เพลโต: ทฤษฎีแบบ (The Forms): บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
607 คำ 178 คำ/นาที

คำแนะนำวิดีโอ: Forms ของเพลโตคือแบบจำลองที่ใช้กำหนดมิตรภาพ การศึกษา หรือระบบสาธารณะที่ดี อุดมคติช่วยให้เห็นข้อบกพร่องปัจจุบันและชี้นำการกระทำ ไม่ใช่การหนีความจริง ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. ในหมวดไวยากรณ์และรูปแบบประโยค might as well ใช้เสนอทางเลือกที่สมเหตุสมผลเมื่อมีตัวเลือกจำกัด และมักแฝงความจำยอมมากกว่าความกระตือรือร้น 2. ในหมวดวัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง Platonic scheme, หมายถึงกรอบปรัชญาของเพลโต ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบไม่มีความรักเชิงชู้สาว 3. ในหมวดสำนวนและภาษาภาพพจน์ at odds with ใช้บอกว่าแนวคิด เป้าหมาย หรือข้อเท็จจริงขัดแย้งกัน และชี้ว่าการแสวงหาอุดมคติไม่จำเป็นต้องขัดขวางผลลัพธ์จริง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Asking oneself and others วลี

0:06

การถามตัวเองและผู้อื่นว่า

what the perfect version of something is,

0:07

สิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดของบางสิ่งคืออะไร

the ideal version,

0:10

รูปแบบในอุดมคติของสิ่งนั้น

might sound like a strange idea. วลี

0:11

อาจฟังดูเป็นแนวคิดที่แปลก

วลี

Asking oneself: การตั้งคำถามกับตนเอง

ใน asking oneself คำว่า oneself คือผู้ที่ได้รับคำถาม ซึ่งเป็นคนเดียวกับผู้ที่ถาม วลีนี้หมายถึงการตั้งคำถามกับตนเอง มักเป็นการถามในใจขณะคิดหรือทบทวน คำกริยา ask รับบุคคลเป็นกรรมโดยตรง ดังนั้นรูปแบบคือ ask oneself something หรือ ask oneself + คำถามทางอ้อม เช่น ask yourself why และ ask herself whether ในประโยคนี้ oneself กับ others เป็นกรรมที่วางขนานกันของ asking

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่หมายถึงการตั้งคำถามนี้กับตนเองในใจ: Before joining the team, ____ whether you have enough time.

ดูคำตอบ

ask yourself

วลี

sound like: การบอกความรู้สึกหรือความประทับใจ

ในที่นี้ sound like หมายถึง “ให้ความรู้สึกว่า” หรือ “ดูเหมือนว่า” การตัดสินนี้อาจมาจากความคิดทั้งหมด ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เสียงจริง ดังนั้น a strange idea จึงเป็นความรู้สึกที่ข้อเสนออาจทำให้เกิดขึ้น might ทำให้การตัดสินไม่แน่นอนและนุ่มนวลขึ้น might sound like แสดงปฏิกิริยานั้นว่าเป็นเพียงความเป็นไปได้ แทนที่จะยืนยันตรง ๆ ว่าความคิดนั้นแปลก

แบบฝึกหัด

เติมรูปที่ถูกต้องของ sound like: The new schedule ____ a smart solution for busy families.

ดูคำตอบ

sounds like

What is the perfect marriage

0:13

อะไรคือชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ

or career

0:15

หรือหน้าที่การงาน

or system of government

0:16

หรือระบบการปกครอง

or school?

0:18

หรือโรงเรียน

It can feel immature and naive

0:19

อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยังไม่โตและไร้เดียงสา

to bother much with such questions. วลี

0:21

ที่จะไปใส่ใจกับคำถามเหล่านี้มากเกินไป

วลี

bother much with: ใช้เวลาหรือความพยายามมากกับบางสิ่ง

ในประโยคนี้ bother much with หมายถึง “ใช้เวลา ความสนใจ หรือความพยายามมากในการคิดถึงหรือจัดการบางสิ่ง” questions คือสิ่งที่ได้รับความพยายามนั้น ส่วน bother ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “รบกวน” วลีนี้มักสื่อเป็นนัยว่าเรื่องนั้นอาจไม่คุ้มที่จะลงแรง ในที่นี้ช่วยแสดงท่าทีที่ไม่เห็นว่าการพิจารณาคำถามเหล่านี้อย่างจริงจังเป็นเรื่องสำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “ใช้เวลาหรือความพยายามมากกับบางสิ่ง”: Since the color choice will not affect the result, I wouldn't ____ it.

ดูคำตอบ

bother much with

They're just daydreams.

0:23

เป็นแค่การฝันกลางวัน

After all, ลำดับความ

0:24

ท้ายที่สุดแล้ว

who cares about ideal versions?

0:25

ใครจะสนเรื่องรูปแบบในอุดมคติกันล่ะ

ลำดับความ

After all: เสริมความคิดก่อนหน้าด้วยเหตุผลที่ชัดเจน

After all ใช้นำเสนอเหตุผลที่สนับสนุนหรือเสริมความคิดที่เพิ่งกล่าวไป โดยสื่อว่าผู้พูดคาดว่าเหตุผลนั้นจะดูชัดเจนหรือน่าเชื่อ ดังนั้นในที่นี้จึงไม่ใช่สำนวนบอกเวลา ในประโยคนี้ คำถามเชิงวาทศิลป์ทำหน้าที่เป็นเหตุผลสนับสนุน กล่าวคือ ถ้าไม่มีใครสนใจเวอร์ชันในอุดมคติ การพูดถึงเรื่องเหล่านั้นก็อาจดูไร้ประโยชน์

แบบฝึกหัด

After all ทำหน้าที่อะไรในบทสนทนานี้? “Let's invite Maya. After all, she helped plan the event.”

