8 ลักษณะของคนที่ประสบความสำเร็จ - Richard St. John: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
1,188 คำ 193 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: ผู้บรรยายเล่าถึงบทสนทนาโดยบังเอิญกับเด็กสาวบนเครื่องบิน ซึ่งนำไปสู่งานศึกษานานกว่าสิบปีจากผู้ประสบความสำเร็จกว่า 500 คน เขาสรุปว่าคุณลักษณะร่วมแปดประการ เช่น การรักในสิ่งที่ทำ การมีสมาธิ การสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น และความพากเพียร คือรากฐานรองรับทักษะเฉพาะของแต่ละสาขา ประเด็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษหลัก: 1. to get somewhere in life. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าวลีนี้หมายถึงการก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่การเดินทางไปถึงสถานที่ใดตามตัวอักษร สามารถใช้พูดถึงความทะเยอทะยาน การพัฒนาตนเอง หรือความต้องการหลุดพ้นจากสภาวะที่ยากลำบาก 2. but can you tell me what helped you succeed?" — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เรียนรู้วิธีขอให้ผู้อื่นแบ่งปันประสบการณ์อย่างสุภาพในการสัมภาษณ์หรือการสนทนาเชิงวิชาชีพ เนื่องจากเป็นคำถามทางอ้อม what helped you succeed จึงคงลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า และไม่สลับคำเหมือนคำถามตรง 3. success isn't just about me, me, me. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่าการซ้ำ me ช่วยเน้นข้อความและวิจารณ์มุมมองต่อความสำเร็จที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เทคนิคนี้ช่วยให้จับท่าทีของผู้พูด และใช้การซ้ำโดยตั้งใจเพื่อเปรียบต่างผลประโยชน์ส่วนตนกับคุณค่าที่สร้างให้ผู้อื่น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Now my subject is success, ลำดับความ

0:14

ตอนนี้หัวข้อของผมคือความสำเร็จ

ลำดับความ

my subject is success: การประกาศหัวข้อ

ในที่นี้ subject หมายถึงหัวข้อของการพูด ไม่ใช่วิชาเรียน โครงสร้าง my subject is + หัวข้อ เป็นการบอกโดยตรงว่าผู้พูดกำลังจะพูดเรื่องอะไร ในประโยคนี้หัวข้อนั้นคือ success เมื่อใช้ช่วงต้นของสุนทรพจน์หรือการนำเสนอ ประโยคนี้จะวางกรอบให้เนื้อหาที่ตามมาชัดเจน และดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังแนวคิดหลักเพียงเรื่องเดียว

แบบฝึกหัด

my subject is success ทำหน้าที่หลักอย่างไรในช่วงเปิดเรื่องนี้?

  1. เป็นการบอกวิชาเรียนที่ผู้พูดชอบที่สุด
  2. เป็นการบอกว่าผู้พูดประสบความสำเร็จแล้ว
  3. เป็นการประกาศหัวข้อหลัก
ดูคำตอบ

เป็นการประกาศหัวข้อหลัก

so people sometimes call me a a motivational speaker.

0:16

ผู้คนจึงมักเรียกผมว่าเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

But I want you to know right up front, วลี

0:19

แต่ผมอยากให้คุณรู้ตั้งแต่ต้นเลยว่า

วลี

right up front: การบอกตั้งแต่เริ่มต้น

right up front ในที่นี้เป็นสำนวนบอกเวลา หมายถึงตั้งแต่เริ่มต้นหรือก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด ผู้พูดจึงกำลังบอกว่าจะให้ข้อมูลสำคัญทันที ใน I want you to know right up front วลีนี้ช่วยจัดลำดับข้อความ โดยส่งสัญญาณว่าประเด็นต่อไปจะถูกบอกให้ชัดก่อนคำอธิบายส่วนที่เหลือ ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่หมายถึงตั้งแต่เริ่มต้น: I want to be clear ____: this trip will be expensive.

ดูคำตอบ

right up front

I'm not a motivational speaker.

0:21

ผมไม่ใช่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

I couldn't pass the height requirement. วลี

0:23

ผมไม่ผ่านเกณฑ์เรื่องส่วนสูงด้วยซ้ำ

วลี

pass the height requirement: ผ่านเกณฑ์ส่วนสูงที่กำหนด

ในที่นี้ pass หมายถึง “เป็นไปตาม” หรือ “ผ่าน” และ height requirement คือส่วนสูงขั้นต่ำที่ต้องมี ผู้พูดกำลังบอกว่าตนสูงไม่พอที่จะผ่านกฎนี้ การใช้ pass แบบนี้มองกฎหรือมาตรฐานเป็นด่านตรวจที่คนหรือสิ่งของอาจผ่านหรือไม่ผ่านได้ ความหมายเดียวกันนี้ใช้กับการทดสอบ การตรวจสอบ จุดตรวจ และข้อกำหนดได้

แบบฝึกหัด

ใน “I couldn't pass the height requirement” คำว่า pass หมายถึงอะไร

  1. เป็นไปตามหรือผ่านมาตรฐาน
  2. ส่งของให้คนอื่น
  3. เดินผ่านสถานที่
ดูคำตอบ

เป็นไปตามหรือผ่านมาตรฐาน

And I couldn't motivate anybody.

0:27

และผมก็สร้างแรงบันดาลใจให้ใครไม่ได้เลย

My employees actually call me a de motivational speaker. สำนวน

0:29

พนักงานของผมกลับเรียกผมว่าเป็นนักพูดทำลายแรงบันดาลใจด้วยซ้ำ

สำนวน

de motivational speaker: การพลิกความหมาย motivational speaker แบบขำ ๆ

Motivational speaker เป็นคำเรียกที่คุ้นเคยสำหรับคนที่สร้างกำลังใจให้ผู้อื่น ผู้พูดเติม de- แบบเล่นคำเพื่อกลับความหมาย และสร้างคำเรียกคนที่ทำให้ผู้อื่นหมดแรงจูงใจแทน ความขำเกิดจากการเปลี่ยนวลีที่คนคาดว่าจะได้ยินอย่างกะทันหัน และจากการที่ผู้พูดล้อเลียนตัวเองว่าให้ผลตรงกันข้าม ตามการสะกดปกติ คำคุณศัพท์ demotivational จะเขียนติดกันเป็นคำเดียว

แบบฝึกหัด

ทำไม “de motivational speaker” ในประโยคนี้จึงฟังดูขำ

  1. เปลี่ยนนักพูดที่ให้กำลังใจเป็นคนที่ทำให้ผู้อื่นหมดแรงจูงใจแบบขำ ๆ
  2. หมายความว่านักพูดพูดเฉพาะเรื่องตัวอักษร D
  3. เป็นชื่อคุณวุฒิวิชาชีพอย่างเป็นทางการ
ดูคำตอบ

เปลี่ยนนักพูดที่ให้กำลังใจเป็นคนที่ทำให้ผู้อื่นหมดแรงจูงใจแบบขำ ๆ

What I try to be is an informational speaker. ไวยากรณ์

0:33

สิ่งที่ผมพยายามจะเป็นคือนักพูดที่ให้ข้อมูล

ไวยากรณ์

What I try to be is ...: วางบทบาทไว้เป็นจุดเน้น

What I try to be นำเสนอบทบาทที่ผู้พูดพยายามจะเป็นก่อน ส่วน is an informational speaker ให้คำตอบ โครงสร้าง What-clause + be นี้เรียกว่า what-cleft หรือประโยคแยกเทียม โครงสร้างนี้วางจุดเน้นหลักไว้หลัง is เมื่อเทียบกับประโยคบอกเล่าธรรมดา I try to be an informational speaker รูปแบบนี้จะเน้นบทบาทที่ผู้พูดเลือกมากกว่า และช่วยอธิบายว่าผู้พูดต้องการให้คนอื่นเข้าใจตนอย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง What-clause จากบทเรียนนี้: ____ a calm and fair leader.

ดูคำตอบ

What I try to be is

I went out and found out some information about success กริยาวลี

0:36

ผมออกไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จ

กริยาวลี

found out: ได้รู้ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบ

Found out เป็นรูปอดีตของ find out หมายถึงได้รู้หรือค้นพบข้อเท็จจริงด้วยการถาม ตรวจสอบ สืบค้น หรือสังเกต ในประโยคนี้แสดงว่าผู้พูดลงมือรวบรวมและทำความเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่หาตำแหน่งของวัตถุชิ้นหนึ่งพบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงมีคนได้รู้ข้อเท็จจริงหลังจากตรวจสอบแล้ว

  1. We found out why the alarm went off.
  2. We put the alarm away.
  3. We found the alarm under the desk.
ดูคำตอบ

We found out why the alarm went off.

and I'm just here to pass it on. กริยาวลี

0:39

และผมก็แค่อยู่ที่นี่เพื่อส่งต่อมัน

กริยาวลี

pass it on: ลำดับคำในกริยาวลีแบบแยกได้

ในประโยคนี้ pass it on หมายถึง “ส่งข้อมูลให้คนอื่นเพื่อให้ข้อมูลนั้นถูกเผยแพร่ต่อไป” คำสรรพนาม it ใช้แทนข้อมูลหรือข้อความที่กำลังถูกส่งต่อ เมื่อใช้ในความหมายนี้ pass on เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่างคำกริยากับคำอนุภาค เช่น pass it on หรือ pass them on ส่วนกรรมที่เป็นคำนามวางได้ทั้งสองตำแหน่ง เช่น pass the message on หรือ pass on the message

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีที่หมายถึง “ส่งต่อข้อความ” ให้ประโยคสมบูรณ์: I received the update, and now I need to ____.

ดูคำตอบ

pass it on

And my story started over 10 years ago on a plane. ลำดับความ

0:41

และเรื่องราวของผมเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อนบนเครื่องบิน

ลำดับความ

my story started over 10 years ago: การเปิดเรื่องเล่าส่วนตัว

อนุประโยค my story started over 10 years ago เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนเข้าสู่การเล่าเรื่องส่วนตัว แทนที่จะพูดถึงแนวคิดทั่วไปต่อ ผู้พูดกำหนดจุดเริ่มต้นของเรื่องให้ชัดเจนและชวนให้ผู้ฟังติดตามเหตุการณ์จากจุดนั้น วลีบอกเวลา over 10 years ago วางจุดเริ่มต้นนั้นไว้เมื่อกว่า 10 ปีก่อน รูปแบบ My story started/began + เวลาหรือสถานที่ ช่วยจัดระเบียบสุนทรพจน์หรืองานเขียนด้วยการเปิดเส้นเรื่องอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

“my story started over 10 years ago” ทำหน้าที่อะไรในการพูดครั้งนี้?

  1. เปิดการเล่าเรื่องส่วนตัวและบอกผู้ฟังว่าเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อใด
  2. แจกแจงหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างทั่วไป
  3. บอกว่าเรื่องราวดำเนินต่อไปเป็นเวลา 10 ปีพอดี
ดูคำตอบ

เปิดการเล่าเรื่องส่วนตัวและบอกผู้ฟังว่าเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อใด

I was on my way to the TED conference in California วลี

0:44

ผมกำลังเดินทางไปงานสัมมนา TED ที่แคลิฟอร์เนีย

วลี

on my way to: อยู่ระหว่างเดินทางไปยังจุดหมาย

On my way to หมายถึง “อยู่ระหว่างเดินทางไปยังจุดหมาย” โครงสร้างคือ on + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + way to + จุดหมาย ดังนั้น my จึงเปลี่ยนเป็น your, his, her, our หรือ their ได้ตามประธาน ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกบริบทการเดินทางก่อนเหตุการณ์ถัดไป ผู้พูดกำลังเดินทางไปงานประชุม TED โดยจุดหมายอาจเป็นสถานที่หรืองานกิจกรรมก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่ตรงกับความหมายว่า “กำลังเดินทางไปยังจุดหมาย”: I found a lost glove ____ school.

ดูคำตอบ

on my way to

and in the seat next to me was a teenage girl

0:47

และในที่นั่งข้างๆ ผมเป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง

and she came from a really poor family

0:50

และเธอมาจากครอบครัวที่ยากจนมาก

but she wanted to get somewhere in life. สำนวน

0:51

แต่เธออยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต

สำนวน

to get somewhere in life: ก้าวหน้าอย่างมีความหมายในชีวิต

ในที่นี้ to get somewhere in life หมายถึง การก้าวหน้าอย่างมีความหมายหรือประสบความสำเร็จในอนาคต Somewhere ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ โดยหมายถึงสถานะหรือผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ไม่ใช่สถานที่จริง to เป็นเครื่องหมายของรูปกริยา infinitive หลัง wanted ดังใน she wanted to get... สำนวนนี้อาจกล่าวถึงการศึกษา การทำงาน การพึ่งพาตนเอง หรือเป้าหมายชีวิตอื่น ๆ และไม่จำเป็นต้องหมายถึงการร่ำรวยหรือมีชื่อเสียง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่ตรงกับบทเรียนและหมายถึง “ก้าวหน้าอย่างมีความหมายไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น”: Omar works hard because he wants to ____.

ดูคำตอบ

get somewhere in life

And as I tapped away on my computer, วลี

0:53

และในขณะที่ผมกำลังพิมพ์คอมพิวเตอร์ไปเรื่อยๆ

วลี

tapped away on my computer: คำกริยา + away เพื่อบอกการกระทำที่ดำเนินต่อไป

ในที่นี้ tapped away หมายถึง “เคาะแป้นหรือพิมพ์ต่อไปอยู่พักหนึ่ง” เมื่อ away อยู่หลังคำกริยาที่บอกกิจกรรม จะช่วยสื่อว่าการกระทำนั้นดำเนินต่อไปอย่างสม่ำเสมอหรือเกิดซ้ำ ๆ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนออกไป เนื่องจากการกระทำเกิดขึ้น “on my computer” คำว่า tapping จึงหมายถึงการใช้แป้นพิมพ์ ไม่ใช่แค่การเคาะตัวคอมพิวเตอร์เอง รูปแบบเดียวกันนี้พบได้ในคำบรรยายอย่าง typed away และ worked away

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Leo typed away at his desk,” คำว่า away เพิ่มความหมายใด?

