คุณเข้าใจผิดมาตลอดเกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ที่สุด: บทเรียนภาษาอังกฤษ

CGP Grey

ความยากในการเรียน
579 คำ 189 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: ผู้พูดแยกความหมายสี่แบบของ closest และอธิบายว่าทำไมเมื่อคิดระยะทางเฉลี่ย ดาวพุธไม่ใช่ดาวศุกร์จึงใกล้โลกที่สุด พร้อมชี้ว่าคำถามคลุมเครือและแบบจำลองง่าย ๆ อาจซ่อนข้อเท็จจริงได้ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. "blew my mind" — สำนวนและภาษาภาพพจน์: แสดงความประหลาดใจอย่างแรงแบบไม่เป็นทางการเมื่อสิ่งที่พบล้มความเชื่อเดิม ไม่ใช่การบาดเจ็บจริง 2. "on average," — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: ระบุผลเฉลี่ยของค่าที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สภาพชั่วขณะหรือสภาพที่เกิดเกือบตลอดเวลา 3. "wasn't published until this year," — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ not...until เพื่อเน้นว่าเหตุการณ์เกิดช้า แต่ยืนยันว่าในที่สุดก็เกิดขึ้นจริง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hello Internet.

0:00

สวัสดีชาวอินเทอร์เน็ต

While working on a future video,

0:01

ในขณะที่ผมกำลังทำวิดีโอตัวต่อไปอยู่

I offhandedly wrote Venus, การใช้คำ

0:02

ผมก็เผลอเขียนไปว่าดาวศุกร์

the closest planet to Earth.

0:04

เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกที่สุด

การใช้คำ

offhandedly: ทำโดยไม่ได้คิดให้รอบคอบก่อน

offhandedly หมายถึงการทำบางอย่างแบบสบาย ๆ โดยไม่ได้วางแผนหรือคิดให้รอบคอบก่อน ในประโยคนี้ คำนี้แสดงว่าผู้เขียนเขียนข้อความดังกล่าวไปเหมือนเป็นเรื่องผ่าน ๆ ไม่ใช่หลังจากตรวจสอบแล้ว คำนี้บอกลักษณะของการพูด การเขียน หรือการกระทำ อาจสื่อว่าทำอย่างไม่รอบคอบ แต่ไม่ได้แปลว่า “หยาบคาย” หรือ “ดูหมิ่น” โดยตัวมันเอง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Nora offhandedly repeated the rumor, then realized she had never checked it,” คำว่า offhandedly แสดงอะไร?

  1. เธอตั้งใจพยายามดูหมิ่นใครบางคน
  2. เธอตรวจสอบข่าวลือนั้นอย่างรอบคอบก่อน
  3. เธอพูดโดยไม่ได้คิดล่วงหน้ามากนัก
ดูคำตอบ

เธอพูดโดยไม่ได้คิดล่วงหน้ามากนัก

But later,

0:06

แต่ต่อมา

while editing,

0:06

ในขณะที่กำลังตัดต่อ

I thought,

0:07

ผมก็คิดว่า

you know,

0:08

รู้อะไรไหม

let me check that, น้ำเสียง/เจตนา

0:08

ขอผมเช็กดูหน่อยดีกว่า

น้ำเสียง/เจตนา

let me check that: หยุดชั่วครู่เพื่อตรวจสอบข้อมูล

Let me check that เป็นวิธีพูดอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อต้องการหยุดชั่วครู่เพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อนพูดต่อ โดย that อ้างถึงข้อเท็จจริง ตัวเลข ถ้อยคำ หรือข้อกล่าวอ้างที่เพิ่งพูดถึง โครงสร้าง let me + กริยารูปพื้นฐาน มักใช้เพื่อบอกอย่างนุ่มนวลว่าผู้พูดจะทำอะไรต่อไป แม้รูปประโยคจะดูคล้ายการขออนุญาต แต่ในที่นี้ผู้พูดไม่ได้ขอความช่วยเหลือหรือการอนุญาตจากผู้ฟังจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ใช้ let me + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อเติมคำตอบให้สมบูรณ์: “I may have the wrong date. ____ that before I send the invitation.”

ดูคำตอบ

Let me check

which led me to this video by Dr. Stockman explaining how, วลี

0:09

ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมมาเจอวิดีโอนี้ของดร. สต็อกแมน (Dr. Stockman) ที่อธิบายว่า

วลี

led me to this video: จากสาเหตุไปสู่การค้นพบ

ในที่นี้ led me to this video หมายถึง “ทำให้ฉันพบหรือค้นเจอวิดีโอนี้” การตรวจสอบก่อนหน้าที่ which อ้างถึงเป็นสาเหตุ และการพบวิดีโอเป็นผลลัพธ์ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ X leads someone to something คำว่า lead สามารถอธิบายเส้นทางเชิงนามธรรมจากเบาะแส การกระทำ หรือเหตุการณ์ไปสู่การค้นพบหรือผลลัพธ์ได้ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการพาใครเดินทางจริง ๆ ส่วน led เป็นรูปอดีต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าเบาะแสทำให้ผู้พูดค้นพบเว็บไซต์แห่งหนึ่ง

  1. The clue led me to a useful website.
  2. I found a clue on a useful website.
  3. The useful website explained the clue.
ดูคำตอบ

The clue led me to a useful website.

no,

0:12

ไม่ใช่

Venus is not the closest.

0:13

ดาวศุกร์ไม่ใช่ดาวที่ใกล้ที่สุด

This blew my mind สำนวน

0:15

เรื่องนี้ทำให้ผมทึ่งมาก

สำนวน

blew my mind: ความทึ่งอย่างมากแบบไม่เป็นทางการ

Blew my mind เป็นรูปอดีตของ blow someone's mind หมายถึงบางสิ่งทำให้ผู้พูดประหลาดใจหรือตกตะลึงอย่างมาก มักใช้เมื่อข้อมูลใหม่เปลี่ยนวิธีที่ผู้พูดเข้าใจเรื่องหนึ่ง นี่เป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบ ไม่มีอะไรระเบิดจริง ๆ สำนวนนี้เน้นระดับความประหลาดใจ ไม่ได้หมายความว่าความคิดเห็นเปลี่ยนไปเสมอ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าสารคดีเรื่องนั้นน่าประหลาดใจอย่างมาก

  1. The documentary was on my mind.
  2. The documentary changed my mind.
  3. The documentary blew my mind.
ดูคำตอบ

The documentary blew my mind.

and I contacted the author to adapt his video into the one you probably just watched.

