คุณไม่ได้อยู่ที่ที่คุณคิดว่าคุณอยู่: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Kurzgesagt – In a Nutshell

ความยากในการเรียน
1,291 คำ 187 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: จากโลกไปถึงทางช้างเผือก วิดีโอแสดงว่าตำแหน่ง รวมทั้งทิศขึ้นและลง ขึ้นอยู่กับกรอบอ้างอิง ไม่ใช่ทิศสัมบูรณ์ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. it turns out that — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตวลีที่เปิดเผยข้อสรุปซึ่งพลิกจากสมมติฐานตามสัญชาตญาณ และใช้พาผู้ฟังไปสู่ผลที่เพิ่งได้รับการยืนยัน 2. far from it. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าเป็นการปฏิเสธว่าความคิดก่อนหน้ายังไม่ใกล้ความจริงหรือความครบถ้วน ไม่ใช่ระยะทางจริง และใช้บอกว่ายังมีเรื่องสำคัญต้องอธิบาย 3. where the best up and down is is hard. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: แยก is แรกว่าอยู่ในอนุประโยค where และ is หลังว่าเป็นกริยาเชื่อมของประโยคหลัก จึงไม่เข้าใจประโยคพูดที่ซับซ้อนผิดว่าเป็นข้อผิดพลาด

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Look around you.

0:00

ลองมองไปรอบๆ ตัวคุณ

Where are you?

0:02

คุณอยู่ที่ไหน?

Where is this place you're occupying?

0:03

สถานที่ที่คุณอยู่ตอนนี้คือที่ไหน?

Somewhere in a room, maybe in a city,

0:06

ที่ไหนสักแห่งในห้อง บางทีอาจจะในเมือง

on a continent, on a planet orbiting a star in a galaxy among billions.

0:08

บนทวีป บนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ในกาแล็กซีหนึ่งในหลายพันล้านแห่ง

But where is all of that?

0:13

แต่ทั้งหมดนั้นอยู่ที่ไหนล่ะ?

While this may feel like a daft question,

0:16

แม้ว่านี่อาจฟังดูเป็นคำถามที่ไร้สาระ

it turns out that the concept of an absolute position is something humans made up. ลำดับความ

0:18

แต่ปรากฏว่าแนวคิดเรื่องตำแหน่งสัมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น

ลำดับความ

it turns out that: เปิดเผยผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง

it turns out that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงหรือข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นหลังจากตรวจสอบ คิดทบทวน หรือฟังคำอธิบาย ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเปลี่ยนจากการค้นหาตำแหน่งที่แน่นอนไปสู่ข้อสรุปว่า ตำแหน่งสัมบูรณ์เป็นแนวคิดที่มนุษย์สร้างขึ้น it ตรงนี้ไม่ได้แทนสิ่งใดโดยเฉพาะ โครงสร้าง it turns out that + อนุประโยค ใช้จัดลำดับข้อมูล โดยเริ่มจากคำถามหรือความคาดหมาย แล้วจึงเปิดเผยความจริง

แบบฝึกหัด

หลังจากค้นหาอย่างละเอียด Maya พบกุญแจที่หายไปในกระเป๋าเป้ของตน ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับเกริ่นผลลัพธ์ที่ยืนยันแล้วและค่อนข้างคาดไม่ถึงนี้

  1. It turns out that the key was in her backpack.
  2. It seems that the key is in her backpack.
  3. Maya guesses that the key is in her backpack.
ดูคำตอบ

It turns out that the key was in her backpack.

In a nutshell, สำนวน

0:24

พูดสั้นๆ ก็คือ

สำนวน

In a nutshell: บอกใจความสำคัญอย่างสั้น ๆ

In a nutshell เป็นสำนวนที่หมายถึง การพูดด้วยคำเพียงไม่กี่คำหรือบอกเฉพาะใจความสำคัญ โดย nutshell ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงเปลือกถั่วจริง ๆ เมื่ออยู่ต้นข้อความและตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค วลีนี้บอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีการสรุปสั้น ๆ ในที่นี้ วลีดังกล่าวทำหน้าที่บอกว่าคำอธิบายถัดไปคือรูปแบบที่ง่ายที่สุดของแนวคิดนั้น

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “พูดด้วยคำเพียงไม่กี่คำ” ลงในประโยค: ____, our class needs more time to finish the project.

ดูคำตอบ

In a nutshell

the universe is a big bag of space that has things in it.

0:24

จักรวาลคือถุงพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีสิ่งต่างๆ อยู่ในนั้น

If someone removed all these things,

0:28

หากมีใครเอาสิ่งเหล่านี้ออกไปจนหมด

the stars and planets and black holes and dust,

0:30

ทั้งดวงดาว ดาวเคราะห์ หลุมดำ และฝุ่นผง

there would just be empty space left.

0:33

ก็จะมีเพียงพื้นที่ว่างเปล่าหลงเหลืออยู่

In empty space, the concept of having a position loses all meaning. วลี

0:35

ในพื้นที่ว่างเปล่า แนวคิดของการมีตำแหน่งจะสูญเสียความหมายไปโดยสิ้นเชิง

วลี

loses all meaning. — เมื่อแนวคิดหมดความหมายโดยสิ้นเชิง

ใน “loses all meaning” คำว่า lose ไม่ได้หมายถึงทำสิ่งของหาย แต่หมายถึง “ไม่เหลือ” คุณสมบัติที่เป็นนามธรรมอีกต่อไป ประธานคือ “the concept of having a position” ดังนั้นประโยคนี้บอกว่า ในสถานการณ์ที่กล่าวถึง แนวคิดนี้ไม่สามารถตีความอย่างมีความหมายได้อีก “All” เน้นว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ใช่แค่มีประโยชน์น้อยลง โครงสร้างนี้ยังใช้กับความคิด กฎ ความแตกต่าง หรือคำอธิบายที่ใช้ไม่ได้อีกเมื่อเงื่อนไขจำเป็นหายไป

แบบฝึกหัด

“loses all meaning” ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. แนวคิดนั้นอธิบายได้ยากขึ้น แต่ความหมายยังเหมือนเดิม
  2. แนวคิดนั้นไม่มีจุดอ้างอิงที่มีความหมายเหลืออยู่อีก
  3. แนวคิดนั้นถูกทำหายไปจริง ๆ
ดูคำตอบ

แนวคิดนั้นไม่มีจุดอ้างอิงที่มีความหมายเหลืออยู่อีก

Empty space is uniform, the same everywhere.