  1. เพิ่มเหตุผลที่สนับสนุนการเชิญ Maya
  2. แสดงว่า Maya ถูกเชิญเป็นคนสุดท้ายเท่านั้น
  3. นำเสนอความหมายที่ขัดแย้งกับการเชิญ
ดูคำตอบ

เพิ่มเหตุผลที่สนับสนุนการเชิญ Maya

We might as well deal with what we've got. โน้ต

0:27

เราก็ควรรับมือกับสิ่งที่เรามีอยู่ไปดีกว่า

ไวยากรณ์

might as well: ทางเลือกที่ทำได้จริงเมื่อไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า

might as well ใช้เสนอว่าการกระทำหนึ่งเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล เมื่อมีตัวเลือกจำกัดหรือไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า ในประโยคนี้ ผู้พูดยอมรับสถานการณ์และจัดการกับสิ่งที่มีอยู่ โครงสร้างคือ might as well + คำกริยารูปพื้นฐาน เช่น might as well deal ไม่ใช่ might as well to deal สำนวนนี้มักให้ความรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจตามความเป็นจริงหรือยอมรับอย่างจำใจเล็กน้อย มากกว่าความกระตือรือร้น

แบบฝึกหัด

รถโดยสารหยุดให้บริการแล้ว และเดินเพียงสิบนาที วลีใดเติมประโยคนี้ได้เหมาะสมที่สุด? “We ___ walk home.”

  1. might as well
  2. would rather
  3. should definitely
ดูคำตอบ

might as well

กริยาวลี

deal with: จัดการปัญหาหรือสถานการณ์

deal with หมายถึงจัดการ ดูแล หรือดำเนินการเกี่ยวกับปัญหา งาน บุคคล หรือสถานการณ์ ในประโยคนี้หมายถึงการรับมือกับเงื่อนไขที่มีอยู่ และไม่เกี่ยวกับการซื้อขาย สิ่งที่ต้องจัดการจะอยู่หลัง with เช่น deal with the problem คำสรรพนามก็อยู่หลัง with เช่นกัน โดยพูดว่า deal with it ไม่ใช่ deal it with

แบบฝึกหัด

ลูกค้ารายหนึ่งแจ้งปัญหาเรื่องใบเรียกเก็บเงิน วลีใดเติมประโยคนี้ได้เหมาะสมที่สุด? “I’ll ___ it this afternoon.”

  1. deal with
  2. deal in
  3. wait for
ดูคำตอบ

deal with

But the great ancient Greek philosopher Plato

0:29

แต่เพลโต นักปรัชญากรีกโบราณผู้ยิ่งใหญ่

strenuously disagrees with this. การใช้คำ

0:32

ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง

การใช้คำ

strenuously disagrees: คัดค้านอย่างหนักแน่นและจริงจัง

ในวลี strenuously disagrees คำว่า strenuously เป็นคำวิเศษณ์ที่เพิ่มน้ำหนักให้ disagrees หมายความว่าบุคคลนั้นปฏิเสธแนวคิดอย่างหนักแน่นและมุ่งมั่นมาก ไม่ใช่เพียงมีความเห็นต่างเล็กน้อย ในที่นี้ strenuously บอกความหนักแน่นของจุดยืนหรือข้อโต้แย้ง ไม่ได้หมายความว่าการไม่เห็นด้วยทำให้เหนื่อยทางร่างกาย

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกความหมายที่เหมาะสมที่สุด: The scientists strenuously disagree with the committee's conclusion.

  1. นักวิทยาศาสตร์มีความเห็นต่างเล็กน้อยและยังไม่แน่ใจ
  2. นักวิทยาศาสตร์เหนื่อยเกินกว่าจะหารือเรื่องข้อสรุปนั้น
  3. นักวิทยาศาสตร์ปฏิเสธข้อสรุปนั้นอย่างหนักแน่นและจริงจัง
ดูคำตอบ

นักวิทยาศาสตร์ปฏิเสธข้อสรุปนั้นอย่างหนักแน่นและจริงจัง

Throughout his work, ลำดับความ

0:34

ตลอดผลงานของเขา

ลำดับความ

Throughout his work: กำหนดขอบเขตเป็นผลงานทั้งหมด

Throughout his work เป็นวลีบอกขอบเขตที่วางไว้ต้นประโยค เพื่อบอกว่าข้อความต่อไปควรเข้าใจว่าครอบคลุมกว้างแค่ไหน ในที่นี้ his work ใช้ work เป็นคำนามนับไม่ได้ในความหมายรวม หมายถึงงานเขียนและแนวคิดทั้งหมดของเพลโต วลีนี้ทำให้ประเด็นที่จะตามมาดูเป็นแบบแผนที่พบตลอดผลงานทั้งหมด ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตอนหนึ่งหรือข้อความหนึ่ง throughout ใช้บอกการครอบคลุมตลอดช่วงเวลาหรือทุกส่วนได้ ไม่ได้หมายถึงการกระจายอยู่ในพื้นที่เท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมวลีสามคำที่ขึ้นต้นด้วย Throughout ลงท้ายด้วย work และหมายถึงงานศิลปะทั้งหมดของจิตรกรลงในช่องว่าง: ____, she returned to images of the sea.