  1. ลีโอพิมพ์ต่อไปอยู่พักหนึ่ง
  2. ลีโอเลื่อนโต๊ะออกไปให้ไกลขึ้น
  3. ลีโอหยุดพิมพ์ทันที
ดูคำตอบ

ลีโอพิมพ์ต่อไปอยู่พักหนึ่ง

she she kept asking me questions ไวยากรณ์

0:55

เธอก็เอาแต่ถามคำถามผม

ไวยากรณ์

kept asking me questions: ใช้ keep + -ing บอกการกระทำที่เกิดซ้ำ

ใน kept asking คำว่า kept เป็นรูปอดีตของ keep ส่วน asking เป็นรูป -ing โครงสร้าง keep + คำกริยา-ing หมายถึงการกระทำที่ดำเนินต่อไปหรือเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในที่นี้ คำถามไม่ได้หยุดหลังจากถามเพียงครั้งเดียว ตัวโครงสร้างเองมีความหมายเป็นกลาง บริบทและน้ำเสียงอาจทำให้ฟังเป็นเพียงคำบรรยายธรรมดา หรือทำให้รู้สึกว่าผู้พูดกำลังรำคาญก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ keep + -ing เพื่อแสดงว่ามีการถามซ้ำ: Even after I answered, Mia ____ the same question.

ดูคำตอบ

kept asking

then out of the blue she asked, สำนวน

0:57

แล้วจู่ๆ เธอก็ถามขึ้นมาว่า

สำนวน

out of the blue: กะทันหันและไม่มีสัญญาณเตือน

out of the blue เป็นสำนวนที่หมายถึง “เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่มีสัญญาณเตือน” ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวบอกว่าคำถามของเธอเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง โดย blue ไม่ได้หมายถึงสี สำนวนนี้วางได้ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ที่มันขยายความ ในการเล่าเรื่อง สำนวนนี้ใช้บอกจุดเปลี่ยนที่ไม่คาดคิดและดึงความสนใจไปยังสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “กะทันหันและไม่มีสัญญาณเตือน” ลงในประโยค: No one had heard from Leo for years, but he called ____.

ดูคำตอบ

out of the blue

"Are you successful?"

0:59

"คุณประสบความสำเร็จไหมคะ?"

I said,

1:00

ผมตอบว่า

"No,

1:01

"ไม่หรอก

I'm not successful.

1:01

ผมไม่ได้ประสบความสำเร็จ

Terry Fox, my hero,

1:03

เทอร์รี ฟอกซ์ ฮีโร่ของผม

now there's a big success.

1:05

นั่นสิถึงเรียกว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

He lost a leg to cancer วลี

1:07

เขาสูญเสียขาไปข้างหนึ่งจากโรคมะเร็ง

วลี

lost a leg to cancer: to แสดงสาเหตุของการสูญเสีย

ใน lost a leg to cancer โครงสร้าง lose + กรรม + to + สาเหตุ แสดงให้เห็นว่า cancer เป็นแรงที่ทำให้เกิดการสูญเสีย ประโยคนี้หมายความว่ามะเร็งทำให้เขาสูญเสียขาข้างหนึ่ง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการตัดขา แต่ประโยคไม่ได้ระบุกระบวนการรักษาที่แน่นอน คำนามหลัง lose บอกว่าสิ่งใดถูกสูญเสียไป วลีนี้ไม่ได้บอกว่าเขาเสียชีวิต และ to ในที่นี้ก็ไม่ได้บอกทิศทางหรือผู้รับ

แบบฝึกหัด

ใน “The town lost several homes to the wildfire,” คำว่า “to the wildfire” หมายถึงอะไร

  1. ไฟป่าทำให้บ้านเหล่านั้นสูญหายไป
  2. บ้านเหล่านั้นถูกย้ายไปทางไฟป่า
  3. เมืองตั้งใจมอบบ้านเหล่านั้นให้ไฟป่า
ดูคำตอบ

ไฟป่าทำให้บ้านเหล่านั้นสูญหายไป

then ran thousands of miles and raised millions for cancer research. วลี

1:08

จากนั้นก็วิ่งเป็นระยะทางหลายพันไมล์และระดมทุนได้หลายล้านเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง

วลี

raised millions for cancer research: ระดมทุนเพื่อจุดประสงค์หนึ่ง

ใน raised millions for cancer research คำว่า raised หมายถึง “ระดมหรือหาเงินทุนได้” ไม่ใช่ “ยกขึ้น” ส่วน millions หมายถึงเงินจำนวนหลายล้านหน่วย โดยสกุลเงินจริงดูจากบริบท โครงสร้าง raise + เงินหรือจำนวนเงิน + for + จุดประสงค์ บอกว่าระดมเงินได้เท่าไรและเงินนั้นจะนำไปสนับสนุนอะไร ในที่นี้ เงินถูกระดมเพื่อสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของคำกริยา raise ที่หมายถึง “ระดมทุน” เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: At the bake sale, the students ____ $800 for new library books.

ดูคำตอบ

raised

Or Bill Gates.

1:12

หรืออย่างบิล เกตส์

Guy owns his own plane, การใช้คำ

1:14

ชายที่มีเครื่องบินส่วนตัว

doesn't have to sit next to some kid asking him questions." ไวยากรณ์

1:15

ไม่ต้องมานั่งข้างเด็กที่คอยถามคำถามเขา"

การใช้คำ

Guy owns his own plane: Guy ที่ไม่มีคำนำหน้านามในภาษาพูด

ใน Guy owns his own plane คำว่า Guy ใช้อย่างไม่เป็นทางการในความหมายคล้าย the guy หรือ this guy คือผู้ชายที่กำลังพูดถึงอยู่แล้ว เป็นคำนามเอกพจน์ที่ไม่มีคำนำหน้านาม ใช้เพื่อเริ่มความเห็นสั้น ๆ เกี่ยวกับเขาอย่างรวดเร็ว การไม่ใส่ the ทำให้ประโยคฟังดูกระชับและเป็นภาษาพูด คล้ายการเล่าเรื่องหรือเล่าเรื่องตลก ประโยคนี้ไม่ได้แนะนำผู้ชายที่ไม่รู้จักเป็นครั้งแรก และ Guy ในที่นี้ไม่ใช่ชื่อคน

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ Guy ที่อยู่ต้นประโยคหมายถึงอะไร

  1. คนที่มีชื่อว่า Guy อย่างแน่นอน
  2. การกล่าวถึงผู้ชายที่กำลังพูดถึงอยู่แบบกระชับและไม่เป็นทางการ คล้าย the guy
  3. ผู้ชายที่ไม่เฉพาะเจาะจงซึ่งเพิ่งถูกแนะนำเป็นครั้งแรก คล้าย a guy
ดูคำตอบ

การกล่าวถึงผู้ชายที่กำลังพูดถึงอยู่แบบกระชับและไม่เป็นทางการ คล้าย the guy

ไวยากรณ์

doesn't have to: ไม่จำเป็น ไม่ใช่การห้าม

doesn't have to หมายความว่าการกระทำนั้นไม่จำเป็นหรือไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ แต่เจ้าตัวยังเลือกทำได้หากต้องการ ในประโยคนี้ การมีเครื่องบินเป็นของตัวเองทำให้เขาไม่จำเป็นต้องนั่งข้างเด็กที่คอยถามคำถาม โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + don't/doesn't have to + กริยารูปพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปปฏิเสธแบบย่อของ have to เพื่อแสดงว่าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม: Nina ____ attend the optional meeting.

ดูคำตอบ

doesn't have to

But then I told her about some of the stuff I'd done. การใช้คำ

1:19

แต่แล้วผมก็เล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับบางสิ่งที่ผมเคยทำ

การใช้คำ

some of the stuff I'd done: การสรุปสิ่งที่เคยทำแบบไม่เป็นทางการ

some of the stuff I'd done หมายถึงเรื่องหรือกิจกรรมบางอย่างที่ผู้พูดเคยทำ stuff เป็นคำนามนับไม่ได้ที่จงใจใช้กล่าวแบบกว้าง ๆ และมีการละคำเชื่อมสัมพันธ์ that ไว้หน้า I'd done ในที่นี้ I'd done หมายถึง I had done รูป past perfect แสดงว่าการกระทำเหล่านั้นเกิดก่อนเหตุการณ์ในอดีตที่ผู้พูดเล่าให้เธอฟัง ส่วนวลีทั้งวลีช่วยสรุปประสบการณ์ก่อนหน้านั้นโดยไม่ต้องแจกแจงทีละอย่าง

แบบฝึกหัด

ใน "She told me about some of the stuff she'd done," วลี "some of the stuff she'd done" สื่อความหมายใด?

  1. สิ่งของหลายชิ้นที่เป็นของเธอ
  2. การกล่าวแบบไม่เป็นทางการและกว้าง ๆ ถึงบางสิ่งที่เธอเคยทำก่อนหน้านั้น
  3. รายการความสำเร็จอย่างแม่นยำและเป็นทางการที่เธอวางแผนจะทำ
ดูคำตอบ

การกล่าวแบบไม่เป็นทางการและกว้าง ๆ ถึงบางสิ่งที่เธอเคยทำก่อนหน้านั้น

I love communications

1:22

ผมรักการสื่อสาร

and I've won lots of awards in marketing.

1:24

และผมได้รับรางวัลมากมายด้านการตลาด

I love running

1:26

ผมรักการวิ่ง

and I still sometimes run in my age group,

1:27

และบางครั้งผมก็ยังคงวิ่งอยู่ในกลุ่มอายุของผม

old farts over 60. การใช้คำ

1:30

พวกตาแก่ที่อายุเกิน 60 ปี

การใช้คำ

old farts over 60: คำสแลงล้อตัวเองที่เสี่ยงทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ

old farts เป็นคำสแลงที่ไม่เป็นทางการอย่างมากและมีลักษณะดูหมิ่น ใช้เรียกคนสูงอายุ ส่วน over 60 จำกัดความหมายให้หมายถึงคนที่อายุมากกว่า 60 ปี ในที่นี้ผู้พูดใช้คำนี้ล้อเลียนกลุ่มอายุของตนเอง จึงเป็นมุกที่ลดคุณค่าตัวเองเพื่อสร้างอารมณ์ขัน ผลของมุกขึ้นอยู่กับว่าใครพูดกับใคร เพราะเมื่อใช้เรียกคนอื่น คำเดียวกันอาจฟังดูไม่ให้เกียรติ

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ในการแนะนำอย่างเป็นทางการ การเรียกคนที่ไม่คุ้นเคยซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปีว่า old farts เป็นการเรียกอย่างให้เกียรติหรือไม่?

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ผิด

My fastest marathon is 2 hours and 43 minutes

1:32

การวิ่งมาราธอนที่เร็วที่สุดของผมคือ 2 ชั่วโมง 43 นาที

to run the 26 miles or 42 kilometers.

1:35

สำหรับการวิ่งระยะทาง 26 ไมล์หรือ 42 กิโลเมตร

I've run over 50 marathons on all seven continents.

1:39

ผมวิ่งมาราธอนมาแล้วกว่า 50 ครั้งในทั้งเจ็ดทวีป

This was a run my wife and I did up the Inca Trail to Machu Picchu in Peru.

1:42

นี่คือการวิ่งที่ภรรยาของผมและผมทำบนเส้นทางอินคาไปยังมาชูปิกชูในเปรู

And to qualify for the seven continents, วลี

1:46

และเพื่อให้มีคุณสมบัติครบทั้งเจ็ดทวีป

we had to run a marathon in Antarctica.

1:48

เราต้องไปวิ่งมาราธอนที่ทวีปแอนตาร์กติกา

วลี

to qualify for ...: ผ่านข้อกำหนดของเป้าหมาย

ในโครงสร้าง qualify for + คำนาม คำว่า qualify หมายถึงการมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดเพื่อรับ เข้าร่วม หรือได้รับการยอมรับในบางสิ่ง ที่นี่ the seven continents เป็นคำย่อที่เข้าใจจากบริบท หมายถึงเป้าหมายหรือการรับรองการวิ่งมาราธอนครบทั้งเจ็ดทวีป ไม่ได้หมายความว่าทวีปต่าง ๆ เป็นรางวัล วลี to + คำกริยาที่อยู่ต้นประโยคบอกจุดประสงค์ โดยอธิบายว่าทำไมจึงจำเป็นต้องวิ่งมาราธอนในแอนตาร์กติกา รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ To qualify for X, ... เมื่อส่วนที่เหลือของประโยคบอกข้อกำหนดสำหรับ X

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย qualify และคำบุพบทที่ถูกต้อง: Our team must win tonight to ____ the semifinals.

ดูคำตอบ

qualify for

But when we got there,

1:51

แต่เมื่อเราไปถึงที่นั่น

it didn't look nice and calm like this.

1:52

มันไม่ได้ดูสวยงามและสงบเงียบแบบนี้

It looked like this.

1:54

มันดูเป็นแบบนี้

The waves were so high we couldn't get to shore. ไวยากรณ์

1:55

คลื่นสูงมากจนเราไม่สามารถขึ้นฝั่งได้

ไวยากรณ์

so high (that) we couldn't...: ระดับที่นำไปสู่ผลลัพธ์

รูปแบบคือ so + คำคุณศัพท์ + (that) + อนุประโยคบอกผล ในที่นี้ so high แสดงระดับความสูงของคลื่น ส่วน we couldn't get to shore บอกผลที่เกิดจากระดับนั้น ในการพูดทั่วไป มักละ that ได้เหมือนในประโยคนี้ ให้เข้าใจสองส่วนนี้เป็นโครงสร้างเดียวที่แสดงระดับซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ คือคลื่นสูงจนทำให้ผู้พูดและคณะเข้าฝั่งไม่ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ so + คำคุณศัพท์ + (that) + ผลลัพธ์ได้ถูกต้อง เพื่อแสดงว่าระดับหนึ่งทำให้เกิดผลตามมา

  1. The road was such icy that we couldn't drive home.
  2. The road was so icy we couldn't drive home.
  3. The road was icy, so we stayed at home.
ดูคำตอบ

The road was so icy we couldn't drive home.

So we sailed 200 miles further south

1:58

เราจึงล่องเรือไปทางใต้ลึกลงไปอีก 200 ไมล์

to where the seas were calm ไวยากรณ์

2:00

ไปยังจุดที่ทะเลสงบ

and ran the entire 26 mile marathon on the boat.

2:01

และวิ่งมาราธอน 26 ไมล์จนจบการแข่งขันบนเรือ

ไวยากรณ์

to where the seas were calm: บรรยายจุดหมายด้วยสภาพของสถานที่

ในที่นี้ to บอกจุดหมาย ส่วน where the seas were calm เป็นอนุประโยคที่ระบุจุดหมายนั้นด้วยสภาพบางอย่างแทนการใช้ชื่อสถานที่ วลีนี้หมายถึง “ไปยังสถานที่หรือบริเวณที่ทะเลสงบ” รูปแบบ to where + ประธาน + คำกริยา มีประโยชน์เมื่อไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอนหรือตำแหน่งนั้นไม่สำคัญ รูปแบบนี้ช่วยให้บรรยายจุดหมายด้วยสิ่งที่เป็นจริงในสถานที่นั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ to where + อนุประโยคได้ถูกต้อง เพื่อบรรยายจุดหมายด้วยสภาพของสถานที่นั้น

  1. We walked where to the path was safer.
  2. We walked to what the path was safer.
  3. We walked to where the path was safer.
ดูคำตอบ

We walked to where the path was safer.

