จักรยานสมองกลับ - Smarter Every Day 133: บทเรียนภาษาอังกฤษ

SmarterEveryDay

ความยากในการเรียน
1,372 คำ 236 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: Destin ฝึกจักรยานที่บังคับเลี้ยวสวนทางนานแปดเดือน เปรียบเทียบกับลูกชายที่เรียนรู้ได้ในสองสัปดาห์ แล้วพบที่อัมสเตอร์ดัมว่านิสัยใหม่ทำให้เขาขี่จักรยานปกติไม่ได้ชั่วคราว ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. "it's just like riding a bike," - สำนวนและการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบ: เข้าใจสำนวนที่หมายถึงทักษะง่ายและเรียนแล้วไม่ลืม พร้อมเห็นว่าวิดีโอโต้แย้งความเชื่อนี้อย่างไร 2. "power through it." - กริยาวลี: เข้าใจความหมายไม่เป็นทางการว่าฝืนผ่านความยากด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งใช้ไม่ได้กับการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ฝังแน่นในเรื่องนี้ 3. "whether you think you are or not." - ไวยากรณ์และรูปประโยค: ใช้ whether...or not เมื่อข้อสรุปเป็นจริงในทั้งสองทางเลือก ทำให้คำเตือนเรื่องอคติใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไข

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey, it's me Destin.

0:00

เฮ้ ผม Destin เองครับ

Welcome back to Smarter Every Day.

0:01

ยินดีต้อนรับกลับสู่ Smarter Every Day

You've heard people say it's just like riding a bike, สำนวน

0:02

คุณคงเคยได้ยินคนพูดว่ามันก็เหมือนกับการขี่จักรยานนั่นแหละ

meaning it's really easy and you can't forget how to do it,

0:05

ซึ่งหมายความว่ามันง่ายมากและคุณจะไม่มีวันลืมวิธีทำ

right?

0:07

ใช่ไหมครับ?

สำนวน

“เหมือนการขี่จักรยาน” สำหรับทักษะที่กลับคืนมาได้ง่าย

ในประโยคนี้ “มันก็เหมือนการขี่จักรยาน” อ้างถึงคำพูดที่คุ้นเคยว่า ทักษะที่เคยเรียนรู้แล้วจะรู้สึกง่ายเมื่อกลับมาทำอีกครั้ง แม้จะเว้นไปนาน การเปรียบเทียบนี้เป็นเชิงเปรียบเปรย ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมนั้นเหมือนการขี่จักรยานจริง ๆ ผู้พูดยกแนวคิดที่คนทั่วไปยอมรับนี้ขึ้นมาก่อน เพื่อจะท้าทายแนวคิดดังกล่าวในภายหลัง โดยทั่วไปสำนวนนี้ใช้สื่อว่าทักษะนั้นฝังแน่นและลืมได้ยาก

แบบฝึกหัด

หลังจากไม่ได้เล่นสเกตมาสิบปี Lena พบว่าทักษะของเธอกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ประโยคใดเน้นได้ดีที่สุดว่าเธอไม่ได้ลืมทักษะที่เคยเรียนรู้?

  1. For Lena, skating is just like riding a bike.
  2. For Lena, skating is a piece of cake.
  3. Lena is riding a bike instead of skating.
ดูคำตอบ

For Lena, skating is just like riding a bike.

But I did something.

0:08

แต่ผมได้ทำสิ่งหนึ่ง

I did something that damaged my mind.

0:09

ผมทำสิ่งที่ทำลายสมองของผมไป

It happened on the streets of Amsterdam

0:11

มันเกิดขึ้นบนถนนในอัมสเตอร์ดัม

and and I got really scared,

0:13

และ ผมก็รู้สึกกลัวมากจริงๆ

honestly.

0:14

พูดตามตรงนะครับ

I can't ride a bike like you can anymore.

0:15

ผมไม่สามารถขี่จักรยานแบบคุณได้อีกแล้ว

Before I show you the video of what happened,

0:18

ก่อนที่ผมจะให้คุณดูวิดีโอว่าเกิดอะไรขึ้น

I I need to tell you the backstory.

0:20

ผมต้องเล่าที่มาที่ไปให้คุณฟังก่อน

Like many 6-year-olds with a MacGyver mullet, วัฒนธรรม

0:22

เหมือนกับเด็ก 6 ขวบหลายคนที่ตัดผมทรงมัลเล็ตแบบแมคกายเวอร์

I learned how to ride a bike when I was really young.

0:23

ผมเรียนรู้วิธีขี่จักรยานตั้งแต่ยังเล็กมาก

วัฒนธรรม

“MacGyver mullet” ในฐานะมุกอ้างอิงถึงทรงผม

MacGyver เป็นตัวละครเอกจากละครโทรทัศน์ของสหรัฐฯ และผู้คนเชื่อมโยงเขาอย่างมากกับทรงผมมัลเล็ตอันโดดเด่นในยุค 1980 ทรงมัลเล็ตคือทรงผมที่ด้านหน้าและด้านข้างสั้นกว่า แต่ด้านหลังยาวกว่า ในที่นี้ MacGyver ขยายคำว่า mullet ให้หมายถึง “ทรงมัลเล็ตที่คล้ายทรงผมของ MacGyver” ผู้พูดใช้ภาพนี้ล้อเลียนรูปลักษณ์ในวัยเด็กของตนเองด้วยอารมณ์ขันแบบหวนคิดถึงอดีต ไม่ได้หมายความว่าเขามีพรสวรรค์ในการคิดวิธีแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดเหมือนตัวละครนั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ “MacGyver mullet” บรรยายถึงอะไร?

  1. จักรยานชนิดพิเศษ
  2. พรสวรรค์ของเด็กในการสร้างอุปกรณ์อันชาญฉลาด
  3. ทรงผมในวัยเด็กที่คล้ายทรงผมของตัวละครโทรทัศน์
ดูคำตอบ

ทรงผมในวัยเด็กที่คล้ายทรงผมของตัวละครโทรทัศน์

I had learned a life skill and I was really proud of it.

0:26

ผมได้เรียนรู้ทักษะชีวิตและผมก็ภูมิใจกับมันมาก

Everything changed,

0:29

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

though,

0:29

ทว่า

when my friend Barney called me 25 years later.

0:30

เมื่อเพื่อนของผมที่ชื่อ Barney โทรหาผมใน 25 ปีต่อมา

Where I work,

0:32

ที่ทำงานของผม

the welders are geniuses and they like to play jokes on the engineers. วลี

0:33

ช่างเชื่อมคืออัจฉริยะและพวกเขาชอบเล่นตลกกับวิศวกร

วลี

play jokes on someone: ทำให้ใครเป็นเป้าหมายของมุกแกล้ง

Play jokes on someone หมายถึงทำหรือวางแผนมุกแกล้งสนุก ๆ ที่ทำให้คนนั้นประหลาดใจ ในประโยคนี้ ช่างเชื่อมเป็นฝ่ายแกล้ง ส่วนวิศวกรเป็นคนที่ถูกแกล้ง ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเล่นเกมชื่อ jokes ด้วยกัน รูปแบบคือ play jokes on + คนหรือกลุ่มคน คำว่า on ชี้เป้าหมายของมุกแกล้ง ถ้าเป็นมุกเดียวใช้ play a joke on someone ส่วนรูปพหูพจน์สื่อถึงการแกล้งซ้ำ ๆ หรือหลายแบบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “แกล้งเพื่อความสนุก”: The cousins sometimes ____ their uncle by hiding a toy spider in his bag.

ดูคำตอบ

play jokes on

He had a challenge for me.

0:36

เขามีความท้าทายมาให้ผม

He had built a special bicycle and he wanted me to try to ride it. ไวยากรณ์

0:37

เขาสร้างจักรยานแบบพิเศษขึ้นมาและอยากให้ผมลองขี่ดู

ไวยากรณ์

had built: past perfect สำหรับการกระทำที่เสร็จก่อน

Had built เป็น past perfect มีโครงสร้าง had + past participle built รูปนี้วางการสร้างจักรยานที่เสร็จแล้วไว้ก่อนอีกจุดหนึ่งในอดีต คือก่อนตอนที่เขาอยากให้ผู้พูดลองขี่ Past perfect ไม่ได้หมายความว่าการสร้างดำเนินต่อไปจนถึงเวลาที่เกิดทีหลัง แต่เป็นการมองย้อนกลับจากจุดอ้างอิงในอดีตเพื่อให้ข้อมูลพื้นหลังที่เกิดก่อน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป past perfect ของ finish: By the time the movie started, Ava ____ her homework.

ดูคำตอบ

had finished

He had only changed one thing.

0:41

เขาเปลี่ยนไปแค่สิ่งเดียว

When you turn the handlebar to the left,

0:42

เมื่อคุณหันแฮนด์ไปทางซ้าย

the wheel goes to the right.

0:44

ล้อจะหันไปทางขวา

When you turn it to the right,

0:46

เมื่อคุณหันไปทางขวา

the wheel goes to the left.

