คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีอยู่จริง? - James Zucker: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
425 คำ 168 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้พาไปดูวิธีตั้งข้อสงสัยอย่างถึงรากของเรอเน เดการ์ต ประสบการณ์จากประสาทสัมผัสอาจหลอกเรา ความฝันอาจให้ความรู้สึกเหมือนจริง และผู้หลอกลวงในจินตนาการอาจสร้างความเป็นจริงทั้งหมดขึ้นมาก็ได้ จากนั้นจึงอธิบายว่าเหตุใดการที่เรากำลังคิดอยู่ยังพิสูจน์ได้ว่ามีผู้คิดอยู่จริง ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. sensory perceptions — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจว่าเป็นสำนวนเชิงวิชาการสำหรับข้อมูลหรือการรับรู้ที่ได้ผ่านประสาทสัมผัส และนำไปใช้อธิบายว่าการมองเห็น การได้ยิน และประสบการณ์ทางกายอื่น ๆ เป็นฐานของความรู้อย่างไร แทนที่จะใช้เพียงคำทั่วไปอย่าง see หรือ hear 2. tricked you into believing — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: มองออกว่าโครงสร้าง trick someone into doing something ใช้บรรยายการหลอกจนทำให้ใครยอมเชื่อความคิดหนึ่งหรือทำบางสิ่ง และใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อต้องพูดถึงการชักจูง ข้อมูลเท็จ หรือกลโกง 3. And how could you exist without them? You couldn't. So, you don't. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่าคำถามเชิงวาทศิลป์ คำตอบปฏิเสธทันที และข้อสรุปสั้น ๆ สร้างลำดับเหตุผลที่รวดเร็วได้อย่างไร จึงช่วยให้ติดตามข้อโต้แย้งแบบภาษาพูดที่มีน้ำเสียงเร้าอารมณ์ และนำเสนอข้ออนุมานเป็นขั้นสั้น ๆ ที่หนักแน่นได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

How do you know you're real? ไวยากรณ์

0:07

คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีอยู่จริง?

ไวยากรณ์

How do you know you're real?: ถามเหตุผลที่ทำให้มั่นใจ

How do you know + อนุประโยค? ใช้ถามว่ามีหลักฐานหรือเหตุผลอะไรสนับสนุนข้อความในอนุประโยคนั้น ไม่ได้ถามเพียงว่าอีกฝ่ายรู้ข้อมูลหรือไม่ แต่ยังถามด้วยว่าอีกฝ่ายมั่นใจได้อย่างไร ในที่นี้ real หมายถึงมีอยู่จริง ไม่ได้หมายถึงเพียงเป็นคนจริงแทนที่จะเป็นตัวละคร คำถามนี้เปิดประเด็นสงสัยเชิงปรัชญาว่า เราพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าตัวเราเองมีอยู่จริง

แบบฝึกหัด

เพื่อนบอกว่างานนิทรรศการวิทยาศาสตร์ถูกยกเลิก คำถามใดถามถึงหลักฐานของคำกล่าวนี้?

  1. How has the science fair been canceled?
  2. How do you know the science fair has been canceled?
  3. Do you know the science fair has been canceled?
ดูคำตอบ

How do you know the science fair has been canceled?

It's an obvious question until you try to answer it. ไวยากรณ์

0:09

มันเป็นคำถามที่ดูเหมือนจะง่าย จนกว่าคุณจะพยายามตอบมัน

ไวยากรณ์

until you try to answer it: การลงมือทำที่เปลี่ยนมุมมอง

ใน until you try to answer it คำว่า until ระบุจุดที่ความรู้สึกแรกเริ่มไม่เป็นจริงอีกต่อไป ก่อนที่จะลองตอบ คำถามดูเหมือนมีคำตอบชัดเจน แต่การลองตอบทำให้เห็นว่ามันยาก โครงสร้างที่บางสิ่งดูเหมือนเป็นแบบหนึ่งจนกระทั่งมีการกระทำเกิดขึ้น มักแสดงว่าประสบการณ์เปลี่ยนการตัดสินเดิม ในที่นี้ until ไม่ได้บอกเพียงจุดสิ้นสุดของเวลาแบบเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

เติมคำเป้าหมายที่หมายถึง «จนถึงจุดที่» เพื่อแสดงว่าความรู้สึกแรกเปลี่ยนไป: The puzzle seems simple ____ you start explaining it.

ดูคำตอบ

until

But let's take it seriously. วลี

0:12

แต่เรามาลองจริงจังกับเรื่องนี้กันดู

วลี

take it seriously: ให้ความสำคัญและพิจารณาอย่างจริงจัง

take something seriously หมายถึง มองว่าสิ่งหนึ่งสำคัญและคิดหรือใส่ใจกับสิ่งนั้นอย่างจริงจัง ในประโยคนี้ it หมายถึงคำถามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ส่วน seriously บอกท่าทีที่มีต่อคำถาม ไม่ได้หมายถึงการพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม การใช้ let's คือการที่ผู้พูดชวนผู้ฟังให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างจริงจังแทนที่จะปัดทิ้ง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “มองว่าปัญหานี้สำคัญ” ให้สมบูรณ์: We need to take this problem ____.

ดูคำตอบ

seriously

How do you really know you exist?

0:14

คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีตัวตนอยู่จริง?

In his Meditations on First Philosophy, วัฒนธรรม

0:17

ในหนังสือ Meditations on First Philosophy ของเขา

René Descartes tried to answer that very question,

0:19

เรอเน เดส์การตส์ พยายามที่จะตอบคำถามนั้น

วัฒนธรรม

Meditations on First Philosophy: ชื่อผลงานปรัชญาของเดการ์ต

Meditations on First Philosophy เป็นชื่อผลงานทางปรัชญาของเรอเน เดการ์ต ในที่นี้ Meditations หมายถึงชุดการครุ่นคิดทางปรัชญาที่จัดลำดับอย่างรอบคอบ ไม่ใช่กิจกรรมผ่อนคลายหรือการฝึกสติทั่วไป วลีเปิด In his ... บอกว่าประโยคนี้กำลังอ้างถึงผลงานที่เดการ์ตใช้พิจารณาคำถามนั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Meditations on First Philosophy หมายถึงอะไร

  1. การบรรยายในมหาวิทยาลัยของเดการ์ต
  2. ผลงานทางปรัชญาของเรอเน เดการ์ต
  3. กิจกรรมผ่อนคลายที่เดการ์ตฝึก
ดูคำตอบ

ผลงานทางปรัชญาของเรอเน เดการ์ต

demolishing all his preconceived notions and opinions สำนวน

0:22

โดยทำลายแนวคิดและอคติเดิม ๆ ของเขาทั้งหมด

to begin again from the foundations.