0:17

และผมก็ติดต่อไปหาเจ้าของคลิปเพื่อขอนำวิดีโอของเขามาดัดแปลงเป็นวิดีโอที่คุณอาจจะเพิ่งดูจบไป

It blew my mind not just because it was surprising, ไวยากรณ์

0:22

มันทำให้ผมทึ่งไม่ใช่แค่เพราะมันน่าประหลาดใจ

but also because I taught physics for years and probably said,

0:25

แต่ยังเป็นเพราะผมสอนฟิสิกส์มาหลายปีและอาจจะเคยพูดว่า

ไวยากรณ์

เหตุผลสองข้อด้วย not just because ... but also because

Not just because A, but also because B นำเสนอ A และ B ว่าเป็นเหตุผลจริงสองข้อของปฏิกิริยาเดียวกัน not just because เกริ่นเหตุผลแรก ส่วน but also because เพิ่มเหตุผลที่สองและเน้นเหตุผลนั้นมากขึ้น หลัง because แต่ละคำจะเป็นอนุประโยคที่บอกเหตุผล ในประโยคนี้ ความน่าประหลาดใจคือเหตุผลแรก ส่วนการที่ผู้พูดสอนฟิสิกส์มาหลายปีและพูดข้อความนั้นซ้ำ ๆ คือเหตุผลที่สองซึ่งมีน้ำหนักส่วนตัวมากกว่า ใช้โครงสร้างนี้เมื่อผลอย่างหนึ่งมีสองสาเหตุและต้องการนำเสนอเหตุผลที่สองว่าเป็นข้อมูลเสริมที่สำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมตัวบอกเหตุผลสองส่วนที่แสดงว่าเหตุผลทั้งสองข้อเป็นจริง: I chose the book ____ the cover looked exciting, ____ my teacher recommended it.

ดูคำตอบ

not just because · but also because

Venus is the closest planet dozens of times without ever thinking about it. ไวยากรณ์

0:29

"ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่ใกล้ที่สุด" มาเป็นสิบๆ ครั้งโดยไม่ทันได้ฉุกคิดเลย

ไวยากรณ์

without ever thinking about it: ไม่คิดถึงเลยในช่วงเวลาใด

without ตามด้วยรูป -ing ใช้บอกการกระทำหรือความคิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นขณะกิจกรรมหลักกำลังเกิดขึ้น ever อยู่ภายใต้ความหมายเชิงปฏิเสธนี้ ดังนั้น without ever thinking จึงหมายถึงไม่มีสักครั้งที่ได้คิดในเวลาใดเลย ไม่ใช่ความหมายเชิงบวกว่า “เคยมาก่อน” ในบริบทนี้ ผู้พูดกล่าวข้อความเกี่ยวกับดาวศุกร์ซ้ำหลายสิบครั้ง แต่ไม่เคยหยุดพิจารณาเลย รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ activity + without ever + -ing ซึ่งเน้นว่าการกระทำที่ขาดไปนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอดช่วงเวลาทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ใช้ without ever และรูป -ing ของ ask เติมประโยคให้สมบูรณ์: He followed the classroom rule for months ____ why it existed.

ดูคำตอบ

without ever asking

How does that happen? ลำดับความ

0:34

มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?

ลำดับความ

How does that happen? เพื่อเชื่อมเข้าสู่คำอธิบาย

that ในที่นี้ย้อนกลับไปถึงปรากฏการณ์ที่น่าประหลาดใจซึ่งเพิ่งกล่าวถึง How does that happen? ถามถึงกระบวนการหรือกลไกที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ได้เพียงถามว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ คำถามสั้น ๆ นี้ยังช่วยจัดลำดับคำอธิบาย โดยเปลี่ยนตัวอย่างหนึ่งให้เป็นประเด็นที่กว้างขึ้นและส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีคำอธิบายตามมา แม้จะฟังเหมือนถามผู้ฟัง แต่ผู้พูดสามารถตอบคำถามนั้นเองได้ทันที

แบบฝึกหัด

ผู้บรรยายเพิ่งอธิบายรูปแบบที่น่าประหลาดใจและเกิดซ้ำ และกำลังจะอธิบายกลไกของมัน คำถามใดเหมาะที่สุดสำหรับใช้เปลี่ยนเข้าสู่คำอธิบาย?

  1. What happens next?
  2. How does that happen?
  3. Did that happen?
ดูคำตอบ

How does that happen?

First,

0:35

ประการแรก

asking the precisely right question is vital. ไวยากรณ์

0:36

การตั้งคำถามให้ถูกต้องแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญมาก

ไวยากรณ์

asking the precisely right question: ทำให้การกระทำเป็นประธาน

วลี asking the precisely right question ทั้งหมดเป็นประธานทางไวยากรณ์ ส่วน is vital ที่เหลือทำหน้าที่ประเมินว่าการกระทำนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ภายในวลีประธาน รูป -ing อย่าง asking เปลี่ยนการกระทำให้เป็นสิ่งที่ประโยคสามารถกล่าวถึงได้ Precisely เน้นความหมายของ right ว่าคำถามต้องถูกต้องอย่างแม่นยำ ไม่ใช่แค่พอเหมาะโดยคร่าว ๆ โครงสร้าง Doing an action + is + evaluation ใช้กล่าวประเมินกิจกรรมหนึ่งในลักษณะทั่วไปได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยรูป -ing ของ ask เพื่อให้การกระทำเป็นประธาน: ____ the precisely right question is vital.

ดูคำตอบ

Asking

Which planet is closest is not the precisely right question

0:38

คำถามที่ว่าดาวเคราะห์ดวงไหนใกล้ที่สุด ไม่ใช่คำถามที่ถูกต้องแม่นยำนัก

because it's really made of four parts.

0:42

เพราะจริงๆ แล้วมันประกอบด้วยสี่ส่วน

Which planet ever gets the closest?

0:44

ดาวเคราะห์ดวงไหนเคยเข้ามาใกล้ที่สุด?

Which planet is the closest for the longest time?

0:47

ดาวเคราะห์ดวงไหนอยู่ใกล้เป็นระยะเวลานานที่สุด?

Which planet has the shortest average distance to Earth?

0:50

ดาวเคราะห์ดวงไหนมีระยะห่างเฉลี่ยจากโลกสั้นที่สุด?

Which planet takes the least amount of time to travel to? ไวยากรณ์

0:53

ดาวเคราะห์ดวงไหนใช้เวลาเดินทางไปถึงน้อยที่สุด?