0:47

ล้อจะหันไปทางซ้าย

I thought this would be easy,

0:48

ผมคิดว่ามันน่าจะง่าย

so I hopped on the bike ready to demonstrate how quickly I could conquer this. กริยาวลี

0:49

ผมก็เลยกระโดดขึ้นจักรยานพร้อมที่จะโชว์ว่าผมจะพิชิตมันได้เร็วแค่ไหน

กริยาวลี

“hopped on” เมื่อหมายถึงขึ้นยานพาหนะอย่างรวดเร็ว

ในประโยคนี้ “hopped on” หมายถึงขึ้นจักรยานอย่างรวดเร็วและสบาย ๆ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดกระโดดขึ้นจริง ๆ หรือกระโดดด้วยขาข้างเดียว “Hop on” เป็น phrasal verb โดย “hop” และ “on” ทำงานร่วมกัน ในการเล่าเรื่อง วลีนี้ทำให้การกระทำดูรวดเร็ว เป็นกันเอง และมั่นใจได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ “hopped on” ในความหมายว่าขึ้นยานพาหนะอย่างรวดเร็วและสบาย ๆ

  1. Maya hopped over a puddle on one foot.
  2. Maya hoped the bus would arrive soon.
  3. When the bus arrived, Maya hopped on and found a seat.
ดูคำตอบ

When the bus arrived, Maya hopped on and found a seat.

And here he is,

0:52

และนี่คือเขา

ladies and gentlemen,

0:53

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ

Mr. Destin Sandlin.

0:54

คุณ Destin Sandlin

First attempt riding the bicycle.

0:56

ความพยายามครั้งแรกในการขี่จักรยานคันนี้

So,

1:02

เอาล่ะ

the faster I go, ไวยากรณ์

1:02

ยิ่งผมขี่เร็วเท่าไหร่

the better.

1:03

ยิ่งดี

ไวยากรณ์

“The faster..., the better”: โครงสร้างเปรียบเทียบที่เชื่อมโยงกัน

โครงสร้าง “the + comparative..., the + comparative...” เชื่อมปริมาณหรือสภาวะสองอย่างที่เปลี่ยนแปลง โดยหมายความว่าเมื่ออย่างแรกเปลี่ยน อย่างที่สองก็เปลี่ยนตามไปด้วย ในที่นี้ผู้พูดมองว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ส่วนที่สองถูกย่อไว้ โดย “the better” ละคำอย่าง “it will be” เพราะผู้ฟังเข้าใจได้จากบริบท ในโครงสร้างนี้ “the” ทั้งสองคำทำหน้าที่บอกความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำนำหน้านามแบบทั่วไป

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างตายตัวโดยใช้แนวคิด “more practice” และ “more confident”: ____ you practice, ____ you become.

ดูคำตอบ

The more · the more confident

Yeah.

1:05

ใช่

Yeah.

1:06

ใช่

I couldn't do it.

1:06

ผมทำไม่ได้

You can see that I'm laughing,

1:08

คุณจะเห็นว่าผมกำลังหัวเราะ

but I'm actually really frustrated.

1:09

แต่จริงๆ แล้วผมหงุดหงิดมาก

In this moment,

1:11

ในวินาทีนี้

I had a really deep revelation.

1:12

ผมได้ค้นพบความจริงที่ลึกซึ้งมาก

My thinking was in a rut. สำนวน

1:14

ความคิดของผมยึดติดกับกรอบเดิมๆ

สำนวน

Be in a rut: ติดอยู่ในรูปแบบเดิม

Be in a rut เป็นสำนวนที่หมายถึงการติดอยู่ในรูปแบบซ้ำ ๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ยาก สำนวนนี้มาจากภาพล้อที่ติดอยู่ในร่องลึกรูปทางล้อ แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงร่องบนถนนจริง ๆ ในประโยคนี้ ความคิดของผู้พูดติดอยู่กับความเคยชินเดิม ๆ ดังนั้นการรู้กฎใหม่จึงยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนรูปแบบที่ทำไปโดยอัตโนมัติ สำนวนนี้ใช้บรรยายได้ทั้งบุคคลและด้านต่าง ๆ ของชีวิต เช่น งาน การเขียน หรือวิธีคิด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ติดอยู่ในรูปแบบซ้ำ ๆ”: After months of recycling the same ideas, my thinking was ____.

ดูคำตอบ

in a rut

This bike revealed a very deep truth to me.

1:16

จักรยานคันนี้เผยให้ผมเห็นความจริงที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง

I had the knowledge of how to operate the bike,

1:19

ผมมีความรู้เรื่องวิธีบังคับจักรยาน

but I did not have the understanding.

1:22

แต่ผมไม่มีความเข้าใจ

Therefore,

1:24

ดังนั้น

knowledge is not understanding. ลำดับความ

1:25

ความรู้ไม่ใช่ความเข้าใจ

ลำดับความ

Knowledge is not understanding: กล่าวข้อสรุปด้วยการเปรียบต่าง

ประโยคนี้นำ knowledge มาเปรียบต่างกับ understanding ในที่นี้ knowledge คือความสามารถในการอธิบายว่าจักรยานที่ถูกดัดแปลงทำงานอย่างไร ส่วน understanding คือความเข้าใจเชิงปฏิบัติที่ซึมซับอยู่ภายในและทำให้ลงมือทำได้สำเร็จ ข้อสรุปนี้ไม่ได้บอกว่าความรู้ไม่มีคุณค่า แต่บอกว่าความรู้อย่างเดียวไม่เท่ากับความชำนาญที่แท้จริง Therefore เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากประสบการณ์เฉพาะของตนไปสู่ข้อสรุปทั่วไป การกล่าวคำนามสำคัญสองคำซ้ำในโครงสร้างสั้น ๆ แบบ X is not Y เปลี่ยนประสบการณ์นั้นให้เป็นใจความหลักที่ผู้ฟังจดจำได้ง่าย

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ “knowledge is not understanding” ต้องการสื่อประเด็นใด?

  1. อ้างว่าความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงไม่มีคุณค่าเลย
  2. แยกระหว่างการบอกกฎได้กับการมีความชำนาญในการปฏิบัติจริง
  3. บอกว่าการเรียนรู้กฎทำให้ทักษะเชิงปฏิบัติเป็นไปไม่ได้
ดูคำตอบ

แยกระหว่างการบอกกฎได้กับการมีความชำนาญในการปฏิบัติจริง

Look,

1:27

ฟังนะ

I know what you're probably thinking,

1:28

ผมรู้ว่าคุณคงกำลังคิดอะไรอยู่

Destin's probably just an uncoordinated engineer and can't do it.

1:29

"Destin ก็แค่วิศวกรที่ร่างกายไม่ประสานกันและทำไม่ได้"

But that's not the case at all. วลี

1:31

แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย

วลี

But that's not the case at all: การแก้ข้อความที่กล่าวไว้

ในประโยคนี้ that's not the case ใช้ปฏิเสธคำอธิบายหรือความเชื่อที่เพิ่งกล่าวถึง โดย case ในที่นี้หมายถึง “สถานการณ์ที่เป็นจริง” ไม่ได้หมายถึงสิ่งของหรือคดีทางกฎหมาย But บอกว่ากำลังจะแก้ความเข้าใจ ส่วน at all ช่วยเน้น not ให้ชัดขึ้น กล่าวคือ ข้อความก่อนหน้านี้ผิดทั้งหมด ไม่ใช่แค่คลาดเคลื่อนเล็กน้อย รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ But that's not the case (at all).

แบบฝึกหัด

เติมประโยคแก้ความเข้าใจด้วยสำนวนตายตัวและส่วนลงท้ายที่ช่วยเน้น: Some people think memory works like a video recording. But ____.

ดูคำตอบ

that's not the case at all

The algorithm that's associated with riding a bike in your brain is just that complicated. ไวยากรณ์

1:33

อัลกอริทึมที่เกี่ยวข้องกับการขี่จักรยานในสมองของคุณมันซับซ้อนขนาดนั้นเลยล่ะ

ไวยากรณ์

that complicated: that ที่ใช้บอกระดับ

ในที่นี้ that อยู่หน้าคำคุณศัพท์ complicated และใช้บอกระดับ หมายถึง “ซับซ้อนเท่ากับระดับที่บริบทเพิ่งแสดงให้เห็น” หรือ “ซับซ้อนถึงขนาดนั้น” คำนี้ย้อนอ้างถึงระดับที่เข้าใจกันได้ ไม่ได้ชี้ไปที่สิ่งของ การใช้แบบนี้พบได้บ่อยเมื่อสถานการณ์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระดับนั้นสูงเพียงใด ในประโยคเต็ม ผู้พูดกำลังบอกว่ากระบวนการนี้มีความซับซ้อนสูงถึงระดับนั้นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The puzzle is that difficult,' คำว่า that ทำหน้าที่อะไร?

  1. ใช้ขึ้นต้นอนุประโยคที่อธิบายปริศนา
  2. ชี้ไปที่ปริศนาหนึ่งโดยเฉพาะ
  3. แสดงว่าความยากอยู่ในระดับที่บริบทได้บอกเป็นนัยไว้แล้ว
ดูคำตอบ

แสดงว่าความยากอยู่ในระดับที่บริบทได้บอกเป็นนัยไว้แล้ว

Think about it.