0:26

เพื่อเริ่มต้นใหม่จากรากฐาน

สำนวน

demolishing ... to begin again from the foundations ในฐานะอุปมาเรื่องการก่อสร้าง

ประโยคนี้ใช้การก่อสร้างเป็นอุปมาสำหรับการเปลี่ยนระบบความคิด Demolishing หมายถึงการละทิ้งข้อสันนิษฐานและความคิดเห็นเดิม ไม่ใช่การรื้อสิ่งปลูกสร้างจริง ส่วน the foundations หมายถึงหลักการตั้งต้นที่พื้นฐานและน่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่ฐานรากทางกายภาพ ลำดับ demolishing ... to begin again แสดงการคิดเป็นสองขั้นตอน คือกำจัดแนวคิดที่อาจไม่น่าเชื่อถือ แล้วสร้างความรู้ขึ้นใหม่จากจุดเริ่มต้นที่ไว้ใจได้

แบบฝึกหัด

อุปมาเรื่องการก่อสร้างนี้บอกว่าเขากำลังทำอะไร

  1. เขากำลังจัดความคิดเห็นทั้งหมดไว้ภายในอาคารหลังเดียว
  2. เขากำลังละทิ้งแนวคิดเก่าที่น่าสงสัยและสร้างความรู้ขึ้นใหม่จากพื้นฐานที่น่าเชื่อถือ
  3. เขากำลังรื้อบ้านจริงก่อนเริ่มเรียน
ดูคำตอบ

เขากำลังละทิ้งแนวคิดเก่าที่น่าสงสัยและสร้างความรู้ขึ้นใหม่จากพื้นฐานที่น่าเชื่อถือ

All his knowledge had come from his sensory perceptions of the world, โน้ต

0:29

ความรู้ทั้งหมดของเขามาจากสัมผัสที่เขารับรู้โลก

ไวยากรณ์

had come from: แหล่งที่มาก่อนอีกช่วงเวลาหนึ่งในอดีต

Had come from เป็น past perfect ซึ่งประกอบด้วย had + คำกริยาช่อง past participle คือ come แล้วตามด้วย from เพื่อระบุแหล่งที่มา ในประโยคนี้ รูปดังกล่าววางแหล่งที่มาและการก่อตัวของความรู้ไว้ก่อนช่วงเวลาในอดีตที่เกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งเขาเริ่มตั้งคำถามกับความรู้นั้น come from ในที่นี้หมายถึงมีที่มาจาก ไม่ใช่การเคลื่อนที่มาจากสถานที่ใด ใช้ past perfect เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างอดีตที่เกิดก่อนกับอดีตที่เกิดภายหลังเป็นสิ่งสำคัญ

แบบฝึกหัด

ทีมหนึ่งค้นพบสาเหตุหลังจากข้อผิดพลาดก่อนหน้านั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ประโยคใดแสดงลำดับเวลานี้ได้ชัดเจนที่สุด

  1. They found that the error came from old data.
  2. They found that the error had come from old data.
  3. They find that the error had come from old data.
ดูคำตอบ

They found that the error had come from old data.

การใช้คำ

sensory perceptions: การรับรู้ที่ได้ผ่านประสาทสัมผัส

sensory perceptions คือสิ่งที่บุคคลรับรู้จากการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การรับรส และการได้กลิ่น ซึ่งทำให้เขามีประสบการณ์ต่อโลก ในประโยคนี้ วลีนี้บอกว่าความรู้ของเขามาจากข้อมูลที่รับผ่านประสาทสัมผัส sensory ขยาย perceptions โดยบอกว่าเป็นการรับรู้ที่เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสทางกาย ไม่ใช่ความอ่อนไหวทางอารมณ์ วลีนี้มีประโยชน์เมื่อพูดถึงว่าประสบการณ์กลายเป็นความรู้ได้อย่างไร

แบบฝึกหัด

ในการอภิปรายว่ามนุษย์เรียนรู้เกี่ยวกับโลกได้อย่างไร sensory perceptions หมายถึงอะไร

  1. ความคิดที่เกิดขึ้นโดยไม่มีประสบการณ์ใด ๆ
  2. อารมณ์รุนแรงที่เกิดจากการรู้สึกไม่พอใจได้ง่าย
  3. ประสบการณ์ที่ได้รับผ่านการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การรับรส และการได้กลิ่น
ดูคำตอบ

ประสบการณ์ที่ได้รับผ่านการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การรับรส และการได้กลิ่น

same as you, right? น้ำเสียง/เจตนา

0:32

เหมือนกับคุณใช่ไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

same as you, right?: ดึงผู้ฟังเข้ามาและขอการยืนยัน

same as you เชื่อมบุคคลที่เพิ่งกล่าวถึงเข้ากับผู้ฟัง โดยผู้พูดบอกว่าผู้ฟังก็ได้รับความรู้ด้วยวิธีเดียวกัน right? ที่ท้ายประโยคใช้ขอให้ผู้ฟังยืนยันหรือเห็นด้วย ทำให้คำอธิบายกลายเป็นการโต้ตอบสั้น ๆ และแสดงว่าผู้พูดคาดว่าประเด็นนี้น่าจะคุ้นเคยสำหรับผู้ฟัง

แบบฝึกหัด

ผู้พูดใช้ right? ทำอะไรใน “We're leaving now, right?”

  1. แก้ไวยากรณ์ของผู้ฟัง
  2. ขอให้ผู้ฟังยืนยันแผน
  3. ถามว่าควรเดินทางไปทางไหน
ดูคำตอบ

ขอให้ผู้ฟังยืนยันแผน

You know you're watching this video with your eyes,

0:33

คุณรู้ว่าคุณกำลังดูวิดีโอนี้ด้วยดวงตา

hearing it with your ears.

0:35

ได้ยินด้วยหูของคุณ

Your senses show you the world as it is. วลี

0:37

ประสาทสัมผัสแสดงให้คุณเห็นโลกตามที่มันเป็น

วลี

as it is: ตามสภาพที่เป็นจริง

ในประโยคนี้ as it is หมายถึง “ในสภาพจริงของมัน” หรือ “อย่างที่มันเป็นจริง ๆ” คำสรรพนาม it หมายถึง the world วลีนี้บอกว่าประสาทสัมผัสนำเสนอโลกอย่างไร คือโดยไม่เปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนโลก ตรงนี้ as ใช้บอกลักษณะหรือวิธี ไม่ได้บอกเหตุผล รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ show, describe หรือ see something as it is ถ้าเป็นสิ่งพหูพจน์ ให้ใช้ as they are

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as it is ในความหมายว่า “ตามสภาพที่เป็นจริง”

  1. As it is raining, the game will be indoors.
  2. The photo shows the beach as it is now.
  3. The room is as bright as it is warm.
ดูคำตอบ

The photo shows the beach as it is now.

They aren't deceiving you.

0:40

มันไม่ได้หลอกลวงคุณ

But sometimes they do. ไวยากรณ์

0:41

แต่บางครั้งมันก็หลอก

ไวยากรณ์

they do: ใช้ do แทนใจความของกริยาที่กล่าวไปแล้ว

ใน they do คำว่า they หมายถึงประสาทสัมผัส ส่วน do ทำให้ไม่ต้องพูด deceive you ซ้ำ ความหมายเต็มคือ But sometimes they deceive you ตรงนี้ do ไม่ได้หมายถึงการกระทำแยกต่างหากอย่าง “ลงมือทำ” ภาษาอังกฤษมักใช้ do, does หรือ did เพื่อไม่ต้องพูดใจความของกริยาหลักซ้ำ รูปคำต้องสอดคล้องกับประธานและกาล เช่น they do, she does และ they did

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปคำที่ช่วยไม่ให้พูด worries ซ้ำ: Lena says she never worries, but sometimes she ____.

ดูคำตอบ

does

You might mistake a person far away for someone else, วลี

0:43

คุณอาจเข้าใจผิดว่าคนที่อยู่ไกล ๆ เป็นอีกคนหนึ่ง

วลี

mistake A for B: เข้าใจผิดว่า A เป็น B

โครงสร้าง mistake A for B หมายถึงการมองเห็น ได้ยิน หรือรับรู้ A แต่ระบุผิดว่า A คือ B โดย A คือคนหรือสิ่งของจริง ส่วน B คือสิ่งที่เข้าใจผิดว่าเป็น ในประโยคนี้ a person far away คือ A และ someone else คือ B คำว่า for ใช้ระบุสิ่งที่เข้าใจผิดว่าเป็น ไม่ได้หมายถึง “เพื่อประโยชน์ของ”

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างตายตัว mistake A for B ให้สมบูรณ์: In the dark, Lena mistook a coat ____ a person.

