วิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์อึดอัด - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
437 คำ 176 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายการใช้ภาษาทางอ้อมของผู้พูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ทางสังคมที่ชวนอึดอัดสามแบบ ได้แก่ การส่งสัญญาณว่าแขกที่อยู่นานควรกลับได้แล้ว การปฏิเสธอาหารเพิ่มโดยไม่ทำให้คนทำเสียความรู้สึก และการปฏิเสธคำชวนไปพบกันโดยไม่ทำเหมือนปฏิเสธตัวบุคคลโดยตรง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. have you seen the time? — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่าคำถามนี้ไม่ได้ต้องการรู้เวลาเสมอไป หากดึกแล้วและแขกอยู่มานาน ก็อาจเป็นคำใบ้อย่างสุภาพว่าควรจบการเยี่ยมเยียนได้แล้ว การพิจารณาบริบทจึงช่วยให้จับเจตนาที่แท้จริงของเจ้าบ้านได้ แทนที่จะเข้าใจว่าเป็นเพียงคำถามเรื่องเวลา 2. Oh, that was lovely, but — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เรียนรู้การกล่าวชมก่อน แล้วใช้ but เปลี่ยนไปสู่การปฏิเสธเมื่อไม่ต้องการกินเพิ่ม ลำดับเช่นนี้แสดงการเห็นคุณค่าความพยายามของคนทำอาหารก่อนบอกขีดจำกัดของตน จึงพูดได้ว่ากินต่อไม่ไหวโดยไม่ฟังเหมือนกำลังตำหนิรสชาติอาหาร 3. already have plans — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เข้าใจว่า plans ในที่นี้หมายถึงนัดหมายหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้แล้ว ไม่ใช่เอกสารแผนงาน ใช้กลุ่มคำที่เป็นธรรมชาตินี้เพื่อปฏิเสธคำชวนโดยอ้างถึงตารางของตน แทนการพูดตรง ๆ ว่าไม่อยากพบ ซึ่งช่วยลดโอกาสทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Have you ever wanted somebody to leave your house ไวยากรณ์

0:00

คุณเคยอยากให้ใครสักคนออกจากบ้านคุณ

if they've stayed for too long?

0:02

ถ้าพวกเขาอยู่มานานเกินไปไหม?

ไวยากรณ์

Have you ever wanted ...? การถามว่าเคยมีความต้องการนี้จนถึงปัจจุบันหรือไม่

คำถาม Have you ever wanted ...? ใช้ถามว่าตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ ผู้ฟังเคยมีความต้องการบางอย่างในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตหรือไม่ have wanted เป็น present perfect และ ever หมายถึง “เคยในช่วงเวลาใดก็ตาม” ใช้โครงสร้างนี้เมื่อไม่ได้ระบุเวลาในอดีตที่จบไปแล้วอย่างชัดเจน เช่น yesterday คำถามแบบนี้เปิดให้ผู้ฟังนึกถึงประสบการณ์ใดก็ได้ที่ตรงกับเรื่องนั้น จึงเหมาะสำหรับใช้เปิดหัวข้อสนทนา

แบบฝึกหัด

เติมคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ด้วยโครงสร้าง Have you ever wanted: ____ to try painting?

ดูคำตอบ

Have you ever wanted

Have you ever not wanted to finish something

0:04

คุณเคยไม่อยากทานอะไรบางอย่างให้หมด

that somebody has cooked for you?

0:06

ที่ใครบางคนทำมาให้คุณไหม?

How about saying no to someone ไวยากรณ์

0:08

แล้วการปฏิเสธใครสักคน

who wants to meet up with you? กริยาวลี

0:10

ที่อยากจะมาเจอกับคุณล่ะ?

ไวยากรณ์

How about saying ...? การใช้รูป -ing

How about + คำกริยา-ing ใช้เสนอการกระทำหรือนำการกระทำนั้นมาเป็นหัวข้อถัดไปได้ ในที่นี้ How about saying no ... นำสถานการณ์การปฏิเสธคำขอนัดพบมาเป็นหัวข้อถัดไป ไม่ได้เป็นคำสั่งโดยตรง About เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาที่ตามหลังจึงต้องอยู่ในรูป -ing คือ saying ไม่ใช่ say

แบบฝึกหัด

ใช้ take ในโครงสร้าง How about + คำกริยา-ing: ____ the train tomorrow?

ดูคำตอบ

How about taking

กริยาวลี

meet up with someone: พบหรือเจอกับใครสักคน

Meet up with someone หมายถึงนัดพบหรือไปเจอกับใครสักคน โดยปกติมักเป็นการพบกันแบบสบาย ๆ ในบริบททางสังคมและอาจนัดหมายกันไว้ก่อน สำนวนนี้เน้นการไปพบกันตามแผน ไม่ใช่แค่บังเอิญเจอใคร โครงสร้างคือ meet up with + คน โดย with จะนำหน้าคนที่เราจะไปพบ ในประโยคเดิม meet up with you หมายถึงการไปพบคุณในบริบททางสังคม ไม่ได้หมายถึงการบังเอิญเจอคุณ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่เป็นธรรมชาติสำหรับการนัดเจอกันแบบสบาย ๆ: Let's ____ our friends at the library.

ดูคำตอบ

meet up with

In English,

0:16

ในภาษาอังกฤษ

we don't really say these things directly. น้ำเสียง/เจตนา

0:17

เรามักจะไม่พูดสิ่งเหล่านี้ตรง ๆ

Instead,

0:19

แต่ทว่า

we use indirect language.

0:20

เราจะใช้ภาษาทางอ้อม

น้ำเสียง/เจตนา

we don't really say these things directly: เรามักไม่พูดเรื่องเหล่านี้ตรง ๆ

ประโยคนี้หมายความว่า ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วน เช่น การปฏิเสธหรือการขอร้องเรื่องที่พูดยาก ผู้พูดภาษาอังกฤษมักหลีกเลี่ยงการพูดความหมายออกมาตรงที่สุด นี่เป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่พบได้ทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัวของภาษาอังกฤษ Really ช่วยลดความหนักแน่นของการพูดแบบเหมารวม หมายถึง “โดยทั่วไปมักไม่” ไม่ใช่ “ไม่เคยเลย” ผู้พูดกำลังแนะนำการใช้ภาษาทางอ้อม เช่น การบอกเป็นนัย การให้เหตุผล หรือการลดแรงกดดันที่มีต่ออีกฝ่าย

แบบฝึกหัด

พิจารณาข้อความนี้: ประโยคนี้หมายความว่า ภาษาอังกฤษไม่อนุญาตให้คนพูดคำขอโดยตรงเลย

  1. ไม่ถูก
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ไม่ถูก

For example,

0:22

ตัวอย่างเช่น

you wouldn't say, ไวยากรณ์

0:23

คุณคงไม่พูดว่า

"Hi, is it all right if you leave my house, น้ำเสียง/เจตนา

0:24

"สวัสดี คุณจะออกจากบ้านฉันได้ไหม

please?"