1:37

ลองคิดดูสิ

Downwards force on the pedals,

1:37

แรงกดลงบนแป้นเหยียบ

leaning your whole body,

1:39

การเอียงตัวทั้งร่างกาย

pulling and pushing the handlebars,

1:40

การดึงและดันแฮนด์

gyroscopic precession in the wheels,

1:41

การหมุนควงแบบไจโรสโคปของล้อ

every single force is part of this algorithm.

1:43

แรงทุกแรงคือส่วนหนึ่งของอัลกอริทึมนี้

And if you change any one part,

1:45

และถ้าคุณเปลี่ยนส่วนใดส่วนหนึ่งไป

it affects the entire control system.

1:46

มันจะส่งผลต่อระบบควบคุมทั้งหมด

I do not make definitive statements that often, ลำดับความ

1:48

ผมไม่ค่อยพูดอะไรฟันธงบ่อยนัก

but I'm telling you right now,

1:51

แต่ผมขอบอกคุณตอนนี้เลยว่า

you cannot ride this bicycle.

1:52

คุณไม่สามารถขี่จักรยานคันนี้ได้

ลำดับความ

I do not make definitive statements that often เพื่อเตรียมผู้ฟังรับคำยืนยันที่หนักแน่น

ข้อความเปิดหมายความว่า ผู้พูดแทบไม่ค่อยให้ข้อสรุปที่หนักแน่นและฟังเหมือนเป็นคำตัดสินสุดท้าย ในที่นี้ that often หมายถึง “บ่อยขนาดนั้น” โดยบอกความถี่ที่ผู้พูดกล่าวข้อความแบบนี้ ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง การบอกก่อนว่าตนเองปกติไม่ค่อยฟันธง ทำให้ผู้พูดเตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับข้อสรุปที่หนักแน่นเป็นพิเศษ ดังนั้น you cannot... ที่ตามมาจึงฟังดูผ่านการคิดมาอย่างจริงจังและน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพียงการพูดเกินจริงเล่น ๆ

แบบฝึกหัด

ข้อความเปิดทำหน้าที่หลักอะไรในประโยคเต็มนี้

  1. ลดน้ำหนักของคำกล่าวเพื่อให้ผู้ฟังไม่ต้องสนใจ
  2. บอกว่าผู้พูดจำไม่ได้ว่าพูดครั้งล่าสุดเมื่อใด
  3. แสดงว่าผู้พูดกำลังกล่าวข้อยืนยันที่หนักแน่นกว่าปกติอย่างมาก
ดูคำตอบ

แสดงว่าผู้พูดกำลังกล่าวข้อยืนยันที่หนักแน่นกว่าปกติอย่างมาก

You might think you can, ลำดับความ

1:55

คุณอาจจะคิดว่าคุณทำได้

but you can't.

1:56

แต่คุณทำไม่ได้หรอก

ลำดับความ

You might think ..., but you can't เพื่อคาดการณ์และแก้ข้อโต้แย้ง

ผู้พูดกล่าวถึงความเชื่อที่ผู้ฟังอาจมีขึ้นมาก่อน นั่นคือผู้ฟังอาจเชื่อว่าตนขี่จักรยานคันนั้นได้ คำว่า might ทำให้การคาดเดานี้ไม่ตรงเกินไป และไม่ได้แสดงเวลาในอดีต จากนั้น but นำเข้าสู่การแก้ความเข้าใจว่า you can't ในทั้งสองอนุประโยค can และ can't ใช้แทนวลีกริยาที่ยาวกว่า คือ ride this bicycle รูปแบบนี้คาดการณ์ข้อโต้แย้งล่วงหน้าและตอบทันที จึงทำให้เกิดความขัดแย้งที่ชัดเจนและโน้มน้าวใจ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดคาดการณ์ข้อสันนิษฐานของผู้ฟังแล้วแก้ความเข้าใจได้ดีที่สุด

  1. The museum is open until eight, and I visited it yesterday.
  2. Do you think the museum is closed or open until eight?
  3. You might think the museum is closed, but it is open until eight.
ดูคำตอบ

You might think the museum is closed, but it is open until eight.

I know this because I'm often asked to speak at universities and conferences

1:57

ผมรู้เรื่องนี้เพราะผมมักจะได้รับเชิญไปพูดที่มหาวิทยาลัยและงานสัมมนาบ่อยๆ

and I take the bike with me.

2:00

และผมก็เอาจักรยานไปด้วย

It's always the same.

2:02

มันเป็นเหมือนเดิมตลอด

People think they're going to try some trick or they're just going to power through it. กริยาวลี

2:03

ผู้คนคิดว่าพวกเขาจะลองใช้เทคนิคบางอย่างหรือจะใช้แรงเข้าสู้

กริยาวลี

power through it: ฝืนทำต่อด้วยความมุ่งมั่น

Power through something หมายถึง เดินหน้าต่อและทำสิ่งนั้นให้เสร็จด้วยความพยายามหรือความมุ่งมั่นอย่างมาก แม้จะเหนื่อย เจ็บปวด หรือยาก กรรมของวลีนี้ระบุกิจกรรมหรือช่วงที่ยาก เช่น power through it และ power through the final mile ในประโยคนี้ ผู้คนคิดว่าตนเองสามารถฝืนให้ผ่านความยากไปได้ วลีนี้เน้นการกัดฟันเดินหน้าต่อ ไม่ใช่แค่การทำต่อ และไม่ได้หมายถึงการจ่ายพลังงานไฟฟ้าหรือรับประกันว่าจะสำเร็จ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึงทำต่อไปด้วยความพยายามอย่างมาก: We were tired, but we decided to ____ the final hour of the hike.

ดูคำตอบ

power through

It doesn't work.

2:06

มันไม่ได้ผลหรอก

Your brain cannot handle this.

2:08

สมองของคุณรับมือกับสิ่งนี้ไม่ได้

For instance,

2:10

ตัวอย่างเช่น

this guy,

2:11

ผู้ชายคนนี้

I offered him $200 just to ride this bike 10 ft across the stage.

2:12

ผมเสนอเงิน 200 ดอลลาร์ให้เขาแค่ขี่จักรยานคันนี้ไป 10 ฟุตบนเวที

Everybody thought he could do it.

2:16

ทุกคนคิดว่าเขาทำได้

No,

2:21

ไม่

you don't understand.

2:21

คุณไม่เข้าใจ

You don't understand.

2:22

คุณไม่เข้าใจ

So,

2:23

เอาล่ะ

this way.

2:25

มาทางนี้

All right,

2:28

เอาล่ะ

so

2:28

ดังนั้น

whenever you're ready.

2:30

เมื่อไหร่ที่คุณพร้อม

No, no,

2:33

ไม่ ไม่

you have to keep your feet on

2:33

คุณต้องวางเท้าไว้บน

All right,

2:37

เอาล่ะ

keep it together.

2:38

ตั้งสติไว้

Wait,

2:43

เดี๋ยวก่อน

wait, wait.

2:43

เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน

Like,

2:44

แบบว่า

you've gotta start rolling at least.

2:44

อย่างน้อยคุณต้องทำให้มันเริ่มกลิ้งก่อน

And go.

2:47

แล้วก็ไป

Oh, no!

2:50

โอ้ ไม่นะ!

All right,

2:52

เอาล่ะ

back up.

2:52

ถอยไป

Keep your feet on the pedal.

2:53

วางเท้าไว้บนแป้นเหยียบตลอด

Go.

2:55

ไป

Just keep your feet on the pedals.

3:05

แค่วางเท้าไว้บนแป้นเหยียบ

Handlebars

3:06

แฮนด์จักรยาน

Yeah,

3:07

ใช่

come on.

3:07

เอาหน่อย

All right,

3:12

เอาล่ะ

one more time.

3:12

อีกครั้ง

One more time.

3:13

อีกครั้งหนึ่ง

Once you have a rigid way of thinking in your head,

3:14

เมื่อคุณมีรูปแบบความคิดที่ตายตัวอยู่ในหัว

sometimes you cannot change that

3:17

บางครั้งคุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนมันได้

even if you want to. ไวยากรณ์

3:19

แม้ว่าคุณจะอยากทำก็ตาม

ไวยากรณ์

even if: เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

Even if ใช้นำเงื่อนไขเชิงยอมรับข้อขัดแย้ง หมายความว่าผลหลักยังคงเป็นจริง ไม่ว่าเงื่อนไขนั้นจะจริงหรือเกิดขึ้นหรือไม่ แสดงว่าเงื่อนไขนั้นไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ ในที่นี้ การอยากเปลี่ยนไม่ได้รับประกันว่าจะเปลี่ยนได้ ผู้พูดอาจยอมรับว่าความต้องการนั้นมีอยู่จริง แต่ even if เน้นว่าความต้องการดังกล่าวไม่ได้ทำให้ความยากเปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่แสดงว่าผลลัพธ์จะเหมือนเดิม ไม่ว่าเงื่อนไขจะเกิดขึ้นหรือไม่: I will take the test ____ I feel nervous.

ดูคำตอบ

even if

So,

3:26

ดังนั้น

here's what I did.

3:26

นี่คือสิ่งที่ผมทำ

It was a personal challenge.

3:27

มันคือความท้าทายส่วนตัว

I stayed out here in this driveway and I practiced about 5 minutes every day.

