10 สำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับความสัมพันธ์ - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
525 คำ 208 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: เรื่องเล่าเชิงขบขันติดตามมิตรภาพที่เริ่มจากความถูกคอทันที ก่อนจะแตกหักเมื่อความรู้สึกเชิงรักและความหึงหวงก่อให้เกิดความขัดแย้ง แล้วจึงกลับมาดีกันในที่สุด ลำดับเหตุการณ์นี้ใช้สอนภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติสำหรับแต่ละช่วงของความสัมพันธ์ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. we hit it off — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: เข้าใจว่าสำนวนนี้หมายถึงคนสองคนชอบกันและเข้ากันได้ง่ายตั้งแต่พบกันครั้งแรก ไม่ใช่การกระทำตามความหมายตรงตัวของ hit ใช้เล่าจุดเริ่มต้นที่ราบรื่นของมิตรภาพ การออกเดต หรือความสัมพันธ์ในการทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ 2. fell out — กริยาวลี: แยกแยะได้ว่าหมายถึงเพื่อนทะเลาะและเลิกมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ได้หมายถึงใครล้มลงจริง ๆ ใช้เมื่อต้องการเล่าความขัดแย้งที่ทำลายความสัมพันธ์ส่วนตัว และแยกจากถ้อยคำที่กล่าวถึงเพียงความเห็นไม่ตรงกันเล็กน้อย 3. get back in touch. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้สำนวนธรรมชาติสำหรับการกลับมาติดต่อสื่อสารหลังจากขาดการติดต่อ ใช้เมื่อเพื่อนเก่า ญาติ หรือเพื่อนร่วมงานติดต่อกันอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องการเล่าว่าความสัมพันธ์ฟื้นคืนหลังจากเงียบหายไปช่วงหนึ่ง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

In today's mini English lesson, ลำดับความ

0:04

ในบทเรียนภาษาอังกฤษแบบสั้น ๆ ของวันนี้

ลำดับความ

In today's mini English lesson ในฐานะกรอบเปิดเรื่อง

วลี In today's mini English lesson ที่วางไว้ต้นประโยคช่วยกำหนดกรอบเนื้อหาก่อนที่ผู้พูดจะบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป วลีนี้บอกผู้ชมให้เข้าใจว่าข้อความต่อจากนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนภาษาอังกฤษสั้น ๆ ในวันนี้ mini บอกว่าบทเรียนสั้นและเน้นประเด็นสำคัญ รูปแบบ In today's + ประเภทเนื้อหา ใช้เกริ่นนำบทเรียน วิดีโอ งานนำเสนอ หรือเนื้อหาอื่นที่วางแผนไว้ได้

แบบฝึกหัด

In today's mini English lesson ที่ต้นวิดีโอมีหน้าที่หลักอะไร

  1. บอกว่าบทเรียนจบไปแล้ว
  2. บอกว่าผู้พูดอยู่ข้างในห้องเรียนที่เล็กมากจริง ๆ
  3. กำหนดกรอบว่าเนื้อหาต่อไปคือบทเรียนภาษาอังกฤษสั้น ๆ ของวันนี้
ดูคำตอบ

กำหนดกรอบว่าเนื้อหาต่อไปคือบทเรียนภาษาอังกฤษสั้น ๆ ของวันนี้

we're going to teach you some great expressions ไวยากรณ์

0:06

เราจะมาสอนสำนวนดี ๆ

for talking about relationships and friendships. ไวยากรณ์

0:08

สำหรับใช้พูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์และมิตรภาพ

ไวยากรณ์

we're going to teach สำหรับการกระทำถัดไปที่วางแผนไว้

We're เป็นรูปย่อของ we are ใน we're going to teach โครงสร้าง be going to + กริยารูปพื้นฐาน แสดงว่า teach เป็นการกระทำในอนาคตที่วางแผนไว้ กล่าวคือผู้พูดตั้งใจว่าจะสอนเป็นลำดับถัดไป going ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเดินทาง โครงสร้างนี้มักใช้บอกล่วงหน้าถึงบทเรียน การสาธิต หรือกิจกรรมอื่นที่จัดเตรียมไว้ ให้เปลี่ยนรูป be ตามประธาน แต่คงรูป going to + กริยาหลักรูปพื้นฐานไว้

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างแผน be going to เติมคำเกริ่นบทเรียนให้สมบูรณ์: We ____ you how to make a paper plane.

ดูคำตอบ

are going to teach

ไวยากรณ์

for talking about: ใช้ for + -ing เพื่อบอกจุดประสงค์การใช้งาน

ใน for talking about คำว่า for บอกว่าสิ่งหนึ่งมีไว้ใช้ทำอะไร กล่าวคือ สิ่งนั้นมีประโยชน์หรือมีไว้สำหรับกิจกรรมการพูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์และมิตรภาพ เนื่องจาก for เป็นคำบุพบท talk จึงต้องอยู่ในรูป -ing คือ talking รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำนาม + for + -ing คำที่อยู่หลัง about จะบอกหัวข้อที่พูดถึง

แบบฝึกหัด

ใช้ practise ในรูปแบบ for + -ing เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: These cards are ____ new vocabulary.

ดูคำตอบ

for practising

And to help me with today's lesson, วลี

0:10

และเพื่อช่วยฉันในบทเรียนวันนี้

วลี

to help me with: help + คน + with + สิ่งที่ช่วย

Help someone with something หมายถึงการให้ความช่วยเหลือคนหนึ่งเกี่ยวกับงาน หัวข้อ ปัญหา หรือสิ่งของ ใน help me with today's lesson คำว่า me คือคนที่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วน today's lesson คือเรื่องที่ได้รับความช่วยเหลือ คำว่า to ที่อยู่ข้างหน้าแสดงจุดประสงค์ในประโยคที่ใหญ่กว่า กล่าวคือ มีคนเข้ามาร่วมเพื่อช่วยเหลือ กลุ่มคำที่นำไปใช้ต่อได้คือ help + คน + with + นามวลี

แบบฝึกหัด

ใช้ help + คน + with + สิ่งที่ช่วย เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Could you help me ____ this maths problem?

ดูคำตอบ

with

I've got my very good friend David Tennant. การใช้คำ

0:11

ฉันได้ชวน David Tennant เพื่อนที่ดีมากของฉันมาด้วย

การใช้คำ

I've got: ใช้บอกสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้หรือคนที่อยู่ด้วย

I've got เป็นรูปย่อของ I have got และในประโยคนี้ have got หมายถึง “มี” ผู้พูดกำลังแนะนำ David Tennant ว่าเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยหรือมาร่วมรายการ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูด “ได้เพื่อนมา” ใช้ have got + คำนาม เพื่อพูดถึงคนหรือสิ่งที่มีอยู่ในสถานการณ์ตอนนี้ได้ ในการเกริ่นแบบพิธีกร I've got หรือ we've got ยังช่วยนำแขก บุคคล หรือสิ่งของเข้าสู่บทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคแนะนำแบบไม่เป็นทางการนี้ด้วยรูปย่อ have got สำหรับประธานเอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง: ____ my friend Maya with me today.