0:27

ได้โปรด?"

ไวยากรณ์

you wouldn't say: สิ่งที่ปกติไม่พูดหรือไม่ควรพูด

ใน you wouldn't say ... คำว่า wouldn't ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ได้พูดบางอย่างในอดีต แต่เป็นการสมมติหรือกล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไป แล้วตัดสินว่าถ้อยคำนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะพูดหรือควรพูด รูปแบบนี้ใช้บอกได้ว่าสำนวนหนึ่งฟังไม่เป็นธรรมชาติ ไม่เหมาะสม หรือไม่สุภาพ โดยมักฟังเหมือนคำอธิบายหรือคำแนะนำมากกว่าคำสั่งตรง ๆ ว่า Don't say that.

แบบฝึกหัด

you wouldn't say ในตัวอย่างมีความหมายว่าอย่างไร?

  1. หมายถึงนี่ไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะพูดหรือควรพูด
  2. หมายถึงคุณไม่ได้พูดสิ่งนั้นก่อนหน้านี้
  3. หมายถึงคุณถูกห้ามไม่ให้พูดอะไรเลย
ดูคำตอบ

หมายถึงนี่ไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะพูดหรือควรพูด

น้ำเสียง/เจตนา

is it all right if: รูปแบบขออนุญาตไม่ได้ทำให้ทุกคำขอสุภาพ

Is it all right if ...? ใช้ถามว่าสถานการณ์หลัง if เป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่ โดยเป็นธรรมชาติที่สุดเมื่อต้องการขออนุญาตทำสิ่งที่ผู้พูดจะทำเอง เช่น Is it all right if I sit here? ในตัวอย่าง การกระทำหลัง if เป็นของผู้ฟัง: you leave my house แม้จะใช้รูปคำถามสุภาพและคำว่า please แต่ใจความที่ขอให้อีกฝ่ายออกไปยังคงอยู่ จึงอาจฟังเย็นชาหรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่ได้รับการต้อนรับ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ is it all right if เพื่อขออนุญาตได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. Is it all right if I sit here?
  2. Is it all right if you leave now?
  3. Is it all right if you stop being annoying?
ดูคำตอบ

Is it all right if I sit here?

because it just sounds very rude น้ำเสียง/เจตนา

0:28

เพราะมันฟังดูหยาบคายมาก

and you might upset somebody.

0:30

และคุณอาจทำให้ใครบางคนเสียใจได้

น้ำเสียง/เจตนา

sounds very rude: บอกความรู้สึกที่คำพูดทำให้เกิดขึ้น

โครงสร้าง sound + คำคุณศัพท์ใช้บอกความรู้สึกหรือภาพที่บางสิ่งทำให้เกิดขึ้น ในที่นี้ sounds very rude หมายถึงคำพูดนั้นทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าไม่สุภาพอย่างมาก เมื่อเทียบกับ it is rude แล้ว it sounds rude เน้นว่าถ้อยคำนั้นอาจฟังดูเป็นอย่างไรสำหรับอีกคนหนึ่ง โครงสร้างนี้มีประโยชน์เมื่อต้องพูดถึงน้ำเสียง การเลือกคำ หรือความสุภาพ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ sound + คำคุณศัพท์เพื่อบอกความรู้สึกที่คำพูดของใครบางคนทำให้เกิดขึ้น

  1. He heard the rude reply.
  2. That reply sounds very rude.
  3. I listened carefully to that rude reply.
ดูคำตอบ

That reply sounds very rude.

So, in this video,

0:32

ดังนั้น ในวิดีโอนี้

we're going to look at three different situations ลำดับความ

0:33

เราจะมาดูสามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

and the indirect language that you can use in those situations.

0:36

และภาษาทางอ้อมที่คุณสามารถใช้ได้ในสถานการณ์เหล่านั้น

ลำดับความ

we're going to look at ...: บอกล่วงหน้าถึงหัวข้อถัดไป

ในวิดีโอนี้ we're going to look at ... บอกผู้ชมว่าจะพูดถึงอะไรต่อไป ในที่นี้ look at ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้ตามอง แต่หมายถึงการพิจารณา พูดคุย หรือเรียนรู้เกี่ยวกับหัวข้อหนึ่ง วลีนี้ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทาง โดยบอกหัวข้อและขอบเขตก่อนเริ่มรายละเอียด ให้วางหัวข้อหลัง look at เช่น look at three situations หรือ look at two examples

แบบฝึกหัด

เติมคำเกริ่นบทเรียนให้สมบูรณ์ด้วยวลีบอกทางแบบเดียวกัน: Today, ____ how animals find food.

ดูคำตอบ

we're going to look at

If you want somebody to leave your house

0:39

ถ้าคุณอยากให้ใครสักคนออกจากบ้านคุณ

because they've stayed too long,

0:41

เพราะพวกเขาอยู่มานานเกินไปแล้ว

start subtly. น้ำเสียง/เจตนา

0:43

ให้เริ่มอย่างแนบเนียน

น้ำเสียง/เจตนา

start subtly: เริ่มด้วยคำใบ้ที่นุ่มนวล

start subtly หมายถึงเริ่มด้วยการส่งสัญญาณที่นุ่มนวลและไม่ชัดเจนเกินไป ในประโยคนี้ เจ้าของบ้านไม่ควรพูดทันทีว่า “กลับได้แล้ว” แต่ควรให้เบาะแสแก่แขกก่อนว่าการมาเยี่ยมนานพอแล้ว คำว่า start ก็สำคัญเช่นกัน เพราะการพูดอย่างแนบเนียนเป็นเพียงขั้นแรก ไม่จำเป็นต้องเป็นขั้นเดียว หากอีกฝ่ายไม่เข้าใจคำใบ้ ผู้พูดก็สามารถบอกให้ชัดเจนขึ้นได้

แบบฝึกหัด

เพื่อนอยู่จนดึก แต่คุณไม่อยากทำให้เขารู้สึกอับอาย start subtly แนะนำให้ทำอย่างไร?