3:28

ผมออกมาที่ถนนหน้าบ้านตรงนี้และฝึกซ้อมวันละประมาณ 5 นาที

My neighbors made fun of me. สำนวน

3:31

เพื่อนบ้านหัวเราะเยาะผม

สำนวน

made fun of me: สำนวน make fun of someone

ใน made fun of me คำว่า made เป็นรูปอดีตของ make และ make fun of someone ต้องเข้าใจเป็นสำนวนทั้งชุด หมายถึงหัวเราะเยาะหรือล้อเลียนคนนั้น ในที่นี้ fun ไม่ได้หมายถึงการสนุกด้วยกัน กรรมจะอยู่หลัง of เช่น make fun of me, make fun of him หรือ make fun of their idea สำนวนนี้บอกว่าบุคคลนั้นตกเป็นเป้าของการล้อเลียน และโดยทั่วไปมีนัยเชิงลบหรือทำร้ายความรู้สึก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ make fun of และคำสรรพนามที่ถูกต้อง: Maya wore a homemade costume, and two students ____.

ดูคำตอบ

made fun of her

I had many wrecks,

3:32

ผมล้มไปหลายครั้ง

but after 8 months,

3:34

แต่หลังจากผ่านไป 8 เดือน

this happened.

3:36

สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น

One day I couldn't ride the bike and the next day I could. ลำดับความ

3:37

วันนึงผมขี่จักรยานไม่ได้และวันถัดมาผมขี่ได้

ลำดับความ

One day I couldn't..., and the next day I could: การเปรียบต่างระหว่างสองวัน

ประโยคนี้วางกรอบเวลาสองช่วงที่สอดคล้องกันไว้คู่กัน คือ One day ตามด้วยการที่ยังทำไม่ได้ และ the next day ตามด้วยการที่ทำได้แล้ว การใช้ประธานเดิมซ้ำและเปรียบต่าง couldn't กับ could ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ส่วนอนุประโยคที่สองละ ride the bike ไว้ เพราะ could สามารถใช้แทน could ride the bike ได้ ในที่นี้ one day หมายถึงวันใดวันหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วน the next day หมายถึงวันถัดไปทันที รูปแบบนี้นำเสนอว่าความสามารถปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันระหว่างสองวันที่ต่อเนื่องกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าการเรียนรู้ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในวันเดียว

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบต่างแบบขนาน โดยใช้รูปปฏิเสธย่อของ could ก่อน แล้วตามด้วยรูปบอกเล่า: One day I ____ solve the puzzle, and the next day I ____.

ดูคำตอบ

couldn't · could

It was like I could feel some kind of pathway in my brain that was now unlocked.

3:40

รู้สึกเหมือนสัมผัสได้ว่ามีเส้นทางบางอย่างในสมองที่ตอนนี้ถูกปลดล็อกแล้ว

It was really weird,

3:44

แต่มันแปลกมากจริงๆ นะ

though.

3:45

แต่ก็เถอะ

It's like there's this trail in my brain,

3:45

มันเหมือนมีเส้นทางเล็กๆ ในสมองของผม

but if I wasn't paying close enough attention to it, วลี

3:47

แต่ถ้าผมไม่จดจ่อกับมันมากพอ

my brain would easily lose that neural path and jump back onto the old road it was more familiar with. สำนวน

3:48

สมองของผมก็จะหลุดจากเส้นทางประสาทนั้นอย่างง่ายดายและกระโดดกลับไปสู่เส้นทางเก่าที่คุ้นเคยมากกว่า

วลี

ใส่ใจกับมันอย่างมากพอ

Pay attention to หมายถึงการมุ่งความตระหนักหรือสมาธิไปยังบางสิ่ง ในประโยคนี้หมายถึงการคอยติดตามเส้นทางทางความคิดใหม่ที่ยังไม่มั่นคงอย่างตั้งใจ โดยสรรพนาม it เป็นกรรมของบุพบท to Close เพิ่มระดับของ attention ส่วน enough อยู่หลัง close เพื่อบอกว่าระดับความใส่ใจนั้นเพียงพอหรือไม่: paying close enough attention โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ pay close enough attention to + คำนาม สรรพนาม หรือรูป -ing

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึงการใส่ใจอย่างละเอียดในระดับที่เพียงพอ: During the safety briefing, make sure you are ____ the emergency-exit instructions.

ดูคำตอบ

paying close enough attention to

สำนวน

หลุดจากเส้นทางประสาทนั้นแล้วกระโดดกลับไปสู่ถนนสายเก่า

ประโยคนี้ใช้ภาพเปรียบเทียบเรื่องถนนเพื่ออธิบายการควบคุมทางความคิด รูปแบบประสาทแบบใหม่ถูกวาดภาพให้เป็นทางเดินเล็ก ๆ ที่ไม่ชัดเจน การหลุดจากทางนั้นหมายถึงการหยุดรักษารูปแบบใหม่ไว้ ส่วนการกระโดดกลับไปสู่ถนนสายเก่าหมายถึงการกลับไปสู่นิสัยที่ฝังแน่นอย่างรวดเร็วและเป็นอัตโนมัติ คำกริยาและคำนามเกี่ยวกับถนนทำงานร่วมกันเป็นภาพเปรียบเทียบ จึงไม่มีคำใดบรรยายการเคลื่อนที่จริง ภาพเปรียบเทียบที่ต่อเนื่องนี้อธิบายกระบวนการทางความคิดที่มองไม่เห็นให้เป็นการเลือกระหว่างเส้นทางใหม่ที่ยังไม่มั่นคงกับเส้นทางเก่าที่คุ้นเคย

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ lose that neural path and jump back onto the old road หมายความว่าอย่างไร?

  1. หยุดทำตามรูปแบบความคิดใหม่และกลับไปสู่นิสัยเดิมที่คุ้นเคย
  2. ลืมเส้นทางจริงและเลือกถนนที่เก่ากว่า
  3. สร้างเส้นทางประสาทที่แข็งแรงขึ้นด้วยการเปลี่ยนทิศทาง
ดูคำตอบ

หยุดทำตามรูปแบบความคิดใหม่และกลับไปสู่นิสัยเดิมที่คุ้นเคย

Any small distractions at all,

3:53

สิ่งรบกวนเล็กๆ น้อยๆ

like a cell phone ringing in my pocket,

3:54

อย่างเสียงโทรศัพท์มือถือดังในกระเป๋า

would instantly throw my brain back to the old control algorithm and I would wreck.

3:56

จะทำให้สมองของผมกลับไปสู่อัลกอริทึมการควบคุมแบบเก่าในทันทีและผมก็จะล้ม

But at least I could ride it.

3:59

แต่อย่างน้อยผมก็ขี่มันได้แล้ว

My son is the closest person to me genetically and he's been riding a normal bike for 3 years.

4:01

ลูกชายของผมคือคนที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงผมมากที่สุด และเขาขี่จักรยานปกติมา 3 ปีแล้ว

That's over half his life.

4:05

นั่นคือเกินครึ่งชีวิตของเขาเลยนะ

I wanted to know how long it would take him to learn how to ride a backwards bike, ไวยากรณ์

4:07

ผมอยากรู้ว่าเขาจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเรียนรู้วิธีขี่จักรยานแบบกลับด้าน

so I told him if he learned how to ride a backwards bike,

4:10

ผมก็เลยบอกเขาว่าถ้าเขาเรียนรู้วิธีขี่จักรยานแบบกลับด้านได้

he could go with me to Australia and meet a real astronaut.

4:12

เขาจะได้ไปออสเตรเลียกับผมและไปเจอนักบินอวกาศตัวจริง

ไวยากรณ์

how long it would take him to learn ในคำถามทางอ้อม

ในที่นี้ how long นำเนื้อหาคำถามที่แทรกอยู่ในประโยคใหญ่ I wanted to know เนื่องจากเป็นคำถามทางอ้อม จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า it would take ไม่ใช่ would it take โครงสร้าง how long + it takes/took/will take/would take + someone + to do something ใช้ถามว่าใครคนหนึ่งต้องใช้เวลาเท่าใดในการทำสิ่งหนึ่งให้เสร็จ would สอดคล้องกับมุมมองในอดีตของ wanted

แบบฝึกหัด

เลือกส่วนเติมเต็มที่เป็นธรรมชาติที่สุด: Leo wanted to know ___.

  1. how long it him would take to solve the puzzle
  2. how long it would take him to solve the puzzle
  3. how long would it take him to solve the puzzle
ดูคำตอบ

how long it would take him to solve the puzzle

Are you going to give up?

4:16

ลูกจะยอมแพ้ไหม?

No.

4:17

ไม่ฮะ

Go ahead. น้ำเสียง/เจตนา

4:17

เอาเลย

น้ำเสียง/เจตนา

Go ahead. ที่ใช้อนุญาตให้เริ่ม

ในฉากนี้ Go ahead. เป็นการอนุญาตและให้กำลังใจอีกฝ่ายให้เริ่มลอง ไม่ได้หมายถึง “เดินไปข้างหน้า” คำตอบสั้น ๆ นี้ยังใช้อนุญาตให้ใครพูด ใช้สิ่งของ หรือเริ่มทำบางอย่างได้ด้วย ความหมายที่ใช้จริงอาจเป็น “ได้เลย” หรือ “พร้อมแล้วก็เริ่มได้” ตามบริบท

แบบฝึกหัด

เพื่อนถามว่า “Can I try the game now?” คุณต้องการอนุญาต ควรพูดว่าอะไร

  1. Turn around.
  2. Walk ahead.
  3. Go ahead.
ดูคำตอบ

Go ahead.