0:39

พื้นที่ว่างเปล่ามีความสม่ำเสมอ เหมือนกันไปหมดทุกที่

The space we occupy is not like a stage under our feet. สำนวน

0:43

พื้นที่ที่เราครอบครองอยู่นั้น ไม่เหมือนเวทีที่อยู่ใต้เท้าของเรา

สำนวน

like a stage under our feet. — ปฏิเสธอุปมาของแท่นรองรับที่คงที่

ใน “like a stage under our feet” คำว่า like ใช้นำการเปรียบเทียบหน้ากลุ่มคำนาม “a stage under our feet” เวทีทำให้นึกถึงพื้นผิวคงที่ที่รองรับผู้คน ดังนั้นวลีนี้จึงสร้างภาพคุ้นเคยของพื้นที่ว่าเป็นแท่นที่มั่นคง ประโยคนี้ใช้ “is not like” จึงเป็นการปฏิเสธภาพดังกล่าว ส่วนที่เน้นไม่ได้บอกว่ามีเวทีจริงอยู่ใต้ตัวเรา แต่บอกถึงแบบจำลองความเข้าใจที่ผู้พูดกำลังแก้ไข

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ “like a stage under our feet” ทำหน้าที่อะไร

  1. บอกว่าผู้พูดไม่ชอบการยืนบนเวที
  2. นำเสนอการเปรียบเทียบที่คุ้นเคยซึ่งผู้พูดปฏิเสธว่าเป็นแบบจำลองของพื้นที่
  3. บอกว่ามีเวทีจริงอยู่ใต้เรา
ดูคำตอบ

นำเสนอการเปรียบเทียบที่คุ้นเคยซึ่งผู้พูดปฏิเสธว่าเป็นแบบจำลองของพื้นที่

We can't mark specific points or staple something to space-time as an anchor. สำนวน

0:47

เราไม่สามารถระบุจุดเฉพาะเจาะจง หรือเย็บอะไรบางอย่างติดกับกาลอวกาศเป็นสมอเรือได้

สำนวน

เย็บบางสิ่งติดกับปริภูมิ-เวลาเพื่อใช้เป็นจุดยึด

ในที่นี้ staple something to space-time as an anchor เป็นอุปมาที่จงใจใช้ภาพของการกระทำทางกายภาพ โดยให้เรานึกภาพว่ากำลังยึดเครื่องหมายไว้กับปริภูมิ-เวลาอย่างแน่นหนาจนขยับไม่ได้ ประโยคนี้บอกว่าเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ปริภูมิ-เวลาไม่ได้ให้จุดที่ตรึงอยู่กับที่อย่างสัมบูรณ์ ตำแหน่งจึงต้องอธิบายโดยเทียบกับสิ่งอื่น ดังนั้น anchor จึงหมายถึงจุดอ้างอิงที่มั่นคง ไม่ใช่สมอเรือจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ staple something to space-time as an anchor หมายความว่าอย่างไร?

  1. สร้างจุดอ้างอิงที่แน่นอนและตายตัวในปริภูมิ-เวลา
  2. ใช้ลวดเย็บโลหะจริงเย็บติดกับวัตถุในอวกาศ
  3. ใช้สมอเรือเพื่อวัดระยะทาง
ดูคำตอบ

สร้างจุดอ้างอิงที่แน่นอนและตายตัวในปริภูมิ-เวลา

Without things, there is no position.

0:52

ถ้าไม่มีสิ่งของ ก็จะไม่มีตำแหน่ง

We are really ever only at a position in relation to something else,

0:55

แท้จริงแล้ว เรามักจะอยู่ในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับสิ่งอื่นเสมอ

which also means that things we take for granted สำนวน

1:00

ซึ่งนั่นก็หมายความว่าสิ่งที่เรามองว่าเป็นเรื่องปกติ

like up and down are actually relative too.

1:02

อย่างเช่นบนและล่าง แท้จริงแล้วมันก็เป็นเรื่องสัมพัทธ์เช่นกัน

สำนวน

take for granted: มองว่าเป็นเรื่องแน่นอนโดยไม่ตั้งคำถาม

Take something for granted หมายถึงการยอมรับว่าสิ่งหนึ่งเป็นเรื่องปกติ แน่นอน หรือมีอยู่ให้เสมอโดยไม่หยุดตั้งคำถาม ในประโยคนี้ ผู้คนมองว่าด้านบนและด้านล่างเป็นทิศที่ชัดเจนและตายตัว ในบริบทอื่น โครงสร้างเดียวกันนี้อาจหมายถึงการไม่สังเกตเห็นหรือไม่เห็นคุณค่าของคนหรือสิ่งของ เพราะคุ้นเคยกับสิ่งนั้นมากเกินไป แนวคิดร่วมกันคือการยอมรับโดยไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “ไม่เห็นคุณค่าความช่วยเหลือของเขา”: Lena took his help ____ and never thanked him.

ดูคำตอบ

for granted

Okay, let's fill the universe up with things again

1:06

เอาล่ะ มาเติมเต็มจักรวาลด้วยสิ่งต่างๆ กันอีกครั้ง

and try to find out where you are right now กริยาวลี

1:08

แล้วพยายามค้นหาว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน

relative to everything else.

1:11

เมื่อเทียบกับสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด

กริยาวลี

find out: ได้รู้ข้อมูลที่ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้

ในประโยคนี้ find out หมายถึง “ได้รู้หรือค้นพบข้อมูลที่ยังไม่รู้” ผู้พูดต้องการระบุตำแหน่งของคุณเมื่อเทียบกับทุกสิ่งทุกอย่าง find out เป็นกริยาวลีที่ประกอบด้วยสองคำ ในที่นี้ out ไม่ได้บอกการเคลื่อนที่ กรรมอาจเป็นข้อเท็จจริงหรืออนุประโยคก็ได้ เช่น find out the answer และ find out where you are

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ find out ในความหมายว่า “ได้รู้ข้อมูลที่ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้”

  1. We need to find the key under the sofa.
  2. We need to find out why the door will not open.
  3. We need to put the key outside.
ดูคำตอบ

We need to find out why the door will not open.