ไวยากรณ์

ใช้เวลาเดินทางไปถึงน้อยที่สุด

รูปแบบ take + an amount of time + to + verb ใช้บอกว่าการกระทำหนึ่งต้องใช้เวลานานเท่าใด ส่วน the least amount of time เป็นรูปขั้นสูงสุด หมายถึงระยะเวลาเดินทางที่สั้นที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหมดที่นำมาเปรียบเทียบ Which planet เข้าใจได้ว่าเป็นจุดหมายของ travel to เมื่อจุดหมายนั้นปรากฏที่ต้นคำถาม บุพบท to จึงยังคงอยู่ท้ายประโยค คำถามนี้เปรียบเทียบเวลาเดินทาง ไม่ใช่เพียงระยะทางทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เลือกคำถามที่ถามได้ถูกต้องว่าจุดหมายใดใช้เวลาเดินทางสั้นที่สุด

  1. Which island takes the least amount of time to travel?
  2. Which island takes the least amount of time to travel to?
  3. Which island takes the shortest distance to travel?
ดูคำตอบ

Which island takes the least amount of time to travel to?

The answer to the first one is Venus,

0:56

คำตอบของคำถามแรกคือดาวศุกร์

the second two? Mercury,

0:58

คำถามที่สองและสามล่ะ? ดาวพุธ

the last,

1:00

ส่วนคำถามสุดท้าย

it's complicated,

1:01

มันซับซ้อนนะ

get a physics degree.

1:02

ไปเรียนจบปริญญาทางฟิสิกส์มาสิ

Literal rocket scientists think mostly about that last question

1:03

นักวิทยาศาสตร์จรวดตัวจริงมักจะคิดถึงคำถามสุดท้ายนั้นมากที่สุด

and the rest of us are probably vaguely asking about the first วลี

1:06

ส่วนพวกเราที่เหลือน่าจะแค่ถามแบบกว้างๆ ถึงคำถามแรก

วลี

คนที่เหลือในกลุ่มซึ่งรวมผู้พูดด้วย

the rest of us หมายถึงคนที่เหลือทั้งหมดในกลุ่มที่รวมผู้พูดอยู่ด้วย ในประโยคนี้ นักวิทยาศาสตร์ด้านจรวดตัวจริงเป็นกลุ่มย่อยหนึ่ง ส่วนวลีนี้หมายถึงคนอื่นทั้งหมดรวมถึงผู้พูด ในรูปแบบ the rest of + pronoun คำสรรพนามจะบอกว่ากลุ่มทั้งหมดคือใคร Us แสดงว่าผู้พูดเป็นสมาชิกของกลุ่มนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ the rest of + pronoun และให้ผู้พูดรวมอยู่ในกลุ่มด้วย: Maya and Leo are presenting today; ____ will present tomorrow.

ดูคำตอบ

the rest of us

when we say which is the closest

1:09

เมื่อเราพูดว่าดวงไหนใกล้ที่สุด

because we're not thinking about the planets in motion.

1:11

เพราะเราไม่ได้นึกถึงดาวเคราะห์ในขณะที่กำลังเคลื่อนที่

If we were, ไวยากรณ์

1:14

ถ้าเราคิดถึงเรื่องนั้น

we'd ask something closer to questions two and three,

1:15

เราก็จะถามสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำถามที่สองและสามมากกว่า

ไวยากรณ์

If we were, we'd ask: ประโยคเงื่อนไขแบบที่สองที่มีการละคำ

ใน If we were มีการละ thinking about the planets in motion หลัง were เพราะเป็นข้อมูลที่ซ้ำกับอนุประโยคก่อนหน้า เนื้อหาที่ละไว้เข้าใจได้จากบริบท ดังนั้น were ในที่นี้จึงไม่ได้ขาดส่วนเติมเต็มและไม่ใช่รูปถูกกระทำ โครงสร้าง If + รูปอดีต, would + กริยารูปพื้นฐาน ใช้แสดงเงื่อนไขที่ตรงข้ามกับสถานการณ์ปัจจุบันและผลลัพธ์สมมุติ ผู้พูดไม่ได้กำลังพิจารณาการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ หากสถานการณ์ต่างออกไป ก็จะถามคำถามที่ต่างออกไป ใน we'd ask คำว่า we'd หมายถึง we would

แบบฝึกหัด

ตอนนี้กลุ่มนี้ไม่ได้วางแผนกิจกรรมกลางแจ้ง ประโยคใดที่ตามมาใช้ประโยคเงื่อนไขแบบที่สองและมีการละคำ

  1. If we had been, we'd have chosen the park.
  2. If we were, we'd choose the park.
  3. If we are, we'll choose the park.
ดูคำตอบ

If we were, we'd choose the park.

which is what the main video is about.

1:18

ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เป็นเนื้อหาหลักของวิดีโอนี้

Mercury,

1:20

ดาวพุธ

on average, วลี

1:20

โดยเฉลี่ยแล้ว

has the shortest distance to all the other planets

1:21

มีระยะห่างที่สั้นที่สุดเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ทั้งหมด

and for the inner planets,

1:24

และสำหรับดาวเคราะห์ชั้นใน

it's also the closest planet most of the time. วลี

1:26

มันก็ยังเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย

วลี

on average: การรวมค่าจากหลายกรณีหรือหลายช่วงเวลา

On average บอกว่าผลลัพธ์มาจากการรวมค่าที่วัดได้จากหลายช่วงเวลาหรือหลายกรณี ในที่นี้พิจารณาระยะห่างของดาวเคราะห์ตลอดช่วงเวลา ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง วลีนี้จำกัดขอบเขตของข้อสรุปว่า เมื่อรวมค่าที่วัดได้เหล่านั้นแล้ว ดาวพุธมีระยะห่างเฉลี่ยสั้นที่สุด วลีนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าดาวพุธอยู่ใกล้ที่สุดทุกขณะ หรือมีสถานะใดสถานะหนึ่งเกิดขึ้นบ่อยที่สุด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดให้ผลลัพธ์ที่มาจากการรวมระยะเวลาเดินทางที่วัดไว้หลายครั้งอย่างชัดเจน

  1. The bus ride usually takes 25 minutes.
  2. On average, the bus ride takes 25 minutes.
  3. At the moment, the bus ride is taking 25 minutes.
ดูคำตอบ

On average, the bus ride takes 25 minutes.

