Bluey ตอนเต็ม | อีสเตอร์ | ตอนเต็ม | @disneyjr: บทเรียนภาษาอังกฤษ
Disney Jr.
ภาพรวมวิดีโอ: เช้าวันอีสเตอร์ บลูอีและบิงโกพบว่าถุงของตนว่างเปล่า จึงกลัวว่ากระต่ายอีสเตอร์จะลืมพวกเธออีกครั้ง ทั้งคู่ตามรอยคำใบ้ปริศนาไปทั่วบ้านและสนาม คอยให้กำลังใจกันเมื่อเริ่มหมดหวัง และท้ายที่สุดก็พบรอยเท้ากระต่ายซึ่งยืนยันว่าเขายังจำพวกเธอได้ ประเด็นสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ: 1. How do we know — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่าคำถามนี้ไม่ได้เพียงขอหลักฐาน แต่ยังสื่อความสงสัยและความกังวลด้วย สามารถใช้เมื่อคำสัญญาหรือคำกล่าวยังไม่น่าเชื่อถือ และต้องการให้อีกฝ่ายอธิบายเหตุผลหรือช่วยยืนยันให้สบายใจ ไม่ใช่เพียงถามถึงวิธีการทำสิ่งหนึ่งเท่านั้น 2. find out. — กริยาวลี: แยกแยะได้ว่าสำนวนนี้หมายถึงการค้นพบคำตอบด้วยการสังเกต สืบหา หรือตรวจสอบ ไม่ใช่แค่การหาวัตถุเจอ สามารถใช้เมื่อเสนอให้ไขปริศนา ตรวจสอบคำใบ้ หรือหาข้อมูลที่ยังไม่รู้มาก่อน 3. He remembered us. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่าตอนจบนำแนวคิดช่วงต้นเรื่องเรื่องการถูกลืมกลับมาใช้ด้วยคำกริยาที่มีความหมายตรงข้าม ประโยคนี้จึงคลี่คลายทั้งการตามหาไข่อีสเตอร์และความไม่มั่นใจของเด็ก ๆ พร้อมแสดงวิธีใช้คำสำคัญที่ตัดกันเพื่อปิดเรื่องอย่างชัดเจนและน่าพอใจ
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Big sleep: คำพูดเล่นๆ ในครอบครัวที่หมายถึงนอนหลับให้เต็มที่
ในบทสนทนาในครอบครัวนี้ Big sleep หมายถึงนอนหลับให้ดีและนอนให้เพียงพอ คำว่า big เพิ่มความรู้สึกว่าสำคัญและอบอุ่นให้กับ sleep ไม่ได้บอกว่าขนาดของเตียงหรือการนอนมีขนาดใหญ่จริงๆ นี่เป็นคำพูดเล่นๆ ที่ผู้ปกครองใช้ขึ้นมาเพื่อทำให้เวลานอนฟังดูเหมือนเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่สำนวนตายตัวแบบเป็นทางการ และในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงความตาย
แบบฝึกหัด
ผู้ปกครองพูดว่า "Big sleep before our early start tomorrow, kids." Big sleep หมายถึงอะไร
- ไม่นอนตลอดทั้งคืน
- นอนหลับให้ดีและพักผ่อนให้เต็มที่
- นอนบนเตียงที่มีขนาดใหญ่มาก
ดูคำตอบ
นอนหลับให้ดีและพักผ่อนให้เต็มที่
Easter Bunny's: รูปย่อของ is ที่อยู่หน้า coming
กระต่ายอีสเตอร์คือตัวละครตามประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการนำไข่มาให้หรือซ่อนไข่ไว้ให้เด็ก ๆ ในเทศกาลอีสเตอร์ ในประโยคนี้ ตัวละครนี้ถูกกล่าวถึงเหมือนเป็นผู้ที่กำลังเดินทางมาถึง จึงทำให้เห็นชัดว่าเด็ก ๆ กำลังคาดหวังอะไรอยู่ ในที่นี้ Bunny's เป็นรูปย่อของ Bunny is: The Easter Bunny is coming. เครื่องหมายอะพอสทรอฟีกับ s ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของ เพราะ coming เป็นกริยารูป present participle ที่บอกว่า Bunny กำลังทำอะไรอยู่
แบบฝึกหัด
เลือกรูปเต็มของ 's ในประโยค: The parade's coming down our street.
- The parade has coming down our street.
- The parade owns coming down our street.
- The parade is coming down our street.
ดูคำตอบ
The parade is coming down our street.
I wonder how many eggs he'll leave you in your Easter pouches. ไวยากรณ์
0:32แม่สงสัยจังว่าเขาจะทิ้งไข่ไว้ในถุงอีสเตอร์ของลูกกี่ฟอง
I wonder how many... กับลำดับคำในคำถามทางอ้อม
I wonder how many... ใช้แสดงความสงสัยเกี่ยวกับจำนวนอย่างนุ่มนวล how many ใช้กับคำนามนับได้รูปพหูพจน์ เช่น eggs อนุประโยค how many หลัง wonder เป็นคำถามทางอ้อม จึงไม่สลับตำแหน่งแบบคำถามตรง ในที่นี้ต้องพูดว่า how many eggs he'll leave ไม่ใช่ how many eggs will he leave
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ I wonder กับคำถามทางอ้อมที่ขึ้นต้นด้วย how many ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- I wonder how many does she have books.
- I wonder how many books she has.
- I wonder how many books does she have.
ดูคำตอบ
I wonder how many books she has.
How do we know...?: การขอหลักฐานหรือคำยืนยันให้สบายใจ
How do we know...? ตามตัวอักษรคือการถามว่าอะไรทำให้เรารู้เรื่องหนึ่ง แต่บ่อยครั้งใช้ตั้งคำถามว่าคำกล่าวหรือคำสัญญานั้นเชื่อถือได้หรือไม่ ในที่นี้เด็ก ๆ จำได้ว่าเคยถูกลืมมาก่อน จึงกำลังแสดงความสงสัยและต้องการคำยืนยันให้สบายใจ ไม่ได้เพียงถามว่าได้รับข้อมูลมาอย่างไร ใช้ How do we know + อนุประโยค เมื่อต้องการเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนคำกล่าว
แบบฝึกหัด
ตัดสินว่าการใช้นี้เหมาะสมหรือไม่ มีคนพูดว่า “The plan cannot fail.” แล้วคุณตอบว่า “How do we know?” เพราะต้องการหลักฐานหรือคำยืนยันให้สบายใจ
- เหมาะสม
- ไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ
เหมาะสม
like he did: ใช้ did แทนการกระทำที่กล่าวไว้ก่อนหน้า
Like he did ใช้เปรียบเทียบการกระทำในอดีตกับการกระทำเดียวกันในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ในที่นี้ did แทนวลีกริยาที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คือ forget us ดังนั้นความหมายเต็มคือ “like he forgot us last year” วิธีนี้ช่วยไม่ให้ต้องพูดวลีกริยาทั้งหมดซ้ำ นี่คือการใช้กริยาช่วยแทนส่วนที่ละไว้ เมื่อพูดถึงการกระทำในอดีตด้วยกริยาทั่วไปและรู้กันแล้วว่าเป็นการกระทำใด สามารถใช้ did แทนการกระทำนั้นได้ did ไม่ได้เพิ่มการกระทำใหม่ที่แปลว่า “ทำ”
แบบฝึกหัด
ใน “Nora missed the bus again, like she did yesterday,” did แทนอะไร?