Let's start this video at a familiar place ลำดับความ

1:24

มาเริ่มวิดีโอนี้ในสถานที่ที่คุ้นเคยกันก่อน

and then get increasingly weird.

1:26

แล้วจากนั้นมันจะเริ่มแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ

ลำดับความ

Let's start ... and then ...: บอกเส้นทางของคำอธิบายล่วงหน้า

ประโยคนี้บอกเส้นทางให้ผู้ฟังรู้ก่อนเริ่มคำอธิบาย Let's start ... กำหนดขั้นแรก และ and then บอกขั้นถัดไป ผู้ฟังจึงรู้ลำดับของแนวคิดล่วงหน้า เส้นทางนี้เริ่มจากสถานที่ที่คุ้นเคยแล้วไปสู่เนื้อหาที่ increasingly weird ในที่นี้ increasingly หมายถึง “มากขึ้นเรื่อย ๆ” ส่วน weird ใช้น้ำเสียงเบา ๆ เพื่อบรรยายแนวคิดที่ดูไม่คุ้นเคยหรือขัดกับสัญชาตญาณ

แบบฝึกหัด

เมื่ออยู่ตอนต้นของการนำเสนอ ประโยค “Let's start with a familiar example and then move into the stranger cases” ทำหน้าที่อะไร

  1. ประโยคนี้บอกว่าทุกตัวอย่างจะเป็นเรื่องที่คุ้นเคย
  2. ประโยคนี้จบการนำเสนอโดยไม่บอกเส้นทางของเนื้อหา
  3. ประโยคนี้บอกล่วงหน้าว่าเนื้อหาจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเรื่องที่คุ้นเคยไปสู่เรื่องที่คุ้นเคยน้อยลง
ดูคำตอบ

ประโยคนี้บอกล่วงหน้าว่าเนื้อหาจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเรื่องที่คุ้นเคยไปสู่เรื่องที่คุ้นเคยน้อยลง

From your perspective,

1:29

จากมุมมองของคุณ

the world is seemingly flat and you can move in three dimensions.

1:29

ดูเหมือนว่าโลกนี้แบนราบ และคุณสามารถเคลื่อนที่ในสามมิติได้

It's what physicists call a frame of reference, การใช้คำ

1:33

นั่นคือสิ่งที่นักฟิสิกส์เรียกว่ากรอบอ้างอิง

การใช้คำ

frame of reference: ระบบที่ใช้บรรยายการเคลื่อนที่

ในที่นี้ frame of reference หมายถึงระบบหรือมุมมองที่ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งอยู่ที่ไหนและเคลื่อนที่อย่างไร ในฟิสิกส์ ตำแหน่งและการเคลื่อนที่ของผู้สังเกตเป็นส่วนหนึ่งของระบบอ้างอิงนั้น ดังนั้นการเคลื่อนที่เดียวกันอาจอธิบายต่างกันได้เมื่อมองจากกรอบอ้างอิงต่างกัน สำนวนนี้ยังใช้ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อหมายถึงสมมติฐานเบื้องหลังหรือมุมมองที่ใช้ทำความเข้าใจแนวคิดหนึ่งได้ด้วย frame ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกรอบรูป แต่หมายถึงโครงสร้างที่ช่วยจัดระเบียบการสังเกต

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The speed of the car depends on your frame of reference' frame of reference หมายถึงอะไร เลือกคำอธิบายที่เหมาะสมที่สุด

  1. กฎที่ทำให้ผู้สังเกตทุกคนวัดความเร็วได้เท่ากัน
  2. ระบบหรือมุมมองที่ใช้บรรยายหรือวัดการเคลื่อนที่ของรถ
  3. ขอบจริง ๆ รอบรูปภาพของรถ
ดูคำตอบ

ระบบหรือมุมมองที่ใช้บรรยายหรือวัดการเคลื่อนที่ของรถ

the perspective you have of the universe

1:36

ซึ่งก็คือมุมมองที่คุณมีต่อจักรวาล

and how you see things moving around you,

1:38

และวิธีที่คุณมองเห็นสิ่งต่างๆ เคลื่อนที่รอบตัวคุณ

where your up and down is.

1:40

รวมถึงทิศบนและทิศล่างของคุณอยู่ตรงไหน

Your frame of reference is correct for you,

1:42

กรอบอ้างอิงของคุณถูกต้องสำหรับคุณ

but not for the rest of the universe.

1:46

แต่ไม่ถูกต้องสำหรับส่วนอื่นของจักรวาล

Around 5 km from you,

1:49

ห่างจากคุณไปประมาณ 5 กิโลเมตร

where the horizon begins,

1:50

ตรงที่เส้นขอบฟ้าเริ่มต้นขึ้น

the ground noticeably curves away from you.

1:52

พื้นดินจะโค้งงอออกห่างจากคุณอย่างเห็นได้ชัด

If you could see through the ground, ไวยากรณ์

1:55

ถ้าคุณมองทะลุพื้นดินได้

you'd see people from below or sideways.

1:56

คุณจะเห็นผู้คนจากด้านล่างหรือด้านข้าง

ไวยากรณ์

If you could see ... you'd see: ผลลัพธ์ภายใต้เงื่อนไขสมมติ

“If you could see” ใช้เปิดเงื่อนไขที่จินตนาการขึ้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่นำเสนอว่าเกิดขึ้นจริง ในที่นี้ could หมายถึง “สามารถ” ไม่ได้บอกว่าเป็นอดีต ส่วน “you'd see” เป็นรูปย่อของ you would see และบอกผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ เมื่อนำมารวมกัน โครงสร้างนี้ชวนให้ผู้ฟังนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงหรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้โครงสร้างดังกล่าวเป็นการทดลองทางความคิด คือถ้ามองทะลุพื้นดินได้ ก็จะเห็นผู้คนจากมุมที่ไม่คุ้นเคย โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้พูดถึงความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันที่จินตนาการขึ้นด้วย If + could ... you'd ... ได้ถูกต้อง

  1. If you can breathe underwater, you'd explore the reef.
  2. If you could breathe underwater, you'll explore the reef.
  3. If you could breathe underwater, you'd explore the reef.
ดูคำตอบ

If you could breathe underwater, you'd explore the reef.

