คนรวยเป็นคนนิสัยแย่กว่าจริงหรือ?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

AsapSCIENCE

ความยากในการเรียน
790 คำ 194 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: งานวิจัยด้านพฤติกรรมและสมองศึกษาว่าความมั่งคั่งและอำนาจอาจลดความสนใจต่อผู้อื่นและความเห็นอกเห็นใจได้อย่างไร โดยไม่เหมารวมว่าเป็นจริงกับคนรวยทุกคน ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. the more expensive your car is, the more likely you are: ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค แบบ the more..., the more... เชื่อมการเปลี่ยนแปลงด้านระดับสองอย่าง และบอกแนวโน้มโดยไม่ได้พิสูจน์เหตุและผล 2. cut a bigger check, ในหมวดสำนวนและภาษาภาพพจน์ หมายถึงจ่ายเงินจำนวนมากขึ้น ต้องแยกจำนวนเงินออกจากสัดส่วนรายได้ที่บริจาค 3. the power paradox. ในด้านความหมายและระดับภาษา เป็นคำทางสังคมศาสตร์ที่ชี้ความตึงเครียดระหว่างความเห็นอกเห็นใจที่ช่วยให้ได้อิทธิพล กับความรู้สึกมีอำนาจที่อาจทำให้สนใจตนเองมากขึ้นภายหลัง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Do you ever get the sense that rich people are more likely to be rude or self-centered? วลี

0:00

คุณเคยรู้สึกไหมว่าคนรวยมีแนวโน้มจะหยาบคายหรือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากกว่า?

วลี

get the sense that: ความรู้สึกที่ยังไม่แน่นอน

“Get the sense that” หมายถึงการเกิดความรู้สึกหรือสัญชาตญาณว่าบางสิ่งอาจเป็นจริง ในคำถามนี้ ผู้พูดชวนผู้ฟังพิจารณาแนวโน้มที่อาจมีอยู่ แทนที่จะนำเสนอว่าเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ใช้ get the sense that + อนุประโยค เมื่อเบาะแส ประสบการณ์ หรือสัญชาตญาณบ่งชี้บางอย่าง แต่ยังมีความแน่ใจจำกัด รูปคำถาม Do you ever get the sense that...? ถามว่าเคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นบ้างหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่แสดงความรู้สึกซึ่งยังไม่แน่นอน: “After reading her brief replies, I ____ she would rather postpone the meeting.”

ดูคำตอบ

get the sense that

Well, we decided it was time to find out whether or not rich people are actually more likely to be jerks. โน้ต

0:05

เอาละ เราเลยคิดว่าถึงเวลาหาคำตอบแล้วว่าคนรวยมีแนวโน้มจะนิสัยแย่กว่าจริงหรือไม่

ไวยากรณ์

it was time to + คำกริยา: ถึงเวลาลงมือทำแล้ว

“It was time to + คำกริยา” หมายถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือจำเป็นสำหรับการลงมือทำได้มาถึงแล้ว ในที่นี้ การตัดสินใจตรวจสอบถูกนำเสนอว่าเป็นการกระทำถัดไปที่ควรทำในตอนนั้น รูปอดีต was สอดคล้องกับ decided และทำให้การเล่าเรื่องอยู่ในอดีต รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ it is/was time to + คำกริยารูปพื้นฐาน: it is time to leave; it was time to find out.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมายสี่คำ: “The warning signs were impossible to ignore, so we agreed ____ act.”

ดูคำตอบ

it was time to

กริยาวลี

find out: รู้คำตอบด้วยการตรวจสอบ

ในประโยคนี้ find out หมายถึง “รู้หรือค้นพบคำตอบด้วยการสืบค้น ตรวจสอบ หรือทดสอบ” ส่วนอนุประโยค whether or not ที่ตามมาระบุคำถามที่กำลังตรวจสอบ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ find out + คำแสดงคำถาม อนุประโยค if หรืออนุประโยค whether เช่น find out why..., find out if... หรือ find out whether....

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนนี้: The lab will ____ whether the water is safe.

ดูคำตอบ

find out

ไวยากรณ์

whether or not สำหรับคำถามทางอ้อมที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่

ในประโยคนี้ whether or not ใช้นำคำถามทางอ้อมที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ และทำหน้าที่เป็นกรรมของ find out โดยหมายความว่าต้องตรวจสอบผลลัพธ์ทั้งสองแบบ คือคนรวยมีแนวโน้มจะเป็นคนนิสัยแย่มากกว่า หรือไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วน or not ไม่ได้เพิ่มตัวเลือกที่สาม โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำกริยา + whether or not + อนุประโยค มักใช้หลังการกระทำ เช่น การค้นหาคำตอบ การตรวจสอบ การตัดสินใจ หรือการชี้ขาด เมื่อผลลัพธ์อาจเป็นใช่หรือไม่ใช่

แบบฝึกหัด

เติมคำถามทางอ้อมด้วยคำเชื่อมภาษาอังกฤษสามคำจากบทเรียนนี้: The school will decide ____ classes should continue tomorrow.

ดูคำตอบ

whether or not

Ever been cut off while driving? โน้ต

0:10

เคยถูกปาดหน้าตอนขับรถไหม?

ไวยากรณ์

Ever been ...? ซึ่งย่อมาจาก Have you ever been ...?

เมื่ออยู่ต้นคำถามแบบกันเอง Ever been ...? เป็นรูปย่อของ Have you ever been ...? ผู้ฟังเข้าใจส่วน Have you ที่ละไว้ได้ และคำว่า been แสดงว่าโครงสร้างเต็มใช้ present perfect รูปแบบนี้ใช้ถามว่าประสบการณ์หนึ่งเคยเกิดขึ้นในช่วงใดก็ตามจนถึงปัจจุบันหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าเกิดขึ้นเมื่อไร คำที่ตามหลัง been จะเติมเนื้อหาของประสบการณ์ให้สมบูรณ์ เช่น Ever been cut off while driving?

แบบฝึกหัด

เติมคำขึ้นต้นแบบกันเองสองคำที่ละ Have you: '____ on a night train?'

ดูคำตอบ

Ever been

กริยาวลี

cut off ในบริบทการขับรถ

ในบริบทการขับรถ cut someone off หมายถึงการขับรถเข้าไปในเส้นทางของอีกคนอย่างกะทันหันเกินไปหรือใกล้เกินไป จนบังคับให้คนนั้นต้องชะลอ เบรก หรือเปลี่ยนทิศทาง สำนวนนี้สื่อถึงการขวางทางที่ไม่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่การขับแซงรถอีกคัน ในที่นี้ been cut off เป็นรูปถูกกระทำ ผู้ขับที่ปาดหน้าไม่ได้ถูกระบุ และผู้ที่ถูกถามเป็นฝ่ายได้รับผลจากการกระทำนั้น

แบบฝึกหัด

รถตู้คันหนึ่งเปลี่ยนเลนมาตรงหน้า Leo จนเขาต้องเบรกอย่างแรง ใน 'The van cut Leo off,' คำว่า cut off หมายถึงอะไร?

  1. รถคันนั้นเข้าไปในเส้นทางของ Leo ใกล้เกินไปและบังคับให้เขาต้องตอบสนอง
  2. รถคันนั้นยุติการสนทนาทางโทรศัพท์กับ Leo
  3. รถคันนั้นขับแซง Leo อย่างปลอดภัยโดยไม่ส่งผลต่อเขา
ดูคำตอบ

รถคันนั้นเข้าไปในเส้นทางของ Leo ใกล้เกินไปและบังคับให้เขาต้องตอบสนอง

It was more likely by a Mercedes than a 20-year-old junker.

0:12

คนที่ปาดหน้าคุณมีแนวโน้มจะขับ Mercedes มากกว่ารถเก่าโกโรโกโสอายุ 20 ปี

Multiple studies have found that the more expensive your car is, ไวยากรณ์

0:16

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ยิ่งรถของคุณแพงเท่าไร

the more likely you are to not only cut in front of other vehicles, โน้ต

0:19

คุณก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่เพียงขับปาดหน้ารถคันอื่น

กริยาวลี

cut in front of: เคลื่อนไปอยู่ข้างหน้าใครอย่างกะทันหัน

ในประโยคนี้ cut in front of หมายถึงการเคลื่อนเข้าไปอยู่ข้างหน้ารถอีกคันอย่างกะทันหัน โดยมักเข้าใกล้เกินไปหรือไม่เว้นระยะที่เหมาะสม กรรมหลัง of ระบุฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งในที่นี้คือ other vehicles วลีนี้บรรยายการเคลื่อนที่ ไม่ได้หมายถึงการใช้เครื่องมือตัด และยังใช้บรรยายการแซงไปอยู่ข้างหน้าคนอื่นอย่างไม่เป็นธรรมในแถวได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่หมายถึง “เคลื่อนเข้าไปในพื้นที่ข้างหน้าอย่างกะทันหัน”: A van ____ our car just before the turn.

ดูคำตอบ

cut in front of

but also drive through crosswalks when a pedestrian is waiting to cross.

0:22

แต่ยังขับผ่านทางม้าลายทั้งที่มีคนเดินเท้ารอข้ามอยู่ด้วย

ไวยากรณ์

The more ..., the more ...: เชื่อมตัวแปรสองอย่างที่เปลี่ยนแปลง

โครงสร้างสหสัมพันธ์ the + comparative ..., the + comparative ... เชื่อมตัวแปรสองอย่างที่เปลี่ยนแปลง ในประโยคนี้ ตัวแปรหนึ่งคือราคารถ ส่วนอีกตัวแปรคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดพฤติกรรมที่ตามหลัง likely to ตัวแปรทั้งสองอาจเพิ่มขึ้นไปด้วยกัน หรือเปลี่ยนไปคนละทิศทางเหมือนใน the more ..., the less ... โครงสร้างนี้บอกความสัมพันธ์ด้านระดับหรือแนวโน้มเท่านั้น และไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าตัวแปรแรกเป็นสาเหตุของตัวแปรที่สอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง the + comparative ..., the + comparative ... ได้ถูกต้องเพื่อแสดงว่าตัวแปรสองอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างสัมพันธ์กัน

  1. The most carefully you plan, the easiest the project becomes.
  2. The more carefully you plan, the project becomes easiest.
  3. The more carefully you plan, the easier the project becomes.
ดูคำตอบ

The more carefully you plan, the easier the project becomes.