- คำบอกเวลา yesterday
- การกระทำก่อนหน้า missed the bus
- การกระทำอีกอย่างหนึ่งที่แปลว่า “ทำ”
ดูคำตอบ
การกระทำก่อนหน้า missed the bus
we've been through this: ปัญหาที่เคยคุยกันแล้ว
We've been through this หมายถึงปัญหาเดิมเคยถูกพูดคุย จัดการ หรือเผชิญมาก่อนแล้ว ในที่นี้หมายถึง “เราเคยคุยเรื่องนี้แล้ว” ไม่ได้หมายถึงมีใครเดินผ่านสถานที่จริง ๆ รูป present perfect we've been เชื่อมการพูดคุยก่อนหน้านี้เข้ากับความกังวลในตอนนี้ ประโยคนี้อาจใช้เพื่อทำให้อีกฝ่ายสบายใจ หรืออาจสื่อว่าผู้พูดเหนื่อยกับการคุยเรื่องเดิมซ้ำอีกก็ได้
แบบฝึกหัด
ในการพูดคุยเรื่องเดิมซ้ำ ประโยคใดตรงกับความหมายของ We've been through this มากที่สุด?
- เรากำลังเผชิญปัญหานี้เป็นครั้งแรก
- เราเดินจากด้านหนึ่งของสถานที่นี้ไปยังอีกด้านหนึ่ง
- เราเคยพูดคุยหรือจัดการปัญหานี้แล้ว
ดูคำตอบ
เราเคยพูดคุยหรือจัดการปัญหานี้แล้ว
so sorry I was late with your Easter eggs. น้ำเสียง/เจตนา
0:49ขอโทษจริงๆ ที่ฉันเอาไข่อีสเตอร์มาส่งช้า
so sorry I was late: ขอโทษที่ส่งของล่าช้า
So sorry เป็นคำขอโทษสั้น ๆ ที่เน้นความรู้สึก เป็นรูปย่อของ I'm so sorry โดย so ช่วยเน้นระดับของคำว่า sorry ใน I was late with your Easter eggs โครงสร้าง be late with + สิ่งของหรืองาน หมายถึงส่ง ทำให้เสร็จ หรือมอบสิ่งนั้นช้ากว่าที่คาด ความล่าช้าเกิดกับการส่งไข่อีสเตอร์ ไม่ได้หมายความเพียงว่าผู้พูดมาถึงช้า
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ขอโทษอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อส่งรูปช้ากว่าเวลาที่สัญญาไว้
- I'm so sorry I was waiting for the photos.
- I'm so sorry I was late with the photos.
- I'm so sorry I was early with the photos.
ดูคำตอบ
I'm so sorry I was late with the photos.
I had some family stuff on: มีธุระเกี่ยวกับครอบครัว
ในที่นี้ had ... on เป็นรูปอดีตของ have ... on ซึ่งเป็นสำนวนไม่เป็นทางการในภาษาอังกฤษบางแบบ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย หมายถึงมีงาน แผน หรือข้อผูกพันที่กำหนดไว้แล้ว Family stuff จงใจพูดกว้าง ๆ โดยหมายถึงเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวโดยไม่เปิดเผยรายละเอียดส่วนตัว ประโยคนี้อธิบายว่าผู้พูดยุ่งกับภาระทางครอบครัว ส่วน on ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
ในภาษาอังกฤษแบบบริติชหรือออสเตรเลียที่ไม่เป็นทางการ I had some family stuff on ในที่นี้น่าจะหมายถึงอะไร
- ฉันมีข้อผูกพันหรือแผนเกี่ยวกับครอบครัว
- ฉันเปิดอุปกรณ์เครื่องหนึ่งให้ครอบครัวแล้ว
- ฉันสวมเสื้อผ้าธีมครอบครัวอยู่
ดูคำตอบ
ฉันมีข้อผูกพันหรือแผนเกี่ยวกับครอบครัว
I won't go into it: เลือกที่จะไม่อธิบายรายละเอียด
ในประโยคนี้ go into it หมายถึงอธิบายหรือพูดถึงเรื่องนั้นอย่างละเอียด โดย it ย้อนกลับไปหมายถึงเรื่องครอบครัวที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ไม่ได้หมายถึงการเข้าไปในสถานที่ I won't go into it บอกผู้อ่านว่าผู้เขียนเลือกที่จะไม่บอกรายละเอียด ซึ่งอาจเป็นการรักษาความเป็นส่วนตัว ประหยัดเวลา หรือคงความสนใจไว้ที่ประเด็นหลัก
แบบฝึกหัด
ใช้ go into และรูปย่อ won't เติมประโยคให้สมบูรณ์: The reason is personal, so I ____.