422 laps around the deck of that little boat.

2:06

รวม 422 รอบรอบดาดฟ้าเรือลำเล็กๆ นั้น

My wife and I have also climbed two of the world's seven summits, วัฒนธรรม

2:10

ผมกับภรรยายังเคยปีนเขาไปแล้วสองในเจ็ดแห่งที่เป็นยอดเขาของโลก

the highest mountains on each continent.

2:12

ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในแต่ละทวีป

วัฒนธรรม

สองยอดจากกลุ่มยอดเขาสูงสุดของทั้งเจ็ดทวีป

ในที่นี้ the world's seven summits หมายถึง Seven Summits หรือภูเขาที่สูงที่สุดของแต่ละทวีปทั้งเจ็ด โครงสร้าง two of ... หมายถึงสองแห่งจากกลุ่มภูเขาเจ็ดแห่งนี้ เมื่อเข้าใจภูมิหลังนี้ climbed จึงสื่อถึงความสำเร็จด้านการปีนเขาที่ท้าทาย ไม่ใช่การเดินป่าธรรมดา และไม่ได้หมายถึงภูเขาเจ็ดลูกที่สูงที่สุดในโลกเมื่อเรียงตามระดับความสูง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ two of the world's seven summits หมายถึงอะไร

  1. การปีนขึ้นยอดเขาเดียวกันสองครั้ง
  2. สองแห่งจากภูเขาเจ็ดลูกที่สูงที่สุดในโลกตามระดับความสูง
  3. ภูเขาสองแห่งจากกลุ่มที่ประกอบด้วยภูเขาสูงที่สุดของแต่ละทวีป
ดูคำตอบ

ภูเขาสองแห่งจากกลุ่มที่ประกอบด้วยภูเขาสูงที่สุดของแต่ละทวีป

We climbed Aconcagua,

2:14

เราปีนยอดเขาอะคองคากัว

the highest mountain on the American continent,

2:15

ภูเขาที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกา

and Kilimanjaro,

2:18

และยอดเขาคิลิมันจาโร

the highest mountain in Africa.

2:18

ภูเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา

Well, to be honest, น้ำเสียง/เจตนา

2:20

บอกตามตรงนะ

น้ำเสียง/เจตนา

Well, to be honest: เกริ่นก่อนยอมรับเรื่องที่ชวนกระอักกระอ่วน

Well แสดงว่าผู้พูดหยุดเล็กน้อยเพื่อเตรียมพูดต่อ ส่วน to be honest บอกผู้ฟังว่าสิ่งที่กำลังจะพูดคือความคิดเห็นที่จริงใจหรือเรื่องที่ยอมรับได้ค่อนข้างลำบากใจ เมื่อใช้ร่วมกัน ทั้งสองส่วนช่วยให้การเปลี่ยนไปพูดข้อมูลที่น่าอาย น่าผิดหวัง หรือเกินความคาดหมายไม่กะทันหันเกินไป วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าก่อนหน้านี้ผู้พูดกำลังโกหก

แบบฝึกหัด

เพื่อนถามว่าคุณชอบเค้กที่เขาทำหรือไม่ คำตอบใดใช้ Well, to be honest ได้เหมาะสมที่สุดเพื่อเกริ่นความคิดเห็นที่อาจทำให้เขาผิดหวัง

  1. Well, to be honest, it was a little too sweet for me.
  2. Well, for example, it was a little too sweet for me.
  3. Well, by the way, it was a little too sweet for me.
ดูคำตอบ

Well, to be honest, it was a little too sweet for me.

I puked my way to the top of Kilimanjaro. สำนวน

2:22

ผมอ้วกไปตลอดทางจนถึงยอดเขาคิลิมันจาโรเลย

สำนวน

puked my way to the top: โครงสร้างกริยา + one's way

ใน “puked my way to the top” ใช้โครงสร้าง กริยา + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + way + to/through... กริยาบอกว่าคนคนนั้นเคลื่อนไปยังจุดหมายด้วยวิธีใด หรือฝ่าสภาพที่ยากลำบากแบบใด ตรงนี้ puked ไม่ได้หมายถึงการอาเจียนจนเกิดเป็นทางตามตัวอักษร แต่สร้างภาพชัดเจนว่าผู้พูดยังเดินขึ้นต่อไปทั้งที่อาเจียน และในที่สุดก็ถึงยอด โครงสร้างเดียวกันใช้กับ push, fight หรือ work ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง กริยา + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + way ได้ถูกต้อง เพื่อสื่อว่าเธอผลักแทรกตัวผ่านฝูงชน

  1. She pushed through her way the crowd.
  2. She pushed her way through the crowd.
  3. She pushed my way through the crowd.
ดูคำตอบ

She pushed her way through the crowd.

I got altitude sickness. การใช้คำ

2:24

ผมเป็นโรคแพ้ความสูง

การใช้คำ

altitude sickness: อาการป่วยจากที่สูง

Altitude sickness คืออาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการอยู่ในพื้นที่สูง ซึ่งร่างกายได้รับออกซิเจนที่นำไปใช้ได้น้อยลง อาการที่พบบ่อยอาจรวมถึงปวดศีรษะ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรืออาเจียน ใน “I got altitude sickness” คำว่า got หมายถึง “เริ่มมีอาการ” หรือ “ได้รับผลกระทบ” ประโยคนี้อธิบายว่าผู้พูดป่วยเพราะอยู่ในที่สูง ไม่ใช่แค่มีปัญหากระเพาะอาหารทั่วไป

แบบฝึกหัด

นักเดินป่ารู้สึกไม่สบายหลังจากขึ้นไปยังพื้นที่สูงมากอย่างรวดเร็ว วลีใดเรียกอาการนี้ได้ตรงที่สุด

  1. seasickness
  2. altitude sickness
  3. a cold
ดูคำตอบ

altitude sickness

I got no sympathy from my wife. วลี

2:26

ผมไม่ได้รับความเห็นใจจากภรรยาเลย

วลี

got no sympathy: ไม่ได้รับความเห็นใจ

ใน got no sympathy คำว่า got หมายถึง “ได้รับ” หรือ “มีคนมอบให้” ส่วน sympathy คือความเห็นใจหรือความเข้าใจต่อความลำบากของผู้อื่น โครงสร้าง get + ปฏิกิริยา ความช่วยเหลือ หรือการสนับสนุน ใช้บอกว่าสิ่งใดที่คนหนึ่งได้รับจากผู้อื่น ในที่นี้ ผู้พูดไม่ได้รับความเห็นใจจากภรรยา from my wife ระบุคนที่ไม่ได้มอบความเห็นใจนั้นให้ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดไม่เห็นใจภรรยา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ไม่ได้รับความเห็นใจ”: After the mistake, Leo ____ from his teammates.

ดูคำตอบ

got no sympathy

She passed me and did a lap around the top

2:28

เธอเดินแซงผมและเดินวนรอบยอดเขาไปหนึ่งรอบ

while I was still struggling up there.

2:31

ในขณะที่ผมยังคงตะเกียกตะกายอยู่ข้างล่างนั่น

In spite of that, ไวยากรณ์

2:33

ถึงกระนั้นก็ตาม

we're still together and have been for over 35 years. ไวยากรณ์

2:34

เราก็ยังอยู่ด้วยกันมานานกว่า 35 ปีแล้ว

ไวยากรณ์

In spite of that: เชื่อมความหมายแบบยอมรับข้อขัดแย้ง

In spite of that หมายถึง “แม้จะมีข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวไป” that ย้อนอ้างถึงสถานการณ์ก่อนหน้า ส่วน in spite of ทำให้สถานการณ์นั้นเป็นอุปสรรคหรือเหตุที่ชวนให้คาดหวังผลลัพธ์อีกแบบหนึ่ง เมื่อวางก่อน we’re still together วลีนี้สร้างความสัมพันธ์แบบยอมรับข้อขัดแย้ง สถานการณ์ก่อนหน้าอาจทำลายความสัมพันธ์ได้ แต่ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไป คำเชื่อมนี้จัดความสัมพันธ์ระหว่างอุปสรรคกับผลลัพธ์ที่ผิดจากความคาดหมาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมเป้าหมายที่หมายถึง “แม้จะมีข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวไป”: The road was icy. ____, the bus arrived on time.

ดูคำตอบ

In spite of that

ไวยากรณ์

have been for over 35 years: สถานะที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

have been for over 35 years ใช้ present perfect เพื่อมองย้อนจากปัจจุบันไปยังอดีต กล่าวคือ สถานะนี้เริ่มขึ้นมากกว่า 35 ปีก่อนและยังคงเป็นจริงอยู่ตอนนี้ เข้าใจได้ว่ามีส่วนเติมเต็ม together ตามหลัง have been แม้จะละไว้ เพราะเพิ่งปรากฏใน we're still together ความหมายเต็มคือ we have been together for over 35 years การละ together ช่วยหลีกเลี่ยงการพูดซ้ำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present perfect ของ be เพื่อแสดงว่ามิตรภาพยังคงดำเนินอยู่ในตอนนี้: We ____ close friends for ten years.

ดูคำตอบ

have been

I'd say that's a success these days.

2:38

ผมว่าในยุคนี้ นั่นถือเป็นความสำเร็จเลยนะ

So I said to the girl,

2:41

ผมจึงพูดกับเด็กผู้หญิงคนนั้นว่า

"Well, you know,

2:43

"อืม รู้ไหม

I guess I have had some success." น้ำเสียง/เจตนา

2:43

ฉันเดาว่าฉันก็มีความสำเร็จอยู่บ้างนะ"

น้ำเสียง/เจตนา

I guess I have had some success: ลดน้ำเสียงของการชมตัวเอง

I guess ช่วยลดความหนักแน่นของคำกล่าว ส่วน some ทำให้ระดับความสำเร็จฟังดูพอประมาณ เมื่อใช้ร่วมกัน ผู้พูดจึงยอมรับผลงานของตนได้โดยไม่ฟังเหมือนกำลังโอ้อวด have had มองย้อนประสบการณ์ของผู้พูดจนถึงปัจจุบัน ในที่นี้ I guess สื่อถึงความสำรวมอ่อนน้อมหรือความสุภาพเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าผู้พูดไม่รู้ข้อเท็จจริงจริง ๆ

แบบฝึกหัด

คำตอบใดยอมรับความสำเร็จอย่างถ่อมตัวโดยไม่ฟังเหมือนกำลังโอ้อวด?

  1. I'm obviously the most successful person here.
  2. I have had no success at all.
  3. I guess I've had some success with it.
ดูคำตอบ

I guess I've had some success with it.

And then she said,

2:46

แล้วเธอก็พูดว่า

"Okay.

2:47

"โอเคค่ะ

So are you a millionaire?"

2:48

งั้นคุณเป็นเศรษฐีเงินล้านหรือเปล่า?"

Cuz when I grew up,

2:51

เพราะตอนที่ผมโตมา

it was bad manners to talk about money. วัฒนธรรม

2:52

การพูดเรื่องเงินถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาท

วัฒนธรรม

it was bad manners to talk about money: การพูดเรื่องเงินถูกมองว่าเสียมารยาท

ในที่นี้ it was bad manners to talk about money กล่าวถึงการพูดเรื่องเงินว่าเป็นพฤติกรรมที่สภาพแวดล้อมซึ่งผู้พูดเติบโตมามองว่าไม่สุภาพ คำว่า manners หมายถึงมารยาททางสังคม ไม่ใช่วิธีทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นี่เป็นบรรทัดฐานทางสังคมของสภาพแวดล้อมนั้น ไม่ใช่กฎสากล จึงช่วยอธิบายว่าทำไมผู้พูดอาจรู้สึกไม่สบายใจเมื่อพูดเรื่องเงิน และช่วยให้เข้าใจโครงสร้าง it is/was bad manners to + คำกริยารูปพื้นฐาน ซึ่งใช้ประเมินพฤติกรรม

แบบฝึกหัด

ในประโยคตัวอย่าง bad manners กล่าวถึงพฤติกรรมใด?

  1. การมีเงิน
  2. การเติบโต
  3. การพูดเรื่องเงิน
ดูคำตอบ

การพูดเรื่องเงิน

But I figured I had better be honest ไวยากรณ์

2:54

แต่ผมคิดว่าผมควรจะซื่อสัตย์ดีกว่า

ไวยากรณ์

figured I had better be honest: ตัดสินว่าการซื่อสัตย์เป็นทางเลือกที่รอบคอบกว่า

ในที่นี้ figured หมายถึง “ตัดสินใจหรือได้ข้อสรุปหลังจากคิดแล้ว” ไม่ได้หมายถึง “คำนวณ” ผู้พูดตัดสินว่าการซื่อสัตย์เป็นทางเลือกที่รอบคอบกว่า had better + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นโครงสร้างตายตัวสำหรับให้คำแนะนำที่ค่อนข้างหนักแน่นหรือตัดสินใจทำสิ่งที่เหมาะสมในทันที เช่น had better be แม้จะมี had แต่โดยปกติไม่ได้หมายถึงการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้าในอดีต ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่ผู้พูดเห็นว่าจำเป็นในขณะนั้น

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวสองคำจากตัวอย่างที่ใช้ให้คำแนะนำอย่างหนักแน่น: You ____ tell the teacher now, before the problem gets worse.

ดูคำตอบ

had better

and I said,

2:56

และผมก็พูดว่า

"Yeah,

2:56

"ใช่

I'm a millionaire.

2:57

ฉันเป็นเศรษฐี

But I don't know how it happened.

2:58

แต่ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

I never went after the money กริยาวลี

3:00

ฉันไม่เคยวิ่งตามเงินเลย

กริยาวลี

never went after the money: go after เพื่อไล่ตามเป้าหมาย

ใน went after the money คำว่า go after หมายถึง “ไล่ตามหรือพยายามให้ได้มาอย่างจริงจัง” ไม่ได้หมายถึงการเดินตามหลังสิ่งของจริง ๆ กรรมที่ตามหลังคำนี้จะบอกว่าเป้าหมายที่กำลังไล่ตามคืออะไร Never ทำให้คำปฏิเสธครอบคลุมอดีตทั้งหมดของผู้พูด กล่าวคือ เงินไม่เคยเป็นสิ่งที่ผู้พูดตั้งใจไล่ตาม รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ go after + เป้าหมาย โอกาส หรือผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่หมายถึง “ไล่ตามอย่างจริงจัง”: Maya decided to ____ the scholarship.

