทำให้คาดหวังผลอีกแบบหนึ่ง ในที่นี้ การขาดเรียนถูกมองว่าเป็นผลที่เกิดขึ้นจริง แต่บุคคลนั้นก็ยังไปพบอีกคนอยู่ดี โครงสร้างพื้นฐานคือ even though + อนุประโยค ตามด้วยประโยคหลักที่มีใจความขัดแย้งกัน อนุประโยคยอมรับข้อเท็จจริงจะอยู่ก่อนหรือหลังประโยคหลักก็ได้ โดย even though ยังคงบอกว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อเท็จจริงพื้นหลัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมสองคำที่นำเสนอว่าอากาศหนาวเป็นข้อเท็จจริงที่ทราบแล้ว: ____ it was cold, the children played outside.

ดูคำตอบ

even though

การใช้คำ

“want ... that badly” เพื่อแสดงความอยากอย่างแรงกล้า

ในประโยคนี้ “that badly” หมายถึง “ในระดับที่รุนแรงขนาดนั้น” โดยขยาย “want” เพื่อแสดงว่าความต้องการนั้นแรงมาก ไม่ได้หมายความว่าการอยากนั้นผิดศีลธรรมหรือทำได้ไม่ดี ในที่นี้ “that” ย้อนอ้างถึงระดับที่เห็นได้จากความเต็มใจของบุคคลนั้นที่จะยอมเสียบางอย่าง โดยทั่วไป want or need something badly หมายถึงอยากได้หรือต้องการบางสิ่งอย่างมาก

แบบฝึกหัด

ใน “I didn't know you wanted the tickets that badly,” คำว่า “that badly” หมายถึงอะไร?

  1. ด้วยเหตุผลที่ผิดศีลธรรม
  2. ด้วยความอยากอย่างแรงกล้าขนาดนั้น
  3. ด้วยวิธีที่แย่ขนาดนั้น
ดูคำตอบ

ด้วยความอยากอย่างแรงกล้าขนาดนั้น

you're exhibiting limerent behavior.

1:04

คุณก็กำลังแสดงพฤติกรรมแบบลิเมอเรนซ์

Okay, that sounds great.

1:08

โอเค ฟังดูเยี่ยมเลย

But if I want to sell love,

1:10

แต่ถ้าผมอยากขายความรัก

I'm going to have to find โน้ต

1:12

ผมก็ต้องหา

a way to measure it.

1:13

วิธีวัดมัน

ไวยากรณ์

“I'm going to have to” สำหรับความจำเป็นในอนาคตที่คาดไว้

“I'm going to have to” รวม “be going to” ซึ่งวางสถานการณ์ไว้ในอนาคตที่คาดไว้หรือวางแผนไว้ กับ “have to” ซึ่งแสดงความจำเป็น ผู้พูดคาดว่าการหาวิธีวัดจะกลายเป็นสิ่งจำเป็น หน้าที่หรือความจำเป็นนี้เกิดจากสถานการณ์ ไม่ใช่เพียงความต้องการส่วนตัว เมื่อตีความให้แยกสองส่วนออกจากกัน โดย “going to” ให้มุมมองอนาคต ส่วน “have to” ให้ความหมายว่าจำเป็นต้องทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่แสดงความจำเป็นในอนาคตที่คาดไว้: “Because the client moved the deadline to tomorrow, I'm ____ finish the report tonight.”

ดูคำตอบ

going to have to

วลี

find a way to + กริยา เพื่อแก้ปัญหา

ในประโยคนี้ find a way to measure หมายถึงการค้นหาหรือคิดวิธีที่ใช้ได้จริงเพื่อทำให้สามารถวัดได้ โดยนำเสนอการวัดว่าเป็นปัญหาเชิงปฏิบัติที่ต้องมีทางแก้ โครงสร้างที่นำไปใช้กับสถานการณ์อื่นได้คือ find a way to + กริยารูปพื้นฐาน โดย infinitive ระบุเป้าหมายที่วิธีนั้นตั้งใจจะทำให้สำเร็จ เช่น find a way to explain หรือ find a way to finish

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนที่หมายถึงการค้นหาหรือสร้างวิธีที่ใช้ได้จริง: We need to ____ reduce the waiting time without hiring more staff.

ดูคำตอบ

find a way to

And it turns out to be quite a difficult task. กริยาวลี

1:14

และกลายเป็นว่านี่เป็นงานที่ยากทีเดียว

กริยาวลี

turns out to be สำหรับผลที่ค้นพบในภายหลัง

ในประโยคนี้ turns out to be นำเสนอ quite a difficult task ว่าเป็นผลที่ค้นพบหลังจากพยายามทำการวัด สำนวนนี้บอกว่าข้อเท็จจริงหรือผลลัพธ์เริ่มชัดเจนขึ้นจากการตรวจสอบหรือประสบการณ์ และมักเกิดขึ้นหลังจากเคยคาดไว้ต่างออกไป โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + turn out to be + คำนามหรือคำคุณศัพท์ ใช้เปิดเผยตัวตน คุณสมบัติ หรือผลลัพธ์ที่แท้จริงของประธานได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนที่หมายถึงตอนนี้ค้นพบว่าแท้จริงเป็นเช่นนั้น: The final tests are complete, and the new material ____ less durable than expected.

ดูคำตอบ

turns out to be

We do have a tool ไวยากรณ์

1:17

เรามีเครื่องมืออยู่

called the passionate love survey.

1:18

เรียกว่าแบบสำรวจความรักแบบเร่าร้อน

ไวยากรณ์

do ที่ใช้เน้นใน “We do have”

ในประโยคบอกเล่านี้ do ใช้เน้นคำว่า have โดย We do have หมายถึง “เรามีจริง ๆ” หรือ “แม้คุณอาจคิดว่าไม่มี แต่เรามี” และ do ในที่นี้ไม่ได้บอกการกระทำอีกอย่างหนึ่ง เมื่อต้องการเน้นแบบนี้ ให้ใช้ do/does/did หน้าคำกริยารูปพื้นฐาน: ประธาน + do/does/did + คำกริยารูปพื้นฐาน ในประโยคนี้คือ we + do + have โครงสร้างนี้มักใช้แก้ความสงสัย ทำให้อีกฝ่ายมั่นใจ หรือแสดงความขัดแย้งกับข้อมูลก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาช่วยที่ใช้เน้นให้ถูกต้อง: You may not believe me, but Leo ____ finish the project yesterday.

ดูคำตอบ

did

It was developed by psychologists

1:20

ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยนักจิตวิทยา

and it's been found to be quite reliable ไวยากรณ์

1:22

และพบว่าค่อนข้างเชื่อถือได้

ไวยากรณ์

โครงสร้างรายงานรูปถูกกระทำ “it's been found to be...”