ดูคำตอบ
won't go into it
Big love: คำลงท้ายที่อบอุ่นและไม่เป็นทางการ
ในที่นี้ Big love เป็นคำลงท้ายที่อบอุ่นและไม่เป็นทางการอย่างมากในตอนจบของข้อความ โดยแสดงความรักก่อนชื่อที่ตามมา ส่วน big ใช้เน้นความรู้สึก ไม่ได้บอกขนาดทางกายภาพ ในข้อความเต็ม “Big love, Easter Bunny.” เครื่องหมายจุลภาคแยกคำลงท้ายออกจากลายเซ็น Easter Bunny วลีนี้ทำหน้าที่คล้าย Lots of love หรือ With love
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความนี้: Big love เป็นคำลงท้ายที่เป็นธรรมชาติสำหรับอีเมลทางการถึงลูกค้าธุรกิจรายใหม่
- ไม่ถูกต้อง
- ถูกต้อง
ดูคำตอบ
ไม่ถูกต้อง
clean it up: กริยาวลีแยกส่วนที่หมายถึงการเก็บให้เรียบร้อย
clean up เป็นกริยาวลีแบบแยกส่วน หมายถึงกำจัดสิ่งสกปรก ความรก หรือสิ่งที่เลอะเทอะ แล้วทำให้สถานที่หรือสิ่งของกลับมาเรียบร้อย ในประโยคนี้ it หมายถึงสิ่งที่ต้องเก็บกวาด ส่วน up เน้นผลลัพธ์ที่จัดการจนเสร็จและกลับมาเรียบร้อย ไม่ได้หมายถึงทิศทางขึ้นด้านบน ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางคำสรรพนามไว้ระหว่างกริยากับคำส่วนเติม: clean it up โครงสร้างนี้ใช้พูดถึงการเก็บของที่หก ห้อง หรือบริเวณที่รกอื่น ๆ ได้
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบแยกส่วนของ clean up ที่ใช้กับสรรพนาม it: บนโต๊ะมีเศษขนมปังเต็มไปหมด เราค่อย ____ หลังแขกกลับก็ได้
ดูคำตอบ
clean it up
only forget us: เน้นว่าลืมแค่พวกเรา
ในคำถามนี้ only อยู่หน้ากลุ่มคำกริยา forget us แต่จุดเน้นอยู่ที่ us หมายความว่ากระต่ายอีสเตอร์ลืมพวกเรา แต่ไม่ได้ลืมคนอื่น ดังนั้นประโยคนี้จึงฟังเหมือนการบ่นว่าพวกเราถูกมองข้ามเพียงกลุ่มเดียว ไม่ใช่แค่การรายงานอย่างเป็นกลางว่าเกิดการลืมขึ้น โดยทั่วไป only จะจำกัดส่วนที่มันเชื่อมโยงด้วย และตำแหน่งของมันช่วยบอกจุดเน้น ในประโยคนี้ เมื่อดูบริบทและการลงน้ำเสียงร่วมกัน only forget us จึงเข้าใจได้ว่า “ลืมพวกเรา ไม่ใช่คนอื่น”
แบบฝึกหัด
ใน “Why did the Easter Bunny only forget us?” only เน้นอะไรเป็นหลัก
- us ในฐานะคนที่ถูกลืม
- การลืมในฐานะการกระทำเพียงอย่างเดียว
- กระต่ายอีสเตอร์ในฐานะประธาน
ดูคำตอบ
us ในฐานะคนที่ถูกลืม
Do you think ...?:ใช้ถามความเห็นและขอความมั่นใจ
Do you think ใช้ถามการตัดสินใจหรือการคาดคะเนของอีกฝ่าย ประโยคที่ตามหลัง think ยังคงเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า คือ he'll remember ไม่ใช่ will he remember ในคำถามที่ฟังดูเป็นกังวลนี้ ผู้พูดยังต้องการความมั่นใจและการปลอบใจด้วย รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ Do you think + ประธาน + กริยา ใช้ขอให้อีกฝ่ายประเมินสิ่งที่อาจเกิดขึ้น และบางครั้งก็แฝงความหวังว่าจะได้คำตอบที่ทำให้สบายใจ
แบบฝึกหัด
เลือกคำถามที่เป็นธรรมชาติเพื่อถามการคาดคะเนว่าเธอจะมาหรือไม่
- Do you think does she come?
- Do you think she'll come?
- Do you think will she come?
ดูคำตอบ
Do you think she'll come?
I can't see any eggs.:any ในประโยคปฏิเสธหมายถึงไม่มีแม้แต่หนึ่งฟอง
ใน I can't see any eggs คำว่า any อยู่ภายใต้ความหมายปฏิเสธของ can't ประโยคนี้จึงหมายความว่าไม่เห็นไข่แม้แต่หนึ่งฟอง หรือมีไข่ที่มองเห็นได้เป็นจำนวนศูนย์ เมื่อใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์ ให้ใช้รูปแบบ กริยาปฏิเสธ + any + คำนามพหูพจน์ เช่น can't see any eggs และ can't find any books ในที่นี้ any ไม่ได้หมายถึง “อันไหนก็ได้” แต่เมื่ออยู่ในขอบเขตของการปฏิเสธ จะหมายถึงจำนวนศูนย์
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย any + books: The shelf is empty, so I can't see ____ on the shelf.
ดูคำตอบ
any books
must be inside: การคาดคะเนอย่างมั่นใจจากเบาะแส
ในที่นี้ must be ใช้บอกการคาดคะเนอย่างมั่นใจจากเบาะแส ผู้พูดมั่นใจว่าไข่อยู่ข้างใน โครงสร้างคือ ประธาน + must be + สถานที่หรือคำบรรยาย must ในประโยคนี้ไม่ได้ใช้สั่งหรือบอกหน้าที่ แต่บอกสิ่งที่ผู้พูดเชื่อว่าเป็นจริง
แบบฝึกหัด
ใช้ must be เติมการคาดคะเนอย่างมั่นใจจากเบาะแสให้สมบูรณ์: The lights are on, so Leo ____ inside.
ดูคำตอบ
must be
care about us: เห็นคุณค่าและใส่ใจใครสักคน
care about someone หมายถึงเห็นว่าคนนั้นสำคัญและใส่ใจความรู้สึกหรือความเป็นอยู่ของเขา รูปปฏิเสธ doesn't care about us หมายถึงผู้พูดรู้สึกว่าเขาไม่เห็นความสำคัญของกลุ่มและไม่ใส่ใจความรู้สึกของทุกคน คำบุพบท about เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบนี้ เมื่อต้องการสื่อความหมายนี้ให้พูดว่า care about someone ไม่ใช่ care someone
แบบฝึกหัด
ใช้ care พร้อมคำบุพบทที่จำเป็นเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: A good friend will ____ your opinion.