  1. เริ่มด้วยคำใบ้ที่นุ่มนวล
  2. ไม่พูดอะไรและไม่อธิบายให้ชัดเจนเลย
  3. ออกคำสั่งเสียงดังทันที
ดูคำตอบ

เริ่มด้วยคำใบ้ที่นุ่มนวล

Well, it's been lovely. น้ำเสียง/เจตนา

0:45

"อืม วันนี้สนุกมากเลยนะ"

น้ำเสียง/เจตนา

Well, it's been lovely.: สัญญาณปิดท้ายอย่างสุภาพ

Well, it's been lovely. ตามความหมายตรงตัวคือการสรุปช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันในแง่บวก แต่เมื่อการมาเยี่ยมกำลังจะจบลงอย่างเห็นได้ชัด ประโยคนี้ก็อาจเป็นสัญญาณปิดการสนทนาอย่างสุภาพ โดยผู้พูดอาจกำลังบอกเป็นนัยว่าควรจบการมาเยี่ยมหรือการสนทนาแล้ว Well ช่วยเปลี่ยนบทสนทนาไปสู่ช่วงสรุป ส่วน it's been เป็นการมองย้อนกลับไปยังประสบการณ์จนถึงตอนนี้ ความหมายโดยอ้อมขึ้นอยู่กับจังหวะ น้ำเสียง และการกระทำ เช่น การลุกขึ้นหรือมองนาฬิกา หากไม่มีเบาะแสเหล่านี้ ประโยคนี้อาจเป็นเพียงคำชมจากใจจริง

แบบฝึกหัด

เจ้าของบ้านมองนาฬิกา ลุกขึ้น และพูดว่า “Well, it's been lovely.” ข้อความที่น่าจะต้องการสื่อมากที่สุดคืออะไร?

  1. เจ้าของบ้านกำลังส่งสัญญาณอย่างสุภาพว่าการมาเยี่ยมกำลังจะจบลง
  2. เจ้าของบ้านต้องการให้แขกอยู่ต่ออีกหลายวัน
  3. เจ้าของบ้านกำลังพูดตรง ๆ ว่าการมาเยี่ยมครั้งนี้ไม่น่าพอใจ
ดูคำตอบ

เจ้าของบ้านกำลังส่งสัญญาณอย่างสุภาพว่าการมาเยี่ยมกำลังจะจบลง

If that doesn't work, ลำดับความ

0:47

ถ้าไม่ได้ผล

try this.

0:49

ให้ลองแบบนี้

ลำดับความ

If that doesn't work: การเสนอขั้นตอนสำรอง

If that doesn't work หมายถึง “ถ้าวิธีที่เพิ่งลองไม่ได้ผล” คำว่า that ย้อนถึงขั้นตอนก่อนหน้า และ work ในที่นี้หมายถึง “ให้ผลตามที่ต้องการ” อนุประโยค if ใช้เปิดแผนสำรอง: ลองวิธีแรกก่อน แล้วค่อยไปวิธีต่อไปเมื่อวิธีแรกไม่ได้ผล วิธีนี้ช่วยจัดลำดับคำแนะนำและขั้นตอนให้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำด้วยวลีที่ตรงกับบทเรียน: Restart the game. ____, ask an adult for help.

ดูคำตอบ

If that doesn't work

Wow, have you seen the time? น้ำเสียง/เจตนา

0:50

"ว้าว คุณดูเวลาหรือยัง?"

น้ำเสียง/เจตนา

Have you seen the time?: การเตือนเรื่องเวลาแบบอ้อม ๆ

Have you seen the time? อาจเป็นคำถามจริง ๆ เกี่ยวกับเวลา แต่บ่อยครั้งมีความหมายมากกว่านั้น ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังชี้ให้เห็นว่าดึกแล้ว ไม่ได้เพียงถามว่ากี่โมง คำถามนี้ทำหน้าที่เป็นการเตือนแบบอ้อม ๆ ตามสถานการณ์ อาจหมายถึง “เราต้องรีบแล้ว” “เราควรหยุดได้แล้ว” หรือ “ถึงเวลากลับแล้ว”

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “Have you seen the time? The film starts in five minutes.” เพื่อนน่าจะหมายความว่าอะไร?

  1. เพื่อนกำลังเตือนว่าคุณต้องรีบ
  2. เพื่อนกำลังถามว่าภาพยนตร์เริ่มวันไหน
  3. เพื่อนอยากรู้ว่าคุณมีนาฬิกาข้อมือหรือไม่
ดูคำตอบ

เพื่อนกำลังเตือนว่าคุณต้องรีบ

It's getting quite late. น้ำเสียง/เจตนา

0:53

"มันเริ่มจะดึกแล้วนะเนี่ย"

น้ำเสียง/เจตนา

getting quite late: การบอกเป็นนัยอย่างนุ่มนวลเมื่อเริ่มดึก

โครงสร้าง get + คำคุณศัพท์ใช้บอกการเปลี่ยนแปลงของสภาพได้ ในที่นี้ is getting late หมายถึงเวลากำลังเปลี่ยนจากช่วงที่ยังไม่ดึกไปเป็นช่วงที่ดึกขึ้น ไม่ใช่เพียงบอกว่าตอนนี้ดึกแล้ว quite บอกระดับของ late อย่างพอเหมาะ ในบริบทภาษาอังกฤษแบบบริติชนี้มีความหมายใกล้กับ fairly หรือ rather คือ “ค่อนข้าง” หรือ “ทีเดียว” เมื่อใช้รวมกัน ประโยคนี้ฟังนุ่มนวลกว่าการสั่งตรง ๆ และใช้บอกเป็นนัยอย่างสุภาพได้ว่าการเยี่ยมเยียน การคุยโทรศัพท์ หรือกิจกรรมควรจบลงในไม่ช้า

แบบฝึกหัด

ใช้รูป -ing ของ get เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น: It's ____ quite late.

ดูคำตอบ

getting

Time flies when you're having fun. สำนวน

0:54

"เวลาผ่านไปเร็วมากเลยตอนที่เราสนุกกัน"

สำนวน

Time flies when you're having fun: สำนวนเกี่ยวกับความรู้สึกต่อเวลา

Time flies เป็นสำนวนที่หมายถึงเรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก flies เป็นการใช้คำเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าเวลาบินอยู่ในอากาศจริง ๆ when you're having fun อธิบายว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเมื่อใด สำนวนทั้งประโยคแสดงอย่างเป็นมิตรว่าทุกคนกำลังสนุก และยังใช้หันความสนใจไปยังเวลาที่ผ่านไปแล้วได้ โดยเฉพาะเมื่อกิจกรรมใกล้จบ

แบบฝึกหัด

Time flies when you're having fun หมายความว่าอะไร?