ดูคำตอบ

for

or you're sure you're about to catch a fly ball โน้ต

0:46

หรือคุณมั่นใจว่าคุณกำลังจะรับลูกเบสบอลที่ลอยมาได้

ไวยากรณ์

be about to + กริยารูปพื้นฐาน: สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

โครงสร้าง be about to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงคาดว่าการกระทำจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานมาก โดยปกติคือในชั่วขณะถัดไป รูปของ be เปลี่ยนตามประธานและกาล ส่วนหลัง to ใช้กริยารูปพื้นฐาน ในประโยคนี้ you're about to catch แสดงว่าการรับลูกใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จ การมั่นใจไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง be about to: The movie ____ start, so please take your seat.

ดูคำตอบ

is about to

and it hits the ground in front of you.

0:48

แต่มันกลับตกลงพื้นตรงหน้าคุณ

วัฒนธรรม

fly ball: ลูกลอยในกีฬาเบสบอล

ในกีฬาเบสบอล fly ball คือลูกที่ผู้ตีตีให้ลอยสูงขึ้นไปในอากาศ ผู้เล่นฝ่ายรับจะพยายามรับลูกก่อนที่ลูกจะแตะพื้น จึงมีการใช้คำว่า catch ในประโยคนี้ ในที่นี้ fly เป็นส่วนหนึ่งของคำนามประสม fly ball ไม่ใช่คำกริยาหลักของประโยคและไม่ได้หมายถึง “แมลงวัน” ตัวอย่างนี้กล่าวถึงคนที่คาดคะเนจุดตกของลูกในอากาศผิด

แบบฝึกหัด

ในกีฬาเบสบอล fly ball คืออะไร

  1. ลูกที่ถูกตีให้ลอยสูงขึ้นไปในอากาศ
  2. ลูกที่พิชเชอร์ขว้าง
  3. ลูกที่มีรูปร่างเหมือนแมลง
ดูคำตอบ

ลูกที่ถูกตีให้ลอยสูงขึ้นไปในอากาศ

But come on, right here and now, โน้ต

0:50

แต่เถอะน่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้

น้ำเสียง/เจตนา

come on: คำแสดงความไม่เชื่อหรือการโต้แย้งเล็กน้อย

come on ในที่นี้เป็นคำพูดแสดงปฏิกิริยา ไม่ใช่คำขอให้ใครเดินเข้ามาใกล้ ใช้แสดงความไม่เชื่อหรือการโต้แย้งเล็กน้อย คล้ายกับการพูดว่า “จริงจังหน่อย” หรือ “ลองคิดดูสิ” น้ำหนักที่แน่นอนของคำเชื่อมบทสนทนาแบบนี้ขึ้นอยู่กับบริบท ในประโยคนี้ ผู้พูดชวนให้ผู้ฟังกลับมาคิดถึงสิ่งที่ดูชัดเจน ณ ที่นี่และตอนนี้

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดสิ่งที่คุณไม่เชื่อ คำตอบใดแสดงความไม่เชื่อเล็กน้อยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Come on, that's impossible.
  2. Go on, that's impossible.
  3. Come here, that's impossible.
ดูคำตอบ

Come on, that's impossible.

วลี

right here and now: ณ ที่นี่และตอนนี้เลย

right here and now เป็นวลีเน้นความหมายว่า “ณ สถานที่ตรงนี้และในช่วงเวลานี้พอดี” คำว่า right ใช้เน้น here and now ไม่ได้แปลว่า “ถูกต้อง” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวชี้ไปที่ประสบการณ์ตรงในขณะนี้ว่าเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้ ในบริบทอื่น วลีนี้อาจใช้เพียงเพื่อดึงความสนใจมาที่ปัจจุบัน หรือเพิ่มความเร่งด่วนให้กับการกระทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำที่เน้นทั้งสถานที่และช่วงเวลาที่แน่นอน: We need to make the decision ____.

ดูคำตอบ

right here and now

you know what's right in front of you is real. ไวยากรณ์

0:52

คุณรู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณคือของจริง

ไวยากรณ์

what's right in front of you is real: อนุประโยค what เป็นประธาน

What's right in front of you เมื่อเขียนเต็มคือ what is right in front of you และหมายถึง “สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณพอดี” อนุประโยค what ทั้งหมดนี้เป็นประธานของ is ตัวที่สอง และ real ใช้บรรยายสิ่งนั้น แม้จะขึ้นต้นด้วย what's แต่นี่ไม่ใช่คำถาม อนุประโยค what สามารถรวมสิ่งของหรือความคิดที่ไม่ได้ระบุชื่อให้เป็นหน่วยเดียวที่ทำหน้าที่คล้ายคำนามได้ ในที่นี้ ข้อความทั้งหมด what's right in front of you is real คือเนื้อหาที่อยู่หลัง you know

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค what เป็นประธานของข้อความบอกเล่า?

  1. What you said is important.
  2. What is important?
  3. What did you say?
ดูคำตอบ

What you said is important.

Your eyes, your hands, your body, that's you.

0:54

ดวงตาของคุณ มือของคุณ ร่างกายของคุณ นั่นแหละคือตัวคุณ

Only crazy people would deny that. น้ำเสียง/เจตนา

0:57

คนบ้าเท่านั้นที่จะปฏิเสธเรื่องนั้น

น้ำเสียง/เจตนา

Only crazy people would deny that: การติดป้ายเชิงลบให้ความเห็นต่าง

Only crazy people would deny that ทำให้การปฏิเสธดูเป็นสิ่งที่คนมีเหตุผลจะไม่ทำ Only จำกัดคนที่อาจปฏิเสธไว้เป็นกลุ่มที่ถูกติดป้ายในทางลบ ส่วน would บอกพฤติกรรมที่ผู้พูดคาดว่าคนกลุ่มนั้นจะทำ นี่คือการกดดันทางสังคมแบบเกินจริง ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ ประโยคนี้ผลักให้ผู้ฟังเห็นด้วยเพื่อจะได้ไม่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่โดนดูหมิ่น

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ประโยค Only crazy people would disagree with me เป็นวิธีตอบเพื่อนร่วมชั้นที่สุภาพและเป็นกลางเมื่อมีความเห็นต่าง

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

And you know you're not crazy.

0:59

และคุณรู้ว่าคุณไม่ได้บ้า

Anyone who'd doubt that must be dreaming. ไวยากรณ์

1:01

ใครที่สงสัยในเรื่องนี้ต้องกำลังฝันอยู่แน่ ๆ

ไวยากรณ์

must be dreaming: การคาดคะเนอย่างมั่นใจ

ใน must be dreaming คำว่า must แสดงการคาดคะเนอย่างมั่นใจ ผู้พูดตัดสินว่าการกำลังฝันอยู่เป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุด ความหมายคือ “ต้องกำลังฝันอยู่แน่ ๆ” ไม่ใช่ “ถูกบังคับให้ฝัน” โครงสร้าง must + be + กริยา-ing ใช้คาดคะเนอย่างมั่นใจเกี่ยวกับการกระทำที่กำลังเกิดขึ้น เป็นข้อสรุปของผู้พูด ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมการคาดคะเนอย่างมั่นใจเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ โดยใช้ must และรูป present continuous ของ rain: I can see raindrops hitting the window. It ____.

ดูคำตอบ

must be raining

Oh no.

1:03

โอ้ ไม่นะ

What if you're dreaming? ไวยากรณ์

1:04

แล้วถ้าคุณกำลังฝันอยู่ล่ะ?