ดูคำตอบ

I've got

I'm going to tell you the story of our friendship, วลี

0:15

ฉันจะเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์แบบเพื่อนของเราให้ฟัง

วลี

tell you the story of our friendship: โครงสร้าง tell + คน + the story of + หัวข้อ

โครงสร้าง tell + คน + the story of + หัวข้อ หมายถึงเล่าเรื่องราวที่ต่อเนื่องให้คนนั้นฟัง ในประโยคนี้ you คือผู้ฟัง และ our friendship คือหัวข้อ โดยไม่ใช้ to หน้า you The story of มักสื่อว่าจะเล่าว่าสิ่งหนึ่งเริ่มต้น เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาอย่างไร ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงเดียว โครงสร้างนี้ใช้เกริ่นประวัติของความสัมพันธ์ โครงการ สถานที่ หรือเหตุการณ์ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง tell + คน + the story of + หัวข้อ โดยให้ you เป็นผู้ฟัง: Let me ____ our first year as a team.

ดูคำตอบ

tell you the story of

which of course is completely true. น้ำเสียง/เจตนา

0:17

ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด

น้ำเสียง/เจตนา

which of course is completely true: ความคิดเห็นเสริมที่แสดงท่าทีของผู้พูด

Which ใช้ขึ้นต้นความคิดเห็นเสริมเกี่ยวกับข้อความหรือสถานการณ์ก่อนหน้า ไม่ได้เริ่มประเด็นหลักใหม่ ส่วน of course แสดงว่าผู้พูดมองว่าความจริงของข้อความก่อนหน้านั้นชัดเจนหรือเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว และ completely ช่วยเน้น true ให้หนักแน่นขึ้น ในการพูดแบบผู้ดำเนินรายการที่เป็นกันเอง การยืนยันอย่างหนักแน่นมากเช่นนี้อาจฟังเหมือนจงใจทำเป็นจริงจังและทำให้เกิดอารมณ์ขำได้ ประโยคนี้ยังคงบอกว่าข้อความก่อนหน้าเป็นจริง แต่ผลทางอารมณ์ขึ้นอยู่กับน้ำเสียง ไม่ใช่หลักฐาน

แบบฝึกหัด

ในบริบทการสนทนาที่เป็นกันเองนี้ 'which of course is completely true' น่าจะทำหน้าที่ใดมากที่สุด

  1. ขอให้ผู้ฟังแสดงหลักฐานสนับสนุนข้อความก่อนหน้า
  2. แสดงความคิดเห็นต่อข้อความก่อนหน้าและนำเสนอว่าข้อความนั้นจริงอย่างชัดเจน โดยอาจมีน้ำเสียงขบขัน
  3. เสนอเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นก่อนข้อความนั้นจึงจะเป็นจริง
ดูคำตอบ

แสดงความคิดเห็นต่อข้อความก่อนหน้าและนำเสนอว่าข้อความนั้นจริงอย่างชัดเจน โดยอาจมีน้ำเสียงขบขัน

And while I tell you it,

0:18

และในขณะที่ฉันเล่าเรื่องนี้

I'd like you to look out for some useful relationship expressions โน้ต

0:20

ฉันอยากให้คุณคอยสังเกตสำนวนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มีประโยชน์

น้ำเสียง/เจตนา

I'd like you to: การขอร้องหรือคำสั่งอย่างสุภาพ

I'd like you to เป็นรูปย่อของ I would like you to โครงสร้างคือ I'd like + person + to + base verb และคนที่อยู่หลัง like เป็นผู้ทำกริยานั้น ในที่นี้ โครงสร้างนี้ทำให้ look out for... กลายเป็นคำสั่งที่สุภาพ โดยแสดงคำขอหรือความคาดหวังของผู้พูดอย่างนุ่มนวลกว่าคำสั่งตรง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งในชั้นเรียนอย่างสุภาพโดยใช้ I'd like + person + to: ____ read the first paragraph aloud.

ดูคำตอบ

I'd like you to

กริยาวลี

look out for: คอยสังเกตเป้าหมายที่เจาะจง

look out for หมายถึง ตั้งใจคอยสังเกตเพื่อให้เห็นบุคคล สิ่งของ หรือข้อมูลที่เจาะจงเมื่อสิ่งนั้นปรากฏขึ้น ในประโยคนี้ ผู้ฟังถูกขอให้สังเกตสำนวนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มีประโยชน์ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ look out for + เป้าหมาย โดยเป้าหมายคือสิ่งที่คุณพยายามไม่ให้พลาด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอให้ใครบางคนคอยสังเกตสิ่งที่เจาะจงซึ่งอาจปรากฏขึ้น

  1. Look out for the red flag near the path.
  2. Look for my missing red notebook.
  3. Look out! A bike is coming!
ดูคำตอบ

Look out for the red flag near the path.

that we'll talk about at the end. ลำดับความ

0:22

ซึ่งเราจะพูดถึงในตอนท้าย

ลำดับความ

we'll talk about at the end: เกริ่นว่าจะอภิปรายในภายหลัง

We'll talk about ... at the end ทำหน้าที่เป็นคำบอกโครงสร้างของเนื้อหา โดยบอกผู้ฟังว่าหัวข้อหนึ่งถูกกล่าวถึงตอนนี้ แต่จะนำไปอภิปรายในช่วงท้ายของบทเรียน วิดีโอ หรือกิจกรรม ในประโยคนี้ that อ้างกลับไปถึง some useful relationship expressions ผู้พูดจึงกำหนดลำดับให้ผู้ฟังว่า ตอนนี้ให้คอยสังเกตสำนวนเหล่านั้น แล้วรอฟังคำอธิบายในภายหลัง

แบบฝึกหัด

คำบอกโครงสร้าง we'll talk about it at the end บอกอะไรแก่ผู้ฟัง

  1. ควรละเลยหัวข้อนี้
  2. หัวข้อนี้จะได้รับการอภิปรายในช่วงท้าย
  3. หัวข้อนี้ได้รับการอธิบายอย่างครบถ้วนไปแล้วก่อนหน้านี้
ดูคำตอบ

หัวข้อนี้จะได้รับการอภิปรายในช่วงท้าย

So David and I met through mutual friends วลี

0:24

เอาล่ะ David กับฉันรู้จักกันผ่านเพื่อนที่มีร่วมกัน

several years ago.