This is how it starts.

4:20

นี่คือตอนเริ่มต้น

Look at this.

4:21

ดูนี่สิ

This is such a big deal. สำนวน

4:23

นี่เป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะ

สำนวน

such a big deal: เรื่องที่สำคัญมาก

ในประโยคนี้ such a big deal หมายถึงสิ่งที่สำคัญหรือมีความหมายอย่างยิ่ง deal ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงธุรกรรมทางธุรกิจ ส่วน a big deal เป็นวลีนามแบบไม่เป็นทางการที่ใช้กล่าวถึงเรื่องหรือความสำเร็จที่ควรให้ความสนใจ โครงสร้าง such + a/an + คำคุณศัพท์ + คำนามนับได้เอกพจน์ช่วยเพิ่มน้ำหนักของการประเมิน โดย such a big deal มีน้ำหนักและเน้นย้ำมากกว่า a big deal ผู้พูดกำลังมองความสำเร็จนั้นว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตรงตามบทเรียนที่หมายถึง “สำคัญอย่างยิ่ง”: Being chosen as team captain was ____ for Maya.

ดูคำตอบ

such a big deal

Get up,

4:24

ลุกขึ้น

you got it.

4:25

ลูกทำได้

Did you see his brain get it?

4:26

คุณเห็นไหมว่าสมองของเขาเริ่มเข้าใจแล้ว?

So,

4:27

ดังนั้น

he

4:28

เขา

in

4:29

ใน

how many weeks have we been doing this?

4:29

เราทำแบบนี้มากี่สัปดาห์แล้วนะ?

Two weeks?

4:30

สองสัปดาห์เหรอ?

In 2 weeks,

4:32

ในเวลา 2 สัปดาห์

he did something that took me 8 months to do,

4:33

เขาทำสิ่งที่ผมต้องใช้เวลาถึง 8 เดือนถึงจะทำได้

which demonstrates that a child has more neuroplasticity. โน้ต

4:36

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กมีความยืดหยุ่นของระบบประสาทมากกว่า

ลำดับความ

which demonstrates that: จากหลักฐานไปสู่ข้อสรุป

Which นำอนุประโยคขยายความแบบไม่จำกัดที่กล่าวถึงผลลัพธ์ก่อนหน้าทั้งหมด นั่นคือความแตกต่างระหว่าง 2 สัปดาห์กับ 8 เดือน ไม่ได้อ้างถึงเพียงวลีที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ 8 months เครื่องหมายจุลภาคบ่งบอกว่านี่เป็นข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทั้งหมด Demonstrates that เปลี่ยนข้อสังเกตให้เป็นหลักฐานสำหรับข้อสรุปที่ตามมา โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ [ข้อสังเกต], which demonstrates that + อนุประโยค โดยจัดระเบียบข้อมูลด้วยการเปลี่ยนจากผลลัพธ์ไปสู่ข้ออนุมานที่มีหลักฐานสนับสนุนอย่างหนักแน่น

แบบฝึกหัด

เติมรายงานด้วยวลีตรงตามบทเรียนที่เชื่อมผลลัพธ์กับข้อสรุปที่มีหลักฐานสนับสนุนอย่างหนักแน่น: Test scores rose after the new lessons were introduced, ____ the program is effective.

ดูคำตอบ

which demonstrates that

การใช้คำ

neuroplasticity: ความสามารถของสมองในการปรับตัว

Neuroplasticity คือความสามารถของสมองในการจัดระเบียบการเชื่อมต่อและการทำงานใหม่เพื่อตอบสนองต่อประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือการบาดเจ็บ คำว่า plasticity ในที่นี้หมายถึงความสามารถในการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายความว่าสมองทำจากพลาสติก ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้การที่เด็กเรียนรู้ได้เร็วกว่าเป็นตัวอย่างในชีวิตประจำวันของ neuroplasticity ที่สูงกว่า ตัวคำศัพท์เองไม่ได้หมายถึงการมีสติปัญญาสูงกว่า และการเปรียบเทียบจากประสบการณ์ส่วนตัวนี้เป็นเพียงตัวอย่างประกอบแนวคิดของผู้พูด ไม่ใช่ข้อพิสูจน์จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่มีการควบคุม

แบบฝึกหัด

การตีความใดตรงกับ neuroplasticity ในประโยคมากที่สุด

  1. เด็กเพียงแค่ใช้เวลาฝึกรวมมากกว่าผู้ใหญ่
  2. สมองทำจากวัสดุพลาสติกที่ยืดหยุ่นจริง ๆ
  3. เด็กมีระดับสติปัญญาโดยทั่วไปสูงกว่าอย่างถาวร
  4. สมองสามารถปรับการเชื่อมต่อและการทำงานผ่านประสบการณ์และการเรียนรู้ได้
ดูคำตอบ

สมองสามารถปรับการเชื่อมต่อและการทำงานผ่านประสบการณ์และการเรียนรู้ได้

Am I even saying that right? น้ำเสียง/เจตนา

4:39

ผมพูดคำนี้ถูกไหมเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

Am I even saying that right? สำหรับตรวจสอบถ้อยคำที่ตนเองพูด

Am I saying that right? ใช้ถามว่าสิ่งที่เพิ่งพูดไปนั้นออกเสียงหรือเลือกใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องหรือไม่ ในที่นี้ that หมายถึงคำว่า neuroplasticity แต่รูปแบบคำถามเดียวกันนี้ใช้กับคำ ชื่อ หรือวลีใดก็ได้ Even เพิ่มความไม่มั่นใจ ผู้พูดสงสัยว่าตนทำได้ถูกต้องหรือไม่ แม้แต่ในเรื่องพื้นฐานอย่างการพูดคำนั้นให้ถูก นอกจากนี้ยังช่วยสร้างอารมณ์ขันเล็กน้อย และทำให้คำกล่าวที่ฟังดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญนุ่มนวลลงด้วยการแสดงความไม่แน่ใจ

แบบฝึกหัด

คุณเพิ่งลองพูดศัพท์ที่ยาก เติมคำถามจากบทเรียนที่ใช้ตรวจสอบการออกเสียงหรือการเลือกใช้ถ้อยคำพร้อมแสดงความไม่มั่นใจให้สมบูรณ์: Am I even ____?

ดูคำตอบ

saying that right

Than an adult.

4:40

เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่

It's clear from this experiment that children have a much more plastic brain than adults. ลำดับความ

4:41

จากทฤษฎีนี้เห็นได้ชัดว่าเด็กมีสมองที่ยืดหยุ่นกว่าผู้ใหญ่มาก

ลำดับความ

It's clear from this experiment that...: วางหลักฐานไว้ก่อนข้อสรุป

It's clear from X that Y เป็นกรอบที่เชื่อมหลักฐานไปสู่ข้อสรุป โดย from X ระบุแหล่งที่มาของหลักฐานก่อน แล้วอนุประโยค that จึงบอกข้อสรุป ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้การทดลองเป็นพื้นฐานในการสรุปว่าสมองของเด็กมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวมากกว่า clear แสดงว่าผู้พูดมั่นใจอย่างมากในการอนุมานนี้ แต่คำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าการทดลองเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รัดกุม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบเชื่อมหลักฐานกับข้อสรุปจากบทเรียน: It's ____ the test results ____ the new design is safer.

ดูคำตอบ

clear from · that

That's why the best time to learn a language is when you're a young child.

4:45

นั่นคือเหตุผลที่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาคือตอนที่คุณยังเป็นเด็ก

All right,

4:49

เอาล่ะ

today's bike log.

4:49

บันทึกการขี่จักรยานวันนี้

I can ride smooth,

4:50

ผมขี่ได้ไหลลื่น

I can ride fast.

4:51

ผมขี่ได้เร็ว

I'm thinking the experiment is over.

4:52

ผมคิดว่าการทดลองนี้จบลงแล้ว

Okay,

4:54

โอเค

now I'm in Amsterdam,

4:55

ตอนนี้ผมอยู่ในอัมสเตอร์ดัม

a city that has more bicycles than people.

4:56

เมืองที่มีจักรยานมากกว่าผู้คน

The question is,

4:58

คำถามคือ

can I ride a normal bike now?

4:59

ตอนนี้ผมยังขี่จักรยานปกติได้อยู่ไหม?

I mean,

5:01

คือว่า

I've spent all this time unlearning how to ride a bike. โน้ต

5:01

ผมใช้เวลาทั้งหมดนี้ในการลบความทรงจำวิธีขี่จักรยาน

ไวยากรณ์

spent all this time unlearning: spend + เวลา + -ing

Spend + จำนวนหรือช่วงเวลา + -ing ใช้บอกว่าคนหนึ่งใช้เวลานั้นทำอะไร ใน I've spent all this time unlearning... คำว่า spent แสดงกาล all this time คือระยะเวลา และ unlearning ระบุกิจกรรมที่ทำ หลังคำบอกเวลาต้องใช้รูป -ing ไม่ใช่ infinitive ในที่นี้ unlearning หมายถึงการตั้งใจแก้หรือลบล้างทักษะหรือนิสัยที่ฝังอยู่แล้ว จึงบอกถึงกระบวนการ ไม่ใช่แค่การลืมข้อเท็จจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ที่ถูกต้องของ clean: Leo spent the morning ____ his room.