ไวยากรณ์

not only ... but also ...: เพิ่มการกระทำที่มีโครงสร้างขนานกัน

ในประโยคนี้ not only ... but also ... เชื่อมวลีกริยาสองวลีภายใต้กรอบ likely to ร่วมกัน ได้แก่ cut in front of other vehicles และ drive through crosswalks ทั้งสองการกระทำรวมอยู่ในความหมาย คำว่า not ในที่นี้ไม่ได้ปฏิเสธการกระทำแรก โครงสร้างคู่นี้นำเสนอรายการที่สองเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งมักหนักแน่นหรือน่าประหลาดใจกว่า ควรรักษารูปไวยากรณ์ทั้งสองด้านให้ขนานกัน เพื่อให้ผู้ฟังเห็นได้ทันทีว่ากำลังเชื่อมสิ่งใดเข้าด้วยกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใส่สองส่วนของ not only ... but also ลงในช่องว่าง: The new schedule will ____ reduce delays ____ lower costs.

ดูคำตอบ

not only · but also

In one study,

0:26

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่ง

those with the most expensive cars cut pedestrians off 42% of the time.

0:27

ผู้ที่ขับรถราคาแพงที่สุดขับตัดหน้าคนเดินเท้าถึง 42% ของครั้งทั้งหมด

Now, imagine you waited in a line for 10 minutes to buy a coffee and a muffin at Starbucks, โน้ต

0:32

ทีนี้ ลองนึกภาพว่าคุณต่อแถว 10 นาทีเพื่อซื้อกาแฟกับมัฟฟินที่ Starbucks

ลำดับความ

Now, imagine: การนำเข้าสู่สถานการณ์สมมติ

Now ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายทางวาทกรรมที่พาผู้ฟังไปยังขั้นถัดไปของคำอธิบาย โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึง “ในขณะนี้พอดี” ส่วน Imagine เป็นรูปคำสั่งที่เชิญให้ผู้ฟังสร้างสถานการณ์สมมติขึ้นในใจ เมื่อใช้ร่วมกัน Now, imagine จะเปลี่ยนประเด็นนามธรรมให้เป็นสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรม และเตรียมผู้ฟังสำหรับเนื้อหาที่ตามมา เป็นสัญญาณที่สื่อกับผู้ฟังโดยตรงและพบได้บ่อยในการอธิบาย การสอน สุนทรพจน์ และเรื่องเล่า

แบบฝึกหัด

เติมคำเปลี่ยนช่วงที่นำผู้ฟังเข้าสู่สถานการณ์สมมติให้สมบูรณ์: ____, ____ you must explain the plan without any slides.

ดูคำตอบ

Now · imagine

วลี

waited in a line: ต่อแถวรอให้ถึงคิว

ใน waited in a line คำว่า wait หมายถึงรอจนกว่าจะถึงคิวของตนเอง ส่วน in a line แสดงว่าผู้คนยืนตามลำดับเพื่อรอรับบริการ ในที่นี้ waited ระบุว่าช่วงเวลาที่รอนั้นเกิดขึ้นและสิ้นสุดแล้วในอดีต ใช้ wait in a line เพื่อบรรยายการต่อแถวที่ร้านค้า เคาน์เตอร์ สนามบิน และสถานที่คล้ายกันได้ โดยวลีที่ขึ้นต้นด้วย for สามารถระบุระยะเวลาได้ เช่น for 10 minutes

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนในรูปอดีตกาล: At the ticket office, we ____ for twenty minutes before reaching the counter.

ดูคำตอบ

waited in a line

but when you're a couple of blocks away, วลี

0:36

แต่พอเดินออกมาไกลสองสามช่วงตึก

you realize that the clerk gave you change for $20 rather than for the $10 you gave him. โน้ต

0:38

คุณกลับพบว่าพนักงานทอนเงินให้ราวกับคุณจ่าย 20 ดอลลาร์ แทนที่จะเป็น 10 ดอลลาร์ที่คุณให้ไป

วลี

a couple of blocks away: ห่างออกไปประมาณสองช่วงตึก

ใน a couple of blocks away คำว่า block หมายถึงช่วงถนนในเมืองระหว่างทางแยกสองแห่ง วลีนี้บอกว่าคนหรือสิ่งของอยู่ห่างจากจุดอ้างอิงเป็นระยะสั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปคือประมาณสองช่วงตึก จำนวนดังกล่าวเป็นค่าคร่าว ๆ ที่ใช้ในการสนทนา ผู้พูดจึงกำลังบอกระยะทางในเมืองที่เข้าใจง่าย ไม่ใช่ค่าที่วัดอย่างแม่นยำ ส่วน away เน้นระยะห่างจากสถานที่ที่กล่าวถึง

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด? The pharmacy is a couple of blocks away.

  1. อยู่ติดกันในอาคารเดียวกัน
  2. อยู่ห่างออกไปเป็นระยะสั้น ๆ ในเมือง ประมาณสองช่วงตึก
  3. อยู่ห่างออกไปสองกิโลเมตรพอดี
ดูคำตอบ

อยู่ห่างออกไปเป็นระยะสั้น ๆ ในเมือง ประมาณสองช่วงตึก

วลี

gave you change for $20: จำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินทอน

ในโครงสร้าง give someone change for an amount คำว่า change คือเงินที่คืนหลังการชำระเงิน และ for นำหน้าจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินทอน ในที่นี้ gave you change for $20 หมายถึงพนักงานคำนวณเงินทอนเสมือนว่าลูกค้าจ่ายมา 20 ดอลลาร์ ไม่ได้หมายความว่าพนักงานคืนเงินให้ 20 ดอลลาร์พอดี

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง gave you change for $20 หมายความว่าอย่างไร

  1. พนักงานคืนเงินให้คุณ 20 ดอลลาร์พอดี
  2. พนักงานคำนวณเงินทอนเสมือนว่าคุณจ่ายมา 20 ดอลลาร์
  3. คุณยังต้องจ่ายให้พนักงานอีก 20 ดอลลาร์
ดูคำตอบ

พนักงานคำนวณเงินทอนเสมือนว่าคุณจ่ายมา 20 ดอลลาร์

ไวยากรณ์

rather than: การปฏิเสธทางเลือกที่สอง

Rather than ใช้เปรียบเทียบสองทางเลือก โดยยืนยันหรือเลือกสิ่งแรก และปฏิเสธ แทนที่ หรือแก้ไขสิ่งที่สอง ในที่นี้คำนี้เชื่อมวลีบุพบทที่ขนานกันสองวลี คือ for $20 rather than for the $10 you gave him โดยไม่ต้องพูด gave you change ซ้ำ วลีนี้แสดงความแตกต่าง ไม่ได้แสดงลำดับเวลา

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำจากบทเรียนที่ใช้ปฏิเสธการกระทำที่สองซึ่งวางขนานกัน: We chose to walk ____ wait for the delayed bus.

ดูคำตอบ

rather than

Do you A, savor your coffee and the free $10,

0:43

คุณจะเลือก A ดื่มด่ำกับกาแฟและเงิน 10 ดอลลาร์ที่ได้มาฟรี ๆ

or B, go back and return the change?

0:47

หรือ B กลับไปคืนเงินทอนส่วนเกิน?

It turns out those with more money are more likely to respond that they would keep it. โน้ต

0:50

ผลปรากฏว่า คนที่มีเงินมากกว่ามีแนวโน้มจะตอบว่าจะเก็บเงินนั้นไว้

ลำดับความ

It turns out: การเกริ่นผลที่เพิ่งค้นพบ

ในประโยคนี้ It turns out นำเสนอข้อมูลที่ตามมาว่าเป็นผลซึ่งชัดเจนขึ้นหลังจากการสำรวจ มักสื่อว่าผลนั้นไม่ชัดเจนตั้งแต่แรกหรือค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ตรงนี้ละ that ไว้ โดยโครงสร้างเต็มอาจเป็น It turns out that ... กรอบนี้เน้นผลที่ค้นพบในท้ายที่สุด ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้ค้นพบ และใช้จัดลำดับข้อมูลในการอธิบาย ไม่ได้หมายถึงการหันตัวหรือออกไปตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีรูปปัจจุบันที่ใช้เกริ่นผลซึ่งเพิ่งค้นพบและค่อนข้างเหนือความคาดหมาย: ____ the small shop had the lowest prices.

ดูคำตอบ

It turns out

ไวยากรณ์

would keep it: ตัวเลือกในสถานการณ์สมมติ

ในรายงานการสำรวจนี้ would keep it บอกถึงตัวเลือกที่ผู้ตอบกล่าวว่าตนจะทำในสถานการณ์สมมติ Would แสดงว่าการกระทำนั้นมีเงื่อนไขอยู่ที่สถานการณ์สมมติดังกล่าว ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงนิสัยในอดีต และไม่เหมือน will keep it ซึ่งโดยปกตินำเสนอการกระทำในอนาคตที่เป็นจริงหรือคาดว่าจะเกิดขึ้น บริบทให้เงื่อนไขที่ไม่ได้กล่าวออกมาตรง ๆ ว่า หากเรื่องนี้เกิดขึ้น พวกเขาก็จะเก็บเงินส่วนเกินไว้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอการกระทำว่าเป็นตัวเลือกสมมติ แทนที่จะเป็นการกระทำในอนาคตที่เป็นจริงหรือนิสัยในอดีต

  1. I found ten dollars on the floor, so I will take it to the front desk.
  2. If I found ten dollars on the floor, I would take it to the front desk.
  3. When I was in primary school, I would take lost money to the front desk.
ดูคำตอบ

If I found ten dollars on the floor, I would take it to the front desk.

And the amount of money you have also affects how much you look at people. ไวยากรณ์

0:54

และจำนวนเงินที่คุณมีก็ส่งผลต่อระยะเวลาที่คุณมองคนอื่นด้วย

ไวยากรณ์

affects how much ...: ลำดับคำในอนุประโยคแบบฝัง

ใน affects how much you look at people คำกริยา affects ตามด้วยอนุประโยคคำถามแบบฝังที่ขึ้นต้นด้วย how much อนุประโยคนี้ระบุระดับของการมองที่เปลี่ยนไป กล่าวคือ เงินที่บุคคลหนึ่งมีส่งผลต่อระดับที่คนนั้นมองผู้อื่น เนื่องจาก how much อยู่ภายในประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่า อนุประโยคจึงคงลำดับคำแบบบอกเล่าเป็น how much you look ไม่ใช่ how much do you look รูปแบบนี้นำไปใช้ต่อได้เป็น affect how much/how often/how strongly + ประธาน + คำกริยา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าแสงเปลี่ยนระดับที่ผู้เข้าชมสังเกตเห็นภาพวาด และใช้ลำดับคำของอนุประโยคแบบฝังได้ถูกต้อง?

  1. The lighting affects how much do visitors notice the paintings.
  2. The lighting affects how much visitors notice the paintings.
  3. The lighting affects how many visitors notice the paintings.
ดูคำตอบ

The lighting affects how much visitors notice the paintings.