0:26

เมื่อหลายปีก่อน

วลี

met through mutual friends: รู้จักกันผ่านเพื่อนที่มีร่วมกัน

met through mutual friends หมายถึงคนสองคนได้รู้จักกันครั้งแรก เพราะเพื่อนที่ทั้งคู่รู้จักเป็นผู้แนะนำหรือเชื่อมวงสังคมของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน ในที่นี้ through บอกช่องทางหรือคนกลาง ส่วน mutual friends คือเพื่อนที่ทั้งสองฝ่ายรู้จัก และ met หมายถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ไม่ใช่การเข้าร่วมการประชุมที่นัดหมายไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายสี่คำที่หมายถึง “ได้รู้จักกันผ่านเพื่อนที่ทั้งสองฝ่ายรู้จัก”: Leo and I ____ several years ago.

ดูคำตอบ

met through mutual friends

We met at a party

0:27

เราเจอกันที่งานปาร์ตี้

and we hit it off immediately. สำนวน

0:28

และเราก็ถูกคอกันทันที

สำนวน

we hit it off: เราเข้ากันได้ทันที

hit it off เป็นสำนวนที่หมายถึงคนสองคนรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ด้วยกันและเข้ากันได้ดีตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน ใน we hit it off immediately ผู้พูดกำลังบอกว่าความสัมพันธ์ที่ดีนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก คำแต่ละคำไม่ได้ใช้ตามความหมายตรงตัว hit ไม่ได้หมายถึงการตีสิ่งใด และ it ก็ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นใดโดยเฉพาะ โครงสร้าง hit it off with someone เป็นรูปที่พบบ่อย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึง “สร้างความสัมพันธ์ที่สบายใจได้ทันที”: Priya and her new teammate ____ as soon as they started talking.

ดูคำตอบ

hit it off

We got along really well

0:30

เราเข้ากันได้ดีมาก

and we started hanging out all the time กริยาวลี

0:32

และเราก็เริ่มไปเที่ยวด้วยกันตลอด

กริยาวลี

hanging out: ใช้เวลาร่วมกันแบบสบาย ๆ

ในที่นี้ hanging out หมายถึงการใช้เวลาร่วมกันแบบสบาย ๆ และไม่เป็นทางการ เช่น คุยกัน เดินเล่น หรือแค่อยู่ในที่เดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีกิจกรรมที่วางแผนไว้ รูปพื้นฐานคือ hang out ในประโยคนี้ hanging out หมายถึงกิจกรรมทางสังคมที่เริ่มทำ สำนวนนี้ใช้บ่อยเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงเพื่อนหรือคนที่กำลังรู้จักกันมากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย phrasal verb แบบไม่เป็นทางการที่มีสองคำและหมายถึง “ใช้เวลาร่วมกันแบบสบาย ๆ”: We often ____ after school.

ดูคำตอบ

hang out

and we spent lots of time together. วลี

0:34

และเราก็ใช้เวลาด้วยกันเยอะมาก

วลี

spent lots of time together: บอกว่าใช้เวลาร่วมกันมาก

spent lots of time together หมายถึงคนสองคนขึ้นไปใช้เวลาร่วมกันเป็นจำนวนมาก โครงสร้างคือ spend + ปริมาณเวลา + together โดย spent เป็นรูปอดีตของ spend spend ในที่นี้หมายถึงการใช้เวลา ไม่ใช่การจ่ายเงิน วลีนี้บอกว่ามีเวลาอยู่ร่วมกันมากและอาจสื่อถึงความสนิทสนม แต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขาทำอะไรหรือพิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าพวกเขาสนิทกัน

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ spend lots of time together เติมประโยคให้สมบูรณ์: The cousins ____ during the summer holidays.

ดูคำตอบ

spent lots of time together

We became really good friends. วลี

0:36

เรากลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจริง ๆ

วลี

became really good friends: แสดงการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์

ในที่นี้ became แสดงการเปลี่ยนแปลงของสถานะ กล่าวคือ ความสัมพันธ์พัฒนาจากที่ยังไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทไปสู่การเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน กลุ่มคำนาม really good friends ระบุความสัมพันธ์ใหม่ที่เกิดขึ้น really เน้นระดับของ good ทำให้เห็นว่าเป็นมิตรภาพที่ใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ทั่วไป ในการใช้แบบต่างฝ่ายต่างเป็นเพื่อนกันกับประธาน we คำว่า friends เป็นพหูพจน์ เพราะคนเหล่านั้นเป็นเพื่อนของกันและกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงว่าความสัมพันธ์เปลี่ยนไป และต่อมาคนสองคนกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน?

  1. They were really good friends.
  2. They met some really good friends.
  3. They became really good friends.
ดูคำตอบ

They became really good friends.

Unfortunately, things became a bit difficult for David วลี

0:38

แต่น่าเสียดาย ที่เรื่องต่าง ๆ เริ่มยากลำบากสักหน่อยสำหรับ David

วลี

things became a bit difficult: วิธีพูดถึงปัญหาอย่างอ้อม ๆ

ในประโยคนี้ things ใช้เรียกสถานการณ์หรือสภาพโดยรวมอย่างไม่เจาะจง ไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่จับต้องได้ Became แสดงการเปลี่ยนแปลง คือสถานการณ์เริ่มก่อให้เกิดปัญหาหรือซับซ้อนขึ้น a bit ทำให้ difficult ฟังเบาลงและทำให้คำพูดไม่ตรงเกินไป อาจเป็นการพูดลดระดับปัญหาอย่างมีชั้นเชิง ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจึงไม่จำเป็นต้องเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ในเรื่องเล่า things became a bit difficult น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. David เริ่มเรียนวิชาในโรงเรียนที่ยากขึ้น
  2. สถานการณ์โดยรวมเริ่มก่อให้เกิดปัญหาบางอย่าง
  3. สิ่งของหลายชิ้นเริ่มยกและขนย้ายได้ยาก
ดูคำตอบ

สถานการณ์โดยรวมเริ่มก่อให้เกิดปัญหาบางอย่าง

when he began to develop feelings for me.