ดูคำตอบ

go after

and it's not that important to me." ไวยากรณ์

3:02

และมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับฉันขนาดนั้น"

ไวยากรณ์

not that important to me: not that + คำคุณศัพท์

ในที่นี้ that ขยาย important และหมายถึง “ถึงระดับนั้น” หรือ “ขนาดนั้น” ไม่ได้ใช้เพื่อนำอนุประโยค ดังนั้น not that important จึงหมายถึง “ไม่สำคัญเท่าที่คุณอาจคิด” หรือ “ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น” ถ้อยคำนี้ลดระดับความสำคัญลง แต่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าไม่มีความสำคัญเลย การเติม to me แสดงว่านี่เป็นการประเมินส่วนตัวของผู้พูด

แบบฝึกหัด

ใน “The test wasn't that hard,” คำว่า not that hard หมายความว่าอะไร?

  1. ผู้พูดกำลังใช้ that เพื่อนำอนุประโยค
  2. ข้อสอบไม่ยากเลยแม้แต่น้อย
  3. ข้อสอบยากน้อยกว่าที่คาดไว้ แต่ก็อาจยังยากอยู่บ้าง
ดูคำตอบ

ข้อสอบยากน้อยกว่าที่คาดไว้ แต่ก็อาจยังยากอยู่บ้าง

She said,

3:03

เธอพูดว่า

"Maybe not to you, น้ำเสียง/เจตนา

3:04

"อาจจะไม่สำหรับคุณ

but it is to me.

3:05

แต่มันสำคัญสำหรับหนู

น้ำเสียง/เจตนา

Maybe not to you, but it is to me: การละคำและการเปรียบต่างมุมมอง

ประโยคนี้ละคำบรรยายหรือคำตัดสินที่เข้าใจกันชัดเจนอยู่แล้วจากบทสนทนา ตัวอย่างเช่น หากกำลังพูดถึงความสำคัญ ความหมายเต็มคือ Maybe it is not important to you, but it is important to me. วลี to you และ to me ที่วางขนานกันเปรียบเทียบมุมมองของคนสองคน Maybe เปิดพื้นที่ให้มุมมองของอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อน ส่วน but เปลี่ยนไปเน้นจุดยืนที่หนักแน่นของผู้พูด ผลลัพธ์จึงเป็นการไม่เห็นด้วยที่นุ่มนวลลงแต่ยังชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นของผู้พูด

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนา Maybe not to you, but it is to me. ทำหน้าที่อะไร?

  1. ถามว่าสิ่งนั้นเป็นของผู้พูดหรือไม่
  2. เปิดพื้นที่ให้มุมมองของอีกฝ่าย แต่ยังยืนยันคำตัดสินส่วนตัวที่ต่างออกไปอย่างหนักแน่น
  3. บอกว่าทั้งสองคนมีคำตัดสินเหมือนกันทุกอย่าง
ดูคำตอบ

เปิดพื้นที่ให้มุมมองของอีกฝ่าย แต่ยังยืนยันคำตัดสินส่วนตัวที่ต่างออกไปอย่างหนักแน่น

I don't want to be poor all my life.

3:06

หนูไม่อยากยากจนไปตลอดชีวิต

I want to get somewhere.

3:07

หนูอยากก้าวหน้าไปให้ได้ไกลๆ

But it's never going to happen." น้ำเสียง/เจตนา

3:09

แต่มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก"

น้ำเสียง/เจตนา

It's never going to happen: การคาดการณ์เชิงลบแบบเด็ดขาด

ในที่นี้ it's never going to happen นำเสนอเหตุการณ์ในอนาคตว่าเป็นไปไม่ได้จากมุมมองของผู้พูด be going to สร้างการคาดการณ์ และ never ทำให้การคาดการณ์นั้นเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ถ้อยคำนี้สื่อถึงความมั่นใจอย่างมาก และมักมีความรู้สึกยอมแพ้ ผิดหวัง หรือปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาด้วย เป็นการบอกจุดยืนของผู้พูด ไม่ได้พิสูจน์ว่าเหตุการณ์นั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแท้จริง

แบบฝึกหัด

It's never going to happen. มักแสดงท่าทีแบบใด?

  1. ผู้พูดคิดว่าเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่แน่ใจ
  2. ผู้พูดมั่นใจมากว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่เกิดขึ้น
  3. ผู้พูดกำลังถามว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด
ดูคำตอบ

ผู้พูดมั่นใจมากว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่เกิดขึ้น

I said,

3:10

ผมพูดว่า

"Well,

3:11

"อืม

why not?"

3:11

ทำไมจะไม่ล่ะ?"

She said,

3:12

เธอพูดว่า

"Well, you know,

3:12

"อืม คุณก็รู้

I'm not very smart.

3:13

หนูไม่ได้ฉลาดมากนัก

I'm not doing great in school."

3:14

หนูเรียนหนังสือไม่ค่อยเก่ง"

I said,

3:16

ผมพูดว่า

"So what? น้ำเสียง/เจตนา

3:16

"แล้วไงล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

So what? ในฐานะคำโต้แย้งที่ลดความสำคัญของเรื่องนั้น

ในการตอบโต้นี้ So what? หมายถึง “แล้วเรื่องนั้นสำคัญอย่างไร?” ผู้พูดไม่ได้ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่กำลังปฏิเสธความสำคัญของสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ประโยคนี้สื่อได้ว่าข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวถึงจะไม่เปลี่ยนความคิดเห็นหรือการตัดสินใจของผู้พูด

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: So what? โดยทั่วไปเป็นคำตอบที่สุภาพและใช้ได้อย่างปลอดภัยกับครูหรือคนแปลกหน้า

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ผิด

I'm not smart.

3:17

ฉันก็ไม่ได้ฉลาดนะ

I barely passed high school. การใช้คำ

3:18

ฉันแทบจะสอบไม่ผ่านมัธยมปลายด้วยซ้ำ

การใช้คำ

barely passed high school: ผ่านมัธยมปลายอย่างฉิวเฉียด

ในที่นี้ barely หมายถึง “เพิ่งจะทำได้” หรือ “อย่างฉิวเฉียด” I barely passed high school หมายความว่าผู้พูดเรียนจบหรือผ่านมัธยมปลายจริง แต่ผลการเรียนดีพอถึงเกณฑ์แบบเฉียดฉิวเท่านั้น เมื่อใช้ barely กับผลลัพธ์เชิงบวกอย่าง passed ผลยังคงเป็นความสำเร็จ แต่เป็นความสำเร็จที่เกือบจะกลายเป็นความล้มเหลว รูปแบบเดียวกันนี้ใช้ได้ใน barely passed the test และ barely made it

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกประโยคที่ได้ยิน ให้สังเกตเสียงแรกของ barely

  1. Mina barely passed her weekly quizzes.
  2. Mina rarely passed her weekly quizzes.
ดูคำตอบ

Mina barely passed her weekly quizzes.

I had absolutely nothing going for me. สำนวน

3:20

ฉันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

สำนวน

absolutely nothing going for me: ไม่มีข้อได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย

To have something going for you หมายถึงการมีคุณสมบัติ ทรัพยากร หรือสถานการณ์ที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ ในที่นี้ nothing going for me หมายความว่าผู้พูดรู้สึกว่าตนไม่มีข้อได้เปรียบหรือปัจจัยที่เป็นประโยชน์เลย Absolutely เน้นความหมายของ nothing ให้หนักแน่นขึ้นว่าผู้พูดรู้สึกว่าตนไม่มีข้อได้เปรียบแม้แต่น้อย ส่วน going for me เป็นส่วนหนึ่งของสำนวน ไม่ได้กล่าวถึงการเคลื่อนไหวทางร่างกาย

แบบฝึกหัด

ผู้พูดหมายความว่าอย่างไรเมื่อกล่าวว่า I had absolutely nothing going for me?

  1. ฉันไม่มีข้อได้เปรียบหรือปัจจัยที่เป็นประโยชน์เลยแม้แต่น้อย
  2. ไม่มีสิ่งใดรอบตัวฉันกำลังเคลื่อนไหว
  3. ฉันไม่มีแผนจะเดินทางไปที่ไหน
ดูคำตอบ

ฉันไม่มีข้อได้เปรียบหรือปัจจัยที่เป็นประโยชน์เลยแม้แต่น้อย

I was never voted most popular or most likely to succeed. วัฒนธรรม

3:23

ฉันไม่เคยได้รับการโหวตให้เป็นคนที่มีชื่อเสียงที่สุดหรือมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จมากที่สุดเลย

I started a whole new category,

3:27

ฉันเริ่มหมวดหมู่ใหม่ทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ

most likely to fail.

3:28

คือมีแนวโน้มจะล้มเหลวมากที่สุด

วัฒนธรรม

most likely to succeed ... most likely to fail: การกลับฉายาของโรงเรียนเพื่อล้อเลียนตัวเอง

Most likely to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงมีโอกาสทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากที่สุด ในหนังสือรุ่นหรือกิจกรรมจบการศึกษาของโรงเรียนบางแห่งในอเมริกาเหนือ นักเรียนอาจได้รับการโหวตให้มีฉายาเชิงขำขัน เช่น most popular หรือ most likely to succeed ผู้พูดเลียนแบบรูปแบบฉายานั้น แต่เปลี่ยน succeed เป็น fail และบอกว่าตนสร้างหมวดใหม่ขึ้นมา การกลับความหมายนี้ทำให้เกิดมุกล้อเลียนตัวเอง โดยผู้พูดบรรยายตัวเองในวัยหนุ่มว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จเสียจนแม้แต่ฉายาที่แต่งขึ้นก็ยังทำนายว่าเขาจะล้มเหลว

แบบฝึกหัด

most likely to fail สร้างผลหลักอะไรในข้อความนี้?

  1. ทำนายอย่างแน่นอนว่าผู้พูดจะล้มเหลวในอนาคต
  2. เลียนแบบรูปแบบฉายาขำขันของโรงเรียนเพื่อสร้างมุกล้อเลียนตัวเอง
  3. บอกชื่อทางการของรางวัลที่ผู้พูดเคยได้รับ
ดูคำตอบ

เลียนแบบรูปแบบฉายาขำขันของโรงเรียนเพื่อสร้างมุกล้อเลียนตัวเอง

But in the end, ลำดับความ

3:30

แต่ในท้ายที่สุด

I did okay.

3:31

ฉันก็ทำได้ดี

ลำดับความ

But in the end: เปลี่ยนจากกระบวนการไปสู่ผลลัพธ์สุดท้าย

ในประโยคนี้ But in the end เปลี่ยนจุดสนใจของเรื่องจากความยากลำบากก่อนหน้าไปยังผลลัพธ์สุดท้าย But แสดงความขัดแย้ง ส่วน in the end ปิดเรื่องด้วยการบอกว่าสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น ใช้คำเชื่อมนี้เมื่อกระบวนการกับผลลัพธ์สุดท้ายแตกต่างกัน หรือเมื่อคุณพร้อมจะสรุปเรื่องราว

แบบฝึกหัด

in the end ทำหน้าที่อะไรในประโยค “But in the end, I did okay.”?

  1. ใช้เริ่มบอกเหตุผลข้อแรกว่างานนั้นยากเพราะอะไร
  2. ใช้ระบุจุดสิ้นสุดทางกายภาพที่เฉพาะเจาะจง
  3. ใช้เกริ่นผลลัพธ์สุดท้ายหลังจากความยากลำบากก่อนหน้า
ดูคำตอบ

ใช้เกริ่นผลลัพธ์สุดท้ายหลังจากความยากลำบากก่อนหน้า

So if I can do it, ไวยากรณ์

3:32

ดังนั้นถ้าฉันทำได้

you can do it."

3:34

เธอก็ทำได้เหมือนกัน"

ไวยากรณ์

If I can do it, you can do it: ให้กำลังใจจากประสบการณ์ของตนเอง

รูปแบบ if I can do it, you can do it มีอนุประโยคเงื่อนไขที่ขึ้นต้นด้วย if ตามด้วยอนุประโยคผลลัพธ์ ในที่นี้ if ไม่ได้แสดงความสงสัยอย่างจริงจัง ผู้พูดใช้ความสามารถหรือความสำเร็จของตนเป็นหลักฐานว่าผู้ฟังก็สามารถทำสำเร็จได้เช่นกัน เมื่อใช้เพื่อให้กำลังใจ รูปแบบนี้ช่วยลดกำแพงทางความคิดเมื่อต้องเผชิญความท้าทาย ข้อความที่สื่อคือ ถ้าสิ่งนี้เป็นไปได้สำหรับฉัน ก็อาจเป็นไปได้สำหรับคุณเช่นกัน

แบบฝึกหัด

เติมคำให้กำลังใจให้สมบูรณ์ด้วยอนุประโยคผลลัพธ์จากบทเรียน: If I can do it, ____.

ดูคำตอบ

you can do it

And then she asked me the big question.

3:35

แล้วเธอก็ถามคำถามสำคัญกับผม

"Okay,

3:37

"โอเคค่ะ

so what really leads to success?" วลี

3:38

แล้วอะไรที่นำไปสู่ความสำเร็จจริงๆ ล่ะ?"

วลี

what really leads to success?:ถามว่าอะไรนำไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง

ใน lead to คำว่า lead หมายถึง “ทำให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดผลลัพธ์” ไม่ใช่ “นำทางใครบางคน” ในประโยคนี้ what ใช้ถามถึงสาเหตุ ส่วน success คือผลลัพธ์ที่อยู่หลัง to really ช่วยเน้นคำถาม ผู้พูดต้องการรู้สาเหตุที่แท้จริงหรือสำคัญที่สุด ไม่ใช่คำตอบเพียงผิวเผิน โครงสร้าง X leads to Y ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุกับผลลัพธ์ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้อย่างถูกต้องว่าการออกกำลังกายเป็นประจำอาจทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

  1. Better sleep may lead to regular exercise.
  2. Regular exercise may lead to better sleep.
  3. Regular exercise may lead better sleep.
ดูคำตอบ

Regular exercise may lead to better sleep.

I said,

3:40

ผมพูดว่า

"Jeez, sorry,

3:41

"โอ้ ขอโทษนะ

I don't know.

3:42

ฉันก็ไม่รู้สิ

I guess somehow I did it.

3:43

ฉันเดาว่าฉันคงทำได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง

I don't know how I did it."