Using Google Glass to track eye movements of people in a study walking around the block, โน้ต

0:58

ในงานวิจัยที่ให้ผู้เข้าร่วมเดินรอบหนึ่งช่วงตึก นักวิจัยใช้ Google Glass ติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตา

วลี

track eye movements: บันทึกอย่างต่อเนื่องว่าดวงตาเคลื่อนไปที่ใด

ในประโยคเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ track เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรม หมายถึง “ตรวจจับและบันทึกอย่างต่อเนื่อง” กรรมของคำนี้คือ eye movements ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งที่ผู้เข้าร่วมกำลังมอง ส่วน Google Glass คืออุปกรณ์ที่ใช้วัด รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ track + พฤติกรรมหรือสัญญาณที่ถูกวัด ตัวอย่างเช่น นักวิจัยสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตา การคลิก หรือการเปลี่ยนแปลงของความสนใจตามเวลาได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีงานวิจัยเป้าหมายที่ขึ้นต้นด้วย track และหมายถึง “บันทึกอย่างต่อเนื่องว่าดวงตาเคลื่อนไปที่ใด”: During the reading test, the camera was used to ____.

ดูคำตอบ

track eye movements

wealthy people spend significantly less time in social gazes. การใช้คำ

1:02

คนรวยใช้เวลาในการมองผู้คนรอบตัวน้อยกว่ามาก

วัฒนธรรม

Google Glass ในฐานะอุปกรณ์วิจัยแบบสวมใส่

Google Glass เป็นชื่อผลิตภัณฑ์แว่นตาอัจฉริยะแบบสวมใส่ ดังนั้น Glass จึงเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเฉพาะ ไม่ได้หมายถึงวัสดุแก้วธรรมดา ในการศึกษานี้ ผู้เข้าร่วมสวมอุปกรณ์ขณะเดิน และนักวิจัยใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อช่วยบันทึกว่าพวกเขามองไปที่ใดและมองผู้อื่นนานเท่าใด ดังนั้นชื่อผลิตภัณฑ์จึงอธิบายวิธีการวัด กล่าวคือ สามารถติดตามพฤติกรรมการมองขณะที่ผู้เข้าร่วมเคลื่อนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมจริงได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Google Glass หมายถึงอะไร?

  1. สเปรดชีตออนไลน์ที่แสดงรายชื่อผู้เข้าร่วม
  2. อุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะแบบสวมใส่ที่ใช้ช่วยบันทึกว่าผู้เข้าร่วมมองไปที่ใด
  3. แก้วธรรมดาที่ใช้สร้างพื้นที่ศึกษา
ดูคำตอบ

อุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะแบบสวมใส่ที่ใช้ช่วยบันทึกว่าผู้เข้าร่วมมองไปที่ใด

การใช้คำ

social gazes: ความสนใจทางสายตาต่อผู้อื่นที่วัดได้

ในงานวิจัยนี้ social gazes หมายถึงเหตุการณ์ที่บุคคลหันสายตาไปยังผู้อื่นในฐานะเป้าหมายทางสังคม การใช้ gazes ในรูปพหูพจน์ทำให้การกระทำเหล่านี้เป็นหน่วยสังเกตที่วัดได้ ไม่ได้หมายถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคม social gaze อาจเป็นการให้ความสนใจแก่ผู้อื่นโดยไม่จำเป็นต้องเกิดการสบตากันทั้งสองฝ่ายหรือเป็นเวลานาน ในประโยคนี้ less time in social gazes หมายถึงการให้ความสนใจทางสายตาแก่ผู้คนน้อยลง

แบบฝึกหัด

ในรายงานการวิจัย “participants spent less time in social gazes” น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด?

  1. พวกเขาใช้เวลาในการสบตากันทั้งสองฝ่ายน้อยลง เพราะ social gaze ต้องเกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายเท่านั้น
  2. พวกเขาใช้เวลาคิดเกี่ยวกับสังคมน้อยลง
  3. พวกเขาใช้เวลาในการมุ่งความสนใจทางสายตาไปยังผู้อื่นน้อยลง
ดูคำตอบ

พวกเขาใช้เวลาในการมุ่งความสนใจทางสายตาไปยังผู้อื่นน้อยลง

In other words, ลำดับความ

1:06

พูดอีกอย่างก็คือ

they're more likely to straight up ignore other people. การใช้คำ

1:07

พวกเขามีแนวโน้มจะเมินคนอื่นไปเลย

ลำดับความ

ใช้ In other words, เพื่อกล่าวซ้ำให้ชัดเจน

In other words ใช้นำการกล่าวซ้ำสิ่งที่เพิ่งพูดไปให้ชัดเจนหรือเข้าใจง่ายขึ้น ในประโยคนี้ ข้อความแบบไม่เป็นทางการเรื่องการเมินคนอื่นกำลังอธิบายถ้อยคำเชิงงานวิจัยก่อนหน้า ไม่ได้เพิ่มผลการวิจัยอีกข้อหนึ่ง วางคำนี้ไว้หน้าข้อความที่กล่าวใหม่และโดยทั่วไปตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค เป็นสัญญาณให้ผู้ฟังเข้าใจว่าคำต่อไปกำลังสื่อประเด็นเดิมด้วยภาษาที่ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

คำเชื่อมใดแสดงว่าประโยคที่สองเป็นการกล่าวประโยคแรกใหม่? This pass is valid only on weekdays. ประโยคถัดไปคือ: You cannot use it on Saturday or Sunday.

  1. In addition,
  2. For example,
  3. In other words,
ดูคำตอบ

In other words,

การใช้คำ

straight up ignore สำหรับการเน้นอย่างตรงไปตรงมา

ใน straight up ignore คำว่า straight up เป็นคำเน้นแบบไม่เป็นทางการที่วางไว้หน้าคำกริยา ignore โดยนำเสนอการกระทำว่าเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาและไม่ลดความแรงของคำพูด มีความหมายใกล้เคียงกับการเมินไปเลยหรือเมินโดยสิ้นเชิง ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน วลีนี้ทำให้ความคิดเห็นฟังดูตรงและมีการตัดสินอย่างชัดเจน ผู้พูดกำลังเปลี่ยนข้อสังเกตที่เป็นเชิงเทคนิคให้เป็นภาษาประจำวันซึ่งเห็นภาพชัดขึ้น

แบบฝึกหัด

บทความวิจัยอย่างเป็นทางการเขียนว่า Participants straight up ignored the signal. คำว่า straight up เหมาะกับระดับภาษานี้หรือไม่?

  1. ใช่ เหมาะกับงานเขียนวิจัยอย่างเป็นทางการ
  2. ไม่เหมาะ เพราะไม่เป็นทางการและตรงเกินไป
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะ เพราะไม่เป็นทางการและตรงเกินไป

But certainly the rich are more generous than the poor, right? น้ำเสียง/เจตนา

1:10

แต่คนรวยย่อมใจกว้างกว่าคนจนอยู่แล้ว จริงไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

more generous than the poor, right?: right? ที่ใช้ปูสมมติฐานซึ่งกำลังจะถูกท้าทาย

ในประโยคนี้ right? ไม่ได้เพียงขอคำตอบที่เป็นกลางว่าใช่หรือไม่ใช่ การเกริ่นอย่างมั่นใจว่า certainly the rich are more generous นำเสนอข้อสรุปที่ผู้คนมักเชื่อกัน และกระตุ้นให้ผู้ฟังรับรู้มุมมองนั้นก่อน เนื่องจากข้อโต้แย้งถัดไปกำลังจะท้าทายข้อสรุปนี้ right? จึงทำหน้าที่เป็นการปูทางเชิงวาทศิลป์ กล่าวคือ ผู้พูดหยิบสมมติฐานนี้ขึ้นมาโดยไม่ได้ยืนยันว่าตนเชื่อว่าถูกต้อง ในบริบทอื่น right? ท้ายประโยคอาจเป็นการขอคำยืนยันจริง ๆ ได้ จึงต้องพิจารณาเนื้อหาที่ตามมา

แบบฝึกหัด

สมมติว่าผู้พูดกล่าวว่า "The expensive option must be better, right?" แล้วนำเสนอหลักฐานว่าตัวเลือกที่ถูกกว่าทำงานได้ดีกว่า right? ในที่นี้ทำหน้าที่อะไร?

  1. เป็นการขอคำยืนยันอย่างเป็นกลางเพราะผู้พูดไม่มีจุดยืนใด ๆ
  2. เป็นการแสดงว่าผู้พูดยอมรับข้อกล่าวอ้างนั้นว่าเป็นจริงแล้ว
  3. เป็นการนำเสนอสมมติฐานที่คุ้นเคยซึ่งผู้พูดกำลังจะตั้งข้อสงสัย
ดูคำตอบ

เป็นการนำเสนอสมมติฐานที่คุ้นเคยซึ่งผู้พูดกำลังจะตั้งข้อสงสัย

Though the rich may cut a bigger check, โน้ต

1:14

แม้คนรวยอาจเขียนเช็คด้วยจำนวนเงินที่สูงกว่า

สำนวน

cut a bigger check: ชำระเงินจำนวนมากขึ้น

ในประโยคนี้ cut a check เป็นสำนวนที่หมายถึง “เขียนหรือออกเช็คเพื่อชำระเงิน” ไม่ได้หมายถึงการตัดกระดาษจริง ๆ ส่วน a bigger check หมายถึงเช็คที่มีจำนวนเงินสูงกว่า ไม่ใช่กระดาษที่มีขนาดใหญ่กว่า bigger ขยายจำนวนเงินที่เขียนอยู่บนเช็ค ดังนั้นวลีนี้จึงเปรียบเทียบยอดเงินรวมที่จ่าย ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เงินจำนวนนั้นคิดเป็น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าบริษัทจะจ่ายเงินจำนวนมากขึ้นในปีนี้

  1. The company will cash a bigger check this year.
  2. The company will cut a bigger check this year.
  3. The company will cut the check in half before throwing it away.
ดูคำตอบ

The company will cut a bigger check this year.

in the US nationwide survey data shows that the wealthy contribute a lower percentage of their household income. วลี

1:16

แต่ข้อมูลการสำรวจทั่วสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าคนรวยบริจาครายได้ครัวเรือนในสัดส่วนที่ต่ำกว่า

ไวยากรณ์

Though the rich may cut a bigger check: การเปิดประโยคแบบยอมรับข้อหนึ่งก่อนแสดงความขัดแย้ง

Though ใช้นำอนุประโยคแสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อนจะให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ผู้พูดยอมรับว่าคนรวยอาจบริจาคเป็นจำนวนเงินที่มากกว่า แต่ชี้ว่าข้อเท็จจริงนี้ยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดข้อสรุปโดยรวม may ในที่นี้หมายถึง “มีความเป็นไปได้” และเปิดพื้นที่ให้ยอมรับประเด็นนั้น ไม่ได้หมายถึงการอนุญาต ส่วนประโยคหลักให้ข้อเปรียบต่างที่ควบคุมทิศทางของข้อโต้แย้ง นั่นคือคนมั่งคั่งบริจาคเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับรายได้ครัวเรือน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบการยอมรับข้อหนึ่งก่อนแสดงความขัดแย้ง Though ... may ... ที่ตรงตามเป้าหมาย: ____ the new route ____ save ten minutes, it is much less reliable.