0:40

เมื่อเขาเริ่มมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับฉัน

I didn't want us to become more than friends. การใช้คำ

0:42

ฉันไม่อยากให้เราเป็นอะไรที่มากกว่าเพื่อน

การใช้คำ

more than friends: การสื่อความหมายเชิงรักใคร่แบบอ้อม ๆ

เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ more than friends หมายถึงคนสองคนมีความสัมพันธ์เชิงรักใคร่ หรือความสัมพันธ์อาจกำลังพัฒนาไปในทางนั้น เป็นการพูดแบบอ้อม ๆ ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแค่เพื่อนธรรมดา ใน become more than friends คำว่า become บอกถึงการเปลี่ยนสถานะของความสัมพันธ์ ผู้พูดกำลังบอกว่าไม่ต้องการให้มิตรภาพพัฒนาเป็นความรัก

แบบฝึกหัด

ในประโยค Maya says that she and Leo are more than friends คำว่า more than friends น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด

  1. พวกเขาเพิ่มคนเข้ามาในกลุ่มเพื่อนมากขึ้น
  2. ทั้งคู่น่าจะมีความสัมพันธ์เชิงรักใคร่
  3. ทั้งคู่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกันอีกแล้ว
ดูคำตอบ

ทั้งคู่น่าจะมีความสัมพันธ์เชิงรักใคร่

At the same time, ลำดับความ

0:45

ในขณะเดียวกัน

ลำดับความ

At the same time ในฐานะคำเชื่อมในการเล่าเรื่อง

At the same time เป็นคำเชื่อมที่ใช้เกริ่นถึงเหตุการณ์หรือสภาวะอีกอย่างซึ่งเกิดคาบเกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึง ช่วยให้ผู้ฟังวางข้อมูลทั้งสองอย่างไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังใช้วางข้อเท็จจริงหรือมุมมองสองอย่างที่เป็นจริงพร้อมกันไว้ด้วยกัน โดยมักเพิ่มความซับซ้อนหรือความแตกต่างให้สถานการณ์ เมื่ออยู่ต้นอนุประโยค ปกติจะตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค

แบบฝึกหัด

เติมข้อความด้วยคำเชื่อมภาษาอังกฤษสี่คำที่เพิ่มข้อเท็จจริงซึ่งเกิดในเวลาเดียวกัน: The town was growing quickly. ____, housing costs were rising.

ดูคำตอบ

At the same time

David began to be very jealous วลี

0:47

David ก็เริ่มมีความอิจฉาอย่างมาก

of my successful teaching career.

0:48

ในอาชีพการสอนที่ประสบความสำเร็จของฉัน

วลี

jealous of + คนหรือสิ่งที่เป็นเป้าหมายของความอิจฉา

jealous of เป็นรูปแบบคำคุณศัพท์ตามด้วยคำบุพบทที่ใช้โดยทั่วไป เพื่อระบุคน สิ่งของ หรือความสำเร็จที่ทำให้เกิดความหึงหวงหรืออิจฉา คำที่ตามหลัง of คือเป้าหมายของความรู้สึกนั้น ในประโยคนี้ of นำหน้า my successful teaching career โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be/feel/get jealous of + คำนามหรือคำสรรพนาม เช่น She felt jealous of him.

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่มักใช้หลัง jealous: Leo was jealous ____ his friend's success.

ดูคำตอบ

of

In the end, ลำดับความ

0:51

ในท้ายที่สุด

we fell out กริยาวลี

0:51

เราก็ทะเลาะกัน

ลำดับความ

In the end: ใช้บอกผลลัพธ์สุดท้าย

In the end เป็นคำเชื่อมประโยคที่บอกผู้ฟังถึงผลลัพธ์สุดท้ายหลังจากเกิดเหตุการณ์ การพูดคุย ความยากลำบาก หรือการเปลี่ยนแปลง โดยมองย้อนกลับไปที่กระบวนการก่อนจะพาเรื่องไปสู่ผลลัพธ์ เมื่อวางไว้ต้นประโยค คำนี้จะกำหนดความหมายให้กับอนุประโยคทั้งหมดที่ตามมา ในประโยคนี้ คำนี้บอกว่า we fell out คือผลลัพธ์ของเรื่องราว ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้าย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าการตกลงเลือกแผนหนึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้าย แทนที่จะบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใดหรือที่ใด

  1. In the end, the team agreed on a plan.
  2. At the end of the table, the team placed the plan.
  3. At the end of the meeting, the team agreed on a plan.
ดูคำตอบ

In the end, the team agreed on a plan.

and we stopped talking completely.

0:53

และเราก็เลิกคุยกันไปโดยสิ้นเชิง

กริยาวลี

fell out: เมื่อความขัดแย้งทำให้ความสัมพันธ์เสียหาย

ในประโยคนี้ fell out เป็นรูปอดีตของกริยาวลี fall out หมายถึงคนสองคนมีความขัดแย้งจนความสัมพันธ์เสียหาย ไม่ได้หมายถึงการหกล้มหรือตกลงมาจริง ๆ ส่วน and we stopped talking completely ที่ตามมาแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์แตกหักรุนแรงเพียงใด ใจความสำคัญไม่ใช่แค่ว่าทั้งคู่ทะเลาะกัน แต่การทะเลาะนั้นทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

Mia กับ Ava ทะเลาะกันอย่างรุนแรงและตอนนี้ไม่คุยกันแล้ว ประโยคใดอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด

  1. They kept in touch.
  2. They lost touch.
  3. They fell out.
ดูคำตอบ

They fell out.

We lost touch for a long time, วลี

0:55

เราขาดการติดต่อกันไปนานมาก

วลี

lost touch: การติดต่อค่อย ๆ หยุดลงเมื่อเวลาผ่านไป

ในประโยคนี้ lost touch เป็นรูปอดีตของสำนวน lose touch หมายถึงคนที่เคยสื่อสารกันไม่ได้ติดต่อกันต่อไปแล้ว ส่วน for a long time บอกว่าสถานการณ์นี้ดำเนินอยู่นานแค่ไหน สำนวนนี้ไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดการติดต่อจึงหยุดลง และไม่ได้สื่อในตัวเองว่ามีการทะเลาะกัน

แบบฝึกหัด

Ben กับฉันเลิกติดต่อกันหลังจากย้ายไปอยู่คนละเมือง แต่เราไม่ได้ทะเลาะกัน ประโยคใดเหมาะสมที่สุด

  1. We kept in touch.
  2. We lost touch.
  3. We fell out.
ดูคำตอบ

We lost touch.

but after a while, ลำดับความ

0:57

แต่หลังจากนั้นสักพัก

ลำดับความ

but after a while: บอกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลัง

but แสดงความขัดแย้งกับสิ่งที่กล่าวมาก่อน ส่วน after a while เลื่อนเวลาในเรื่องไปข้างหน้าโดยไม่ได้ระบุแน่ชัดว่านานเท่าใด เมื่อนำมารวมกัน but after a while จะเตรียมผู้ฟังให้รู้ว่าสถานการณ์ในภายหลังจะแตกต่างจากเดิม เป็นคำเชื่อมที่เป็นธรรมชาติเมื่อเล่าว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปในที่สุดอย่างไร