But they don't fall down off the planet

1:59

แต่พวกเขาไม่ร่วงตกลงไปจากโลก

because gravity doesn't actually pull them down.

2:01

เพราะแรงโน้มถ่วงไม่ได้ดึงพวกเขากระชากลงมาจริงๆ

Down is an illusion of your reference frame.

2:04

ทิศลงเป็นเพียงภาพลวงตาจากกรอบอ้างอิงของคุณ

To Earth's reference frame,

2:07

สำหรับกรอบอ้างอิงของโลก

gravity just pulls in.

2:09

แรงโน้มถ่วงเพียงแค่ดึงเข้าหาศูนย์กลาง

But for humans, there is an up and down

2:11

แต่สำหรับมนุษย์แล้ว มีทิศบนและทิศล่าง

because within our frame of reference, that just makes sense,

2:13

เพราะภายในกรอบอ้างอิงของเรา นั่นถือว่าสมเหตุสมผล

which is also why we think that the planet itself has an up and down,

2:17

ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงคิดว่าดาวเคราะห์ดวงนี้เองก็มีทิศบนและล่าง

north and south,

2:20

มีเหนือและใต้

and we made our maps accordingly.

2:22

และเราก็สร้างแผนที่ตามนั้น

But an observer looking at the solar system might disagree.

2:24

แต่ผู้สังเกตที่มองมายังระบบสุริยะอาจไม่เห็นด้วย

Our maps make sense to us because we're used to them, ไวยากรณ์

2:29

แผนที่ของเราสมเหตุสมผลสำหรับเรา เพราะเราคุ้นเคยกับมัน

not because they are correct.

2:31

ไม่ใช่เพราะว่ามันถูกต้อง

ไวยากรณ์

because A, not because B: การแก้ไขเหตุผล

โครงสร้าง because A, not because B ระบุว่า A คือเหตุผลที่แท้จริง และปฏิเสธ B ในฐานะคำอธิบาย ในประโยคนี้ แผนที่ดูสมเหตุสมผลเพราะเราคุ้นเคยกับมัน ไม่ใช่เพราะแผนที่นั้นถูกต้อง not because ปฏิเสธเฉพาะเหตุผล B ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าแผนที่ดูสมเหตุสมผลสำหรับเรา และโครงสร้างนี้เพียงอย่างเดียวก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า B เป็นเท็จ ใช้รูปแบบนี้เพื่อแก้คำอธิบายที่ดูน่าเชื่อแต่ไม่ถูกต้อง

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างแก้ไขเหตุผล because A, not because B ให้สมบูรณ์: The trail seems easy ____ I have walked it before, ____ it is short.

ดูคำตอบ

because · not because

ไวยากรณ์

be used to + คำนามหรือ -ing: คุ้นเคยกับ

Be used to หมายถึง “คุ้นเคยกับ” หรือ “รู้สึกว่าสิ่งหนึ่งเป็นเรื่องที่คุ้นชิน” ใน we're used to them คำว่า we're หมายถึง we are ส่วน used ทำหน้าที่คล้ายคำคุณศัพท์ และ to เป็นคำบุพบท โดย them เป็นกรรมของ to หลัง be used to ให้ใช้คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing: She is used to the noise; He is used to waking early. เปลี่ยนรูปของ be ให้ตรงกับประธานและเวลา: I am used to it; they were used to it.

แบบฝึกหัด

เลือกสำนวนที่แสดงสภาวะในปัจจุบันซึ่งเกิดขึ้นอย่างมั่นคงแล้ว: Nina has lived beside the train line for five years and no longer notices the noise. She ___ it.

  1. used to
  2. is getting used to
  3. is used to
ดูคำตอบ

is used to

Okay, so this is step one.

2:34

โอเค นั่นคือขั้นแรก

Your position on what feels like a flat surface,

2:36

ตำแหน่งของคุณบนสิ่งที่รู้สึกเหมือนเป็นพื้นผิวราบเรียบ

but is actually a sphere.

2:39

แต่จริงๆ แล้วเป็นทรงกลม

But this sphere is always moving,

2:41

แต่ทรงกลมนี้ก็เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา

never staying in one position.

2:43

ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่ในตำแหน่งเดียว

Earth is orbiting a star,

2:45

โลกโคจรรอบดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง

the sun at the center of the solar system.

2:46

นั่นคือดวงอาทิตย์ที่ใจกลางระบบสุริยะ

While we usually imagine this as pretty orderly,

2:49

แม้เรามักจะจินตนาการว่านี่เป็นระเบียบเรียบร้อยดี

someone looking at us from the outside would see something pretty messy.

2:52

แต่คนที่มองมาที่เราจากภายนอก จะเห็นบางอย่างที่ค่อนข้างยุ่งเหยิง

To see this more clearly,

2:56

เพื่อให้เห็นเรื่องนี้ชัดเจนขึ้น

we'll exaggerate all these movements.

2:57

เราจะขยายการเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ให้เกินจริง

This is not to scale. วลี

2:59

นี่ไม่ได้สร้างตามสัดส่วนจริงนะ

วลี

not to scale: ไม่ได้วาดตามมาตราส่วน

ใน This is not to scale คำว่า not to scale เป็นคำเตือนว่าขนาด ระยะทาง หรือสัดส่วนในภาพถูกปรับแต่ง และไม่ได้แสดงตามความสัมพันธ์จริง scale ในที่นี้หมายถึงอัตราส่วนระหว่างสิ่งที่นำเสนอในภาพกับของจริง จึงไม่ควรใช้ขนาดที่มองเห็นในภาพมาตัดสินสัดส่วนจริงอย่างแม่นยำ

แบบฝึกหัด

แผนภาพมีคำกำกับว่า not to scale คุณควรเข้าใจว่าอย่างไร

  1. แผนภาพนี้วัดด้วยเครื่องชั่งน้ำหนัก
  2. แผนภาพแสดงสัดส่วนจริงอย่างแม่นยำ
  3. สัดส่วนอาจถูกเปลี่ยนเพื่อให้แผนภาพดูเข้าใจง่ายขึ้น
ดูคำตอบ

สัดส่วนอาจถูกเปลี่ยนเพื่อให้แผนภาพดูเข้าใจง่ายขึ้น

First of all, our orbit really is an ellipse,

3:01

ประการแรก วงโคจรของเราจริงๆ แล้วเป็นวงรี

so we spend half the year sinking a little bit closer to the sun, ไวยากรณ์

3:04

ดังนั้นเราจึงใช้เวลาครึ่งปี จมลึกลงไปใกล้ดวงอาทิตย์อีกนิด

speeding up,

3:06

ซึ่งจะมีความเร็วเพิ่มขึ้น

and half the year rising up a bit and slowing down.