ไวยากรณ์

What if you're dreaming?: การเสนอความเป็นไปได้แบบสมมติ

What if + อนุประโยค ใช้เสนอความเป็นไปได้แบบสมมติและขอให้ผู้ฟังคิดว่าจะเกิดอะไรตามมา ในประโยคนี้ ผู้พูดไม่ได้กำลังตรวจสอบว่าการฝันเป็นข้อเท็จจริงที่รู้อยู่แล้วหรือไม่ ผู้พูดใช้ความเป็นไปได้ที่ว่าคุณกำลังฝันเป็นสถานการณ์สมมติเพื่อทดสอบความคิด หากเป็นเรื่องจริง ก็อาจทำให้สงสัยได้ว่าคุณมั่นใจในประสบการณ์ของตนเองได้แค่ไหน โครงสร้างนี้ไม่ได้ยืนยันว่าสถานการณ์นั้นเป็นจริง แต่สมมติให้เป็นจริงชั่วคราวเพื่อใช้เหตุผล

แบบฝึกหัด

เติมคำถามที่เสนอความเป็นไปได้แบบสมมติให้สมบูรณ์: What ____ our map is wrong?

ดูคำตอบ

if

Dreams feel real.

1:06

ความฝันนั้นรู้สึกเหมือนจริง

You can believe you're swimming,

1:07

คุณสามารถเชื่อว่าคุณกำลังว่ายน้ำ

flying, or fighting off monsters with your bare hands โน้ต

1:09

บิน หรือต่อสู้กับสัตว์ประหลาดด้วยมือเปล่า

กริยาวลี

fighting off: ต้านและขับไล่บางสิ่งออกไป

fight off เป็นกริยาวลีแบบแยกคำได้ หมายถึงการต้านผู้โจมตี การโจมตี ความเจ็บป่วย หรือความรู้สึกที่ไม่ต้องการ โดยมีเป้าหมายหรือผลให้สิ่งนั้นถอยไป ถูกเอาชนะ หรือไม่เข้าครอบงำ ในประโยคนี้ fighting off monsters หมายถึงการต่อสู้ต้านและขับไล่สัตว์ประหลาด โดย off เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ไม่ได้บอกทิศทางหรือสถานที่ เมื่อกรรมเป็นคำนาม สามารถใช้ได้ทั้ง fight off the attackers และ fight the attackers off แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลางว่า fight them off ไม่ใช่ fight off them

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ต้านและขับไล่” ให้สมบูรณ์: The guards managed to fight ____ the attackers.

ดูคำตอบ

off

วลี

with your bare hands: ด้วยมือเปล่า

with your bare hands หมายถึงการใช้เพียงสองมือ โดยไม่ใช้เครื่องมือ อาวุธ หรือสิ่งป้องกัน ในที่นี้ bare ขยาย hands เพื่อบอกว่ามือไม่ได้สวมสิ่งปกคลุมหรือมีอุปกรณ์ ไม่ได้หมายความว่าทั้งตัวของคนนั้นเปลือย ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้การต่อสู้กับสัตว์ประหลาดดูอันตรายและน่าทึ่งเป็นพิเศษ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ with + คำกำหนดแสดงความเป็นเจ้าของ + bare hands เช่น with my bare hands หรือ with their bare hands

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง with + คำกำหนดแสดงความเป็นเจ้าของ + bare hands: Maya pulled the weeds ____.

ดูคำตอบ

with her bare hands

when your real body is lying in bed.

1:12

ในขณะที่ร่างกายจริงของคุณนอนอยู่บนเตียง

No, no, no.

1:15

ไม่ ไม่ ไม่

When you're awake, you know you're awake.

1:15

เมื่อคุณตื่น คุณรู้ตัวว่าคุณตื่นอยู่

Ah, but when you aren't, ไวยากรณ์

1:18

อา... แต่ตอนที่คุณไม่ตื่นล่ะ

you don't know you aren't.

1:19

คุณกลับไม่รู้ว่าตัวเองไม่ได้ตื่น

ไวยากรณ์

when you aren't ... you aren't: การละ awake

aren't ทั้งสองตำแหน่งละ awake ซึ่งกล่าวไว้แล้วใน When you're awake หากเขียนแบบเต็มจะเป็น when you aren't awake, you don't know you aren't awake ภาษาอังกฤษมักละส่วนเติมเต็มที่ซ้ำหลัง be เมื่อเข้าใจสิ่งที่หายไปได้ชัดเจนจากบริบท การคงรูปประโยคที่ขนานกันทำให้เกิดการพลิกความหมายว่า คุณรู้ตัวเมื่อตื่นอยู่ แต่ไม่รู้ตัวเมื่อไม่ได้ตื่น

แบบฝึกหัด

ในประโยค “If Leo is nervous, he speaks quickly; if he isn't, he speaks slowly,” คำว่า “he isn't” หมายถึงอะไร?

  1. he isn't speaking quickly
  2. he isn't working
  3. he isn't nervous
ดูคำตอบ

he isn't nervous

So you can't prove you aren't dreaming. ไวยากรณ์

1:21

ดังนั้นคุณไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณไม่ได้กำลังฝันอยู่

ไวยากรณ์

prove (that) + อนุประโยค

หลัง prove กลุ่มคำ you aren't dreaming เป็นอนุประโยคสมบูรณ์ที่บอกข้อความซึ่งไม่อาจพิสูจน์ได้ เราสามารถพูดว่า prove that you aren't dreaming ได้เช่นกัน โดยมักละคำเชื่อม that ในที่นี้ prove หมายถึง “แสดงด้วยหลักฐานที่เพียงพอว่าข้อความหนึ่งเป็นจริง” ไม่ได้ใช้เฉพาะกับการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ รูปแบบ prove (that) + อนุประโยคพบได้บ่อยเมื่อพูดถึงหลักฐาน ข้อเท็จจริง และข้อโต้แย้ง

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่สามารถนำข้อความหลัง prove: The records prove ____ the package arrived on Monday.

ดูคำตอบ

that

Maybe the body you perceive yourself to have isn't really there. ไวยากรณ์

1:24

บางทีร่างกายที่คุณรับรู้ว่ามีอยู่นั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ไวยากรณ์

the body you perceive yourself to have: ร่างกายที่คุณรับรู้ว่าตัวเองมี

คำนามหลักคือ the body ส่วน you perceive yourself to have เป็นอนุประโยคสัมพัทธ์ที่ขยายคำนามนี้: the body (that) you perceive yourself to have คำเชื่อมสัมพัทธ์ที่ถูกละไว้ทำหน้าที่เป็นกรรมของ have ภายในอนุประโยคนี้ โครงสร้างคือ perceive + กรรม + to-infinitive โดย yourself เป็นกรรมของ perceive และ to have อธิบายว่าคุณรับรู้ว่าตนมีอะไรอยู่ infinitive นี้เป็นส่วนเติมเต็ม ไม่ได้บอกจุดประสงค์

แบบฝึกหัด

วลีใดใช้ perceive + กรรม + to-infinitive ได้ถูกต้องเพื่อหมายถึง “การควบคุมที่เขาเชื่อว่าตัวเองมี”?