แบบฝึกหัด

ในเรื่องเล่า but after a while บอกอะไรแก่ผู้ฟังเป็นหลัก

  1. เรื่องกำลังย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้า
  2. เหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันพอดี
  3. เวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง แล้วสถานการณ์จึงเปลี่ยนไป
ดูคำตอบ

เวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง แล้วสถานการณ์จึงเปลี่ยนไป

David began to see the error of his ways. สำนวน

0:58

David ก็เริ่มเห็นถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง

สำนวน

see the error of his ways: ตระหนักว่าพฤติกรรมในอดีตของตนผิด

See the error of one's ways เป็นสำนวนที่หมายถึงการตระหนักว่าพฤติกรรมหรือการตัดสินใจในอดีตของตนนั้นผิด ในที่นี้ see หมายถึงตระหนักรู้ ไม่ใช่มองเห็นบางสิ่งด้วยตาจริง ๆ สำนวนนี้บอกว่ารูปแบบการกระทำเดิมของคนนั้นผิด และมักสื่อว่าเขาอาจเปลี่ยนแปลงต่อไป คำแสดงความเป็นเจ้าของต้องเปลี่ยนให้ตรงกับบุคคล เช่น my ways, her ways หรือ their ways

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายความว่าเขาตระหนักว่าพฤติกรรมในอดีตของตนผิดลงในประโยค: After years of blaming everyone else, he finally ____ and apologised.

ดูคำตอบ

saw the error of his ways

And he contacted me

1:01

และเขาก็ติดต่อฉันมา

to see if we could be friends again. ไวยากรณ์

1:02

เพื่อดูว่าเราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีกไหม

ไวยากรณ์

to see if: บอกจุดประสงค์ของการตรวจสอบ

ในที่นี้ to see if บอกจุดประสงค์ของการกระทำ contacted me เขาติดต่อผู้พูดเพื่อดูว่าทั้งสองคนจะกลับมาเป็นเพื่อนกันได้หรือไม่ ในโครงสร้างนี้ see หมายถึง “หาคำตอบ” หรือ “ตรวจสอบ” ไม่ใช่เพียง “มองด้วยตา” โครงสร้างคือ to see if + ประธาน + คำกริยา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสามคำที่หมายถึง “เพื่อหาคำตอบว่า…หรือไม่”: I called the shop ____ it was still open.

ดูคำตอบ

to see if

I agreed that we could make up กริยาวลี

1:04

ฉันตกลงว่าเราสามารถคืนดีกัน

กริยาวลี

make up: คืนดีกันหลังจากทะเลาะกัน

ในที่นี้ make up หมายถึง “กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันหลังจากทะเลาะหรือไม่ลงรอยกัน” ผู้พูดยอมรับว่ามิตรภาพที่เสียหายสามารถแก้ไขได้ เมื่อรู้อยู่แล้วว่ากล่าวถึงคนสองคนใด การใช้นี้ไม่ต้องมีกรรมก็ได้ เช่น We made up หากต้องการระบุอีกฝ่าย ให้ใช้ make up with someone

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่หมายถึง “กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีหลังจากทะเลาะกัน”: After they apologised, the two friends decided to ____.

ดูคำตอบ

make up

and get back in touch. วลี

1:06

และกลับมาติดต่อกันอีกครั้ง

วลี

get back in touch: กลับมาติดต่อกันอีกครั้ง

get back in touch หมายถึงเริ่มสื่อสารกับใครอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ติดต่อกันช่วงหนึ่ง คำว่า back สื่อถึงการกลับไปสู่สถานะเดิมที่เคยติดต่อกันอยู่ เมื่อต้องการระบุบุคคล ให้ใช้ get back in touch with + someone วลีนี้บอกเพียงว่ากลับมาติดต่อกัน ไม่ได้หมายความด้วยตัวเองว่าทั้งสองคนกลับมาสนิทกันแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึงการกลับมาติดต่อกันอีกครั้ง: After years without speaking, Maya hopes to ____ her cousin.

ดูคำตอบ

get back in touch with

And since then, ลำดับความ

1:08

และตั้งแต่นั้นมา

we've been the best of friends. สำนวน

1:09

เราก็เป็นเพื่อนซี้กันมาตลอด

ลำดับความ

since then: เชื่อมจุดหนึ่งในอดีตกับปัจจุบัน

since then เป็นคำเชื่อมด้านเวลา then ย้อนกลับไปหาเหตุการณ์หรือเวลาในอดีตที่กล่าวถึงไปแล้ว ส่วน since เปิดช่วงเวลาตั้งแต่จุดนั้นจนถึงเวลาอ้างอิงปัจจุบัน ซึ่งในประโยคนี้คือปัจจุบันของผู้พูด ในที่นี้ since then นำหน้า we've been และ present perfect แสดงว่ามิตรภาพเป็นสภาวะที่ดำเนินต่อจากจุดนั้นในอดีตจนถึงตอนนี้ จึงจัดข้อมูลเป็นจุดเริ่มต้นในอดีต ตามด้วยสภาวะที่ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'Nora moved here in 2021, and since then, she has made many friends,' since then ทำหน้าที่อะไร

  1. ชี้ไปยังเวลาหลังจากปัจจุบัน
  2. เชื่อมการย้ายบ้านในปี 2021 กับช่วงเวลาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน
  3. บอกว่าการย้ายบ้านและการได้เพื่อนใหม่ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันพอดี
ดูคำตอบ

เชื่อมการย้ายบ้านในปี 2021 กับช่วงเวลาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน

สำนวน

be the best of friends: เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก

สำนวนตายตัว be the best of friends หมายถึง “เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก” คำว่า best ในที่นี้ใช้เน้นระดับความสนิทของความสัมพันธ์ ไม่ได้หมายถึงการจัดอันดับคนในกลุ่มเพื่อน ใน we've been the best of friends คำว่า have been แสดงว่ามิตรภาพที่สนิทกันนี้ดำเนินมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวจากบทเรียนที่หมายถึง “เพื่อนที่สนิทกันมาก” ลงในประโยค: Maya and Zoe trust each other completely; they are ____.

ดูคำตอบ

the best of friends

I can't imagine my life without him. วลี

1:10

ฉันจินตนาการชีวิตที่ไม่มีเขาไม่ออกเลย

วลี

I can't imagine my life without him: บอกว่าเขาสำคัญมาก

I can't imagine my life without him เป็นวิธีพูดอย่างหนักแน่นว่าเขาเป็นส่วนที่สำคัญมากในชีวิตของผู้พูด โดยปกติเป็นการเน้นความรู้สึก ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าผู้พูดไม่สามารถจินตนาการได้จริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ I can't imagine my life without + คนหรือสิ่งของ สามารถเปลี่ยน him เป็นคน สัตว์ กิจกรรม หรือสิ่งของที่รู้สึกว่าขาดไม่ได้

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: การพูด "I can't imagine my life without you" กับคนที่เพิ่งรู้จักเมื่อวาน โดยปกติจะฟังดูมีอารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้นมาก

  1. ไม่จริง
  2. จริง
ดูคำตอบ

จริง

Thank you, David, น้ำเสียง/เจตนา

1:12

ขอบคุณนะ David

for being part of today's mini English lesson.