ดูคำตอบ

cleaning

การใช้คำ

unlearning: การลบล้างแบบแผนที่เรียนรู้มา

ในที่นี้ unlearning หมายถึงการค่อย ๆ ทำให้การตอบสนองที่ฝังจนเป็นอัตโนมัติอ่อนลง หรือแทนที่ด้วยการตอบสนองแบบใหม่ ผู้พูดฝึกให้ตัวเองเลี้ยวไปในทิศตรงข้าม จึงกดนิสัยที่ใช้กับจักรยานปกติไว้ ไม่ใช่เพียงแค่นึกวิธีนั้นไม่ออก คำกริยานี้มักใช้กับนิสัย สมมติฐาน อคติ และวิธีการต่าง ๆ โดยสื่อถึงกระบวนการลบล้างแบบแผนที่เคยเรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการลบออกอย่างถาวร

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาที่หมายถึงการตั้งใจลบล้างแบบแผนที่เรียนรู้มาให้ประโยคสมบูรณ์: Good editors sometimes need to ____ rules that no longer fit the audience.

ดูคำตอบ

unlearn

If I go back and try to ride a normal one,

5:04

ถ้าผมกลับไปลองขี่จักรยานแบบปกติ

will my brain mess up?

5:06

สมองผมจะรวนไหม?

So,

5:07

ดังนั้น

I've tweeted a Smarter Every Day meetup,

5:07

ผมเลยทวีตนัดพบแฟนๆ Smarter Every Day

if you will, น้ำเสียง/เจตนา

5:10

จะว่าอย่างนั้นก็ได้

and I'm going to see if somebody brings a bicycle and I'm going to try to ride a normal bike.

5:10

และผมจะดูว่ามีใครเอาจักรยานมาด้วยไหม แล้วผมจะลองขี่จักรยานแบบปกติดู

น้ำเสียง/เจตนา

if you will: การใช้ชื่อเรียกแบบชั่วคราว

ในประโยคนี้ if you will เป็นคำแทรกที่แสดงความคิดเห็นต่อคำว่า meetup ผู้พูดรู้ว่าการรวมตัวที่นัดกันแบบไม่เป็นทางการอาจไม่ใช่งานพบปะที่เต็มรูปแบบหรือเป็นทางการ จึงขอให้ผู้ฟังยอมรับชื่อเรียกที่สะดวกนี้ไปก่อน วลีนี้ไม่ได้สร้างเงื่อนไขจริงและไม่ได้ถามว่าใครต้องการเข้าร่วมหรือไม่ โดยทั่วไปวลีนี้สื่อได้ว่า “ขอเรียกแบบนี้ก็แล้วกัน” และมักมีน้ำเสียงรู้ตัวหรือสงวนท่าทีเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

if you will ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่าง?

  1. ขอให้ผู้ฟังยอมรับ meetup เป็นชื่อเรียกที่สะดวกแต่ไม่แม่นยำทั้งหมด
  2. ทำให้งานพบปะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางอย่างในอนาคต
  3. ถามว่าผู้ฟังเต็มใจเข้าร่วมงานพบปะหรือไม่
ดูคำตอบ

ขอให้ผู้ฟังยอมรับ meetup เป็นชื่อเรียกที่สะดวกแต่ไม่แม่นยำทั้งหมด

It's backwards.

5:18

มันกลับด้าน

It's backwards.

5:19

มันกลับด้านกัน

This was one of the most frustrating moments of my life.

5:20

นี่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าหงุดหงิดที่สุดในชีวิตของผมเลย

I had ridden a normal bike since I was six,

5:22

ผมขี่จักรยานปกติมาตั้งแต่หกขวบ

but in this moment,

5:24

แต่ในวินาทีนี้

I couldn't do it anymore.

5:24

ผมทำไม่ได้อีกแล้ว

I had set out to prove that I could free my brain from a cognitive bias. โน้ต

5:26

ผมตั้งใจจะพิสูจน์ว่าผมสามารถปลดปล่อยสมองจากอคติทางความคิดได้

กริยาวลี

set out to prove: เริ่มลงมือโดยมีเป้าหมายชัดเจน

Set out to do something หมายถึงการเริ่มลงมือทำโดยมีจุดประสงค์หรือเป้าหมายที่ชัดเจน ใน set out to prove ส่วน to prove เป็น infinitive ที่ระบุผลลัพธ์ซึ่งผู้พูดตั้งใจจะทำให้สำเร็จ ในที่นี้ had set out เป็น past perfect ซึ่งย้อนกลับไปยังเป้าหมายเดิมที่เกิดขึ้นก่อนผลลัพธ์อีกอย่างในอดีต วลีนี้เน้นเจตนาที่ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าเป้าหมายนั้นสำเร็จแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึง “เริ่มต้นโดยมีเป้าหมายชัดเจนที่จะทำ” ให้สมบูรณ์: The team ____ discover why the machine kept stopping.

ดูคำตอบ

set out to

การใช้คำ

cognitive bias: แบบแผนความคิดอัตโนมัติที่มีผลต่อการตัดสิน

Cognitive bias คือแนวโน้มทางความคิดที่เกิดซ้ำและมีอิทธิพลต่อวิธีที่คนสังเกต ตีความ จดจำ หรือตัดสินข้อมูล แนวโน้มนี้อาจทำงานโดยอัตโนมัติ จึงไม่ได้หมายถึงความไม่เป็นธรรมโดยเจตนาเสมอไป ในประโยคนี้ free my brain from a cognitive bias หมายถึงการหลุดพ้นจากแบบแผนการคิดที่ฝังแน่น คำนี้ใช้บ่อยในจิตวิทยาและการอภิปรายเรื่องการตัดสินใจ

แบบฝึกหัด

cognitive bias หมายถึงอะไรในบริบทนี้

  1. มันหมายถึงเพียงการเกลียดชังกลุ่มสังคมอย่างรุนแรง
  2. มันเป็นคำโกหกโดยเจตนาเสมอ
  3. มันอาจมีอิทธิพลโดยอัตโนมัติต่อวิธีที่เราตัดสินหลักฐาน
ดูคำตอบ

มันอาจมีอิทธิพลโดยอัตโนมัติต่อวิธีที่เราตัดสินหลักฐาน

But at this point,

5:30

แต่มาถึงจุดนี้

I'm pretty sure that all I proved is that I can only re-designate that bias. ไวยากรณ์

5:30

ผมค่อนข้างแน่ใจว่าทั้งหมดที่ผมพิสูจน์ได้ก็คือ ผมทำได้แค่กำหนดอคตินั้นใหม่เท่านั้น

ไวยากรณ์

all I proved is that: จำกัดข้อสรุปไว้เพียงอย่างเดียว

ใน all I proved is that... ส่วน all I proved ทำหน้าที่เหมือนนามวลีที่หมายถึง 'สิ่งเดียวที่ฉันพิสูจน์ได้' ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that หลัง is บอกว่า ข้อสรุปเพียงอย่างเดียวนั้นคืออะไร โครงสร้าง all + ประธาน + กริยา + is/was that... ใช้ลดขอบเขตของคำกล่าวหรือความคาดหวังที่แรงกว่า ในที่นี้ผู้พูดยอมรับว่าผลที่ได้ไม่ใช่การกำจัดอคติ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนสิ่งที่อคตินั้นมุ่งไปหา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดจำกัดผลการทดสอบไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นข้อสรุปเพียงอย่างเดียว

  1. All the test showed is that this battery lasts two hours.
  2. The test showed that this battery lasts two hours.
  3. Everything about the test was successful.
ดูคำตอบ

All the test showed is that this battery lasts two hours.

So,

5:34

ดังนั้น

what you're not seeing

5:34

สิ่งที่คุณไม่ได้เห็น

is just a group of people here looking at me,

5:36

คือกลุ่มคนที่ยืนมองผมอยู่ที่นี่

looking at the strange American

5:38

มองคนอเมริกันประหลาด

that can't ride a bike because they think I'm dumb.

5:41

ที่ขี่จักรยานไม่ได้เพราะพวกเขาคิดว่าผมโง่

But I'm actually two levels deep into this because I've learned and unlearned

5:44

แต่จริงๆ แล้วผมลงลึกกว่านั้นไปสองระดับแล้ว เพราะผมได้เรียนรู้และก็ลบมันทิ้งไป

all right.