3:45

ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าฉันทำได้ยังไง"

So I get off the plane and go to the TED conference

3:46

แล้วผมก็ลงจากเครื่องบินไปงานสัมมนา TED

and I'm standing in a room full of extraordinarily successful people in many fields, วลี

3:49

และผมยืนอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในหลายสาขาอาชีพ

วลี

a room full of extraordinarily successful people:ห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น

โครงสร้าง คำนาม + full of + คนหรือสิ่งของ ใช้บอกว่าสถานที่หรือภาชนะนั้นเต็มไปด้วยอะไร ในที่นี้ a room คือสถานที่ และ extraordinarily successful people คือผู้คนที่อยู่ข้างใน full of ทำหน้าที่เหมือนวลีคุณศัพท์ที่วางหลัง room extraordinarily ขยาย successful และหมายถึง “ในระดับที่โดดเด่นเป็นพิเศษ” คำนี้เน้นว่าคนเหล่านั้นประสบความสำเร็จมากเพียงใด ไม่ได้บอกว่ามีคนอยู่ในห้องกี่คน

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง คำนามที่เป็นสถานที่ + full of + คน ให้สมบูรณ์: We entered a hall ____ cheering fans.

ดูคำตอบ

full of

business,

3:53

ธุรกิจ

science,

3:54

วิทยาศาสตร์

arts,

3:55

ศิลปะ

health,

3:55

สุขภาพ

technology,

3:56

เทคโนโลยี

the environment,

3:57

สิ่งแวดล้อม

when it hit me. สำนวน

3:58

แล้วผมก็คิดขึ้นมาได้

สำนวน

when it hit me: การตระหนักขึ้นมาอย่างฉับพลัน

ใน when it hit me คำว่า hit ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ วลีนี้หมายถึงผู้พูดนึกไอเดียหรือคำตอบขึ้นมาได้ทันที หรือตระหนักบางอย่างขึ้นมาอย่างฉับพลัน ไม่ได้หมายถึงการถูกกระแทกจริง ๆ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when ทำให้ความคิดที่เกิดขึ้นฉับพลันนี้เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่อง สามารถตามด้วยอนุประโยค that หรือเครื่องหมายทวิภาคเพื่อบอกว่าผู้พูดตระหนักถึงอะไร

แบบฝึกหัด

ใน “I was walking home when it hit me: I had forgotten my keys,” คำว่า “it hit me” หมายถึงอะไร

  1. มีบางอย่างชนฉันจริง ๆ
  2. ฉันตระหนักบางอย่างขึ้นมาทันที
  3. ฉันเลือกที่จะลืมบางอย่าง
ดูคำตอบ

ฉันตระหนักบางอย่างขึ้นมาทันที

Why don't I ask them what helped them succeed น้ำเสียง/เจตนา

3:59

ทำไมผมไม่ถามพวกเขาว่าอะไรที่ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

น้ำเสียง/เจตนา

Why don't I ask them?: การเสนอความคิดให้ตัวเอง

ในประโยคนี้ Why don't I ask them? เป็นการเสนอความคิดให้ตัวเอง ผู้พูดเพิ่งคิดได้ว่าการถามพวกเขาน่าจะเป็นขั้นตอนถัดไปที่มีประโยชน์ จุดประสงค์หลักไม่ใช่การขอให้ใครอธิบายว่าทำไมผู้พูดจึงไม่ถาม โครงสร้าง Why don't + subject + base verb...? มักใช้เสนอให้ทำบางอย่าง เมื่อประธานเป็น I ผู้พูดกำลังอาสาหรือตัดสินใจทำสิ่งนั้นเอง การเปลี่ยนประธานจะเปลี่ยนว่าใครเป็นผู้ที่ควรลงมือทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย Why don't I + คำกริยารูปพื้นฐาน เพื่อเสนอให้ตัวเองทำบางอย่าง: The directions are unclear. ____ the guide?

ดูคำตอบ

Why don't I ask

and find out what really leads to success for everyone?

4:01

และค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จสำหรับทุกคนจริงๆ?

So I was all excited to get out there and start talking to these great people

4:04

ดังนั้นผมจึงตื่นเต้นมากที่จะออกไปที่นั่นและเริ่มพูดคุยกับคนที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้

when the self-doubt set in. กริยาวลี

4:08

แต่แล้วความไม่มั่นใจในตัวเองก็เริ่มเกิดขึ้น

กริยาวลี

the self-doubt set in: สภาวะหนึ่งเริ่มขึ้นและเข้าครอบงำ

ในประโยคนี้ set in หมายถึง “เริ่มขึ้นและส่งผลอย่างชัดเจนต่อเนื่อง” ผู้พูดรู้สึกตื่นเต้นในตอนแรก แต่จากนั้นความไม่มั่นใจในตัวเองก็เริ่มส่งผลต่อความรู้สึก กริยาวลีนี้มักมีสภาวะ ความรู้สึก สภาพอากาศ หรือฤดูกาลเป็นประธาน เช่น panic set in, the cold set in สำนวนนี้สื่อว่าการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มขึ้นและมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “เริ่มขึ้นและเริ่มส่งผล” ลงในประโยค: As the long delay continued, frustration ____.

ดูคำตอบ

set in

I mean,

4:10

ผมหมายถึง

why would people want to talk to me? น้ำเสียง/เจตนา

4:11

ทำไมผู้คนถึงอยากจะคุยกับผมล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

why would people want to talk to me?: would ที่แสดงความไม่มั่นใจในตัวเอง

would ในที่นี้ไม่ได้บอกถึงอนาคตที่แน่นอน แต่ทำให้แนวคิดที่ว่าคนอื่นอยากพูดคุยอยู่ในสถานการณ์สมมติ และตั้งคำถามว่าทำไมเรื่องนั้นจึงจะเกิดขึ้น ผู้พูดไม่ได้เพียงขอเหตุผล แต่กำลังถามตัวเองและแสดงความไม่มั่นใจ ความคิดที่แฝงอยู่คือ “I cannot see why anyone would want to talk to me.” ในบริบทอื่น รูปแบบ why would...? แบบเดียวกันอาจใช้ตั้งคำถามว่าการกระทำหนึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นหรือสมเหตุสมผลหรือไม่

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ “Why would people want to talk to me?” แสดงท่าทีแบบใด?

  1. ผู้พูดกำลังถามว่าบทสนทนาที่นัดหมายไว้จะเกิดขึ้นเมื่อใด
  2. ผู้พูดสงสัยว่าคนอื่นจะสนใจพูดคุยด้วยหรือไม่
  3. ผู้พูดมั่นใจว่าคนอื่นจะเริ่มบทสนทนา
ดูคำตอบ

ผู้พูดสงสัยว่าคนอื่นจะสนใจพูดคุยด้วยหรือไม่

I'm not a famous journalist.

4:12

ผมไม่ใช่นักข่าวที่มีชื่อเสียง

I'm not even a journalist. น้ำเสียง/เจตนา

4:14

ผมไม่ใช่แม้แต่นักข่าวด้วยซ้ำ

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not even a journalist: การปฏิเสธแบบเน้นด้วย not even

ในประโยค I'm not even a journalist คำว่า even ทำให้การปฏิเสธหนักแน่นขึ้น โดยมอง journalist เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่เกี่ยวข้องบนลำดับที่แฝงอยู่ และผู้พูดบอกว่าตนยังไม่มีแม้แต่คุณสมบัตินั้น ประโยคนี้ไม่ได้แค่บอกอาชีพ แต่ยังสื่อว่าผู้พูดไม่มีคุณสมบัติหรืออำนาจที่คาดหวัง มักมีน้ำเสียงไม่มั่นใจหรือเน้นแบบลดค่าตัวเอง รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือประโยคปฏิเสธที่วาง even ไว้หน้าส่วนที่ต้องการเน้นโดยตรง

แบบฝึกหัด

ใน I'm not even a journalist คำว่า even เพิ่มความหมายอะไร?

  1. บอกว่าผู้พูดเคยเป็นนักข่าวมาก่อน
  2. เน้นว่าผู้พูดไม่มีแม้แต่คุณสมบัติพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
  3. สื่อว่าผู้พูดกำลังจะได้เป็นนักข่าวในไม่ช้า
ดูคำตอบ

เน้นว่าผู้พูดไม่มีแม้แต่คุณสมบัติพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

So I was ready to stop the project before it even began, ไวยากรณ์

4:16

ดังนั้นผมจึงพร้อมที่จะหยุดโครงการนี้ก่อนที่มันจะเริ่มเสียอีก

ไวยากรณ์

before it even began: การเน้นความต่างด้านเวลาก่อนเริ่มต้น

before it even began วางจุดที่อาจหยุดโครงการไว้ก่อนจุดเริ่มต้นของโครงการ even ทำให้ความต่างด้านเวลาชัดเจนขึ้น ขั้นแรกที่ควรเกิดขึ้นคือการเริ่มต้นยังไม่เกิด แต่ผู้พูดก็พร้อมจะหยุดโครงการแล้ว รูปแบบ before + subject + even + began ที่นำไปใช้ต่อได้ เน้นว่าแผน งาน หรือความสัมพันธ์ถูกขัดขวางหรือเกือบจบลงตั้งแต่ช่วงที่เร็วผิดปกติ

แบบฝึกหัด

เติมคำเน้นที่ทำให้ความต่างด้านเวลาชัดเจนขึ้นในประโยคนี้: The race was canceled before it ____ began.

ดูคำตอบ

even

when who comes walking towards me ไวยากรณ์

4:19

แต่แล้วใครกันที่เดินมาหาผม

but Ben Cohen,

4:20

นอกจาก เบน โคเฮน

ไวยากรณ์

who ... but Ben Cohen: การเฉลยบุคคลที่ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิด

ในรูปแบบการเล่าเรื่องนี้ who + คำกริยา ... but + บุคคล ไม่ใช่คำถามที่ต้องการข้อมูลจริง ๆ ผู้พูดตั้งคำถามว่าเป็นใคร แล้วเฉลยคำตอบที่น่าประหลาดใจทันทีว่า คนที่กำลังเดินมาหาผู้พูดคือ Ben Cohen when ที่ขึ้นต้นประโยคเชื่อมเหตุการณ์นี้กับเรื่องที่เล่ามาก่อนหน้า และให้ความรู้สึกฉับพลันแบบ “แล้วในตอนนั้นเอง” ส่วน but ในที่นี้ทำหน้าที่คล้าย “ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น...” ไม่ใช่คำเชื่อมทั่วไปที่ใช้แสดงความขัดแย้งระหว่างสองความคิด

แบบฝึกหัด

but ทำหน้าที่อะไรใน “when who comes walking towards me but Ben Cohen”?

  1. เฉลยอย่างตื่นเต้นว่า Ben Cohen คือบุคคลที่ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิด
  2. หมายความว่าทุกคนยกเว้น Ben Cohen เดินมาหาผู้พูด
  3. เปรียบต่าง Ben Cohen กับอีกคนที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้
ดูคำตอบ

เฉลยอย่างตื่นเต้นว่า Ben Cohen คือบุคคลที่ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิด

famous co-founder of Ben and Jerry's ice cream. วัฒนธรรม

4:22

ผู้ร่วมก่อตั้งไอศกรีมชื่อดังอย่าง Ben and Jerry's

วัฒนธรรม

Ben and Jerry's ice cream: การอ้างถึงชื่อแบรนด์

Ben and Jerry's ice cream หมายถึง Ben & Jerry's ซึ่งเป็นแบรนด์ไอศกรีมชื่อดังของสหรัฐฯ ที่ Ben Cohen และ Jerry Greenfield ร่วมกันก่อตั้ง เครื่องหมาย & ในชื่อแบรนด์ที่เขียนกันทั่วไปจะอ่านออกเสียงว่า and การอ้างถึงแบรนด์นี้บอกว่า Ben Cohen คือผู้ร่วมก่อตั้งชื่อดังของบริษัทนั้น นี่เป็นชื่อแบรนด์ ไม่ใช่เพียงคำบรรยายถึงไอศกรีมที่เป็นของคนสองคน

แบบฝึกหัด

Ben and Jerry's ice cream ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. แบรนด์ไอศกรีมชื่อดังที่ Ben Cohen ร่วมก่อตั้ง
  2. ลูกค้าสองคนที่กำลังสั่งไอศกรีม
  3. รสชาติไอศกรีมพิเศษที่ตั้งชื่อตาม Ben Cohen เพียงคนเดียว
ดูคำตอบ

แบรนด์ไอศกรีมชื่อดังที่ Ben Cohen ร่วมก่อตั้ง

I figured it was now or never. สำนวน

4:25

ผมคิดว่านี่คือโอกาสเดียวแล้ว

สำนวน

now or never: ลงมือก่อนที่โอกาสจะหายไป

now or never เป็นสำนวนที่หมายความว่าตอนนี้คือเวลาที่ต้องลงมือทำ หากรออาจเสียโอกาสนั้นไปโดยสิ้นเชิง ใน it was now or never คำว่า it กล่าวถึงสถานการณ์หรือโอกาสโดยรวม ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ผู้พูดตัดสินใจว่าต้องลงมือทันที ไม่ได้เสนอ “ตอนนี้” กับ “ไม่เคย” เป็นตัวเลือกเรื่องเวลาตามความหมายตรงตัว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “ลงมือทำตอนนี้ ไม่เช่นนั้นจะเสียโอกาส” ให้สมบูรณ์:The registration closes in five minutes. It's ____.

ดูคำตอบ

now or never

I pushed through the self-doubt, กริยาวลี

4:26

ผมก้าวข้ามความไม่มั่นใจในตัวเอง

กริยาวลี

push through self-doubt: เดินหน้าต่อแม้ไม่มั่นใจในตัวเอง

Push through something หมายถึงเดินหน้าต่อแม้จะมีอุปสรรค ในที่นี้อุปสรรคคือ self-doubt ดังนั้น I pushed through the self-doubt จึงหมายถึงผู้พูดยังคงลงมือทำแม้จะรู้สึกไม่มั่นใจ วลีนี้เน้นความพยายามเดินหน้าต่อ ไม่ได้หมายความว่าความสงสัยต้องหายไปแล้ว รูปแบบเดียวกันนี้ใช้พูดถึงการเดินหน้าต่อท่ามกลางความกลัว ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า หรือช่วงเวลาที่ยากลำบากได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ push through:Leo was scared, but he ____ his fear and stepped onto the stage.