1:13

ที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนภาษาอังกฤษแบบสั้น ๆ ในวันนี้

น้ำเสียง/เจตนา

Thank you ... for being part of ...: ขอบคุณที่อีกฝ่ายเข้าร่วม

โครงสร้าง thank you for + -ing ใช้ระบุการกระทำหรือประสบการณ์ที่เรารู้สึกขอบคุณ ในประโยคนี้ for being part of today's mini English lesson บอกเหตุผลที่ขอบคุณ คือ David ได้เข้าร่วมบทเรียนนี้ ตรงนี้ for เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยคำนามหรือรูป -ing ดังนั้น be ใน be part of จึงเปลี่ยนเป็น being

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be: Thank you for ____ part of our team.

ดูคำตอบ

being

So, let's look at some of the expressions ลำดับความ

1:18

เอาล่ะ มาดูสำนวนบางส่วนกัน

ลำดับความ

let's look at: นำผู้ฟังเข้าสู่หัวข้อถัดไป

ในชั้นเรียนหรือการนำเสนอ let's look at ใช้ชวนผู้ฟังให้หันความสนใจไปยังเนื้อหาถัดไป ตรงนี้วลีนี้ทำหน้าที่เปลี่ยนจากเนื้อหาก่อนหน้าไปสู่การวิเคราะห์สำนวนต่าง ๆ ในการใช้นี้ look at ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการใช้ตามองจริง ๆ แต่อาจหมายถึงตรวจดู พิจารณา หรือพูดคุย วลีนี้จึงช่วยจัดลำดับข้อมูลและให้ความรู้สึกว่าผู้พูดชวนผู้ฟังทำไปด้วยกัน

แบบฝึกหัด

ในการนำเสนอ หน้าที่หลักของ "Let's look at the first chart" คืออะไร

  1. บอกให้ผู้ฟังจ้องต่อไปโดยไม่อภิปราย
  2. เกริ่นนำแผนภูมิให้เป็นจุดสนใจถัดไป
  3. ประกาศว่าการนำเสนอจบแล้ว
ดูคำตอบ

เกริ่นนำแผนภูมิให้เป็นจุดสนใจถัดไป

that we heard in my story

1:20

ที่เราได้ยินในเรื่องราวของฉัน

of my friendship with David.

1:21

เกี่ยวกับมิตรภาพของฉันกับ David

First of all, ลำดับความ

1:23

ก่อนอื่นเลย

ลำดับความ

First of all: การเกริ่นประเด็นแรก

First of all เป็นคำบอกลำดับที่ใช้เกริ่นประเด็น เหตุผล หรือขั้นตอนแรก ช่วยให้ผู้ฟังเห็นการจัดข้อมูลว่าผู้พูดกำลังเริ่มจากข้อแรก มักวางไว้ต้นประโยคและตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค ส่วนประเด็นถัดไปอาจเริ่มด้วย next, then หรือ finally

แบบฝึกหัด

ในการอธิบาย First of all บอกอะไรแก่ผู้ฟัง?

  1. ผู้พูดกำลังแก้ไขประเด็นก่อนหน้า
  2. ผู้พูดกำลังเกริ่นประเด็นแรก
  3. ผู้พูดกำลังบอกผลลัพธ์สุดท้าย
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังเกริ่นประเด็นแรก

when we met,

1:24

ตอนที่เราเจอกัน

we hit it off.

1:25

เราถูกคอกัน (we hit it off)

This means we immediately liked each other. ลำดับความ

1:25

ซึ่งหมายความว่าเราถูกใจกันและกันทันที

ลำดับความ

This means: การอธิบายแนวคิดก่อนหน้า

ในที่นี้ This means ใช้เกริ่นคำอธิบายของสิ่งที่เพิ่งกล่าวไป This ชี้กลับไปยังสำนวนหรือแนวคิดก่อนหน้า ส่วน means บอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีความหมายที่ชัดเจนขึ้นตามมา โครงสร้างทั่วไปคือ This means + อนุประโยค และสามารถเติม that เป็น This means that + อนุประโยคได้โดยไม่เปลี่ยนหน้าที่หลัก

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ This means ทำหน้าที่อะไร?

  1. ใช้เกริ่นคำอธิบายของแนวคิดก่อนหน้า
  2. ใช้ประกาศหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องเลย
  3. ใช้แสดงว่าผู้พูดกำลังแจกแจงประเด็นแรก
ดูคำตอบ

ใช้เกริ่นคำอธิบายของแนวคิดก่อนหน้า

We hit it off.

1:28

เราถูกคอกัน (We hit it off)

And then I said

1:29

และต่อมาฉันก็บอกว่า

that we got along really well.

1:29

เราเข้ากันได้ดีมาก (we got along really well)

If you get along with someone, กริยาวลี

1:31

ถ้าคุณเข้ากันได้ดีกับใครสักคน (get along with)

you have a good friendly relationship.

1:33

คุณก็มีความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่ดีต่อกัน

กริยาวลี

get along with someone: มีความสัมพันธ์ที่ดีกับใครบางคน

get along with someone หมายถึงมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร สบายใจ หรือราบรื่นกับคนนั้น สำนวนนี้อธิบายว่าผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันได้ราบรื่นเพียงใด โครงสร้างคือ get along with + บุคคลหรือกลุ่ม โดย with ใช้นำหน้าบุคคลหรือกลุ่มอีกฝ่ายในความสัมพันธ์นั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ get along with: Lena ____ her new teammates.

ดูคำตอบ

gets along with

You could use it about your colleagues,

1:34

คุณสามารถใช้สำนวนนี้กับเพื่อนร่วมงาน

your family.