5:47

เอาล่ะ

After 20 minutes of making a fool out of myself, สำนวน

5:48

หลังจากทำตัวเป็นคนโง่มา 20 นาที

suddenly my brain clicked back into the old algorithm. สำนวน

5:50

จู่ๆ สมองของผมก็คลิกกลับไปที่อัลกอริทึมเดิม

สำนวน

making a fool out of myself: ทำให้ตัวเองดูน่าขันเพราะการกระทำของตน

Make a fool out of myself หมายถึง พฤติกรรมของฉันเองทำให้ฉันดูโง่ ไร้ความสามารถ หรือน่าขัน ซึ่งมักเกิดขึ้นต่อหน้าคนอื่น ผลลัพธ์ที่น่าอายนี้มักไม่ได้ตั้งใจ คำสรรพนามสะท้อนกลับต้องสอดคล้องกับประธาน เช่น I ... myself, she ... herself และ they ... themselves ส่วน Make a fool of myself เป็นรูปที่สั้นกว่าและใช้กันทั่วไป โดยมีความหมายแทบเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า พฤติกรรมของผู้พูดเองทำให้ตนดูน่าขัน และน่าจะไม่ได้ตั้งใจ

  1. I made fun of myself so the audience would laugh.
  2. I made a fool out of myself by confidently walking onto the wrong stage.
  3. I fooled myself into believing the rumor.
ดูคำตอบ

I made a fool out of myself by confidently walking onto the wrong stage.

สำนวน

clicked back into the old algorithm: กลับเข้าสู่รูปแบบความคิดเดิมอย่างฉับพลัน

ในประโยคนี้ clicked ไม่ได้หมายถึงการคลิกเมาส์จริง ๆ และไม่จำเป็นต้องมีเสียงคลิกที่ได้ยิน สำนวนนี้เปรียบสมองเป็นกลไกที่จู่ ๆ ก็กลับมาทำงานได้อย่างถูกต้องอีกครั้ง back into แสดงการกลับไปสู่สภาวะหรือกิจวัตรเดิม ส่วน old algorithm เป็นคำเปรียบเทียบถึงรูปแบบการควบคุมอัตโนมัติที่ใช้เวลาขี่จักรยานปกติ ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายความว่านิสัยการขี่จักรยานที่ผู้พูดคุ้นเคยกลับมาทำงานอีกครั้งอย่างฉับพลัน

แบบฝึกหัด

“my brain clicked back into the old algorithm” หมายความว่าอย่างไรในประโยคนี้?

  1. ฉันคิดค้นอัลกอริทึมใหม่พร้อมกับแกล้งทำเป็นสับสน
  2. ฉันตั้งใจคลิกตัวควบคุมคอมพิวเตอร์เพื่อเปลี่ยนจักรยาน
  3. รูปแบบการขี่จักรยานแบบอัตโนมัติที่ฉันคุ้นเคยกลับมาทำงานอีกครั้งอย่างฉับพลัน
ดูคำตอบ

รูปแบบการขี่จักรยานแบบอัตโนมัติที่ฉันคุ้นเคยกลับมาทำงานอีกครั้งอย่างฉับพลัน

I can't explain it,

5:53

ผมอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

but it happened in a very specific moment.

5:53

แต่มันเกิดขึ้นในจังหวะที่เฉพาะเจาะจงมาก

I got it.

6:01

ผมทำได้แล้ว

I got it.

6:02

ผมทำได้แล้ว

I got it.

6:02

ผมทำได้แล้ว

I'm back.

6:02

ผมกลับมาแล้ว

Oh,

6:03

โอ้

it clicked.

6:03

มันคลิกแล้ว

It clicked.

6:04

มันคลิกแล้ว

Hold on,

6:04

เดี๋ยวก่อน

it clicked.

6:04

มันคลิกแล้ว

I got it.

6:05

ผมได้แล้ว

I got it.

6:06

ผมทำได้แล้ว

Okay,

6:07

โอเค

there it is.

6:07

นั่นไง

There was the moment.

6:08

จังหวะนั้นแหละ

Okay,

6:10

โอเค

I can ride a bike.

6:10

ผมขี่จักรยานได้แล้ว

I tried to explain this to the people around me and they just didn't get it.

6:11

ผมพยายามอธิบายเรื่องนี้ให้คนรอบข้างฟัง แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจ

They thought I was faking the previous 20 minutes and I couldn't get anybody to believe me. ไวยากรณ์

6:14

พวกเขาคิดว่า 20 นาทีก่อนหน้านี้ผมแกล้งทำ และผมก็ทำให้ใครเชื่อผมไม่ได้เลย

ไวยากรณ์

get anybody to believe me: โครงสร้าง get + คน + to-infinitive

get + คน + to-infinitive เป็นโครงสร้างแสดงการทำให้เกิดการกระทำ หมายถึงการทำให้หรือโน้มน้าวให้คนหนึ่งทำบางอย่าง มักต้องอาศัยความพยายาม คำอธิบาย หรือการจัดการ ในที่นี้ believe me คือปฏิกิริยาที่ผู้พูดต้องการจากคนอื่น เมื่อใช้กับ couldn't คำว่า anybody อยู่ภายใต้ขอบเขตของการปฏิเสธ หมายความว่าผู้พูดไม่สามารถทำให้แม้แต่คนเดียวเชื่อตนได้ ไม่ได้สื่อว่ามีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเชื่อเรื่องนี้จริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษโดยใช้ get ในรูปอดีตและเครื่องหมาย infinitive ที่จำเป็น: After three explanations, I ____ my cousin ____ try the app.

ดูคำตอบ

got · to

That looked like I faked it, didn't it?

6:18

มันดูเหมือนผมแกล้งทำใช่ไหมล่ะ?

Just a fake.

6:20

แค่หลอกลวง

You think I'm faking.

6:20

คุณคิดว่าผมแกล้งทำ

You don't believe me.

6:21

คุณไม่เชื่อผม

You think I'm lying, ไวยากรณ์

6:25

คุณคิดว่าผมโกหก

don't you?

6:26

ใช่ไหมล่ะ?

ไวยากรณ์

You think ..., don't you? กับคำถามท้ายประโยคเพื่อขอการยืนยัน

ใน “You think I’m lying, don’t you?” อนุประโยคหลักแบบบอกเล่า “You think” ตามด้วยคำถามท้ายประโยคแบบปฏิเสธ “don’t you?” คำถามท้ายประโยคนี้ขอให้ผู้ฟังยืนยันข้อสรุปของผู้พูด และมักสื่อว่าผู้พูดคาดไว้แล้วว่าคำตอบจะเป็น “ใช่” คำถามท้ายประโยคต้องสอดคล้องกับอนุประโยคหลัก โดย “think” อยู่ใน simple present จึงใช้กริยาช่วย “do” และประธานยังคงเป็น “you” ไม่เปลี่ยนเป็น “am I?” เพียงเพราะเนื้อหาความคิดมี “I’m lying” อยู่

แบบฝึกหัด

เติมคำถามท้ายประโยคมาตรฐานให้สมบูรณ์: You think Maya has the key, ____?

ดูคำตอบ

don't you

I'm not lying.

6:27

ผมไม่ได้โกหก

I felt like the only person on the planet who had ever unlearned how to ride a bike

6:28

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนเดียวบนโลกที่ลบความจำวิธีขี่จักรยาน

and I couldn't articulate it to anyone because everybody just knew that you can't forget how to ride a bike. การใช้คำ

6:31

และผมก็อธิบายให้ใครฟังไม่ได้เพราะทุกคนรู้แค่ว่าคุณไม่มีวันลืมวิธีขี่จักรยาน

การใช้คำ

articulate it to anyone: ถ่ายทอดความคิดที่อธิบายยากอย่างชัดเจน

ในที่นี้ “articulate it to anyone” หมายถึง “ถ่ายทอดประสบการณ์นั้นเป็นคำพูดที่ชัดเจนให้อีกคนฟัง” โดย “it” หมายถึงประสบการณ์ที่อธิบายได้ยาก และ “to anyone” ระบุผู้ที่อาจเป็นผู้ฟัง เมื่อเป็นคำกริยา “articulate” เน้นการเปลี่ยนความคิดหรือความรู้สึกที่ซับซ้อนให้เป็นภาษาที่ชัดเจนและเป็นระบบ มีความหมายเจาะจงและเป็นทางการกว่า “say” เล็กน้อย และในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การเปล่งเสียง

แบบฝึกหัด

ใน “After a long pause, Lena articulated her concerns about the plan,” คำว่า “articulated” หมายถึงอะไร

  1. เธอเชื่อมชิ้นส่วนทางกายภาพสองชิ้นเข้าด้วยกัน
  2. เธอลืมข้อกังวลของตนไปทั้งหมด
  3. เธอถ่ายทอดข้อกังวลของตนเป็นคำพูดอย่างชัดเจน
ดูคำตอบ

เธอถ่ายทอดข้อกังวลของตนเป็นคำพูดอย่างชัดเจน

So,

6:39

ดังนั้น

I learned three things from this experiment.

6:39

ผมได้เรียนรู้สามสิ่งจากการทดลองนี้

I learned that welders are often smarter than engineers.

6:41

ผมเรียนรู้ว่าช่างเชื่อมมักจะฉลาดกว่าวิศวกร

I learned that knowledge does not equal understanding.