ดูคำตอบ

Throughout her work

he argues that focusing on the ideal version of something

0:35

เขาโต้แย้งว่าการมุ่งเน้นไปที่รูปแบบในอุดมคติของบางสิ่งบางอย่าง

is one of the most useful kinds

0:39

เป็นหนึ่งในประเภทที่มีประโยชน์ที่สุด

of thought exercises we can generate. การใช้คำ

0:40

ของการฝึกความคิดที่เราสามารถสร้างขึ้นได้

การใช้คำ

thought exercises: การใช้เหตุผลผ่านกรณีสมมติ

thought exercise คือกิจกรรมที่ทำเป็นหลักในความคิด เราจินตนาการถึงสถานการณ์ สมมติฐาน หรือกรณีในอุดมคติ แล้วใช้เหตุผลเพื่อทดสอบหรือทำให้แนวคิดชัดเจนขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องทำการทดลองจริงหรือเก็บข้อมูล ในประโยคนี้ การมุ่งคิดถึงรูปแบบในอุดมคติถูกเรียกว่า thought exercise ชนิดหนึ่ง รูปพหูพจน์ exercises แสดงว่านี่เป็นหนึ่งในกิจกรรมทางความคิดที่เป็นไปได้อีกหลายแบบ

แบบฝึกหัด

ครูถามว่า “Imagine a town where nobody owns a car. What might change?” จากนั้นทั้งชั้นพูดคุยเฉพาะสถานการณ์ที่จินตนาการขึ้น ควรเรียกกิจกรรมนี้ว่าอะไรจึงเหมาะสมที่สุด

  1. A physical workout
  2. An empirical experiment
  3. A thought exercise
ดูคำตอบ

A thought exercise

It's by knowing what we think something should be like ไวยากรณ์

0:43

โดยการรู้ว่าสิ่งต่างๆ ควรจะเป็นอย่างไรในความคิดของเรา

that we can more clearly start to define

0:45

นั่นแหละที่จะทำให้เราเริ่มระบุได้อย่างชัดเจนมากขึ้นว่า

ไวยากรณ์

It's by ... that ...: การเน้นวิธีการ

It's by ... that ... เป็นประโยคแยกส่วนที่เน้นวิธีการหรือหนทางเป็นพิเศษ ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย by ระบุว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ระบุผลลัพธ์ ในประโยคนี้ by ตามด้วยอนุประโยคกริยาเติม -ing คือ knowing what we think something should be like โครงสร้างนี้บอกว่าการรู้นี้เป็นหนทางเฉพาะที่ช่วยให้นิยามสิ่งหนึ่งได้ชัดเจนขึ้น หากไม่ต้องการเน้นมาก สามารถกล่าวผลลัพธ์ก่อนแล้ววางส่วนที่มี by ไว้ภายหลังได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเน้นย้ำให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างคู่ It is by ... that: ____ checking both sources ____ we found the error.

ดูคำตอบ

It is by · that

what might be wrong

0:48

สิ่งใดที่อาจจะผิดพลาด

and focus on what we need to do

0:49

และมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ

to make the world slightly better.

0:51

เพื่อทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

When he was talking about ideals,

0:53

เมื่อเขาพูดถึงอุดมคติ

Plato used a slightly strange

0:55

เพลโตใช้คำที่อาจจะดูแปลกนิดหน่อย

but ultimately rather useful word,

0:57

แต่ท้ายที่สุดแล้วมีประโยชน์มากทีเดียว

the forms.

0:59

นั่นคือคำว่า "แบบ (The Forms)"

So he asked not what is the ideal friendship

1:00

ดังนั้นเขาไม่ได้ถามว่าอะไรคือมิตรภาพในอุดมคติ

or the ideal kind of parental love,

1:03

หรือรูปแบบในอุดมคติของความรักแบบพ่อแม่

he asked what is the form of friendship

1:05

เขาถามว่าแบบของมิตรภาพคืออะไร

or the form of parental love.

1:08

หรือแบบของความรักแบบพ่อแม่คืออะไร

It does sound strange,

1:10

มันอาจจะฟังดูแปลกก็จริง

but what he had in mind วลี

1:12

แต่สิ่งที่เขาคิดในใจนั้น

was something very practical.

1:13

เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมมาก

วลี

what he had in mind: สิ่งที่เขาคิดหรือตั้งใจไว้จริง ๆ

ในที่นี้ what he had in mind หมายถึง “ความคิดที่เขากำลังคิดอยู่จริง ๆ หรือตั้งใจจะสื่อ” โดย what นำเนื้อหาที่ยังไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ ซึ่งก็คือสิ่งที่เขาหมายถึงหรือจินตนาการไว้ ในโครงสร้าง what + บุคคล + have/had in mind อนุประโยค what ทั้งหมดสามารถใช้เรียกความคิดที่กำลังอธิบายได้ ในประโยคนี้ อนุประโยคดังกล่าวเป็นประธานของ was something very practical ไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่อยู่ในหัวของใครจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ have ... in mind: When you said “a simple celebration,” what did you ____?

ดูคำตอบ

have in mind

When a Greek stonemason was carving an ornament,

1:14

เมื่อช่างสลักหินชาวกรีกกำลังแกะสลักเครื่องประดับ

they wouldn't just make it up themselves. กริยาวลี

1:17

พวกเขาไม่ได้แค่มโนสร้างมันขึ้นมาเอง

กริยาวลี

make it up: แต่งขึ้นมาโดยวางคำสรรพนามไว้ตรงกลาง

ในที่นี้ make it up หมายถึง “แต่งขึ้นมาโดยไม่ได้อาศัยแหล่งข้อมูลจริง แบบต้นฉบับ หรือกฎที่กำหนดไว้” ผู้พูดหมายความว่าพวกเขาจะไม่สร้างแบบนั้นขึ้นจากจินตนาการของตนเองเท่านั้น ในความหมายนี้ make up เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่างกริยากับคำอนุภาค: ใช้ make it up หรือ make them up ไม่ใช้ make up it หรือ make up them

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย make up และ it ตามลำดับที่ถูกต้อง: We had no script, so we had to ____ as we went along.