3:07

และใช้เวลาอีกครึ่งปี ลอยสูงขึ้นมานิดหน่อยและช้าลง

ไวยากรณ์

spend half the year sinking: โครงสร้าง spend + เวลา + doing

โครงสร้าง spend + ระยะเวลา + doing ใช้อธิบายกิจกรรมหรือกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดช่วงเวลานั้น ใน spend half the year sinking คำว่า half the year เป็นส่วนที่บอกเวลา และ sinking เป็นรูป -ing ที่ระบุกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่ sinking ในที่นี้หมายถึงการค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในคำอธิบายด้วยภาพ ไม่ได้หมายถึงการใช้จ่ายเงินหรือการจมลงในสิ่งใดจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ spend และรูป -ing ของ finish: Maya ____ the afternoon ____ her science project.

ดูคำตอบ

spent · finishing

And the ellipse itself changes its shape every 100,000 years too.

3:11

และตัววงรีเองก็เปลี่ยนรูปร่างทุกๆ 100,000 ปีด้วยเช่นกัน

And in another cycle of 112,000 years,

3:15

และในอีกรอบวัฏจักร 112,000 ปี

the ellipse itself is drifting,

3:18

ตัววงรีเองก็จะเคลื่อนที่เลื่อนลอยไป

which at least creates a beautiful shape.

3:21

ซึ่งอย่างน้อยก็สร้างรูปร่างที่สวยงาม

In the end, we get an orbital path

3:24

ท้ายที่สุด เราก็ได้เส้นทางวงโคจร

that looks like a wobbly circle with wavy edges.

3:25

ที่ดูเหมือนวงกลมโยกเยกและมีขอบเป็นคลื่น

And it gets worse

3:28

และมันจะแย่ลงไปอีก

as the moon now starts to mess things up too. กริยาวลี

3:29

เพราะตอนนี้ดวงจันทร์เริ่มเข้ามาทำให้วุ่นวายด้วย

กริยาวลี

“mess things up”: ทำให้สถานการณ์แย่ลงหรือยุ่งเหยิง

ในที่นี้ mess things up หมายถึง “ทำให้สถานการณ์ซับซ้อน ไม่เป็นระเบียบ หรืออธิบายยากขึ้น” ไม่ได้หมายความว่าดวงจันทร์ทำผิดพลาด แต่หมายถึงอิทธิพลของดวงจันทร์ทำให้แบบจำลองง่าย ๆ ดูไม่เป็นระเบียบเท่าเดิม Mess up เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ ถ้ากรรมเป็นคำนาม สามารถวางไว้ก่อนหรือหลัง up ได้: mess the plan up หรือ mess up the plan ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง: mess it up ไม่ใช่ mess up it

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีเป้าหมายของบทเรียนที่หมายถึง “ทำให้สถานการณ์สับสนหรือแย่ลง”: Changing the labels again could ____ for everyone.

ดูคำตอบ

mess things up

As the moon is a pretty massive thing,

3:33

เนื่องจากดวงจันทร์เป็นสิ่งที่มีมวลค่อนข้างมาก

it pulls on Earth.

3:35

มันจึงออกแรงดึงดูดโลก

Both objects orbit their common center of gravity

3:36

วัตถุทั้งสองดวงโคจรรอบจุดศูนย์ถ่วงร่วมกัน

that lies around 4,700 km off to the side of Earth's core.

3:39

ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแกนโลกไปด้านข้างประมาณ 4,700 กม.

In practice, this means that as the moon orbits Earth, ลำดับความ

3:44

ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก

it's jerking Earth around a bit, กริยาวลี

3:47

มันก็จะกระชากโลกไปมาเล็กน้อย

กริยาวลี

jerking Earth around: ทำให้โลกเคลื่อนไหวแบบกระตุกซ้ำ ๆ

ในประโยคนี้ jerking Earth around หมายถึงแรงจากภายนอกทำให้โลกขยับเล็กน้อยอย่างไม่สม่ำเสมอ jerk สื่อถึงการเคลื่อนไหวที่ฉับพลันและกระชาก ส่วน around เพิ่มความหมายว่าทิศทางเปลี่ยนไปมา ไม่ได้เคลื่อนไปตามเส้นทางที่ราบรื่นเพียงเส้นเดียว ตรงนี้ใช้ jerk something around ในความหมายทางกายภาพ เนื่องจากกรรมคือ Earth วลีนี้จึงบรรยายการเคลื่อนไหว ไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติต่อใครอย่างไม่เป็นธรรมหรือควบคุมใคร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ jerk ... around: Every bump was ____, so the video looked shaky.

ดูคำตอบ

jerking the camera around

enough to make it jiggle.

3:48

มากพอที่จะทำให้โลกสั่นไหวได้

ลำดับความ

“In practice, this means that”: จากแนวคิดไปสู่ผลลัพธ์จริง

ในที่นี้ In practice, this means that พาคำอธิบายจากกลไกที่เป็นนามธรรมไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสังเกตได้ อนุประโยคที่ตามมาแสดงให้เห็นว่าแนวคิดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นจริงอย่างไร นั่นคือโลกถูกดึงไปมานิดหน่อยและเกิดการส่าย In practice ในที่นี้หมายถึง “ในแง่ผลที่เกิดขึ้นจริง” ไม่ใช่ “ระหว่างการฝึก” ส่วน This means that อ้างกลับไปยังคำอธิบายก่อนหน้า เพื่อบอกผู้ฟังว่าอนุประโยคถัดไปจะแสดงผลตามมาหรือความหมายในทางปฏิบัติ

แบบฝึกหัด

Every online order must be checked by one person. ประโยคต่อใดบอกผลในทางปฏิบัติของกฎนี้อย่างชัดเจน?