  1. the control he perceives himself that has
  2. the control he perceives to himself have
  3. the control he perceives himself to have
ดูคำตอบ

the control he perceives himself to have

Maybe all of reality,

1:28

บางทีความเป็นจริงทั้งหมด

even its abstract concepts like time, การใช้คำ

1:30

แม้แต่แนวคิดเชิงนามธรรมอย่างเวลา

shape, color, and number are false,

1:32

รูปร่าง สี และตัวเลข ล้วนเป็นสิ่งจอมปลอม

การใช้คำ

แนวคิดนามธรรม

แนวคิดนามธรรมคือความคิดหรือหมวดหมู่ที่เราเข้าใจผ่านการคิด ไม่ใช่วัตถุทางกายภาพชิ้นหนึ่งที่หยิบหรือสัมผัสได้ เวลาและจำนวนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ส่วนในประโยคนี้ รูปร่างและสีก็ถูกมองว่าเป็นแนวคิดพื้นฐานเช่นกัน วลีนี้แสดงว่าความสงสัยไม่ได้หยุดอยู่แค่สิ่งที่มองเห็น แต่ขยายไปถึงแนวคิดพื้นฐานที่ใช้บรรยายความเป็นจริง ในที่นี้ abstract หมายถึง “ไม่เป็นวัตถุหรือเป็นเชิงแนวคิด” ไม่ได้หมายถึง “บทคัดย่อ”

แบบฝึกหัด

วลีใดอธิบาย “เสรีภาพ” ได้ดีที่สุด

  1. an abstract concept
  2. a physical tool
  3. a concrete object
ดูคำตอบ

an abstract concept

all just deceptions concocted by an evil genius. การใช้คำ

1:36

ทั้งหมดเป็นเพียงการหลอกลวงที่ถูกปั้นแต่งขึ้นโดยปีศาจผู้ปราดเปรื่อง

การใช้คำ

ถูกอัจฉริยะผู้ชั่วร้ายกุขึ้น

concocted by an evil genius เป็นวลี past participle ที่ขยายคำว่า deceptions สามารถเขียนเต็มได้ว่า deceptions that were concocted by an evil genius ซึ่งหมายความว่ากลลวงเหล่านั้นถูกตัวละครนั้นสร้างขึ้นอย่างจงใจ ในที่นี้ concoct สื่อถึงการนำรายละเอียดต่าง ๆ มาประกอบกันอย่างรอบคอบเพื่อสร้างสิ่งเท็จ จึงมีนัยน่าสงสัยและหลอกลวงมากกว่า made ที่เป็นกลาง ในสมมติฐานทางปรัชญานี้ an evil genius คือผู้หลอกลวงในจินตนาการที่ฉลาดอย่างยิ่ง ไม่ใช่ยักษ์จินนีที่มีเวทมนตร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ concoct: To hide the mistake, he ____ a detailed excuse.

ดูคำตอบ

concocted

No, seriously.

1:40

ไม่สิ เอาจริง ๆ นะ

Descartes asks if you can disprove the idea การใช้คำ

1:41

เดส์การตส์ตั้งคำถามว่า คุณสามารถหักล้างแนวคิดที่ว่า

การใช้คำ

disprove the idea: พิสูจน์ว่าความคิดนั้นผิด

ในประโยคนี้ disprove the idea หมายถึงแสดงด้วยหลักฐานหรือเหตุผลว่าความคิดนั้นผิด มีความหมายหนักแน่นกว่าการพูดเพียงว่าไม่เห็นด้วย disprove เป็นกริยาที่ต้องมีกรรม โดยข้ออ้าง ทฤษฎี หรือความคิดที่ถูกพิสูจน์ว่าผิดจะตามหลังโดยตรง คำนี้พบบ่อยในการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และการโต้แย้งอื่นที่อาศัยหลักฐาน

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดสนับสนุนข้อความนี้ได้อย่างถูกต้อง: The experiment disproved the idea.

  1. ผลการทดลองแสดงว่าความคิดนั้นผิด
  2. นักวิจัยไม่ชอบความคิดนั้น แต่ไม่ได้ทดสอบมัน
  3. ทีมอธิบายความคิดนั้นด้วยคำที่ง่ายขึ้น
ดูคำตอบ

ผลการทดลองแสดงว่าความคิดนั้นผิด

that an evil genius demon has tricked you into believing reality is real. โน้ต

1:44

ปีศาจร้ายผู้ชั่วช้าหลอกให้คุณเชื่อว่าความเป็นจริงคือเรื่องจริง ได้หรือไม่

วัฒนธรรม

evil genius demon ในฐานะผู้หลอกลวงที่เดการ์ตตั้งสมมติฐานไว้

ในที่นี้ evil genius demon หมายถึงผู้หลอกลวงที่ถูกสมมติขึ้นและมีอำนาจมหาศาลในกระบวนการทดลองทางความคิดของเดการ์ต มันอาจทำให้ประสบการณ์ปลอมดูเหมือนจริง จนแม้แต่ความเชื่อธรรมดาเกี่ยวกับโลกก็น่าสงสัย นี่เป็นเครื่องมือสำหรับทดสอบความแน่นอน ไม่ใช่การอ้างว่ามีสัตว์ประหลาดจริง ในศัพท์ปรัชญา evil genius คำว่า genius หมายถึงสิ่งมีชีวิตทรงพลังคล้ายวิญญาณ ไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์สูงตามความหมายสมัยใหม่

แบบฝึกหัด

evil genius demon ถูกใช้เพื่ออะไรในการทดลองทางความคิดนี้

  1. เพื่อจินตนาการถึงผู้หลอกลวงที่ทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดไม่น่าเชื่อถือได้
  2. เพื่อระบุสัตว์ประหลาดจริงที่เดการ์ตเชื่อว่าเคยพบ
  3. เพื่อบรรยายนักเรียนที่มีพรสวรรค์สูงซึ่งศึกษาเรื่องความเป็นจริง
ดูคำตอบ

เพื่อจินตนาการถึงผู้หลอกลวงที่ทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดไม่น่าเชื่อถือได้

วลี

tricked you into believing: โครงสร้าง trick someone into doing something

tricked you into believing หมายถึงทำให้คุณเชื่อบางอย่างด้วยการหลอกลวงหรือข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด ไม่ใช่การโน้มน้าวอย่างซื่อสัตย์ตามปกติ โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ trick + คน + into + กริยารูป -ing ในประโยคนี้ you คือคนที่ถูกหลอก into นำไปสู่การกระทำหรือสภาพความคิดที่เกิดจากการถูกหลอก และ reality is real หลัง believing คือเนื้อหาที่เชื่อ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง trick someone into doing something และกริยา pay: They tricked us ____ for a service we never received.

ดูคำตอบ

into paying

Perhaps this diabolical deceiver has duped you. การใช้คำ

1:50

บางทีจอมลวงโลกที่แสนร้ายกาจนี้อาจกำลังหลอกลวงคุณอยู่

การใช้คำ

duped you: ถูกหลอก ไม่ใช่เพียงถูกโน้มน้าว

duped you หมายถึงถูกหลอกจนยอมรับสิ่งที่ไม่จริงหรือตกหลุมพราง dupe เป็นกริยาที่ต้องมีกรรม ดังนั้นคนที่ถูกหลอกจึงวางต่อจากกริยาโดยตรง: dupe someone คำนี้เน้นว่าผู้เสียหายหลงเชื่อแล้ว โดยมักเกิดจากข้อมูลเท็จ การฉ้อโกง หรือการชักใย

แบบฝึกหัด

ประโยคภาษาอังกฤษข้อใดบอกอย่างชัดเจนว่า Alex ถูกหลอก ไม่ใช่เพียงถูกโน้มน้าว?

  1. The caller greeted Alex.
  2. The caller duped Alex.
  3. The caller persuaded Alex.
ดูคำตอบ

The caller duped Alex.