ใน it's been found to be quite reliable คำว่า it's หมายถึง it has ไม่ใช่ it is ส่วน has been found เป็น present perfect รูปถูกกระทำ คือการทดสอบหรือการศึกษาก่อนหน้านี้ทำให้ได้ข้อสรุป และหลักฐานนั้นยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน โครงสร้าง ประธาน + has/have been found to be + คำคุณศัพท์ ใช้รายงานการประเมินที่มีหลักฐานรองรับโดยไม่ต้องระบุผู้วิจัย quite reliable ในที่นี้หมายถึง “ค่อนข้างหรือมากพอสมควรที่จะเชื่อถือได้” ไม่ได้หมายถึง “เชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

แบบฝึกหัด

เติมรายงานที่มีหลักฐานรองรับด้วยโครงสร้างถูกกระทำใน present perfect: After several classroom trials, the new reading game ____ helpful for beginners.

ดูคำตอบ

has been found to be

when it comes to analyzing วลี

1:24

เมื่อนำมาใช้วิเคราะห์

other behaviors we associate with passionate love.

1:25

พฤติกรรมอื่นที่เราเชื่อมโยงกับความรักแบบเร่าร้อน

วลี

When it comes to + คำนามหรือคำกริยารูป gerund

When it comes to ใช้เกริ่นหัวข้อและมีความหมายว่า “เมื่อพูดถึง” หรือ “ในเรื่องของหัวข้อนี้” วลีนี้จำกัดขอบเขตของข้อความที่ตามมาให้อยู่ในประเด็นที่ระบุไว้หลังวลี ในประโยคนี้ ขอบเขตการพูดจำกัดอยู่ที่การวิเคราะห์พฤติกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรักอันเร่าร้อนโดยเฉพาะ ในสำนวนนี้ to เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยนามวลีหรือรูป -ing เช่น when it comes to analyzing ไม่ใช่ when it comes to analyze

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำที่เรียนในบทนี้ซึ่งใช้จำกัดหัวข้อ: ____ managing deadlines, Priya stays calm.

ดูคำตอบ

When it comes to

For instance,

1:29

ตัวอย่างเช่น

we've found using the survey

1:30

จากการใช้แบบสำรวจ เราพบว่า

that men and women both

1:31

ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

experience the same amounts of

1:33

ต่างก็สัมผัสความรักแบบเร่าร้อน

passionate love when they're in a relationship.

1:35

ในระดับเท่ากันเมื่อมีความสัมพันธ์

We've also found that men

1:37

เรายังพบด้วยว่าผู้ชาย

tend to fall in love วลี

1:40

มีแนวโน้มจะตกหลุมรัก

faster and sooner than women

1:41

ได้เร็วและก่อนผู้หญิง

who appear to be more cautious. วลี

1:43

ซึ่งดูจะระมัดระวังมากกว่า

วลี

Tend to + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกแนวโน้มทั่วไป

Tend to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้นำเสนอพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ว่าเป็นแนวโน้มโดยทั่วไป ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นจริงกับทุกคน ในประโยคนี้ บทสรุปงานวิจัยรายงานรูปแบบในระดับกลุ่ม ไม่ได้อ้างว่าผู้ชายหรือผู้หญิงทุกคนมีพฤติกรรมเช่นนี้ กริยาหลัง to ยังคงอยู่ในรูปพื้นฐาน เช่น tend to fall โครงสร้างนี้มีประโยชน์สำหรับการสรุปอย่างระมัดระวังโดยไม่ใช้คำที่เด็ดขาดอย่าง always

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เรียนในบทนี้เพื่อให้เป็นการสรุปอย่างระมัดระวัง: Rechargeable batteries ____ lose capacity over time.

ดูคำตอบ

tend to

วลี

appear to be: นำเสนอข้อสังเกตอย่างระมัดระวัง

ในประโยคนี้ appear to be more cautious หมายถึง จากสิ่งที่สังเกตได้ ผู้หญิงดูเหมือนจะระมัดระวังมากกว่า ผู้พูดกำลังเสนอข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วอย่างสมบูรณ์ โครงสร้าง appear to be + คำคุณศัพท์หรือคำนาม ใช้บอกว่าคนหรือสิ่งหนึ่งดูเป็นอย่างไรจากหลักฐานที่มี พร้อมเปิดโอกาสให้มีคำอธิบายอื่นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ appear to be เพื่อแสดงข้อสังเกตอย่างระมัดระวัง: The first results are not final, but the new method ____ effective.

ดูคำตอบ

appears to be

But we're here to talk about money. ลำดับความ

1:45

แต่เรามาที่นี่เพื่อคุยเรื่องเงิน

ลำดับความ

But we're here to talk about money: กลับเข้าสู่หัวข้อหลัก

But เป็นสัญญาณว่าเนื้อหากำลังเปลี่ยนจากสิ่งที่พูดก่อนหน้านี้ ส่วน We're here to talk about money บอกจุดประสงค์ของการพูดและดึงความสนใจกลับมาที่หัวข้อหลัก here ในที่นี้ไม่ได้เน้นสถานที่จริง โครงสร้าง But we're here to talk about + หัวข้อ สามารถนำไปใช้ซ้ำเพื่อบอกผู้ฟังว่าเนื้อหาก่อนหน้าอาจเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่จะพูดจริง ๆ ตอนนี้คือหัวข้อที่ระบุไว้ด้านหลัง

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอพูดเรื่องประวัติของกล้องไปสั้น ๆ แต่ตอนนี้ต้องการกลับสู่หัวข้อหลักคือการแต่งภาพ ประโยคใดทำหน้าที่ดึงกลับเข้าสู่ประเด็นได้เหมือนกันมากที่สุด

  1. We're here because the cameras are old.
  2. But we're here to talk about photo editing.
  3. But photo editing happened in history.
ดูคำตอบ

But we're here to talk about photo editing.

Interestingly, a UK study once looked

1:49

ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยหนึ่งในสหราชอาณาจักรเคยศึกษา

at people who heard

1:52

คนที่ได้ยินว่า

that someone else loved them.

1:54

มีคนอื่นรักพวกเขา

They heard the phrase, "I love you."

1:55

พวกเขาได้ยินคำว่า "ฉันรักคุณ"

for the first time.

1:57

เป็นครั้งแรก

And they took the amount of happiness those people felt

1:58

นักวิจัยนำระดับความสุขที่คนเหล่านั้นรู้สึก

and compared it to the amount of happiness วลี

2:00

ไปเปรียบเทียบกับระดับความสุข

gamblers feel when they win

2:02

ที่นักพนันรู้สึกเมื่อชนะ

large sums of money.

2:04

เงินก้อนใหญ่

วลี

compared it to: โครงสร้าง compare A to B

ในโครงสร้าง compare A to B ผู้พูดนำ A กับ B มาเทียบกันเพื่อพิจารณาความคล้ายคลึง ความสัมพันธ์ หรือระดับโดยเปรียบเทียบ ในประโยคนี้ it ย้อนกลับไปหมายถึงระดับความสุขที่คนกลุ่มแรกรู้สึก ส่วน B คือความสุขที่นักพนันรู้สึกหลังชนะเงินก้อนใหญ่ การใช้ it ช่วยไม่ให้ต้องพูดนามวลียาว ๆ ซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นโครงสร้างจึงเป็น compared + กรรม + to + สิ่งที่ใช้เทียบ ได้แก่ compared it to the amount of happiness gamblers feel

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง compare A to B ในรูปอดีต: The study ____ the new treatment's results ____ those of the standard treatment.