  1. ช่วงเวลาที่สนุกอาจทำให้เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว
  2. มีเพียงกิจกรรมที่เกี่ยวกับการบินเท่านั้นที่สนุก
  3. ความสนุกทำให้นาฬิกาเดินเร็วกว่าปกติจริง ๆ
ดูคำตอบ

ช่วงเวลาที่สนุกอาจทำให้เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว

If they're still not leaving your house,

0:57

ถ้าพวกเขายังไม่ออกจากบ้านคุณอีกล่ะก็

maybe this is the last resort. การใช้คำ

0:59

นี่อาจจะเป็นวิธีสุดท้าย

การใช้คำ

the last resort: วิธีสุดท้ายเมื่อไม่มีทางอื่น

ในที่นี้ the last resort หมายถึงวิธีสุดท้ายที่จะลองใช้ ก็ต่อเมื่อวิธีอื่นล้มเหลวหรือใช้ไม่ได้เท่านั้น คำนี้สื่อถึงความไม่เต็มใจ เพราะไม่ใช่วิธีที่อยากเลือกเป็นอันดับแรก ในสำนวนนี้ resort หมายถึงสิ่งที่หันไปพึ่งเมื่ออยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก รูปแบบที่พบบ่อยคือ be the last resort และ as a last resort

แบบฝึกหัด

เติมสองคำที่หายไปในสำนวน as a last resort: If no key works, we can call a locksmith as a ____.

ดูคำตอบ

last resort

Oh, I should probably be getting on with the washing up. โน้ต

1:02

"โอ้ ฉันคงต้องไปล้างจานแล้วล่ะ"

น้ำเสียง/เจตนา

I should probably: สัญญาณนุ่มนวลเพื่อไปทำสิ่งต่อไป

I should probably ... ทำให้สิ่งที่ผู้พูดจะทำต่อไปฟังดูเป็นสิ่งที่สมควรทำหรือถึงเวลาต้องทำแล้ว แต่ไม่ใช่การประกาศแบบห้วน ๆ should แสดงความจำเป็นแบบไม่รุนแรง ส่วน probably ทำให้คำพูดฟังดูไม่ฟันธงมากนัก ในประโยคนี้ ผู้พูดพูดถึงงานบ้านของตนเองแทนที่จะบอกแขกโดยตรงให้ออกไป เมื่อดูจากบริบท คำนี้อาจเป็นสัญญาณสุภาพว่าการมาเยี่ยมกำลังจะจบลง แต่คำพูดเดียวกันนี้ก็อาจเป็นเพียงการเตือนตัวเองตามความหมายตรงได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกเป็นนัยอย่างนุ่มนวลที่สุดว่าผู้พูดต้องจบบทสนทนาและกลับไปทำงาน?

  1. I should probably get back to work.
  2. You need to leave now.
  3. I will never finish my work.
ดูคำตอบ

I should probably get back to work.

กริยาวลี

be getting on with: เริ่มหรือทำงานต่อ

be getting on with หมายถึงเริ่มจัดการงานบางอย่างหรือทำงานนั้นต่อ ไม่ได้หมายถึงการเดินหน้าทางกายภาพ แต่สิ่งที่ตามหลัง with คือ งานที่ผู้พูดควรหันไปใส่ใจ ในประโยคนี้ should probably be getting on with นำเสนอการล้างจานว่าเป็นสิ่งที่ผู้พูดน่าจะควรทำต่อไป น้ำเสียงนุ่มนวลและพูดอ้อมเล็กน้อย ใช้ได้กับงานที่ยังรอการจัดการ

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึงเริ่มหรือทำงานต่อให้สมบูรณ์: I need to ____ my homework.

ดูคำตอบ

get on with

การใช้คำ

washing up: คำภาษาอังกฤษแบบอังกฤษที่หมายถึงการล้างจาน

ในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ the washing up หมายถึงงานบ้านที่ล้างจาน ชาม ถ้วย และช้อนส้อมหลังรับประทานอาหาร ในประโยคนี้ นี่คืองานที่ผู้พูดกำลังจะไปจัดการ ไม่ได้หมายถึงการอาบน้ำหรือการล้างร่างกาย วลีคำนามนี้อาจเขียนเป็น washing-up ได้ด้วย โดยเฉพาะใน do the washing-up การมีหรือไม่มีขีดกลางไม่ทำให้ความหมายเปลี่ยน

แบบฝึกหัด

ในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ do the washing up โดยทั่วไปหมายถึงอะไร

  1. ซักเสื้อผ้า
  2. ล้างร่างกาย
  3. ล้างจานและช้อนส้อม
ดูคำตอบ

ล้างจานและช้อนส้อม

Or you could mention another chore.

1:06

หรือคุณอาจจะพูดถึงงานบ้านอย่างอื่นก็ได้

I've got to do the cooking. ไวยากรณ์

1:08

"ฉันต้องไปทำอาหารแล้ว"

ไวยากรณ์

I've got to: บอกสิ่งที่ตนเองต้องทำ

I've got to เป็นรูปย่อของ I have got to หมายถึง “ฉันต้อง” หรือ “ฉันจำเป็นต้อง” และตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน เช่น I've got to do ในประโยคนี้ ผู้พูดบอกว่าการทำอาหารเป็นสิ่งจำเป็น ในบทสนทนา การยกงานที่ต้องทำมาเป็นเหตุผลยังเป็นวิธีสุภาพในการสื่อว่าถึงเวลาต้องไปหรือจบบทสนทนาแล้วได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาพูดที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “ฉันต้อง”: ____ feed the dog before school.

ดูคำตอบ

I've got to

I've got to put the kids to bed. วลี

1:10

"ฉันต้องพาเด็ก ๆ เข้านอนแล้ว"

วลี

put the kids to bed: จัดให้เด็ก ๆ เข้านอน

Put someone to bed หมายถึงช่วยหรือจัดให้ใครสักคนเข้านอนและเตรียมตัวนอน สำหรับเด็ก อาจรวมถึงการอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า อ่านนิทาน และช่วยให้เด็กสงบลง โครงสร้างคือ put + คน + to bed ในสำนวนนี้ไม่ใช้ the หน้า bed ดังนั้นเมื่อหมายถึงการจัดเวลาเข้านอน ให้พูดว่า put the kids to bed ไม่ใช่ put the kids to the bed

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “ช่วยให้ทารกเตรียมตัวนอน”: Mum needs to put the baby ____ before the film starts.