ดูคำตอบ
care about
I think these are clues to where he's hidden our Easter eggs. ไวยากรณ์
1:57ฉันคิดว่านี่คือคำใบ้ว่าเขาซ่อนไข่อีสเตอร์ของเราไว้ที่ไหน
clues to where he's hidden:เชื่อมเบาะแสกับสถานที่
clues to... เชื่อมคำนาม clues เข้ากับสถานที่ที่เราต้องหาให้พบ ในที่นี้ to where... หมายถึง “เบาะแสที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน” และ where นำหน้าคำถามทางอ้อมเกี่ยวกับสถานที่ เนื้อหาคำถามนี้อยู่ภายในวลีที่ใหญ่กว่า คือ clues to จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: where he's hidden... ไม่ใช่ where has he hidden... ผู้พูดกำลังชี้ไปที่หลักฐานที่อาจเปิดเผยสถานที่ ไม่ได้ถามสถานที่นั้นโดยตรง
แบบฝึกหัด
เติมคำที่หายไป: This photo is a clue ____ the keys are hidden
ดูคำตอบ
to where
Come on!:เร่งให้อีกคนลงมือทำ
ในที่นี้ Come on! เป็นคำพูดสั้น ๆ แบบภาษาพูดที่ใช้เร่งให้คนอื่นเคลื่อนที่หรือเริ่มทำอะไรบางอย่างไปพร้อมกับผู้พูด เมื่อพบทิศทางใหม่แล้ว จึงหมายถึง “เร็วเข้า” หรือ “ไปกันเถอะ” ไม่ควรเข้าใจวลีนี้ตามคำศัพท์ทีละคำว่า “มาข้างบน” ความหมายขึ้นอยู่กับสถานการณ์และน้ำเสียง ในบริบทอื่น Come on! อาจใช้ให้กำลังใจ หรือแสดงความไม่อยากเชื่อหรือความไม่พอใจก็ได้
แบบฝึกหัด
เลือกความหมายของ Come on! ในประโยคนี้: Come on! The train leaves in two minutes
- บอกให้อีกคนยืนอยู่บนบางสิ่ง
- เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการ
- เร่งให้อีกคนรีบเคลื่อนที่
ดูคำตอบ
เร่งให้อีกคนรีบเคลื่อนที่
chatterbox: ความหมายที่เป็นของเล่นกระดาษพับ
ในที่นี้ a chatterbox คือของเล่นกระดาษพับที่ใช้นิ้วสอดแล้วขยับให้เปิดและปิด เด็กจะเลือกสีหรือตัวเลข แล้วของเล่นจะแสดงคำถาม ข้อความ หรือเบาะแสที่ซ่อนอยู่ ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงคนที่พูดมาก Just หมายถึง “แค่” หรือ “เพียง” ผู้พูดจึงกำลังบอกว่าสิ่งที่พบเป็นเพียงของเล่นชนิดนี้เท่านั้น
แบบฝึกหัด
เด็กคนหนึ่งเปิดวัตถุที่พับจากกระดาษ ให้คุณเลือกสีน้ำเงินหรือสีแดง แล้วอ่านเบาะแสที่ซ่อนอยู่ chatterbox ในที่นี้หมายถึงอะไร
- คนที่พูดมาก
- กล่องที่เปิดเสียงพูดที่บันทึกไว้
- ของเล่นถามตอบหรือทำนายที่ทำจากกระดาษพับ
ดูคำตอบ
ของเล่นถามตอบหรือทำนายที่ทำจากกระดาษพับ
cooks work in the kitchen: พหูพจน์แบบกล่าวรวมและปัจจุบันกาลธรรมดา
ใน cooks work in the kitchen คำว่า cooks เป็นคำนามพหูพจน์ที่ไม่มี a/an หรือ the นำหน้า จึงหมายถึงคนทำอาหารในฐานะกลุ่มอาชีพ ไม่ใช่คนทำอาหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คำกริยา work ในปัจจุบันกาลธรรมดาใช้บอกข้อเท็จจริงทั่วไปหรือสิ่งที่มักเป็นเช่นนั้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ “คำนามพหูพจน์ที่บอกประเภท+ปัจจุบันกาลธรรมดา” เช่น Birds build nests
แบบฝึกหัด
ประโยคใดกล่าวถึงนักบินทั้งกลุ่มในลักษณะทั่วไป
- One pilot is flying a plane right now.
- Pilots fly planes.
- The pilots are flying a plane right now.
ดูคำตอบ
Pilots fly planes.
I told you: ยืนยันคำปลอบใจที่พูดไว้ก่อนหน้านี้
I told you ย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ผู้พูดเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อเหตุการณ์ภายหลังสนับสนุนคำพูดนั้น วลีนี้อาจหมายถึง “เห็นไหม สิ่งที่ฉันพูดเป็นความจริง” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวยืนยันคำปลอบใจที่พูดไว้ก่อนหน้า ผู้พูดกำลังแสดงอย่างอ่อนโยนว่าเขาใส่ใจจริง ๆ จุดสำคัญคือการปลอบใจ ไม่ใช่การตำหนิ
แบบฝึกหัด
เพื่อนของคุณทำสำเร็จหลังจากเคยไม่มั่นใจในตัวเอง คำตอบใดช่วยเตือนถึงกำลังใจที่คุณเคยให้โดยไม่ตำหนิเพื่อน?
- I ordered you to do it.
- I told you you could do it.
- I never said you could do it.
ดูคำตอบ
I told you you could do it.
looking for: พยายามหาบางสิ่ง
look for หมายถึง “พยายามหา” คนหรือสิ่งของ โดยคนหรือสิ่งของที่กำลังหาจะวางไว้หลัง for ใน We're looking for รูป present progressive แสดงว่าการค้นหากำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ต้องคง for ไว้ เพราะ look ที่ตามด้วยกรรมตรง ๆ ไม่ได้มีความหมายว่า “ค้นหา”
แบบฝึกหัด
ใช้รูป -ing ของ look for เติมประโยคให้สมบูรณ์: We're ____ the missing puzzle piece.
ดูคำตอบ
looking for
They could be anywhere: การคาดเดาตำแหน่งอย่างไม่แน่นอน
ในที่นี้ could be แสดงความเป็นไปได้ที่ยังไม่แน่นอน ผู้พูดกำลังเดาว่าพวกมันอยู่ที่ไหน ไม่ได้กล่าวถึงความสามารถในอดีต anywhere หมายความว่าไม่มีสถานที่ใดถูกตัดออก รูปแบบ could be + สถานที่ใช้คาดเดาตำแหน่งอย่างไม่แน่นอนได้ ส่วน could be anywhere ขยายขอบเขตการค้นหาไปยังทุกที่ที่เป็นไปได้ตามบริบท
แบบฝึกหัด
คุณไม่รู้ว่ากุญแจที่หายไปอยู่ที่ไหน ประโยคใดเป็นการคาดเดาอย่างไม่แน่นอนโดยไม่จำกัดสถานที่
- The keys can be anywhere.
- The keys must be somewhere.
- The keys could be anywhere.
ดูคำตอบ
The keys could be anywhere.
normal eggs ... chocolate eggs: การเปรียบเทียบประเภท
ในที่นี้ normal eggs หมายถึงไข่ธรรมดาที่พบในชีวิตประจำวัน ตรงข้ามกับไข่ที่ทำจากช็อกโกแลต คำว่า normal ระบุชนิดมาตรฐานภายในการเปรียบเทียบเฉพาะนี้ ไม่ได้หมายความว่าไข่นั้นถูกต้องทางศีลธรรม ดีต่อสุขภาพกว่า หรือมีรูปร่างถูกต้อง การวาง chocolate eggs ไว้เป็นคู่เปรียบเทียบช่วยบอกว่า normal ใช้ในความหมายใด
แบบฝึกหัด
ในการเปรียบเทียบนี้ normal eggs หมายถึงอะไร
- ไข่ที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าไข่ช็อกโกแลต
- ไข่ธรรมดา ไม่ใช่ไข่ที่ทำจากช็อกโกแลต
- ไข่อีสเตอร์ที่มีรูปร่างปกติ
ดูคำตอบ
ไข่ธรรมดา ไม่ใช่ไข่ที่ทำจากช็อกโกแลต
the end one: การใช้ one แทนคำนาม
ใน the end one คำว่า one ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์ที่รู้กันอยู่แล้ว ซึ่งในที่นี้คือ egg จึงไม่ต้องพูด egg ซ้ำ วลีทั้งหมดหมายถึง “ไข่ที่อยู่ปลายแถว” และ one ในที่นี้ไม่ใช่เลข 1 รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ the + ข้อมูลที่ใช้ระบุสิ่งของ + one เช่น the red one หรือ the smaller one โดยบริบทต้องทำให้ชัดว่า one ใช้แทนคำนามอะไร
แบบฝึกหัด
ใช้ one เพื่อไม่ให้พูด cup ซ้ำ: I don't want the large cup. Please give me the small ____.