ดูคำตอบ

Though · may

วลี

contribute a lower percentage of their household income: บริจาครายได้ครัวเรือนในสัดส่วนที่ต่ำกว่า

ในที่นี้ contribute หมายถึงบริจาคหรือให้เงิน กรรม a lower percentage of their household income แสดงอัตราส่วน ซึ่งคำนวณจากจำนวนเงินบริจาคหารด้วยรายได้รวมของครัวเรือน lower เปรียบเทียบอัตราส่วนนี้กับอัตราส่วนของอีกกลุ่มหนึ่ง คำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าคนร่ำรวยบริจาคเป็นจำนวนเงินน้อยกว่า พวกเขาอาจบริจาคเงินมากกว่า แต่เงินนั้นคิดเป็นสัดส่วนที่เล็กกว่าของรายได้

แบบฝึกหัด

แบบสำรวจพบว่ากลุ่มหนึ่งให้เงินมากกว่า แต่ให้ในสัดส่วนที่เล็กกว่าของรายได้ ประโยคใดรายงานสัดส่วนที่เล็กกว่านี้ได้ถูกต้อง

  1. A lower percentage of households contribute.
  2. They contribute less money overall.
  3. They contribute a lower percentage of their household income.
ดูคำตอบ

They contribute a lower percentage of their household income.

For example, a household that makes under $25,000 in the US donate around 4.2% of their earnings, การใช้คำ

1:22

ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนในสหรัฐฯ ที่มีรายได้ต่ำกว่า 25,000 ดอลลาร์ บริจาคราว 4.2% ของรายได้

การใช้คำ

makes under $25,000: รายได้ที่ต่ำกว่าเกณฑ์

ในบริบทเรื่องรายได้ makes หมายถึง “หาได้” หรือ “มีรายได้เท่ากับ” ประธานคือครัวเรือน ดังนั้นจำนวนเงินนี้จึงหมายถึงรายได้ของครัวเรือน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหรือเงินบริจาค Under $25,000 หมายถึง “น้อยกว่า 25,000 ดอลลาร์” เมื่อรวมกัน makes under $25,000 จึงจัดครัวเรือนนั้นไว้ต่ำกว่าเกณฑ์รายได้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบบ่อยในแบบสำรวจ การพูดคุยเรื่องเงินเดือน และสถิติ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ “a household that makes under $25,000” หมายความว่าอะไร?

  1. ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 25,000 ดอลลาร์
  2. ครัวเรือนที่บริจาคเท่ากับ 25,000 ดอลลาร์พอดี
  3. ครัวเรือนที่ใช้จ่ายมากกว่า 25,000 ดอลลาร์
ดูคำตอบ

ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 25,000 ดอลลาร์

but those making $100,000 or more only contribute 2.7%. ไวยากรณ์

1:29

แต่ครัวเรือนที่มีรายได้ตั้งแต่ 100,000 ดอลลาร์ขึ้นไปกลับบริจาคเพียง 2.7%

ไวยากรณ์

those making $100,000 or more: อนุประโยคสัมพัทธ์แบบย่อ

Those หมายถึง “คนหรือครัวเรือนในกลุ่มนั้น” Making $100,000 or more เป็นอนุประโยค -ing ที่ขยาย those โดย making ในที่นี้หมายถึงการมีรายได้ วลีนี้เป็นรูปแบบย่อของ those who make $100,000 or more ส่วน or more รวมทั้งจำนวนที่เป็นเกณฑ์และจำนวนที่สูงกว่านั้นทั้งหมด ดังนั้นกลุ่มนี้จึงมีรายได้อย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างย่อที่ใช้ those และรูป -ing ของ make: Among the employees, ____ $80,000 or more were placed in the highest income band.

ดูคำตอบ

those making

Even when people are arbitrarily put in charge or given power, โน้ต

1:33

แม้เพียงสุ่มให้ใครสักคนเป็นผู้นำหรือมอบอำนาจให้

it makes them more selfish.

1:37

ก็ทำให้คนนั้นเห็นแก่ตัวมากขึ้น

ไวยากรณ์

Even when: เงื่อนไขที่เหนือความคาดหมายแต่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

Even when ใช้นำหน้าสถานการณ์ที่ถือว่าเป็นจริง คาดว่าจะเกิด หรือเกิดซ้ำ ซึ่งคนอาจคาดว่าน่าจะเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ คำว่า even เพิ่มความหมายเชิงยอมรับข้อขัดแย้งว่า แม้มีสถานการณ์นั้น ผลลัพธ์ก็ยังเกิดขึ้น ในที่นี้ การให้อำนาจอย่างตามอำเภอใจอาจดูเป็นเรื่องชั่วคราวหรือไม่เกี่ยวกับนิสัย แต่ข้อความยังยืนยันว่าความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น หากตัด even ออก when จะเพียงบอกเวลาหรือเงื่อนไขที่ผลเกิดขึ้น และไม่เน้นว่าผลยังคงเป็นจริงอย่างเหนือความคาดหมาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นได้ดีที่สุดว่าผลลัพธ์ยังคงเป็นจริงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่เหนือความคาดหมาย

  1. Even if the rules were clear, people would make mistakes.
  2. When the rules are clear, people sometimes make mistakes.
  3. Even when the rules are clear, people sometimes make mistakes.
ดูคำตอบ

Even when the rules are clear, people sometimes make mistakes.

วลี

Put someone in charge: มอบความรับผิดชอบหรืออำนาจให้ใครบางคน

Put someone in charge หมายถึงการมอบความรับผิดชอบและอำนาจให้บุคคลหนึ่งดูแลกลุ่ม งาน หรือสถานการณ์ โครงสร้างคือ put + บุคคล + in charge และมักตามด้วย of + ขอบเขตที่รับผิดชอบ ในประโยค people are put in charge เป็นรูปถูกกระทำ กล่าวคือ มีคนอื่นมอบอำนาจให้พวกเขา charge ในที่นี้หมายถึงอำนาจควบคุมหรือความรับผิดชอบ ไม่ได้หมายถึงราคาหรือข้อกล่าวหา

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมายที่หมายถึงได้รับมอบหมายความรับผิดชอบให้ถูกต้อง: The principal selected Ms. Lee to lead the event, so she was ____ of the event.

ดูคำตอบ

put in charge

Imagine you're put into a group of three people to make some important policy recommendations วลี

1:39

ลองนึกภาพว่าคุณถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสามคนเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ

วลี

จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ

ในประโยคนี้ make some important policy recommendations หมายถึงการจัดทำและเสนอคำแนะนำสำคัญเกี่ยวกับว่าควรกำหนดหรือปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างไร recommendations ในที่นี้คือข้อเสนอสำหรับประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การแนะนำสินค้า ในภาษาอังกฤษ make + recommendation เป็นคำที่ใช้คู่กันตามธรรมชาติ โดย make สื่อถึงการจัดทำหรือเสนอคำแนะนำ ส่วน policy ระบุว่าคำแนะนำนั้นเกี่ยวข้องกับด้านนโยบาย

แบบฝึกหัด

วลีใดหมายถึงการจัดทำคำแนะนำเพื่อช่วยชี้นำการตัดสินใจด้านนโยบายสาธารณะได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. perform policy recommendations
  2. make policy recommendations
  3. do policy recommendations
ดูคำตอบ

make policy recommendations

and you're told you're in charge of the group.

1:44

และได้รับแจ้งว่าคุณเป็นหัวหน้ากลุ่ม

A plate of five yummy cookies gets put in front of you, ไวยากรณ์

1:46

มีคุกกี้น่าอร่อยห้าชิ้นวางอยู่บนจานตรงหน้าพวกคุณ

ไวยากรณ์

Gets put: รูปถูกกระทำด้วย get + กริยาช่องที่ 3

ใน gets put โครงสร้าง get + กริยาช่องที่ 3 ทำหน้าที่เป็นรูปถูกกระทำ จานเป็นสิ่งที่ได้รับการกระทำ ไม่ได้เป็นผู้ทำกริยา put โดย put เป็นกริยาช่องที่ 3 ในที่นี้และรูปคำไม่เปลี่ยน รูปถูกกระทำที่ใช้ get มักนำเสนอเหตุการณ์ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประธาน หรือทำให้ประธานเข้าสู่สภาพหรือตำแหน่งใหม่ ผู้ที่วางจานถูกละไว้ เพราะจุดสำคัญคือการที่จานถูกวาง ไม่ใช่ผู้วาง

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ get + กริยาช่องที่ 3 เป็นรูปถูกกระทำได้ถูกต้อง

  1. Your photo gets uploading after you tap Save.
  2. Your photo gets uploaded after you tap Save.
  3. Your photo gets upload after you tap Save.
ดูคำตอบ

Your photo gets uploaded after you tap Save.

and naturally everybody takes one.

1:49

และแน่นอนว่าแต่ละคนหยิบไปคนละชิ้น

Do you take another?

1:51

คุณจะหยิบเพิ่มอีกชิ้นไหม?

It turns out in studies, the person in charge is most likely to take the fourth cookie

1:53

ผลการศึกษาพบว่า หัวหน้ากลุ่มมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะหยิบคุกกี้ชิ้นที่สี่

while everybody leaves the last one on the plate to be polite.

1:57

ส่วนทุกคนจะเหลือชิ้นสุดท้ายไว้บนจานตามมารยาท

So, are rude people just more likely to become rich, ลำดับความ

2:00

ถ้าอย่างนั้น เป็นเพราะคนหยาบคายมีแนวโน้มจะร่ำรวยมากกว่า

or does being rich make you worse?

2:03

หรือเพราะความร่ำรวยทำให้คุณกลายเป็นคนที่แย่ลง?