วลี

most of the time: โดยปกติ แต่ไม่เสมอไป

most of the time หมายถึง “ในช่วงเวลาส่วนใหญ่” หรือ “ในกรณีส่วนใหญ่” เป็นการบอกว่าสิ่งหนึ่งมักเป็นจริง แต่ยังเปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้น ในที่นี้ วลีดังกล่าวจำกัดข้อความว่าดาวเคราะห์ดวงใดอยู่ใกล้ที่สุด กล่าวคือ ข้อความนี้เป็นจริงในเวลาส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุกขณะ วลีนี้บอกว่าสภาวะหนึ่งเป็นจริงบ่อยเพียงใด ไม่ได้บอกค่าเฉลี่ยของระยะทาง

แบบฝึกหัด

ถ้าแอปมักทำงานได้แต่บางครั้งก็ขัดข้อง วลีใดเติมประโยคนี้ได้เหมาะสมที่สุด? The app works ____.

  1. on average
  2. most of the time
  3. all the time
ดูคำตอบ

most of the time

But to get an answer that precise ไวยากรณ์

1:29

แต่เพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำขนาดนั้น

requires a precise question.

1:30

ก็ต้องมีคำถามที่แม่นยำเช่นกัน

ไวยากรณ์

to get ... requires ... và that precise: chủ ngữ nguyên mẫu và that chỉ mức độ

วลี infinitive to get an answer that precise เป็นประธานของ requires โดยกล่าวถึงเป้าหมายในรูปของการกระทำ และส่วนที่เหลือของประโยคบอกสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น นั่นคือคำถามที่แม่นยำ ใน that precise คำว่า that เป็นคำบอกระดับ หมายถึง “ถึงระดับนั้น” หรือ “แม่นยำขนาดนั้น” โดยขยาย precise และไม่ได้เริ่ม relative clause การวางคำคุณศัพท์หลัง answer ทำให้สื่อความหมาย “คำตอบที่แม่นยำถึงระดับนั้น” ได้อย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลี infinitive เป็นประธานและใช้ that เป็นคำบอกระดับ?

  1. Writing a report that is detailed requires solid evidence.
  2. To write a report that detailed requires solid evidence.
  3. That detailed report requires solid evidence.
ดูคำตอบ

To write a report that detailed requires solid evidence.

Unlike the way things are done in school where questions yield knowledge, โน้ต

1:32

ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนที่คำถามนำไปสู่ความรู้

การใช้คำ

yield ในความหมายว่า “ผลิตหรือก่อให้เกิด”

yield ในที่นี้เป็นคำกริยาที่มีกรรม หมายถึง “ผลิต” หรือ “ก่อให้เกิด” ใน questions yield knowledge นั้น questions เป็นสาเหตุและ knowledge เป็นผล ดังนั้น yield จึงตามด้วยกรรม knowledge โดยตรง ความหมายนี้พบได้บ่อยในการอธิบายเหตุและผลแบบเป็นทางการ ช่วงหลังของประโยคสลับบทบาทเป็น knowledge yields questions แต่ yield ยังคงมีความหมายเดิม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ yield ในความหมายเดียวกับ questions yield knowledge

  1. The study may yield useful evidence.
  2. The farm had a high crop yield.
  3. Drivers must yield to traffic on the main road.
ดูคำตอบ

The study may yield useful evidence.

it's knowledge that yields questions which yield knowledge. ไวยากรณ์

1:35

แต่กลับเป็นความรู้ต่างหากที่นำไปสู่คำถาม ซึ่งก็จะนำไปสู่ความรู้ต่อไป

ลำดับความ

Unlike ... questions yield knowledge ... knowledge yields questions: การเปรียบต่างและการกลับทิศ

Unlike เริ่มด้วยการยกแบบแผนที่คุ้นเคยในโรงเรียนขึ้นมาเป็นสิ่งเปรียบเทียบ นั่นคือคำถามนำไปสู่ความรู้ จากนั้นโครงสร้างเน้น it's knowledge that ... ทำให้ knowledge เป็นจุดสนใจและกลับทิศทางเป็น ความรู้นำไปสู่คำถาม การซ้ำ knowledge, questions และ yield ในลำดับที่สะท้อนกลับกันทำให้ติดตามเหตุผลได้ง่าย ความรู้สร้างคำถามที่ดีขึ้น และคำถามเหล่านั้นก็สร้างความรู้เพิ่มขึ้น แนวคิดนี้เป็นการขยายแบบแผนตามปกติของโรงเรียน ไม่ได้หมายความว่าคำถามในโรงเรียนไม่มีประโยชน์

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายได้ดีที่สุดว่าประโยคต้นฉบับจัดลำดับข้อโต้แย้งอย่างไร

  1. ประโยคนี้บอกวิธีเรียนสองแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยไม่ได้แสดงความสัมพันธ์
  2. ประโยคนี้เปรียบเทียบลำดับทางเดียวที่คุ้นเคยกับสายความคิดที่กลับทิศและกลายเป็นวงจร
  3. ประโยคนี้แย้งว่าการถามคำถามในโรงเรียนไม่ก่อให้เกิดความรู้
ดูคำตอบ

ประโยคนี้เปรียบเทียบลำดับทางเดียวที่คุ้นเคยกับสายความคิดที่กลับทิศและกลายเป็นวงจร

ไวยากรณ์

It's knowledge that ...: การเน้นจุดสำคัญด้วยประโยค cleft

รูปแบบ it is/was X that ... เป็นประโยคเน้นแบบ cleft ตรงนี้ it ไม่ได้อ้างถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คำว่า knowledge ถูกวางหลัง it's เพื่อให้เป็นจุดเน้น และ that yields questions บอกว่าสิ่งที่ถูกเน้นนั้นทำอะไร เมื่อเทียบกับ Knowledge yields questions รูปแบบนี้ย้ำชัดว่า ความรู้ต่างหาก ไม่ใช่จุดเริ่มต้นอื่น ที่ก่อให้เกิดคำถาม ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย that ทำให้โครงสร้าง cleft สมบูรณ์ ไม่ใช่อนุประโยคสัมพันธ์ธรรมดาที่ใช้ขยาย knowledge เท่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง cleft เพื่อเน้นสาเหตุที่แท้จริงคือ the backup battery อย่างชัดเจน

  1. It was the lights that the backup battery kept on.
  2. The backup battery kept the lights on.
  3. It was the backup battery that kept the lights on.
ดูคำตอบ

It was the backup battery that kept the lights on.