ดูคำตอบ
one
I know where the eggs are: ลำดับคำในคำถามแฝง
Where the eggs are เป็นอนุประโยค wh แบบแฝงที่ให้ข้อมูลหลัง know แม้จะขึ้นต้นด้วย where แต่ไม่ใช่คำถามโดยตรง ภายในอนุประโยคต้องใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ where + ประธาน + กริยา จึงเป็น where the eggs are รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ know + where + ประธาน + กริยา
แบบฝึกหัด
เปลี่ยนคำถามโดยตรง Where is the bus stop? ให้เป็นคำถามแฝง แล้วเติมให้สมบูรณ์: Don't worry. I know where the bus stop ____.
ดูคำตอบ
is
Maybe the Easter Bunny just likes other children more than me. ไวยากรณ์
3:33กระต่ายอีสเตอร์อาจจะชอบเด็กคนอื่นมากกว่าฉันก็ได้
likes other children more than me: เปรียบเทียบว่าชอบใครมากกว่า
ในที่นี้ likes other children more than me หมายถึงกระต่ายอีสเตอร์ชอบเด็กคนอื่นมากกว่าที่ชอบผู้พูด สิ่งที่เปรียบเทียบคือกระต่ายอีสเตอร์ชอบเด็กคนอื่นมากเพียงใด เทียบกับชอบผู้พูดมากเพียงใด คำว่า more ขยาย likes เพื่อบอกระดับความชอบ ไม่ได้หมายถึงจำนวนเด็กที่ชอบมากกว่า ในบริบทนี้ ประโยคนี้แสดงว่าผู้พูดรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ชอบเท่าเด็กคนอื่น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่าเขาชอบแมวมากกว่าสุนัข
- He likes cats more than dogs.
- He likes more cats than his sister does.
- He likes cats as much as dogs.
ดูคำตอบ
He likes cats more than dogs.
It's just that: เกริ่นคำอธิบายอย่างนุ่มนวล
It's just that เป็นคำเกริ่นในบทสนทนาที่ใช้ก่อนบอกเหตุผล ความกังวล หรือความเห็นต่างอย่างนุ่มนวล ทำให้ข้อความถัดไปฟังดูไม่ตรงเกินไป คล้ายกับ “เรื่องก็คือ...” หรือ “เพียงแต่ว่า...” ในประโยคนี้ ผู้พูดเริ่มอธิบายแต่หยุดเมื่อมีบางอย่างดึงความสนใจ จึงไม่มีอนุประโยคตามหลัง that วลีที่พูดไม่จบยังมีความหมาย เพราะบทสนทนาถูกขัดจังหวะ
แบบฝึกหัด
เติมบทสนทนาด้วยวลีสามคำจากตัวอย่างที่ใช้เกริ่นเหตุผลอย่างนุ่มนวล: I'd like to stay. ____ I have an early meeting tomorrow.
ดูคำตอบ
It's just that
pointing to the backyard: ใช้ point to เพื่อบอกทิศทาง
ในที่นี้ point to + สถานที่ หมายถึง “แสดงหรือหันไปในทิศทางของสถานที่นั้น” ลูกศรนำสายตาไปยังสวนหลังบ้าน ดังนั้น pointing to จึงอธิบายเบาะแสที่บอกทิศทาง ไม่ใช่การที่คนใช้นิ้วชี้ ใช้รูป is pointing เพราะประโยคกำลังบอกว่าลูกศรกำลังทำอะไรอยู่ สามารถใช้ point to กับลูกศร ป้าย เครื่องหมาย และสิ่งอื่นที่บอกว่าควรไปทางไหนได้
แบบฝึกหัด
เติมคำหนึ่งคำให้วลี point to สมบูรณ์: The arrow points ____ the emergency exit.
ดูคำตอบ
to
Are the pointseanna flowers normally in a straight line? วลี
3:55ปกติแล้วดอกหางนกยูงฝรั่งจะเรียงเป็นเส้นตรงเหรอ?
in a straight line: อธิบายการเรียงเป็นเส้นตรง
in a straight line เป็นวลีตายตัวที่ใช้อธิบายการจัดเรียง หมายถึงคนหรือสิ่งของหลายชิ้นเรียงตามแนวเส้นตรงเดียว ไม่ได้โค้งหรือกระจัดกระจาย ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังถามว่าปกติดอกไม้เรียงแบบนั้นหรือไม่ ใช้วลีนี้หลัง be หรือใช้กับคำกริยาอย่าง stand, put และ arrange ได้ ต้องคงคำว่า in ไว้ เพราะ are in a straight line อธิบายลักษณะการเรียง แต่ are a straight line จะหมายความว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเส้นตรงเสียเอง
แบบฝึกหัด
เติมวลีตายตัวจากบทเรียนที่หมายถึง “ให้เรียงเป็นแถวตรงแถวเดียว”: Please place the cones ____.
ดูคำตอบ
in a straight line
higgledy-piggledy: วางกระจัดกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ
higgledy-piggledy หมายถึงถูกจัดวางอย่างสับสนและไม่เรียบร้อยโดยไม่มีลำดับชัดเจน ในประโยคนี้ more higgledy-piggledy หมายถึง “กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบมากกว่า” การจัดวางที่เรียบร้อยกว่าซึ่งกำลังนำมาเปรียบเทียบ คำนี้มีเสียงสัมผัสและจังหวะเด้ง ๆ จึงทำให้คำบรรยายฟังดูขี้เล่น ไม่ได้แม่นยำหรือเป็นทางการ
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเหมาะกับการใช้ higgledy-piggledy มากที่สุด
- บรรณารักษ์อธิบายว่าหนังสือเรียงตามเลขเรียกหนังสือ
- วิศวกรเขียนรายงานตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ
- เด็กบรรยายอย่างร่าเริงถึงตัวต่อที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพรม
ดูคำตอบ
เด็กบรรยายอย่างร่าเริงถึงตัวต่อที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพรม
find out: ค้นหาคำตอบหรือข้อเท็จจริง
find out หมายถึงการได้รู้หรือค้นพบข้อมูลที่ก่อนหน้านี้ไม่รู้ โดยมักใช้การถาม ตรวจสอบ สังเกต หรือสืบค้น จุดสำคัญคือการได้คำตอบ ไม่ใช่การหาตำแหน่งของสิ่งของ ใน know how to find out นั้น how to ใช้บอกวิธีการ ส่วนข้อมูลที่ต้องการค้นหาไม่ได้พูดออกมา เพราะบทสนทนาทำให้เข้าใจอยู่แล้วว่าหมายถึงอะไร
แบบฝึกหัด
เติมกริยาวลีที่หมายถึง “ตรวจสอบเพื่อให้รู้คำตอบ”: We need to find ____ whether the last train has left.