ลำดับความ

Are rude people more likely...? หรือ does being rich make you worse?: เหตุและผลสองทิศทาง

คำถามแบบเลือกด้วย or นำทิศทางของเหตุและผลที่เป็นไปได้สองทางมาวางคู่กัน ครึ่งแรกถามว่าคนที่หยาบคายอยู่แล้วมีโอกาสร่ำรวยในภายหลังมากกว่าหรือไม่ ส่วนครึ่งหลังถามว่าการร่ำรวยเปลี่ยนคนและทำให้พฤติกรรมของเขาแย่ลงหรือไม่ โครงสร้างนี้เปลี่ยนความเชื่อมโยงที่สังเกตพบให้เป็นคำถามวิจัย แทนที่จะถือว่าเป็นข้อพิสูจน์ สองความเป็นไปได้นี้ชี้ไปคนละทิศ และหลักฐานอาจสนับสนุนทั้งสองทาง ไม่สนับสนุนทั้งสองทาง หรือสนับสนุนคำอธิบายอื่นก็ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้มีหน้าที่หลักอะไร

  1. เปรียบเทียบทิศทางของเหตุและผลที่เป็นไปได้สองทางซึ่งตรงข้ามกัน
  2. ยืนยันว่าคนหยาบคายจะร่ำรวยเสมอ
  3. แสดงว่าความร่ำรวยกับความหยาบคายไม่เกี่ยวข้องกัน
ดูคำตอบ

เปรียบเทียบทิศทางของเหตุและผลที่เป็นไปได้สองทางซึ่งตรงข้ามกัน

Counter to what we might believe, ลำดับความ

2:06

ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราอาจคิด

ลำดับความ

Counter to what we might believe: ส่งสัญญาณถึงการหักมุมที่น่าประหลาดใจ

Counter to what we might believe เป็นวลีเปิดที่วางกรอบให้ข้อความซึ่งตามมา โดยบอกผู้ฟังว่าหลักฐานหรือข้อสรุปต่อไปนี้ขัดกับความคาดหมายทั่วไป what we might believe ฟังดูไม่ฟันธงและรวมผู้พูดกับผู้ฟังไว้ด้วยกัน ผู้พูดนำเสนอความคาดหมายนั้นว่าเป็นความคิดที่ใคร ๆ ก็อาจมี แทนที่จะพูดตรง ๆ ว่า “คุณคิดผิด” จึงทำให้การเปลี่ยนประเด็นดูไม่เผชิญหน้ามากเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตรงตามบทเรียนที่บอกว่าผลลัพธ์ขัดกับความคาดหมายร่วมกัน: ____, the simplest design was the hardest to use.

ดูคำตอบ

Counter to what we might believe

people who are the most likely to gain power in a group are actually the emotionally intelligent ones โน้ต

2:08

คนที่มีแนวโน้มจะได้อำนาจในกลุ่มมากที่สุดกลับเป็นคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์

วลี

Gain power: การได้มาซึ่งอำนาจหรืออิทธิพล

To gain power หมายถึงการได้มาซึ่งอำนาจ อิทธิพล หรือการควบคุมที่มากขึ้น ในประโยคนี้หมายถึงการที่คนคนหนึ่งมีอิทธิพลมากขึ้นภายในกลุ่ม ไม่ได้หมายถึงการได้รับพลังงานไฟฟ้า gain เน้นกระบวนการหรือผลของการได้มาซึ่งอำนาจ แต่ไม่ได้บอกว่าหลังจากนั้นอำนาจดังกล่าวถูกใช้อย่างไร

แบบฝึกหัด

วลีใดหมายถึงกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจโดยเฉพาะ ไม่ใช่การครอบครองหรือใช้อำนาจ?

  1. hold power
  2. exercise power
  3. gain power
ดูคำตอบ

gain power

การใช้คำ

Emotionally intelligent: เข้าใจและจัดการอารมณ์

Emotionally intelligent ใช้บรรยายคนที่สามารถรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น จัดการปฏิกิริยาทางอารมณ์ของตน และตอบสนองได้อย่างเหมาะสม ในที่นี้เป็นคำชมเกี่ยวกับทักษะทางสังคมและอารมณ์ ไม่ได้หมายถึงเพียงฉลาดด้านการเรียน และไม่ได้หมายถึงมีอารมณ์รุนแรง คำกริยาวิเศษณ์ emotionally ที่ลงท้ายด้วย -ly ขยายคำว่า intelligent เพื่อระบุว่าบุคคลนั้นแสดงความฉลาดในด้านใด

แบบฝึกหัด

ลีนาสังเกตว่าเพื่อนร่วมชั้นรู้สึกอาย จึงเปลี่ยนเรื่องอย่างนุ่มนวลและกลับไปถามไถ่ภายหลัง คำใดบรรยายทักษะของลีนาได้เหมาะสมที่สุด?

  1. intelligent
  2. emotional
  3. emotionally intelligent
ดูคำตอบ

emotionally intelligent

who focus on others, practice generosity, and aren't the bullies. วลี

2:13

ซึ่งใส่ใจผู้อื่น มีน้ำใจ และไม่ใช่คนที่ชอบรังแกคนอื่น

วลี

“Practice generosity” ในความหมายของการปฏิบัติตามคุณค่าอย่างต่อเนื่อง

ใน practice generosity คำว่า practice หมายถึงการนำคุณค่าหนึ่งมาปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ Generosity ถูกมองเป็นนิสัยที่ใช้ในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่ทักษะที่ซ้อมเพื่อการสอบหรือการแสดง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายพฤติกรรมที่บอกว่าคนเราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร โครงสร้าง practice + คุณค่า ยังใช้พูดถึงนิสัยที่ตั้งใจทำได้ เช่น practice kindness หรือ practice patience

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ทำให้พฤติกรรมเอื้อเฟื้อเป็นนิสัย” ลงในประโยค: Our class tries to ____ by sharing books and helping new students.

ดูคำตอบ

practice generosity

Studies even find that college students at the top of the social hierarchy การใช้คำ

2:18

งานวิจัยยังพบด้วยว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยที่อยู่บนสุดของลำดับชั้นทางสังคม

tend to be the most prosocial and compassionate versus selfish. โน้ต

2:21

มีแนวโน้มจะช่วยเหลือสังคมและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากที่สุด ไม่ใช่เห็นแก่ตัว

การใช้คำ

ลำดับเชิงเปรียบเทียบใน “at the top of the social hierarchy”

at the top of ในที่นี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ โดยหมายถึงตำแหน่งสูงสุดในการจัดอันดับ ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ social hierarchy คือการจัดลำดับคนตามสถานะ อิทธิพล หรือจุดยืนโดยเปรียบเทียบภายในกลุ่ม ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวหมายถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีสถานะทางสังคมสูงสุดในหมู่เพื่อน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาอยู่เหนือคนอื่นทางกายภาพ และไม่ได้หมายความโดยตัวมันเองว่าพวกเขาร่ำรวยที่สุด

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Jordan is at the top of the social hierarchy in her club,” วลีที่เน้นหมายถึงอะไร

  1. Jordan ยืนอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารชมรม
  2. Jordan มีเงินมากกว่าสมาชิกชมรมคนอื่นทุกคน
  3. Jordan มีสถานะหรืออิทธิพลโดยเปรียบเทียบสูงสุดในชมรม
ดูคำตอบ

Jordan มีสถานะหรืออิทธิพลโดยเปรียบเทียบสูงสุดในชมรม

ไวยากรณ์

tend to be: แสดงแนวโน้มโดยทั่วไป

ในประโยคนี้ tend to be บอกแนวโน้มโดยทั่วไป กล่าวคือนักศึกษาในกลุ่มที่กล่าวถึงมักมีพฤติกรรมเพื่อสังคมและมีความเห็นอกเห็นใจ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นจริงกับทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น โครงสร้าง ประธาน + tend to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้รายงานแบบแผนที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นหรือเกิดซ้ำ พร้อมลดความหนักแน่นของคำกล่าวอย่างเหมาะสม ในที่นี้ be คงรูปพื้นฐานหลัง to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “โดยปกติ แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง”: With clear instructions, new users ____ less anxious.

ดูคำตอบ

tend to be

การใช้คำ

prosocial: พฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

Prosocial ใช้อธิบายพฤติกรรมที่ช่วยเหลือผู้อื่นหรือส่งเสริมความร่วมมือและความเป็นอยู่ที่ดีของกลุ่ม ในที่นี้คำนี้บอกว่านักศึกษากระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และวางไว้ตรงข้ามกับ selfish คำนี้เป็นศัพท์ทางสังคมศาสตร์ที่เน้นทิศทางหรือผลของพฤติกรรม ไม่ได้หมายเพียงว่าชอบเข้าสังคม และการกระทำแบบ prosocial ก็ไม่จำเป็นต้องเสียสละโดยไม่เห็นแก่ตนเองอย่างสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

คำใดอธิบายพฤติกรรมที่สนับสนุนผู้อื่นหรือความเป็นอยู่ที่ดีของกลุ่มได้ดีที่สุด แทนที่จะหมายเพียงว่าชอบเข้าสังคม นักเรียนคนหนึ่งแบ่งปันบันทึกให้เพื่อนที่ขาดเรียนและช่วยทุกคนทำโครงงานกลุ่มให้เสร็จ

  1. sociable
  2. selfish
  3. polite
  4. prosocial
ดูคำตอบ

prosocial

It all goes back to our hunter-gatherer roots, โน้ต

2:25

ทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปถึงรากเหง้าสมัยที่บรรพบุรุษของเรายังเป็นนักล่าสัตว์และเก็บของป่า

where individuals who share their food and resources rise in ranks.

2:27

ซึ่งคนที่แบ่งปันอาหารและทรัพยากรของตนจะเลื่อนขึ้นไปอยู่ในลำดับที่สูงกว่า

กริยาวลี

goes back to: การย้อนหาต้นกำเนิด

ในประโยคนี้ goes back to หมายถึง “มีต้นกำเนิดจาก” หรือ “อธิบายได้ด้วย” วลีนี้เชื่อมโยงแนวคิดในปัจจุบันกับสังคมนักล่าและเก็บของป่าในอดีตอันไกลโพ้น ไม่ได้หมายความว่ามีใครเดินทางย้อนเวลากลับไปจริง ๆ ใช้ go back to + ช่วงเวลา เหตุการณ์ แหล่งที่มา หรือสาเหตุในอดีต เมื่อต้องการสืบย้อนว่าแนวคิด ธรรมเนียม หรือสถานการณ์หนึ่งเริ่มต้นจากที่ใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ go back to: This school tradition ____ a celebration held fifty years ago.

ดูคำตอบ

goes back to

วัฒนธรรม

hunter-gatherer roots: รากฐานทางสังคมยุคแรกของมนุษยชาติ

นักล่าและเก็บของป่าคือผู้คนในสังคมที่หาอาหารส่วนใหญ่ด้วยการล่าสัตว์ จับปลา และเก็บพืชป่า แทนการทำเกษตร ในที่นี้ hunter-gatherer roots หมายถึงต้นกำเนิดทางสังคมและวิวัฒนาการอันลึกซึ้งของมนุษย์ในสังคมเหล่านั้น Roots เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงแหล่งกำเนิดที่พฤติกรรมในเวลาต่อมาพัฒนาขึ้นมา วลีนี้ชี้ถึงอดีตร่วมกันของมนุษย์ ไม่ใช่ภูมิหลังครอบครัวส่วนตัวของผู้พูดหรือรากของพืช

แบบฝึกหัด

hunter-gatherer roots ในประโยคหมายถึงอะไร?