ดูคำตอบ

to bed

I need to do the laundry. วลี

1:12

"ฉันต้องไปซักผ้าแล้ว"

วลี

do the laundry: สำนวนสำหรับงานซักผ้า

do the laundry เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อหมายถึงการจัดการงานบ้านอย่างการซักผ้า ในที่นี้ do หมายถึง “ทำหรือจัดการ” งานทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงแค่การซักเพียงครั้งเดียว ใช้วลีเต็มนี้เมื่อพูดถึงงานซักผ้าโดยรวม งานนี้อาจรวมถึงการแยกผ้า ซักผ้า ทำให้แห้ง หรือเก็บเสื้อผ้าเข้าที่ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้สำนวนที่เป็นธรรมชาติสำหรับงานบ้านอย่างการซักผ้า

  1. I need to do the laundry before dinner.
  2. I need to wash clothes before dinner.
  3. I need to make the laundry before dinner.
ดูคำตอบ

I need to do the laundry before dinner.

And there is one more thing that you can try,

1:14

และมีอีกสิ่งหนึ่งที่คุณสามารถลองได้

which is right.

1:16

นั่นคือคำว่า "เอาล่ะ"

When you don't want to eat something that someone has cooked for you,

1:18

เวลาที่คุณไม่อยากทานสิ่งที่ใครบางคนทำมาให้

it would be quite rude to say, น้ำเสียง/เจตนา

1:21

มันคงจะเสียมารยาทมากถ้าพูดว่า

น้ำเสียง/เจตนา

การพูดว่า ... จะค่อนข้างเสียมารยาท: คำเตือนแบบสมมติที่ทำให้นุ่มนวลลง

It would be quite rude to say... ใช้เตือนว่าคำพูดที่อาจพูดออกไปจะฟังค่อนข้างไม่สุภาพ ส่วน to say ระบุการกระทำทางคำพูดที่กำลังถูกประเมิน และสามารถใช้เกริ่นนำคำพูดตรงๆ ที่ตามมาได้ Would be วางคำตัดสินไว้ในสถานการณ์สมมติ ผู้พูดจึงพูดถึงผลที่น่าจะเกิดจากคำพูดที่อาจพูด แทนที่จะบอกผู้ฟังตรงๆ ว่าเป็นคนแบบนั้น ในภาษาอังกฤษแบบบริติช quite rude ในที่นี้หมายถึงค่อนข้างหรือค่อนข้างมาก ความรุนแรงที่แท้จริงขึ้นอยู่กับบริบท แต่สื่อถึงความไม่สุภาพในระดับที่มีนัยสำคัญ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดประเมินการกระทำที่อาจเกิดขึ้นว่าไม่สุภาพอย่างนุ่มนวล

  1. It would be quite rude to interrupt the speaker.
  2. Interrupting the speaker was quite rude.
  3. You are quite rude to the speaker.
ดูคำตอบ

It would be quite rude to interrupt the speaker.

"Hi, is it all right if I don't eat that

1:23

"นี่ ฉันขอไม่ทานนั่นได้ไหม

because I don't think I like it very much."

1:26

เพราะฉันคิดว่าฉันไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่"

That's a little bit rude. น้ำเสียง/เจตนา

1:29

นั่นดูเสียมารยาทไปหน่อย

น้ำเสียง/เจตนา

a little bit rude: ทำให้คำวิจารณ์เชิงลบฟังดูนุ่มนวลลง

ใน a little bit rude คำว่า a little bit ช่วยลดความแรงของคำคุณศัพท์เชิงลบ rude ผู้พูดยังมองว่าพฤติกรรมนั้นเสียมารยาทอยู่ แต่คำวิจารณ์ฟังดูตรงและแข็งน้อยกว่า That's rude รูปแบบนี้ใช้ลดความแรงของคำประเมินเชิงลบอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น a little bit unfair และ a little bit harsh เป็นการทำให้ถ้อยคำนุ่มนวลลง ไม่ได้ลบคำตัดสินเชิงลบนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำลดความแรงสามคำจากบทเรียนนี้: That comment was ____ rude.

ดูคำตอบ

a little bit

Instead,

1:30

แต่ทว่า

it's better to say this.

1:31

พูดแบบนี้จะดีกว่า

Oh, that was lovely, น้ำเสียง/เจตนา

1:34

"โอ้ มันอร่อยมากเลย

but I don't think I could eat another bite. โน้ต

1:36

แต่ฉันคิดว่าฉันคงทานต่อไม่ไหวแล้วล่ะ"

น้ำเสียง/เจตนา

Oh, that was lovely, but ...: ชมก่อนแล้วจึงปฏิเสธ

That was lovely เป็นการให้คำชมเชิงบวกก่อน แล้ว but ส่งสัญญาณว่ากำลังจะพูดถึงข้อจำกัดหรือการปฏิเสธ ในประโยคนี้ lovely หมายถึงอาหารและประสบการณ์นั้นน่าประทับใจมาก ลำดับข้อมูลคือหัวใจสำคัญ ผู้พูดแสดงความชื่นชมก่อนพูดว่า I don't think I could eat another bite ผู้ฟังจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะเข้าใจว่าการปฏิเสธนั้นเป็นการวิจารณ์อาหาร รูปแบบ “คำชม + but + ข้อจำกัด” แบบเดียวกันช่วยให้การปฏิเสธเรื่องอื่นฟังดูใส่ใจความรู้สึกมากขึ้นได้

แบบฝึกหัด

เพื่อนเสนอเค้กโฮมเมดให้อีกชิ้น คุณชอบเค้กแต่กินอิ่มแล้ว ข้อใดชมเค้กก่อนแล้วจึงปฏิเสธเพิ่มอย่างสุภาพ?

  1. That was lovely, but I'm too full for another piece.
  2. That was lovely, so I'd like another piece.
  3. I'm too full for another piece, but the cake was lovely.
ดูคำตอบ

That was lovely, but I'm too full for another piece.

น้ำเสียง/เจตนา

I don't think I could: การปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

ในประโยคนี้ I don't think I could ช่วยทำให้ความหมายว่า “ฉันคงทำไม่ได้” นุ่มนวลลง ผู้พูดวางคำปฏิเสธไว้ใน I don't think และใช้ could จึงฟังไม่เด็ดขาดเท่า I can't สำนวนนี้มักทำหน้าที่เป็นการปฏิเสธอย่างสุภาพ ไม่ได้หมายถึงแค่ผู้พูดไม่แน่ใจจริง ๆ ในที่นี้ผู้พูดยังคงปฏิเสธที่จะกินต่อ แต่พูดโดยคำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดปฏิเสธคำเชิญสำหรับคืนนี้ได้อย่างนุ่มนวลและไม่ฟันธงที่สุด

  1. I don't think I could come tonight.
  2. I can't come tonight.
  3. I won't come tonight.
ดูคำตอบ

I don't think I could come tonight.