ดูคำตอบ

make it up

They'd make use of a wooden template or form วลี

1:19

พวกเขาใช้แม่แบบหรือแม่พิมพ์ไม้

to check if they were getting it right. วลี

1:23

เพื่อตรวจสอบว่าพวกเขาทำถูกต้องหรือไม่

วลี

make use of + สิ่งที่ถูกนำมาใช้

make use of หมายถึง “ใช้บางสิ่งเพื่อจุดประสงค์หนึ่ง” โครงสร้างคือ make use of + คำนามหรือคำสรรพนาม โดย of นำหน้าสิ่งที่ถูกนำมาใช้ ในประโยคนี้ แม่แบบหรือแบบไม้เป็นเครื่องมือที่พวกเขาใช้ตรวจสอบผลงาน ในสำนวนตายตัวนี้ make ไม่ได้หมายถึง “สร้าง”

แบบฝึกหัด

สำนวนใดเติมประโยคนี้ได้ถูกต้อง? “The team will ___ the spare room as a quiet workspace.”

  1. make use of
  2. make use
  3. make of
ดูคำตอบ

make use of

วลี

getting it right: ทำบางสิ่งให้ถูกต้อง

get it right หมายถึง “ทำ เข้าใจ หรือตัดสินบางอย่างได้ถูกต้อง” it อาจแทนงาน คำตอบ หรือสถานการณ์ทั้งหมดที่เข้าใจกันอยู่แล้วจากบริบท ในโครงสร้าง get + กรรม + คำคุณศัพท์ คำว่า right บอกว่าผลลัพธ์ถูกต้อง ในที่นี้ it หมายถึงงานแกะสลัก ดังนั้น getting it right จึงหมายถึงทำให้ตรงกับแม่แบบ ไม่ได้หมายถึงเคลื่อนไปทางขวา

แบบฝึกหัด

ใช้คำว่า get, it และ right เติมประโยคให้สมบูรณ์: “You may need two tries, but I know you'll ____.”

ดูคำตอบ

get it right

The form itself was made by the master,

1:25

ตัวแม่แบบเองนั้นสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์

but if the mason possessed the form,

1:27

แต่ถ้าช่างหินมีแม่แบบนั้น

they could more reliably do perfect work.

1:29

พวกเขาก็สามารถทำงานที่สมบูรณ์แบบได้อย่างน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

This is Plato's basic picture

1:32

นี่คือภาพรวมพื้นฐานของเพลโต

of what an ideal is.

1:33

ว่าอุดมคติคืออะไร

It's the guide you need

1:35

มันคือเครื่องนำทางที่คุณต้องการ

that shows you how to do something well yourself.

1:37

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณจะทำบางสิ่งด้วยตัวเองให้ดีได้อย่างไร

If you've got possession of the form,

1:39

หากคุณครอบครองแม่แบบนั้นไว้

you can be guided towards a true goal.

1:41

คุณก็สามารถถูกนำทางไปยังเป้าหมายที่แท้จริงได้

A form, as Plato sees it,

1:44

แบบในมุมมองของเพลโต

is a blueprint, สำนวน

1:46

คือพิมพ์เขียว

a set of instructions for making

1:47

ชุดคำแนะนำสำหรับการสร้าง

a very good version of something.

1:49

สิ่งใดสิ่งหนึ่งในเวอร์ชันที่ดีมากๆ

สำนวน

a blueprint: แบบอย่างสำหรับทำตาม

ในที่นี้ a blueprint ไม่ได้หมายถึงแบบก่อสร้างจริง แต่หมายถึงแบบอย่างหรือแผนการที่ชัดเจน ซึ่งแสดงวิธีสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มีคุณภาพดี วลีถัดไปคือ a set of instructions อธิบายอุปมานี้ว่า แบบตามแนวคิดของเพลโตเป็นแม่แบบให้ทำตาม ไม่ใช่วัตถุจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ blueprint ในความหมายว่าแบบอย่างที่นำทาง ไม่ใช่แบบก่อสร้างจริง

  1. The program offers a blueprint for improving school lunches.
  2. The architect unfolded the blueprint on the table.
  3. The printer made a blue copy of the page.
ดูคำตอบ

The program offers a blueprint for improving school lunches.

That's why we all need

1:51

นั่นคือเหตุผลที่เราทุกคนล้วนต้องการ

a well-thought-through set of forms

1:52

ชุดรูปแบบที่ผ่านการคิดมาอย่างถี่ถ้วน

to guide us in life.

1:55

เพื่อนำทางเราในชีวิต

And unsurprisingly,

1:56

และไม่ต้องแปลกใจเลย

it is philosophy that can guide us to these forms.

1:57

ปรัชญานี่แหละที่สามารถนำทางเราไปสู่แบบเหล่านี้ได้

So, for example,

2:00

ดังนั้น ตัวอย่างเช่น

the form of friendship is a mental model

2:01

แบบของมิตรภาพคือรูปแบบทางความคิด

of what a really good friendship actually involves.

2:04

ว่าจริงๆ แล้วมิตรภาพที่ดีมากๆ นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง

And if you grasp this model, สำนวน

2:07

และถ้าคุณเข้าใจรูปแบบนี้

if this idea is active in your mind,

2:08

ถ้าความคิดนี้ทำงานอยู่ในหัวของคุณ

you will know how to be a good friend.