  1. ประวัติครอบครัวส่วนตัวของผู้พูด
  2. ต้นกำเนิดร่วมกันในยุคแรกของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับสังคมนักล่าและเก็บของป่า
  3. รากพืชที่เก็บมาเป็นอาหาร
ดูคำตอบ

ต้นกำเนิดร่วมกันในยุคแรกของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับสังคมนักล่าและเก็บของป่า

But this leads to the power paradox. การใช้คำ

2:31

แต่สิ่งนี้นำไปสู่ความย้อนแย้งของอำนาจ

To gain power, you need empathy, ลำดับความ

2:33

การจะได้มาซึ่งอำนาจ คุณต้องมีความเห็นอกเห็นใจ

but once you feel powerful, you become more self-focused.

2:35

แต่ทันทีที่คุณรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจ คุณก็จะสนใจตัวเองมากขึ้น

การใช้คำ

the power paradox: รูปแบบที่ดูเหมือนบั่นทอนตัวเองแต่สามารถอธิบายได้

the power paradox เป็นชื่อเรียกความตึงเครียดที่อธิบายในประโยคถัดไป กล่าวคือ ความเห็นอกเห็นใจช่วยให้คนคนหนึ่งมีอิทธิพล แต่ความรู้สึกว่าตนมีอำนาจอาจทำให้หันมาสนใจตัวเองและทำให้ความเห็นอกเห็นใจนั้นลดลง paradox ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงข้อขัดแย้งที่เป็นไปไม่ได้ในทางตรรกะ แต่หมายถึงผลลัพธ์ที่ดูเหมือนบั่นทอนตัวเอง จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมที่อยู่เบื้องหลังช่วยอธิบายได้ ชื่อนี้จึงรวบสองช่วงเข้าด้วยกันเป็นแนวคิดเดียว

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ the power paradox ตามที่ใช้ในที่นี้ได้ดีที่สุด

  1. คนเราจะมีอำนาจได้ก็ต่อเมื่อมุ่งสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น
  2. อำนาจและความเห็นอกเห็นใจไม่มีทางอยู่ร่วมกันในคนคนเดียวได้
  3. ความเห็นอกเห็นใจช่วยให้คนคนหนึ่งมีอิทธิพล แต่ความรู้สึกว่าตนมีอำนาจในภายหลังอาจทำให้ความเห็นอกเห็นใจนั้นลดลง
ดูคำตอบ

ความเห็นอกเห็นใจช่วยให้คนคนหนึ่งมีอิทธิพล แต่ความรู้สึกว่าตนมีอำนาจในภายหลังอาจทำให้ความเห็นอกเห็นใจนั้นลดลง

ลำดับความ

เพื่อให้ได้อำนาจมา……แต่เมื่อรู้สึกว่าตนมีอำนาจแล้ว……

ประโยคนี้วางเป้าหมายไว้ก่อนด้วย To gain power โดย to-infinitive ที่วางไว้ต้นประโยคบอกว่าเงื่อนไข you need empathy มีไว้เพื่อให้บรรลุผลอะไร จากนั้น but once พาข้อมูลไปสู่ช่วงหลังและนำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ขัดแย้งกัน กล่าวคือ หลังจากคนคนนั้นเริ่มรู้สึกว่าตนมีอำนาจ เขาจะมุ่งสนใจตัวเองมากขึ้น once ในที่นี้เป็นคำเชื่อมที่หมายถึง “เมื่อเข้าสู่สภาวะนั้นแล้ว” ไม่ได้บอกจำนวนครั้งที่สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น โครงสร้าง To ..., but once ... ช่วยย่อความแตกต่างระหว่างช่วงก่อนและหลังให้อยู่ในประโยคเดียว

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง To ... but once ... เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ earn trust, you need to listen, but ____ people begin relying on you, you must set clear boundaries.

ดูคำตอบ

To · once

You can even see this in the brain when using fMRI scans. วัฒนธรรม

2:39

เรามองเห็นเรื่องนี้ในสมองได้ด้วยการสแกน fMRI

วัฒนธรรม

การสแกน fMRI

fMRI เป็นตัวย่อภาษาอังกฤษของ functional magnetic resonance imaging หรือการสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเชิงหน้าที่ ในประโยคนี้ การสแกน fMRI คือการสร้างภาพสมองที่ใช้ประเมินว่าบริเวณใดทำงานมากหรือน้อย โดยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือด หลักฐานนี้เป็นหลักฐานทางอ้อม การสแกนไม่ได้ถ่ายภาพความคิดหรืออ่านเนื้อหาของความคิด ในที่นี้ fMRI ช่วยให้ผู้เขียนเปลี่ยนจากข้อสังเกตด้านพฤติกรรมไปสู่หลักฐานเกี่ยวกับกิจกรรมในบริเวณต่าง ๆ ของสมอง

แบบฝึกหัด

ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ การสแกน fMRI ให้ข้อมูลอะไร?

  1. บันทึกความคิดส่วนตัวของบุคคลโดยตรง
  2. แสดงการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดที่สัมพันธ์กับกิจกรรมสมอง
  3. วัดเฉพาะรูปร่างภายนอกของกะโหลกศีรษะ
ดูคำตอบ

แสดงการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดที่สัมพันธ์กับกิจกรรมสมอง

Areas like the prefrontal cortex that activate when understanding mental states โน้ต

2:43

สมองส่วนต่าง ๆ อย่างเปลือกสมองส่วนหน้า ซึ่งจะทำงานเมื่อเราทำความเข้าใจสภาวะจิตใจ

or considering the thoughts of others show less activity in those with a higher social class.

2:47

หรือพิจารณาความคิดของผู้อื่น กลับทำงานน้อยลงในผู้ที่อยู่ในชนชั้นทางสังคมสูงกว่า

การใช้คำ

พรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์

The prefrontal cortex หมายถึงพรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์ หรือส่วนหน้าของเปลือกสมองใหญ่ ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังหน้าผากโดยประมาณ ในประโยคนี้ คำดังกล่าวเป็นชื่อบริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำความเข้าใจสภาวะทางจิตใจและพิจารณาความคิดของผู้อื่น ถ้อยคำ areas like the prefrontal cortex นำเสนอบริเวณนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง ไม่ใช่บริเวณเดียวที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ประโยคกล่าวว่าบริเวณดังกล่าวมีกิจกรรมน้อยกว่าในกลุ่มที่อธิบายไว้ แต่ไม่ได้อ้างว่าบริเวณเดียวนี้ทำงานโดยลำพังหรือเป็นสมองทั้งหมด

แบบฝึกหัด

areas like the prefrontal cortex ในประโยคสื่อความหมายอะไร?

  1. พรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์เป็นตัวอย่างหนึ่งของบริเวณสมองที่เกี่ยวข้อง
  2. พรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์เป็นบริเวณสมองเพียงแห่งเดียวที่เกี่ยวข้อง
  3. Prefrontal cortex หมายถึงสมองทั้งหมด
ดูคำตอบ

พรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์เป็นตัวอย่างหนึ่งของบริเวณสมองที่เกี่ยวข้อง

ไวยากรณ์

when understanding ... or considering: อนุประโยค when แบบย่อที่มีรูปขนานกัน

ในประโยคนี้ when นำเข้าสู่สถานการณ์ที่บริเวณสมองเหล่านั้นทำงาน understanding mental states และ considering the thoughts of others เป็นวลี -ing สองวลีที่มีรูปแบบขนานกันและเชื่อมด้วย or โดย or ใช้แจกแจงกิจกรรมที่เป็นไปได้สองอย่าง ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ข้อความนี้ย่ออนุประโยคที่สมบูรณ์กว่า เช่น when a person understands mental states or considers other people's thoughts ผู้ทำกริยาสามารถเข้าใจได้จากบริบท จึงละประธานและใช้รูป -ing กับกิจกรรมทั้งสองอย่าง

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดเติมประโยคนี้ได้ถูกต้องโดยทำให้เป็นอนุประโยค when แบบย่อที่มีรูปขนานกัน? Analysts should remain cautious when interpreting limited data or ... alternative explanations.

  1. they consider
  2. considered
  3. considering
  4. to consider
ดูคำตอบ

considering

Poor people also have a greater ability to assess the emotional states of others, วลี

2:52

คนจนยังประเมินสภาวะอารมณ์ของผู้อื่นได้เก่งกว่า

วลี

have a greater ability to assess: การเปรียบเทียบความสามารถแบบเป็นทางการ

โครงสร้าง have + a/an + คำคุณศัพท์ + ability + to-infinitive นำเสนอความสามารถในรูปนามวลี ในที่นี้ to assess ระบุการกระทำที่ความสามารถนั้นใช้กับ ส่วน greater เปรียบเทียบระดับของความสามารถดังกล่าวกับอีกกลุ่มหนึ่ง รูปแบบนี้พบบ่อยในการวิเคราะห์ที่เป็นทางการ เพราะทำให้ตัวความสามารถเป็นหัวข้อหลัก มีความชัดเจนและเน้นคำนามมากกว่าการพูดเพียง can assess โดย greater หมายถึงความสามารถที่สูงกว่า ไม่ใช่จำนวนคนที่มากกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปรียบเทียบความสามารถแบบเป็นทางการที่เป็นเป้าหมาย: Researchers with specialist training ____ subtle risks than novices.

ดูคำตอบ

have a greater ability to assess

have more interpersonal interactions, greater eye contact, head nodding, and laughing

2:56

มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากกว่า สบตามากกว่า พยักหน้าและหัวเราะมากกว่า

compared to richer people who are more likely to self-groom, fidget, or doodle. การใช้คำ

3:01

เมื่อเทียบกับคนรวยที่มีแนวโน้มจะลูบผมหรือจัดเสื้อผ้าตัวเอง กระสับกระส่าย หรือขีดเขียนเล่น

การใช้คำ

การเลือกระหว่าง self-groom, fidget และ doodle

ในรายการนี้ self-groom, fidget และ doodle เป็นชื่อของพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้สามอย่างซึ่งไม่ได้มุ่งไปที่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น self-groom หมายถึงการจัดหรือทำความสะอาดรูปลักษณ์ของตนเอง fidget หมายถึงการขยับเล็ก ๆ อย่างกระสับกระส่าย และ doodle หมายถึงการวาดรูปหรือรูปร่างง่าย ๆ อย่างใจลอย คำกริยาทั้งสามอยู่ภายใต้ขอบเขตของ more likely to และเชื่อมกันด้วย or ในฐานะพฤติกรรมทางเลือก พฤติกรรมเหล่านี้ต่างจากการสบตา การพยักหน้า และการหัวเราะ แต่ไม่ใช่คำที่มีความหมายเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

นักเรียนคนหนึ่งขยับตัวบนเก้าอี้และเคาะเท้าอยู่เรื่อย ๆ เพราะรู้สึกกระสับกระส่าย คำกริยาใดอธิบายพฤติกรรมนี้ได้ดีที่สุด

  1. fidget
  2. doodle
  3. self-groom
ดูคำตอบ

fidget

One possible explanation for this is that people with less materials, resources, and privilege ลำดับความ

3:05

คำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้คือ คนที่มีทรัพย์สิน ทรัพยากร และสิทธิพิเศษน้อยกว่า

rely more on others to meet their needs, วลี

3:10

ต้องพึ่งพาผู้อื่นมากกว่าเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ

ลำดับความ

One possible explanation for this is that: การนำเสนอสาเหตุที่ยังไม่แน่นอน

รูปแบบนี้ใช้ this เพื่อย้อนอ้างถึงสิ่งที่เพิ่งสังเกตและกล่าวถึง จากนั้นใช้อนุประโยค that เพื่อนำเสนอสาเหตุที่คาดไว้ รูปแบบนี้จัดลำดับการอธิบายจากผลที่สังเกตเห็นไปยังเหตุผลที่เป็นไปได้: One possible explanation for this is that + อนุประโยค One และ possible ช่วยลดความหนักแน่นของข้อกล่าวอ้าง ผู้พูดกำลังเสนอคำอธิบายเชิงกลไกที่สมเหตุสมผล ไม่ได้บอกว่าได้รับการพิสูจน์แล้วหรือเป็นคำอธิบายเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบการอธิบายอย่างระมัดระวังจากบทเรียนให้ตรงทุกคำ: The café has been quieter since the road closed. ____ customers can no longer park nearby.