ดูคำตอบ

pushed through

jumped out in front of him and said, วลี

4:28

กระโดดไปอยู่ตรงหน้าเขาแล้วพูดว่า

วลี

jumped out in front of him: พุ่งไปขวางเส้นทางของเขาอย่างฉับพลัน

jumped out in front of him หมายถึงเคลื่อนตัวอย่างฉับพลันไปอยู่ตรงหน้าเขา jumped out เน้นว่าการเคลื่อนไหวรวดเร็วและไม่คาดคิด ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าคนนั้นกระโดดลอยขึ้นจริง ๆ เส้นทางของการเคลื่อนไหวสำคัญ: in front of him บอกตำแหน่งปลายทาง ซึ่งมักใกล้พอที่จะขวางทางหรือเรียกความสนใจของเขา ถ้อยคำนี้ทำให้การกระทำดูใจกล้า และอาจดูเสี่ยงหรือทำให้อีกฝ่ายตกใจ

แบบฝึกหัด

เติมวลีห้าคำที่หมายถึง “เคลื่อนเข้ามาในเส้นทางของฉันอย่างฉับพลัน” ให้สมบูรณ์: The dog ____ me, so I stopped.

ดูคำตอบ

jumped out in front of

"Ben,

4:29

"เบน

I'm working on this project.

4:29

ผมกำลังทำโปรเจ็กต์นี้อยู่

I don't even know what to ask you, น้ำเสียง/เจตนา

4:31

ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะถามอะไรคุณดี

น้ำเสียง/เจตนา

I don't even know what to ask you: ยอมรับความไม่แน่ใจเพื่อทำให้คำขอนุ่มนวลลง

ผู้พูดยอมรับว่าตัดสินใจไม่ได้ว่าจะถามคำถามอะไร even ทำให้ความหมายปฏิเสธหนักขึ้น คือผู้พูดไม่แน่ใจมากจนไม่รู้เลยว่าจะถามอะไร what to ask you หมายถึง “ฉันควรถามอะไรคุณ” และใช้โครงสร้าง คำแสดงคำถาม + to-infinitive เมื่อพูดก่อนขอความช่วยเหลือหรือเริ่มการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ การยอมรับแบบนี้ช่วยให้ปฏิสัมพันธ์นุ่มนวลลง ผู้พูดจะดูประหม่าหรือยังไม่พร้อม แทนที่จะดูเรียกร้อง และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายช่วยนำการสนทนา

แบบฝึกหัด

ผู้พูดสื่ออะไรเมื่อพูด “I don't even know what to ask you” ก่อนขอความช่วยเหลือ?

  1. ผู้พูดกำลังตรวจสอบว่าอีกฝ่ายเตรียมคำถามไว้หรือไม่
  2. ผู้พูดตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ถามคำถามใด ๆ
  3. ผู้พูดยอมรับว่าไม่แน่ใจอย่างมากและเชิญให้อีกฝ่ายช่วยชี้แนะ
ดูคำตอบ

ผู้พูดยอมรับว่าไม่แน่ใจอย่างมากและเชิญให้อีกฝ่ายช่วยชี้แนะ

but can you tell me what helped you succeed?" น้ำเสียง/เจตนา

4:33

แต่คุณบอกผมได้ไหมว่าอะไรช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ?"

น้ำเสียง/เจตนา

Can you tell me what helped you succeed?: คำขออย่างสุภาพที่มีคำถามซ้อน

Can you tell me ...? ทำให้คำถามกลายเป็นคำขอข้อมูลอย่างสุภาพ ในที่นี้ what helped you succeed เป็นคำถามที่ซ้อนอยู่ในประโยค โดยถามว่าปัจจัยหรือการกระทำใดช่วยให้อีกฝ่ายประสบความสำเร็จ คำถาม wh- ที่ซ้อนอยู่มักใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า ไม่ใช้การสลับคำแบบคำถามตรง จึงพูดว่า Can you tell me why the plan changed? ไม่ใช่ Can you tell me why did the plan change? ในประโยคเดิม what เป็นประธานของ helped ดังนั้น What helped you succeed? จึงมีลำดับคำที่มองเห็นเหมือนกันทั้งเมื่อใช้เดี่ยว ๆ และเมื่อซ้อนอยู่ในประโยค

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอคำอธิบายอย่างสุภาพและใช้ลำดับคำของคำถามซ้อนได้ถูกต้อง

  1. Can you tell me why changed the schedule?
  2. Can you tell me why the schedule changed?
  3. Can you tell me why did the schedule change?
ดูคำตอบ

Can you tell me why the schedule changed?

He said,

4:35

เขาพูดว่า

"Yeah,

4:35

"ได้สิ

sure.

4:35

แน่นอน

Come on. น้ำเสียง/เจตนา

4:36

มาเถอะ

น้ำเสียง/เจตนา

Come on. ในความหมายของการชวนหรือกระตุ้นอย่างเป็นมิตร

Come on. เป็นคำพูดในบทสนทนาที่ต้องอาศัยบริบทอย่างมาก ในที่นี้เป็นการชวนหรือกระตุ้นอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนให้ไปด้วยกันหรือเริ่มเคลื่อนไหว มีความหมายใกล้กับ Let's go หรือ Come with me ไม่ใช่การตำหนิ หากใช้น้ำเสียงที่แข็งขึ้น คำเดียวกันอาจแสดงความใจร้อน ความไม่เชื่อ หรือการคัดค้านได้ เช่น Come on, we're late! หรือ Oh, come on! สถานการณ์และน้ำเสียงเป็นตัวกำหนดความหมายที่ตั้งใจ

แบบฝึกหัด

ในสถานการณ์ใด Come on. ทำหน้าที่เป็นคำชวนอย่างเป็นมิตรได้ชัดเจนที่สุด

  1. คุณบ่นเพราะมีคนเคลื่อนไหวช้าเกินไป
  2. คุณยิ้มและโบกมือเรียกเพื่อนเพื่อจะได้ออกไปด้วยกัน
  3. คุณปฏิเสธคำกล่าวที่คิดว่าไร้สาระด้วยน้ำเสียงแข็ง
ดูคำตอบ

คุณยิ้มและโบกมือเรียกเพื่อนเพื่อจะได้ออกไปด้วยกัน

Let's go for a coffee." น้ำเสียง/เจตนา

4:36

ไปกินกาแฟกัน"

น้ำเสียง/เจตนา

Let's go for a coffee: คำชวนแบบสบาย ๆ

Let's ใช้เสนอให้ผู้พูดกับผู้ฟังทำสิ่งนั้นด้วยกัน ในประโยคนี้ Let's go for a coffee หมายถึง “ฉันชวนให้เราไปดื่มกาแฟด้วยกัน” จึงเป็นคำชวนแบบสบาย ๆ ในโครงสร้าง go for + มื้ออาหาร เครื่องดื่ม หรือกิจกรรม คำว่า for ใช้เชื่อมกับสิ่งที่จะออกไปกิน ดื่ม หรือทำ รูปแบบนี้นำไปใช้กับ go for lunch, go for a drink และ go for a walk ได้

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทในโครงสร้าง go for + อาหารหรือเครื่องดื่ม เพื่อทำให้คำชวนสมบูรณ์: Let's go ____ a coffee.

ดูคำตอบ

for

And over coffee and ice cream,

4:37

และระหว่างดื่มกาแฟและกินไอศกรีม

Ben told me his story.

4:39

เบนก็เล่าเรื่องราวของเขาให้ผมฟัง

Now here we are over 10 years later ลำดับความ

4:41

ตอนนี้เวลาผ่านไป 10 กว่าปีแล้ว

ลำดับความ

Now here we are over 10 years later: การข้ามเวลาในเรื่องเล่า

Now พาผู้ฟังมายังจุดปัจจุบันของเรื่อง ส่วน over 10 years later บอกขนาดของการข้ามเวลาจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เมื่อใช้ร่วมกัน ทั้งสองส่วนส่งสัญญาณว่าเรื่องเล่าข้ามช่วงหลายปีตรงกลางไป แทนที่จะเล่าทีละปี Here we are หมายถึง “เรามาถึงจุดหรือขั้นนี้แล้ว” ในประโยคนี้ here หมายถึงขั้นปัจจุบันของเรื่องเป็นหลัก ไม่ใช่สถานที่จริง โครงสร้างทั้งหมดช่วยปิดช่วงเวลาก่อนหน้าและเริ่มพูดถึงสิ่งที่เป็นจริงในตอนนี้

แบบฝึกหัด

Now here we are over 10 years later ทำหน้าที่อะไรในเรื่อง?

  1. พาเรื่องเล่าจากเหตุการณ์ก่อนหน้ามายังขั้นปัจจุบัน
  2. เริ่มเล่าเหตุการณ์ในช่วงสิบปีตรงกลางแบบปีต่อปี
  3. แสดงว่าผู้พูดเพิ่งเดินทางมาถึงสถานที่จริง
ดูคำตอบ

พาเรื่องเล่าจากเหตุการณ์ก่อนหน้ามายังขั้นปัจจุบัน

and I've interviewed over 500 successful people face-to-face การใช้คำ

4:43

และผมได้สัมภาษณ์ผู้ประสบความสำเร็จแบบตัวต่อตัวมาแล้วกว่า 500 คน

การใช้คำ

face-to-face: การสื่อสารโดยตรงต่อหน้ากัน

ในประโยคนี้ face-to-face เป็นคำวิเศษณ์ที่ขยาย interviewed หมายความว่าผู้สัมภาษณ์กับผู้ถูกสัมภาษณ์แต่ละคนอยู่ในสถานที่เดียวกันจริง ๆ และพูดคุยกันโดยตรง ไม่ได้สื่อสารทางไกลหรืออาศัยเพียงข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร สำนวนที่มีขีดเชื่อมแบบเดียวกันนี้วางหน้าคำนามเพื่อทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ได้ เช่น a face-to-face interview

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่มีขีดเชื่อมจากบทเรียน ซึ่งหมายถึง “อยู่ในสถานที่เดียวกันและพูดคุยกันโดยตรง”: The doctor prefers to explain major decisions to patients ____.

ดูคำตอบ

face-to-face

and collected thousands of other success stories.

4:46

และรวบรวมเรื่องราวความสำเร็จอื่นๆ อีกหลายพันเรื่อง

I wanted to find the common factors for success in all fields. วลี

4:49

ผมต้องการหาปัจจัยร่วมของความสำเร็จในทุกสาขาอาชีพ

วลี

find the common factors for success in all fields: โครงสร้างสำหรับบอกเป้าหมายการวิจัย

อนุประโยคนี้บอกเป้าหมายของการศึกษา Find รับนามวลี the common factors เป็นกรรม หมายความว่าผู้พูดต้องการระบุอิทธิพลหรือเงื่อนไขที่ปรากฏซ้ำในกรณีต่าง ๆ วลี for success เชื่อมปัจจัยเหล่านั้นกับผลลัพธ์ที่กำลังศึกษา ส่วน in all fields กำหนดขอบเขตที่กว้างมาก ครอบคลุมสาขาการทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ เมื่อต้องเปรียบเทียบหลายกรณี สามารถนำ find the common factors for มาใช้เพื่อบอกผลลัพธ์ที่ศึกษา แล้วเติม across หรือ in เพื่อระบุขอบเขตได้

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียน ซึ่งหมายถึงอิทธิพลหรือเงื่อนไขที่เกิดซ้ำในกรณีต่าง ๆ ที่นำมาเปรียบเทียบ: The study compares high-performing schools to find the ____ for success.

ดูคำตอบ

common factors

So I had to interview people

4:53

ดังนั้นผมจึงต้องสัมภาษณ์ผู้คน

in in careers ranging from A to Z. สำนวน

4:54

ในอาชีพต่างๆ ตั้งแต่ A ถึง Z

สำนวน

careers ranging from A to Z: อาชีพที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง

ใน careers ranging from A to Z คำว่า ranging from ใช้บอกช่วง ส่วน A to Z ใช้ตัวอักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายของอักษรภาษาอังกฤษเพื่อสื่อถึงช่วงทั้งหมด วลีนี้หมายถึงอาชีพหลายประเภท ไม่ได้หมายถึงเฉพาะอาชีพที่ขึ้นต้นด้วย A หรือ Z A to Z มักเป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบที่หมายถึง “ตั้งแต่ต้นจนจบ” หรือ “อย่างครอบคลุมมาก” การเปรียบกับตัวอักษรทำให้ขอบเขตที่กว้างดูชัดเจนและมีภาพมากขึ้น

แบบฝึกหัด

from A to Z ใน careers ranging from A to Z เน้นความหมายใด?

  1. รายการที่เรียงจากหลังไปหน้า
  2. ตัวเลือกอาชีพสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
  3. เฉพาะสิ่งที่ขึ้นต้นด้วย A หรือ Z
  4. ขอบเขตที่กว้างและเกือบครบทั้งหมด
ดูคำตอบ

ขอบเขตที่กว้างและเกือบครบทั้งหมด

These are just the careers I interviewed beginning with the letter A

4:57

นี่เป็นเพียงอาชีพที่ผมได้สัมภาษณ์ซึ่งขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A

and in most cases more than one person.

5:00

และในกรณีส่วนใหญ่ก็มีมากกว่าหนึ่งคน

I interviewed six successful accountants,

5:03

ผมได้สัมภาษณ์นักบัญชีที่ประสบความสำเร็จหกคน (accountants)

five corporate auditors,

5:05

ผู้ตรวจสอบบัญชีองค์กรห้าคน (auditors)

five astronauts who had been into space, ไวยากรณ์

5:06

นักบินอวกาศห้าคนที่เคยไปอวกาศมาแล้ว (astronauts)

ไวยากรณ์

who had been into space: ประสบการณ์ในอดีตที่เกิดก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่ง

who had been into space เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย five astronauts คำสรรพนามสัมพันธ์ who หมายถึงนักบินอวกาศเหล่านั้น ส่วน had been อยู่ในรูป past perfect past perfect วางประสบการณ์ในอวกาศของพวกเขาไว้ก่อนจุดเวลาอื่นในอดีตของเรื่อง ซึ่งก็คือการสัมภาษณ์ ในที่นี้ been into space หมายถึงพวกเขาเคยมีประสบการณ์เดินทางสู่อวกาศ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขายังอยู่ที่นั่นในเวลานั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป past perfect ของ reach เพื่อแสดงว่าการขึ้นถึงยอดเขาเกิดก่อน: The crew interviewed two climbers who ____ the summit.

ดูคำตอบ

had reached

four actors who had won the Academy Award for Best Actor, วัฒนธรรม

5:08

นักแสดงสี่คนที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (actors)

วัฒนธรรม

the Academy Award for Best Actor: รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

the Academy Award for Best Actor เป็นชื่ออย่างเป็นทางการของรางวัลออสการ์ที่มอบให้แก่การแสดงบทนำชายในภาพยนตร์ ในที่นี้เป็นชื่อสาขารางวัลเฉพาะ ไม่ใช่คำชมทั่วไปว่าใครสักคนเป็น "นักแสดงที่ดีที่สุด" การบอกว่านักแสดงทั้งสี่คนเคยได้รับรางวัลนี้ แสดงว่าพวกเขาได้รับหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดของวงการภาพยนตร์

แบบฝึกหัด

ในประโยค "He won the Academy Award for Best Actor" ชื่อรางวัลนี้หมายถึงอะไร?