ดูคำตอบ
out
got to get to: “ต้องไปให้ถึง”
ในประโยคพูดแบบไม่เป็นทางการนี้ got to ชุดแรกหมายถึง “ต้อง” ทำหน้าที่เหมือน have got to และตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน get ส่วน get to ชุดที่สองหมายถึง “ไปถึง” และตามด้วยจุดหมาย the airport ดังนั้น got to get to the airport จึงบอกว่าจำเป็นต้องไปถึงสนามบิน โดย to สองตำแหน่งทำหน้าที่ต่างกัน
แบบฝึกหัด
ใช้ got to ในความหมายว่า “ต้อง” และ get to ในความหมายว่า “ไปถึง” เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: We ____ the station before the doors close.
ดูคำตอบ
got to get to
Hang on: “รอสักครู่”
Hang on เป็นวิธีพูดแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “รอสักครู่” หรือ “หยุดก่อน” ในที่นี้ผู้พูดใช้เพื่อหยุดบทสนทนาชั่วครู่ก่อนตรวจสอบความคิดหรือรายละเอียดใหม่ ในการใช้นี้ hang ไม่ได้หมายถึงการแขวนสิ่งของไว้กับตะขอ และ on ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ คำสองคำนี้ทำงานร่วมกันเป็นสำนวนในการสนทนา
แบบฝึกหัด
คุณสังเกตว่าอาจกำลังดูแผนที่กลับหัวและต้องการให้เพื่อนหยุดสักครู่ ควรพูดว่าอะไรจึงจะเป็นธรรมชาติที่สุด?
- Hang on.
- Hang it on the wall.
- Keep walking.
ดูคำตอบ
Hang on.
belongs in the toilet.: บอกว่าสิ่งของควรอยู่ที่ใด
belong in + สถานที่ ใช้บอกว่าสิ่งของอยู่ในสถานที่ที่โดยปกติคาดว่าจะอยู่ มีไว้สำหรับอยู่ที่นั่น หรือเหมาะสมที่จะอยู่ที่นั่น ประโยคนี้มองว่าโถส้วมเป็นที่ที่กระดาษชำระควรไปอยู่ ดังนั้นตำแหน่งนี้จึงอาจเป็นเบาะแสได้ สำนวนนี้พูดถึงสถานที่ที่สิ่งของควรอยู่ ไม่ได้พูดถึงเจ้าของ จึงตอบคำถามว่า “ควรอยู่ที่ไหน” ไม่ใช่ “เป็นของใคร”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ belong in เพื่อบอกสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับสิ่งของ
- These tools belong to the mechanic.
- These tools belong in the garage cabinet.
- These tools belong with the mechanic.
ดูคำตอบ
These tools belong in the garage cabinet.
Unless: ข้อยกเว้นที่พูดค้างไว้
Unless โดยปกติใช้ขึ้นต้นข้อยกเว้น มีความหมายประมาณว่า “เว้นแต่ว่า” และบอกเงื่อนไขที่อาจทำให้ข้อความก่อนหน้าไม่เป็นจริง ในที่นี้ผู้พูดพูดเพียง Unless แล้วจึงพูดว่า “โอ้ ไม่นะ!” เงื่อนไขที่หายไปจึงต้องเข้าใจจากสถานการณ์ ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ส่วนที่พูดค้างไว้นี้ทำให้บทสนทนาเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน จากข้อสรุปที่มั่นใจไปสู่ความเป็นไปได้ที่น่ากังวลในเวลาต่อมา แม้จะไม่ใช่ประโยค unless ที่สมบูรณ์และเป็นทางการ แต่ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติในการสนทนาเพื่อสร้างความตื่นเต้น
แบบฝึกหัด
ในบทสนทนาที่เข้าใจบริบทได้ มีคนพูดว่า “The plan is safe. Unless ...” แล้วหยุด Unless ที่พูดค้างไว้นี้สื่อถึงอะไร
- ผู้พูดกำลังแจกแจงเงื่อนไขทั้งหมดในประโยคที่สมบูรณ์
- ผู้พูดเพียงกำลังพูดซ้ำข้อสรุปก่อนหน้า
- ผู้พูดเพิ่งนึกถึงข้อยกเว้นที่อาจทำให้ข้อสรุปเปลี่ยนไป
ดูคำตอบ
ผู้พูดเพิ่งนึกถึงข้อยกเว้นที่อาจทำให้ข้อสรุปเปลี่ยนไป
it stinks!:การตอบสนองโดยตรงต่อกลิ่นเหม็น
ในประโยค Oh, it stinks! คำว่า it หมายถึงสิ่งที่ปล่อยกลิ่นออกมา และ stinks หมายถึง “มีกลิ่นเหม็นมาก” ผู้พูดกำลังตอบสนองโดยตรงต่อกลิ่นที่แรงและไม่พึงประสงค์ stink อาจหมายถึง “แย่มาก” ในบริบทอื่นได้ แต่ในประโยคนี้ใช้ในความหมายตรงตัว สิ่งที่ถูกประเมินคือกลิ่น ไม่ใช่คุณภาพของแผนหรือเหตุการณ์ การแยกความหมายนี้ช่วยให้รู้ว่า stink กำลังพูดถึงกลิ่นหรือกำลังวิจารณ์บางสิ่งโดยรวม
แบบฝึกหัด
คุณเปิดถุงอาหารที่เสียแล้วและได้กลิ่นแรงมาก ประโยคใดใช้ stinks ในความหมายตรงตัวเกี่ยวกับกลิ่น
- The food smells fresh.
- The food is ready.
- The food stinks.
ดูคำตอบ
The food stinks.
How are we going to find ...?:ถามถึงวิธีการในอนาคต
How are we going to find ...? ใช้ถามถึงวิธีการหรือแผนที่จะใช้ค้นหาบางสิ่งในอนาคต How ใช้ถามว่า “อย่างไร” ส่วน are going to find นำเสนอการค้นหานั้นว่าเป็นการกระทำในอนาคตที่วางแผนไว้หรือคาดว่าจะเกิดขึ้น ในที่นี้ going to เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอนาคต be going to + กริยารูปพื้นฐาน ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดกำลังเดินทางไปที่ใด เพราะกริยาหลักคือ find
แบบฝึกหัด
คุณกับเพื่อนต้องวางแผนหากุญแจที่หายไป ประโยคใดถามถึงวิธีที่พวกคุณจะใช้
- How are we going to find the missing key?