2:10

คุณก็จะรู้วิธีการเป็นเพื่อนที่ดีได้

สำนวน

grasp this model: เข้าใจแบบจำลองอย่างเต็มที่

โดยทั่วไป grasp หมายถึงจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้แน่นด้วยมือ แต่เมื่อใช้กับสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น model, idea หรือ principle จะหมายถึงเข้าใจสิ่งนั้นอย่างชัดเจนและมั่นคง ในประโยคนี้ grasp this model มีความหมายมากกว่าแค่เคยได้ยินเกี่ยวกับแบบจำลองนั้น แบบจำลองต้องชัดเจนพอในความคิดที่จะนำทางการกระทำของบุคคลได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ grasp ในความหมายเชิงนามธรรมแบบเดียวกับ grasp this model

  1. Maya grasped the railing when the bus moved.
  2. After the diagram was explained, Maya grasped the main idea.
  3. Maya glanced at the model through the window.
ดูคำตอบ

After the diagram was explained, Maya grasped the main idea.

Similarly, having a form of education in mind

2:13

ในทำนองเดียวกัน การมีแบบของการศึกษาอยู่ในใจ

is going to be very useful for the teacher.

2:16

จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับครูผู้สอน

It'll stop her being buffeted โน้ต

2:18

มันจะช่วยไม่ให้เธอต้องถูกกระหน่ำ

by events and day-to-day pressures.

2:19

จากเหตุการณ์ต่างๆ และความกดดันในแต่ละวัน

ไวยากรณ์

stop her being: stop + กรรม + -ing

ใน stop her being buffeted คำว่า stop ตามด้วยกรรม her แล้วตามด้วยอนุประโยค -ing คือ being buffeted ความหมายคือ “ป้องกันไม่ให้เธอถูกกระหน่ำ” ไม่ใช่ “ทำให้เธอหยุดเป็นคนแบบใดแบบหนึ่ง” โครงสร้างที่ไม่มี from นี้พบบ่อยในภาษาอังกฤษแบบบริติช อนุประโยค -ing ระบุสถานการณ์ที่ต้องการป้องกัน ในที่นี้ being buffeted เป็นรูปถูกกระทำ จึงหมายถึงเหตุการณ์ภายนอกมากระทำต่อเธอ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย her โดยใช้โครงสร้างแบบบริติช stop + กรรม + -ing ที่ไม่มี from: The face screen will stop ____ hit by flying sand.

ดูคำตอบ

her being

สำนวน

buffeted by events and day-to-day pressures: อุปมาที่มีน้ำหนักแรง

ในที่นี้ buffeted เป็นรูป past participle ของคำกริยา buffet ไม่ใช่คำนาม buffet ที่หมายถึงอาหารแบบบริการตนเอง be buffeted by เปรียบคนหรือสิ่งหนึ่งเหมือนถูกกระแทกซ้ำ ๆ จากหลายทิศทาง Events and day-to-day pressures ไม่ใช่คลื่นหรือแรงกระแทกจริง ๆ อุปมานี้หมายถึงปัจจัยเหล่านั้นคอยผลักคนไปมา ทำให้ตั้งหลักหรือทำตามแผนได้ยาก และมีน้ำหนักแรงกว่าการใช้เพียง be affected by

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be buffeted by ได้ดีที่สุดในความหมายเชิงอุปมาเดียวกันว่าเผชิญแรงกดดันภายนอกซ้ำ ๆ

  1. The visitors ate at a buffet before the show.
  2. The calm weather affected the picnic a little.
  3. The small charity was buffeted by sudden funding cuts and new rules.
ดูคำตอบ

The small charity was buffeted by sudden funding cuts and new rules.

She'll be able to keep in mind วลี

2:21

เธอจะสามารถระลึกไว้เสมอว่า

where, ideally, she should be going.

2:23

ในอุดมคติแล้ว เธอควรจะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด

วลี

keep in mind: จำไว้และนำมาพิจารณา

keep in mind หมายถึง “จำบางสิ่งไว้ต่อเนื่องและนำมาพิจารณาเมื่อตัดสินใจหรือลงมือทำ” ในประโยคนี้ตามด้วยคำถามทางอ้อมที่ขึ้นต้นด้วย where เธอควรใช้ทิศทางในอุดมคตินั้นเป็นแนวทางว่าควรไปทางไหน กรรมของวลีนี้อาจเป็นนามวลี อนุประโยคที่ใช้ that หรือคำถามทางอ้อมที่ขึ้นต้นด้วยคำ wh: keep the deadline in mind; keep in mind that...; keep in mind where....

แบบฝึกหัด

เติมคำเตือนด้วยวลีสามคำที่หมายถึง “จำไว้และคำนึงถึงต่อไป”: When choosing a route, ____ that the bridge closes at eight.

ดูคำตอบ

keep in mind

We've typically thought of ideals ไวยากรณ์

2:26

เรามักจะนึกถึงอุดมคติ

as fantasy projections

2:27

ว่าเป็นภาพสะท้อนจากจินตนาการ

that blithely ignore การใช้คำ

2:29

ที่เพิกเฉยอย่างไม่ใส่ใจ

most of what life is actually like.

2:30

ต่อสิ่งที่เป็นจริงของชีวิตส่วนใหญ่

ไวยากรณ์

think of A as B: มองหรือจัด A เป็น B

โครงสร้าง think of A as B หมายถึง “มอง เข้าใจ หรือจัด A ให้อยู่ในประเภท B” ในประโยคนี้ A คือ ideals และ B คือ fantasy projections รูป present perfect อย่าง have thought of แสดงว่านี่เป็นมุมมองที่พบได้ทั่วไปมาจนถึงปัจจุบัน As เป็นตัวเชื่อมที่กำหนดให้ B เป็นบทบาทหรือประเภทของ A เมื่อเปลี่ยนกาล โครงสร้างยังเหมือนเดิม: think of A as B, thought of A as B หรือ have thought of A as B

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง think of A as B: Many people ____ mistakes ____ chances to learn.