ดูคำตอบ

compared · to

Their conclusion,

2:05

ข้อสรุปของพวกเขาคือ

that hearing that someone loves

2:06

การได้ยินว่าใครบางคนรัก

you for the first time

2:08

คุณเป็นครั้งแรก

is the equivalent happiness

2:09

ให้ระดับความสุขเทียบเท่า

level of receiving $267,000.

2:10

กับการได้รับเงิน 267,000 ดอลลาร์

But when you go beyond ลำดับความ

2:16

แต่เมื่อคุณก้าวข้าม

passionate love to committed long-term love,

2:17

ความรักแบบเร่าร้อนไปสู่ความรักระยะยาวที่มั่นคงและผูกพัน

ลำดับความ

go beyond passionate love to committed long-term love: พาการอภิปรายไปสู่ขั้นต่อไป

กรอบ go beyond A to B แสดงให้เห็นว่า A เป็นระดับเริ่มต้นที่มีขอบเขตจำกัด ส่วน B เป็นระดับที่ไกลขึ้น ลึกขึ้น หรือพัฒนาขึ้น ในประโยคนี้ การอภิปรายก้าวพ้นความรักอันเร่าร้อนและเปลี่ยนไปเน้นความรักระยะยาวที่มีความผูกพันมั่นคง นี่เป็นรูปแบบสำหรับจัดระเบียบข้อมูล โดย beyond ระบุขอบเขตที่ถูกก้าวข้าม และ to นำเข้าสู่จุดหมายใหม่ของการอภิปราย ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงระยะทางทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบ go beyond A to B: A useful review should ____ summarizing the book ____ evaluating its argument.

ดูคำตอบ

go beyond · to

there's all kinds of practical benefits marriage brings.

2:20

การแต่งงานก็มอบประโยชน์ในทางปฏิบัติสารพัด

In fact,

2:23

อันที่จริง

it's been estimated that ไวยากรณ์

2:24

มีการประเมินว่า

tax breaks and healthcare costs วัฒนธรรม

2:25

สิทธิประโยชน์ทางภาษีและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ

วัฒนธรรม

Tax breaks: สิทธิประโยชน์ที่ลดภาระภาษีอย่างเป็นทางการ

ใน tax breaks คำว่า break หมายถึงการผ่อนปรนจากกฎหรือภาระทางการเงิน tax break คือมาตรการอย่างเป็นทางการในระบบภาษี เช่น การหักลดหย่อน เครดิตภาษี การยกเว้น หรืออัตราภาษีที่ต่ำลง ซึ่งช่วยลดภาษีที่บุคคลหรือองค์กรต้องจ่าย รูปพหูพจน์ tax breaks กล่าวโดยกว้างถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่อาจมีอยู่ โดยไม่ได้ระบุกลไกแบบใดแบบหนึ่ง และไม่ได้รับประกันว่าผู้ที่แต่งงานทุกคนจะได้รับผลประโยชน์จำนวนเท่ากัน

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The city offers tax breaks to companies that install chargers,” tax breaks หมายถึงอะไร?

  1. เวลาพักที่ให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานภาษี
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเป็นทางการที่ช่วยลดจำนวนเงินที่บริษัทต้องจ่าย
  3. เงินที่ซ่อนไว้จากหน่วยงานภาษี
ดูคำตอบ

สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเป็นทางการที่ช่วยลดจำนวนเงินที่บริษัทต้องจ่าย

altogether mean that being

2:27

เมื่อรวมกันแล้ว หมายความว่า

married is the equivalent วลี

2:29

การแต่งงานนั้นเทียบเท่า

of receiving an extra $100,000 a year.

2:30

กับการได้เงินเพิ่มปีละ 100,000 ดอลลาร์

ไวยากรณ์

It's been estimated that: การรายงานค่าประมาณที่มีอยู่แล้ว

ใน it's been estimated that คำว่า it's เป็นรูปย่อของ it has โครงสร้างนี้ใช้ present perfect รูปถูกกระทำ has been estimated และใช้ it เป็นประธานสมมติเพื่อนำไปสู่เนื้อหาจริงในอนุประโยค that ที่ตามมา กรอบการรายงานนี้บอกว่ามีการประเมินไว้ก่อนแล้วและผลนั้นยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน โดยไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้ประเมิน ดังนั้น ตัวเลข 100,000 ดอลลาร์จึงเป็นค่าประมาณที่นำมารายงาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รับประกันหรือการคำนวณอย่างแม่นยำของผู้พูดเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบการรายงาน present perfect รูปถูกกระทำที่ไม่ระบุผู้ประเมิน: ____ the bridge repairs will cost eight million dollars.

ดูคำตอบ

It's been estimated that

วลี

be the equivalent of receiving: “เทียบเท่ากับการได้รับ”

be the equivalent of + คำนามหรือรูป -ing หมายถึง “มีคุณค่า ผลลัพธ์ หรือความสำคัญในทางปฏิบัติเท่ากับอีกสิ่งหนึ่ง” ในประโยคนี้ is the equivalent of receiving เปรียบเทียบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยประมาณของการแต่งงานกับการได้รับเงินเพิ่มปีละ 100,000 ดอลลาร์ ไม่ได้หมายความว่ามีใครได้รับเงินก้อนนั้นจริง ๆ ในที่นี้ equivalent เป็นคำนามที่อยู่หลัง the และ of เป็นคำบุพบท ดังนั้นเมื่อมีการกระทำตามหลังจึงต้องใช้รูป -ing คือ receiving โครงสร้างนี้ใช้เปรียบเทียบผลที่เป็นนามธรรมกับจำนวนเงิน เวลา พลังงาน หรือผลลัพธ์อื่นที่วัดได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปรียบเทียบด้วยโครงสร้างแบบคำนามที่อธิบายไว้ข้างต้น: Cutting the commute by an hour a day ____ gaining five extra hours each week.

ดูคำตอบ

is the equivalent of

Now, we have a lot

2:35

ทีนี้ เรามี

of ways of visualizing

2:36

วิธีมากมายในการแสดงให้เห็น

the effect having money ไวยากรณ์

2:37

ผลของการมีเงิน

has on a person.