The world, your perceptions of it, your very body,

1:53

โลกนี้ การรับรู้ของคุณที่มีต่อโลก หรือแม้แต่ร่างกายของคุณเอง

you can't disprove that they're all just made up. กริยาวลี

1:56

คุณไม่สามารถแย้งได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา

กริยาวลี

all just made up: ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่ได้หมายถึง “ประกอบด้วย”

ในประโยคนี้ made up หมายถึง “ถูกแต่งหรือสร้างขึ้น” ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่ they อ้างถึงอาจไม่ใช่เรื่องจริง all รวมสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ส่วน just เพิ่มความหมายว่า “เพียงแค่” หรือ “ไม่มีอะไรมากไปกว่า” made up ในที่นี้บอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นของจริงหรือไม่ ไม่ได้หมายถึง “ประกอบขึ้นจากหลายส่วน” หากต้องการความหมายนั้น ต้องใช้ made up of แล้วตามด้วยส่วนประกอบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าข้อแก้ตัวนั้นถูกแต่งขึ้นและไม่เป็นความจริง

  1. The excuse is made up of three parts.
  2. The excuse is made up.
  3. The excuse made us leave.
ดูคำตอบ

The excuse is made up.

And how could you exist without them? ลำดับความ

1:59

แล้วคุณจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีสิ่งเหล่านี้?

You couldn't.

2:01

คุณอยู่ไม่ได้หรอก

So, you don't.

2:02

ดังนั้น คุณจึงไม่มีตัวตนอยู่

ลำดับความ

How could...? You couldn't. So... ในรูปแบบคำถาม-คำตอบ-ข้อสรุป

ประโยคสั้นสามประโยคนี้สร้างลำดับการให้เหตุผลแบบ “คำถาม-คำตอบ-ข้อสรุป” How could you exist without them? เป็นคำถามที่คาดหวังคำตอบว่า “you couldn't” จากนั้น You couldn't กล่าวคำตอบนั้นอย่างชัดเจน และ So, you don't เปลี่ยนคำตอบให้เป็นข้อสรุป การแยกแต่ละขั้นออกเป็นประโยคสั้นทำให้เหตุผลฟังดูมั่นใจ รวดเร็ว และน่าตื่นเต้น ในที่นี้ประโยคสุดท้ายเพียงเดินตามข้อโต้แย้งสมมติไปจนถึงผลลัพธ์ที่ไร้เหตุผล ไม่ได้แสดงจุดยืนสุดท้ายของผู้พูดด้วยตัวมันเอง

แบบฝึกหัด

ประโยคที่เน้นไว้ทั้งสามประโยคจัดลำดับข้อโต้แย้งอย่างไร

  1. ตั้งคำถาม ให้คำตอบเชิงปฏิเสธ แล้วสรุปผล
  2. บรรยายสถานที่ เปรียบเทียบสิ่งของสองชิ้น แล้วกล่าวคำขอ
  3. บอกข้อสรุป ยกตัวอย่าง แล้วถอนข้อสรุปนั้น
ดูคำตอบ

ตั้งคำถาม ให้คำตอบเชิงปฏิเสธ แล้วสรุปผล

Life is but a dream, วัฒนธรรม

2:04

ชีวิตก็เป็นเพียงแค่ความฝัน

วัฒนธรรม

Life is but a dream: ข้อความอ้างอิงจากเพลงเด็กที่ใช้ but แบบเชิงกวี

“Life is but a dream” เป็นวรรคจบของเพลงเด็กภาษาอังกฤษ Row, Row, Row Your Boat ฉบับที่รู้จักกันแพร่หลาย การยกวรรคนี้มาเชื่อมแนวคิดว่าชีวิตอาจเหมือนความฝันเข้ากับเพลง และปูทางไปสู่มุกเรื่องพายเรืออย่าง “merrily” ในตอนต่อมา but ตรงนี้หมายถึง only หรือ “เป็นเพียง...” ไม่ใช่คำแสดงความขัดแย้งแบบ X, but Y ประโยคนี้บอกว่าชีวิตเป็นเพียงความฝัน และมีน้ำเสียงเชิงกวีคล้ายคำคม

แบบฝึกหัด

หลังจากพูดคุยกันว่าชีวิตเป็นความฝันหรือไม่ ผู้พูดยกวรรค “Life is but a dream” มาอ้าง แล้วพูดเล่นเรื่องการพายเรืออย่างร่าเริง การอ้างนี้ทำหน้าที่อะไร

  1. ทำให้นึกถึง Row, Row, Row Your Boat และปูทางไปสู่มุกเรื่องพายเรือในตอนต่อมา
  2. นำเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างชีวิตกับความฝัน
  3. ให้คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์ของความฝัน
ดูคำตอบ

ทำให้นึกถึง Row, Row, Row Your Boat และปูทางไปสู่มุกเรื่องพายเรือในตอนต่อมา

and I bet you aren't row, row, rowing the boat merrily at all, are you? โน้ต

2:05

และฉันพนันได้เลยว่าคุณไม่ได้พาย พาย พายเรืออย่างเบิกบานใจเลย ใช่ไหม?

วัฒนธรรม

row, row, rowing the boat merrily: การดัดแปลงเพลงเด็กอย่างขบขัน

วลีนี้ดัดแปลงเพลงเด็กภาษาอังกฤษ Row, Row, Row Your Boat อย่างขบขัน ในฉบับที่รู้จักกันแพร่หลาย เพลงนี้มี “Row, row, row your boat” คำว่า “merrily” และวรรคจบ “Life is but a dream” ผู้พูดไม่ได้กำลังบรรยายการล่องเรือจริง ๆ row สองครั้งแรกเลียนแบบการซ้ำในเพลง ส่วน rowing เข้ากับโครงสร้าง aren’t ... rowing การคงคำว่า merrily ไว้ทำให้ผู้ฟังจำข้อความอ้างอิงได้ง่าย เปลี่ยนวลีนี้ให้เป็นการหยอกแนวคิดว่า “ชีวิตคือความฝัน” และปูทางไปสู่การเล่นคำระหว่าง merrily กับ wearily ในตอนต่อมา

แบบฝึกหัด

หลังจากยกวรรค “Life is but a dream” มาอ้าง ผู้พูดพูดว่า “row, row, rowing the boat merrily” เพราะอะไร

  1. เพื่อดัดแปลงเนื้อเพลงเด็กและหยอกแนวคิดว่า “ชีวิตคือความฝัน”
  2. เพื่อบอกวิธีพายเรืออย่างปลอดภัย
  3. เพื่อบรรยายการล่องเรือจริง
ดูคำตอบ

เพื่อดัดแปลงเนื้อเพลงเด็กและหยอกแนวคิดว่า “ชีวิตคือความฝัน”

ไวยากรณ์

at all, are you? หลังข้อความปฏิเสธ

ในประโยคนี้ at all เน้นความเป็นปฏิเสธของ aren't ให้แรงขึ้น หมายถึง “ไม่แม้แต่นิดเดียว” หรือ “ไม่อย่างแน่นอน” เนื่องจากข้อความหลักเป็นปฏิเสธ จึงเติมคำถามท้ายประโยคแบบบวก are you? เพื่อขอคำยืนยัน คล้ายกับ “ใช่ไหม” ไม่ใช่การเริ่มคำถามใหม่ ส่วน I bet แสดงว่าผู้พูดคาดไว้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะเห็นด้วย

แบบฝึกหัด

เติมคำถามท้ายประโยคที่ถูกต้อง: You aren't lost at all, ____?