ดูคำตอบ

think of · as

การใช้คำ

blithely ignore: เพิกเฉยอย่างไม่ใส่ใจและขาดความรับผิดชอบ

ในประโยคนี้ blithely ignore หมายถึงการเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงสำคัญด้วยท่าทีที่ไม่ใส่ใจ ราวกับว่าไม่มีอะไรน่ากังวล สำนวนนี้มีน้ำเสียงตำหนิ โดยมองว่าการเพิกเฉยนั้นขาดความรอบคอบหรือความรับผิดชอบ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีผลเสีย blithely ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “อย่างร่าเริง” เท่านั้น เมื่อวางหน้าคำกริยาอย่าง ignore, dismiss หรือ assume มักสื่อว่าคนคนหนึ่งลงมือทำโดยไม่คำนึงถึงปัญหาร้ายแรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ blithely ignore: The proposal ____ the serious risk of flooding.

ดูคำตอบ

blithely ignores

We think of them as the opposite of being realistic.

2:32

เรามองว่าพวกมันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการเป็นจริง

But Plato sees an ideal

2:36

แต่เพลโตมองว่าอุดมคติ

as the result of a deep understanding

2:37

คือผลลัพธ์จากความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

and careful engagement with reality. วลี

2:39

และการมีส่วนร่วมกับความเป็นจริงอย่างระมัดระวัง

วลี

careful engagement with reality: การมีส่วนร่วมกับความเป็นจริงอย่างกระตือรือร้นและรอบคอบ

careful engagement with reality ในที่นี้หมายถึงการพิจารณาสภาพความเป็นจริงอย่างกระตือรือร้น รอบคอบ และต่อเนื่อง Engagement with เป็นสำนวนเชิงนามธรรมและเป็นทางการที่ใช้อธิบายการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังกับหัวข้อ ปัญหา หรือชุดหลักฐาน ไม่ใช่แค่การได้สัมผัส วลีนี้ทำให้ความเป็นจริงเป็นที่มาของอุดมคติ ไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามกับอุดมคติ โครงสร้างคือ “คำคุณศัพท์ + engagement with + คำนาม” โดย careful บอกลักษณะของการมีส่วนร่วม และ with นำหน้าสิ่งที่ได้รับความสนใจนั้น

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดอธิบายได้ดีที่สุดว่าเป็น careful engagement with evidence?

  1. ผู้มาเยี่ยมเห็นหลักฐานบนป้ายนิทรรศการเพียงชั่วครู่
  2. ผู้เรียนจำข้อเท็จจริงหนึ่งข้อโดยไม่ได้พิจารณาหลักฐาน
  3. เรียงความพิจารณาหลักฐานอย่างละเอียดและตอบสนองต่อหลักฐานนั้น
ดูคำตอบ

เรียงความพิจารณาหลักฐานอย่างละเอียดและตอบสนองต่อหลักฐานนั้น

Someone setting up an airport would need,

2:42

ใครก็ตามที่จะสร้างสนามบิน จะจำเป็นต้อง

in the Platonic scheme, วัฒนธรรม

2:44

ตามแนวทางของเพลโต

to have in mind the ideal air traffic control system,

2:46

มีระบบควบคุมการจราจรทางอากาศในอุดมคติอยู่ในใจ

วัฒนธรรม

“Platonic scheme” ในความหมายกรอบปรัชญาของเพลโต

ในที่นี้ the Platonic scheme หมายถึงกรอบปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับเพลโต แนวคิดนี้ถือว่าก่อนจะสร้างระบบจริง คนเราควรเข้าใจแบบจำลองหรือรูปแบบในอุดมคติของระบบนั้นก่อน คำว่า scheme ในที่นี้หมายถึงกรอบความคิดที่จัดเป็นระบบ ไม่ใช่แผนหลอกลวง ส่วน Platonic ใช้ในความหมายทางปรัชญา ไม่ใช่ความหมายสมัยใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ว่า “ไม่มีความรักแบบคู่รัก”

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ “in the Platonic scheme” หมายความว่าอย่างไร?

  1. ในแผนหลอกลวง
  2. ในมิตรภาพที่ไม่มีความรักแบบคู่รัก
  3. ในกรอบปรัชญาของเพลโต
ดูคำตอบ

ในกรอบปรัชญาของเพลโต

something optimally effective, การใช้คำ

2:49

สิ่งที่มีประสิทธิผลอย่างเหมาะสม

efficient, and safe.

2:51

มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย

การใช้คำ

เกณฑ์สามข้อใน “optimally effective, efficient, and safe”

ในคำบรรยายสามส่วนนี้ effective หมายถึงระบบบรรลุเป้าหมาย efficient หมายถึงระบบทำเช่นนั้นโดยไม่สิ้นเปลืองเวลาหรือทรัพยากร และ safe หมายถึงระบบหลีกเลี่ยงอันตรายที่ยอมรับไม่ได้ ในที่นี้ optimally กำหนดภาพรวมของสภาวะในอุดมคติ คือความสมดุลที่ดีที่สุดซึ่งทำได้จริงระหว่างการบรรลุเป้าหมาย การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการหลีกเลี่ยงอันตราย ระบบหนึ่งอาจ effective แต่ไม่ efficient ได้ ดังนั้นคำคุณศัพท์สองคำนี้จึงใช้แทนกันไม่ได้

แบบฝึกหัด

เลือกคำบรรยายที่ตรงกับสถานการณ์นี้มากที่สุด: The emergency alert reached every resident, but it used far more staff time than necessary.

  1. It was effective but not efficient.
  2. It was optimal because it was safe.
  3. It was efficient but not effective.
ดูคำตอบ

It was effective but not efficient.

This is the person who would,

2:52

คนผู้นี้คือคนที่

in Plato's terms,

2:54

ในคำกล่าวของเพลโต

have grasped the form of air traffic control.