Now,

1:39

ทีนี้

it's hard to think about the raw knowledge of everything all at once, วลี

1:39

มันเป็นเรื่องยากที่จะคิดถึงความรู้ดิบๆ ของทุกสิ่งพร้อมกันทั้งหมด

วลี

all at once ในความหมายว่า “ในเวลาเดียวกัน”

ตรงนี้ all at once หมายถึง “ในเวลาเดียวกัน” คำว่า everything ชี้ว่ากำลังนำความรู้หลายส่วนมาคิดรวมกัน ดังนั้นวลีนี้จึงอธิบายการใช้ความคิดหลายอย่างพร้อมกัน ในประโยคอื่น all at once อาจหมายถึง “ทันใดนั้น” ได้ด้วย ให้ดูว่าวลีนี้ขยายอะไร หากกล่าวถึงหลายสิ่งหรือหลายการกระทำรวมกัน ก็มักหมายถึง “พร้อมกัน” แต่หากกล่าวถึงเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว ก็มักหมายถึง “ทันใดนั้น”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ all at once ในความหมายว่า “พร้อมกัน” เหมือนในคำบรรยาย

  1. All at once, the room went silent.
  2. Please don't ask me three questions all at once.
  3. All of a sudden, the alarm rang.
ดูคำตอบ

Please don't ask me three questions all at once.

so we condense down part of what we know into a model to help us think, วลี

1:42

เราจึงย่อสิ่งที่เราจำได้บางส่วนให้อยู่ในรูปของแบบจำลองเพื่อช่วยให้เราคิดได้ง่ายขึ้น

วลี

ย่อ...ให้เป็นแบบจำลอง

Condense X into Y หมายถึงการลดและจัดระเบียบข้อมูลจำนวนมากหรือซับซ้อนใหม่ เพื่อให้กลายเป็นรูปแบบ Y ที่สั้นหรือเรียบง่ายกว่า ในประโยคนี้ ความรู้บางส่วนถูกทำให้เป็นแบบจำลอง ซึ่งเป็นภาพแทนแบบย่อที่ใช้ช่วยคิด ไม่ใช่สำเนาความเป็นจริงทั้งหมด ใน condense down คำว่า down ช่วยเน้นแบบภาษาพูดว่ามีการลดทอน โครงสร้างหลักคือ condense X into Y ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมี down

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง condense ... into: We need to ____ the interview notes ____ a clear two-page summary.

ดูคำตอบ

condense · into

like with the line of the planets.

1:47

อย่างเช่นเรื่องการเรียงตัวของดาวเคราะห์

But as with fuzzy questions, วลี

1:49

แต่ก็เหมือนกับคำถามที่คลุมเครือ

models can trick us too. สำนวน

1:51

แบบจำลองก็สามารถหลอกเราได้เหมือนกัน

วลี

As with fuzzy questions: เช่นเดียวกับคำถามที่คลุมเครือ

As with X เป็นกรอบการเปรียบเทียบที่หมายถึง “เช่นเดียวกับในกรณีของ X” หรือ “ประเด็นเดียวกันนี้ใช้กับ X ด้วย” โครงสร้างนี้นำเสนอกรณีที่คล้ายกันและผู้อ่านรู้จักอยู่แล้ว ก่อนกล่าวใจความหลัก ในที่นี้ คำถามที่คลุมเครือและแบบจำลองเป็นกรณีที่คล้ายกัน เพราะทั้งสองอย่างอาจทำให้เราเข้าใจผิดได้ คำว่า as ในที่นี้แสดงความคล้ายคลึง ไม่ได้บอกเวลา หลัง with ส่วน X มักเป็นชื่อของสิ่งของหรือสถานการณ์ แล้วประโยคหลักจะบอกว่าสิ่งใดเป็นจริงในกรณีใหม่ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as with เพื่อเปรียบเทียบสองกรณีที่คล้ายกัน

  1. As with office work, remote work requires clear communication.
  2. When office work ends, remote work begins.
  3. Because office work is common, remote work requires clear communication.
ดูคำตอบ

As with office work, remote work requires clear communication.

สำนวน

models can trick us: การทำให้แบบจำลองที่ไม่มีชีวิตเป็นบุคคล

ในที่นี้ models can trick us กล่าวถึงแบบจำลองราวกับว่าเป็นคนที่หลอกผู้อื่นได้ ไม่ได้หมายความว่าแผนภาพตั้งใจโกหก แบบจำลองที่ทำให้ง่ายอาจตัดข้อมูลเรื่องมาตราส่วน การเคลื่อนที่ หรือข้อมูลอื่นออก จนผู้ดูนึกภาพผิด การทำให้เป็นบุคคลแบบนี้เปลี่ยนคำเตือนเชิงนามธรรมให้เป็นแนวคิดที่ตรงไปตรงมา กล่าวคือ ภาพแทนบางอย่างอาจสร้างความรู้สึกเข้าใจที่ผิดได้ เมื่อมีการบอกว่าสิ่งไม่มีชีวิต trick ใครสักคน ให้มองหาลักษณะที่นำผู้คนไปสู่ข้อสรุปที่ผิด

แบบฝึกหัด

models can trick us ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. แบบจำลองตั้งใจตัดสินใจโกหกผู้คน
  2. แบบจำลองที่ทำให้ง่ายอาจทำให้ผู้คนเกิดความเข้าใจผิด
  3. ผู้คนแกล้งทำเป็นว่าแบบจำลองนั้นถูกต้องแม่นยำ
ดูคำตอบ

แบบจำลองที่ทำให้ง่ายอาจทำให้ผู้คนเกิดความเข้าใจผิด

Which planet is the closest looks like a simple and easy question

1:52

ดาวเคราะห์ดวงไหนใกล้ที่สุดดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ง่ายและเรียบง่าย

when the solar system is shown this way.

1:55

เมื่อระบบสุริยะถูกแสดงออกมาในรูปแบบนี้

Like even when you know that isn't really how the solar system looks,

1:58

แม้ว่าคุณจะรู้ว่าระบบสุริยะไม่ได้มีหน้าตาแบบนี้จริงๆ

can't possibly be.

2:01

เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นแบบนี้

In my old video about Pluto,

2:02

ในวิดีโอเก่าของผมเกี่ยวกับดาวพลูโต

where I sound like a completely different person,

2:04

ซึ่งตอนนั้นเสียงผมฟังดูเหมือนคนละคนเลย

I covered this exact point as I've often done in class.

2:06

ผมได้พูดถึงประเด็นนี้ไว้ชัดเจนอย่างที่ผมมักจะทำในชั้นเรียน

If we take this diagram and adjust for the correct sizes of the planets, วลี

2:09

ถ้าเราเอาแผนภาพนี้มาแล้วปรับขนาดให้ตรงกับดาวเคราะห์ของจริง

it looks like this.