  1. In practice, this means that customers may wait an extra day.
  2. In other words, a person checks every order.
  3. For example, some customers place large orders.
ดูคำตอบ

In practice, this means that customers may wait an extra day.

Okay, so you're standing on the surface of a rotating planet

3:50

เอาล่ะ เท่ากับว่าคุณกำลังยืนอยู่บนพื้นผิวของดาวเคราะห์ที่กำลังหมุน

that is jiggling around the sun in an elliptical orbit

3:54

และส่ายไปส่ายมารอบดวงอาทิตย์ในวงโคจรแบบวงรี

that changes a bit every year.

3:57

ที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยในทุกๆ ปี

But who's to say the Earth is right? สำนวน

3:59

แต่ใครจะบอกได้ว่าโลกถูกต้องล่ะ?

สำนวน

who's to say: ตั้งคำถามต่อความแน่นอน

Who's to say ...? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ที่สื่อว่าไม่มีใครมีเหตุผลเพียงพอจะมั่นใจในการตัดสินนั้น ในประโยคนี้ผู้พูดกำลังตั้งคำถามต่อข้อสมมติ ไม่ได้ถามจริง ๆ ว่าใครมีสิทธิ์พูด และทำให้สิ่งที่ดูแน่นอนกลายเป็นเรื่องที่ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอจะฟันธง รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ Who's to say + อนุประโยค? ใช้เมื่อเราไม่อาจรู้หรือตัดสินบางอย่างได้อย่างมั่นใจ

แบบฝึกหัด

ใน "Who's to say this plan will fail?" ผู้พูดกำลังทำอะไร?

  1. บอกว่าแผนนี้จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
  2. ถามว่าใครเป็นคนประกาศความล้มเหลว
  3. ตั้งคำถามว่ามีใครสามารถทำนายความล้มเหลวได้อย่างมั่นใจหรือไม่
ดูคำตอบ

ตั้งคำถามว่ามีใครสามารถทำนายความล้มเหลวได้อย่างมั่นใจหรือไม่

From the perspective of the sun,

4:01

จากมุมมองของดวงอาทิตย์

the plane of the solar system is arbitrary.

4:03

ระนาบของระบบสุริยะนั้นเป็นสิ่งสมมติขึ้นมา

It's defined as the plane the Earth orbits in วลี

4:06

มันถูกกำหนดให้เป็นระนาบที่โลกโคจรอยู่

because that is convenient for us.

4:08

เพราะนั่นสะดวกสำหรับเรา

วลี

defined as: การให้คำนิยามที่ชัดเจน

ใน “It’s defined as the plane ...” คำว่า defined as ใช้เปิดความหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้แก่คำศัพท์หรือหมวดหมู่ โครงสร้างคือ X + be + defined as + Y โดย Y เป็นส่วนที่บอกคำนิยาม วลีนี้อาจแสดงข้อตกลงที่เลือกใช้เพื่อความสะดวก ไม่ใช่ขอบเขตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือถูกต้องเพียงแบบเดียว ในที่นี้มีการเลือกระนาบอ้างอิงเพราะสะดวก ดังนั้น defined as จึงบอกว่าเป็นวิธีกำหนดคำที่ตกลงใช้ร่วมกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีทางการที่ใช้เปิดคำนิยามที่ชัดเจน: In this glossary, a peninsula is ____ land almost surrounded by water.

ดูคำตอบ

defined as

In reality, the other planets are just a little bit inclined

4:11

ในความเป็นจริง ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ก็แค่เอียงเล็กน้อย

with respect to our plane. วลี

4:14

เมื่อเทียบกับระนาบของเรา

วลี

with respect to: การระบุจุดอ้างอิง

with respect to หมายถึง “เมื่อเทียบกับ” หรือ “โดยอ้างอิงจาก” เมื่อมีการอธิบายทิศทาง ตำแหน่ง หรือค่าที่วัดจากจุดอ้างอิงที่เลือกไว้ ในที่นี้ our plane คือระนาบอ้างอิงที่ใช้บอกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นเอียงมากเพียงใด โครงสร้างคือ with respect to + นามวลี ในบริบทอื่น วลีนี้อาจหมายถึง “เกี่ยวกับ” แต่ภาษาด้านการวัดในประโยคนี้ทำให้ต้องใช้ความหมายเรื่องจุดอ้างอิง

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่ทำให้พื้นเป็นจุดอ้างอิงของการวัด: The camera is tilted five degrees ... the floor.

  1. because of
  2. on behalf of
  3. with respect to
ดูคำตอบ

with respect to

From their point of view, ลำดับความ

4:15

จากมุมมองของพวกมัน

ลำดับความ

From their point of view: การเปลี่ยนมุมมอง

From their point of view เป็นสัญญาณว่าข้อความถัดไปต้องเข้าใจจากตำแหน่งหรือมุมมองของ “พวกเขา” ไม่ใช่จากมุมมองปกติของผู้พูด ในที่นี้ their หมายถึงผู้สังเกตการณ์สมมติที่อยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น วลีนี้จึงเปลี่ยนกรอบอ้างอิงทางการมองเห็น คำเปิดนี้ช่วยจัดระเบียบข้อมูล โดยไม่ทำให้ข้อสังเกตที่ขึ้นอยู่กับมุมมองฟังดูเป็นข้อเท็จจริงตายตัว โครงสร้างเดียวกันนี้ยังใช้เกริ่นถึงสิ่งที่คนอื่นคิด รู้ เห็น หรือประสบได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ผู้สังเกตการณ์บนสถานีอวกาศเห็นโลกอยู่ด้านล่างของตน คำเปิดใดแสดงชัดว่าข้อความถัดไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่พวกเขาใช้สังเกต?

  1. Without a doubt,
  2. In their opinion,
  3. From their point of view,
ดูคำตอบ

From their point of view,

we're the ones with a slightly bent orbit.