- How do we going to find the missing key?
- Where are we going to find the missing key?
ดูคำตอบ
How are we going to find the missing key?
Someone has to ...: คนที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นใครต้องลงมือทำ
Someone หมายถึงคนหนึ่งคนที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ในโครงสร้าง Someone has to + กริยารูปพื้นฐาน การกระทำนั้นจำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่ผู้พูดยังไม่ได้เลือกหรือระบุว่าใครจะเป็นคนทำ Someone ถือเป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์ จึงใช้ has to ไม่ใช่ have to ในประโยคนี้ การเข้าไปข้างในถูกเสนอว่าเป็นสิ่งที่กลุ่มต้องจัดการให้มีคนทำ แต่ยังเปิดไว้ว่าคนนั้นจะเป็นใคร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคที่สองโดยใช้ someone และรูปที่ถูกต้องของ have to: The window is still open. ____ close it before the storm arrives.
ดูคำตอบ
Someone has to
stinks so much, we'll die!: ผลลัพธ์ที่พูดเกินจริง
so much แสดงว่ากลิ่นเหม็นนั้นรุนแรงมาก ส่วน we'll die บอกผลลัพธ์ที่รุนแรงสุดขั้ว แต่เป็นการพูดเกินจริง ผู้พูดต้องการบอกว่ากลิ่นนั้นทนไม่ไหว ไม่ได้คาดว่าจะมีใครเสียชีวิตจริง ในด้านความหมาย ประโยคนี้ใกล้เคียงกับ It stinks so much that we'll die ในปฏิกิริยาที่รวดเร็วและไม่เป็นทางการนี้ ผลลัพธ์ตามหลังเครื่องหมายจุลภาคทันที ทำให้คำบ่นฟังดูฉับไวและน่าตื่นเต้นเกินจริง
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ใน "But it stinks so much, we'll die!" คำว่า we'll die เป็นการคาดการณ์อย่างจริงจังว่าจะมีการเสียชีวิตจริง
- จริง
- เท็จ
ดูคำตอบ
เท็จ
There will be no Easter: งั้นก็จะไม่มีอีสเตอร์แล้ว
There will be no Easter. ใช้โครงสร้างบอกการมีอยู่ในอนาคต there will be + คำนาม โดยวาง no ไว้หน้าคำนาม หมายความว่าในอนาคตจะไม่มีอีสเตอร์ หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ งานฉลองอีสเตอร์ที่คาดหวังไว้จะไม่เกิดขึ้นหรือจัดไม่ได้ ในฉากนี้ ประโยคดังกล่าวเป็นการพูดเกินจริงด้วยความรู้สึก ไม่ใช่ประกาศอย่างเป็นทางการว่าวันหยุดนี้ถูกยกเลิก แนวคิดนี้นำไปใช้ต่อได้กับ there will be no + คำนาม เพื่อบอกว่าในอนาคตจะไม่มีบางสิ่งเกิดขึ้นหรือปรากฏอยู่
แบบฝึกหัด
เติมรูปอนาคตของ be ลงในประโยค: Without water, there ____ no flowers.
ดูคำตอบ
will be
I'm going in: ฉันจะเข้าไปแล้ว
I'm going in. เป็นคำประกาศสั้น ๆ ที่พูดก่อนผู้พูดจะเข้าไปข้างในทันที Present progressive ทำให้การเข้าไปถูกมองว่าเป็นการกระทำที่กำลังจะเริ่มตอนนี้ จึงฟังดูมุ่งมั่นหรือมีความเป็นละครได้ ในที่นี้ going in หมายถึงการเข้าไปในสถานที่ที่อยู่ตรงหน้าผู้พูด ไม่ได้เน้นแผนการที่ยังอยู่อีกนาน รูปแบบเดียวกันนี้ใช้ประกาศการกระทำที่กำลังจะทำทันทีในสถานการณ์ที่ยาก อันตราย หรือไม่คุ้นเคยได้
แบบฝึกหัด
เพื่อนร่วมทีมยืนอยู่ที่ทางเข้าถ้ำมืดและกำลังจะเข้าไป ประโยคใดเป็นคำประกาศที่เป็นธรรมชาติที่สุด
- I'm going to go in someday.
- I'm going in.
- I go in every weekend.
ดูคำตอบ
I'm going in.
we've already looked here: เสร็จไปก่อนแล้วและเกี่ยวข้องกับตอนนี้
ใน we've already looked here คำว่า we've เป็นรูปย่อของ we have และ have looked เป็น present perfect ประโยคนี้แสดงว่าการหาที่นี่เสร็จไปก่อนตอนนี้แล้ว และข้อเท็จจริงนั้นยังเกี่ยวข้องกับการค้นหาในปัจจุบัน Already เน้นว่าขั้นตอนนี้ทำไปแล้ว ผู้พูดจึงใช้เพื่อบอกว่าอาจไม่จำเป็นต้องตรวจที่เดิมอีกครั้ง
แบบฝึกหัด
วาง already ในตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อแสดงว่าการตรวจเสร็จก่อนตอนนี้แล้ว: We've ____ checked this room.
ดูคำตอบ
already
Maybe you're right: การเห็นด้วยแบบยังไม่แน่ใจ
ใน Maybe you're right คำว่า maybe ทำให้การเห็นด้วยมีความแน่นอนน้อยลง ผู้พูดเริ่มยอมรับมุมมองของอีกฝ่าย แต่ยังไม่มั่นใจทั้งหมด ในที่นี้ ประโยคดังกล่าวแสดงถึงการเปลี่ยนใจ ผู้พูดเปลี่ยนจากการปลอบอีกฝ่ายมาเป็นเริ่มมีข้อสงสัยแบบเดียวกัน โดยทั่วไป นี่คือการยอมรับอย่างระมัดระวังว่าอีกฝ่ายอาจมีเหตุผล
แบบฝึกหัด
เพื่อนให้เหตุผลที่ทำให้คุณเริ่มคิดใหม่ แต่คุณยังไม่แน่ใจทั้งหมด คำตอบใดเหมาะสมที่สุด
- You're definitely wrong.
- You're absolutely right.
- Maybe you're right.
ดูคำตอบ
Maybe you're right.
It's my fault: การยอมรับผิดชอบ
It's my fault หมายถึงผู้พูดยอมรับว่าตนเองทำให้เกิดปัญหาหรือผลเสีย และพร้อมรับผิดชอบ ในที่นี้ fault หมายถึงความรับผิดหรือการเป็นต้นเหตุของผลเสีย ไม่ใช่คำตอบข้อหนึ่งที่ตอบผิดในแบบทดสอบ โครงสร้างคือ It's + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + fault โดยเปลี่ยนคำแสดงความเป็นเจ้าของตามคนหรือกลุ่มที่ต้องรับผิดชอบ เช่น It's his fault; It's our fault.