วลี

eat another bite: กินอีกหนึ่งคำ

ในที่นี้ a bite หมายถึงอาหารปริมาณเล็กน้อยที่ใส่เข้าปาก ไม่ได้หมายถึงแค่การใช้ฟันกัดเท่านั้น Eat another bite จึงหมายถึง “กินเพิ่มอีกหนึ่งคำ” เมื่อใช้ eat another bite หลังสำนวนปฏิเสธอย่าง couldn't มักเป็นการเน้นว่าอิ่มมากแล้ว จนแม้แต่อีกหนึ่งคำก็ดูเหมือนจะกินไม่ไหว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “อีกหนึ่งคำเล็ก ๆ”: Leo has tasted the pasta once, so his dad asks him to try ____.

ดูคำตอบ

another bite

Alternatively, ลำดับความ

1:39

อีกทางเลือกหนึ่ง

if you haven't eaten anything,

1:40

ถ้าคุณยังไม่ได้ทานอะไรเลย

you could say,

1:41

คุณสามารถพูดได้ว่า

ลำดับความ

Alternatively: การเสนอทางเลือกที่สอง

ในประโยคนี้ Alternatively ใช้แนะนำวิธีตอบอีกแบบหนึ่ง โดยบอกว่าสำนวนนี้เป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากวิธีที่พูดถึงไปแล้ว ไม่ใช่การพูดต่อเกี่ยวกับทางเลือกเดิม เมื่ออยู่ต้นประโยค คำนี้ช่วยจัดลำดับคำแนะนำและบอกอย่างชัดเจนว่ากำลังเปลี่ยนจากทางเลือกหนึ่งไปสู่อีกทางเลือกหนึ่ง ความหมายพื้นฐานคือ “อีกทางเลือกหนึ่งคือ...”

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่มีความหมายว่า “อีกทางเลือกหนึ่งคือ”: ____, you can submit the form online.

ดูคำตอบ

Alternatively

"It looks delicious, น้ำเสียง/เจตนา

1:43

"มันดูน่าอร่อยนะ

but I've eaten so much today already ไวยากรณ์

1:44

แต่วันนี้ฉันทานมาเยอะมากแล้ว

and I don't think I could eat anymore."

1:46

และฉันคิดว่าฉันคงทานไม่ไหวแล้วล่ะ"

น้ำเสียง/เจตนา

It looks delicious, but: ชมก่อนปฏิเสธอย่างสุภาพ

ในประโยคนี้ It looks delicious ใช้ชมหน้าตาของอาหาร ไม่ใช่รสชาติหลังจากได้ชิมแล้ว จากนั้น but จะพาเข้าสู่เหตุผลที่ผู้พูดกินต่อไม่ไหว รูปแบบนี้ทำให้การปฏิเสธรักษาน้ำใจมากขึ้น เพราะปัญหาอยู่ที่ข้อจำกัดของผู้พูดในตอนนั้น ไม่ใช่อาหารหรือคนทำอาหาร นอกจากนี้ยังนำไปใช้ชมสิ่งหนึ่งก่อนบอกเหตุผลส่วนตัวที่ต้องปฏิเสธได้ด้วย

แบบฝึกหัด

คุณยังไม่ได้ชิมเค้ก กินอาหารมาแล้ว และต้องการปฏิเสธเค้กหนึ่งชิ้น ประโยคใดชมหน้าตาของเค้กก่อนบอกเหตุผลของตัวเอง

  1. It looks delicious, and I would love another slice.
  2. It looks delicious, but I am already full.
  3. It tastes delicious, but I am already full.
ดูคำตอบ

It looks delicious, but I am already full.

ไวยากรณ์

I've eaten so much today already: บอกว่ากินมาเยอะแล้วจนถึงตอนนี้

I've eaten เป็นรูป present perfect ของ eat ซึ่งย่อมาจาก I have eaten ในที่นี้ today ยังรวมช่วงเวลาจนถึงปัจจุบัน จึงใช้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจนถึงตอนนี้ so much บอกว่าปริมาณมาก และ already เน้นว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว ณ ตอนนี้ การกินมาเยอะก่อนหน้านี้จึงเชื่อมโยงกับผลในปัจจุบัน คือผู้พูดรู้สึกว่ากินต่อไม่ไหว

แบบฝึกหัด

คุณกำลังพูดถึงสิ่งที่ทำไปแล้วจนถึงตอนนี้ในวันนี้ และผลของสิ่งนั้นสำคัญในปัจจุบัน ประโยคใดเหมาะสม

  1. I checked the report yesterday, so we can send it today.
  2. I'll check the report tomorrow, so we can send it today.
  3. I've checked the report already, so we can send it.
ดูคำตอบ

I've checked the report already, so we can send it.

Or,

1:49

หรือ

"I had such a late lunch, ไวยากรณ์

1:50

"ฉันทานมื้อเที่ยงมาดึกมาก

ไวยากรณ์

such a late lunch: เน้นว่าเป็นมื้อกลางวันที่ช้ามาก

such a late lunch ใช้โครงสร้าง such + a + adjective + คำนามเอกพจน์ที่นับได้ such เน้นทั้งวลีคำนาม ดังนั้นผู้พูดจึงนำเสนอมื้อกลางวันนี้ว่าเป็นมื้อที่ช้ามาก ไม่ได้เน้นแค่คำคุณศัพท์ late เพียงคำเดียว โครงสร้างนี้มักสื่อถึงความรู้สึกหรือปฏิกิริยาของผู้พูด และสามารถตามด้วยผลที่เกิดขึ้นได้ แต่โครงสร้างนี้ไม่ได้หมายความว่า “ช้ามากที่สุด” โดยตัวมันเอง เป็นรูปแบบที่นำไปใช้บรรยายสิ่งต่าง ๆ แบบเน้นย้ำได้

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างเน้นย้ำ such + a + adjective + singular noun เติมประโยคให้สมบูรณ์: It was ____ that everyone understood the plan.