ดูคำตอบ

are you

No, you're rowing it wearily, สำนวน

2:10

ไม่เลย คุณกำลังพายมันอย่างเหนื่อยล้า

สำนวน

rowing it wearily: เปลี่ยน merrily เป็นคำตรงข้ามที่สื่อถึงความเหนื่อยล้า

ในที่นี้ wearily เป็นคำวิเศษณ์ที่ขยาย rowing หมายถึง “อย่างเหนื่อยล้าและแทบไม่มีแรง” เพลงที่คุ้นเคยใช้คำว่า row ... merrily การเปลี่ยน merrily เป็น wearily ซึ่งเสียงคล้ายกันแต่ความหมายตรงข้าม เป็นการเล่นคำโดยตั้งใจ จังหวะยังคุ้นหู แต่อารมณ์เปลี่ยนจากร่าเริงเป็นหมดแรง Rowing it wearily เป็นการดัดแปลงของผู้พูด ไม่ใช่เนื้อเพลงตายตัวของเพลงนั้น

แบบฝึกหัด

คำใดเติมประโยคได้เหมาะสมที่สุด? After carrying boxes all day, he climbed the stairs ____.

  1. wearily
  2. merrily
  3. quietly
ดูคำตอบ

wearily

like the duped non-existent doof you are slash aren't. การใช้คำ

2:12

เหมือนคนโง่ที่ถูกหลอกและไม่มีตัวตนอยู่ ไม่ว่าคุณจะมีตัวตนหรือไม่ก็ตาม

การใช้คำ

you are slash aren't: อ่าน / ว่า slash

ใน you are slash aren't คำว่า slash คือชื่อของเครื่องหมายวรรคตอน / ผู้พูดพูดถ้อยคำนี้ราวกับเขียนว่า you are/aren't โดยวางความเป็นไปได้สองอย่างที่ขัดกันไว้คู่กัน ตรงนี้ slash ไม่ใช่คำกริยาภาษาอังกฤษที่แปลว่า 'ฟัน' และไม่ได้ขอให้ผู้ฟังเลือกอย่างจริงจัง ความขัดแย้งนี้สานต่อมุกไร้สาระว่าคนนั้นมีตัวตนอยู่หรือไม่ โดยทั่วไป การพูดคำว่า slash ออกเสียงสามารถเลียนแบบ A/B ในงานเขียนแบบไม่เป็นทางการ เพื่อบอกทางเลือก ป้ายกำกับที่รวมกัน หรือการแก้คำพูดแบบขำ ๆ

แบบฝึกหัด

slash ทำหน้าที่อะไรใน you are slash aren't?

  1. อ่านสัญลักษณ์ / ที่เขียนไว้ออกเสียงและวาง are กับ aren't ไว้คู่กัน
  2. ใช้ slash เป็นคำกริยาที่หมายถึงฟันบางสิ่ง
  3. ลบ are แล้วแทนที่ด้วย aren't ทั้งหมด
ดูคำตอบ

อ่านสัญลักษณ์ / ที่เขียนไว้ออกเสียงและวาง are กับ aren't ไว้คู่กัน

Do you find that convincing? น้ำเสียง/เจตนา

2:17

คุณคิดว่าเรื่องนี้ฟังดูมีเหตุผลไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

find that convincing: ตัดสินความน่าโน้มน้าวของเหตุผล

ใน Do you find that convincing? คำว่า find หมายถึง 'ตัดสินว่า' หรือ 'มองว่า' ไม่ใช่ 'ค้นพบ' โครงสร้างคือ find + กรรม + คำคุณศัพท์ โดย that เป็นกรรมที่อ้างถึงข้อกล่าวอ้างหรือเหตุผลก่อนหน้า และ convincing บอกการประเมิน คำถามนี้ถามว่าเหตุผลหรือคำอธิบายนั้นฟังดูโน้มน้าวใจหรือไม่ จุดเน้นอยู่ที่คุณภาพของเหตุผล ไม่ใช่แค่ผู้ฟังเชื่อข้อสรุปหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเป้าหมาย find + object + convincing ให้สมบูรณ์: I don't find this explanation ____.

ดูคำตอบ

convincing

Are you persuaded?

2:18

คุณคล้อยตามหรือยัง?

If you aren't, good. ลำดับความ

2:20

ถ้าไม่ ก็ดีแล้ว

If you are, even better.

2:21

ถ้าใช่ ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่

ลำดับความ

ถ้าคุณยังไม่คล้อยตาม ก็ดี ถ้าคุณคล้อยตามแล้ว ก็ยิ่งดี

อนุประโยค if ทั้งสองใช้โครงสร้างขนานกัน: If you aren't และ If you are นำเสนอคำตอบที่ตรงข้ามกัน ทั้งสองส่วนละคำที่เข้าใจได้จากบริบท โดย aren't และ are แทน aren't persuaded และ are persuaded จึงไม่จำเป็นต้องกล่าว persuaded ซ้ำ คำประเมินที่คู่กันคือ good และ even better ทำให้คำตอบทั้งสองแบบกลายเป็นสิ่งที่สนับสนุนข้อโต้แย้งของผู้พูด Even better ยกระดับกรณีที่สองให้เหนือกว่ากรณีแรก ทำให้เกิดการพลิกความคาดหมาย และปูทางไปยังเหตุผลถัดไปว่า การถูกโน้มน้าวนั้นสามารถนับเป็นหลักฐานได้ในตัวเอง

แบบฝึกหัด

โครงสร้างขนานในประโยคนี้ทำหน้าที่อะไร? If the committee rejects the draft, good. If it accepts it, even better.

  1. ทำให้ผลลัพธ์แรกเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และนำเสนอผลลัพธ์ตรงข้ามว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่า
  2. ปฏิเสธผลลัพธ์ทั้งสองว่าไม่มีประโยชน์
  3. กล่าวเงื่อนไขเดิมซ้ำโดยไม่ทำให้สารคืบหน้า
ดูคำตอบ

ทำให้ผลลัพธ์แรกเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และนำเสนอผลลัพธ์ตรงข้ามว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่า

Because by being persuaded, ไวยากรณ์

2:23

เพราะการที่คุณคล้อยตาม

you would prove that you're a persuaded being.

2:25

เป็นการพิสูจน์ว่าคุณคือผู้ที่สามารถถูกชักจูงได้

ไวยากรณ์

by being persuaded: by + รูป -ing แบบถูกกระทำ

ในโครงสร้าง by + คำกริยาเติม -ing คำว่า by ใช้บอกวิธีหรือเหตุผลพื้นฐานที่นำไปสู่ผลลัพธ์ ในที่นี้ by being persuaded ถือว่าสภาวะที่ถูกโน้มน้าวนั้นเป็นหลักฐานที่ใช้พิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง คำว่า by ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึง "อยู่ข้าง ๆ" Being persuaded เป็นรูป -ing แบบถูกกระทำ โดยประกอบด้วย being + กริยาช่องที่สาม คุณเป็นผู้รับการกระทำของการโน้มน้าว ไม่ใช่ผู้ลงมือทำ ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง "โดยการถูกโน้มน้าว" ไม่ใช่ "โดยการโน้มน้าวคนอื่น"

แบบฝึกหัด

ใช้ by + รูป -ing แบบถูกกระทำร่วมกับคำกริยาในวงเล็บเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Maya understood the interview process better ____ herself. (interview)

ดูคำตอบ

by being interviewed

You can't be nothing if you think you're something, ไวยากรณ์

2:29

คุณจะไม่ใช่ความว่างเปล่าถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นอะไรสักอย่าง

ไวยากรณ์

You can't be nothing if...: เงื่อนไขที่ตัดการไม่มีอยู่ออกไป

อนุประโยคที่มี if ให้เงื่อนไขและหลักฐานว่า คุณคิดว่าตัวเองเป็น something หรือเป็นสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ ในการให้เหตุผลนี้ การมีความคิดดังกล่าวได้ก็ชี้ว่ามีผู้คิดที่ดำรงอยู่แล้ว ประโยคหลักบอกว่าเงื่อนไขนี้ตัดอะไรออกไป นั่นคือคุณไม่อาจเป็น nothing หรือไม่มีอยู่โดยสิ้นเชิงได้ ในที่นี้ something กับ nothing เปรียบต่างระหว่างการมีอยู่กับการไม่มีอยู่ ไม่ใช่ความสำเร็จกับความล้มเหลว โครงสร้าง can't be X if Y ที่นำไปใช้ต่อได้หมายถึง Y ทำให้ X เป็นไปไม่ได้