2:12

มันก็จะออกมาหน้าตาแบบนี้

วลี

adjust for: แก้ไขโดยคำนึงถึงปัจจัยที่ระบุ

ในที่นี้ adjust for หมายถึงเปลี่ยนการคำนวณหรือภาพนำเสนอเพื่อให้คำนึงถึงปัจจัยที่ระบุอย่างถูกต้อง สิ่งที่เปลี่ยนคือแผนภาพ ส่วนขนาดที่ถูกต้องของดาวเคราะห์คือปัจจัยที่ใช้กำหนดการแก้ไข รูปแบบที่พบบ่อยคือ adjust something for a factor สิ่งที่ถูกปรับอาจระบุไว้โดยตรงหรือเข้าใจได้จากบริบท สำนวนนี้เฉพาะเจาะจงกว่า change เพราะบอกว่าปัจจัยใดทำให้ต้องแก้ไข

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ adjust กับคำบุพบทที่ถูกต้อง: We need to ____ inflation before comparing salaries from different years.

ดูคำตอบ

adjust for

Think about it. น้ำเสียง/เจตนา

2:14

ลองคิดดูสิ

น้ำเสียง/เจตนา

Think about it. ในฐานะคำชวนให้ใช้เหตุผล

ในที่นี้ Think about it. เป็นการชวนให้หยุดและใช้เหตุผล ผู้พูดขอให้ผู้ชมใช้สามัญสำนึกตรวจสอบแบบจำลองก่อนเข้าสู่ตัวอย่างสมมติถัดไป ในฐานะเครื่องมือจัดลำดับการพูด ประโยคนี้เปลี่ยนผู้ชมจากผู้ฟังเฉย ๆ ให้กลายเป็นผู้ร่วมใช้เหตุผล ไม่ได้หมายความว่าผู้ชมสะเพร่าหรือไม่ฉลาด

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ Think about it. ขอให้ผู้ชมทำอะไร

  1. หยุดและใช้หลักฐานที่จะตามมาตรวจสอบคำกล่าวอ้าง
  2. ขอโทษที่ไม่ได้ตั้งใจฟัง
  3. จดจำถ้อยคำของผู้พูดทุกคำ
ดูคำตอบ

หยุดและใช้หลักฐานที่จะตามมาตรวจสอบคำกล่าวอ้าง

If Jupiter was this close to Earth, ไวยากรณ์

2:14

ถ้าดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้โลกขนาดนี้

it wouldn't look like a dot in the night sky,

2:15

มันก็คงไม่ดูเป็นแค่จุดในท้องฟ้ายามค่ำคืนหรอก

but would be rather overwhelming.

2:17

แต่มันจะดูใหญ่มหึมาจนน่าขนลุกเลยแหละ

ไวยากรณ์

If ... was ... wouldn't ... but would ... สำหรับสร้างเงื่อนไขที่ขัดกับความจริง

นี่คือประโยคเงื่อนไขสมมติที่ขัดกับความจริง โครงสร้าง If + รูปอดีตใช้สร้างสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริง เพราะดาวพฤหัสบดีไม่ได้อยู่ใกล้โลกขนาดนี้จริง ๆ ส่วนผลลัพธ์ใช้ would เพื่อจินตนาการถึงผลที่ตามมา รูปอดีต was ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเวลาในอดีต อนุประโยคผลลัพธ์เปรียบต่างคำทำนายสองแบบ ได้แก่ it wouldn't look like a dot และ but would be rather overwhelming ทั้งสองส่วนใช้ประธาน it ร่วมกัน จึงไม่ต้องกล่าวซ้ำก่อน would be

แบบฝึกหัด

เติมประโยคสมมติที่ขัดกับความจริงโดยใช้รูปแบบ wouldn't ... but would ...: If the window were truly sealed, the room ____ feel draughty, but ____ stay warm.

ดูคำตอบ

wouldn't · would

So it must be really far away. ไวยากรณ์

2:19

ดังนั้นมันต้องอยู่ไกลมากๆ แน่นอน

ไวยากรณ์

must be สำหรับการอนุมานที่มั่นใจสูง

ในประโยคนี้ must be แสดงข้อสรุปที่มั่นใจสูงจากหลักฐาน วัตถุนั้นดูเล็กมากบนท้องฟ้า ผู้พูดจึงสรุปว่ามันอยู่ไกลมาก โครงสร้าง must + be + คำบรรยาย สามารถใช้อนุมานสภาพในปัจจุบันได้ ไม่ได้หมายความว่ามีใครสั่งให้วัตถุนั้นต้องอยู่ไกล

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ must be เพื่อบอกข้อสรุปจากหลักฐาน ไม่ใช่หน้าที่หรือข้อบังคับ

  1. Her coat is wet, so it must be raining outside.
  2. Visitors must be quiet in the library.
  3. You must be at the gate by six.
ดูคำตอบ

Her coat is wet, so it must be raining outside.

Still,

2:21

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ

the model gets into your head in ways you don't notice โน้ต

2:21

แบบจำลองนี้ก็ฝังหัวคุณในแบบที่คุณไม่ทันสังเกต

สำนวน

gets into your head: แนวคิดที่กำหนดวิธีคิดของคุณ

gets into your head ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือแบบจำลองกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพในใจและเริ่มกำหนดวิธีคิดของคุณ แม้ว่าคุณจะไม่ทันสังเกตผลกระทบนั้น รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ something gets into someone's head เมื่อประธานเป็นแนวคิด ภาพ ข้อความ หรือความกังวล สำนวนนี้หมายถึงสิ่งนั้นฝังอยู่ในใจและมีอิทธิพลต่อความคิดในภายหลัง

แบบฝึกหัด

ใน "That advert gets into your head even when you try to ignore it," คำว่า gets into your head หมายความว่าอะไร

  1. มันเริ่มมีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ
  2. มันเปิดเผยความคิดส่วนตัวทั้งหมดของคุณ
  3. มันทำให้คุณปวดศีรษะ
ดูคำตอบ

มันเริ่มมีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ

ไวยากรณ์

in ways you don't notice: การละคำสรรพนามสัมพันธ์ที่เป็นกรรม

วลี in ways you don't notice มีอนุประโยคสัมพันธ์แบบจำกัดความ โดย you don't notice ขยาย ways คำสรรพนามสัมพันธ์ that ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมถูกละไว้ ดังนั้นรูปเต็มคือ in ways that you don't notice ways เป็นคำนำหน้าที่เข้าใจว่าอยู่ในตำแหน่งกรรมของ notice ส่วน you don't notice ไม่ใช่การกระทำอีกอย่างที่เชื่อมขนานกับประโยคหลัก ในอนุประโยคสัมพันธ์แบบจำกัดความ คำสรรพนามสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมมักละได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคสัมพันธ์ที่ละคำสรรพนามสัมพันธ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมได้ถูกต้อง