2:39

ที่มีต่อคนคนหนึ่ง

ไวยากรณ์

the effect (that) X has on Y: “ผลที่ X มีต่อ Y”

วลีนี้ใช้โครงสร้าง the effect (that) X has on Y โดย X คือ having money ซึ่งเป็นวลี gerund ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคขยาย และ Y คือ a person ส่วนสรรพนามเชื่อม that ถูกละไว้ เมื่อนำกลับมาใส่จะได้ the effect that having money has on a person ให้มอง effect เป็นคำนามหลัก และ having money has on a person เป็นอนุประโยคที่ระบุผลนั้น has เป็นกริยาที่มีวลี having money ทั้งวลีเป็นประธาน ส่วน on นำหน้าบุคคลที่ได้รับผล การวิเคราะห์เช่นนี้ช่วยไม่ให้เข้าใจ having money has ผิดว่าเป็นภาคแสดงสองส่วนที่วางขนานกัน

แบบฝึกหัด

รูปขยายข้อใดแสดงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ใน the effect regular exercise has on sleep ได้ถูกต้อง?

  1. the effect that regular exercise has on sleep
  2. the effect that has regular exercise on sleep
  3. the effect regular exercise that has on sleep
ดูคำตอบ

the effect that regular exercise has on sleep

For instance, we know

2:40

ตัวอย่างเช่น เรารู้ว่า

that in wealthier countries

2:41

ในประเทศที่ร่ำรวยกว่า

people report feeling respect more often.

2:42

ผู้คนรายงานว่ารู้สึกได้รับความเคารพบ่อยกว่า

They also report eating

2:45

พวกเขายังรายงานด้วยว่าได้กิน

tastier foods, for instance.

2:46

อาหารที่อร่อยกว่า เป็นต้น

But here's what's really awesome.

2:48

แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ คือเรื่องนี้

Take a look at the

2:50

ลองดู

graph of wealth against love. การใช้คำ

2:50

กราฟเปรียบเทียบความมั่งคั่งกับความรัก

การใช้คำ

wealth against love ในภาษาของกราฟ

ในภาษาที่ใช้กับกราฟและข้อมูล X against Y หมายถึงการนำเสนอตัวแปรหนึ่งโดยเชื่อมโยงกับอีกตัวแปรหนึ่ง เพื่อให้ตรวจสอบรูปแบบความสัมพันธ์ได้ ในที่นี้ wealth และ love คือตัวแปรสองตัวที่กำลังถูกเปรียบเทียบหรือพล็อตลงกราฟ ดังนั้น against จึงทำหน้าที่จัดความสัมพันธ์ของตัวแปรในกราฟ ไม่ได้หมายความว่าความมั่งคั่งต่อต้านหรือต่อสู้กับความรัก

แบบฝึกหัด

ในประโยค "The report plots rainfall against crop yield," คำว่า "against" หมายถึงอะไร?

  1. ตัวแปรหนึ่งถูกแสดงโดยสัมพันธ์กับอีกตัวแปรหนึ่ง
  2. ตัวแปรที่สองถูกนำออกจากรายงานแล้ว
  3. ตัวแปรทั้งสองกำลังต่อสู้หรือต่อต้านกัน
ดูคำตอบ

ตัวแปรหนึ่งถูกแสดงโดยสัมพันธ์กับอีกตัวแปรหนึ่ง

It doesn't matter.

2:55

มันไม่สำคัญเลย

Love is democratic, สำนวน

2:56

ความรักเป็นประชาธิปไตย

สำนวน

Love is democratic ในเชิงอุปมา

คำว่า democratic ในที่นี้ใช้ในเชิงอุปมา เมื่อนำมาอธิบาย love จะหมายความว่าความรักเปิดกว้างสำหรับผู้คนทั่วไป และไม่ได้สงวนไว้ให้เฉพาะคนร่ำรวย คนมีตำแหน่งสูง หรือสมาชิกของกลุ่มชนชั้นนำ คำคุณศัพท์นี้ย้ายแนวคิดที่เชื่อมโยงกับประชาธิปไตย คือการเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม ไปใช้กับอีกด้านหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าความรักถูกตัดสินด้วยการลงคะแนนเสียง หรือว่าความรักเป็นระบบการเมือง

แบบฝึกหัด

ใน "The public library is democratic: anyone can enter and learn," คำว่า "democratic" สื่อถึงอะไร?

  1. ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ถูกกีดกันเพราะสถานะ
  2. ห้องสมุดสงวนไว้สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น
  3. ห้องสมุดเลือกหนังสือด้วยการจัดการเลือกตั้ง
ดูคำตอบ

ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ถูกกีดกันเพราะสถานะ

no matter who you are ไวยากรณ์

2:58

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

or how much money you have.

2:59

หรือมีเงินมากแค่ไหน

ไวยากรณ์

no matter who ... or how much สำหรับเงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

โครงสร้าง no matter + คำแสดงคำถาม ใช้นำเสนอเงื่อนไขที่ไม่สามารถเปลี่ยนผลของประโยคหลักได้ ในประโยคนี้ no matter ครอบคลุมอนุประโยคสองส่วนที่เชื่อมด้วย or ได้แก่ who you are และ how much money you have ทั้งตัวตนและฐานะไม่ส่งผลต่อข้อสรุป โครงสร้างนี้หมายความว่าผลยังคงเป็นจริงไม่ว่าคำตอบที่เป็นไปได้จะเป็นอะไร สามารถใช้ร่วมกับ who, where, when, how หรือวลีบอกปริมาณอย่าง how much ได้

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างที่เชื่อมเงื่อนไขสองส่วนให้สมบูรณ์ โดยใช้ no matter เพียงครั้งเดียวหน้าส่วนแรก: ____ you are or ____ free time you have, you can take part.

ดูคำตอบ

No matter who · how much

People all over the world are feeling it.

3:00

ผู้คนทั่วโลกล้วนสัมผัสมัน

It should be noted that ลำดับความ

3:02

ควรสังเกตว่า

having more money does not necessarily equate to being more happy. วลี

3:03

การมีเงินมากขึ้นไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขขึ้นเสมอไป

ลำดับความ

It should be noted that ในฐานะวลีทางการที่ใช้ชี้ข้อจำกัด

It should be noted that เป็นวลีชี้นำแบบเป็นทางการที่วางไว้ก่อนข้อมูลซึ่งผู้อ่านหรือผู้ฟังควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ในที่นี้ใช้เพื่อเพิ่มข้อจำกัดว่า ข้อสังเกตเชิงบวกเกี่ยวกับเงินที่กล่าวไว้ก่อนหน้าไม่ควรถูกตีความเป็นข้อสรุปตายตัวว่าเงินที่มากขึ้นหมายถึงความสุขที่มากขึ้นเสมอ รูปประโยคแบบถูกกระทำทำให้เน้นสิ่งที่ต้องการชี้ให้เห็น ไม่ใช่ผู้ที่กล่าวออกมา ในวลีนี้ noted หมายถึงถูกชี้ให้เห็นโดยเฉพาะ ไม่ได้หมายถึงถูกเขียนไว้เป็นบันทึก

แบบฝึกหัด

ในรายงานที่เป็นทางการ ให้เติมวลีมาตรฐานที่ใช้เน้นข้อจำกัด: ____ the sample included only twenty people.