4:17

เราต่างหากล่ะที่มีวงโคจรที่บิดเบี้ยวเล็กน้อย

But this isn't it, far from it. สำนวน

4:20

แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดนะ ห่างไกลจากคำว่าจบมาก

สำนวน

Far from it: การปฏิเสธความคิดอย่างหนักแน่น

Far from it เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้ปฏิเสธความคิดที่เพิ่งกล่าวถึงอย่างหนักแน่น ใน “This isn't it, far from it,” สำนวนนี้หมายถึง “นี่ไม่ใช่ทั้งหมดอย่างแน่นอน” และบอกว่าการอธิบายยังห่างไกลจากคำว่าจบ คำสรรพนาม it ย้อนกลับไปถึงคำกล่าวหรือความเป็นไปได้ก่อนหน้า ส่วน far แสดงว่าความจริงต่างจากคำกล่าวนั้นมาก ไม่ได้หมายถึงระยะทางทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยสำนวนสามคำที่ปฏิเสธความคิดก่อนหน้าอย่างหนักแน่น: “Finished? ____. We still have weeks of work.”

ดูคำตอบ

Far from it

The solar system as a whole วลี

4:22

ระบบสุริยะโดยรวม

is orbiting the center of the Milky Way galaxy.

4:24

กำลังโคจรรอบศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก

วลี

as a whole: มองทุกส่วนรวมกันเป็นหนึ่งหน่วย

as a whole หมายถึง “การพิจารณาทุกส่วนรวมกันเป็นหน่วยเดียวที่สมบูรณ์” ในประโยคนี้ วลีนี้ขยาย the solar system โดยมองดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ และส่วนประกอบอื่น ๆ เป็นระบบเดียวกัน วลีนี้ช่วยให้พูดถึงกลุ่มหรือระบบทั้งหมดได้ โดยไม่ต้องบอกว่าแต่ละส่วนมีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่สื่อถึงการมองสมาชิกทั้งหมดเป็นหนึ่งหน่วย: The orchestra ____ sounded excellent, although one instrument came in late.

ดูคำตอบ

as a whole

If we look at the Milky Way,

4:27

หากเรามองดูทางช้างเผือก

we can clearly make out a galactic plane กริยาวลี

4:28

เราจะมองเห็นระนาบกาแล็กซีได้อย่างชัดเจน

กริยาวลี

make out: จำแนกสิ่งที่ไม่ชัดเจน

make out เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการมองเห็น ได้ยิน หรือจำแนกบางสิ่งได้ในขณะที่สิ่งนั้นรับรู้ได้ยาก ในที่นี้หมายถึงการมองแยกรูปร่างของระนาบกาแล็กซีออกจากลักษณะที่ซับซ้อนของทางช้างเผือก คำว่า out เป็นส่วนหนึ่งของกริยา ส่วน make เพียงคำเดียวไม่มีความหมายนี้ ต้องดูคำรอบข้างเพื่อเลือกความหมาย เพราะ make out มีความหมายอื่นในบริบทอื่นด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ make out ในความหมายว่า “จำแนกสิ่งที่มองเห็นหรือได้ยินยาก”

  1. We found out when the train leaves.
  2. Through the fog, I could just make out the lighthouse.
  3. I finally figured out the puzzle.
ดูคำตอบ

Through the fog, I could just make out the lighthouse.

in which the solar system orbits the center every 230 million years.

4:31

ซึ่งระบบสุริยะจะโคจรรอบศูนย์กลางนี้ทุกๆ 230 ล้านปี

But of course, it's not that simple.

4:35

แต่แน่นอนว่า มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

First of all, the plane of the solar system

4:38

ประการแรก ระนาบของระบบสุริยะ

is not aligned with the plane of the galaxy.

4:40

ไม่ได้เรียงตัวตรงกับระนาบของกาแล็กซี

Nothing really is,

4:43

แทบจะไม่มีอะไรตรงกันเลย

just like the planets in the solar system orbit the sun on their own planes, ไวยากรณ์

4:44

เช่นเดียวกับที่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระนาบของตัวเอง

so do all the stars orbiting the galactic center.

4:48

ดวงดาวทั้งหมดที่โคจรรอบศูนย์กลางกาแล็กซีก็เช่นกัน

ไวยากรณ์

โครงสร้างเปรียบเทียบคู่ขนาน just like A, so do B

just like นำเสนอสถานการณ์แรกเป็นแบบสำหรับการเปรียบเทียบ ในที่นี้ A คือการที่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ so do all the stars ใช้การสลับตำแหน่งให้กริยาช่วยอยู่หน้าประธาน เพื่อบอกว่าดาวฤกษ์ทำกริยาเดียวกัน do ใช้แทน orbit ที่กล่าวไปแล้ว ไม่ใช่คำถาม รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ just like A + กริยา, so do/does/did B

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปรียบเทียบโดยใช้รูปแบบ just like A, so do/does B: Just like Earth orbits the Sun, ____ Mars.

ดูคำตอบ

so does

The solar system as a whole is tilted about 60 degrees towards the galactic plane,

4:51

ระบบสุริยะโดยรวมทำมุมเอียงประมาณ 60 องศาเข้าหาระนาบกาแล็กซี

speeding through space at almost a million kilometers per hour.

4:56

พุ่งผ่านอวกาศด้วยความเร็วเกือบหนึ่งล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง

Someone in the center of the galaxy

5:00

ใครสักคนที่อยู่ ณ ใจกลางกาแล็กซี

would see the orbits of the planets moving through space in a helix shape,

5:02

จะเห็นวงโคจรของดาวเคราะห์เคลื่อนที่ผ่านอวกาศเป็นรูปเกลียว

which you can imagine as a corkscrew motion on the tilted plane of the solar system ลำดับความ

5:05

ซึ่งคุณสามารถจินตนาการได้ว่าเป็นการเคลื่อนที่แบบเกลียวที่เปิดจุกคอร์กบนระนาบเอียงของระบบสุริยะ

relative to the plane of the galaxy.