  1. รางวัลสำหรับการกำกับภาพยนตร์
  2. คำชมทั่วไปสำหรับนักแสดงที่มีความสามารถทุกคน
  3. ใบรับรองที่โรงเรียนการแสดงมอบให้
  4. สาขารางวัลออสการ์เฉพาะสำหรับการแสดงบทนำชาย
ดูคำตอบ

สาขารางวัลออสการ์เฉพาะสำหรับการแสดงบทนำชาย

three of the world's top astrophysicists,

5:12

นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชั้นนำของโลกสามคน (astrophysicists)

six of the world's leading architects,

5:14

สถาปนิกชั้นนำของโลกหกคน (architects)

and oh yeah,

5:16

และ โอ้ ใช่

four Nobel Prize winners. วัฒนธรรม

5:18

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสี่คน

วัฒนธรรม

four Nobel Prize winners: ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสี่คน

Nobel Prize winner คือผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่ทรงเกียรติอย่างมาก ใน four Nobel Prize winners คำว่า Nobel Prize บอกว่าพวกเขาได้รับรางวัลอะไร winners หมายถึงผู้ได้รับรางวัล และ four บอกจำนวนคน คำเรียกนี้แสดงว่าคนทั้งสี่มีผลงานโดดเด่นที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษที่ตรงความหมายว่าเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล: The panel included two ____.

ดูคำตอบ

Nobel Prize winners

Yeah,

5:20

ใช่

I know, it doesn't start with A,

5:20

ผมรู้ มันไม่ได้ขึ้นต้นด้วย A

but it's kind of cool.

5:22

แต่มันก็เจ๋งดีนะ

And I want to say a sincere

5:24

และผมอยากจะกล่าวคำพูดอย่างจริงใจ

thanks to all the great people that I've interviewed over the years.

5:25

ขอบคุณผู้คนที่ยิ่งใหญ่ทุกคนที่ผมได้สัมภาษณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

This really is their story,

5:30

นี่เป็นเรื่องราวของพวกเขาจริงๆ

I'm just the messenger. สำนวน

5:32

ผมเป็นเพียงผู้ส่งสาร

สำนวน

I'm just the messenger: เพียงถ่ายทอดสารของคนอื่น

ในประโยคนี้ I'm just the messenger หมายถึง “ฉันเพียงถ่ายทอดข้อมูลที่มาจากคนอื่น” คำว่า messenger ใช้เชิงเปรียบเทียบ: เรื่องราวเป็นของผู้ให้สัมภาษณ์ ส่วนบทบาทของผู้พูดคือถ่ายทอดเรื่องนั้น คำว่า just ช่วยลดการอ้างว่าความคิดหรือความดีความชอบเป็นของผู้พูด ทำให้ถ้อยคำดูถ่อมตัวและดึงความสนใจกลับไปยังผู้คนที่มีประสบการณ์อันเป็นที่มาของสารนี้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ “I'm just the messenger” สื่อความหมายอะไร?

  1. ผู้พูดกำลังถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่ได้อ้างว่าเป็นเรื่องของตนเอง
  2. ผู้พูดคิดว่าผู้ให้สัมภาษณ์เข้าใจเรื่องราวผิด
  3. ผู้พูดนำข้อความที่เขียนไว้ไปส่งให้ผู้ให้สัมภาษณ์
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่ได้อ้างว่าเป็นเรื่องของตนเอง

The really big job was taking all the interviews

5:33

งานชิ้นใหญ่จริงๆ คือการนำบทสัมภาษณ์ทั้งหมด

and analyzing them word by word, วลี

5:36

และนำมาวิเคราะห์ทีละคำ

line by line,

5:38

ทีละบรรทัด

and sorting them into all the factors that people said helped them succeed.

5:39

และจัดกลุ่มปัจจัยทั้งหมดที่ผู้คนบอกว่าช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

วลี

word by word, line by line: ทีละหนึ่งหน่วย

word by word และ line by line วางคำนามคำเดิมซ้ำไว้ทั้งสองข้างของ by เพื่อหมายถึง “ทีละหนึ่งหน่วย” ในที่นี้ ทั้งสองวลีบอกวิธีวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ โดยตรวจทุกคำและทุกบรรทัดตามลำดับ การวางวลีคู่ขนานสองวลีไว้ด้วยกันทำให้งานนั้นดูละเอียดและเป็นระบบอย่างมาก โครงสร้างเดียวกันนี้พบได้ใน step by step, page by page และ case by case

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างซ้ำ คำนาม + by + คำนาม เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์ The editor examined every word and every line. She checked the transcript ____, ____.

ดูคำตอบ

word by word · line by line

And then you start to see the big factors

5:43

แล้วคุณก็จะเริ่มเห็นปัจจัยหลักๆ

that are common to most people's success. วลี

5:45

ที่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับความสำเร็จของคนส่วนใหญ่

วลี

be common to most people's success: สิ่งที่ความสำเร็จหลายกรณีมีร่วมกัน

be common to + กลุ่มหรือชุดกรณี หมายความว่าลักษณะหนึ่งเป็นสิ่งที่คนหรือสิ่งในกลุ่มนั้นมีร่วมกัน หรือปรากฏซ้ำในกรณีเหล่านั้น ในประโยคนี้ that are common to most people's success เป็นอนุประโยคขยาย the big factors โดยบอกว่าปัจจัยเหล่านี้ปรากฏในเส้นทางสู่ความสำเร็จของหลายคน ไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จของทุกคนเหมือนกันทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be common to: Clear goals are ____ successful teams.

ดูคำตอบ

common to

Altogether,

5:47

โดยรวมแล้ว

I analyzed and sorted millions of words.

5:48

ผมวิเคราะห์และคัดแยกคำศัพท์หลายล้านคำ

Do you know how much work that is? น้ำเสียง/เจตนา

5:51

คุณรู้ไหมว่างานนั้นมันหนักหนาแค่ไหน?

น้ำเสียง/เจตนา

Do you know how much work that is? ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์

ประโยคนี้อยู่ในรูปคำถาม แต่ในบริบทนี้ทำหน้าที่เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้ต้องการตัวเลขหรือคำอธิบายเป็นหลัก แต่ใช้คำถามเพื่อให้ผู้ฟังตระหนักว่างานนั้นต้องใช้แรงงานจำนวนมาก Do you know how much ...? สามารถใช้ในลักษณะนี้เพื่อแสดงความประหลาดใจ ความหงุดหงิด หรือการเน้นอย่างมาก บริบทและน้ำเสียงจะช่วยบอกว่าเป็นการถามข้อมูลจริงหรือเป็นการแสดงปฏิกิริยาเพื่อเน้นความรู้สึก

แบบฝึกหัด

จริงหรือเท็จ: ในบริบทนี้ Do you know how much work that is? มีจุดประสงค์หลักเพื่อขอให้ผู้ฟังคำนวณจำนวนชั่วโมงที่แน่นอน

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

It's all I do,

5:52

มันเป็นทุกอย่างที่ผมทำ

day and night, วลี

5:53

ทั้งวันทั้งคืน

sort and analyze.

5:54

คัดแยกและวิเคราะห์

วลี

day and night ในความหมายว่า “อย่างต่อเนื่อง”

ในที่นี้ day and night หมายถึง “อย่างต่อเนื่อง” หรือ “เป็นเวลานานมาก” โดยเน้นว่าการจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์กินเวลาแทบทั้งหมดของผู้พูด แต่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าทำทุกชั่วโมงตลอด 24 ชั่วโมงจริง ๆ วลีนี้นำสองช่วงเวลาที่ตรงข้ามกันของวันมาคู่กัน เพื่อให้ภาพของช่วงเวลาที่ต่อเนื่องไม่ขาดตอน ใช้บรรยายกิจกรรมที่รู้สึกเหมือนดำเนินอยู่ตลอดได้ เช่น การทำงาน การเรียน การฝึกฝน หรือการกังวล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวสามคำที่จับคู่ day กับ night และหมายถึง “อย่างต่อเนื่อง”: The rescue teams searched ____ for the missing hikers.

ดูคำตอบ

day and night

I'll tell you,

5:56

ผมจะบอกคุณให้

if I ever get my hands on that kid on the plane. สำนวน

5:57

ถ้าผมจับเด็กคนนั้นบนเครื่องบินได้อีกนะ

สำนวน

get my hands on + คน

ใน get my hands on that kid กรรมเป็นคน สำนวนนี้จึงหมายถึง “ตามหาและจับคนนั้นได้” และมักมีความคิดว่าจะเผชิญหน้ากับเขาด้วย ไม่ใช่คำบรรยายตามตัวอักษรว่าวางมือบนตัวใคร โครงสร้างเงื่อนไข if I ever... กล่าวถึงการพบกันในอนาคตที่ผู้พูดจินตนาการไว้ น้ำเสียงและบริบทอาจทำให้ประโยคนี้ฟังเหมือนความหงุดหงิดที่กล่าวเกินจริง คำขู่เล่น ๆ หรือคำขู่จริงจัง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “If I ever get my hands on the person who scratched my car, I'll demand an explanation,” get my hands on หมายความว่าอะไร?

  1. ตามหาและจับคนนั้นได้
  2. ขอความช่วยเหลือจากคนนั้น
  3. จับมือทักทายคนนั้น
  4. วางมือบนรถ
ดูคำตอบ

ตามหาและจับคนนั้นได้

Actually,

6:00

จริงๆ แล้ว

if I do, ไวยากรณ์

6:00

ถ้าผมเจอ

I'll thank her.

6:01

ผมจะขอบคุณเธอ

ไวยากรณ์

If I do: ใช้ do แทนการกระทำที่กล่าวไว้ก่อนหน้า

ใน if I do คำว่า do ใช้แทนการกระทำที่กล่าวถึงไปแล้ว ในที่นี้คือการตามเจอหรือจับตัวคนนั้น ภาษาอังกฤษใช้ do แบบนี้เพื่อไม่ต้องพูดวลีกริยาทั้งหมดซ้ำ เงื่อนไขนี้หมายถึง ‘ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจริง’ ไม่ใช่แค่ ‘ถ้าฉันทำอะไรบางอย่าง’ อนุประโยค if ใช้ do รูปปัจจุบัน ส่วนประโยคผลลัพธ์ใช้ will: If I do, I'll thank her.

แบบฝึกหัด

ใช้ do เพื่อไม่ต้องพูด find the missing key ซ้ำ: I might find the missing key tonight. If ____, I'll leave it on your desk.

ดูคำตอบ

I do

Cuz I've never had so much fun ไวยากรณ์

6:02

เพราะผมไม่เคยสนุกขนาดนี้มาก่อน

ไวยากรณ์

I've never had so much fun: ประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนจนถึงตอนนี้

I've never had so much fun ใช้ present perfect โดย I've หมายถึง I have และ had เป็น past participle ส่วน never กำหนดช่วงเวลาตั้งแต่ประสบการณ์ในอดีตของผู้พูดจนถึงตอนนี้ ผู้พูดไม่ได้บอกว่าประสบการณ์นี้น่าเบื่อ แต่กำลังชื่นชมประสบการณ์ปัจจุบันอย่างมากว่าไม่เคยมีครั้งไหนสนุกเท่านี้มาก่อน คำว่า fun เป็นคำนามนับไม่ได้ในที่นี้ จึงใช้ so much fun ไม่ใช่ so many fun

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยมีค่ำคืนเล่นเกมครั้งไหนสนุกเท่าครั้งนี้

  1. I didn't have any fun at the game night.
  2. I've never had so many fun at a game night.
  3. I've never had so much fun at a game night.
  4. I'll never have fun at a game night.
ดูคำตอบ

I've never had so much fun at a game night.

and met so many interesting people.

6:03

และได้พบกับคนที่น่าสนใจมากมายขนาดนี้

And now I can answer her question.

6:06

และตอนนี้ผมสามารถตอบคำถามของเธอได้แล้ว

I discovered the eight traits successful people have in common, วลี

6:08

ผมค้นพบ 8 ลักษณะนิสัยที่ผู้ประสบความสำเร็จมีเหมือนกัน

วลี

successful people have in common: โครงสร้าง have ... in common

have ... in common หมายถึง “มีลักษณะ คุณสมบัติ ความสนใจ หรือประสบการณ์เหมือนกัน” ในตัวอย่างนี้ คนที่ประสบความสำเร็จมีคุณลักษณะทั้งแปดประการร่วมกัน successful people have in common เป็นอนุประโยคที่ขยาย the eight traits ภาษาอังกฤษสามารถละ that ตรงนี้ได้ โดยรูปเต็มคือ the eight traits that successful people have in common ใช้ have ... in common เพื่อถามหรือบอกว่าคนหรือสิ่งของตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมีอะไรเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “มีลักษณะหนึ่งเหมือนกัน”: What do these two animals ____?

ดูคำตอบ

have in common

or the eight to be great. สำนวน

6:12

หรือ 8 ประการสู่ความยิ่งใหญ่

สำนวน

the eight to be great: ชื่อเรียกแบบคล้องจอง

the eight to be great เป็นชื่อที่ผู้พูดสร้างขึ้นสำหรับคุณลักษณะแปดประการที่เพิ่งกล่าวถึงก่อนหน้านี้ มีความหมายคร่าว ๆ ว่า “คุณลักษณะแปดประการที่ช่วยให้คนคนหนึ่งกลายเป็นคนยอดเยี่ยมได้” โดยคำว่า the ย้อนกลับไปชี้ถึงชุดแปดประการที่ผู้ฟังรู้อยู่แล้ว eight และ great คล้องจองกัน ทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นคำขวัญสั้น ๆ ที่จำง่ายขึ้น ถ้อยคำนี้ตั้งชื่อที่น่าจดจำให้รายการของผู้พูด ไม่ได้เพิ่มคุณลักษณะข้อที่เก้า

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักของวลี the eight to be great ในประโยคนี้คืออะไร?

  1. บอกว่า great คือคุณลักษณะข้อที่แปด
  2. ตั้งชื่อแบบคล้องจองที่จำง่ายให้คุณลักษณะทั้งแปดประการ
  3. เปรียบเทียบคนที่ประสบความสำเร็จแปดคน
  4. แก้ไขจำนวนคุณลักษณะ
ดูคำตอบ

ตั้งชื่อแบบคล้องจองที่จำง่ายให้คุณลักษณะทั้งแปดประการ

Love what you do.