ดูคำตอบ

It should be noted that

วลี

does not necessarily equate to: ไม่ได้หมายความว่าเท่ากันเสมอไป

ในประโยคนี้ does not necessarily equate to หมายความว่า การมีเงินมากขึ้นไม่ได้รับประกันว่าจะเท่ากับหรือทำให้มีความสุขมากขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ยังเปิดโอกาสว่าเงินอาจช่วยได้ในบางสถานการณ์ คำว่า necessarily จำกัดขอบเขตของการปฏิเสธ ผู้พูดปฏิเสธความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหรือเป็นจริงเสมอ ไม่ได้ปฏิเสธความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ทั้งหมด โครงสร้าง X does not necessarily equate to Y ใช้โต้แย้งการเหมารวมโดยไม่ต้องปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อความคิดนี้ได้ดีที่สุด: การทำงานนานขึ้นอาจช่วยได้ในบางครั้ง แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเพิ่มผลิตภาพ?

  1. Working longer does not necessarily equate to being more productive.
  2. Working longer does not equate to being more productive.
  3. Working longer definitely equates to being more productive.
ดูคำตอบ

Working longer does not necessarily equate to being more productive.

This is what's known as the hedonistic treadmill. วัฒนธรรม

3:07

สิ่งนี้เรียกว่าปรากฏการณ์ลู่วิ่งแห่งความสุข

Getting more money helps with happiness,

3:11

การมีเงินมากขึ้นช่วยเพิ่มความสุข

but only up วลี

3:13

แต่เพียง

to a certain point.

3:14

ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น

วัฒนธรรม

the hedonistic treadmill: ลู่วิ่งแห่งความสุข

ในที่นี้ the hedonistic treadmill เป็นคำเปรียบเทียบถึงการปรับตัวทางจิตใจ หลังจากสถานการณ์ดีขึ้น เช่น มีรายได้มากขึ้น ผู้คนมักคุ้นชินกับสถานการณ์ใหม่ จึงทำให้ความสุขที่เพิ่มขึ้นในตอนแรกอาจลดลง ภาพของลู่วิ่งสื่อถึงการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ในข้อโต้แย้งนี้ แนวคิดดังกล่าวอธิบายว่าเหตุใดเงินที่มากขึ้นจึงเพิ่มความสุขได้เพียงถึงระดับหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงเครื่องออกกำลังกายจริง ๆ และไม่ได้กล่าวว่าความสุขหรือความเพลิดเพลินเป็นสิ่งที่อันตรายเสมอ

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ the hedonistic treadmill อธิบายอะไร?

  1. ผู้คนมักปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ดีขึ้น ดังนั้นความสุขที่เพิ่มขึ้นในตอนแรกอาจค่อย ๆ ลดลง
  2. การแสวงหาความเพลิดเพลินทุกชนิดทำให้ผู้คนมีความสุขน้อยลงเสมอ
  3. ผู้คนต้องออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้หาเงินได้มากขึ้น
ดูคำตอบ

ผู้คนมักปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ดีขึ้น ดังนั้นความสุขที่เพิ่มขึ้นในตอนแรกอาจค่อย ๆ ลดลง

วลี

Only up to a certain point: การกำหนดขีดจำกัด

ในประโยคนี้ only up to a certain point จำกัดขอบเขตของคำกล่าวที่ว่าการมีเงินมากขึ้นช่วยเพิ่มความสุข โดยระบุว่าประโยชน์นั้นมีอยู่จริงจนถึงเกณฑ์หนึ่งที่ไม่ได้บอกไว้อย่างเจาะจง แต่ไม่ควรสรุปว่าหลังจากเกณฑ์นั้นแล้วประโยชน์จะยังเพิ่มในอัตราเดิม point ในที่นี้หมายถึงขีดจำกัดหรือช่วงหนึ่งในเชิงนามธรรม ไม่ใช่สถานที่จริงหรือประเด็นโต้แย้ง โดยทั่วไปวลีนี้ใช้เพิ่มข้อจำกัดให้คำกล่าว เพื่อไม่ให้ฟังเหมือนเป็นจริงโดยไม่มีขอบเขต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “เพียงจนถึงเกณฑ์หนึ่งที่ไม่ได้ระบุไว้อย่างเจาะจง”: Extra practice can improve your speed, but ____; after that, fatigue may reduce the benefit.

ดูคำตอบ

only up to a certain point

In the United States,

3:15

ในสหรัฐอเมริกา

that point is about $75,000 a year.

3:16

จุดนั้นอยู่ที่ราว 75,000 ดอลลาร์ต่อปี

At that point,

3:19

เมื่อถึงจุดนั้น

more money has diminishing returns การใช้คำ

3:20

เงินที่เพิ่มขึ้นจะให้ผลตอบแทนน้อยลงเรื่อย ๆ

on how happy it makes you.

3:22

ในแง่ของความสุขที่มันมอบให้

การใช้คำ

Diminishing returns: ผลประโยชน์ที่เล็กลงจากสิ่งที่ใส่เพิ่มแต่ละหน่วย

ในประโยคนี้ diminishing returns หมายความว่าการเพิ่มเงินยังอาจเพิ่มความสุขได้ แต่เงินแต่ละจำนวนที่เพิ่มเข้ามามักทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นน้อยกว่าจำนวนก่อนหน้า เงินถูกมองเป็นสิ่งที่ใส่เข้าไป ส่วนความสุขที่เพิ่มขึ้นคือผลตอบแทน diminishing อธิบายขนาดของผลประโยชน์ใหม่หรือผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม ไม่จำเป็นต้องหมายถึงผลรวมทั้งหมด ดังนั้นวลีนี้จึงไม่ได้หมายความว่าเงินที่เพิ่มขึ้นไม่มีผลเลยหรือทำให้ความสุขลดลง

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดง diminishing returns ได้ดีที่สุด?

  1. การเรียนเพิ่มแต่ละชั่วโมงทำให้ผลการเรียนของนักเรียนแย่ลง
  2. การเรียนเพิ่มแต่ละชั่วโมงยังช่วยได้ แต่ทำให้พัฒนาขึ้นน้อยกว่าชั่วโมงก่อนหน้า
  3. การเรียนทุกชั่วโมงทำให้พัฒนาขึ้นในปริมาณเท่ากันทุกครั้ง
ดูคำตอบ

การเรียนเพิ่มแต่ละชั่วโมงยังช่วยได้ แต่ทำให้พัฒนาขึ้นน้อยกว่าชั่วโมงก่อนหน้า

Another thing that correlates การใช้คำ

3:24

อีกสิ่งหนึ่งที่สัมพันธ์

to having more money,

3:25

กับการมีเงินมากขึ้น

more wealth, is living longer,

3:26

หรือมั่งคั่งขึ้น คือการมีชีวิตยืนยาวขึ้น

having a larger life expectancy.