ดูคำตอบ

such a clear explanation

so I'll just eat a tiny bit." น้ำเสียง/เจตนา

1:52

ฉันเลยจะขอทานแค่นิดเดียวนะ"

น้ำเสียง/เจตนา

I'll just eat a tiny bit: รับเพียงปริมาณเล็กน้อย

ในที่นี้ I'll just eat a tiny bit หมายถึงผู้พูดยอมกิน แต่จะกินเพียงปริมาณน้อยมาก just จำกัดการกระทำ ส่วน a tiny bit จำกัดปริมาณให้เหลือน้อยมาก นี่เป็นคำตอบแบบประนีประนอม เพราะฟังนุ่มนวลกว่าการปฏิเสธทั้งหมด แต่ยังบอกขีดจำกัดของปริมาณอย่างชัดเจน รูปแบบเดียวกันนี้ใช้รับของเพียงเล็กน้อยอย่างสุภาพโดยไม่ได้ตกลงว่าจะรับมากกว่านั้น

แบบฝึกหัด

คุณยินดีชิมซุป แต่ต้องการเพียงปริมาณน้อยมาก คำตอบใดเหมาะสมที่สุด

  1. I'll have a full bowl.
  2. I'll just have a tiny bit.
  3. I won't have any.
ดูคำตอบ

I'll just have a tiny bit.

In the last example,

1:54

ในตัวอย่างสุดท้าย

if you want to say no to someone who wants to meet up with you, วลี

1:55

ถ้าคุณต้องการปฏิเสธคนที่อยากจะมาเจอกับคุณ

วลี

say no to: ปฏิเสธคนหรือคำขอ

Say no to หมายถึงปฏิเสธหรือไม่ยอมรับคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในประโยคนี้ say no to someone หมายถึงปฏิเสธคำขอนัดพบของคนนั้น โครงสร้างคือ say no to + คนหรือสิ่งของ หากสิ่งที่ตามหลัง to เป็นการกระทำ ปกติจะใช้รูป -ing เช่น say no to working late นี่เป็นสำนวนในชีวิตประจำวันที่เป็นธรรมชาติและใช้บ่อยเมื่อต้องการกำหนดขอบเขต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนในชีวิตประจำวันที่มีสามคำและมีคำว่า no: It's okay to ____ an invitation when you're too busy.

ดูคำตอบ

say no to

it'll be quite rude to say,

1:59

มันคงจะเสียมารยาทมากถ้าพูดว่า

"I don't really want to meet up with you น้ำเสียง/เจตนา

2:01

"ฉันไม่อยากเจอคุณเท่าไหร่เลย

because I don't think it would be very fun."

2:03

เพราะฉันคิดว่ามันคงไม่ค่อยสนุกแน่ ๆ"

น้ำเสียง/เจตนา

'don't really want to meet' ในฐานะการปฏิเสธอีกฝ่ายโดยตรง

ในที่นี้ don't really want to ทำให้ don't want to ฟังเบาลงเล็กน้อย โดยสื่อว่าไม่ค่อยอยากหรือไม่อยาก แทนที่จะเป็นการปฏิเสธอย่างหนักแน่น แต่ really เพียงคำเดียวไม่ได้ทำให้ข้อความสุภาพขึ้น ประโยคนี้ยังคงบอกว่าผู้พูดไม่อยากเจออีกฝ่าย และคิดว่าการเจอกันจะไม่สนุก ข้อความที่พุ่งไปที่ตัวอีกฝ่ายเช่นนี้อาจทำร้ายความรู้สึกได้ แม้จะมีคำช่วยลดความแรงก็ตาม

แบบฝึกหัด

จริงหรือเท็จ: การพูดว่า I don't really want to meet you เป็นวิธีปฏิเสธคำชวนที่อ่อนโยนและไม่ทำร้ายความรู้สึกโดยอัตโนมัติ

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

Again,

2:06

อีกครั้งนะ

you might hurt their feelings. วลี

2:07

คุณอาจจะทำร้ายความรู้สึกพวกเขาได้

วลี

hurt their feelings: ทำร้ายความรู้สึกของพวกเขา

hurt someone's feelings เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้ทั่วไป หมายถึงทำให้ใครบางคนรู้สึกเศร้า เสียใจ หรือขุ่นเคือง เป็นการบอกถึงความเจ็บปวดทางอารมณ์ ไม่ใช่การบาดเจ็บทางร่างกาย คำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามบุคคล เช่น hurt my feelings, hurt his feelings และ hurt their feelings โดย feelings ในสำนวนนี้มักใช้รูปพหูพจน์

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวโดยใช้ชื่อ Leo: Her unkind joke might ____.

ดูคำตอบ

hurt Leo's feelings

I invited my friend to come over กริยาวลี

2:09

ฉันชวนเพื่อนมาที่บ้าน

กริยาวลี

come over: มาเยี่ยมบ้านหรือสถานที่ของผู้พูด

Come over หมายถึง มาที่บ้านหรือสถานที่ที่ผู้พูดอยู่เพื่อมาเยี่ยม ในประโยคนี้ invite my friend to come over คือการชวนเพื่อนมาเที่ยว ไม่ใช่แค่บอกให้เพื่อนขยับเข้ามาใกล้ รูปแบบที่พบบ่อยคือ invite or ask someone to come over โดยมักเข้าใจสถานที่ได้จากบริบท และเติมเวลาได้ เช่น come over after school

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ชวนใครสักคนมาเยี่ยมบ้านของผู้พูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Can you come across on Sunday?
  2. Can you come out on Sunday?
  3. Can you come over on Sunday?
ดูคำตอบ

Can you come over on Sunday?

to try my cheese and salami soufflé with gravy

2:10

เพื่อลองชิมชีสและซาลามี่ซูเฟล่ราดน้ำเกรวี่ของฉัน

and this is what he said.

2:14

และนี่คือสิ่งที่เขาพูด

"Sorry, น้ำเสียง/เจตนา

2:16

"ขอโทษนะ

but I already have plans for that day." วลี

2:16

แต่วันนั้นฉันมีนัดแล้วล่ะ"

น้ำเสียง/เจตนา

Sorry, but ...: คำขึ้นต้นแบบสุภาพก่อนปฏิเสธ

Sorry, but ... เป็นคำขึ้นต้นแบบสุภาพก่อนปฏิเสธหรือให้คำตอบที่อีกฝ่ายอาจไม่อยากได้ Sorry แสดงความรู้สึกเสียดายที่คำตอบอาจทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าผู้พูดทำผิด but เป็นสัญญาณว่าคำปฏิเสธหรือปัญหาจะตามมา ในตัวอย่าง ผู้พูดใช้คำนี้เพื่อลดความตรงของ I already have plans ก่อนปฏิเสธคำชวน

แบบฝึกหัด

เพื่อนชวนคุณเล่น แต่คุณต้องทำการบ้านให้เสร็จ คำตอบใดใช้คำขึ้นต้นแบบสุภาพก่อนปฏิเสธ

  1. I don't care about playing with you.
  2. Sorry, but I have to finish my homework.
  3. You are annoying, so go away.
ดูคำตอบ

Sorry, but I have to finish my homework.