1:36

หรือครอบครัวของคุณก็ได้

You can also use it in the negative, ลำดับความ

1:37

คุณยังสามารถใช้ในรูปปฏิเสธได้ด้วย

ลำดับความ

use it in the negative: บอกว่าจะใช้รูปปฏิเสธ

ในการสอนภาษา use it in the negative หมายถึงการเปลี่ยนสำนวนให้เป็นรูปปฏิเสธทางไวยากรณ์ it หมายถึงสำนวนที่เพิ่งอธิบายไป ส่วน the negative หมายถึงรูปที่มีการปฏิเสธ ซึ่งมักใช้ not, don't หรือ doesn't ประโยคนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย หลังจากแสดงการใช้รูปบอกเล่าแล้ว ผู้พูดจะบอกว่ารูปปฏิเสธก็ใช้ได้เช่นกัน หรือกำลังจะแสดงรูปนั้นเป็นลำดับถัดไป

แบบฝึกหัด

ในบทเรียนภาษา You can also use it in the negative หมายความว่าอย่างไร

  1. ควรพูดสำนวนนี้ด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร
  2. ควรแทนสำนวนนี้ด้วยคำที่มีความหมายตรงข้าม
  3. สำนวนนี้สามารถเปลี่ยนเป็นรูปปฏิเสธทางไวยากรณ์ได้ด้วย
ดูคำตอบ

สำนวนนี้สามารถเปลี่ยนเป็นรูปปฏิเสธทางไวยากรณ์ได้ด้วย

like, uh, I don't really get along with them.

1:39

เช่น เอ่อ ฉันไม่ค่อยเข้ากับพวกเขาเท่าไหร่ (don't really get along with)

When I talked about David's romantic feelings for me,

1:41

ตอนที่ฉันพูดถึงความรู้สึกเชิงชู้สาวของ David ที่มีต่อฉัน

I used the expression

1:44

ฉันใช้สำนวนว่า

he developed feelings for me. วลี

1:45

เขาเริ่มมีความรู้สึกดี ๆ ให้ฉัน (he developed feelings for me)

วลี

developed feelings for me: เริ่มมีความรู้สึกชอบฉันแบบคนรัก

developed feelings for me หมายถึง เขาเริ่มรู้สึกดึงดูดหรือชอบฉันในเชิงคนรัก developed เน้นการเปลี่ยนแปลง คือก่อนหน้านั้นความรู้สึกนี้ยังไม่มีหรือยังไม่ชัด แล้วจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตามเวลา โครงสร้างคือ develop feelings for + คน ในสำนวนนี้ feelings มักใช้รูปพหูพจน์ และ for นำหน้าคนที่เป็นเป้าหมายของความรู้สึก

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง develop feelings for someone ในรูปอดีตให้สมบูรณ์: After spending the summer together, Maya ____ for Alex.

ดูคำตอบ

developed feelings

We don't need to say romantic. น้ำเสียง/เจตนา

1:47

เราไม่จำเป็นต้องพูดคำว่าเชิงชู้สาว (romantic)

Everybody understands that that's what we mean.

1:48

ทุกคนเข้าใจดีว่านั่นคือสิ่งที่เราหมายถึง

น้ำเสียง/เจตนา

don't need to say romantic: บริบทสื่อความหมายอยู่แล้ว

Don't need to say romantic หมายถึง ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า romantic อย่างชัดเจน ผู้พูดไม่ได้บอกว่าคำนี้ผิดหรือห้ามใช้ ในที่นี้ developed feelings for me และบริบทของความสัมพันธ์ทำให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายเชิงคนรักอยู่แล้ว โดยทั่วไป ผู้พูดสามารถไม่กล่าวข้อมูลออกมาตรง ๆ ได้ เมื่อถ้อยคำที่คุ้นเคยและบริบทช่วยให้อนุมานได้ง่าย

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความเกี่ยวกับตัวอย่างนี้: 'We don't need to say romantic' หมายความว่าไม่มีความหมายเชิงคนรัก

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

But I didn't return his feelings. วลี

1:50

แต่ฉันไม่ได้ตอบรับความรู้สึกของเขา (return his feelings)

วลี

return his feelings: ตอบรับความรู้สึกเชิงรักใคร่แบบเดียวกัน

ในประโยคนี้ return his feelings หมายถึง “มีความรู้สึกเชิงรักใคร่ต่อเขาแบบเดียวกับที่เขามีต่อคุณ” รูปปฏิเสธ didn't return his feelings บอกว่าความรักหรือความชอบของเขาไม่ได้รับการตอบรับแบบเดียวกัน return ตรงนี้หมายถึง “ตอบรับด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน” ไม่ใช่ “คืนสิ่งของ” โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ return someone's feelings โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงความรักหรือความดึงดูดใจ

แบบฝึกหัด

“She did not return his feelings” หมายความว่าอะไร

  1. เธอไม่ได้ตอบข้อความของเขา
  2. เธอไม่ได้รู้สึกดึงดูดเชิงรักใคร่ต่อเขาแบบเดียวกัน
  3. เธอไม่ได้คืนอารมณ์ของเขาให้เขา
ดูคำตอบ

เธอไม่ได้รู้สึกดึงดูดเชิงรักใคร่ต่อเขาแบบเดียวกัน

So you can develop feelings for someone

1:53

ดังนั้น คุณสามารถมีความรู้สึกดี ๆ ให้ใครสักคนได้ (develop feelings)

and you can return them

1:55

และคุณสามารถตอบรับความรู้สึกนั้น (return)

or not return them.

1:56

หรือไม่ตอบรับก็ได้ (not return)

I didn't return them,

1:57

ฉันไม่ได้ตอบรับความรู้สึกของเขา

which means I didn't want us to be more than friends.

1:58

ซึ่งหมายความว่าฉันไม่อยากให้เราเป็นมากกว่าเพื่อน (more than friends)

Again, this means a romantic relationship.

2:00

ขอย้ำอีกครั้งว่า สิ่งนี้หมายถึงความสัมพันธ์แบบคนรัก

So more than friends is a useful expression

2:03

ดังนั้น คำว่า มากกว่าเพื่อน (more than friends) จึงเป็นสำนวนที่มีประโยชน์

we can use.

2:05

ที่เราสามารถนำไปใช้ได้

When we had an argument, วลี

2:06

ตอนที่เรามีปากเสียงกัน

วลี

we had an argument: คำที่ใช้คู่กัน have an argument

Had เป็นรูปอดีตของ have ใน we had an argument สำนวน have an argument หมายถึง “เกิดหรือมีส่วนร่วมในความเห็นไม่ตรงกัน” ซึ่งมักมีความโกรธอยู่บ้าง Argument อาจหมายถึงเหตุผลที่เสนอในการอภิปราย หรือความขัดแย้งด้วยคำพูดก็ได้ คำกริยาที่อยู่ข้างหน้าช่วยแยกความหมาย โดย have an argument มักหมายถึงความขัดแย้ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำที่ใช้คู่กันเป้าหมายในรูปอดีต: After the meeting, Nina and I ____ about the budget.

ดูคำตอบ

had an argument

I said we fell out.

2:07

ฉันบอกว่าเราทะเลาะกันจนเลิกคบ (fell out)

If you fall out with someone,

2:09

ถ้าคุณทะเลาะจนเลิกคบกับใครสักคน (fall out with)

you stop being friends.