แบบฝึกหัด

ในบริบททางปรัชญานี้ ข้อใดตีความประโยคได้ตรงที่สุด

  1. การเชื่อว่าตัวเองพิเศษรับประกันว่าจะประสบความสำเร็จในอนาคต
  2. การคิดว่าตัวเองเป็นบางสิ่งที่มีอยู่ ทำให้การไม่มีอยู่โดยสิ้นเชิงเป็นไปไม่ได้
  3. ถ้าคุณนึกถึงวัตถุใด ๆ ไม่ได้ แสดงว่าคุณไม่มีอยู่
ดูคำตอบ

การคิดว่าตัวเองเป็นบางสิ่งที่มีอยู่ ทำให้การไม่มีอยู่โดยสิ้นเชิงเป็นไปไม่ได้

even if you think that something is nothing. ไวยากรณ์

2:31

แม้ว่าคุณจะคิดว่าอะไรสักอย่างนั้นคือความว่างเปล่าก็ตาม

ไวยากรณ์

even if you think...: เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

even if ใช้นำเงื่อนไขที่แม้เกิดขึ้นก็ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ ในที่นี้ผู้พูดยอมรับไว้ชั่วคราวถึงความเป็นไปได้ที่คุณคิดว่า something คือ nothing ประโยคนี้ต่อจากข้อสรุปก่อนหน้า ซึ่งยังถือว่าจริงแม้มีเงื่อนไขดังกล่าว even เพิ่มความหมายว่า “ยอมรับแม้แต่กรณีสุดขั้วนี้ด้วย” โครงสร้าง “ผลลัพธ์ + even if + เงื่อนไข” ที่นำไปใช้ต่อได้หมายความว่า ไม่ว่าเงื่อนไขจะเกิดขึ้นหรือไม่ ผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยน เนื่องจากบรรทัดนี้มีเพียงอนุประโยค even if จึงต้องอาศัยประโยคหลักก่อนหน้าตามหลักไวยากรณ์

แบบฝึกหัด

เติมตัวเชื่อมสองคำที่ทำให้ฝนเป็นเงื่อนไขที่ยังไม่แน่นอนและไม่เปลี่ยนแผน: The picnic will continue ____ it rains tomorrow.

ดูคำตอบ

even if

Because no matter what you think, ไวยากรณ์

2:34

เพราะไม่ว่าคุณจะคิดอะไร

ไวยากรณ์

no matter what you think: อนุประโยคที่ยอมรับทุกความเป็นไปได้

ใน no matter what you think วลี no matter what หมายถึง “ไม่ว่าอะไร” ส่วน what ทำหน้าที่เป็นกรรมของ think และครอบคลุมเนื้อหาความคิดที่เป็นไปได้ทั้งหมด ส่วนนี้ทั้งส่วนเป็นอนุประโยคแสดงการยอมรับเงื่อนไขและไม่สามารถเป็นประโยคสมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากครอบคลุมความคิดที่เป็นไปได้ทั้งหมด แล้วประโยคหลักจึงบอกว่าข้อสรุปยังเหมือนเดิมในทุกกรณี ตรงนี้ no matter what ไม่ได้หมายถึง “เรื่องนั้นไม่สำคัญ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสามคำที่เน้นไว้ ซึ่งหมายถึง “ไม่ว่าเนื้อหาจะเป็นอะไร”: ____ you read, take notes.

ดูคำตอบ

No matter what

you're a thinking thing. การใช้คำ

2:35

คุณก็คือสิ่งที่มีความคิด

การใช้คำ

a thinking thing: thing ในความหมายของตัวตนเชิงนามธรรม

ใน a thinking thing คำว่า thinking ขยาย thing และบอกว่านี่คือสิ่งที่คิดได้ ในทางไวยากรณ์ thinking คือรูป -ing ที่ทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์ ส่วน thing ในที่นี้มีความหมายกว้างและเป็นนามธรรมว่า “สิ่งมีอยู่หรือตัวตน” ไม่ใช่สิ่งของธรรมดาในชีวิตประจำวัน สำนวนเชิงปรัชญานี้ตั้งใจบอกเฉพาะสิ่งที่การให้เหตุผลยืนยันได้ กล่าวคือ ถ้ามีการคิดเกิดขึ้น ก็ต้องมีบางสิ่งที่กำลังคิดอยู่ การเรียกคนว่า thing ในบริบทนี้ไม่ใช่คำดูถูก แต่เป็นการพูดแบบนามธรรมเพื่อเน้นเหตุผลทางตรรกะ

แบบฝึกหัด

ในประโยคเชิงปรัชญานี้ a thinking thing หมายถึงอะไร?

  1. เครื่องมือที่ใช้ช่วยให้ใครคนหนึ่งคิด
  2. สิ่งของธรรมดาที่อยู่ในความคิด
  3. ตัวตนที่สามารถคิดได้
ดูคำตอบ

ตัวตนที่สามารถคิดได้

Or as Descartes put it,

2:37

หรือตามที่เดส์การตส์กล่าวไว้ว่า

I think therefore I am. วัฒนธรรม

2:38

ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่

วัฒนธรรม

I think therefore I am: การคิดพิสูจน์การมีอยู่

I think therefore I am เป็นข้อสรุปอันโด่งดังของเดการ์ต ซึ่งมักเรียกว่า cogito เขาอาจสงสัยหลายสิ่งได้ แต่ไม่อาจสงสัยว่าการคิดกำลังเกิดขึ้น การคิดนั้นจึงพิสูจน์ว่ามีผู้คิดอยู่จริง therefore ใช้บอกข้อสรุป โดย I think เป็นเหตุผล และ I am เป็นผลที่ตามมา ในที่นี้ am หมายถึง “มีอยู่” ไม่ใช่กริยาเชื่อมที่ขาดส่วนเติมเต็ม

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายตรรกะของ I think therefore I am ได้ดีที่สุด

  1. คนเราจะคิดได้ต่อเมื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทุกอย่างแล้วเท่านั้น
  2. การคิดพิสูจน์ว่าผู้ที่กำลังคิดมีอยู่จริง
  3. การคิดกับการมีอยู่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ดูคำตอบ

การคิดพิสูจน์ว่าผู้ที่กำลังคิดมีอยู่จริง

And so are you. ไวยากรณ์

2:41

และคุณเองก็เช่นกัน

ไวยากรณ์

so are you: การบอกว่าอีกคนก็เป็นเช่นกันด้วยการกลับคำ

So are you หมายความว่าข้อความบอกเล่าเชิงบวกก่อนหน้าก็เป็นจริงกับ you เช่นกัน so ใช้แทนใจความก่อนหน้า ส่วนกริยาจะอยู่หน้าประธานใหม่ตามโครงสร้าง so + กริยาช่วย, be หรือกริยาช่วยบอกลักษณะ + ประธาน ในที่นี้วลีนี้รับความหมายจาก I am ที่หมายถึง “ฉันมีอยู่” เมื่อประธานเปลี่ยนจาก I เป็น you จึงต้องเปลี่ยน am เป็น are: I am, and so are you.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างแสดงความเหมือน so + กริยา + ประธาน: Lena is ready, and ____.

ดูคำตอบ

so is Omar

Really.

2:43

จริง ๆ นะ