วลี

already have plans: มีนัดหรือแผนอยู่แล้ว

ในที่นี้ already have plans หมายความว่าในตารางของผู้พูดมีกิจกรรมหรือนัดหมายอยู่แล้ว already แสดงว่านัดนั้นมีอยู่ก่อนที่จะได้รับคำชวนใหม่ เมื่อใช้ตอบคำชวน วลีนี้บอกว่าผู้พูดไม่ว่าง โดยไม่ต้องบอกรายละเอียดของนัดอื่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคปฏิเสธด้วยวลีเป้าหมายที่บอกว่ามีนัดอยู่ก่อนแล้ว: Thanks for inviting me, but I ____ on Saturday.

ดูคำตอบ

already have plans

So, I suggested another day,

2:19

ฉันก็เลยเสนอไปอีกวัน

but he said,

2:22

แต่เขาก็พูดว่า

"I might have plans for that day, too. น้ำเสียง/เจตนา

2:23

"วันนั้นฉันก็อาจจะมีนัดเหมือนกัน

น้ำเสียง/เจตนา

might have plans: แสดงความไม่แน่ใจ ไม่ใช่การปฏิเสธอย่างชัดเจน

ในที่นี้ might have plans หมายความว่าผู้พูดคิดว่าอาจมีนัดอื่น แต่ยังไม่แน่ใจ might ทำให้ประโยคนี้มีความแน่นอนน้อยกว่า I have plans เมื่อตอบคำชวน วลีนี้ยังไม่ให้คำตอบตกลงหรือปฏิเสธอย่างชัดเจน ผู้ฟังอาจคาดว่าผู้พูดจะตรวจตารางแล้วตอบภายหลัง จึงไม่ควรเข้าใจทันทีว่าเป็นการปฏิเสธครั้งสุดท้าย

แบบฝึกหัด

เมื่อพูดว่า “I might have plans that evening” ผู้พูดสื่อความหมายใดชัดเจนที่สุด?

  1. ผู้พูดไม่ว่างแน่นอนและกำลังปฏิเสธเป็นครั้งสุดท้าย
  2. ผู้พูดว่างแน่นอนและตอบรับคำชวน
  3. ผู้พูดอาจไม่ว่าง แต่ยังไม่ได้ยืนยันตาราง
ดูคำตอบ

ผู้พูดอาจไม่ว่าง แต่ยังไม่ได้ยืนยันตาราง

Can I get back to you?" น้ำเสียง/เจตนา

2:25

เดี๋ยวฉันติดต่อกลับไปได้ไหม?"

น้ำเสียง/เจตนา

Can I get back to you?:ขอตอบภายหลังอย่างสุภาพ

Can I get back to you? เป็นวิธีสุภาพในการขอเวลาก่อนให้คำตอบ ในที่นี้ get back to someone หมายถึงติดต่อคนนั้นภายหลังเพื่อให้คำตอบหรือแจ้งข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ได้หมายถึงกลับไปหาเขาจริง ๆ เมื่อใช้ตอบคำเชิญ ผู้พูดยังไม่ได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธ คำถามนี้ช่วยให้ความลังเลฟังดูนุ่มนวลขึ้น แต่ยังสื่อว่าจะตอบภายหลัง

แบบฝึกหัด

คุณต้องตรวจดูตารางก่อนตอบคำเชิญ ข้อใดเป็นการขอเวลาเพิ่มอย่างสุภาพ

  1. Can I get back to you tomorrow?
  2. Can I get away from you tomorrow?
  3. I already accepted yesterday.
ดูคำตอบ

Can I get back to you tomorrow?

There you have lots of indirect language

2:26

และนี่ก็คือภาษาทางอ้อมมากมาย

to get out of really awkward situations. กริยาวลี

2:29

เพื่อให้คุณรอดพ้นจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดสุด ๆ

กริยาวลี

get out of:หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ในประโยคนี้ get out of หมายถึงหลุดพ้นหรือพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัด คำที่ตามหลัง of บอกถึงปัญหาหรือสถานการณ์ที่ต้องการออกมา โดยไม่จำเป็นต้องมีทางออกจริง ๆ รูปแบบเดียวกันนี้ใช้พูดถึงการหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่อยากเผชิญได้ด้วย จึงต้องดูคำที่ตามหลังเพื่อเข้าใจความหมายที่แน่นอน เช่น get out of trouble, get out of a meeting หรือ get out of answering a question

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสามคำที่หมายถึง “หลุดพ้นจาก” ลงในประโยค: A quick apology helped us ____ a difficult situation.

ดูคำตอบ

get out of

Can you think of any other ways?

2:32

คุณนึกวิธีอื่นออกอีกไหม?

Let me know in the comments section below.

2:34

บอกให้ฉันรู้ในส่วนความคิดเห็นด้านล่างได้เลยนะ

Okay,

2:36

โอเค

I've really gotta go การใช้คำ

2:37

ฉันต้องไปจริง ๆ แล้วล่ะ

because I've got some plans.

2:39

เพราะฉันมีธุระต่อน่ะ

การใช้คำ

I've really gotta go: วิธีพูดแบบกันเองว่า “ฉันต้องไปแล้วจริง ๆ”

I've really gotta go หมายถึง “ฉันต้องไปแล้วจริง ๆ” I've ย่อมาจาก I have และ gotta เป็นการเขียนแบบกันเองมากเพื่อแทนเสียงพูดของ got to ใน have got to ส่วน really ใช้เน้นว่าจำเป็นต้องไป ไม่ใช่แค่เป็นไปได้ว่าอาจจะไป มักใช้วลีนี้เพื่อจบบทสนทนาแบบสบาย ๆ หรือบอกว่ากำลังจะออกไป วลีนี้พูดถึงความจำเป็นที่จะต้องไปตอนนี้ ไม่ได้แปลว่า “ฉันไปแล้ว”

แบบฝึกหัด

เติมคำบอกลาแบบกันเองด้วยวลีจากบทเรียน: My train leaves in five minutes, so ____.

ดูคำตอบ

I've really gotta go

So, yeah.

2:42

งั้นก็ บายนะ