2:55

ได้เข้าใจถึงแบบของการควบคุมการจราจรทางอากาศแล้ว

We all need to have as many forms in mind ไวยากรณ์

2:59

เราทุกคนต้องมีแบบต่างๆ อยู่ในใจ

as we possibly can.

3:00

ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

ไวยากรณ์

as many ... as we possibly can: จำนวนสิ่งที่นับได้มากที่สุด

โครงสร้าง as many + คำนามนับได้พหูพจน์ + as + ประธาน + can หมายถึง “จำนวนมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” ในประโยคนี้หมายความว่าทุกคนต้องนึกถึงรูปแบบต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด possibly เน้นขีดจำกัดที่ทำได้จริง คือควรรวมทุกรูปแบบที่ความสามารถและสถานการณ์เอื้ออำนวย ในที่นี้ไม่ได้แสดงความไม่แน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง as many ... as ... possibly can: Please collect ____ clean bottles ____ you possibly can for the recycling project.

ดูคำตอบ

as many · as

Plato is breaking the habitual assumption

3:02

เพลโตกำลังทำลายสมมติฐานตามความเคยชิน

that searching for the ideal

3:04

ที่ว่าการค้นหาอุดมคติ

is at odds with getting things done โน้ต

3:06

เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับการทำให้สิ่งต่างๆ ลุล่วงไปได้

in the rough-and-tumble of the real world. สำนวน

3:08

ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก

สำนวน

at odds with: ขัดแย้งหรือเข้ากันไม่ได้

at odds with หมายถึง “ขัดแย้งกับ” หรือ “เข้ากันไม่ได้กับ” ในประโยคนี้ใช้บอกความสัมพันธ์ที่คนมักสันนิษฐานว่ามีอยู่ระหว่างการแสวงหาอุดมคติกับการทำงานจริงให้สำเร็จ ประโยคนี้บอกว่าเพลโตกำลังโต้แย้งข้อสันนิษฐานนั้น การมุ่งสู่อุดมคติไม่ได้ขัดขวางการลงมือทำในโลกจริงเสมอไป ในที่นี้ odds เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนทั้งชุด ไม่ได้หมายถึงความน่าจะเป็นหรืออัตราต่อรอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างชัดเจนว่าแผนหนึ่งขัดแย้งกับกฎ?

  1. The plan is different from last year's plan.
  2. The plan is at odds with the school's safety rule.
  3. The plan is based on the school's safety rule.
ดูคำตอบ

The plan is at odds with the school's safety rule.

วลี

การทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ

ในประโยคนี้ getting things done หมายถึงการลงมือทำจริงและทำงานที่จำเป็นให้สำเร็จ โดยเน้นผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ดูยุ่งหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ โครงสร้างคือ get + กรรม + กริยาช่อง 3: get things done ในที่นี้ get หมายถึง “ทำให้หรือจัดการให้บางสิ่งไปถึงสภาพที่เสร็จแล้ว” ส่วน done บอกว่า things อยู่ในสภาพที่เสร็จสมบูรณ์ getting อยู่ในรูป -ing เพราะตามหลัง at odds with

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่หมายถึง “ทำงานที่เป็นรูปธรรมให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ”: Our new coordinator knows how to ____ even when time is short.

ดูคำตอบ

get things done

สำนวน

ความวุ่นวายและการแข่งขันอันดุเดือดในโลกแห่งความจริง

ในที่นี้ the rough-and-tumble of the real world หมายถึงการแข่งขันที่ยุ่งเหยิงและรุนแรง รวมถึงความขัดแย้งจริงในชีวิตประจำวัน สำนวนนี้ทำให้นึกถึงผู้คนที่ถูกผลักไปมาในการต่อสู้ทางกายภาพ แต่ในประโยคนี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ รูปแบบ the rough-and-tumble of + ขอบเขตหรือสภาพแวดล้อม ใช้เรียกสภาพที่เต็มไปด้วยการกระทบกระทั่ง การแข่งขัน และปัญหาที่คาดเดาไม่ได้ มีน้ำหนักและให้ภาพชัดกว่าการบอกเพียงว่าโลกความจริงนั้นยาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่มีเครื่องหมายยัติภังค์และหมายถึงการแข่งขันที่รุนแรงและยุ่งเหยิง: After years in local government, she was ready for the ____ of national politics.

ดูคำตอบ

rough-and-tumble

And he's pushing us to be more exacting การใช้คำ

3:10

และเขากำลังผลักดันให้เรามีความเข้มงวดมากขึ้น

about where we are trying to head to.

3:12

เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายที่เราพยายามจะไปให้ถึง

การใช้คำ

more exacting about: เข้มงวดมากขึ้นในเรื่อง…

ในที่นี้ be more exacting about หมายถึงการใช้มาตรฐานที่สูงขึ้นและยอมรับความคลุมเครือน้อยลงเมื่อตัดสินใจเรื่องทิศทางหรือเป้าหมาย สำนวนนี้มีน้ำหนักมากกว่า be careful about เพราะสื่อถึงการเรียกร้องความแม่นยำที่สูงกว่า คำว่า exacting ในประโยคนี้เป็นคำคุณศัพท์ ไม่ใช่รูปกริยาของ exact โครงสร้าง be exacting about + หัวข้อ ใช้ระบุด้านที่คนคนหนึ่งยืนยันจะใช้มาตรฐานที่สูงมาก

แบบฝึกหัด

be more exacting about the goal ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร

  1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้น
  2. ขอให้คนอื่นเลือกเป้าหมาย
  3. ทำให้เป้าหมายง่ายขึ้นด้วยการลดมาตรฐาน
  4. เริ่มเดินทางไปสู่เป้าหมายทันที
ดูคำตอบ

กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้น

If an ideal seems utterly distant and hopeless,

3:14

หากอุดมคติดูเหมือนจะห่างไกลและสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง

maybe the problem isn't that it's too idealistic, ลำดับความ

3:17

บางทีปัญหาอาจไม่ใช่ว่ามันเป็นอุดมคติมากเกินไป

but, in a strange but important way,

3:20

แต่ในมุมแปลกๆ ทว่าสำคัญ

actually not idealistic enough.