3:29

และมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น

การใช้คำ

“correlates to” สำหรับความสัมพันธ์ทางสถิติ

ในประโยคนี้ “correlates to” หมายถึง “มีความสัมพันธ์กันในเชิงสถิติ” กล่าวคือ ความมั่งคั่งที่มากขึ้นและอายุขัยเฉลี่ยที่ยาวขึ้นมีแนวโน้มปรากฏร่วมกันในข้อมูล แต่ข้อความนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าความมั่งคั่งทำให้คนมีอายุยืนขึ้นโดยตรง ในภาษาอังกฤษเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงวิชาการมาตรฐาน รูปแบบที่ใช้กันทั่วไปคือ “X correlates with Y” แม้ “correlates to” ในที่นี้จะเข้าใจได้ แต่ “correlates with” เป็นคำที่จับคู่กันได้เหมาะกว่าในงานเขียนทางการ

แบบฝึกหัด

ผลสำรวจพบว่านักเรียนที่นอนมากกว่ามีแนวโน้มได้คะแนนสูงกว่า แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเพราะเหตุใด ประโยคใดรายงานผลนี้ได้ถูกต้อง

  1. In this survey, sleep duration is identical to test scores.
  2. In this survey, sleep duration causes higher test scores.
  3. In this survey, sleep duration correlates with test scores.
ดูคำตอบ

In this survey, sleep duration correlates with test scores.

But you know what else correlates to living longer? ลำดับความ

3:31

แต่รู้ไหมว่ามีอะไรอีกที่สัมพันธ์กับการมีชีวิตยืนยาว?

Love.

3:34

ความรัก

ลำดับความ

การใช้ “But you know what else ...?” เพื่อเปลี่ยนประเด็นเชิงวาทศิลป์

ผู้พูดใช้ “But” เพื่อเปลี่ยนจากเรื่องความมั่งคั่ง และใช้ “what else” เพื่อส่งสัญญาณว่าจะมีอีกปัจจัยหนึ่งตามมา คำถามทำให้เกิดช่วงหยุดสั้น ๆ จากนั้นคำตอบคำเดียวอย่าง “Love” ก็ได้รับการเน้นอย่างชัดเจนและกลายเป็นจุดสนใจใหม่ ในที่นี้ “you know” ใช้เพื่อดึงความสนใจเป็นหลัก ผู้พูดไม่ได้กำลังตรวจสอบว่าผู้ฟังรู้อยู่แล้วหรือไม่ รูปแบบที่ตั้งคำถามแล้วตามด้วยคำตอบสั้น ๆ นี้สามารถนำไปใช้จัดระเบียบข้อมูลในการพูดและสร้างการเปลี่ยนประเด็นที่น่าจดจำได้

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดใช้คำถามเชิงวาทศิลป์แล้วตามด้วยคำตอบสั้น ๆ เพื่อเปลี่ยนไปสู่ประเด็นใหม่

  1. The first change saves time. But you know what else it saves? Money.
  2. Do you know whether the first change saves time or money?
  3. The first change saves time because money is important.
ดูคำตอบ

The first change saves time. But you know what else it saves? Money.

But not just passionate love,

3:35

แต่ไม่ใช่แค่ความรักแบบเร่าร้อน

the kind of love that follows it,

3:37

เป็นความรักประเภทที่ตามมา

committed long-term love.

3:39

คือความรักระยะยาวที่มั่นคงและผูกพัน

In fact,

3:42

อันที่จริง

people who form lifelong การใช้คำ

3:43

คนที่สร้างความผูกพัน

pair bonds with another person

3:44

แบบคู่ชีวิตกับอีกคนไปตลอดชีวิต

live on average 15% longer.

3:46

มีอายุยืนขึ้นโดยเฉลี่ย 15%

การใช้คำ

form lifelong pair bonds: สร้างสายสัมพันธ์คู่ครองตลอดชีวิต

ในพฤติกรรมศาสตร์ to form a pair bond หมายถึงการสร้างความผูกพันแบบคู่ครองที่มั่นคงระหว่างบุคคลสองคน ในที่นี้วลีพหูพจน์ form lifelong pair bonds กล่าวโดยทั่วไปถึงการที่ผู้คนสร้างความสัมพันธ์เช่นนี้ ส่วน lifelong ระบุว่าสายสัมพันธ์นั้นคงอยู่ตลอดชีวิต Form มักใช้เพื่อสื่อถึงการก่อเกิดของความผูกพันดังกล่าว ส่วน bond ในที่นี้หมายถึงสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่ใช่พันธบัตรทางการเงินหรือการยึดติดทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคสำนวนงานวิจัยด้วยวลีที่หมายถึง “สร้างความผูกพันแบบคู่ครองที่มั่นคงตลอดชีวิต”: Some bird species ____ and share parenting duties.

ดูคำตอบ

form lifelong pair bonds

So if you want to be really non-hard sciencey การใช้คำ

3:50

ดังนั้น ถ้าจะพูดแบบไม่เคร่งวิทยาศาสตร์เอามาก ๆ

about it,

3:53

เกี่ยวกับเรื่องนี้

การใช้คำ

คำประดิษฐ์เชิงขบขัน non-hard sciencey

Non-hard sciencey เป็นคำบรรยายที่ผู้พูดประดิษฐ์ขึ้นชั่วคราวอย่างขบขัน ไม่ใช่ศัพท์มาตรฐาน non-hard ลดระดับการอ้างความเข้มงวด ส่วน -y แบบไม่เป็นทางการใน sciencey ให้ความหมายว่า “ค่อนข้างคล้าย ชวนให้นึกถึง หรือมีกลิ่นอายของวิทยาศาสตร์” เมื่อนำมารวมกัน ผู้พูดหมายถึง “ด้วยวิธีที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์แบบคร่าว ๆ โดยไม่ได้ถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์เข้มงวดจริง ๆ” คำประดิษฐ์นี้ยังช่วยกำหนดความคาดหวัง ผู้พูดกำลังจะคำนวณแบบคร่าว ๆ และเตือนผู้ฟังอย่างมีอารมณ์ขันว่าอย่ามองว่านี่คือการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

ผู้พูดต้องการสื่ออะไรเมื่อเรียกแนวทางนี้ว่า non-hard sciencey?

  1. เป็นวิธีแบบ hard science ที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ
  2. non-hard sciencey เป็นชื่อทางการของสาขาวิชาหนึ่ง
  3. เป็นการประมาณแบบคร่าว ๆ และขบขันที่มีกลิ่นอายวิทยาศาสตร์
ดูคำตอบ

เป็นการประมาณแบบคร่าว ๆ และขบขันที่มีกลิ่นอายวิทยาศาสตร์

all other things being equal and assuming that โน้ต

3:54

เมื่อปัจจัยอื่นทุกอย่างเท่ากัน และสมมติว่า

วลี

all other things being equal: ถือว่าปัจจัยอื่นคงที่

“All other things being equal” เป็นการตั้งสมมติฐานเพื่อเปรียบเทียบแบบควบคุม กล่าวคือ เปรียบเทียบปัจจัยที่กำลังพูดถึงโดยถือว่าเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้องยังคงเดิม ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวจำกัดขอบเขตของข้อสรุปที่ตามมา ไม่ได้หมายความว่าเงื่อนไขในโลกจริงเท่ากันจริง ๆ แต่ระบุว่าต้องถือสิ่งใดให้คงที่เพื่อให้เหตุผลนั้นใช้ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเชิงวิเคราะห์ห้าคำที่ขึ้นต้นด้วย “all”: ____, the lower-interest loan will cost less overall.