2:10

คุณก็เลิกเป็นเพื่อนกัน

But after some time,

2:12

แต่หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง

we made up.

2:14

เราก็คืนดีกัน (made up)

If you make up with someone,

2:15

ถ้าคุณคืนดีกับใครสักคน (make up with)

you become friends again.

2:16

คุณก็จะกลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้ง

Similarly, when we stopped being friends,

2:18

ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราเลิกเป็นเพื่อนกัน

we lost touch.

2:20

เราก็ขาดการติดต่อ (lost touch)

We stopped talking.

2:22

เราเลิกคุยกัน

And then afterwards,

2:23

และจากนั้นในภายหลัง

we got back in touch.

2:24

เราก็กลับมาติดต่อกันอีก (got back in touch)

We started talking again.

2:26

เราเริ่มกลับมาคุยกันอีกครั้ง

Finally, I said that

2:27

สุดท้ายนี้ ฉันได้บอกว่า

I can't imagine my life without him.

2:28

ฉันจินตนาการชีวิตที่ไม่มีเขาไม่ออกเลย (can't imagine my life without him)

This is a lovely expression

2:31

นี่เป็นสำนวนที่น่ารักมาก

to show how important somebody

2:32

เพื่อแสดงให้เห็นว่าใครบางคนมีความสำคัญแค่ไหน

is for you.

2:34

สำหรับคุณ

And that one is completely true.

2:34

และประโยคนั้นก็เป็นความจริงทั้งหมด

So there you go. น้ำเสียง/เจตนา

2:36

เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

So there you go. สำหรับปิดท้ายคำอธิบายในการพูด

ในประโยคนี้ So there you go. เป็นวลีปิดท้ายในการพูด ไม่ใช่คำสั่งให้ไปที่ไหน หมายความว่าคำอธิบายหรือชุดตัวอย่างได้จบลงและผู้พูดได้นำเสนอให้ผู้ฟังครบแล้ว So เชื่อมประโยคนี้กับสิ่งที่พูดมาก่อน ส่วน there you go ชี้ไปยังผลลัพธ์ที่เสร็จสมบูรณ์ วลีทั้งหมดจึงใช้จบหัวข้อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แบบบทสนทนา

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอเพิ่งอธิบายวิธีง่าย ๆ จบ ประโยคใดใช้ปิดท้ายคำอธิบายได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. So there you go.
  2. So where are you going?
  3. So go over there.
ดูคำตอบ

So there you go.

Loads of great expressions การใช้คำ

2:37

มีสำนวนดี ๆ มากมาย

that you can use

2:38

ที่คุณสามารถนำไปใช้

to talk about all different kinds of relationships. วลี

2:38

เพื่อพูดถึงความสัมพันธ์ในหลากหลายรูปแบบ

การใช้คำ

Loads of: วิธีพูดว่า “มาก” แบบไม่เป็นทางการ

Loads of เป็นคำบอกปริมาณแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “จำนวนมาก” หรือ “ปริมาณมาก” ในที่นี้ Loads of great expressions หมายความว่ามีสำนวนดี ๆ อยู่มากมาย ใช้ loads of หน้าคำนามนับได้รูปพหูพจน์ เช่น loads of books หรือหน้าคำนามนับไม่ได้ เช่น loads of time รูป loads of คงเดิมในทั้งสองโครงสร้าง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนแบบไม่เป็นทางการจากบทเรียนที่หมายถึง “ปริมาณมาก”: We have ____ time before the train leaves.

ดูคำตอบ

loads of

วลี

all different kinds of relationships: การเน้นความหลากหลายของประเภท

all different kinds of relationships หมายถึง “ความสัมพันธ์หลายประเภทที่แตกต่างกัน” จุดเน้นอยู่ที่ความหลากหลายของประเภท ไม่ใช่เพียงจำนวนที่มาก คำว่า all และ different ทำงานร่วมกันเพื่อเน้นความหลากหลาย รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ all different kinds of + คำนาม ถ้าเป็นคำนามนับได้ คำนามหลัง of มักใช้รูปพหูพจน์ เช่น relationships, jobs หรือ problems ส่วนคำนามที่ปกตินับไม่ได้สามารถคงรูปเอกพจน์ได้ เช่น food ใน all different kinds of food

แบบฝึกหัด

เติมวลีสี่คำที่เรียนมาและขึ้นต้นด้วย all: The library has ____ books for young readers.

ดูคำตอบ

all different kinds of

Now you just need to go out there, สำนวน

2:41

ตอนนี้คุณก็แค่ต้องออกไป

สำนวน

go out there: คำพูดให้กำลังใจเพื่อกระตุ้นให้ลงมือทำ

go out there ในประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำสั่งให้ไปยังสถานที่หนึ่ง แต่เป็นการกระตุ้นให้ผู้ฟังหยุดอยู่แค่ขั้นเตรียมตัว แล้วเริ่มลงมือทำ ทดลอง หรือใช้สิ่งที่เรียนมาในสถานการณ์จริง หลังวลีนี้มักตามด้วยการกระทำขั้นต่อไป เช่น go out there and practise, perform หรือ do your best คำว่า there กล่าวกว้าง ๆ ถึงโลกหรือสถานการณ์ที่ต้องลงมือทำ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงกลางแจ้ง

แบบฝึกหัด

เพื่อนซ้อมละครของโรงเรียนมาแล้วแต่รู้สึกประหม่า ประโยคใดให้กำลังใจเขาให้ออกไปแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Go out there and show everyone what you can do.
  2. Go outside and wait by the door.
  3. Go over there and look at the stage.
ดูคำตอบ

Go out there and show everyone what you can do.

make some more English friends,

2:43

ผูกมิตรกับเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษให้มากขึ้น

so you can make use of them. วลี

2:44

เพื่อที่คุณจะได้นำสำนวนเหล่านี้ไปใช้จริง

วลี

make use of them: นำสิ่งที่มีอยู่มาใช้จริง

make use of + คำนามหรือคำสรรพนาม หมายถึงนำสิ่งที่มีหรือหาใช้ได้อยู่แล้วมาใช้จริง ในประโยคนี้ them ย้อนกลับไปหมายถึงสำนวนที่กล่าวถึงก่อนหน้า วลีนี้ชี้ว่าผลลัพธ์ที่ต้องการคือการนำไปใช้จริง แค่รู้จักสำนวนยังไม่พอ แต่ต้องนำไปใช้ด้วย และ of เป็นส่วนตายตัวของโครงสร้างนี้

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปในสำนวนตายตัวนี้: You have a quiet study room, so make ____ of it.

ดูคำตอบ

use

Bye.

2:45

ลาก่อน