ดูคำตอบ

One possible explanation for this is that

วลี

การพึ่งพาและจุดประสงค์ใน rely on others to meet their needs

ในที่นี้ rely more on others หมายถึงพึ่งพาคนอื่นในระดับที่มากขึ้น คำว่า more ขยาย rely จึงเป็นการเปรียบเทียบระดับของการพึ่งพา ไม่ใช่จำนวนคนที่พึ่งพา โครงสร้าง rely on someone to do something ระบุทั้งว่าใครเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและคาดหวังให้คนนั้นทำอะไร Meet their needs หมายถึงตอบสนองหรือจัดหาสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการ ไม่ได้ใช้ meet ในความหมายตามตัวอักษรว่า “พบ” ในบริบทนี้ their หมายถึงคนที่กำลังพึ่งพาผู้อื่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง rely on someone to meet needs: The shelter ____ local volunteers ____ residents' basic needs.

ดูคำตอบ

relies on · to meet

and this creates a pressure to be more emotionally intelligent.

3:12

จึงเกิดแรงกดดันให้พวกเขาต้องมีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น

So, of course, not all rich people are jerks, น้ำเสียง/เจตนา

3:16

แน่นอนว่า ไม่ใช่คนรวยทุกคนจะนิสัยแย่

but in general, as your wealth increases, your empathy decreases, ไวยากรณ์

3:19

แต่โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งคุณร่ำรวยขึ้นเท่าไร ความเห็นอกเห็นใจของคุณก็ยิ่งลดลง

ไวยากรณ์

as your wealth increases, your empathy decreases: ใช้ as เชื่อมแนวโน้มสองอย่างที่เปลี่ยนแปลง

ในที่นี้ as เชื่อมสถานการณ์สองอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลง: ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ขณะที่ความเห็นอกเห็นใจลดลง รูปแบบคู่ขนาน as + ประธาน + กริยา, ประธาน + กริยา ใช้แสดงว่าตัวแปรหนึ่งเปลี่ยนไปพร้อมกับอีกตัวแปรอย่างไร your ในที่นี้ใช้กล่าวถึงคนทั่วไป ไม่ได้หมายถึงผู้ฟังคนใดคนหนึ่ง เมื่อใช้ร่วมกับ in general จึงแสดงว่าประโยคนี้กล่าวถึงแนวโน้มโดยรวม ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน และไม่ได้พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลโดยอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

ใช้คำใบ้ 'the temperature falls' เพื่อเติมประโยคแนวโน้มด้วยอนุประโยค as: ____, the need for heating increases.

ดูคำตอบ

As the temperature falls

making rich people statistically more likely to be jerks. ไวยากรณ์

3:23

ทำให้ในทางสถิติ คนรวยมีแนวโน้มจะนิสัยแย่มากกว่า

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ of course, not all ... เพื่อจำกัดการกล่าวเหมารวม

ใน of course, not all rich people are jerks คำว่า of course ทำให้ข้อจำกัดนี้ดูเป็นสิ่งที่ผู้พูดคาดว่าผู้ฟังจะยอมรับ ส่วน not all ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างแบบเด็ดขาดว่าคนรวยทุกคนตรงกับคำบรรยายนี้ หมายความว่าอย่างน้อยบางคนไม่ควรถูกติดป้ายเช่นนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครตรงกับคำบรรยายเลย การขึ้นต้นเช่นนี้จำกัดขอบเขตของข้อความเกี่ยวกับกลุ่ม ก่อนที่ผู้พูดจะกล่าวถึงแนวโน้มทางสถิติ จึงช่วยป้องกันไม่ให้ข้อความเกี่ยวกับสิ่งที่โดยทั่วไปมีแนวโน้มมากกว่า ถูกเข้าใจว่าเป็นข้อยืนยันเกี่ยวกับทุกคน

แบบฝึกหัด

“Of course, not all rich people are jerks” มีหน้าที่ทางวาทกรรมอย่างไรก่อนกล่าวถึงแนวโน้มทางสถิติ?

  1. วลีนี้ตัดข้อกล่าวอ้างที่ใช้กับทุกคนออก ก่อนที่ผู้พูดจะกล่าวถึงแนวโน้มทั่วไป
  2. วลีนี้บอกว่าผู้พูดได้ถอนแนวโน้มทั่วไปทั้งหมดแล้ว
  3. วลีนี้บอกว่าคนรวยไม่มีทางประพฤติตัวแย่ได้เลย
ดูคำตอบ

วลีนี้ตัดข้อกล่าวอ้างที่ใช้กับทุกคนออก ก่อนที่ผู้พูดจะกล่าวถึงแนวโน้มทั่วไป

ไวยากรณ์

making rich people statistically more likely: วลี -ing ที่บอกผลลัพธ์

วลี making หลังเครื่องหมายจุลภาคบอกผลที่เกิดจากอนุประโยคก่อนหน้าทั้งหมด สามารถขยายเป็น which makes ... ได้ กล่าวคือ แนวโน้มเรื่องความมั่งคั่งและความเห็นอกเห็นใจก่อนหน้านี้ส่งผลให้ในเชิงสถิติ คนรวยมีโอกาสเป็นคนนิสัยแย่มากขึ้น making ในที่นี้เป็นรูป present participle ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรูป progressive ภายในวลีนี้ make ใช้รูปแบบ make + คำนาม + วลีคุณศัพท์: making + rich people + statistically more likely คำว่า statistically จำกัดข้อสรุปให้อยู่ในระดับแนวโน้มของกลุ่มที่วัดได้ ส่วน more likely หมายถึงความเป็นไปได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ความแน่นอน

แบบฝึกหัด

ใช้คำใบ้ 'make delays more likely' เพื่อเติมประโยคด้วยวลีบอกผลแบบเครื่องหมายจุลภาค + -ing: Heavy snow covered the tracks, ____.

ดูคำตอบ

making delays more likely

For today's video, we've teamed up with Audible, กริยาวลี

3:27

สำหรับวิดีโอวันนี้ เราได้ร่วมมือกับ Audible

กริยาวลี

teamed up with: การประกาศความร่วมมือ

ในประโยคนี้ “we've teamed up with Audible” หมายความว่าผู้สร้างวิดีโอกับ Audible ได้สร้างความร่วมมือกันสำหรับวิดีโอนี้ team ทำหน้าที่เป็นคำกริยา ส่วน up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนขึ้นด้านบน รูป present perfect ใน “we've teamed up” นำเสนอว่าความร่วมมือนี้เพิ่งเกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน จึงเป็นธรรมชาติเมื่อต้องประกาศผู้สนับสนุนหรือพันธมิตรโครงการในปัจจุบัน โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ team up with + บุคคลหรือองค์กร

แบบฝึกหัด

เติมประกาศความร่วมมือด้วยกริยาวลีจากบทเรียน: For our school podcast, we've ____ with the local library to record a history series.

ดูคำตอบ

teamed up

who's offering everybody who's watching this video a chance to try them out for free for 30 days. กริยาวลี

3:29

ซึ่งมอบโอกาสให้ทุกคนที่กำลังดูวิดีโอนี้ทดลองใช้บริการฟรี 30 วัน

กริยาวลี

try them out: ทดลองก่อนตัดสินใจ

ใน try them out คำว่า try out หมายถึงการใช้หรือสัมผัสบริการเป็นเวลาจำกัดเพื่อดูว่าเหมาะกับเราหรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่าจะใช้ต่อหรือไม่ out เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีที่แยกคำได้ ไม่ได้หมายถึงการออกไปข้างนอก คำสรรพนามที่เป็นกรรม them ต้องอยู่ระหว่าง try กับ out: try them out หากกรรมเป็นคำนาม สามารถใช้ทั้ง try the service out และ try out the service ได้ โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ try + คำสรรพนาม + out

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ try out และคำสรรพนาม them: Before we buy the tablets for the class, let's ____.

ดูคำตอบ

try them out

All you have to do is go to audible.com/asap or text asap to 500-500, ไวยากรณ์

3:34

เพียงเข้าไปที่ audible.com/asap หรือส่งข้อความคำว่า asap ไปที่ 500-500

download your first title, and start listening.

3:39

ดาวน์โหลดหนังสือเรื่องแรก แล้วเริ่มฟังได้เลย

ไวยากรณ์

All you have to do is + กริยารูปพื้นฐาน

All you have to do is ใช้นำเสนอการกระทำหนึ่งอย่างหรือชุดการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขเดียวที่จำเป็นต่อการบรรลุผลลัพธ์ ทำให้คำแนะนำฟังดูเรียบง่ายและจัดการได้ แทนที่จะเพิ่มภาระหน้าที่ใหม่ เมื่ออนุประโยคที่มี all มีคำว่า do ส่วนเติมเต็มหลัง is สามารถเริ่มด้วยกริยารูปพื้นฐานได้ทันที เช่น is go กริยาที่เชื่อมต่อกันอย่าง download และ start ก็อยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกันได้ ในตัวอย่างมีหลายการกระทำตามหลัง is แต่ทั้งชุดถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมาย all + have to do + be: To open the file, ____ double-click its name.