6:44

ผมเรียนรู้ว่าความรู้ไม่ได้เท่ากับความเข้าใจ

And I learned that truth is truth no matter what I think about it. โน้ต

6:46

และผมเรียนรู้ว่าความจริงก็คือความจริง ไม่ว่าผมจะคิดกับมันอย่างไรก็ตาม

ลำดับความ

การพูดซ้ำเพื่อเน้นใน “truth is truth”

ในที่นี้ “truth is truth” เป็นการพูดซ้ำโดยตั้งใจ truth ตัวที่สองไม่ได้เพิ่มข้อเท็จจริงใหม่ การพูดคำเดิมซ้ำทำให้ความจริงถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งตายตัวและต่อรองไม่ได้ วลีนี้ทำหน้าที่เป็นบทสรุปที่หนักแน่นและคล้ายคติเตือนใจ กล่าวคือ ความเป็นจริงที่เป็นกลางยังคงเป็นอย่างที่มันเป็น แม้คนคนหนึ่งจะคิดต่างออกไป ให้เข้าใจการซ้ำนี้ว่าเป็นการเน้น ไม่ใช่คำพูดที่ไม่มีความหมาย

แบบฝึกหัด

“truth is truth” ทำหน้าที่หลักอย่างไรในประโยคนี้

  1. ขอให้ผู้ฟังตัดสินว่าความจริงข้อใดถูกต้อง
  2. บอกว่าความคิดเห็นของผู้พูดเป็นสิ่งสร้างความจริงขึ้นมา
  3. ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าความจริงไม่เปลี่ยนไปตามความคิดเห็นส่วนบุคคล
ดูคำตอบ

ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าความจริงไม่เปลี่ยนไปตามความคิดเห็นส่วนบุคคล

ไวยากรณ์

โครงสร้างแสดงการยอมรับเงื่อนไข “no matter what + อนุประโยค”

“No matter what” ใช้เปิดอนุประโยคแสดงการยอมรับเงื่อนไข ใน no matter what I think about it มีความหมายว่า “ไม่ว่าฉันจะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้” กล่าวคือ ความคิดเห็นที่เป็นไปได้ทุกแบบยังนำไปสู่ผลเดิมที่กล่าวไว้ในประโยคหลัก โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ no matter + คำแสดงคำถาม + อนุประโยค เช่น no matter where we go หรือ no matter how hard it is โครงสร้างนี้ไม่ได้ใช้ถามคำถาม แต่แสดงว่าการเปลี่ยนคน สิ่งของ สถานที่ ตัวเลือก หรือระดับ ไม่ทำให้ข้อสรุปหลักเปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีแสดงการยอมรับเงื่อนไขสามคำที่หมายถึง “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”: I will keep my promise ____ happens.

ดูคำตอบ

no matter what

So,

6:50

ดังนั้น

be very careful how you interpret things because you're looking at the world with a bias

6:50

จงระวังให้มากในการตีความสิ่งต่างๆ เพราะคุณกำลังมองโลกด้วยอคติ

whether you think you are or not. ไวยากรณ์

6:54

ไม่ว่าคุณจะคิดว่าตัวเองมีอคติหรือไม่ก็ตาม

ไวยากรณ์

whether you think you are or not: ข้อความเป็นจริงไม่ว่ากรณีใด

ในที่นี้ whether you think you are or not หมายถึง “ไม่ว่าคุณจะคิดว่าตนเองกำลังมองโลกด้วยอคติหรือไม่ก็ตาม” โครงสร้างนี้กล่าวถึงความเป็นไปได้ทั้งสองแบบ และบอกว่าข้อความก่อนหน้ายังคงเป็นจริงในทั้งสองกรณี หลัง or มีการละส่วนที่ซ้ำออกไป ความคิดเต็มคือ whether you think you are looking at the world with a bias or you think you are not ในที่นี้ whether ไม่ได้นำคำถามที่ต้องการคำตอบ แต่ทำให้ข้อความหลักเป็นจริงโดยไม่ขึ้นอยู่กับทางเลือกนั้น รูปแบบคือ ข้อความหลัก + whether + อนุประโยค + or not

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย whether ... or not และคำกริยา agree เพื่อแสดงว่านโยบายมีผลโดยไม่ขึ้นอยู่กับความคิดเห็น: The policy applies ____.

ดูคำตอบ

whether you agree or not

I'm Destin.

6:57

ผม Destin

You're getting smarter every day.

6:58

คุณกำลังฉลาดขึ้นทุกวัน

Have a good one. น้ำเสียง/เจตนา

6:59

ขอให้เป็นวันที่ดีครับ

น้ำเสียง/เจตนา

Have a good one ในฐานะคำอลาแบบสบาย ๆ

Have a good one เป็นคำอำลาที่เป็นมิตรและไม่เป็นทางการ โดยทั่วไปหมายถึง “ขอให้มีความสุขกับเวลาที่เหลือของวันนี้หรือเวลาหลังจากนี้” และใช้เพื่อจบบทสนทนาในชีวิตประจำวันที่สั้น ๆ one ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องแทนสิ่งของที่กล่าวถึงก่อนหน้า แต่หมายถึงช่วงเวลาหรือโอกาสต่อจากนี้อย่างกว้าง ๆ ผู้ฟังจึงเข้าใจว่าเป็นคำอวยพรที่เป็นมิตร ไม่ได้ถามว่า “หนึ่งอะไร?”

แบบฝึกหัด

ใช้คำอำลาแบบไม่เป็นทางการจากบทเรียนเพื่อเติมคำตอบของพนักงาน: A customer says, “Thanks!” The clerk says, “You're welcome. ____.”

ดูคำตอบ

Have a good one

Okay,

7:00

โอเค

if you want to support Smarter Every Day,

7:01

ถ้าคุณอยากสนับสนุน Smarter Every Day

you can download a free audiobook at audible.com/smarter.

7:02

คุณสามารถดาวน์โหลดหนังสือเสียงฟรีได้ที่ audible.com/smarter

I recommend Commander Hadfield's book,

7:05

ผมขอแนะนำหนังสือของผู้บัญชาการ Hadfield

which is an astronaut's guide to life on Earth.

7:07

ซึ่งเป็นคู่มือการใช้ชีวิตบนโลกของนักบินอวกาศ

I read it.

7:10

ผมอ่านแล้ว

It was awesome.

7:10

มันสุดยอดมาก

If you think about it,

7:11

ถ้าคุณลองคิดดู

I had to learn how to ride a different kind of bicycle and my son did as well.

7:12

ผมต้องเรียนรู้วิธีขี่จักรยานอีกแบบ และลูกชายของผมก็เช่นกัน

But,

7:16

แต่

Commander Hadfield had to learn how to ride a different spaceship.

7:17

ผู้บัญชาการ Hadfield ต้องเรียนรู้วิธีบังคับยานอวกาศอีกลำ

Not only that, ลำดับความ

7:20

ไม่เพียงเท่านั้น

but a different type of space station.

7:20

แต่ยังเป็นสถานีอวกาศอีกประเภทด้วย

ลำดับความ

ใช้ Not only that, but... เพื่อเพิ่มอีกประเด็นหนึ่ง

Not only that ย้อนอ้างถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดในประโยคก่อนหน้า กล่าวคือ ผู้บัญชาการแฮดฟิลด์ต้องเรียนรู้วิธีเดินทางด้วยยานอวกาศอีกแบบ จากนั้น but นำเสนอความท้าทายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานีอวกาศอีกประเภทหนึ่ง เมื่อใช้รวมกัน วลีนี้บอกผู้ฟังว่า “ยังมีอีกประเด็นสำคัญหนึ่ง” การใช้นี้เชื่อมข้อมูลสองช่วงในบทพูดได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้าง not only ... but also ที่สมดุลอยู่ในประโยคเดียว หลัง but อาจเป็นอนุประโยคสมบูรณ์ หรือโดยเฉพาะในภาษาพูด อาจเป็นวลีสั้นที่ผู้ฟังเติมความหมายที่ละไว้จากประโยคก่อนหน้าได้

แบบฝึกหัด

ใน “The battery is dead. Not only that, but the charger is missing,” วลี Not only that, but ทำหน้าที่อะไร

  1. เพิ่มปัญหาที่สองต่อจากปัญหาแรก
  2. เสนอที่ชาร์จให้เป็นสิ่งทดแทนแบตเตอรี่
  3. แก้ไขข้อความที่บอกว่าแบตเตอรี่หมด
ดูคำตอบ

เพิ่มปัญหาที่สองต่อจากปัญหาแรก

He was on Mir

7:22

เขาเคยอยู่บนเมียร์

and

7:23

และ

the International Space Station.

7:23

สถานีอวกาศนานาชาติ

Anyway,

7:25

อย่างไรก็ตาม

if you're interested in supporting Smarter Every Day,

7:26

หากคุณสนใจสนับสนุน Smarter Every Day

audible.com/smarter

7:27

audible.com/smarter

An Astronaut's Guide to Life on Earth.

7:29

คู่มือการใช้ชีวิตบนโลกของนักบินอวกาศ

I'm Destin.

7:31

ผม Destin

Getting smarter every day.

7:32

ฉลาดขึ้นทุกวัน

Have a good one.

7:33

ขอให้เป็นวันที่ดีครับ

Everything's wrong.

7:45

ทุกอย่างผิดปกติไปหมด

My instinctive reaction's wrong.

7:46

ปฏิกิริยาตอบสนองโดยสัญชาตญาณของผมผิดเพี้ยนไปหมด

Why don't you ride it?

7:48

ทำไมคุณไม่ขี่มันล่ะ?

You just built it?

7:49

คุณเพิ่งสร้างมันเสร็จไม่ใช่เหรอ?

I can't ride it.

7:49

ผมขี่ไม่ได้

I just built it.

7:50

ผมแค่สร้างมันขึ้นมา