  1. The new schedule saves time in ways you may not notice them.
  2. The new schedule saves time in ways you may not notice.
  3. The new schedule saves time in ways what you may not notice.
ดูคำตอบ

The new schedule saves time in ways you may not notice.

and lets you ask imprecise questions easily ไวยากรณ์

2:25

และทำให้คุณถามคำถามที่ไม่ชัดเจนออกมาได้ง่ายๆ

ไวยากรณ์

lets you ask: let + กรรม + กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to

ใน lets you ask คำว่า lets ตามด้วยกรรม you แล้วจึงตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน ask ห้ามเติม to โครงสร้างคือ let + คนหรือสิ่งของ + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ let หมายถึง “ทำให้เป็นไปได้” หรือ “ทำให้สามารถทำได้” ไม่ได้หมายความว่าโมเดลให้อนุญาตเหมือนมนุษย์ โครงสร้างนี้มักใช้บอกว่าเครื่องมือ ฟังก์ชัน หรือสถานการณ์ทำให้ใครสามารถทำอะไรได้

แบบฝึกหัด

เติมกริยารูปพื้นฐานที่ต้องใช้หลัง lets ให้สมบูรณ์: The help button lets you ____ a question.

ดูคำตอบ

ask

but insufficiently answered.

2:28

แต่กลับได้คำตอบที่ไม่เพียงพอ

The result is something that's retroactively obvious การใช้คำ

2:29

ผลลัพธ์ก็คือสิ่งที่ดูเหมือนจะชัดเจนในภายหลัง

can hide for a long time.

2:32

กลับสามารถถูกซ่อนไว้ได้เป็นเวลานาน

การใช้คำ

retroactively obvious: chỉ rõ ràng khi nhìn lại

retroactively obvious หมายถึง “ดูเหมือนชัดเจนก็ต่อเมื่อรู้ผลในภายหลังหรือได้รับคำอธิบายแล้ว” ในประโยคนี้ แนวคิดดังกล่าวอาจดูเรียบง่ายในตอนนี้ แต่กลับไม่มีใครค้นพบเป็นเวลานาน retroactively บอกว่าความรู้สึกว่าเรื่องนั้นชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อใด นั่นคือเมื่อมองย้อนกลับไป ไม่ได้หมายความว่าคนในเวลานั้นมองเห็นคำตอบอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะจะอธิบายด้วย retroactively obvious มากที่สุด

  1. ทุกคนมองเห็นคำตอบก่อนการสืบสวนจะเริ่มขึ้น
  2. คำตอบดูชัดเจนหลังจากพบหลักฐานที่ขาดหายไปแล้วเท่านั้น
  3. แม้ได้รับคำอธิบายอย่างครบถ้วนแล้วก็ยังไม่สามารถเข้าใจคำตอบได้เลย
ดูคำตอบ

คำตอบดูชัดเจนหลังจากพบหลักฐานที่ขาดหายไปแล้วเท่านั้น

The fact about Mercury being the closest on average

2:35

ข้อเท็จจริงที่ว่าดาวพุธเป็นดาวที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยเฉลี่ย

feels like something Newton could have noticed, ไวยากรณ์

2:37

รู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่นิวตันน่าจะสังเกตเห็นได้

ไวยากรณ์

could have noticed: một khả năng trong quá khứ đã không thành hiện thực

Could have noticed ใช้โครงสร้าง could have + กริยาช่องที่สาม ในที่นี้หมายความว่านิวตันมีโอกาสสังเกตเห็นเรื่องนี้ในอดีต เพราะข้อมูลที่จำเป็นมีอยู่แล้ว ในบริบทนี้ ผู้พูดกำลังมองย้อนกลับไปและสื่อเป็นนัยว่านิวตันไม่ได้สังเกตเห็นจริง ๆ โครงสร้างนี้แสดงความเป็นไปได้ที่พลาดไปหรือไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ใช่การยืนยันว่าเขาค้นพบเรื่องนี้แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย could have และกริยาช่องที่สามของ notice: "The sign was clearly visible, so we ____ it before taking the wrong road."

ดูคำตอบ

could have noticed

but it wasn't published until this year, ไวยากรณ์

2:39

แต่มันกลับเพิ่งถูกตีพิมพ์เมื่อปีนี้เอง

ไวยากรณ์

wasn't published until this year: เพิ่งตีพิมพ์ในปีนี้

ใน “wasn't published until this year” หมายความว่ายังไม่มีการตีพิมพ์เกิดขึ้นเลยก่อนปีนี้ และมีการตีพิมพ์ในปีนี้จริง ๆ ดังนั้นวลีนี้จึงนำเสนอปีนี้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ล่าช้าและในที่สุดก็เผยแพร่ได้ โครงสร้าง not ... until เชื่อมโยงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นกับเวลาที่เกิดขึ้นในที่สุด จึงเน้นความล่าช้าหรือความแตกต่างในสถานการณ์นี้ this year หมายถึงปีที่กำลังพูดถึง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงปีปฏิทินปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่หมายความว่าสิ่งนั้นยังไม่พร้อมให้ใช้งานก่อนปีนี้ แต่พร้อมให้ใช้งานในช่วงปีนี้

  1. It was published this year.
  2. It wasn't published until this year.
  3. It wasn't published this year.
  4. It was published before this year.
ดูคำตอบ

It wasn't published until this year.

which is crazy.

2:42

ซึ่งมันบ้ามาก

It's a property of concentric circles,

2:43

นี่คือคุณสมบัติของวงกลมที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน

something Pythagoras,

2:46

ซึ่งเป็นสิ่งที่พีทาโกรัส

were he not so obsessed with triangles, ไวยากรณ์

2:47

ถ้าเขาไม่มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับสามเหลี่ยม

might have noticed.