ดูคำตอบ

all other things being equal

you're not already super,

3:55

คุณไม่ได้รวยมาก

super rich,

3:56

แบบรวยมหาศาลอยู่แล้ว

ไวยากรณ์

assuming that + อนุประโยค: ระบุสมมติฐานในการทำงาน

“Assuming that + clause” นำเสนอข้อสมมติที่ยอมรับไว้ชั่วคราวเพื่อให้ดำเนินการให้เหตุผล การคำนวณ หรือการวางแผนต่อได้ ในที่นี้ “you're not already super, super rich” ถูกใช้เป็นเงื่อนไขของข้อกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว โครงสร้างคือ assuming that + ประธาน + กริยา ข้อสรุปจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อยอมรับสมมติฐานนี้ และหากสมมติฐานเปลี่ยน ข้อสรุปก็อาจเปลี่ยนด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบอกสมมติฐานสองคำที่ขึ้นต้นด้วย “assuming”: We can finish by Friday, ____ the parts arrive tomorrow.

ดูคำตอบ

assuming that

finding a pair bond,

3:58

การได้พบคู่ชีวิต

finding a relationship that

3:59

หรือได้พบความสัมพันธ์ที่

lasts for life,

4:00

คงอยู่ไปตลอดชีวิต

is the equivalent of

4:02

ก็เทียบเท่ากับ

making about an extra $30,000 to 40,000 a year.

4:03

การมีรายได้เพิ่มราว 30,000 ถึง 40,000 ดอลลาร์ต่อปี

Now, like I said,

4:09

ทีนี้ อย่างที่ผมบอก

that's not hard science, ลำดับความ

4:09

นั่นไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบเคร่งครัด

but you know what is?

4:10

แต่รู้ไหมว่าอะไรใช่?

ลำดับความ

การใช้ that's not hard science, but you know what is? เป็นการเปลี่ยนประเด็นแบบละคำ

ส่วน that's not hard science ปฏิเสธว่าการประมาณก่อนหน้านั้นเป็นหลักฐานที่เข้มงวดและวัดผลได้ โดยจัดให้เป็นเพียงค่าประมาณอย่างไม่เป็นทางการ ในที่นี้ hard ไม่ได้แปลว่า “ยาก” แต่ hard science หมายถึงวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่ให้ความสำคัญกับหลักฐานที่ตรวจสอบได้ คำถาม but you know what is? ละส่วนเติมเต็มที่ซ้ำออกไป โดยความหมายเต็มคือ what is hard science? เนื่องจากผู้ฟังเติมคำที่หายไปได้จากบริบท คำถามสั้น ๆ นี้จึงสร้างความคาดหวังและเปลี่ยนเข้าสู่หลักฐานทางชีวเคมีที่นำเสนอต่อไปอย่างชัดเจน นี่เป็นรูปแบบการจัดวาทกรรมที่นำไปใช้ซ้ำได้ คือปฏิเสธป้ายกำกับหนึ่งก่อน แล้วใช้ what is? เพื่อเกริ่นตัวอย่างเปรียบต่างที่เข้ากับป้ายกำกับนั้น

แบบฝึกหัด

เติมการเปลี่ยนประเด็นด้วยคำถามแบบละคำที่หมายถึง "what is hard science?": The estimate isn't hard science, but you know ____?

ดูคำตอบ

what is

Vasopressin and oxytocin, วัฒนธรรม

4:12

วาโซเพรสซินและออกซิโทซิน

the chemicals that are

4:14

สารเคมีที่

exuded in people's brains

4:16

หลั่งออกมาในสมองของคนเรา

when they look at

4:17

เมื่อพวกเขามอง

photos of people that

4:19

รูปถ่ายของคนที่

they formed committed long-term relationships with.

4:20

พวกเขามีความสัมพันธ์ระยะยาวที่มั่นคงและผูกพันด้วย

วัฒนธรรม

Vasopressin และ oxytocin ในฐานะศัพท์ชีวเคมี

Vasopressin และ oxytocin เป็นชื่อของฮอร์โมนและสารเคมีส่งสัญญาณที่ศึกษาในสรีรวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ ในประโยคนี้ การเอ่ยชื่อทั้งสองเปลี่ยนการสนทนาจากการเปรียบเทียบเชิงวาทศิลป์ไปสู่คำอธิบายทางชีวเคมีเกี่ยวกับความผูกพันทางสังคมระยะยาว วิดีโอสรุปอย่างง่ายเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของสารเหล่านี้กับการตอบสนองต่อคู่รักที่คุ้นเคย ควรเข้าใจชื่อทั้งสองว่าเป็นศัพท์เฉพาะที่บ่งบอกกรอบการอภิปรายทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คำกล่าวว่าสารใดสารหนึ่งเพียงอย่างเดียวทำให้เกิด วัด หรือพิสูจน์ความรักได้

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษให้ครบแล้วเลือกประโยคที่ได้ยิน ให้สังเกตพยางค์ PRESS ที่ลงน้ำหนักใน vasopressin และ TO ใน oxytocin

  1. The report mentions aspirin and oxytocin.
  2. The report mentions vasopressin and oxytocin.
  3. The report mentions vasopressin and oxygen.
ดูคำตอบ

The report mentions vasopressin and oxytocin.

These chemicals are incredible.

4:23

สารเคมีเหล่านี้น่าทึ่งมาก

We've also seen elevated

4:25

เรายังพบว่ามีระดับ

levels of them in

4:26

ของสารเหล่านี้สูงขึ้นใน

dogs that have been ไวยากรณ์

4:27

สุนัขที่ถูก

pet for a really long time.

4:28

ลูบเป็นเวลานานมาก

ไวยากรณ์

Have been pet: รูปมาตรฐาน have been petted

ในที่นี้ have been pet มีเจตนาจะบรรยายประสบการณ์ที่สุนัขเป็นฝ่ายได้รับ กล่าวคือ ผู้คนสัมผัสและลูบสุนัขซ้ำ ๆ มาเป็นเวลานาน โครงสร้าง have been + กริยาช่องที่ 3 คือ present perfect ในรูปถูกกระทำ ดังนั้นสุนัขจึงเป็นผู้รับการกระทำ และประสบการณ์ในอดีตนั้นยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน pet มักเพิ่ม t ตัวสุดท้ายอีกหนึ่งตัวก่อนเติม -ed คือ pet → petted ดังนั้นรูปมาตรฐานคือ have been petted ไม่ใช่ have been pet

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present perfect แบบถูกกระทำที่เป็นมาตรฐานของ pet: For the last twenty minutes, the puppy ____ by everyone at the party.