3:22

ที่จริงแล้วมันอาจจะยังเป็นอุดมคติไม่เพียงพอ

ลำดับความ

too idealistic ... not idealistic enough: เป็นอุดมคติมากเกินไป……ยังเป็นอุดมคติไม่พอ

ประโยคนี้เริ่มด้วยคำวิจารณ์ที่คุ้นเคยว่า too idealistic จากนั้นปฏิเสธและแทนที่ด้วยข้อประเมินตรงข้ามที่น่าประหลาดใจว่า not idealistic enough โครงสร้าง the problem isn't X, but Y บอกผู้ฟังให้เลิกใช้ X เป็นคำอธิบาย แล้วหันมารับ Y เป็นข้อเสนอหลักแทน ในที่นี้ enough ใช้วัดระดับ not idealistic enough หมายความว่าอุดมคตินั้นยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือนิยามอย่างเต็มที่พอ การพลิกความคิดแบบคาดไม่ถึงนี้ทำให้ข้อโต้แย้งมีน้ำหนักขึ้นว่าอุดมคติอาจดูห่างไกลเพราะภาพที่วางไว้ยังไม่สมบูรณ์พอ ไม่ใช่เพียงเพราะมันทะเยอทะยานเกินไป

แบบฝึกหัด

ผู้พูดโต้แย้งว่าแผนนี้ต้องการอุดมคติที่พัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่ลดความเป็นอุดมคติลง เติมการพลิกความคิดให้สมบูรณ์: Maybe the plan isn't ____, but actually ____.

ดูคำตอบ

too idealistic · not idealistic enough

That is, we've not quite yet discovered the form. โน้ต

3:25

นั่นก็คือ เรายังค้นพบแบบนั้นไม่ครบถ้วนพอ

ลำดับความ

That is, ในฐานะเครื่องหมายแสดงการชี้แจง

That is เป็นเครื่องหมายทางวาทกรรมที่ใช้เกริ่นการกล่าวแนวคิดก่อนหน้าใหม่ให้ชัดเจนหรือแม่นยำขึ้น ในประโยคนี้ ข้อความที่ตามมาให้คำอธิบายที่ผู้พูดต้องการสื่อว่า เรายังค้นพบรูปแบบนั้นได้ไม่สมบูรณ์จนถึงตอนนี้ สำนวนนี้มีความหมายว่า นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อ โดยช่วยจัดข้อมูลจากข้อความกว้าง ๆ ไปสู่คำชี้แจงที่แม่นยำ ไม่ได้ใช้ชี้สิ่งของ

แบบฝึกหัด

That is ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้: “That is, we've not quite yet discovered the form.”?

  1. กล่าวแนวคิดก่อนหน้าใหม่ให้แม่นยำขึ้น
  2. ยกตัวอย่างหนึ่งจากกลุ่มที่ใหญ่กว่า
  3. ชี้ไปที่สิ่งของที่มองเห็นได้
ดูคำตอบ

กล่าวแนวคิดก่อนหน้าใหม่ให้แม่นยำขึ้น

ไวยากรณ์

not quite yet: จนถึงตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์

not quite yet รวมความหมายสามอย่างเข้าด้วยกัน คือ not ทำให้ข้อความเป็นปฏิเสธ quite แสดงจุดปลายทางหรือระดับที่สมบูรณ์ และ yet หมายถึงจนถึงตอนนี้ ในประโยคนี้ การค้นพบยังไม่เสร็จสมบูรณ์จนถึงเวลาปัจจุบัน สำนวนนี้เปิดโอกาสให้ยังมีความคืบหน้าในภายหลัง เมื่อเทียบกับการตอบ no อย่างเด็ดขาด สำนวนนี้สื่อว่าอาจยังบรรลุเป้าหมายได้ในอนาคต โดย quite ในที่นี้หมายถึงอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่มาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึง“จนถึงตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่อาจสมบูรณ์ในภายหลัง”: We have ____ finished testing the app.

ดูคำตอบ

not quite yet

We shouldn't abandon our ideals.

3:29

เราไม่ควรละทิ้งอุดมคติของเรา

We should get more ambitious about them,

3:31

เราควรมีความทะเยอทะยานเกี่ยวกับพวกมันให้มากขึ้น

and Plato's philosophy is on hand to help us. สำนวน

3:32

และปรัชญาของเพลโตก็พร้อมที่จะคอยช่วยเหลือเรา

สำนวน

on hand: มีพร้อมใช้เมื่อจำเป็น

ในประโยคนี้ on hand หมายถึง “มีพร้อมและใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น” ปรัชญาของเพลโตถูกนำเสนอเหมือนเป็นแหล่งความช่วยเหลือสำหรับผู้คน สำนวนนี้ใช้กับคน สิ่งของ ข้อมูล หรือความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่แล้วหรือเข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้หมายถึงว่าสิ่งนั้นวางอยู่ “บนมือ” ตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ on hand ในความหมายว่า “มีพร้อมเมื่อจำเป็น”

  1. The deadline is at hand, so we must hurry.
  2. We have the situation in hand now.
  3. Extra blankets are on hand if anyone gets cold.
ดูคำตอบ

Extra blankets are on hand if anyone gets cold.