2:49

ก็อาจจะสังเกตเห็นมันแล้ว

ไวยากรณ์

were he not so obsessed with triangles, might have noticed.:ถ้าเขาไม่ได้หมกมุ่นกับสามเหลี่ยมขนาดนั้น เขาอาจสังเกตเห็น

วลี “were he not so obsessed with triangles” เป็นประโยคเงื่อนไขแบบสลับตำแหน่งที่มีระดับภาษาทางการ หมายถึง “if he were not so obsessed with triangles” โดยนำ were มาไว้หน้าประธาน และวลีนี้ไม่ใช่คำถาม ส่วนผลลัพธ์ “might have noticed” ใช้รูปแบบ modal perfect เพื่อเสนอว่าการสังเกตเห็นเป็นผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นในอดีต ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว เงื่อนไขจินตนาการถึงสภาวะที่แตกต่างในสถานการณ์นั้น ส่วนผลลัพธ์มองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตที่อาจเกิดขึ้น ประโยคนี้เสนอข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับพีทาโกรัสอย่างมีอารมณ์ขัน

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคเงื่อนไขแบบสลับตำแหน่งที่เป็นทางการ ซึ่งมีความหมายว่า “If she were not so busy, she might have called yesterday”

  1. Was she not so busy, she might have called yesterday.
  2. If she were not so busy, she might have called yesterday.
  3. Were she not so busy, she might have called yesterday.
  4. Had she not been so busy, she might call yesterday.
ดูคำตอบ

Were she not so busy, she might have called yesterday.

So,

2:50

เพราะงั้น

I love this fact about Mercury being the closest planet,

2:50

ผมถึงชอบข้อเท็จจริงที่ว่าดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่ใกล้ที่สุด

depending on exactly what you mean by closest, ลำดับความ

2:53

ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณหมายถึงอะไรกันแน่กับคำว่า 'ใกล้ที่สุด'

ลำดับความ

depending on exactly what you mean by closest: ขึ้นอยู่กับความหมายที่แน่นอนของ closest

depending on exactly what you mean by closest เพิ่มเงื่อนไขให้กับข้อความที่กล่าวมาก่อนหน้า โดยบอกว่าคำตอบจะเปลี่ยนไปตามนิยามของ closest ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดเพียงแค่ไม่แน่ใจ depending on what you mean by X เป็นรูปแบบที่ใช้กำหนดขอบเขตของข้อความ ในที่นี้ closest อาจวัดได้หลายวิธี จึงต้องทำให้ความหมายของคำนี้ชัดเจนก่อนจะถือว่าข้อความนั้นเป็นจริงในทุกกรณี

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานพูดว่า “This option is the cheapest.” ประโยคต่อท้ายใดแสดงได้ดีที่สุดว่าข้อความนี้ขึ้นอยู่กับนิยามของ cheapest?

  1. That option is cheapest under every method of calculation.
  2. That depends on exactly what you mean by cheapest.
  3. I cannot remember which option you mentioned.
ดูคำตอบ

That depends on exactly what you mean by cheapest.

because it's a fantastic example of how

2:55

เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมมากว่า

if you can get rid of old or incorrect models from your head กริยาวลี

2:57

ถ้าคุณสามารถกำจัดแบบจำลองเก่าๆ หรือแบบจำลองที่ผิดๆ ออกไปจากหัวได้

กริยาวลี

get rid of: กำจัดหรือทำให้หลุดพ้นจากสิ่งที่ไม่ต้องการ

Get rid of หมายถึงเอาออก ทิ้ง หรือทำให้ตนเองหลุดพ้นจากสิ่งที่ไม่ต้องการ เป็นสำนวนคงที่สามคำ โดยกรรมจะอยู่หลัง of เช่น get rid of old models เมื่อต้องเปลี่ยนกาล จะเปลี่ยนเฉพาะ get เช่น got rid of ในประโยคนี้ models หมายถึงแนวคิดในใจ ไม่ใช่วัตถุจริง ผู้พูดหมายถึงการแทนที่วิธีคิดที่เก่าหรือไม่ถูกต้อง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยเรียง get, rid และ of ให้ถูกต้อง: I’m trying to ____ the habit of checking my phone during meals.

ดูคำตอบ

get rid of

and think clearly in a way to ask a precise question,

3:01

และคิดให้ชัดเจนเพื่อที่จะตั้งคำถามให้แม่นยำ

the universe awaits with new knowledge for you to find. สำนวน

3:05

จักรวาลก็รอคอยให้คุณไปค้นพบความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ

สำนวน

การใช้บุคลาธิษฐานใน “the universe awaits”

ในประโยคนี้ จักรวาลถูกกล่าวถึงราวกับเป็นคนที่รอคอยได้ ถ้อยคำนี้ไม่ได้หมายความว่าจักรวาลมีจิตสำนึก แต่สื่อว่ายังมีข้อเท็จจริงที่เราไม่รู้และรอให้ผู้คนค้นพบ การใช้บุคลาธิษฐานนี้ทำให้บทสรุปมีความหวังและให้ความรู้สึกของการผจญภัย แนวคิดนามธรรมเรื่องความรู้ในอนาคตจึงกลายเป็นคำเชิญให้สำรวจต่อไป

แบบฝึกหัด

ใน “the universe awaits” การใช้บุคลาธิษฐานสื่อถึงอะไร?

  1. คำถามทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดมีคำตอบแล้ว
  2. จักรวาลมีจิตสำนึกและกำลังรอผู้มาเยือน
  3. ยังมีความรู้ใหม่รอให้ค้นพบ
ดูคำตอบ

ยังมีความรู้ใหม่รอให้ค้นพบ

Isn't that great? น้ำเสียง/เจตนา

3:09

เจ๋งไปเลยว่าไหมล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

การใช้ “Isn't that great?” เพื่อเชิญให้อีกฝ่ายเห็นด้วย

แม้คำถามนี้จะมีรูปปฏิเสธตามหลักไวยากรณ์ แต่ผู้พูดกำลังแสดงความคิดเห็นในเชิงบวก ในที่นี้ Isn't that great? มีความหมายใกล้เคียงกับ “ฉันคิดว่ามันเยี่ยมมาก คุณก็เห็นด้วยใช่ไหม?” รูปคำถามปฏิเสธแสดงว่าผู้พูดคาดหวังให้อีกฝ่ายเห็นด้วย ไม่ได้ต้องการคำตอบใช่หรือไม่ใช่แบบเป็นกลาง ผู้พูดจึงสามารถแบ่งปันความตื่นเต้นพร้อมเชิญให้ผู้ฟังรู้สึกเช่นเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เพื่อนบอกว่าพบลูกสุนัขที่หายไปแล้ว คำตอบใดแสดงความดีใจได้เป็นธรรมชาติที่สุดและเชิญให้เพื่อนเห็นด้วย?

  1. That isn't great.
  2. Is that great?
  3. Isn't that great?
ดูคำตอบ

Isn't that great?