6:14

รักในสิ่งที่คุณทำ

Work really hard.

6:15

ทำงานหนักจริงๆ

Focus on one thing, ลำดับความ

6:17

โฟกัสไปที่สิ่งเดียว

not everything.

6:18

ไม่ใช่ทุกอย่าง

ลำดับความ

Focus on one thing, not everything: รูปแบบ X, not Y

ส่วนแรกบอกตัวเลือกที่แนะนำคือ focus on one thing ส่วนหลังเครื่องหมายจุลภาคปฏิเสธตัวเลือกที่กว้างกว่า คือ not everything โดยเข้าใจว่ามี focus on ซ้ำอยู่หน้า everything แต่ละไว้ รูปแบบ X, not Y วางสิ่งที่ควรให้ความสำคัญไว้ก่อน แล้วตามด้วยสิ่งที่ไม่เลือก ใช้ทำให้หลักการ หัวข้อ หรือประเด็นในการพูดชัดเจนและจำง่ายได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบ X, not Y แบบเดียวกันเพื่อแสดงการเลือกอย่างชัดเจน

  1. Choose a goal because it may help.
  2. Choose one clear goal, not five vague ones.
  3. Five goals can all be useful.
ดูคำตอบ

Choose one clear goal, not five vague ones.

Keep pushing yourself. วลี

6:19

ผลักดันตัวเองต่อไป

วลี

Keep pushing yourself: keep + -ing และคำสรรพนามสะท้อนกลับ

keep + รูปกริยา -ing หมายถึงทำสิ่งนั้นต่อไป ในที่นี้ pushing ตามด้วย yourself ดังนั้นผู้ที่ผลักดันและผู้ที่ได้รับแรงผลักดันคือคนเดียวกัน push yourself เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงทำให้ตัวเองพยายามมากขึ้นหรือก้าวข้ามสิ่งที่รู้สึกว่าง่าย ทั้งประโยคเป็นการให้กำลังใจโดยตรงให้ท้าทายตัวเองต่อไป ไม่ใช่คำสั่งให้ใช้มือผลักร่างกายตัวเอง

แบบฝึกหัด

ใช้ keep, push และ yourself เติมประโยคให้กำลังใจให้สมบูรณ์: ____, but rest if you feel pain.

ดูคำตอบ

Keep pushing yourself

Come up with good ideas. กริยาวลี

6:21

คิดไอเดียดีๆ ออกมา

กริยาวลี

Come up with good ideas: กริยาวลี come up with

Come up with เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการคิดและสร้างไอเดีย แผน คำตอบ หรือวิธีแก้ปัญหาขึ้นมา ในตัวอย่างนี้ ผู้พูดกำลังบอกให้อีกฝ่ายคิดไอเดียดี ๆ ให้เข้าใจ come up with เป็นหน่วยเดียว โดยสิ่งที่คิดขึ้นมาจะตามหลัง with ความหมายนี้ไม่ได้เกิดจากการนำความหมายเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ทั่วไปของ come และ up มารวมกัน

แบบฝึกหัด

ใช้กริยาวลีจากตัวอย่างที่หมายถึงคิดและสร้างขึ้นมา: We need to ____ a new plan before Friday.

ดูคำตอบ

come up with

Keep improving yourself and what you do.

6:22

พัฒนาตัวเองและสิ่งที่คุณทำต่อไป

Serve others something of value ไวยากรณ์

6:25

มอบสิ่งที่มีคุณค่าให้กับผู้อื่น

ไวยากรณ์

Serve others something of value: serve + ผู้รับ + สิ่งที่ให้

ในที่นี้ serve ใช้โครงสร้างกรรมสองตัวแบบ serve + ผู้รับ + สิ่งที่ให้ โดย others คือผู้รับ และ something of value คือสิ่งที่ผู้รับได้รับ Something of value หมายถึงสิ่งที่มีประโยชน์หรือให้คุณค่า ไม่ได้จำกัดเฉพาะสิ่งของที่จับต้องได้ ดังนั้นประโยคนี้จึงหมายถึงการมอบสิ่งที่มีคุณค่าให้ผู้อื่นผ่านงานหรือการกระทำของตน

แบบฝึกหัด

ใช้ลำดับกรรมสองตัว serve + ผู้รับ + สิ่งที่ให้ และคำในวงเล็บ: At noon, they ____. (serve / the children / lunch)

ดูคำตอบ

serve the children lunch

because success isn't just about me, ลำดับความ

6:26

เพราะความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของตัวผม

me,

6:29

ตัวผม

me.

6:29

ตัวผม

ลำดับความ

me, me, me: การพูดซ้ำเพื่อวิจารณ์การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

Isn't just about me จำกัดจุดสนใจ โดยสื่อว่าความสำเร็จไม่ได้มีไว้เพื่อคนเพียงคนเดียวและไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนคนนั้นเท่านั้น ในโครงสร้างนี้ just หมายถึง “เพียงเท่านั้น” ไม่ได้หมายถึง “ยุติธรรม” หรือ “เมื่อสักครู่” การพูด me, me, me ซ้ำสามครั้งไม่ได้หมายถึงคนสามคน แต่เป็นการเลียนแบบวิธีคิดที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและทำให้คำวิจารณ์ของผู้พูดหนักแน่นขึ้น การพูดคำสำคัญซ้ำในสุนทรพจน์ช่วยดึงความสนใจและแสดงท่าทีได้

แบบฝึกหัด

me, me, me ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. การพูดซ้ำทำให้ข้อความดูลังเลและไม่ตรงไปตรงมา
  2. การพูดซ้ำวิจารณ์มุมมองต่อความสำเร็จที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
  3. การพูดซ้ำหมายถึงคนสามคนที่แตกต่างกัน
  4. การพูดซ้ำบอกว่าความสำเร็จเป็นของผู้พูดเพียงคนเดียว
ดูคำตอบ

การพูดซ้ำวิจารณ์มุมมองต่อความสำเร็จที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

And persist,

6:30

และยืนหยัด

because there's no overnight success. สำนวน

6:31

เพราะไม่มีความสำเร็จใดเกิดขึ้นเพียงข้ามคืน

สำนวน

no overnight success: ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นทันที

An overnight success หมายถึงคน ผลิตภัณฑ์ ผลงาน หรือโครงการที่มีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วมาก หรือดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น คำว่า overnight ในที่นี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จเกิดขึ้นจริงภายในคืนเดียว There's no overnight success ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องพยายาม และชี้ให้เห็นเวลาและการทำงานที่มักเกิดขึ้นก่อนจะเห็นผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “คนที่ดูเหมือนประสบความสำเร็จอย่างกะทันหันมาก” ลงในประโยค: The novelist had worked quietly for fifteen years, so she was no ____.

ดูคำตอบ

overnight success

Why did I pick these?

6:33

ทำไมผมถึงเลือกสิ่งเหล่านี้?

Because when I added up all the comments in my interviews, กริยาวลี

6:35

เพราะเมื่อผมรวมความคิดเห็นทั้งหมดจากการสัมภาษณ์

กริยาวลี

add up all the comments: นับและรวมความคิดเห็นทั้งหมด

ในที่นี้ added up หมายถึงนับและหาผลรวม ผู้พูดจัดกลุ่มหรือนับความคิดเห็นจากการสัมภาษณ์เพื่อดูว่าแต่ละแนวคิดได้รับการสนับสนุนมากเท่าใด ไม่ได้หมายถึงการนำคำในความคิดเห็นมาบวกกันจริง ๆ โครงสร้างนี้เป็นสกรรมกริยาแบบ add up + กรรม: I added up all the comments กรรมจะบอกว่ากำลังหาผลรวมของรายการหรือจำนวนใด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ add up ในความหมายว่าคำนวณยอดรวม

  1. The bright pillows add to the room's color.
  2. We added up the points at the end of the game.
  3. His excuse does not add up.
ดูคำตอบ

We added up the points at the end of the game.

more people said those eight things helped them than anything else. ไวยากรณ์

6:38

มีคนบอกว่า 8 สิ่งนี้ช่วยพวกเขาได้มากกว่าสิ่งอื่นใด

ไวยากรณ์

more people ... than anything else: การเปรียบเทียบจำนวนคน

ประโยคนี้ใช้ more ... than ... เพื่อเปรียบเทียบจำนวนคน more ขยายคำว่า people จึงหมายความว่าผู้ให้สัมภาษณ์จำนวนมากกว่าบอกว่าสิ่งทั้งแปดนั้นช่วยพวกเขา those eight things helped them คือเนื้อหาที่ตามหลัง said ส่วน than anything else ย่อมาจากการเปรียบเทียบที่เต็มกว่าว่า More people said those eight things helped them than said any other thing helped them โดยละคำที่ซ้ำกันออกไป ผลคือมีคนระบุว่าสิ่งทั้งแปดนั้นมีประโยชน์มากกว่าคนที่ระบุปัจจัยอื่นใด

แบบฝึกหัด

ประโยคต้นฉบับเปรียบเทียบเรื่องใดเป็นหลัก

  1. เลขแปดเทียบกับจำนวนความคิดเห็นจากการสัมภาษณ์
  2. ระดับความช่วยเหลือที่แต่ละคนได้รับจากสิ่งทั้งแปดเทียบกับปัจจัยอื่น
  3. จำนวนคนที่ระบุสิ่งทั้งแปดเทียบกับจำนวนคนที่ระบุปัจจัยอื่นใด
ดูคำตอบ

จำนวนคนที่ระบุสิ่งทั้งแปดเทียบกับจำนวนคนที่ระบุปัจจัยอื่นใด

The eight traits are really the heart of success, สำนวน

6:42

ลักษณะนิสัยทั้ง 8 ประการนี้เป็นหัวใจของความสำเร็จอย่างแท้จริง

the foundation.

6:44

เป็นรากฐาน

สำนวน

the heart of success, the foundation: เป็นทั้งแก่นสำคัญและรากฐาน

ในประโยคนี้ the heart of success เป็นอุปมา โดย heart หมายถึงส่วนที่เป็นแก่นและสำคัญที่สุดของความสำเร็จ ไม่ได้หมายถึงอวัยวะในร่างกาย The foundation เปลี่ยนไปใช้อุปมาเกี่ยวกับการก่อสร้าง โดยนำเสนอว่าคุณลักษณะทั้งแปดเป็นสิ่งค้ำจุนที่ความสามารถเฉพาะด้านอื่น ๆ สามารถพัฒนาต่อยอดได้ เมื่อใช้ร่วมกัน ทั้งสองวลีจึงเน้นว่าคุณลักษณะเหล่านี้ทั้งเป็นแก่นสำคัญและเป็นพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ heart และ foundation สื่อถึงสถานะของคุณลักษณะทั้งแปดร่วมกันว่าอย่างไร

  1. คุณลักษณะเหล่านี้เป็นทักษะเสริมที่ใช้เฉพาะในอาชีพเดียว
  2. คุณลักษณะเหล่านี้เป็นแก่นของความสำเร็จและรองรับการพัฒนาต่อไป
  3. คุณลักษณะเหล่านี้หมายถึงสุขภาพร่างกายและงานก่อสร้าง
ดูคำตอบ

คุณลักษณะเหล่านี้เป็นแก่นของความสำเร็จและรองรับการพัฒนาต่อไป

And then on top, สำนวน

6:45

และต่อจากนั้น

we build the specific skills that we need for our particular field or career.

6:46

เราก็สร้างทักษะเฉพาะด้านที่เราต้องการสำหรับสาขาอาชีพเฉพาะของเรา

สำนวน

then on top, we build the specific skills: การต่อยอดจากรากฐาน

Then บอกถึงขั้นต่อไป On top ย้อนกลับไปหาแนวคิดเรื่องรากฐาน และหมายถึงการอยู่บนพื้นฐานนั้น ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพจริง ๆ We build the specific skills สานต่ออุปมาเรื่องการก่อสร้าง โดยสื่อว่าความสามารถเฉพาะด้านพัฒนาขึ้นบนคุณลักษณะทั่วไปที่เป็นพื้นฐาน ลำดับเชิงพื้นที่นี้จัดแนวคิดเป็นระดับต่าง ๆ คือรากฐานมาก่อน แล้วทักษะเฉพาะสาขาจึงอยู่ด้านบน

แบบฝึกหัด

then on top, we build the specific skills แสดงความสัมพันธ์แบบใด

  1. ทักษะถูกวางไว้เหนืออาคารจริง ๆ
  2. ต้องเรียนทักษะเฉพาะก่อนคุณลักษณะทั่วไปทุกอย่าง
  3. คุณลักษณะทั่วไปเป็นรากฐาน และทักษะเฉพาะพัฒนาขึ้นบนรากฐานนั้น
ดูคำตอบ

คุณลักษณะทั่วไปเป็นรากฐาน และทักษะเฉพาะพัฒนาขึ้นบนรากฐานนั้น

Technical skills,

6:51

ทักษะทางเทคนิค

analytical skills,

6:52

ทักษะการวิเคราะห์

people skills,

6:53

ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์

creative skills,

6:54

ทักษะความคิดสร้างสรรค์

lots of other skills we can add on top depending on our field.

6:56

ทักษะอื่นๆ อีกมากมายที่เราสามารถเพิ่มเข้าไปได้ขึ้นอยู่กับสายงานของเรา

But no matter what field we're in, ไวยากรณ์

7:00

แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ในสายงานไหน

ไวยากรณ์

no matter what field we're in: ข้อสรุปที่ใช้ได้กับทุกสาขา

No matter what field we're in เป็นอนุประโยคที่แสดงว่าเงื่อนไขที่ต่างกันไม่เปลี่ยนข้อสรุป โครงสร้าง no matter what + คำนาม + ประธาน + คำกริยา หมายความว่า ไม่ว่าคำนามนั้นจะระบุตัวเลือกใด ข้อสรุปหลักก็ยังเหมือนเดิม ในประโยคนี้ ข้อสรุปที่ตามมาจะใช้ได้กับทุกสาขา But เชื่อมข้อความที่ใช้ได้อย่างกว้างนี้เข้ากับสิ่งที่ขัดแย้งกับเนื้อหาก่อนหน้า เนื่องจากอนุประโยคลงท้ายด้วยเครื่องหมายจุลภาค จึงเป็นการปูทางไปสู่ประโยคหลักที่จะบอกข้อสรุป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายสามคำที่หมายถึง “ไม่ว่าจะเป็นอันไหน”: ____ field you're in, clear communication is useful.

ดูคำตอบ

No matter what

these eight traits will be at the heart of our success.

7:02

คุณลักษณะทั้ง 8 ประการนี้จะเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเรา