วิธีเร่งปฏิกิริยาเคมี (และหาคู่เดต) - Aaron Sams: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
852 คำ 209 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: เรื่องขบขันเกี่ยวกับการชนกันในโถงโรงเรียนจนได้คู่ไปงานเต้นรำถูกนำมาใช้อธิบายทฤษฎีการชนและห้าวิธีเร่งปฏิกิริยาเคมี ได้แก่ ลดปริมาตร เพิ่มความเข้มข้นหรืออุณหภูมิ เพิ่มพื้นที่ผิวที่เปิดรับ และใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. thinks back to — กริยาวลี: เข้าใจว่าสำนวนนี้พาเส้นเรื่องจากปัจจุบันย้อนเข้าสู่ความทรงจำ และนำไปใช้เกริ่นประสบการณ์ในอดีตที่ช่วยอธิบายแนวคิดปัจจุบันได้อย่างเป็นธรรมชาติ 2. by increasing the number of collisions, we increase the likelihood — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: มองออกว่า by + gerund ใช้บอกวิธี ส่วนประโยคหลักบอกผลที่ตามมา แล้วใช้โครงสร้างนี้อธิบายเหตุและผลเป็นลำดับในเนื้อหาวิทยาศาสตร์ได้ 3. Our matchmaker is like a catalyst. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่า is like ระบุการเปรียบเทียบอย่างชัดเจน โดยเชื่อมแม่สื่อที่คุ้นเคยเข้ากับตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้เข้าใจกลไกการพาอนุภาคมาพบกันและลดกำแพงพลังงานได้ง่ายขึ้น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Meet our chemist Harriet.

0:14

พบกับ Harriet นักเคมีของเรา

She has a chemical reaction that needs to occur more quickly. การใช้คำ

0:15

เธอมีปฏิกิริยาเคมีที่จำเป็นต้องทำให้เกิดเร็วขึ้น

การใช้คำ

chemical reaction that needs to occur: ปฏิกิริยาเคมีที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น

ในประโยคนี้ occur หมายถึง “เกิดขึ้น” หรือ “เกิดเหตุการณ์ขึ้น” เป็นคำกริยาที่ค่อนข้างเป็นทางการและเป็นธรรมชาติเมื่อใช้อธิบายกระบวนการเชิงวัตถุ เช่น ปฏิกิริยาเคมี เหตุการณ์ หรือการเปลี่ยนแปลง อนุประโยคขยาย that needs to occur ขยาย chemical reaction เพื่อระบุว่ากำลังพูดถึงปฏิกิริยาใด นั่นคือปฏิกิริยาที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น และในที่นี้ต้องเกิดเร็วขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยควิทยาศาสตร์เชิงทางการด้วยคำกริยาจากบทเรียน: A chemical reaction may ____ when two substances are mixed.

ดูคำตอบ

occur

A chemist has some processes at her disposal that can help her speed up her reaction โน้ต

0:18

นักเคมีมีกระบวนการบางอย่างที่สามารถช่วยเธอเร่งปฏิกิริยาได้

วลี

at her disposal: พร้อมให้เธอใช้

at her disposal หมายถึง สิ่งนั้นพร้อมให้เธอใช้หรือควบคุม นักเคมีมีวิธีการหลายอย่างให้เลือกเพื่อทำให้ปฏิกิริยาเร็วขึ้น โดย disposal ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งเหล่านั้นไปทิ้ง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ have + ทรัพยากร + at + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + disposal เช่น We have several tools at our disposal. คำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามบุคคลหรือกลุ่มที่ใช้ทรัพยากรได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ใช้คำสรรพนามของ at one's disposal โดยให้ถือว่า team เป็นเอกพจน์: The team has more data ____.

ดูคำตอบ

at its disposal

กริยาวลี

speed up: ทำให้กระบวนการเร็วขึ้น

ในที่นี้ speed up หมายถึง “ทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นเร็วขึ้น” วลีนี้ตามด้วยกรรม her reaction ดังนั้น speed up her reaction จึงหมายถึงทำให้ปฏิกิริยาดำเนินเร็วขึ้น ส่วน up แสดงถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายถึงทิศทางขึ้นด้านบน เมื่อมีกรรม speed up เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ คำนามวางไว้หลังวลีทั้งหมดหรือตรงกลางก็ได้ แต่คำสรรพนามมักต้องวางตรงกลาง: speed up the process, speed the process up และ speed it up

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ speed up ตามลำดับคำที่ถูกต้อง: The download is slow, but a faster connection can ____.

ดูคำตอบ

speed it up

and she knows of five ways

0:22

และเธอรู้จักห้าวิธี

and to remember them

0:24

และเพื่อที่จะจำมันได้

she thinks back to her days as a high school student กริยาวลี

0:25

เธอนึกย้อนไปถึงสมัยที่ยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย

กริยาวลี

thinks back to: ย้อนนึกถึงประสบการณ์ในอดีต

thinks back to หมายถึง “ย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาหรือประสบการณ์ในอดีต” คำว่า back ชี้ถึงอดีต และ to นำหน้าสิ่งที่เธอนึกถึง คือ her days as a high school student ในประโยคนี้ วลีนี้บอกว่าคำอธิบายกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงความทรงจำ ใช้รูป think back to + ช่วงเวลา เหตุการณ์ ประสบการณ์ หรือรูป -ing เช่น think back to childhood; think back to meeting him ที่นี่ใช้ thinks เพราะประธานคือ she

แบบฝึกหัด

ใช้ think back to ในรูปปัจจุบันกาลที่ถูกต้อง: Every year, Maya ____ her first day at school.

ดูคำตอบ

thinks back to

and the day she got a date for the dance. วัฒนธรรม

0:28

และวันที่เธอได้คู่ควงไปงานเต้นรำ

วัฒนธรรม

got a date for the dance: หาคนไปงานเต้นรำด้วย

ในประโยคนี้ got a date for the dance หมายถึง เธอหาคนที่ตกลงไปงานเต้นรำของโรงเรียนกับเธอได้ คำว่า a date ในที่นี้หมายถึงคน ส่วน the dance คือกิจกรรมสังคมของโรงเรียน ไม่ใช่แค่การเต้นรำ ในวัฒนธรรมโรงเรียนของอเมริกาเหนือ การไปงานเต้นรำกับ a date อาจสื่อถึงความสนใจเชิงโรแมนติก แต่ไม่ได้แปลว่าทั้งสองคนเป็นแฟนกันอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ใน "She got a date for the dance" คำว่า "a date" หมายถึงอะไร?

  1. บัตรที่ทำให้เธอเข้างานเต้นรำของโรงเรียนได้
  2. คนที่ตกลงไปงานเต้นรำของโรงเรียนกับเธอ
  3. วันที่ในปฏิทินซึ่งจะจัดงานเต้นรำของโรงเรียน
ดูคำตอบ

คนที่ตกลงไปงานเต้นรำของโรงเรียนกับเธอ

Harriet was in high school studying between classes.

0:31

Harriet เรียนอยู่มัธยมปลายและกำลังดูหนังสือในช่วงสลับคาบเรียน

She had lost track of time and was going to be late to class. สำนวน

0:33

เธอลืมดูเวลาและกำลังจะไปเข้าเรียนสาย

สำนวน

had lost track of time: เพลินจนลืมเวลา

lose track of time เป็นสำนวนที่หมายถึงไม่ทันสังเกตว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร มักเกิดจากการยุ่งหรือจดจ่อกับบางสิ่งมาก ในที่นี้ track หมายถึงการติดตามและรับรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หมายถึงทางหรือสนามวิ่ง had lost เป็นรูป past perfect ซึ่งแสดงว่าการไม่ทันสังเกตเวลาเกิดขึ้นก่อนสถานการณ์ต่อมาที่เธอกำลังจะไปเรียนสาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่ไฮไลต์ไว้: By the time we checked the clock, we ____, and the last bus had already left.

ดูคำตอบ

had lost track of time

Unbeknownst to her, ลำดับความ

0:36

โดยที่เธอไม่รู้ตัว

Harold, who was just around the corner, was running late, too. วลี

0:37

Harold ซึ่งอยู่ตรงหัวมุมพอดีก็กำลังจะไปสายเหมือนกัน

ลำดับความ

Unbeknownst to her: เปิดเผยข้อมูลที่อยู่นอกมุมมองของเธอ

Unbeknownst to her หมายถึง “โดยที่เธอไม่รู้” เมื่อวางโครงสร้าง Unbeknownst to + บุคคล ไว้หน้าประโยคหลัก โครงสร้างนี้จะบอกว่าใครไม่รู้ข้อมูลที่ตามมา ในประโยคนี้ ผู้เล่าเปิดเผยข้อมูลที่เธอไม่รู้ว่าแฮโรลด์อยู่ใกล้ ๆ และกำลังจะสายเหมือนกัน จึงเป็นการเปลี่ยนจากมุมมองที่จำกัดของเธอไปสู่มุมมองที่กว้างกว่าของผู้เล่า และช่วยสร้างความคาดหวังได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ วลีเปิดเรื่องบอกอะไรแก่ผู้อ่าน? Unbeknownst to Mia, her friends were preparing a surprise.

  1. Mia กำลังวางแผนเซอร์ไพรส์อย่างลับ ๆ
  2. Mia ไม่รู้เรื่องเซอร์ไพรส์
  3. เพื่อน ๆ ของ Mia ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน
ดูคำตอบ

Mia ไม่รู้เรื่องเซอร์ไพรส์

วลี

was running late, too: ก็กำลังจะสายเหมือนกัน

be running late หมายถึงช้ากว่าเวลาที่วางแผนไว้ และโดยทั่วไปมีโอกาสไปถึงสาย running เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นกำลังวิ่งจริง ๆ was ทำให้สถานการณ์อยู่ในอดีต ส่วน too ที่ท้ายประโยคหมายถึง “ด้วย” หรือ “เหมือนกัน” แสดงว่าแฮโรลด์มีปัญหาเรื่องเวลาเหมือนกับคนที่กล่าวถึงก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

Leo ช้ากว่ากำหนด และคุณก็มีปัญหาเดียวกัน เติมส่วนท้ายเป้าหมายโดยวาง too หลัง running late: Leo is running late, and I'm ____.

ดูคำตอบ

running late too

They both sprinted to class

0:40

ทั้งคู่วิ่งหน้าตั้งไปที่ห้องเรียน

and, as it happened, sprinted directly into one another. ลำดับความ

0:42

และบังเอิญว่าวิ่งชนกันอย่างจัง

ลำดับความ

as it happened: ใช้เกริ่นเหตุบังเอิญ

As it happened เป็นวลีแทรกในการเล่าเรื่อง หมายถึง “โดยบังเอิญ” หรือ “สถานการณ์ลงเอยเช่นนั้นพอดี” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าทางวิ่งของทั้งสองคนมาตัดกันโดยบังเอิญ วลีนี้ช่วยจัดลำดับข้อมูลในเรื่อง โดยบอกให้เข้าใจเหตุการณ์ถัดไปว่าเป็นความบังเอิญที่ไม่คาดคิด ไม่ได้หมายถึง “ในลักษณะที่เรื่องนั้นเกิดขึ้น”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย as it happened เพื่อแสดงความบังเอิญ: ____, Maya had packed an extra lunch.

ดูคำตอบ

As it happened

Now, this was no small collision. สำนวน

0:45

เอาล่ะ นี่ไม่ใช่การชนกันเบาๆ

สำนวน

was no small collision: เน้นอย่างหนักแน่นด้วย no small + คำนาม

ใน no small collision คำว่า no small เป็นการเน้นแบบอ้อม ๆ แต่หนักแน่น การปฏิเสธว่าการชนครั้งนี้ “เล็ก” สื่อว่าจริง ๆ แล้วเป็นการชนครั้งใหญ่หรือรุนแรง โครงสร้าง no small + คำนาม สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้ โดยหมายถึง “มากพอสมควร” หรือ “สำคัญ” เช่น no small achievement ใช้ชื่นชมความสำเร็จที่น่าประทับใจ ส่วน no small problem ใช้เตือนถึงปัญหาร้ายแรง

แบบฝึกหัด

ใช้ no small + achievement เพื่อเน้นว่านี่เป็นเรื่องน่าประทับใจ: Building a working robot in one afternoon was ____.

ดูคำตอบ

no small achievement

They ran squarely into one another การใช้คำ

0:47

พวกเขาวิ่งชนประสานงากัน

in such a way that he knocked the books right out of her hand. โน้ต

0:49

ในแบบที่เขาชนจนหนังสือหลุดร่วงจากมือเธอเลย

การใช้คำ

ran squarely into one another: ชนกันตรง ๆ อย่างจัง

ในที่นี้ ran into one another หมายถึง “ชนกัน” ส่วน squarely เน้นว่าการชนเกิดขึ้นตรง ๆ และอย่างจัง ไม่ใช่แค่เฉี่ยวกันเบา ๆ ในความหมายนี้ squarely หมายถึง “โดยตรงและตรงจุด” ไม่ได้บอกว่ามีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ได้เมื่อสิ่งหนึ่งกระทบเป้าหมายอย่างตรงจุด หรือเมื่อใครสักคนเผชิญปัญหาโดยตรง

แบบฝึกหัด

squarely เพิ่มความหมายอะไรในประโยค “The cyclist ran squarely into the barrier”?

  1. เป็นเพียงการแตะเบา ๆ
  2. เป็นการชนที่ตรงและแรง
  3. นักปั่นเคลื่อนที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม
ดูคำตอบ

เป็นการชนที่ตรงและแรง

ไวยากรณ์

in such a way that: เชื่อมวิธีกับผลลัพธ์

in such a way that เชื่อมวิธีที่บางสิ่งเกิดขึ้นเข้ากับผลที่ตามมา คำที่อยู่ก่อน that อธิบายวิธี ส่วนอนุประโยคหลัง that บอกผลลัพธ์ ในประโยคนี้ วิธีที่ทั้งสองชนกันทำให้หนังสือกระเด็นออกจากมือของเธอ ดังนั้น that จึงนำเข้าสู่ผลลัพธ์ ไม่ใช่อนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นกรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสี่คำที่เชื่อมวิธีกับผลลัพธ์อย่างชัดเจน: “Maya folded the paper ____ it stood up like a small tent.”

ดูคำตอบ

in such a way that

กริยาวลี

knocked ... right out of ...: กระแทกให้สิ่งของหลุดจากตำแหน่งเดิม

โครงสร้าง knock + กรรม + out of + สถานที่ หมายถึงแรงกระแทกทำให้สิ่งของหลุดออกจากตำแหน่งเดิม ในที่นี้ หนังสือหลุดจากมือของเธอเพราะเขาชนหรือกระแทกหนังสือ คำว่า knock จึงไม่ได้หมายถึง “เคาะเบา ๆ” หรือ “เคาะประตู” right ทำหน้าที่เน้น out of ให้ผลลัพธ์ดูเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและสมบูรณ์ คือหนังสือกระเด็นหลุดออกจากมือของเธอทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ลูกบอลกระแทกมือของลีโอ แล้วโทรศัพท์ของเขาตกลงบนพื้น ประโยคใดอธิบายเหตุการณ์ได้ดีที่สุด

  1. The ball bumped into Leo's phone.
  2. The ball knocked Leo's phone over.
  3. The ball knocked the phone out of Leo's hand.
ดูคำตอบ

The ball knocked the phone out of Leo's hand.

"I'm sorry," he said.

0:51

"ขอโทษครับ" เขาพูด

"Let me help you with your books." น้ำเสียง/เจตนา

0:52

"ให้ผมช่วยคุณเก็บหนังสือนะ"

น้ำเสียง/เจตนา

Let me help you with ...: เสนอความช่วยเหลือทันที

Let me help you with ... เป็นการเสนอความช่วยเหลืออย่างเป็นมิตรและตรงไปตรงมา ในที่นี้ ผู้พูดไม่ได้เน้นการขออนุญาต แต่กำลังรับผิดชอบและเสนอที่จะแก้ไขสถานการณ์น่าอึดอัดที่ตนก่อขึ้น โครงสร้างคือ Let me + กริยารูปพื้นฐาน จึงต้องพูดว่า Let me help ไม่ใช่ Let me to help ในโครงสร้าง help someone with something คำว่า with ใช้นำงานหรือสิ่งของที่ต้องการช่วยจัดการ

แบบฝึกหัด

เติมข้อเสนอความช่วยเหลือที่เป็นมิตรด้วยสำนวนเป้าหมาย: ____ those boxes.

ดูคำตอบ

Let me help you with

He kindly helped her re-collect her belongings

0:54

เขาใจดีช่วยเธอเก็บของที่หล่น

and politely offered to walk her to class. วลี

0:56

และเสนอตัวอย่างสุภาพว่าจะเดินไปส่งเธอที่ห้องเรียน

วลี

offered to walk her to class: เสนอว่าจะเดินไปส่งเธอที่ห้องเรียน

Offered to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงใครบางคนอาสาหรือเสนอที่จะทำสิ่งหนึ่งด้วยตนเอง ในที่นี้ offered to walk แสดงว่าเขาเป็นฝ่ายเสนออย่างสุภาพว่าจะไปเป็นเพื่อนเธอ Walk someone to a place หมายถึงเดินไปกับคนนั้นจนถึงจุดหมาย ดังนั้น walk her to class จึงหมายถึงเดินไปส่งเธอที่ห้องเรียนหรือสถานที่เรียน ไม่ได้หมายถึงบังคับให้เธอเดินไปเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ offer to และ walk ในรูปอดีต: Leo ____ me to the bus stop.

ดูคำตอบ

offered to walk

And you'll never guess who went together to the dance ลำดับความ

0:58

แล้วคุณจะเดาไม่ถูกเลยว่าใครที่ไปด้วยกันในงานเต้นรำ

later that year.

1:01

ในช่วงปลายปีนั้น

ลำดับความ

you'll never guess who: สร้างความสงสัยก่อนเฉลยบุคคลที่คาดไม่ถึง

You'll never guess who เป็นวลีเปิดเรื่องในภาษาพูดที่ใช้ดึงความสนใจของผู้ฟัง วลีนี้ยังไม่บอกว่าเป็นใครทันทีและส่งสัญญาณว่าคำตอบจะน่าประหลาดใจ ทำให้ผู้ฟังอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป โดยทั่วไปไม่ได้ขอให้ผู้ฟังทายจริง ๆ แต่เป็นการใช้เชิงวาทศิลป์ Who เริ่มอนุประโยคที่อธิบายว่าบุคคลหรือกลุ่มคนที่คาดไม่ถึงนั้นทำอะไร เช่น who went together to the dance

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสร้างความสงสัยได้อย่างเป็นธรรมชาติก่อนเฉลยบุคคลที่คาดไม่ถึง?

  1. I'll never guess who showed up at our game.
  2. You already know who showed up at our game.
  3. You'll never guess who showed up at our game.
ดูคำตอบ

You'll never guess who showed up at our game.

Yup, those two.

1:02

ใช่แล้ว สองคนนี้นี่แหละ

So as we can see from this example, ลำดับความ

1:04

ดังนั้นจากตัวอย่างนี้เราจะเห็นได้ว่า

ลำดับความ

So as we can see from this example: การเปลี่ยนจากตัวอย่างไปสู่ข้อสรุป

วลีทั้งหมดนี้เป็นคำเชื่อมจากตัวอย่างไปสู่ข้อสรุปที่ได้จากตัวอย่างนั้น So เชื่อมกับสิ่งที่เพิ่งพูดไป ส่วน as we can see from this example บอกว่าตัวอย่างนั้นเป็นพื้นฐานของข้อสรุป วลีนี้บอกผู้ฟังว่าประเด็นสำคัญกำลังจะตามมา แต่ตัวมันเองยังไม่ได้กล่าวข้อสรุป ลำดับข้อมูลคือ เริ่มจากตัวอย่างเฉพาะ แล้วจึงไปสู่ข้อสังเกตทั่วไป

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอเพิ่งแสดงกรณีเฉพาะหนึ่งกรณี So as we can see from this example บอกอะไรในตอนนี้

  1. ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากกรณีนั้นไปสู่ข้อสรุป
  2. ผู้พูดกำลังเริ่มแนะนำกรณีนั้นเป็นครั้งแรก
  3. ผู้พูดกำลังเปลี่ยนไปยังหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากกรณีนั้นไปสู่ข้อสรุป

the key to getting a date for the dance ไวยากรณ์

1:05

กุญแจสำคัญในการหาคู่ไปงานเต้นรำ

is to collide with someone

1:07

คือการเดินชนใครสักคน

ไวยากรณ์

the key to getting: the key to + คำกริยาเติม -ing

the key to getting... หมายถึงสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อการทำให้ได้บางสิ่งมา ในประโยคนี้ getting a date for the dance คือเป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จ ในโครงสร้าง the key to + คำนามหรือคำกริยาเติม -ing คำว่า to เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาที่ตามมาจึงต้องอยู่ในรูป -ing คือ getting ไม่ใช่ get โครงสร้างเต็มที่พบบ่อยคือ The key to + คำกริยาเติม -ing + is + การกระทำหรือเงื่อนไขที่ช่วยให้สำเร็จ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปที่ถูกต้องของ stay: The key to ____ calm is breathing slowly.

ดูคำตอบ

staying

and knock the books out of their hands.

1:08

แล้วชนจนหนังสือร่วงจากมือเขา

Now, you're probably already aware

1:10

ตอนนี้คุณคงรู้แล้วว่า

that not all collisions lead to dates for the dance, โน้ต

1:12

ไม่ใช่การชนกันทุกครั้งจะนำไปสู่การได้คู่ไปงานเต้นรำ

ไวยากรณ์

not all ... lead to ...: การปฏิเสธบางส่วน

ใน not all collisions lead to dates for the dance คำว่า not all แสดงการปฏิเสธเพียงบางส่วน คือบอกว่าข้อความ “การชนกันทุกครั้งให้ผลเช่นนี้” ไม่เป็นจริง อย่างน้อยมีการชนกันหนึ่งครั้งที่ไม่ได้นำไปสู่การมีคู่เดต แต่ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าครั้งอื่น ๆ นำไปสู่ผลนั้นหรือไม่ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ not all + คำนามพหูพจน์ + คำกริยา หมายถึง “มีบางส่วนที่ไม่...” ไม่ใช่ “ไม่มีเลย”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าอย่างน้อยหนึ่งเส้นทางไม่ปลอดภัย โดยไม่ได้บอกว่าทุกเส้นทางไม่ปลอดภัย?

  1. No routes are safe.
  2. All routes are safe.
  3. Not all routes are safe.
ดูคำตอบ

Not all routes are safe.

วลี

lead to dates for the dance: ทำให้เกิดผลลัพธ์

lead to ในที่นี้หมายถึง “ทำให้เกิดหรือก่อให้เกิดผลลัพธ์” collisions คือสาเหตุที่เป็นไปได้ ส่วน dates for the dance คือผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ lead ไม่ได้หมายถึงการที่ใครคนหนึ่งนำทางจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ สาเหตุ + lead to + ผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเหตุและผลให้สมบูรณ์ด้วย lead และคำบุพบทที่ถูกต้อง: A small mistake can ____ a bigger problem.

ดูคำตอบ

lead to

thankfully.

1:14

โชคดีไป

The collisions must have two important characteristics.

1:16

การชนจะต้องมีลักษณะสำคัญสองประการ

One,

1:18

หนึ่ง

correct orientation การใช้คำ

1:19

ทิศทางที่ถูกต้อง

that allows books to be knocked from one's hands,

1:19

ที่ทำให้หนังสือร่วงหล่นจากมือของคนคนนั้นได้

การใช้คำ

correct orientation: การจัดแนวเชิงพื้นที่ที่จำเป็นต่อการชน

ในประโยคนี้ correct orientation หมายถึงคนที่ชนกันอยู่ในตำแหน่งสัมพัทธ์และหันไปในแนวที่เหมาะสม จึงทำให้หนังสือถูกกระแทกหลุดจากมือได้ ในวิชาเคมี orientation คือการจัดแนวเชิงพื้นที่ของอนุภาคที่ชนกันเมื่อเทียบกัน แม้การชนจะมีพลังงานเพียงพอ ปฏิกิริยาก็อาจไม่เกิดถ้าส่วนที่ทำปฏิกิริยาไม่หันมาเจอกันในแนวที่ต้องการ

แบบฝึกหัด

ในวิชาเคมี การที่อนุภาคชนกันด้วย correct orientation หมายความว่าอย่างไร

  1. อนุภาคมีพลังงานเพียงพอไม่ว่าจะจัดแนวอย่างไร
  2. อนุภาคทั้งหมดเคลื่อนที่ไปยังทิศตามเข็มทิศเดียวกัน
  3. ส่วนที่ทำปฏิกิริยาจัดแนวตรงกัน การชนจึงอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาได้
ดูคำตอบ

ส่วนที่ทำปฏิกิริยาจัดแนวตรงกัน การชนจึงอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาได้

and two,

1:22

และสอง

enough energy to knock the books out. ไวยากรณ์

1:22

พลังงานมากพอที่จะกระแทกหนังสือให้หลุดมือ

ไวยากรณ์

enough energy to knock: โครงสร้าง enough + คำนาม + to + คำกริยารูปพื้นฐาน

วลีนี้ใช้โครงสร้าง enough + คำนาม + to + คำกริยารูปพื้นฐาน โดย enough ขยาย energy และ to knock the books out บอกว่าพลังงานปริมาณนั้นทำให้เกิดการกระทำอะไรได้ โครงสร้างนี้หมายความว่าปริมาณมีถึงระดับที่จำเป็นต่อการทำสิ่งหนึ่ง เช่น enough time to finish และ enough strength to lift ในที่นี้ to knock เป็น infinitive ไม่ใช่คำบุพบท to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย enough + คำนาม + to: The motor has ____ lift the box.

ดูคำตอบ

enough power to

Shortly after this incident, ลำดับความ

1:25

ไม่นานหลังจากเหตุการณ์นี้

Harriet decided to tell me, her chemistry teacher,

1:26

Harriet ตัดสินใจเล่าให้ผมซึ่งเป็นครูสอนเคมีของเธอฟัง

all about it.

1:28

เกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมด

ลำดับความ

ใช้ Shortly after this incident เพื่อดำเนินลำดับเวลาไปข้างหน้า

Shortly after this incident เป็นวลีเปลี่ยนช่วงเวลาที่บอกว่าการกระทำถัดไปเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นี้ไม่นาน เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลีนี้จะเชื่อมเหตุการณ์ก่อนหน้ากับสิ่งที่ Harriet ทำต่อไป และช่วยให้ผู้ฟังตามลำดับเวลาในเรื่องได้ incident ในที่นี้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเอ่ยถึงอย่างเป็นกลาง ตัวคำนี้เองไม่ได้หมายความว่าเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงเสมอไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าทุกคนออกจากอาคารไม่นานหลังจากสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้น

  1. While the fire alarm was going off, everyone left the building.
  2. Shortly after the fire alarm went off, everyone left the building.
  3. Shortly before the fire alarm went off, everyone left the building.
ดูคำตอบ

Shortly after the fire alarm went off, everyone left the building.

I noticed some interesting parallels between her story and chemical reaction rates, วลี

1:29

ผมสังเกตเห็นความคล้ายคลึงที่น่าสนใจระหว่างเรื่องราวของเธอกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

วลี

ความคล้ายคลึงระหว่างเรื่องของเธอกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

parallels between X and Y หมายถึงความคล้ายคลึงหรือรูปแบบที่สอดคล้องกันซึ่งนำ X และ Y มาเปรียบเทียบกันได้ ในที่นี้ X คือ her story และ Y คือ chemical reaction rates ผู้พูดมองเห็นรูปแบบร่วมที่เชื่อมโยงสองหัวข้อนี้ parallels ในประโยคนี้เป็นคำนามนับได้รูปพหูพจน์ ไม่ได้หมายถึงเส้นขนานในเรขาคณิต โครงสร้างคำนามนี้มักใช้สร้างการเปรียบเทียบเชิงอุปมาในการอธิบาย

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสองคำที่หายไปให้เป็นรูปแบบ parallels between X and Y: The essay points out parallels ____ the first leader's choices ____ the second leader's choices.

ดูคำตอบ

between · and

which happened to be what she was studying in the hallway the day of the collision. ไวยากรณ์

1:33

ซึ่งบังเอิญเป็นสิ่งที่เธอกำลังอ่านทบทวนอยู่ที่โถงทางเดินในวันที่มีการชนกันพอดี

ไวยากรณ์

which happened to be what ...: การเพิ่มข้อมูลเรื่องความบังเอิญ

อนุประโยค which แบบให้ข้อมูลเสริมจะเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงไป ในที่นี้ which ย้อนกลับไปหมายถึงอัตราการเกิดปฏิกิริยาที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และ happened to be แสดงว่าความเชื่อมโยงนี้เป็นเรื่องบังเอิญ What she was studying หมายถึง “สิ่งที่เธอกำลังศึกษาอยู่” เมื่อรวมกัน which happened to be what ... จึงหมายถึง “และสิ่งนั้นบังเอิญเป็นสิ่งที่...” โดย happen ในรูปแบบนี้ไม่ได้หมายถึง “เกิดขึ้น”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวเสริมอย่างเป็นธรรมชาติว่าที่นั่งที่เลือกบังเอิญเป็นที่นั่งที่มายาต้องการ

  1. I chose the corner seat, which happened what Maya wanted.
  2. I chose the corner seat, that happened to be what Maya wanted.
  3. I chose the corner seat, which happened to be what Maya wanted.
ดูคำตอบ

I chose the corner seat, which happened to be what Maya wanted.

Together,

1:37

เราสองคน

we decided to set out on two missions. กริยาวลี

1:37

ตัดสินใจเริ่มทำภารกิจสองอย่างด้วยกัน

กริยาวลี

we decided to set out on two ...: การเริ่มภารกิจสองอย่างที่วางแผนไว้

ใน decided to set out คำว่า to ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน set รูปแบบ set out on + คำนาม หมายถึงเริ่มต้นการเดินทาง ภารกิจ หรือความพยายามที่มีการจัดการอย่างมีจุดมุ่งหมาย ในที่นี้ two ขยาย missions จึงหมายความว่ากลุ่มนี้เลือกเริ่มภารกิจสองอย่างที่แยกจากกัน Set out on มักสื่อถึงการเริ่มก้าวไปข้างหน้าโดยมีเป้าหมาย จึงทำให้ประโยคมีลักษณะเป็นการเล่าเรื่องมากกว่าการใช้เพียง start

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “เริ่มการเดินทางสำรวจที่วางแผนไว้”: At sunrise, the researchers ____ a week-long expedition.

ดูคำตอบ

set out on

Harriet wanted to help all chemistry students and chemists

1:40

Harriet ต้องการช่วยนักเรียนเคมีและนักเคมีทุกคน

remember how to speed up the rate of chemical reactions การใช้คำ

1:42

ให้จดจำวิธีเร่งอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

การใช้คำ

the rate of chemical reactions: ความเร็วที่ปฏิกิริยาเกิดขึ้น

ในนามวลี the rate of chemical reactions คำว่า rate หมายถึงปฏิกิริยาเกิดขึ้นหรือดำเนินไปเร็วเพียงใด ส่วน of chemical reactions ระบุกระบวนการที่กำลังวัด ใน speed up the rate of chemical reactions คำว่า speed up หมายถึง “ทำให้เร็วขึ้น” ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึงการทำให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดเร็วขึ้น ในที่นี้ rate ไม่ได้หมายถึงราคาหรือคะแนน โดยทั่วไป rate of + กระบวนการหรือการเปลี่ยนแปลง ใช้บอกว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเร็วเพียงใด ซึ่งมักพิจารณาเทียบกับเวลา

แบบฝึกหัด

rate ใน the rate of chemical reactions หมายถึงอะไร?

  1. คะแนนที่ให้แก่ปฏิกิริยา
  2. ราคาที่เรียกเก็บสำหรับปฏิกิริยา
  3. ปฏิกิริยาเกิดขึ้นเร็วเพียงใด
ดูคำตอบ

ปฏิกิริยาเกิดขึ้นเร็วเพียงใด

and I,

1:44

ส่วนผม

being the nice guy that I am, น้ำเสียง/เจตนา

1:45

ด้วยความที่เป็นคนใจดี

น้ำเสียง/เจตนา

being the nice guy that I am: การชมตัวเองแบบขี้เล่น

Being the nice guy that I am เป็นอนุประโยค -ing ที่วางไว้ตอนต้นเพื่อบอกเหตุผล โดยมีความหมายใกล้เคียงกับ because I am such a nice guy หรือ “เพราะผมเป็นคนดีแบบนี้” อนุประโยคสัมพันธ์ that I am ขยาย the nice guy และให้ความหมายว่า “คนดีอย่างที่ผมเป็น” ในที่นี้ผู้พูดจงใจชมตัวเองเพื่อสร้างน้ำเสียงขี้เล่น วลีนี้นำเสนอการกระทำที่ตามมาว่าเป็นสิ่งที่ “คนดี” จะทำ จึงทำหน้าที่เป็นการชมตัวเองเชิงขำขัน ไม่ใช่หลักฐานจริงจังเกี่ยวกับนิสัยของผู้พูด

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้ต่อไปนี้: ในใบสมัครงานอย่างเป็นทางการ มีคนเขียนว่า 'Being the brilliant person that I am, I deserve this position.' โดยทั่วไปนี่เป็นวิธีนำเสนอคุณสมบัติของตนเองที่เป็นธรรมชาติ ถ่อมตัว และเหมาะสม

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

decided to make it my mission to help create educational environments วลี

1:46

จึงตัดสินใจทำภารกิจในการช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

วลี

decided to make it my mission to: แสดงความมุ่งมั่นส่วนตัวอย่างจริงจัง

ใน make it my mission to do something คำว่า it เป็นกรรมที่ใช้แทนตำแหน่งไว้ก่อน ส่วน to-infinitive ที่ตามมาจะบอกเนื้อหาที่แท้จริงของภารกิจ ซึ่งในประโยคนี้คือ to help create educational environments Decided to make it my mission to มีน้ำหนักมากกว่าการพูดเพียง decided to เพราะนำเสนอการกระทำนั้นว่าเป็นเป้าหมายส่วนตัวที่จริงจังและผู้พูดตั้งใจจะพยายามทำต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบห้าคำจากบทเรียนที่นำเสนอเป้าหมายว่าเป็นความมุ่งมั่นส่วนตัวอย่างจริงจัง: I decided to ____ keep our neighborhood park clean.

ดูคำตอบ

make it my mission to

in which more book-dropping collisions can take place ไวยากรณ์

1:49

ที่สามารถเกิดการชนจนหนังสือหล่นได้มากขึ้น

ไวยากรณ์

in which ... can take place: อนุประโยคขยายสถานที่แบบเป็นทางการ

in which ใช้เปิดอนุประโยคขยายคำนามที่ขยายกลุ่มคำนามก่อนหน้า educational environments โดย which อ้างกลับไปถึงสภาพแวดล้อมเหล่านั้น และ in แสดงความสัมพันธ์ว่า “ในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น” อนุประโยคยังคงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าปกติ: more book-dropping collisions can take place take place หมายถึง “เกิดขึ้น” เมื่อกล่าวถึงสถานที่หรือสภาพแวดล้อม in which มักมีความหมายคล้าย where แต่ in which เป็นทางการกว่าและแสดงความสัมพันธ์กับบุพบท in อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้โครงสร้างอนุประโยคขยายคำนามแบบเป็นทางการได้ถูกต้อง

  1. We need a room in which the experiment can take place safely.
  2. We need a room in which can the experiment take place safely.
  3. We need a room which in the experiment can take place safely.
ดูคำตอบ

We need a room in which the experiment can take place safely.

to increase future chemists' chances วลี

1:52

เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักเคมีในอนาคต

of getting a date for the dance.

1:54

ได้คู่ควงไปงานเต้นรำ

วลี

increase someone's chances of doing something: เพิ่มโอกาสที่ใครบางคนจะทำสิ่งหนึ่งได้สำเร็จ

To increase someone's chances of doing something หมายถึงทำให้คนคนนั้นมีโอกาสทำสิ่งหนึ่งได้สำเร็จมากขึ้น ในที่นี้หมายถึงการเพิ่มโอกาสที่นักเคมีในอนาคตจะหาคู่ไปงานเต้นรำได้ ในโครงสร้าง someone's chances of doing something คำว่า of เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยคำนามหรือรูป -ing ต้องใช้ chances of getting ไม่ใช่ chances of to get

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย of และรูปที่ถูกต้องของ remember: Regular review will increase your chances ____ ____ the facts.

ดูคำตอบ

of · remembering

In order to facilitate this improved dance-date-getting process, ไวยากรณ์

1:56

เพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการหาคู่เต้นรำที่ปรับปรุงใหม่นี้

ไวยากรณ์

In order to facilitate: การบอกจุดประสงค์อย่างเป็นทางการ

In order to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกจุดประสงค์ของการกระทำที่ตามมา ในที่นี้ In order to facilitate... บอกว่าการกระทำถัดไปมีจุดประสงค์เพื่อทำให้กระบวนการที่กล่าวถึงง่ายหรือราบรื่นขึ้น facilitate หมายถึงช่วยให้กระบวนการเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น โดยมักทำผ่านการลดอุปสรรคหรือจัดเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ไม่ได้หมายถึงการทำงานทั้งหมดแทนผู้อื่น

แบบฝึกหัด

เติมวลีบอกจุดประสงค์แบบเป็นทางการด้วยรูปที่ถูกต้องของ facilitate: In order to ____ discussion, the teacher arranged the chairs in a circle.

ดูคำตอบ

facilitate

I propose five changes to all schools

2:00

ผมขอเสนอการเปลี่ยนแปลงห้าประการต่อโรงเรียนทุกแห่ง

that parallel Harriet's five ways to increase chemical reaction rates. การใช้คำ

2:02

ซึ่งสอดคล้องกับวิธีทั้งห้าของ Harriet ในการเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

การใช้คำ

that parallel Harriet's five ways: parallel ที่ใช้เป็นกริยา

ในที่นี้ parallel หมายถึง “คล้ายกับ” หรือ “สอดคล้องกับ” และทำหน้าที่เป็นสกรรมกริยา โดยสรรพนามสัมพันธ์ that เป็นประธานและชี้กลับไปยังการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวถึงก่อนหน้า ส่วน Harriet's five ways เป็นกรรม วลีนี้จับคู่แนวคิดสองชุดตามโครงสร้าง ไม่ได้ใช้ parallel เป็นคำคุณศัพท์ในความหมายว่า “วางขนานกันและไม่ตัดกัน”

แบบฝึกหัด

ในประโยค The new school plan parallels the earlier proposal. คำว่า parallels ทำหน้าที่และมีความหมายอย่างไร?

  1. เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายความว่าแผนทั้งสองอยู่ข้างกันในทางกายภาพ
  2. เป็นคำนามที่หมายถึงเส้นตรงสองเส้น
  3. เป็นกริยาที่หมายความว่าแผนทั้งสองสอดคล้องกันหรือคล้ายกัน
ดูคำตอบ

เป็นกริยาที่หมายความว่าแผนทั้งสองสอดคล้องกันหรือคล้ายกัน

First,

2:06

ประการแรก

I propose that we shrink the size of the hallways. ไวยากรณ์

2:06

ผมเสนอให้เราลดขนาดของโถงทางเดิน

ไวยากรณ์

I propose that we shrink: ข้อเสนออย่างเป็นทางการที่ใช้กริยารูปพื้นฐาน

I propose that ... ใช้เสนอแนวคิดอย่างเป็นทางการเพื่อให้ผู้อื่นพิจารณา ในประโยคนี้ การกระทำที่เสนอคือการลดขนาดของโถงทางเดิน ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน propose ที่มีความหมายนี้มักตามด้วยอนุประโยค that ที่แสดงข้อเสนอ โดยใช้โครงสร้าง ประธาน + กริยารูปพื้นฐาน จึงใช้ we shrink แม้ประธานจะเป็นบุรุษที่สามเอกพจน์ กริยาก็ยังคงเป็นรูปพื้นฐาน เช่น I propose that she lead

แบบฝึกหัด

เติมข้อเสนออย่างเป็นทางการด้วยรูปพื้นฐานของ lead: I propose that Maya ____ the first part of the presentation.

ดูคำตอบ

lead

This will make it more difficult to safely navigate the hallways ไวยากรณ์

2:09

สิ่งนี้จะทำให้การเดินตามโถงทางเดินอย่างปลอดภัยทำได้ยากขึ้น

ไวยากรณ์

make it more difficult to safely navigate the hallways: make it + คำคุณศัพท์ + to-infinitive

โครงสร้าง make + it + คำคุณศัพท์ + to-infinitive หมายถึง บางสิ่งทำให้การกระทำหนึ่งมีลักษณะตามที่คำคุณศัพท์บอก ในที่นี้ it เป็นกรรมแทน ส่วนการกระทำที่ถูกประเมินจริง ๆ คือ to safely navigate the hallways more difficult แสดงว่าการกระทำนั้นยากขึ้นกว่าเดิม navigate ในที่นี้หมายถึงการเคลื่อนที่ผ่านโถงทางเดินอย่างปลอดภัยและหาเส้นทางที่โล่ง ไม่ใช่การใช้ GPS หรือแอปนำทาง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ make it more difficult to ในรูปที่ถูกต้อง: Heavy traffic ____ cross the street safely.

ดูคำตอบ

makes it more difficult to

and will cause more collisions than in larger hallways.

2:12

และจะทำให้เกิดการชนกันมากกว่าในโถงทางเดินที่กว้างกว่า

And by increasing the number of collisions, ไวยากรณ์

2:15

และด้วยการเพิ่มจำนวนการชนกัน

we increase the likelihood

2:16

เราก็จะเพิ่มความเป็นไปได้

ไวยากรณ์

by increasing ..., we increase ...: ใช้ by + -ing เพื่อบอกวิธีและผล

โครงสร้าง by + กริยารูป -ing ใช้บอกวิธีหรือเครื่องมือที่ทำให้เกิดผลในประโยคหลัก ในประโยคนี้ by increasing the number of collisions อธิบายว่าเราทำให้ we increase the likelihood เกิดขึ้นได้อย่างไร by ในที่นี้หมายถึง “ด้วยวิธีนี้” ไม่ได้หมายถึง “อยู่ข้าง ๆ” วลีต้นประโยคนี้จัดลำดับคำอธิบายโดยบอกการกระทำก่อน แล้วจึงบอกผล ผู้ทำกริยา increasing ที่ละไว้คือคนเดียวกับประธาน we ในประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ By + รูป -ing ของ reduce: ____ waste, the school saves money.

ดูคำตอบ

By reducing

that some of those collisions

2:18

ที่การชนบางครั้ง

will have the correct alignment and enough energy การใช้คำ

2:19

จะมีทิศทางที่ถูกต้องและพลังงานเพียงพอ

to create a date to the dance.

2:21

ที่จะทำให้ได้คู่ไปงานเต้นรำ

การใช้คำ

correct alignment and enough energy: สองเงื่อนไขของการชนที่เกิดผล

วลีนี้เชื่อมเงื่อนไขสองข้อด้วย and: อนุภาคต้องพบกันในแนววางตัวที่เหมาะสมและต้องชนกันด้วยพลังงานที่เพียงพอ ในที่นี้ alignment หมายถึงตำแหน่งหรือทิศทางของอนุภาคเมื่อเทียบกัน ไม่ใช่แค่การเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ตามทฤษฎีการชน การชนไม่ได้เกิดผลเสมอไป เงื่อนไขทั้งสองต้องครบจึงจะทำให้เกิดปฏิกิริยาได้ การมีเพียงข้อเดียวไม่เพียงพอ

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายความหมายของ correct alignment and enough energy ในการชนได้ถูกต้อง?

  1. มีเพียงจำนวนครั้งของการชนเท่านั้นที่สำคัญ
  2. แนววางตัวต้องเหมาะสมและพลังงานต้องเพียงพอ
  3. แค่แนววางตัวเหมาะสมก็พอ แม้จะมีพลังงานไม่เพียงพอ
ดูคำตอบ

แนววางตัวต้องเหมาะสมและพลังงานต้องเพียงพอ

Now,

2:23

ทีนี้

chemically speaking, ลำดับความ

2:23

ในทางเคมีแล้ว

this is equivalent to lowering the volume of a reaction vessel โน้ต

2:24

นี่เทียบเท่ากับการลดปริมาตรของภาชนะทำปฏิกิริยา

or a reaction mixture.

2:27

หรือของผสมที่ทำปฏิกิริยา

ลำดับความ

chemically speaking: การระบุมุมมองทางเคมี

Chemically speaking หมายถึง “จากมุมมองทางเคมี” เป็นวลีบอกมุมมองที่ช่วยให้ผู้ฟังรู้ว่าควรใช้ความรู้สาขาใดในการตีความข้อความนั้น ในที่นี้ วลีดังกล่าวช่วยจัดลำดับคำอธิบายโดยเปลี่ยนจากการเปรียบเทียบในชีวิตประจำวันกลับไปสู่สิ่งที่เทียบกันได้ในทางเคมี คำว่า speaking ในวลีนี้ไม่ได้หมายถึงการพูดจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมวลีบอกมุมมองที่หมายถึง “จากมุมมองทางเคมี” ให้ประโยคสมบูรณ์: ____, water is a compound.

ดูคำตอบ

Chemically speaking

วลี

equivalent to lowering: โครงสร้าง be equivalent to + -ing

วลี be equivalent to หมายถึง “มีคุณค่า ความหมาย หรือผลในทางปฏิบัติเท่ากับอีกสิ่งหนึ่ง” ในการเปรียบเทียบเชิงวิทยาศาสตร์นี้ การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวถึงให้ผลที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกับการลดปริมาตร คำว่า to ใน be equivalent to เป็นคำบุพบท ไม่ใช่ตัวบอก infinitive จึงตามด้วยนามวลีหรือรูป -ing ได้ และในที่นี้จึงใช้ lowering หลัง to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ให้ผลในทางปฏิบัติเหมือนกัน”: Ignoring the warning is ____ accepting the risk.

ดูคำตอบ

equivalent to

การใช้คำ

reaction vessel กับ reaction mixture: ภาชนะหรือสารภายใน

reaction vessel คือภาชนะจริงที่เกิดปฏิกิริยาเคมี ส่วน reaction mixture คือกลุ่มสารภายในภาชนะที่กำลังทำปฏิกิริยาหรือพร้อมจะทำปฏิกิริยา ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ vessel หมายถึง “ภาชนะ” ไม่ใช่ “เรือ” ใช้ vessel เมื่อเน้นอุปกรณ์หรือพื้นที่ภายใน และใช้ mixture เมื่อเน้นสารที่กำลังทำปฏิกิริยา

แบบฝึกหัด

คำใดหมายถึงสารที่อยู่ภายในภาชนะ ไม่ใช่ตัวภาชนะเอง?

  1. reaction rate
  2. reaction vessel
  3. reaction mixture
ดูคำตอบ

reaction mixture

In doing so, ลำดับความ

2:29

ในการทำเช่นนั้น

the individual particles are closer together วลี

2:29

อนุภาคแต่ละตัวจะอยู่ใกล้กันมากขึ้น

and more collisions will occur.

2:32

และจะเกิดการชนกันมากขึ้น

ลำดับความ

In doing so: เชื่อมการกระทำกับผลที่ตามมา

“In doing so” หมายถึง “ในขณะที่ทำสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึง” หรือ “ด้วยการทำเช่นนั้น” ในที่นี้ so หมายถึงการลดปริมาตรโดยเฉพาะ ไม่ได้หมายถึงการทำอะไรบางอย่างแบบกว้าง ๆ วลีนี้เชื่อมการกระทำก่อนหน้ากับผลที่ตามมา คืออนุภาคอยู่ใกล้กันมากขึ้น จึงเกิดการชนกันมากขึ้น และยังช่วยไม่ให้ต้องกล่าวถึงการกระทำนั้นซ้ำทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ใน “Nora labeled every box. In doing so, she made the move easier.” doing so หมายถึงอะไร?

  1. ตัวกล่องเอง
  2. การติดป้ายให้กล่องทุกใบ
  3. การทำให้การย้ายบ้านง่ายขึ้น
ดูคำตอบ

การติดป้ายให้กล่องทุกใบ

วลี

the individual particles are closer together: มีช่องว่างระหว่างอนุภาคน้อยลง

“The individual particles are closer together” หมายความว่าระยะห่างระหว่างอนุภาคน้อยลงกว่าเดิม closer เป็นรูปขั้นกว่าของ close และ together แสดงว่ากำลังเปรียบเทียบตำแหน่งของอนุภาคแต่ละอนุภาคเมื่อเทียบกันเอง together ไม่ได้หมายความว่าอนุภาคเหล่านั้นรวมเป็นวัตถุชิ้นเดียว แต่เน้นว่าสมาชิกในกลุ่มมีช่องว่างระหว่างกันน้อยลง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสองคำที่หมายถึง “มีช่องว่างระหว่างผู้คนน้อยลง”: For the group photo, everyone stood ____.

ดูคำตอบ

closer together

More collisions means a greater likelihood ลำดับความ

2:34

การชนกันที่มากขึ้นหมายถึงความเป็นไปได้ที่มากกว่า

that collisions with the appropriate energy and configuration การใช้คำ

2:35

ที่การชนกันด้วยพลังงานและโครงสร้างที่เหมาะสม

will happen.

2:39

จะเกิดขึ้น

ลำดับความ

More collisions means a greater likelihood: การเชื่อมจำนวนกับความน่าจะเป็น

More collisions means a greater likelihood เชื่อมการเพิ่มขึ้นของจำนวนเข้ากับการเพิ่มขึ้นของความน่าจะเป็น เมื่อจำนวนการชนเพิ่มขึ้น โอกาสที่จะเกิดการชนที่ตรงตามเงื่อนไขก็เพิ่มขึ้นด้วย อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกว่าสิ่งใดมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากกว่าเดิม ในที่นี้ More collisions ถูกมองเป็นสถานการณ์หนึ่งโดยรวม คือ “การมีการชนมากขึ้น” ดังนั้นการใช้กริยาเอกพจน์ means จึงเป็นธรรมชาติในรูปแบบคำอธิบายนี้ ประโยคไม่ได้บอกว่าการชนทุกครั้งมีพลังงานและการจัดเรียงที่ถูกต้อง แต่หมายความว่าจำนวนครั้งที่มากขึ้นช่วยเพิ่มโอกาสเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบที่เชื่อมจำนวนกับความน่าจะเป็นด้วยวลีตรงตามบทเรียน: More practice ____ of remembering the steps.

ดูคำตอบ

means a greater likelihood

การใช้คำ

with the appropriate energy and configuration: เงื่อนไขของการชนที่มีประสิทธิผล

with the appropriate energy and configuration ขยายคำว่า collisions และบอกเงื่อนไขสองอย่างของการชนที่มีประสิทธิผล appropriate หมายถึงเหมาะสมสำหรับปฏิกิริยา กล่าวคือ อนุภาคต้องมีพลังงานเพียงพอและต้องพบกันด้วยการจัดเรียงเชิงพื้นที่หรือทิศทางที่เหมาะสม configuration ในที่นี้หมายถึงลักษณะที่อนุภาคจัดวางสัมพันธ์กัน ไม่ได้หมายถึงการกำหนดค่าของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ with the appropriate energy and configuration หมายความว่าอย่างไร?

  1. ด้วยการตั้งค่าพลังงานที่ถูกต้องบนคอมพิวเตอร์
  2. ด้วยพลังงานที่เพียงพอสำหรับปฏิกิริยาและการจัดเรียงเชิงพื้นที่ที่เหมาะสม
  3. ด้วยพลังงานปริมาณเท่าใดก็ได้และการจัดเรียงแบบสุ่ม
ดูคำตอบ

ด้วยพลังงานที่เพียงพอสำหรับปฏิกิริยาและการจัดเรียงเชิงพื้นที่ที่เหมาะสม

Second,

2:40

ประการที่สอง

I propose increasing the overall population of the school.

2:40

ผมเสนอให้เพิ่มจำนวนประชากรโดยรวมของโรงเรียน

More students equals more collisions. ลำดับความ

2:44

นักเรียนมากขึ้นเท่ากับการชนกันที่มากขึ้น

ลำดับความ

More students equals more collisions: ความสัมพันธ์แบบสูตร

More students equals more collisions นำเสนอความสัมพันธ์ให้เหมือนสูตรสั้น ๆ คือเมื่อจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น จำนวนครั้งที่ชนกันก็เพิ่มขึ้นด้วย ในที่นี้ equals หมายถึง “นำไปสู่” หรือ “ทำให้เกิดผลลัพธ์” ไม่ได้หมายถึงความเท่ากันทางคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง แนวคิด More students ทั้งหมดถูกมองเป็นเงื่อนไขหนึ่งอย่าง จึงมักใช้ equals ในการพูดแบบสูตร แม้ students จะเป็นพหูพจน์ รูปแบบ More A equals more B ช่วยเน้นความสัมพันธ์ง่าย ๆ ระหว่างปริมาณสองอย่างที่เปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ More A equals more B เติมประโยคให้สมบูรณ์: More practice ____ more confidence.

ดูคำตอบ

equals

By increasing the number of particles available for collision, การใช้คำ

2:47

ด้วยการเพิ่มจำนวนอนุภาคที่พร้อมสำหรับการชน

การใช้คำ

particles available for collision: available for ที่ระบุกระบวนการ

ส่วนที่เน้นช่วยเติมวลี the number of particles ให้สมบูรณ์ โดย of particles บอกว่ากำลังนับอะไร และ available for collision จำกัดความหมายให้เหลือเฉพาะอนุภาคที่สามารถมีส่วนในการชนกันได้ ในที่นี้ available หมายถึง “ใช้ได้” หรือ “เข้าร่วมได้ภายใต้เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง” ไม่ได้หมายถึง “มีเวลาว่าง” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ noun + available for + noun ซึ่งระบุการใช้งาน กิจกรรม หรือกระบวนการที่สิ่งหนึ่งพร้อมหรือสามารถนำไปใช้ได้ ในประโยคนี้ collision คือกระบวนการนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ available for + คำนาม เพื่อระบุกระบวนการที่สามารถใช้ออกซิเจนได้?

  1. The oxygen is available to react.
  2. The oxygen is available to the researchers.
  3. The oxygen is available for the reaction.
ดูคำตอบ

The oxygen is available for the reaction.

we create an environment

2:50

เราสร้างสภาพแวดล้อม

where more collisions can take place. วลี

2:51

ที่สามารถเกิดการชนได้มากขึ้น

วลี

take place: หมายถึง “เกิดขึ้น”

ใน collisions can take place วลี take place เป็นวลีกริยาตายตัว หมายถึง “เกิดขึ้น” ประธาน collisions คือเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ วลีนี้ไม่ควรแปลแยกทีละคำ เพราะ place ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริงที่ถูก “เอาไป” รูปแบบนี้นำไปใช้กับเหตุการณ์ กิจกรรม หรือกระบวนการที่เป็นประธานได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ take place ในความหมายว่า “เกิดขึ้น” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. More reactions can take a place at higher temperatures.
  2. More reactions can take place at higher temperatures.
  3. More reactions can take the place at higher temperatures.
ดูคำตอบ

More reactions can take place at higher temperatures.

Third,

2:53

ประการที่สาม

we must reduce the time allowed between classes. วลี

2:53

เราต้องลดเวลาพักระหว่างคาบเรียนลง

วลี

the time allowed: อนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อ

Reduce the time allowed between classes หมายถึงทำให้ช่วงเวลาที่อนุญาตไว้ระหว่างคาบเรียนสั้นลง กรรมของ reduce คือกลุ่มคำนามทั้งหมด the time allowed between classes allowed between classes อยู่หลัง time และขยายคำนั้น ส่วนนี้เป็นอนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อ โดย the time allowed between classes หมายถึง the time that is allowed between classes รูปแบบที่กระชับนี้พบบ่อยเมื่อกฎหรือตารางเวลากำหนดขีดจำกัดของเวลา

แบบฝึกหัด

ใน “The school reduced the time allowed for lunch,” วลี allowed for lunch ขยายคำใด

  1. The school
  2. reduced
  3. the time
ดูคำตอบ

the time

Heck, การใช้คำ

2:55

ให้ตายสิ

let's just cut it in half. วลี

2:56

เราลดเวลาลงครึ่งหนึ่งเลยดีกว่า

การใช้คำ

Heck ในฐานะคำอุทานไม่เป็นทางการต้นประโยค

เมื่ออยู่ต้นประโยค Heck จะเพิ่มน้ำเสียงตัดสินใจแบบฉับพลันและเกินจริงเล็กน้อยให้กับข้อเสนอ ความรู้สึกใกล้เคียงกับ “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เอาแบบนี้เลย” จึงทำให้การตัดสินใจครั้งใหญ่ฟังดูสบาย ๆ และติดเล่นนิด ๆ มากกว่าจะเหมือนผ่านการวางแผนอย่างรอบคอบ Heck ไม่ได้เปลี่ยนความหมายของการกระทำ แต่แสดงท่าทีของผู้พูดตอนเสนอความคิด

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้ประโยคนี้ในรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นทางการ: Heck, the results did not support the hypothesis.

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

วลี

cut it in half: ลดให้เหลือครึ่งหนึ่ง

ในประโยคนี้ cut it in half หมายถึงลดเวลาที่กำลังพูดถึงให้เหลือ 50 เปอร์เซ็นต์ของระยะเวลาเดิม cut ในที่นี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้เกี่ยวกับมีดหรือการตัดจริง โครงสร้างคือ cut + กรรม + in half ใช้กับการลดเวลา ค่าใช้จ่าย ปริมาณ หรือภาระงานได้ และยังใช้ในความหมายตรงตัวว่าตัดสิ่งของออกเป็นสองส่วนที่เท่ากันได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างตายตัว cut + กรรม + in half ให้สมบูรณ์: We need to cut the meeting time ____.

ดูคำตอบ

in half

In doing so,

2:57

ในการทำเช่นนั้น

students will need to move more quickly

2:58

นักเรียนจะต้องเคลื่อนที่ให้เร็วขึ้น

to get from one class to the next. วลี

2:59

เพื่อไปจากห้องเรียนหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง

วลี

to get from one class to the next: ไปจากชั้นเรียนหนึ่งไปยังชั้นเรียนถัดไป

To get from one class to the next เป็นวลี infinitive โดย to แสดงจุดประสงค์ Get from A to B หมายถึงเคลื่อนที่จากจุดเริ่มต้นไปถึงจุดหมาย ในที่นี้ get ไม่ได้หมายถึง “ได้รับ” แต่หมายถึง “ไปถึง” หรือ “ไปให้ถึง” one class และ the next หมายถึงชั้นเรียนสองชั้นที่ต่อเนื่องกัน ดังนั้นวลีนี้จึงอธิบายว่าทำไมจึงต้องเคลื่อนที่ให้เร็วขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค We left early to get from the campsite to the trailhead, get from the campsite to the trailhead หมายความว่าอะไร

  1. เดินทางจากที่ตั้งแคมป์ไปยังจุดเริ่มต้นเส้นทาง
  2. ได้รับจุดเริ่มต้นเส้นทางจากที่ตั้งแคมป์
  3. ย้ายที่ตั้งแคมป์ไปยังจุดเริ่มต้นเส้นทาง
ดูคำตอบ

เดินทางจากที่ตั้งแคมป์ไปยังจุดเริ่มต้นเส้นทาง

This increase in velocity การใช้คำ

3:01

ความเร็วที่เพิ่มขึ้นนี้

will help make sure collisions have the appropriate amount of energy

3:02

จะช่วยให้แน่ใจว่าการชนกันมีพลังงานในปริมาณที่เหมาะสม

necessary to ensure book-dropping.

3:05

ที่จำเป็นต่อการรับประกันว่าหนังสือจะตก

การใช้คำ

This increase in velocity: การเพิ่มขึ้นของความเร็ว

This increase in velocity เป็นวลีคำนาม โดย increase เป็นคำนามหลัก และ in velocity ระบุว่าปริมาณใดเพิ่มขึ้น ส่วน This ชี้กลับไปยังการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวไว้แล้วหรือเข้าใจได้จากบริบท ในประโยคนี้ วลีทั้งหมดเป็นประธานของ will help make sure การเปลี่ยนการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลงให้เป็นวลีคำนามทำให้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มองสิ่งนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ได้

แบบฝึกหัด

an increase in velocity อธิบายถึงอะไร

  1. ความเร็วของวัตถุลดลง
  2. ความเร็วของวัตถุเพิ่มขึ้น
  3. ความเร็วของวัตถุคงเดิมทุกประการ
ดูคำตอบ

ความเร็วของวัตถุเพิ่มขึ้น

This is analogous to increasing the temperature วลี

3:08

สิ่งนี้คล้ายคลึงกับการเพิ่มอุณหภูมิ

of the reaction mixture.

3:10

ของส่วนผสมที่ทำปฏิกิริยา

วลี

This is analogous to ...: ความสอดคล้องที่ช่วยอธิบาย

'This is analogous to ...' หมายความว่าสถานการณ์หนึ่งมีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับอีกสถานการณ์หนึ่งอย่างเป็นประโยชน์ จึงใช้สถานการณ์หลังช่วยอธิบายสถานการณ์แรกได้ ในที่นี้ การเพิ่มความเร็วสอดคล้องกับการเพิ่มอุณหภูมิของสารผสมในปฏิกิริยา ใน 'be analogous to' คำว่า 'to' เป็นคำบุพบท หลังคำนี้ใช้วลีนามหรือรูป -ing ได้ เช่น 'to increasing the temperature'

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย: In this model, the heart is ____ a pump.

ดูคำตอบ

analogous to

Higher temperature means particles are moving faster.

3:11

อุณหภูมิที่สูงขึ้นหมายความว่าอนุภาคเคลื่อนที่เร็วขึ้น

Faster-moving particles means more energy ไวยากรณ์

3:14

อนุภาคที่เคลื่อนที่เร็วขึ้นหมายถึงพลังงานที่มากขึ้น

and a greater likelihood of the reaction causing collision.

3:16

และปฏิกิริยามีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะทำให้เกิดการชน

ไวยากรณ์

Faster-moving particles: คำขยายประสมที่มีเครื่องหมายยัติภังค์

Faster-moving ทำหน้าที่เป็นคำขยายประสมหนึ่งหน่วยที่อยู่หน้า particles โดยหมายถึง 'ที่เคลื่อนที่เร็วกว่า' คำว่า faster บอกความเร็วของการเคลื่อนที่ และทั้งสองคำร่วมกันขยาย particles เครื่องหมายยัติภังค์แสดงให้ผู้อ่านเห็นว่า faster และ moving อยู่ในหน่วยคำขยายเดียวกัน รูปที่ยาวกว่าแต่มีความหมายเท่ากันคือ particles that move faster

แบบฝึกหัด

ใช้บริบท These plants grow faster than the others. แล้วเติมประโยคด้วยคำขยายประสมที่มีเครื่องหมายยัติภังค์: The study focused on ____ plants.

ดูคำตอบ

faster-growing

Fourth,

3:19

ประการที่สี่

students must stop traveling in packs. สำนวน

3:21

นักเรียนต้องหยุดเดินกันเป็นกลุ่ม

สำนวน

traveling in packs: เคลื่อนที่ไปด้วยกันเป็นกลุ่ม

ในที่นี้ traveling in packs หมายถึงการเคลื่อนที่ไปด้วยกันเป็นกลุ่มที่เกาะกันแน่น แทนที่จะแยกกันไป คำว่า pack ตามความหมายตรงตัวหมายถึงฝูงสัตว์บางชนิด แต่ในประโยคนี้นำมาใช้กับนักเรียนอย่างขบขัน วลีนี้ทำให้เห็นภาพคนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ในประโยคนี้ packs หมายถึงกลุ่มหรือฝูง ไม่ได้หมายถึงห่อของหรือกระเป๋าเป้

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร: The hikers traveled in packs?

  1. พวกเขานำของใช้ใส่กระเป๋า
  2. แต่ละคนเดินทางตามลำพัง
  3. พวกเขาเคลื่อนที่ไปด้วยกันเป็นกลุ่ม
ดูคำตอบ

พวกเขาเคลื่อนที่ไปด้วยกันเป็นกลุ่ม

By traveling in packs,

3:23

ด้วยการเดินเป็นกลุ่ม

those students on the outside of the pack

3:24

นักเรียนที่อยู่ด้านนอกของกลุ่ม

insulate those in the middle การใช้คำ

3:26

จะเป็นฉนวนกันให้กับคนที่อยู่ตรงกลาง

from undergoing any collisions.

3:27

ไม่ให้เจอกับการชนใดๆ

การใช้คำ

insulate A from B: กั้นหรือปกป้อง A จาก B

Insulate A from B หมายถึงการวางสิ่งกั้นหรือการป้องกันระหว่าง A กับ B เพื่อให้ B ส่งผลต่อ A น้อยลง ในที่นี้นักเรียนที่อยู่ด้านนอกทำหน้าที่เหมือนโล่ ป้องกันนักเรียนตรงกลางไม่ให้เกิดการชน หลัง from ใช้คำนามหรือรูป -ing ในส่วนที่เน้น those in the middle คือ A และ undergoing any collisions คือ B คำว่า insulate ใช้บอกได้ทั้งการกั้นทางกายภาพและการป้องกันจากอิทธิพลเชิงนามธรรม

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง insulate A from B ให้สมบูรณ์: Thick walls insulate the room ____ outside noise.

ดูคำตอบ

from

By splitting up, กริยาวลี

3:29

ด้วยการแยกย้ายกันไป

กริยาวลี

By splitting up: บอกวิธีด้วยการแยกออกจากกัน

โครงสร้าง by + รูป -ing บอกวิธีที่ใช้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ By splitting up หมายถึงการแยกออกเป็นกลุ่มหรือหน่วยที่เล็กลง เครื่องหมายจุลภาคบอกว่าผลลัพธ์จะตามมาในส่วนถัดไปของประโยค ในที่นี้ split up อธิบายว่าอนุภาคที่เดิมอยู่รวมกันแยกออกจากกัน up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีนี้ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนขึ้นด้านบน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย by + รูป -ing ของ split up เพื่อบอกวิธีที่ใช้: ____, the rescue team could check both trails at once.

ดูคำตอบ

By splitting up

each student has more area exposed

3:30

นักเรียนแต่ละคนจะมีพื้นที่เปิดรับมากขึ้น

that is available for a collision

3:32

ที่พร้อมสำหรับการชน

from a passing student.

3:33

จากนักเรียนที่เดินผ่านไปมา

When particles travel in packs,

3:34

เมื่ออนุภาคเคลื่อนที่เป็นกลุ่ม

the surface area is very small การใช้คำ

3:36

พื้นที่ผิวจะเล็กมาก

and only the outside particles can collide.

3:38

และมีเพียงอนุภาคที่อยู่ด้านนอกเท่านั้นที่สามารถชนได้

การใช้คำ

the surface area: การวัดพื้นที่ผิวด้านนอก

surface area คือพื้นที่รวมของผิวด้านนอกทั้งหมดของวัตถุหนึ่งชิ้นหรือกลุ่มวัตถุ ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ area เป็นค่าที่วัดได้ ไม่ใช่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เมื่ออนุภาคอัดตัวอยู่รวมกัน ผิวของอนุภาคจำนวนมากจะถูกซ่อนไว้ภายในกลุ่มก้อน จึงเหลือผิวที่สัมผัสสิ่งอื่นได้น้อยลง และมีเพียงอนุภาคด้านนอกเท่านั้นที่ชนกันได้ การแยกอนุภาคออกจากกันทำให้มีผิวเปิดออกมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ในบริบททางวิทยาศาสตร์ surface area หมายถึงอะไร

  1. ปริมาณพื้นที่สามมิติที่วัตถุครอบครอง
  2. พื้นที่รวมของผิวด้านนอกทั้งหมดของวัตถุ
  3. บริเวณทางภูมิศาสตร์ที่วัตถุตั้งอยู่
ดูคำตอบ

พื้นที่รวมของผิวด้านนอกทั้งหมดของวัตถุ

However,

3:40

อย่างไรก็ตาม

by breaking up the clumps into individual particles, กริยาวลี

3:40

ด้วยการสลายกลุ่มก้อนให้เป็นอนุภาคเดี่ยว

กริยาวลี

breaking up the clumps: ทำให้ก้อนแตกออกเป็นอนุภาค

Breaking up the clumps หมายถึงการแยกมวลของวัสดุที่เกาะติดกันออกเป็นส่วนที่เล็กลงหรือเป็นอนุภาคแต่ละอนุภาค Break up เป็นกริยาวลีแบบแยกได้ และ the clumps เป็นกรรม ส่วน into individual particles บอกผลที่เกิดขึ้น ในที่นี้ break up หมายถึงการแยกออกทางกายภาพ ความหมายขึ้นอยู่กับกรรมและบริบท ดังนั้นในประโยคนี้จึงไม่ได้หมายถึงการยุติความสัมพันธ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ break up ในรูปและตำแหน่งที่ถูกต้อง: The flour has formed clumps, so use a fork to ____.

ดูคำตอบ

break them up

the total surface area is increased ไวยากรณ์

3:43

พื้นที่ผิวรวมจะเพิ่มขึ้น

ไวยากรณ์

the total surface area is increased: กรรมวาจกใน present simple

ประโยคนี้ใช้รูปกรรมวาจกของ present simple โดยปริมาณที่ได้รับผลคือ the total surface area ตามด้วย is + คำกริยาช่องที่สาม increased ความหมายคือกระบวนการหรือการกระทำบางอย่างทำให้พื้นที่มากขึ้น โดยไม่ระบุผู้กระทำ โครงสร้างนี้นำผลลัพธ์หรือปริมาณที่เปลี่ยนแปลงขึ้นมาก่อน ซึ่งพบได้บ่อยในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ประโยคนี้ไม่ใช่ present progressive เพราะ is increasing จะบอกว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้กรรมวาจกเพื่อเน้นผลของการกระทำที่ทำให้ความดันสูงขึ้น?

  1. The pressure is increased when the gas is compressed.
  2. The pressure is increasing as the storm approaches.
  3. The pressure increases at lower altitude.
ดูคำตอบ

The pressure is increased when the gas is compressed.

and each particle has an exposed surface การใช้คำ

3:45

และแต่ละอนุภาคจะมีพื้นผิวที่เปิดรับ

that can react.

3:47

ซึ่งสามารถทำปฏิกิริยาได้

การใช้คำ

an exposed surface that can react: พื้นผิวที่เปิดออกและทำปฏิกิริยาได้

an exposed surface คือส่วนของอนุภาคที่ไม่ถูกปิดบังและสัมผัสกับสสารอื่นได้ ในที่นี้ exposed บอกสภาพทางกายภาพ ไม่ได้หมายถึงการรู้สึกอับอายหรือการถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ อนุประโยคขยาย that can react ขยายคำว่า surface โดยระบุว่าพื้นผิวที่เปิดออกนี้เป็นส่วนที่สามารถเข้าร่วมปฏิกิริยาเคมีได้

แบบฝึกหัด

an exposed surface that can react ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. พื้นผิวที่ถูกปิดผนึกอยู่ภายในอนุภาคอย่างสมบูรณ์
  2. พื้นผิวที่ทำให้อนุภาครู้สึกอับอาย
  3. พื้นผิวที่เปิดให้สัมผัสกับสสารอื่นและสามารถเข้าร่วมปฏิกิริยาได้
ดูคำตอบ

พื้นผิวที่เปิดให้สัมผัสกับสสารอื่นและสามารถเข้าร่วมปฏิกิริยาได้

Fifth and finally, ลำดับความ

3:49

ประการที่ห้าและสุดท้าย

we hire a matchmaker. วัฒนธรรม

3:50

เราจะจ้างแม่สื่อ

ลำดับความ

Fifth and finally: การระบุข้อสุดท้าย

Fifth ระบุว่าประเด็นนี้เป็นข้อที่ห้า ส่วน finally บอกผู้ฟังว่านี่เป็นข้อสุดท้ายด้วย เมื่อนำมาใช้ร่วมกัน ทั้งสองคำจะบอกทั้งตำแหน่งในรายการและส่งสัญญาณชัดเจนว่าคำอธิบายกำลังจะจบลง ในที่นี้ finally ทำหน้าที่จัดระเบียบข้อมูล หมายถึง “ในฐานะประเด็นสุดท้าย” ไม่ใช่ “ในที่สุดหลังจากรอหรือเกิดความล่าช้ามานาน”

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรด้วยคำว่า Fifth and finally

  1. บอกว่าเหตุการณ์ที่ห้าเกิดขึ้นหลังจากล่าช้ามานาน
  2. เริ่มรายการใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสี่ประเด็นแรก
  3. ระบุว่าเป็นประเด็นที่ห้าและส่งสัญญาณว่าเป็นประเด็นสุดท้าย
ดูคำตอบ

ระบุว่าเป็นประเด็นที่ห้าและส่งสัญญาณว่าเป็นประเด็นสุดท้าย

วัฒนธรรม

a matchmaker: คนที่ช่วยจับคู่คนที่อาจเป็นคู่รักกัน

matchmaker คือคนที่แนะนำคนสองคนให้รู้จักกันเพราะทั้งคู่อาจพัฒนาเป็นคู่รักกันได้ คำนี้เรียกบทบาททางสังคมของคนที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ที่อาจเป็นคู่รักกัน ในอุปมานี้ การจ้าง matchmaker หมายถึงการขอให้มีคนช่วยพาคู่ที่เป็นไปได้มาเจอกัน บทบาทนี้ช่วยอธิบายว่าตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้ปฏิกิริยาเริ่มต้นได้ง่ายขึ้นอย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมคำนามจากตัวอย่างลงในคำจำกัดความ: A person who introduces two people as possible romantic partners is a ____.

ดูคำตอบ

matchmaker

Is this colliding and book-dropping too violent?

3:52

การชนกันจนหนังสือหล่นแบบนี้มันรุนแรงไปไหม?

Is there an easier way to get a date ลำดับความ

3:55

มีวิธีที่ง่ายกว่านี้ไหมในการหาคู่

that requires less initial energy? การใช้คำ

3:56

ที่ต้องใช้พลังงานเริ่มต้นน้อยกว่า?

ลำดับความ

Is there an easier way ...?: คำถามที่ใช้แนะนำวิธีถัดไป

นี่เป็นคำถามตั้งประเด็นที่ใช้จัดลำดับคำอธิบาย ผู้พูดไม่ได้ขอคำแนะนำเรื่องการออกเดตจากผู้ฟัง แต่ตั้งปัญหาขึ้นมาแล้วจึงเข้าสู่วิธีถัดไป วลี easier way และ less initial energy ดึงความสนใจไปยังเส้นทางที่ต้องใช้แรงผลักตอนเริ่มต้นน้อยกว่า ในอุปมาทางวิทยาศาสตร์ สิ่งนี้เตรียมให้ผู้ฟังเข้าใจแนวคิดที่ว่าตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยลดพลังงานก่อกัมมันต์

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักของคำถามนี้ในคำอธิบายคืออะไร

  1. ขอคำแนะนำส่วนตัวเรื่องการออกเดตจากผู้ฟัง
  2. แนะนำวิธีถัดไปโดยมุ่งความสนใจไปยังเส้นทางที่ใช้พลังงานน้อยกว่า
  3. สรุปวิธีทั้งหมดที่อธิบายไปแล้ว
ดูคำตอบ

แนะนำวิธีถัดไปโดยมุ่งความสนใจไปยังเส้นทางที่ใช้พลังงานน้อยกว่า

การใช้คำ

requires less initial energy: ต้องใช้พลังงานในช่วงเริ่มต้นน้อยลง

ใน requires less initial energy คำว่า requires หมายถึง “ต้องใช้” less เปรียบเทียบว่าปริมาณที่ต้องใช้น้อยกว่า และ initial หมายถึง “ในช่วงเริ่มต้น” วลีนี้บอกว่าตอนเริ่มต้นต้องใช้พลังงานหรือความพยายามน้อยลง ไม่ได้หมายความว่าตลอดทั้งกระบวนการใช้พลังงานน้อยลง คำว่า energy ในที่นี้ยังใช้เป็นคำเปรียบเทียบในชีวิตประจำวันถึง “แรงหรือความพยายาม” แนวคิดนี้ปูทางไปสู่ activation energy (พลังงานก่อกัมมันต์) ในวิชาเคมี ซึ่งคือพลังงานขั้นต่ำที่ต้องใช้เพื่อให้ปฏิกิริยาเริ่มขึ้น

แบบฝึกหัด

requires less initial energy ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. ต้องใช้พลังงานหรือความพยายามน้อยลงในช่วงเริ่มต้น
  2. ใช้พลังงานน้อยลงตลอดทั้งกระบวนการ
  3. สร้างพลังงานเพิ่มหลังจากกระบวนการจบลง
ดูคำตอบ

ต้องใช้พลังงานหรือความพยายามน้อยลงในช่วงเริ่มต้น

Then a matchmaker will help with this.

3:58

ถ้าอย่างนั้นแม่สื่อจะช่วยเรื่องนี้ได้

The matchmaker makes it easier for a couple to get together โน้ต

4:00

แม่สื่อทำให้คู่รักได้ลงเอยกันง่ายขึ้น

ไวยากรณ์

makes it easier for ... to ...: ทำให้…ทำ…ได้ง่ายขึ้น

รูปแบบ make it + adjective + for someone + to do something บอกว่าคนหรือสิ่งหนึ่งทำให้การกระทำง่ายขึ้นหรือยากขึ้น ใน makes it easier for a couple to get together แม่สื่อช่วยลดความยากในการที่คนสองคนจะพบกันหรือเริ่มคบกัน it เป็นกรรมแทนตำแหน่งหรือกรรมรูปแบบที่วางไว้ก่อน เนื้อหาจริงที่ถูกบอกว่า easier คือการกระทำทั้งหมดใน for a couple to get together

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบ make it easier for someone to do something ให้สมบูรณ์: The ramp makes it easier ____ wheelchair users ____ enter the building.

ดูคำตอบ

for · to

by coordinating the match. การใช้คำ

4:03

ด้วยการประสานงานจับคู่ให้

กริยาวลี

get together: เริ่มคบกันเป็นคู่รัก

ในประโยคนี้ get together หมายถึงคนสองคนเริ่มมีความสัมพันธ์แบบคู่รักและกลายเป็นคู่กัน คำว่า matchmaker และ a couple ชี้ความหมายนี้อย่างชัดเจน จึงไม่ได้หมายถึงแค่การพบกันหรือรวมกลุ่มกัน ความหมายของวลีนี้ขึ้นอยู่กับบริบท ในสถานการณ์อื่น get together มักหมายถึงเพียงการพบปะและใช้เวลาร่วมกับคนอื่น

แบบฝึกหัด

ในประโยคที่แม่สื่อช่วยคนสองคน get together หมายถึงอะไร

  1. ยืนใกล้กันมาก
  2. เริ่มต้นความสัมพันธ์แบบคู่รัก
  3. พบกันช่วงสั้น ๆ ในสถานที่เดียวกัน
ดูคำตอบ

เริ่มต้นความสัมพันธ์แบบคู่รัก

การใช้คำ

by coordinating the match: วิธีการและการจับคู่

by coordinating the match อธิบายว่าแม่สื่อช่วยอย่างไร โดยช่วยผ่านการจัดการและประสานงานการจับคู่ รูปแบบ by + -ing แสดงการกระทำหรือวิธีที่ใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ในที่นี้ match หมายถึงการจับคู่คนสองคนให้เป็นคู่ที่อาจเหมาะสมกัน ไม่ได้หมายถึงการแข่งขันกีฬาหรือไม้ขีดไฟที่ใช้จุดไฟ

แบบฝึกหัด

ในบริบทการจับคู่นี้ by coordinating the match หมายถึงอะไร

  1. ด้วยการจัดการจับคู่คนสองคน
  2. ด้วยการใช้ไม้ขีดไฟจุดบางสิ่ง
  3. ด้วยการจัดการแข่งขันกีฬา
ดูคำตอบ

ด้วยการจัดการจับคู่คนสองคน

Our matchmaker is like a catalyst. ลำดับความ

4:06

แม่สื่อของเราก็เหมือนกับตัวเร่งปฏิกิริยา

ลำดับความ

Our matchmaker is like a catalyst: ใช้ is like เพื่อสร้างการเปรียบเทียบ

โครงสร้าง A is like B ใช้เปรียบเทียบ A กับ B อย่างชัดเจน ในที่นี้ผู้พูดเปรียบ matchmaker กับ catalyst เพราะทั้งสองช่วยให้ปฏิสัมพันธ์ที่ต้องการเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ในโครงสร้างนี้ like เป็นคำบุพบทที่หมายถึง «คล้ายกับ» ไม่ใช่คำกริยา like ที่หมายถึง «ชอบ» เมื่อสังเกตเห็น is like เราจะรู้ว่าประโยคกำลังอธิบายด้วยการเปรียบเทียบ ไม่ได้บอกว่าสองสิ่งนี้เหมือนกันทุกประการ

แบบฝึกหัด

ใน “A firewall is like a security guard” คำว่า “is like” ทำหน้าที่อะไร?

  1. เปรียบเทียบไฟร์วอลล์กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างชัดเจน
  2. บอกว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นไฟร์วอลล์ชนิดหนึ่ง
  3. บอกว่าไฟร์วอลล์ชอบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
ดูคำตอบ

เปรียบเทียบไฟร์วอลล์กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างชัดเจน

Chemical catalysts function by lowering the activation energy. การใช้คำ

4:08

ตัวเร่งปฏิกิริยาทางเคมีทำหน้าที่โดยการลดพลังงานกระตุ้น

การใช้คำ

activation energy: กำแพงพลังงานของปฏิกิริยา

ในวิชาเคมี activation energy หรือ «พลังงานก่อกัมมันต์» คือพลังงานขั้นต่ำที่อนุภาคของสารตั้งต้นต้องมีเพื่อให้ปฏิกิริยาเริ่มขึ้น เป็นกำแพงพลังงานในช่วงเริ่มต้น ไม่ใช่พลังงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยา ในประโยคนี้ lowering the activation energy อธิบายว่าตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยอย่างไร กล่าวคือ ในสภาวะเดียวกันจะมีอนุภาคมากขึ้นที่ไปถึงระดับพลังงานที่จำเป็นได้ activation ในที่นี้หมายถึงการเริ่มปฏิกิริยา ไม่ใช่การเปิดใช้งานบัญชีหรืออุปกรณ์

แบบฝึกหัด

ในวิชาเคมี activation energy คืออะไร?

  1. พลังงานทั้งหมดที่ปล่อยออกมาหลังจากปฏิกิริยาสิ้นสุด
  2. พลังงานขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการเริ่มปฏิกิริยา
  3. พลังงานที่ใช้เปิดใช้งานบัญชีออนไลน์
ดูคำตอบ

พลังงานขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการเริ่มปฏิกิริยา

In other words, ลำดับความ

4:11

พูดอีกอย่างก็คือ

by lowering the energy required to start a reaction. ไวยากรณ์

4:12

ด้วยการลดพลังงานที่จำเป็นในการเริ่มต้นปฏิกิริยา

ลำดับความ

In other words ในฐานะสัญญาณของการกล่าวใหม่

In other words เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ตามมาคือการกล่าวแนวคิดก่อนหน้าใหม่ให้ชัดเจนหรือเข้าใจง่ายขึ้น วลีนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย ไม่ได้ใช้เพื่อเสนอประเด็นใหม่แยกต่างหาก ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเตรียมให้ผู้ฟังพบกับคำอธิบายแบบง่ายของ activation energy ซึ่งก็คือพลังงานที่จำเป็นต่อการเริ่มปฏิกิริยา

แบบฝึกหัด

In other words ในที่นี้ส่งสัญญาณถึงอะไร?

  1. กล่าวแนวคิดเดิมใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
  2. แสดงว่าแนวคิดทั้งสองตรงข้ามกัน
  3. เพิ่มประเด็นใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

กล่าวแนวคิดเดิมใหม่ให้ชัดเจนขึ้น

ไวยากรณ์

energy required to start a reaction: อนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อ

ใน energy required to start a reaction ส่วน required to start a reaction เป็นวลีที่ใช้กริยาช่องสามและวางไว้หลัง energy วลีนี้ระบุว่ากำลังพูดถึงพลังงานใด นั่นคือพลังงานที่จำเป็นเพื่อให้ปฏิกิริยาเริ่มขึ้น วลีนี้เป็นรูปย่อของ energy that is required to start a reaction คำว่า Required ไม่ใช่กริยาหลักในที่นี้ แต่ทำหน้าที่ขยาย energy โครงสร้างที่กระชับแบบนี้พบได้บ่อยในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์และเทคนิค

แบบฝึกหัด

อนุประโยคสัมพันธ์แบบเต็มข้อใดมีความหมายเหมือน energy required to start a reaction?

  1. the energy that starts a reaction
  2. the energy that requires a reaction to start
  3. the energy that is required to start a reaction
ดูคำตอบ

the energy that is required to start a reaction

They do this by bringing two particles together วลี

4:14

พวกมันทำแบบนี้โดยการนำอนุภาคสองตัวมาอยู่ด้วยกัน

วลี

bringing two particles together: โครงสร้าง bring ... together

โครงสร้าง bring + กรรม + together หมายถึงทำให้คนหรือสิ่งของที่เดิมแยกกันมาพบ เชื่อมโยง หรือเข้าใกล้กัน ในประโยคนี้ bringing two particles together หมายถึงทำให้อนุภาคทั้งสองเข้าใกล้กันมากพอที่จะเกิดปฏิสัมพันธ์กันได้ together เน้นผลลัพธ์ว่าอนุภาคทั้งสองลงเอยด้วยการอยู่ใกล้กัน ไม่ได้หมายความเพียงว่าอนุภาคแต่ละตัวถูกย้ายไปที่ใดที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง bring ... together ให้สมบูรณ์: The team activity brings everyone ____.

ดูคำตอบ

together

and orienting them correctly in space การใช้คำ

4:16

และจัดวางทิศทางในพื้นที่อย่างถูกต้อง

การใช้คำ

orienting them correctly in space: จัดแนวพวกมันในอวกาศให้ถูกต้อง

orient + กรรม หมายถึงหมุนหรือจัดวางสิ่งหนึ่งให้หันไปในทิศทางที่ต้องการ ในที่นี้ them หมายถึงอนุภาคสองอนุภาค และ orienting them correctly in space หมายถึงจัดทิศทางสามมิติของอนุภาคให้หันเข้าหากันในแบบที่ต้องการ หลัง by คำว่า orienting วางขนานกับ bringing: they do this by bringing ... and orienting .... วลีนี้เสริมว่าการนำอนุภาคมาใกล้กันอย่างเดียวยังไม่พอ ทิศทางของอนุภาคก็สำคัญเช่นกัน

แบบฝึกหัด

orienting the parts correctly หมายถึงอะไร?

  1. ทำให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นเคลื่อนที่เร็วขึ้น
  2. ปรับทิศทางที่ชิ้นส่วนเหล่านั้นหันไป
  3. วัดว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นหนักเท่าใด
ดูคำตอบ

ปรับทิศทางที่ชิ้นส่วนเหล่านั้นหันไป

so that the two can meet ไวยากรณ์

4:18

เพื่อให้ทั้งสองสามารถมาเจอกัน

at the correct configuration

4:20

ในรูปแบบที่ถูกต้อง

ไวยากรณ์

so that ... can ... เพื่อบอกจุดประสงค์ที่ทำให้บางสิ่งเป็นไปได้

ในที่นี้ so that ใช้ขึ้นต้นจุดประสงค์หรือผลที่การกระทำก่อนหน้าทำให้เป็นไปได้ กล่าวคือ การกระทำนั้นทำให้อนุภาคทั้งสองมาพบกันในโครงแบบที่ต้องการได้ รูปแบบคือ so that + ประธาน + can + กริยารูปพื้นฐาน ให้มอง so that เป็นคำเชื่อมของอนุประโยคทั้งหมด can แสดงว่าการกระทำหรือเงื่อนไขก่อนหน้าทำให้สิ่งที่ตามมาเป็นไปได้ ไม่ใช่แค่ so ที่บอกผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสองคำที่ใช้บอกจุดประสงค์ให้ถูกต้อง: Lower the shelf ____ younger children can reach the books.

ดูคำตอบ

so that

and allow a reaction to take place. วลี

4:22

และทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้

วลี

allow a reaction to take place: ทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้

allow + กรรม + to + กริยารูปพื้นฐาน อาจหมายถึงทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นได้ ไม่ได้หมายถึงอนุญาตเท่านั้น ในคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์นี้ เงื่อนไขต่าง ๆ ทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้ take place เป็นสำนวนคงที่ที่หมายถึงเกิดขึ้น ใน allow a reaction to take place นั้น a reaction เป็นกรรมของ allow และเป็นประธานโดยนัยของ take place

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้สำนวนคงที่ take place: Clear weather allows the launch ____.

ดูคำตอบ

to take place

So,

4:24

ดังนั้น

to sum up, ลำดับความ

4:24

สรุปได้ว่า

ลำดับความ

to sum up: สัญญาณบอกการสรุป

to sum up เป็นสัญญาณในการเรียบเรียงคำพูดที่บอกผู้ฟังว่า ผู้พูดกำลังจะย่อประเด็นก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปสั้น ๆ ในส่วนนี้ so ช่วยเชื่อมบทสรุปนั้นกับเนื้อหาที่พูดมาก่อน ในที่นี้ sum up หมายถึง “สรุป” ไม่ใช่การบวกตัวเลข เมื่อได้ยินคำนี้ใกล้ช่วงท้ายของคำอธิบาย ให้ตั้งใจฟังข้อสรุปหลักที่จะตามมา

แบบฝึกหัด

หลังจากผู้พูดกล่าวว่า “to sum up” โดยปกติควรคาดว่าจะได้ยินอะไรต่อไป

  1. โจทย์คำนวณที่ใช้การบวก
  2. หัวข้อใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
  3. ข้อสรุปสั้น ๆ ที่อิงจากประเด็นก่อนหน้า
ดูคำตอบ

ข้อสรุปสั้น ๆ ที่อิงจากประเด็นก่อนหน้า

if a future chemist wants a date for the dance,

4:25

ถ้านักเคมีในอนาคตต้องการคู่ไปงานเต้นรำ

he must collide with another person

4:27

เขาต้องเดินชนอีกคนหนึ่ง

and knock the books out of their hands.

4:29

และชนหนังสือให้ร่วงจากมือพวกเขา

And if a chemist wants to make a chemical reaction occur, วลี

4:31

และถ้านักเคมีต้องการทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น

วลี

to make a chemical reaction occur: make + กรรม + คำกริยารูปพื้นฐาน

ใน to make a chemical reaction occur คำว่า to ตัวแรกเป็นส่วนหนึ่งของ wants to make ส่วน make เป็นคำกริยาเชิงเหตุที่หมายถึงคนหรือสิ่งหนึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ โครงสร้างในที่นี้คือ make + กรรม + คำกริยารูปพื้นฐาน โดย a chemical reaction เป็นกรรม และ occur เป็นคำกริยารูปพื้นฐาน หลัง make ที่ใช้ในความหมายเชิงเหตุในประโยคกรรตุวาจก ไม่ต้องใส่ to หน้าคำกริยาตัวที่สอง ต้องใช้ make the reaction occur ไม่ใช่ make the reaction to occur คำว่า occur เป็นคำที่ค่อนข้างเป็นทางการกว่า happen และเหมาะกับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

ใช้รูปพื้นฐานของ occur เพื่อเติมโครงสร้างเชิงเหตุให้สมบูรณ์: Heat can make the reaction ____ faster.

ดูคำตอบ

occur

the particles must collide in the correct orientation การใช้คำ

4:33

อนุภาคต่างๆ จะต้องชนกันในทิศทางที่ถูกต้อง

with an appropriate amount of energy.

4:36

ด้วยปริมาณพลังงานที่เหมาะสม

การใช้คำ

correct orientation with an appropriate amount of energy: แนววางตัวที่ถูกต้องและปริมาณพลังงานที่เหมาะสม

ในที่นี้ correct orientation และ an appropriate amount of energy ระบุเงื่อนไขสองข้อของการชนที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาได้ อนุภาคต้องชนกันด้วยการจัดวางเชิงพื้นที่ที่ทำให้ส่วนที่เกี่ยวข้องมีปฏิสัมพันธ์กันได้ และต้องมีพลังงานเพียงพอที่จะข้ามกำแพงพลังงานของปฏิกิริยา appropriate หมายถึง “เหมาะสม” หรือ “เพียงพอสำหรับปฏิกิริยา” ไม่ได้หมายความว่ายิ่งมีพลังงานมากที่สุดยิ่งดีเสมอไป และไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงค่าพลังงานที่แม่นยำเพียงค่าเดียว

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ an appropriate amount of energy หมายถึงอะไร

  1. พลังงานที่เพียงพอต่อข้อกำหนดของปฏิกิริยา
  2. ระดับพลังงานที่แน่นอนเพียงค่าเดียวสำหรับทุกปฏิกิริยา
  3. พลังงานในปริมาณสูงสุดที่เป็นไปได้
ดูคำตอบ

พลังงานที่เพียงพอต่อข้อกำหนดของปฏิกิริยา

And both of these processes can be accelerated การใช้คำ

4:38

และกระบวนการทั้งสองนี้สามารถเร่งความเร็วได้

การใช้คำ

these processes can be accelerated: กระบวนการเหล่านี้สามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้

Can be accelerated ใช้โครงสร้างกริยาช่วย can + be + กริยาช่องที่สาม เป็นโครงสร้างแบบถูกกระทำที่หมายถึง “สามารถทำให้เร็วขึ้นได้” processes เป็นสิ่งที่ได้รับการกระทำ ส่วนบุคคล เครื่องมือ หรือเงื่อนไขที่ทำให้กระบวนการเร็วขึ้นอาจไม่ต้องระบุ หรืออาจนำหน้าด้วย by, with หรือ through Accelerate ไม่ได้ใช้เฉพาะกับยานพาหนะ แต่ยังใช้กับปฏิกิริยา การพัฒนา การตรวจสอบ และกระบวนการเชิงนามธรรมอื่น ๆ ได้ ในประโยคนี้ these processes ย้อนกลับไปหมายถึงกระบวนการนัดพบในเรื่องเปรียบเทียบและกระบวนการเกิดปฏิกิริยาเคมี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย can be และกริยาช่องที่สามของ accelerate: The testing process ____ through automation.

ดูคำตอบ

can be accelerated

using the five methods I've described.

4:40

โดยใช้ทั้งห้าวิธีที่ผมได้อธิบายไป