แบบฝึกหัด
คุณเปิดหน้าต่างทิ้งไว้จนฝนสาดเข้ามา เติมสำนวนตายตัวที่ใช้ยอมรับผิดชอบให้สมบูรณ์: It's my ____.
ดูคำตอบ
fault
just a small, forgettable child: การลดความสำคัญของตัวเอง
just ในที่นี้หมายถึง แค่หรือเป็นเพียง ไม่ได้หมายถึงเมื่อสักครู่ เมื่อวางไว้หน้ากลุ่มคำนาม คำนี้อาจทำให้คนหรือสิ่งนั้นดูสำคัญน้อยลง ใน a small, forgettable child คำว่า small และ forgettable ต่างก็ขยาย child โดย forgettable หมายถึงไม่น่าจะเป็นที่จดจำ เมื่อรวมกันแล้ววลีนี้เป็นการลดคุณค่าตัวเอง ผู้พูดทำให้ตัวเองดูไม่สำคัญและถูกมองข้ามได้ง่าย
แบบฝึกหัด
ใน I'm just a new volunteer คำว่า just ทำหน้าที่อะไร?
- หมายความว่าผู้พูดเพิ่งมาเป็นอาสาสมัครเมื่อสักครู่
- หมายความว่าผู้พูดเป็นคนยุติธรรม
- ลดความสำคัญของสถานะผู้พูด
ดูคำตอบ
ลดความสำคัญของสถานะผู้พูด
figured out: คิดจนหาคำตอบได้
Figure out เป็นกริยาวลีที่หมายถึงเข้าใจหรือแก้บางสิ่งได้ด้วยการคิด ส่วน figured out เป็นรูปอดีต จึงบอกว่าไขเบาะแสสำเร็จแล้ว ในที่นี้ out เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ไม่ได้บอกทิศทาง วลีนี้เน้นกระบวนการทำความเข้าใจเบาะแส ไม่ใช่แค่สังเกตเห็นหรือพบว่าเบาะแสอยู่ที่ไหน
แบบฝึกหัด
ใช้รูปอดีตของ figure out เติมประโยคให้สมบูรณ์: After reading every clue, Omar ____ the secret word.
ดูคำตอบ
figured out
all by yourself: ทำทั้งหมดโดยไม่มีใครช่วย
All by yourself ในประโยคนี้หมายถึงทำทั้งหมดโดยไม่มีใครช่วย By yourself บอกว่าทำสิ่งนั้นได้อย่างเป็นอิสระ ส่วน all ช่วยเน้นความหมายนี้ให้ชัดขึ้น วลีนี้ขยาย figured out และอธิบายว่าไขเบาะแสได้อย่างไร ด้วยถ้อยคำที่อบอุ่นและแสดงความยินดีในที่นี้ วลีนี้กำลังชมความสามารถในการทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ได้เพียงบอกว่าอีกฝ่ายอยู่คนเดียว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย all by yourself: No one helped you build the model. You built it ____.
ดูคำตอบ
all by yourself
It's me who is...: การเน้น me ให้เป็นจุดสำคัญ
It's me who is... ใช้โครงสร้างเน้นแบบ cleft ซึ่งประกอบด้วย It + be + คนที่ต้องการเน้น + อนุประโยค who ประโยคธรรมดาจะเป็น I'm forgettable แต่โครงสร้างนี้ทำให้ me เป็นคนที่ผู้ฟังต้องระบุให้ถูกต้อง ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังแก้ไขว่าคำบรรยายนั้นหมายถึงใคร คนที่ถูกลืมง่ายคือตัวผู้พูด ไม่ใช่อีกคนหนึ่ง รูปแบบนี้ใช้ได้เมื่อต้องการแก้ไขว่าใครทำสิ่งหนึ่ง ใครเป็นผู้รับผิดชอบ หรือใครมีลักษณะบางอย่าง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเน้น It's ... who... เพื่อแสดงว่าคุณเป็นคนทำผิด ไม่ใช่ Mia: ____ who made the mistake, not Mia.
ดูคำตอบ
It's me
not forgettable ... we're rememberable: การสร้างคำแบบเล่นสนุกด้วย -able
Forgettable เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้กันเป็นปกติและเกิดจาก forget + -able ใช้บรรยายคนหรือสิ่งที่ไม่คงอยู่ในความทรงจำ ประโยคนี้เริ่มจากปฏิเสธคำเรียกเชิงลบดังกล่าวด้วย not forgettable Rememberable ใช้รูปแบบที่เข้าใจง่ายคือ remember + -able จึงเดาความหมายได้ว่า “สามารถถูกจดจำได้” คำนี้มีอยู่จริงแต่ไม่ค่อยใช้ และการนำมาวางตรงข้ามกับ forgettable อย่างเป็นระเบียบทำให้ฟังดูสนุกและเหมือนเด็กสร้างคำขึ้นมา ในการพูดและเขียนทั่วไป memorable มักเป็นคำที่เป็นธรรมชาติกว่าสำหรับสิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำหรือมีแนวโน้มว่าจะถูกจดจำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยควิจารณ์มาตรฐานนี้ด้วยคำคุณศัพท์ทั่วไปที่หมายถึง “ควรค่าแก่การจดจำ”: The concert was ____.
ดูคำตอบ
memorable
“He remembered us.” ช่วยปิดเรื่องอย่างไร
ในที่นี้ He remembered us. ไม่ได้มีหน้าที่แค่บอกข้อเท็จจริงในอดีต คำว่า remembered ตอบรับแนวคิดเรื่องการถูกลืมที่กล่าวซ้ำมาก่อนผ่านสำนวนอย่าง forgot us และ forgettable ตัวละครกังวลว่าพวกเขาถูกลืม แต่ประโยคนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น การใช้คำสำคัญที่เกี่ยวข้องกันซ้ำช่วยเชื่อมปัญหาของเรื่องเข้ากับทางออก ตอนจบย้อนรับความกังวลก่อนหน้าแต่ให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม จึงบอกว่าปัญหาได้รับการคลี่คลายแล้วและทำให้เรื่องจบลงอย่างสมบูรณ์ในด้านอารมณ์
แบบฝึกหัด
ในเรื่องที่ก่อนหน้านี้มี forgot us และ forgettable ประโยคตอนจบ He remembered us. ทำหน้าที่หลักอะไร
- แนะนำตัวละครใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาก่อนหน้า
- ตอบความกลัวว่าจะถูกลืมและทำให้เรื่องจบลง
- แสดงว่าไม่พบหลักฐานใด ๆ
ดูคำตอบ
ตอบความกลัวว่าจะถูกลืมและทำให้เรื่องจบลง