ดูคำตอบ

has been petted

And we also know

4:30

และเรายังรู้ด้วยว่า

that couples who receive

4:31

คู่รักที่มี

high levels of these

4:32

สารเคมีเหล่านี้ในระดับสูง

chemicals resolve conflicts faster. วลี

4:33

จะแก้ไขความขัดแย้งได้เร็วกว่า

วลี

Resolve conflicts: หาวิธีแก้ความไม่ลงรอยกัน

Resolve conflicts หมายถึงการจัดการความไม่ลงรอยกันด้วยการหาวิธีแก้หรือผลลัพธ์ที่ใช้ได้จริง Resolve เน้นการไปให้ถึงผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงการพูดคุยเกี่ยวกับความขัดแย้ง วลีนี้ใช้บรรยายได้ทั้งความขัดแย้งเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะและความขัดแย้งโดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าความแตกต่างที่เป็นรากฐานทุกอย่างหายไป แต่หมายความว่าคู่กรณีพบวิธียุติหรือจัดการประเด็นนั้นแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึงการหาวิธีแก้ความไม่ลงรอยกัน: Skilled mediators help people ____ without damaging the relationship.

ดูคำตอบ

resolve conflicts

And people who struggle

4:37

ส่วนคนที่มีปัญหา

to produce these chemicals

4:38

ในการผลิตสารเคมีเหล่านี้

in their brain have

4:40

ในสมอง

a similar struggle

4:41

ก็มีปัญหาคล้ายกัน

when it comes to

4:42

เมื่อต้อง

forming long-term relationships.

4:42

สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

In fact,

4:45

อันที่จริง

you can raise your levels

4:46

คุณสามารถเพิ่มระดับ

of oxytocin or vasopressin

4:48

ออกซิโทซินหรือวาโซเพรสซิน

inside your own brain

4:50

ภายในสมองของตัวเอง

by simply looking into someone else's eyes. ไวยากรณ์

4:51

ได้เพียงแค่มองเข้าไปในดวงตาของคนอื่น

ไวยากรณ์

by simply looking: การบอกวิธีด้วย by + -ing

ในประโยคนี้ by ใช้บอกวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า กล่าวคือ ระดับออกซิโทซินหรือวาโซเพรสซินสามารถเพิ่มขึ้นได้ผ่านการมองเข้าไปในดวงตาของอีกคน หลัง by คำกริยาจะอยู่ในรูป -ing ดังนั้นโครงสร้างคือ ผลลัพธ์ + by + กริยา-ing simply ขยาย looking และนำเสนอว่าการกระทำที่จำเป็นนั้นง่ายหรือไม่ซับซ้อน คำนี้เน้นว่าวิธีดังกล่าวดูเรียบง่าย แต่ไม่ได้ทำให้ by มีความหมายเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ by และรูป -ing ของ check: You can catch small mistakes ____ your work slowly.

ดูคำตอบ

by checking

That's right.

4:55

ใช่แล้ว

So,

4:56

ดังนั้น

in a way, ลำดับความ

4:57

ในแง่หนึ่ง

looking into the eyes สำนวน

4:58

การมองเข้าไปในดวงตา

of somebody that you like

4:59

ของคนที่คุณชอบ

is the administration

5:01

ก็คือการให้

of a psychoactive drug that's addictive

5:03

ยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่ทำให้เสพติด

and the long-term consequences are living longer.

5:06

และผลระยะยาวก็คือการมีชีวิตยืนยาวขึ้น

ลำดับความ

in a way: การจำกัดขอบเขตของการเปรียบเทียบที่ชัดเจน

เมื่อวาง in a way ไว้ต้นข้อความ วลีนี้จะจำกัดขอบเขตของเนื้อหาทั้งหมดที่ตามมา โดยบอกผู้ฟังว่าข้อความนั้นเป็นจริงจากมุมมองหนึ่งหรือในความหมายที่จำกัด ไม่ได้หมายความว่าสองสิ่งเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์และตามตัวอักษร ในที่นี้ วลีดังกล่าวชี้นำการตีความของผู้ฟังก่อนการเปรียบเทียบที่แรงกับการให้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและทำให้เสพติด ความเชื่อมโยงที่ต้องการสื่อจำกัดอยู่ที่ผลบางอย่างที่มีร่วมกัน เช่น ปฏิกิริยาทางเคมีในสมองและลักษณะที่คล้ายการเสพติด ไม่ได้หมายความว่าประสบการณ์ทั้งสองเหมือนกันจริง ๆ โดยทั่วไป in a way ช่วยให้ผู้พูดคงการเปรียบเทียบที่มีประโยชน์ไว้โดยไม่กล่าวอ้างอย่างเด็ดขาด

แบบฝึกหัด

เลือกคำขึ้นต้นที่แสดงว่าการเปรียบเทียบนี้เป็นจริงเพียงบางส่วน: ___ running a small business is like steering a ship, because both require constant course corrections.

  1. By the way,
  2. In a way,
  3. In the way,
ดูคำตอบ

In a way,

สำนวน

การมองตาคนที่คุณชอบคือการให้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท

ข้อความนี้ใช้คำเปรียบเทียบแบบ A is B ที่สมบูรณ์ โดย A คือ looking into the eyes of somebody you like และ B คือ the administration of an addictive psychoactive drug คำกริยา is ทำให้ประสบการณ์ทั้งสองเท่ากันในเชิงวาทศิลป์ ไม่ใช่ในทางการแพทย์ ส่วน administration ทำให้นึกถึงการให้ยาแก่ใครบางคน คำว่า psychoactive และ addictive เปลี่ยนผลของฮอร์โมนและระบบรางวัลที่กล่าวถึงก่อนหน้าให้เป็นภาษายาเสพติดแบบเกินจริง ใจความคือการสบตากับคนที่คุณชอบอาจเปลี่ยนความรู้สึกอย่างรุนแรงและทำให้คุณอยากสัมผัสประสบการณ์นั้นอีก นอกจากนี้ยังทำให้ living longer ฟังเหมือนเป็น “ผลระยะยาว” เชิงบวกที่ชวนขำ

แบบฝึกหัด

ผู้พูดหมายความว่าอย่างไรเมื่อกล่าวว่า “looking into the eyes of somebody that you like is the administration of a psychoactive drug that's addictive”?

  1. เฉพาะคนที่ใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเท่านั้นจึงจะรู้สึกดึงดูดใครสักคนได้
  2. เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงผลทางเคมีและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกดึงดูดอาจรุนแรงและทำให้คนอยากสัมผัสอีก
  3. ผู้พูดกำลังเตือนว่าการสบตาทุกครั้งทำให้เกิดการเสพติดที่เป็นอันตราย
  4. การสบตาเป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่นำยาเสพติดเข้าสู่ร่างกายจริง ๆ
ดูคำตอบ

เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงผลทางเคมีและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกดึงดูดอาจรุนแรงและทำให้คนอยากสัมผัสอีก

Thanks for watching.

5:10

ขอบคุณที่รับชม