พ่อแกะ | หมาต้อนแกะ - ซีซั่น 3 | บลูอี้: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
205 คำ 163 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บลูอี้คิดว่าแม่กำลังหลบหน้าลูก ๆ แต่ต่อมาได้เข้าใจว่าการดูแลเด็กอาจเหนื่อย และบางครั้งพ่อแม่ก็ต้องการเวลาพักสั้น ๆ ขณะเดียวกัน พ่อแกล้งเป็นแกะจอมดื้อเพื่อรักษาเวลาสงบของแม่ แต่กลับก่อความวุ่นวายกับเวนดี้ จนสุดท้ายชิลลีต้องเข้ามาจัดการ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. How would you like to save — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที เป็นคำถามเชิงสมมติที่พนักงานขายหรือผู้ให้คำแนะนำใช้เปิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์อย่างสุภาพ ผู้เรียนจะใช้รูปแบบนี้เพื่อดึงความสนใจโดยไม่เสนออย่างตรงเกินไป และสังเกตได้ว่าเมื่อใดถ้อยคำที่เป็นมิตรมีจุดประสงค์เพื่อโน้มน้าว 2. do want to — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค do ในประโยคบอกเล่าสามารถใช้ยืนยันความรู้สึกหรือเจตนาอย่างหนักแน่น ตรงนี้แม่กำลังแก้ความเข้าใจของบลูอี้ที่คิดว่าแม่ไม่อยากเจอ ผู้เรียนจึงใช้โครงสร้างนี้โต้แย้งข้อสันนิษฐานเชิงลบอย่างชัดเจน พร้อมกับทำให้อีกฝ่ายสบายใจได้ 3. very cheeky — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์ ในภาษาครอบครัวแบบอังกฤษและออสเตรเลีย cheeky มักเป็นคำตำหนิเบา ๆ และอาจฟังดูเอ็นดู สำหรับคนที่ซน กล้าท้าทาย หรือไม่เชื่อฟัง ผู้เรียนจะแยกคำดุแบบเป็นมิตรออกจากคำตัดสินที่แรงกว่าอย่าง rude หรือ bad และเลือกน้ำเสียงให้เหมาะกับเด็กหรือสัตว์เลี้ยงได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Oh, someone's at the door. วลี

0:00

โอ้ มีคนมาที่ประตู

วลี

someone's at the door: มีคนมาที่ประตู

Someone's เป็นรูปย่อของ someone is ในที่นี้ at the door หมายถึงมีคนกำลังรออยู่ตรงทางเข้า โดยปกติหลังจากมีเสียงเคาะประตูหรือเสียงกริ่ง ทั้งประโยคเป็นคำพูดที่เป็นธรรมชาติสำหรับบอกว่ามีแขกมา และมักสื่อถึงขั้นตอนต่อไปโดยไม่พูดออกมาตรง ๆ ว่าต้องมีคนไปเปิดประตู

แบบฝึกหัด

หลังจากได้ยินเสียงเคาะประตู Someone's at the door สื่อความหมายตามธรรมชาติว่าอย่างไร?

  1. มีคนเอาประตูไปแล้ว
  2. มีแขกรออยู่ จึงอาจต้องมีคนไปเปิดประตู
  3. มีคนกำลังซ่อมประตู
ดูคำตอบ

มีแขกรออยู่ จึงอาจต้องมีคนไปเปิดประตู

Don't worry, Mum'll get it. การใช้คำ

0:02

ไม่ต้องห่วงจ้ะ เดี๋ยวแม่ไปเปิดเอง

การใช้คำ

get it: ไปเปิดประตู

ในที่นี้ get it หมายถึงไปเปิดประตูหรือรับแขกที่มาถึง การกล่าวก่อนหน้านี้ว่ามีคนอยู่ที่ประตูทำให้รู้ว่า it หมายถึงอะไร นั่นคือสถานการณ์ที่ต้องมีคนตอบสนอง ไม่ใช่สิ่งของที่ต้องหยิบขึ้นมา ในโครงสร้างอย่าง I'll get it หรือ Mum'll get it คำว่า get it อาจหมายถึงจัดการเรื่องตรงหน้าที่ต้องตอบสนองทันที การกระทำที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบท

แบบฝึกหัด

เสียงกริ่งประตูดังขึ้น Priya พูดว่า 'I'll get it.' Priya น่าจะทำอะไร?

  1. หยิบสิ่งของขึ้นมาจากพื้น
  2. ไปเปิดประตู
  3. พยายามทำความเข้าใจคำอธิบาย
ดูคำตอบ

ไปเปิดประตู

Hey, Sheep can't walk.

0:05

เฮ้ แกะเดินไม่ได้นะ

Hi.

0:08

สวัสดีครับ

How would you like to save $200 a year on your energy bill? โน้ต

0:09

คุณอยากประหยัดค่าไฟปีละ 200 ดอลลาร์ไหมครับ?

น้ำเสียง/เจตนา

How would you like to save...: ข้อเสนอที่สุภาพแต่มีจุดประสงค์โน้มน้าว

How would you like to + กริยารูปพื้นฐาน? เป็นวิธีสุภาพในการเสนอข้อเสนอ คำเชิญ หรือโอกาสที่น่าสนใจในรูปคำถาม ในประโยคนี้ save ระบุประโยชน์ที่ใช้ดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง แม้รูปประโยคจะดูเหมือนถามว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่การใช้ในบริบทการขายนี้มีจุดประสงค์เพื่อโน้มน้าว โดยผู้พูดกำลังนำเข้าสู่ข้อเสนอ would ทำให้คำเปิดฟังดูไม่ตรงเกินไป แต่ไม่ได้ทำให้เจตนาในการขายหายไป

แบบฝึกหัด

เติมข้อเสนอเชิงขายที่สุภาพนี้ด้วยคำเปิดจากบทเรียนให้ตรงตามต้นฉบับ: ____ save money on your internet plan?

ดูคำตอบ

How would you like to

การใช้คำ

energy bill: บิลค่าพลังงานของครัวเรือน

Energy bill คือจำนวนเงินที่ต้องจ่ายสำหรับไฟฟ้า ก๊าซ หรือพลังงานอื่น ๆ ที่ใช้ในบ้าน และอาจหมายถึงเอกสารที่แสดงค่าใช้จ่ายนั้นด้วย ใน save $200 a year on your energy bill สำนวนนี้หมายถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน bill ในที่นี้หมายถึงจำนวนเงินที่ต้องจ่ายหรือใบเรียกเก็บเงิน ไม่ใช่ร่างกฎหมาย คำเกี่ยวกับการจ่ายเงิน การประหยัด ค่าใช้จ่ายรายเดือน หรือครัวเรือน มักบอกว่าเป็นความหมายนี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ energy bill ในความหมายว่าค่าไฟฟ้าหรือก๊าซของครัวเรือน

  1. The family paid its energy bill online.
  2. The cashier handed me a five-dollar bill.
  3. Parliament debated a new energy bill.
ดูคำตอบ

The family paid its energy bill online.

Excuse me? น้ำเสียง/เจตนา

0:14

อะไรนะคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Excuse me? เมื่อใช้แสดงความสงสัย

ในที่นี้ Excuse me? เป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ชวนสับสนหรือไม่คาดคิด มีความหมายประมาณว่า “อะไรนะ?” หรือ “ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม?” ไม่ใช่คำขอโทษ รูปคำถามและสถานการณ์ทำให้เห็นหน้าที่นี้ชัดเจน คำเดียวกันยังใช้เรียกความสนใจหรือแสดงมารยาทเมื่อรบกวนเล็กน้อยได้ จึงต้องดูน้ำเสียงและบริบทเพื่อเข้าใจเจตนา

แบบฝึกหัด

หลังจากได้ยินสิ่งที่ชวนสับสน คนหนึ่งพูดว่า Excuse me? สำนวนนี้น่าจะสื่อความหมายใดมากที่สุด?

  1. ผู้พูดกำลังขอโทษในสิ่งที่ตนทำ
  2. ผู้พูดกำลังขอคำอธิบายหรือแสดงความประหลาดใจ
  3. ผู้พูดกำลังจบบทสนทนาอย่างสุภาพ
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังขอคำอธิบายหรือแสดงความประหลาดใจ

Uh, is there someone else I could talk to? น้ำเสียง/เจตนา

0:17

เอ่อ มีคนอื่นที่ผมพอจะคุยด้วยได้ไหมครับ?

น้ำเสียง/เจตนา

Is there someone else I could talk to? เมื่อใช้ขอเปลี่ยนผู้ติดต่ออย่างสุภาพ

คำถามนี้ใช้ถามอย่างสุภาพว่ามีคนอื่นที่สามารถพูดคุยด้วยได้หรือไม่ ในที่นี้ someone else สื่อถึงคนที่เหมาะสมกว่าหรือช่วยได้ ไม่ใช่เพียงใครก็ได้อีกคนหนึ่ง รูปแบบ Is there ...? ใช้ตรวจสอบว่ามีคนดังกล่าวหรือไม่ ส่วน could ทำให้คำขอไม่ตรงเกินไป เมื่อใช้ร่วมกันจึงทำให้คำขอนุ่มนวลขึ้น แม้ยังอาจสื่อว่าคนที่กำลังคุยด้วยไม่ใช่คนที่เหมาะจะจัดการเรื่องนี้

แบบฝึกหัด

คุณต้องการคุยกับเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าคนอื่น คำขอใดสุภาพและเป็นธรรมชาติ?

  1. I want another agent right now.
  2. Is there someone else I could talk to?
  3. Could someone else talk me?
ดูคำตอบ

Is there someone else I could talk to?

I'll go get my Mum. วลี

0:20

เดี๋ยวหนูไปเรียกแม่ให้นะคะ

วลี

go get my Mum: ไปตามคนมา

ในประโยคนี้ go get my Mum หมายถึง “ไปหาแม่ บอกแม่ว่ามีคนต้องการ แล้วให้แม่มาที่นี่” get ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ได้มา” หรือ “เป็นเจ้าของ” คน ในภาษาอังกฤษแบบไม่เป็นทางการ go สามารถตามด้วยกริยารูปพื้นฐานอีกคำได้ทันที เป็น go get ส่วน go and get ก็สื่อถึงลำดับการกระทำเดียวกันและใช้กันทั่วไป

แบบฝึกหัด

ผู้มาเยือนขอคุยกับหมอ คำตอบใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าคุณจะออกไปตามหาหมอแล้วพาหรือเรียกหมอมาที่นี่

  1. I'll go get the doctor.
  2. I'll get the doctor to go.
  3. I'll go to the doctor.
ดูคำตอบ

I'll go get the doctor.

Oh, let go, Ribbon. กริยาวลี

0:22

โอ้ ปล่อยนะ Ribbon

กริยาวลี

let go: ปล่อยมือ

ในที่นี้ let go เป็นประโยคคำสั่งที่บอก Ribbon ให้หยุดจับหรือกำบางสิ่งอยู่ สิ่งที่กำลังจับนั้นเข้าใจได้จากสถานการณ์ จึงไม่จำเป็นต้องระบุชื่อ เมื่อต้องการบอกชื่อสิ่งที่จับอยู่ ให้ใช้ let go of + คำนาม เช่น let go of the rope โดยต้องมีคำบุพบท of ในโครงสร้างนี้

แบบฝึกหัด

คุณกำลังจับของเล่นอยู่ แล้วมีคนพูดว่า “Let go!” เขาต้องการให้คุณทำอะไร

  1. อนุญาตให้อีกคนหนึ่งออกไป
  2. หยุดจับของเล่น
  3. ไปเอาของเล่นมา
ดูคำตอบ

หยุดจับของเล่น

Uh, I'll come back another time. วลี

0:24

เอ่อ ไว้ผมมาใหม่วันหลังนะครับ

วลี

come back another time: ไว้มาใหม่คราวหน้า

Come back another time หมายถึงกลับมาใหม่ในโอกาสอื่น ในที่นี้ another time ไม่ได้ระบุหรือรับปากวันเวลาที่แน่นอน แต่ปล่อยให้เวลาครั้งหน้าไม่เจาะจง ทั้งประโยคเป็นวิธีขอตัวอย่างสุภาพเมื่อเห็นว่าตอนนี้อาจไม่สะดวก เป็นการพูดให้นุ่มนวลโดยเน้นว่าอาจกลับมาในภายหลัง แทนที่จะตำหนิสถานการณ์ตรงหน้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเลื่อนการมาเยี่ยมอย่างสุภาพด้วยสำนวนตรงตามบทเรียน: It looks like you're busy, so I'll come back ____.

ดูคำตอบ

another time

I know what you're doing, น้ำเสียง/เจตนา

0:26

หนูรู้ว่าพ่อกำลังทำอะไร

น้ำเสียง/เจตนา

I know what you're doing: การมองออกถึงเจตนาของอีกฝ่าย

I know what you're doing อาจมีความหมายตรงตัวว่าผู้พูดรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร แต่ในบริบทที่กำลังเผชิญหน้ากันนี้ หมายถึงผู้พูดมองออกว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอะไรซ่อนอยู่ จึงเป็นการกล่าวหา ไม่ใช่การบอกข้อมูลอย่างเป็นกลาง สำนวนนี้ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์เสมอไป ผลของคำพูดขึ้นอยู่กับบริบทและน้ำเสียง ในการโต้เถียง สำนวนนี้แสดงความสงสัยและท้าทายแรงจูงใจของอีกฝ่าย

แบบฝึกหัด

ระหว่างการโต้เถียง มีคนพูดว่า I know what you're doing. เขาน่าจะหมายความว่าอะไร?

  1. ฉันมองออกถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ของคุณแล้ว
  2. ฉันมองไม่เห็นว่าคุณกำลังทำอะไร
  3. ฉันกำลังขอให้คุณบอกว่าคุณทำงานอะไรอยู่
ดูคำตอบ

ฉันมองออกถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ของคุณแล้ว

you don't want me to see Mum. ไวยากรณ์

0:28

พ่อไม่อยากให้หนูไปเจอแม่ใช่มั้ยล่ะ

ไวยากรณ์

don't want me to see: โครงสร้าง want + คน + to + คำกริยา

ในโครงสร้าง want + คน + to + คำกริยา คนที่ตามหลัง want เป็นกรรมของ want และเป็นประธานโดยนัยของกริยาที่ตามมา ใน don't want me to see ผู้ที่ทำกริยา see คือ me don't ใช้ปฏิเสธ want กล่าวคือ ผู้พูดบอกว่า “คุณ” ไม่ต้องการให้การกระทำนั้นเกิดขึ้น สามารถเปลี่ยนคนและการกระทำเพื่อใช้โครงสร้างนี้อีกได้ เช่น want him to wait หรือ want us to leave

แบบฝึกหัด

ใช้ want + คน + to + คำกริยา เติมประโยคให้มีความหมายว่า “คุณไม่อยากให้ฉันโทรหาพ่อ”: You don't ____ Dad.

ดูคำตอบ

want me to call

Well, it's not going to work. วลี

0:31

แหม มันไม่ได้ผลหรอกนะ

วลี

it's not going to work: คาดการณ์ว่าแผนจะล้มเหลว

ในที่นี้ work หมายถึง “ให้ผลตามที่ตั้งใจ” หรือ “สำเร็จ” โดยกล่าวถึงแผน วิธีการ หรือความพยายาม ไม่ได้หมายถึงการมีงานทำ It ย้อนกลับไปอ้างถึงแนวคิดที่กำลังพูดถึง ส่วน be going to แสดงการคาดการณ์จากสถานการณ์ ดังนั้น it's not going to work หมายถึงผู้พูดคาดว่าแนวคิดนั้นจะล้มเหลว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าแผนหนึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่สำเร็จ?

  1. It's not going to work.
  2. It's not going to the office.
  3. It's not doing the work.
ดูคำตอบ

It's not going to work.

There.

0:33

นั่นไง

Where are you going now, sheepy?

0:35

ตอนนี้พ่อจะไปไหนล่ะ เจ้าแกะน้อย?

Mum?

0:39

แม่คะ?

Are you in there? การใช้คำ

0:41

แม่อยู่ในนั้นไหมคะ?

Yes, Bluey, I'm in here.

0:43

อยู่จ้ะ Bluey แม่อยู่ในนี้

การใช้คำ

in there ... in here: มุมมองของผู้พูด

การเลือก here หรือ there ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนที่กำลังพูด Bluey อยู่นอกพื้นที่นั้น จึงถามว่าแม่อยู่ in there หรือไม่ ส่วนแม่อยู่ข้างใน ดังนั้นจากตำแหน่งของแม่จึงใช้ in here สถานที่เดียวกันอาจเป็น there สำหรับผู้พูดคนหนึ่งและเป็น here สำหรับอีกคนหนึ่ง เมื่อคนพูดเปลี่ยน ให้พิจารณามุมมองใหม่ทุกครั้ง

แบบฝึกหัด

คนหนึ่งอยู่นอกห้องดนตรีและถามคนที่อยู่ข้างใน เติมบทสนทนาให้สมบูรณ์: Are you in ____? — Yes, I'm in ____.

ดูคำตอบ

there · here

I'm sorry for whatever I did to upset you. น้ำเสียง/เจตนา

0:45

หนูขอโทษนะคะถ้าหนูทำอะไรให้แม่ไม่พอใจ

น้ำเสียง/เจตนา

whatever I did to upset you: การขอโทษเมื่อไม่รู้ว่าทำอะไรผิด

whatever I did to upset you หมายถึง “อะไรก็ตามที่ฉันอาจทำและทำให้เธอไม่พอใจ” ผู้พูดคิดว่าตนอาจเป็นฝ่ายผิด แต่ไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปอย่างแน่ชัด จึงใช้อนุประโยค whatever ครอบคลุมสาเหตุที่ยังไม่รู้นั้นไว้ในการขอโทษ อนุประโยคทั้งหมดเป็นกรรมของ for ใน I'm sorry for .... whatever ในที่นี้หมายถึง “อะไรก็ตามที่” ไม่ใช่การใช้เดี่ยว ๆ ในภาษาพูดที่หมายถึง “อะไรก็ช่าง”

แบบฝึกหัด

คุณคิดว่าตนอาจทำให้เพื่อนไม่พอใจ แต่ไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป คำขอโทษใดครอบคลุมการกระทำที่ยังไม่รู้ได้ดีที่สุด?

  1. I'm sorry for forgetting your birthday.
  2. I'm sorry that you are upset, but I did nothing wrong.
  3. I'm sorry for whatever I did to upset you.
ดูคำตอบ

I'm sorry for whatever I did to upset you.

You didn't do anything to upset me, sweetheart. ไวยากรณ์

0:50

ลูกไม่ได้ทำอะไรให้แม่ไม่พอใจเลยจ้ะ ที่รัก

ไวยากรณ์

didn't do anything to upset me: ไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ

ในประโยคปฏิเสธ didn't do anything หมายถึง “ไม่ได้ทำอะไรเลย” Anything ไม่ได้ชี้ถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เมื่อใช้กับ didn't การปฏิเสธจะครอบคลุมการกระทำทุกอย่างที่เป็นไปได้ to upset me เป็นโครงสร้าง infinitive ที่บอกผลซึ่งการกระทำเหล่านั้นอาจทำให้เกิดขึ้น ผู้พูดกำลังปลอบอีกฝ่ายว่าไม่มีการกระทำใดของเขาที่ทำให้ผู้พูดไม่สบายใจ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคปลอบใจให้มีความหมายว่าไม่มีการกระทำใดทำให้เกิดความล่าช้า: You didn't do ____ to cause the delay.

ดูคำตอบ

anything

Then why don't you want to see us? น้ำเสียง/เจตนา

0:53

แล้วทำไมแม่ถึงไม่อยากเจอพวกเราล่ะคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Then why...?: ถามถึงความขัดแย้งที่เห็นอยู่

then ในประโยคนี้ไม่ได้แปลว่า “หลังจากนั้น” แต่หมายถึง “ถ้าสิ่งที่เพิ่งพูดเป็นความจริง” หรือ “ถ้าอย่างนั้น” จึงเชื่อมคำถามนี้กับคำพูดก่อนหน้า Then why...? ใช้ขอคำอธิบายเมื่อคำพูดก่อนหน้ากับข้อเท็จจริงอีกอย่างดูไม่สอดคล้องกัน อาจแสดงความสงสัยจริง ๆ หรืออาจฟังเหมือนกำลังโต้แย้งก็ได้

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานบอกว่าสำนักงานเปิดอยู่ แต่ประตูกลับล็อกอยู่ คำตอบใดใช้ then เพื่อตั้งคำถามต่อความขัดแย้งนี้?

  1. Why is the door locked?
  2. Then the door must be locked.
  3. Then why is the door locked?
ดูคำตอบ

Then why is the door locked?

I do want to see you, ไวยากรณ์

0:56

แม่อยากเจอลูกสิ

ไวยากรณ์

do want to: ใช้ do เน้นว่า “อยากจริง ๆ” ในประโยคบอกเล่า

ในประโยคบอกเล่า สามารถวาง do ไว้หน้าคำกริยารูปพื้นฐานเพื่อเน้นความหมายได้ ตรงนี้ do want to หมายถึง “อยาก...จริง ๆ” และใช้แก้ความเข้าใจผิดโดยตรงว่าผู้พูดไม่อยากเจออีกฝ่าย do ตรงนี้เป็นกริยาช่วย ไม่ได้แปลว่า “ทำ” หลัง do ต้องใช้ want รูปพื้นฐาน จึงใช้ do want ไม่ใช่ do wants หรือ do wanting

แบบฝึกหัด

เพื่อนคิดว่าคุณไม่อยากเข้าร่วม ประโยคใดแก้ความเข้าใจผิดนั้นได้อย่างชัดเจน

  1. I am do want to join.
  2. I do want to join.
  3. I do wanting to join.
ดูคำตอบ

I do want to join.

but it can be hard work looking after kids. โน้ต

0:57

แต่การดูแลเด็กๆ บางทีมันก็เหนื่อยนะ

วลี

can be hard work: บอกว่างานหรือกิจกรรมหนึ่งอาจหนัก

Can be hard work หมายถึงกิจกรรมหนึ่งอาจต้องใช้ความพยายาม พลังงาน หรือความอดทนมาก ตรงนี้ hard work บอกว่าการดูแลเด็กอาจเป็นเรื่องหนักเพียงใด ไม่ได้หมายความว่าการดูแลเด็กเป็นอาชีพที่ชื่อว่า “hard work” Can ทำให้คำกล่าวไม่เป็นการเหมารวมทั้งหมด กล่าวคือกิจกรรมนั้นอาจยากในบางเวลาหรือบางสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องยากทุกขณะ ส่วนอนุประโยค -ing อย่าง looking after kids ระบุกิจกรรมที่กำลังถูกประเมิน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าการย้ายไปบ้านใหม่อาจต้องใช้ความพยายามมาก

  1. Moving house can work hard.
  2. Moving house can be hard work.
  3. Moving house can be hard-working.
ดูคำตอบ

Moving house can be hard work.

กริยาวลี

looking after kids: การดูแลเด็ก ๆ

Look after เป็นกริยาวลีที่หมายถึง “ดูแล” หรือ “รับผิดชอบดูแล” ใน looking after kids คำว่า kids เป็นกรรม คือเด็กที่ได้รับการดูแล วลีนี้ไม่ได้หมายถึงคำสั่งให้ “มองไปข้างหลัง” ตามตัวอักษร ในประโยคนี้ looking after kids ใช้เรียกกิจกรรมที่อาจเป็นงานหนัก รูป -ing ทำให้ทั้งวลีทำหน้าที่เป็นกิจกรรมที่กำลังกล่าวถึง

แบบฝึกหัด

ใช้ look after ในรูปที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Mina ____ her little brother after school.

ดูคำตอบ

looks after

Sometimes mums just need 20 minutes. น้ำเสียง/เจตนา

1:00

บางครั้งคนเป็นแม่ก็แค่ต้องการเวลาส่วนตัวสัก 20 นาที

น้ำเสียง/เจตนา

Sometimes ... just need ...: บอกความต้องการที่จำกัดอย่างนุ่มนวล

Sometimes จำกัดความหมายของประโยคไว้ที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว จึงไม่ฟังเหมือนเป็นข้อสรุปตายตัวเกี่ยวกับคุณแม่ทุกคน ส่วน mums ในรูปพหูพจน์กล่าวถึงคุณแม่โดยทั่วไป just ทำให้ความต้องการฟังดูจำกัดและจัดการได้ คือเพียง 20 นาทีเท่านั้น ในบริบทนี้ เวลาดังกล่าวหมายถึงการพักสั้น ๆ Sometimes และ just เมื่อนำมาใช้ร่วมกันช่วยให้ผู้พูดบอกขอบเขตของตนอย่างนุ่มนวลแทนที่จะโทษเด็ก ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกครอบครัวได้อย่างนุ่มนวลที่สุดว่าบางครั้งคุณต้องการพักสั้น ๆ

  1. Sometimes I just need a few quiet minutes after work.
  2. You always make my evenings stressful.
  3. Nobody should speak to me after work.
ดูคำตอบ

Sometimes I just need a few quiet minutes after work.

I don't understand.

1:03

หนูไม่เข้าใจเลย

You will one day, sweetheart. วลี

1:05

สักวันลูกจะเข้าใจเองจ้ะ ที่รัก

วลี

You will one day: การละคำกริยาที่กล่าวไว้ก่อนหน้า

ในคำตอบนี้ will รับความหมายของคำกริยา understand จากประโยคก่อนหน้า I don't understand ความหมายเต็มคือ You will understand one day โดยผู้ฟังเติม understand ได้จากบริบท ในภาษาอังกฤษ สามารถละวลีกริยาที่กล่าวซ้ำหลังคำกริยาช่วยอย่าง will ได้เมื่อความหมายที่หายไปชัดเจนอยู่แล้ว อย่าเติมการกระทำใหม่ตามใจ แต่ให้ย้อนดูว่า will กำลังตอบรับคำกริยาหรือแนวคิดใดก่อนหน้านี้

แบบฝึกหัด

เด็กคนหนึ่งพูดว่า "I can't tie my shoes by myself." ผู้ใหญ่ตอบว่า "You will one day." คำตอบนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. You tie your shoes every day.
  2. You will tie your shoes by yourself one day.
  3. You will buy new shoes one day.
ดูคำตอบ

You will tie your shoes by yourself one day.

Ah, no sheepy, no.

1:08

อ๊ะ ไม่นะเจ้าแกะ ไม่

What is that about? น้ำเสียง/เจตนา

1:11

เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

What is that about?: ถามเหตุผลเบื้องหลังการกระทำหรือสถานการณ์

What is that about? ใช้ขอคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ การกระทำ หรือปฏิกิริยาที่ผู้พูดเพิ่งสังเกตเห็น ในที่นี้ about ชี้ไปยังเหตุผลหรือความหมายเบื้องหลัง จึงมีความหมายใกล้เคียงกับ Why is that happening? หรือ What does that behavior mean? คำถามนี้มักแสดงว่าผู้พูดรู้สึกสงสัยและต้องการให้อีกฝ่ายอธิบายว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

แบบฝึกหัด

คุณเห็นน้องชายยกเก้าอี้ทั้งหมดออกไปไว้นอกบ้านอย่างกะทันหัน คุณต้องการถามว่าทำไมเขาจึงทำเช่นนั้น คำถามใดเหมาะสมที่สุด?

  1. Where is that?
  2. What is that?
  3. What is that about?
ดูคำตอบ

What is that about?

Dad's trying to stop me from bothering you. ไวยากรณ์

1:13

พ่อพยายามขัดขวางไม่ให้หนูไปกวนแม่ค่ะ

ไวยากรณ์

stop me from bothering you: stop + กรรม + from + -ing

stop someone from doing something หมายถึง การป้องกันหรือห้ามไม่ให้ใครทำสิ่งหนึ่ง ในประโยคนี้ พ่อกำลังพยายามไม่ให้ผู้พูดไปรบกวนผู้ฟัง หลัง stop ให้ระบุคนหรือสิ่งที่ได้รับผลเป็นกรรม แล้วตามด้วย from + กริยารูป -ing โครงสร้างคือ stop + กรรม + from + doing ในประโยคนี้ me เป็นกรรม และ bothering เป็นกริยารูป -ing

แบบฝึกหัด

เติมบุพบทที่หายไปในโครงสร้าง stop + กรรม + from + -ing: The fence stopped the dog ____ running into the road.

ดูคำตอบ

from

I see. น้ำเสียง/เจตนา

1:17

เข้าใจล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

I see.: แสดงว่าเข้าใจแล้ว

ในคำตอบนี้ I see หมายถึง “เข้าใจแล้ว” หรือ “ตอนนี้เข้าใจเหตุผลแล้ว” แม่ใช้คำนี้เพื่อแสดงว่าเข้าใจคำอธิบาย ไม่ได้หมายถึงการมองเห็นบางอย่างด้วยตา คำนี้แสดงว่าเข้าใจข้อมูลแล้ว แต่ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า “ฉันเห็นด้วย”

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานอธิบายว่าทำไมวันนี้สำนักงานจึงปิด คำตอบใดแสดงอย่างเป็นธรรมชาติว่าคุณเข้าใจคำอธิบายแล้ว

  1. I look.
  2. I watch.
  3. I see.
ดูคำตอบ

I see.

But it won't work.

1:17

แต่มันไม่ได้ผลหรอกนะ

Oh, what's going on? น้ำเสียง/เจตนา

1:19

โอ้ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ What's going on? เพื่อถามสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

What's going on? ใช้ถามว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติ น่าสับสน หรือวุ่นวาย ในประโยคนี้ ผู้พูดเพิ่งพบสถานการณ์ที่ตนไม่เข้าใจและต้องการคำอธิบาย ในที่นี้ going on หมายถึง 'กำลังเกิดขึ้น' หรือ 'กำลังดำเนินอยู่' คำถามเน้นสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ได้ถามว่าใครกำลังจะไปไหน

แบบฝึกหัด

คุณเดินเข้าไปในห้องและเห็นผู้คนกำลังรีบเดินไปมาเพราะปัญหาที่ยังไม่ทราบสาเหตุ คำถามใดเป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับถามถึงสถานการณ์ปัจจุบัน?

  1. What happened last year?
  2. What's going on?
  3. Where are you going?
ดูคำตอบ

What's going on?

Wendy.

1:22

Wendy

Go, go, go.

1:23

ไป เร็ว เร็ว

You naughty sheep.

1:27

เจ้าแกะดื้อ

Sheepy,

1:28

เจ้าแกะน้อย,

no!

1:29

ไม่

Drop it. น้ำเสียง/เจตนา

1:31

คายออกมา

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ Drop it. เป็นคำสั่งตรงให้ปล่อยสิ่งของ

ในที่นี้ Drop it. เป็นประโยคคำสั่งสั้น ๆ ที่สั่งให้คนหรือสัตว์ปล่อยสิ่งของที่ถืออยู่ในมือหรือคาบอยู่ในปาก ประธาน you ถูกละไว้แต่เข้าใจได้จากความหมาย ใจความสำคัญคือ 'ปล่อยสิ่งนั้นเดี๋ยวนี้' เมื่อใช้เป็นคำสั่งกับสัตว์เลี้ยง drop ไม่ได้จำเป็นต้องหมายความว่าสิ่งของต้องตกกระแทกพื้น แค่ปล่อยสิ่งของนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ

แบบฝึกหัด

สุนัขกำลังคาบถ่านไฟฉายอยู่ คำสั่งใดบอกให้มันปล่อยสิ่งของนั้นเดี๋ยวนี้ได้ตรงที่สุด?

  1. Drop it.
  2. Keep it.
  3. Tell me about it.
ดูคำตอบ

Drop it.

Drop it.

1:31

คายออกมา

Drop it.

1:33

คายออกมา

You are a very cheeky sheep. การใช้คำ

1:35

แกเป็นแกะที่ซนมากเลยนะ

การใช้คำ

very cheeky: ซนและล้ำเส้นเล็กน้อย

ในประโยคนี้ very ทำให้ cheeky มีระดับเข้มขึ้น ในภาษาอังกฤษแบบบริติชที่ใช้กับคนสนิท cheeky บรรยายคนที่ซุกซนหรือชอบหยอกแบบไม่ค่อยให้เกียรติเล็กน้อย เช่น แกล้งคน เถียงกลับ หรือฝ่าฝืนกฎเล็ก ๆ คำนี้ยังเป็นการตำหนิ แต่เมื่อพูดกับเด็ก สัตว์เลี้ยง หรือเพื่อนสนิท ก็อาจฟังดูอบอุ่นและเหมือนพูดทีเล่นทีจริง ความสัมพันธ์และน้ำเสียงเป็นตัวกำหนดว่าจะฟังดูแรงเพียงใด คำนี้ไม่ได้เป็นคำดูหมิ่นร้ายแรงเสมอไป

แบบฝึกหัด

เด็กที่คุณรู้จักยิ้มแล้วหยิบบิสกิตชิ้นสุดท้ายไปเล่น ๆ ประโยคใดเป็นการตำหนิเบา ๆ แบบคนสนิท?

  1. You're being very rude.
  2. You're being very formal.
  3. You're being very cheeky.
ดูคำตอบ

You're being very cheeky.

I'm sorry, Wendy.

1:37

หนูขอโทษนะคะ Wendy

He doesn't listen to what anyone says. That's it, I'm getting Chilli. โน้ต

1:39

เขาไม่ฟังที่ใครพูดเลยค่ะ พอแล้ว ฉันจะไปเรียก Chilli

วลี

doesn't listen to what anyone says: ไม่ยอมฟังคำแนะนำ

listen to ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการได้ยินเสียง แต่ในบริบทนี้หมายถึงการตั้งใจฟังและทำตามคำแนะนำหรือคำสั่ง What anyone says หมายถึงสิ่งที่ใครก็ตามพูด ดังนั้นเมื่อทั้งประโยคเป็นปฏิเสธ จึงหมายความว่าเขาไม่รับฟังคำแนะนำหรือคำสั่งจากใครเลย โครงสร้างคือ listen to + อนุประโยค what โดย what anyone says ทั้งส่วนเป็นกรรมของ to จึงต้องคง to ไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ listen ในโครงสร้างที่ถูกต้อง: He doesn't ____ what anyone says.

ดูคำตอบ

listen to

น้ำเสียง/เจตนา

That's it: บอกว่าหมดความอดทนแล้ว

ในประโยคนี้ That's it หมายถึง “พอแล้ว” หรือ “จบแค่นี้” เป็นการบอกว่าผู้พูดหมดความอดทนและกำลังจะใช้วิธีจัดการที่จริงจังขึ้น ข้อความต่อมา I'm getting Chilli บอกว่าจะทำอะไรต่อ ที่นี่ That's it ไม่ได้ใช้ชี้สิ่งของ แต่ใช้ขีดเส้นอย่างชัดเจนในการสนทนา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ That's it ในความหมายว่า “พอแล้ว ฉันจะลงมือจัดการตอนนี้”?

  1. That's it—the blue bag by the door.
  2. That's right. I'm calling the supervisor.
  3. That's it. I'm calling the supervisor.
ดูคำตอบ

That's it. I'm calling the supervisor.

การใช้คำ

getting Chilli: ใช้ get เพื่อบอกว่าไปพาใครมา

ใน getting Chilli โครงสร้าง get + คน หมายถึงไปตามหาคนนั้นหรือจัดการให้คนนั้นมา ผู้พูดหมายถึง “ฉันจะพา Chilli มาที่นี่เพื่อจัดการเรื่องนี้” ไม่ใช่ “ฉันจะได้ Chilli มาเป็นของตัวเอง” ไม่ได้ระบุวิธีที่แน่นอน ผู้พูดอาจเดินไปหา ตะโกนเรียก หรือติดต่อ Chilli ก็ได้ ใจความที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือการทำให้คนที่ต้องการมาถึงสถานการณ์นั้น

แบบฝึกหัด

เครื่องพิมพ์ในสำนักงานหยุดทำงาน คุณตัดสินใจพา Maya จากฝ่ายไอทีมาช่วย ประโยคใดสื่อความหมายนี้ได้ดีที่สุด?

  1. I'll wait for Maya from IT.
  2. I'll send Maya the report.
  3. I'll get Maya from IT.
ดูคำตอบ

I'll get Maya from IT.

Sheepy, no.

1:45

เจ้าแกะ ไม่นะ

Chilli?

1:47

Chilli?

Oh dear. สำนวน

1:50

โอ้ ตายจริง

สำนวน

Oh dear: ปฏิกิริยาเบา ๆ เมื่อเกิดปัญหา

Oh dear. เป็นคำอุทานที่ไม่รุนแรง ใช้เมื่อรู้สึกกังวล ผิดหวัง กระอักกระอ่วน หรือเพิ่งรู้ว่ามีบางอย่างผิดพลาด ในที่นี้ dear ไม่ได้ใช้เรียกคนรักว่า “ที่รัก” แต่ Oh dear ทั้งวลีเป็นปฏิกิริยาตายตัว ความหมายคล้าย Oh no แต่มักฟังสงบและยับยั้งกว่า

แบบฝึกหัด

คุณเห็นว่าเค้กไหม้เล็กน้อย ปฏิกิริยาใดแสดงความกังวลแบบไม่รุนแรงโดยไม่ฟังดูเกินจริง?

  1. That's wonderful!
  2. Oh dear.
  3. I don't care.
ดูคำตอบ

Oh dear.

That will not happen twice. น้ำเสียง/เจตนา

1:52

จะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองแน่

น้ำเสียง/เจตนา

That will not happen twice: ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่เกิดซ้ำ

ในที่นี้ That will not happen twice. หมายความว่าจะไม่ยอมให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นอีก twice มองเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรกและตัดโอกาสครั้งที่สองอย่างหนักแน่น ไม่ได้เป็นเพียงการนับจำนวนครั้งแบบเป็นกลาง การใช้ will not แบบไม่ย่อแทน won't ช่วยให้ประโยคนี้ฟังจงใจและเด็ดขาด ตามสถานการณ์ ประโยคนี้อาจเป็นคำมั่นที่หนักแน่นหรือคำเตือนก็ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดให้คำมั่นอย่างหนักแน่นว่าปัญหาเดิมจะไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง?

  1. That has happened twice.
  2. That might happen again.
  3. That will not happen twice.
ดูคำตอบ

That will not happen twice.