ดูคำตอบ

all you have to do is

Listening is the best way to finish the content that you love while doing the things you love. ไวยากรณ์

3:41

การฟังคือวิธีที่ดีที่สุดในการดื่มด่ำกับเนื้อหาที่คุณรักจนจบ ขณะทำสิ่งที่คุณชอบไปด้วย

ไวยากรณ์

while doing ...: การกระทำพร้อมกันด้วย while + -ing

While doing the things you love เป็นอนุประโยคบอกเวลาที่ลดรูป ในที่นี้ while หมายถึงในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้น doing จึงบรรยายกิจกรรมเบื้องหลังที่เกิดขึ้นพร้อมกับการฟังเนื้อหาให้จบ while ตรงนี้ไม่ได้มีความหมายเชิงเปรียบต่างแบบ whereas ผู้กระทำที่ละไว้ของ doing คือ you แบบกล่าวทั่วไปคนเดียวกับที่ฟังเนื้อหาให้จบ เมื่อผู้กระทำเป็นคนเดียวกันและเข้าใจได้ชัดเจน while + -ing สามารถแทนอนุประโยคเต็มอย่าง while you are doing ได้ ทำให้ประโยคกระชับขึ้น

แบบฝึกหัด

รวมข้อเท็จจริงด้วยอนุประโยค while แบบลดรูป: Mia checked her email. Mia was waiting for the train. Mia checked her email ____ for the train.

ดูคำตอบ

while waiting

And Audible has the largest selection of audiobooks on this here said planet, วลี

3:45

และ Audible ก็มีหนังสือเสียงให้เลือกมากที่สุดบนดาวเคราะห์ใบนี้

วลี

the largest selection of audiobooks: ขอบเขตตัวเลือกและคำกล่าวอ้างขั้นสูงสุด

ในประโยคนี้ the selection of audiobooks หมายถึงขอบเขตหรือชุดของชื่อหนังสือเสียงที่มีให้เลือก ในที่นี้ selection หมายถึงกลุ่มตัวเลือกที่มีอยู่ ไม่ใช่การลงมือเลือกเพียงหนึ่งรายการ largest เป็นรูปขั้นสูงสุดของ large วลีนี้อ้างว่า Audible มีตัวเลือกหนังสือเสียงมากกว่าบริการอื่นทุกบริการในกลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบโดยนัย ในบริบทการประชาสัมพันธ์นี้ วลีดังกล่าวทำหน้าที่เป็นคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the largest selection of audiobooks กล่าวอ้างว่าอย่างไร?

  1. บริการนี้มีชื่อหนังสือเสียงให้เลือกมากกว่าบริการอื่นทุกแห่งในขอบเขตการเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้อง
  2. บริการนี้ขายเฉพาะหนังสือเสียงที่ยาวที่สุด
  3. บริการนี้เลือกหนังสือเสียงหนึ่งเล่มอย่างรอบคอบกว่าบริการอื่น
ดูคำตอบ

บริการนี้มีชื่อหนังสือเสียงให้เลือกมากกว่าบริการอื่นทุกแห่งในขอบเขตการเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้อง

like our recommendation for today, which is The Influential Mind by Tali Sharot.

3:49

อย่างหนังสือแนะนำของเราในวันนี้ The Influential Mind โดย Tali Sharot

And she looks into how data isn't always the best way to change somebody's mind, โน้ต

3:53

ในหนังสือเล่มนี้ เธอสำรวจว่าทำไมข้อมูลจึงไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนใจใครเสมอไป

กริยาวลี

looks into: ตรวจสอบประเด็นอย่างละเอียด

looks into หมายถึงตรวจสอบหรือศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างละเอียดเพื่อให้เข้าใจ ในที่นี้เธอศึกษาประเด็นว่าข้อมูลส่งผลต่อการโน้มน้าวอย่างไร วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการมองเข้าไปข้างในสิ่งใดด้วยตา look into สามารถตามด้วยนามวลีหรืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำ wh ได้ ใน looks into how data isn't always the best way to change somebody's mind อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how คือหัวข้อที่กำลังศึกษา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย phrasal verb สองคำที่หมายถึงตรวจสอบ: The safety team will ____ the cause of the alarm.

ดูคำตอบ

look into

วลี

change somebody's mind: ทำให้ใครบางคนเปลี่ยนความคิด

Change somebody's mind หมายถึงทำให้บุคคลนั้นยอมรับความคิดเห็น ความเชื่อ หรือการตัดสินใจที่ต่างออกไป รูปแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามบุคคลที่ได้รับผล เช่น change my mind, change her mind หรือ change the voters' minds วลีนี้มีความหมายเชิงเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ประธานทางไวยากรณ์คือบุคคล หลักฐาน หรือประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วน somebody ระบุว่าความคิดเห็นของใครเปลี่ยนไป วลีนี้หมายถึงการเปลี่ยนมุมมอง ไม่ใช่การเปลี่ยนสมองทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยรูปที่เหมาะสมของ change somebody's mind: Lena rejected the proposal at first, but the new evidence may ____.

ดูคำตอบ

change her mind

and instead looks at how our minds actually operate when we're forming opinions or trying to make arguments. วลี

3:57

แต่หันมาดูว่าความคิดของเราทำงานอย่างไรจริง ๆ ตอนที่เรากำลังก่อร่างความคิดเห็นหรือพยายามสร้างข้อโต้แย้ง

วลี

forming opinions ... make arguments: สร้างความคิดเห็นและเสนอเหตุผลโต้แย้ง

Form an opinion หมายถึงพัฒนาหรือได้ข้อสรุปเป็นมุมมองหนึ่ง Form แสดงให้เห็นว่าความคิดเห็นกำลังก่อตัวขึ้น ไม่ได้หมายถึงเพียงพูดความคิดเห็นที่มีอยู่แล้วออกมา Make an argument หมายถึงสร้างหรือนำเสนอเหตุผลที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้าง ในที่นี้ argument หมายถึงชุดเหตุผลที่มีหลักรองรับ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทะเลาะกันอย่างรุนแรง ประโยคนี้เปรียบต่างระหว่างการสร้างมุมมองกับการนำเสนอเหตุผลเพื่อสนับสนุนมุมมองนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยกลุ่มคำเป้าหมายสองกลุ่ม: People often ____ from limited information and then ____ to defend them.

ดูคำตอบ

form opinions · make arguments

Audible allows you to switch seamlessly between devices, วลี

4:02

Audible ให้คุณสลับใช้งานระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างราบรื่น

whether it's your car, your tablet, or your phone. ไวยากรณ์

4:05

ไม่ว่าคุณจะฟังผ่านรถยนต์ แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์

วลี

switch seamlessly between devices: สลับระหว่างอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง

Switch seamlessly between devices หมายถึงการเปลี่ยนจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งโดยแทบไม่มีการสะดุดที่สังเกตได้ Seamlessly เน้นว่าประสบการณ์ดำเนินต่ออย่างราบรื่น โดยบริการยังคงตำแหน่งหรือสถานะเดิมไว้แทนที่จะให้คุณเริ่มใหม่ ในที่นี้ between ใช้แนะนำชุดตัวเลือกของอุปกรณ์ หากแต่ละตัวเลือกได้รับการระบุอย่างชัดเจน between สามารถใช้กับสามตัวเลือกขึ้นไปได้ ดังนั้นจึงเป็นธรรมชาติแม้ประโยคจะกล่าวถึงรถ แท็บเล็ต และโทรศัพท์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึงการเปลี่ยนระหว่างอุปกรณ์โดยไม่มีการสะดุดที่สังเกตได้: This account lets you ____ without losing your place.

ดูคำตอบ

switch seamlessly between devices

ไวยากรณ์

whether it's A, B, or C: ไม่ว่าจะเป็น A, B หรือ C

Whether it's A, B, or C ใช้แนะนำหลายกรณีที่เป็นไปได้และบอกว่าข้อความหลักใช้ได้กับทุกกรณี ในประโยคนี้ Audible ใช้งานได้ในทุกสภาพแวดล้อมที่ระบุ ผู้พูดไม่ได้ขอให้ผู้ฟังเลือกหรือระบุเพียงข้อเดียว อนุประโยคนี้มักตามหลังข้อความกว้าง ๆ แล้วทำให้ขอบเขตชัดเจนขึ้นด้วยการยกตัวอย่าง มีความหมายใกล้กับ no matter whether it is A, B, or C แต่รูปที่สั้นกว่าจะเป็นธรรมชาติในการพูดและคำอธิบายทั่วไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสองคำที่หมายถึง “ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขใด”: The picnic will go ahead, ____ sunny, cloudy, or cool.

ดูคำตอบ

whether it's

It will always keep you up to date on where you last left off. โน้ต

4:07

และจะจดจำไว้เสมอว่าครั้งก่อนคุณฟังค้างไว้ตรงไหน

วลี

keep you up to date on: การอัปเดตอย่างต่อเนื่อง

keep someone up to date on something หมายถึงการคอยให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งแก่ใครบางคนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนนั้นรับรู้สถานการณ์อยู่เสมอ ในประโยคนี้ ระบบคอยแจ้งให้ผู้ฟังทราบตำแหน่งที่หยุดฟังไว้ครั้งก่อนอย่างแม่นยำ โครงสร้างคือ keep + บุคคล + up to date + on + หัวข้อหรืออนุประโยคคำถาม keep แสดงว่าสภาวะของการรับรู้ข้อมูลยังคงดำเนินต่อไป ส่วน on นำเข้าสิ่งที่ข้อมูลอัปเดตกล่าวถึง และ up to date หมายถึงข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่เส้นตายตามวันที่ในปฏิทิน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “คอยให้ข้อมูลล่าสุดแก่คุณ”: This app will ____ your delivery status.

ดูคำตอบ

keep you up to date on

กริยาวลี

left off: จุดที่กิจกรรมหยุดลง

ในที่นี้ left off เป็นรูปอดีตของ leave off และหมายถึง “หยุดที่จุดหนึ่งของกิจกรรม” ดังนั้น where you last left off จึงระบุตำแหน่งหรือขั้นตอนที่ผู้ฟังเคยหยุดไว้ก่อนหน้านี้ การใช้นี้พบได้บ่อยเมื่อกิจกรรมนั้นสามารถกลับมาทำต่อภายหลังได้ เช่น การอ่าน การดู การสนทนา หรือการทำงาน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ where + ประธาน + left off โดยมักตามหลัง continue, resume, start หรือ pick up

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “เคยหยุดไว้ที่จุดหนึ่งก่อนหน้านี้”: After lunch, we'll continue the discussion from where we ____.

ดูคำตอบ

left off

That's audible.com/asap or text asap to 500-500.

4:10

เข้าไปที่ audible.com/asap หรือส่งข้อความคำว่า asap ไปที่ 500-500

Thank you again, as always, for watching,

4:16

เช่นเคย ขอขอบคุณอีกครั้งที่รับชม

and we will see you next Thursday for a new science video.

4:18

แล้วพบกันวันพฤหัสบดีหน้ากับวิดีโอวิทยาศาสตร์ตอนใหม่