5:09

เมื่อเทียบกับระนาบของกาแล็กซี

ลำดับความ

Which you can imagine as: การนำเสนอภาพในใจ

which ย้อนกลับไปอ้างถึงแนวคิดก่อนหน้า นั่นคือวงโคจรของดาวเคราะห์ดูเหมือนเคลื่อนผ่านอวกาศเป็นรูปเกลียว อนุประโยค which you can imagine as... บอกผู้ฟังว่าจะเปลี่ยนคำอธิบายเชิงนามธรรมนี้ให้เป็นภาพในใจที่คุ้นเคยได้อย่างไร imagine X as Y นำเสนอ Y เป็นตัวช่วยทำความเข้าใจ X ไม่ได้ยืนยันว่า X คือ Y จริง ๆ โครงสร้างนี้จัดระเบียบคำอธิบายโดยวางการเปรียบเทียบไว้ทันทีหลังแนวคิดที่มันอธิบาย

แบบฝึกหัด

which you can imagine as a corkscrew motion ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. ให้ภาพในใจที่คุ้นเคยของการเคลื่อนที่เป็นรูปเกลียว
  2. บอกว่าวงโคจรเป็นที่เปิดจุกไม้ก๊อกจริง ๆ
  3. นำเสนอเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับวงโคจร
ดูคำตอบ

ให้ภาพในใจที่คุ้นเคยของการเคลื่อนที่เป็นรูปเกลียว

This orientation in space means that sometimes

5:12

การวางแนวในอวกาศนี้หมายความว่าในบางครั้ง

the planets are sort of in front of the sun น้ำเสียง/เจตนา

5:14

ดาวเคราะห์ก็เหมือนจะอยู่ข้างหน้าดวงอาทิตย์

as it orbits around the galactic core.

5:16

ขณะที่ดวงอาทิตย์โคจรรอบแกนกลางของกาแล็กซี

น้ำเสียง/เจตนา

sort of ในฐานะคำลดความหนักแน่นเพื่อบอกความใกล้เคียง

ในที่นี้ sort of ช่วยลดความหนักแน่นของ in front of the sun โดยบอกว่าคำอธิบายนี้เป็นเพียงการประมาณ ไม่ใช่การระบุตำแหน่งทางเรขาคณิตที่แม่นยำ sort of เป็นคำช่วยลดความเด็ดขาดในภาษาพูด วางหน้าคำคุณศัพท์ กลุ่มคำกริยา หรือคำอธิบายอื่นได้เมื่อผู้พูดไม่ต้องการพูดแบบฟันธง ในประโยคนี้หมายถึง “โดยประมาณ” หรือ “ในระดับหนึ่ง” ไม่ได้หมายถึงประเภทใดประเภทหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่ทำให้ข้อความเป็นการกล่าวแบบประมาณอย่างตั้งใจ: “The two shapes are ___ the same.”

  1. a sort of
  2. sort of
  3. completely
ดูคำตอบ

sort of

Let's just look at this for a moment.

5:19

เรามามองดูสิ่งนี้กันสักครู่

There is a strange and eerie beauty

5:21

มีความงามที่แปลกประหลาดและน่าเกรงขาม

about how our planets and the sun move through space.

5:23

เกี่ยวกับวิธีที่ดาวเคราะห์และดวงอาทิตย์ของเราเคลื่อนที่ผ่านอวกาศ

Do you feel a bit dizzy?

5:26

คุณรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยไหม?

It gets worse.

5:28

มันยังเลวร้ายกว่านี้อีก

This is still not the whole story

5:30

นี่ยังไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด

because the mass of the galactic disc

5:32

เพราะมวลของจานกาแล็กซี

is constantly pulling on the solar system too.

5:34

ก็ดึงดูดระบบสุริยะอยู่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

Like a drunk dolphin,

5:37

เหมือนโลมาเมาเหล้า

we're diving down and shooting up hundreds of light-years

5:38

เราดำดิ่งลงไปแล้วพุ่งทะยานขึ้นหลายร้อยปีแสง

through the galactic plane 10 times every orbit

5:41

ผ่านระนาบกาแล็กซี 10 ครั้งในทุกๆ รอบวงโคจร

along arcs thousands of light-years long.

5:44

ตามแนวโค้งที่ยาวนับพันปีแสง

We haven't mapped this motion out completely กริยาวลี

5:47

เรายังไม่ได้ทำแผนที่การเคลื่อนไหวนี้อย่างสมบูรณ์

กริยาวลี

map something out: กำหนดรายละเอียดทั้งหมด

mapped this motion out หมายถึงการทำความเข้าใจและอธิบายการเคลื่อนที่ให้เป็นรูปแบบที่ครบถ้วน รวมถึงดูว่ามันเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาอย่างไร ความหมายจึงมากกว่าการทำเครื่องหมายจุดเดียวบนแผนที่ map something out เป็นกริยาวลีแบบแยกได้ ใช้บอกการกำหนดรายละเอียดของเส้นทาง กระบวนการ ระบบ หรือแผนอย่างรอบคอบ ในที่นี้ mapped เป็นรูป past participle ที่ใช้หลัง haven't

แบบฝึกหัด

ใช้ map out ในรูปที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: “Before writing the report, we need to ____ its main sections.”

ดูคำตอบ

map out

as it takes the solar system tens of millions of years to go up and back once,

5:49

เนื่องจากระบบสุริยะต้องใช้เวลาหลายสิบล้านปีกว่าจะขึ้นไปและกลับมาหนึ่งรอบ

and well, humanity is not that old.

5:54

และก็นะ มนุษยชาติยังอยู่มาไม่นานขนาดนั้น

Let's look at your relative position again,

5:57

ลองมาดูตำแหน่งสัมพัทธ์ของคุณกันอีกครั้ง

on a planet tilted towards the sun,

5:59

บนดาวเคราะห์ที่เอียงเข้าหาดวงอาทิตย์

jiggled around by the moon,

6:02

ถูกกระชากไปมาโดยดวงจันทร์

in a solar system tilted towards the galactic plane,

6:03

ในระบบสุริยะที่เอียงเข้าหาระนาบกาแล็กซี

moving forward in a helical shape,

6:06

เคลื่อนที่ไปข้างหน้าในรูปทรงเกลียว

diving up and down through the plane.

6:08

ดำดิ่งขึ้นและลงทะลุระนาบ

Hmm, but where is up in a galaxy?

6:11

อืม แต่ทิศบนของกาแล็กซีอยู่ตรงไหนล่ะ?

At this point,

6:14

มาถึงจุดนี้

the frame of reference becomes a bit arbitrary and pointless

6:15

กรอบอ้างอิงเริ่มกลายเป็นสิ่งสมมติที่ไร้ความหมาย

because of the nature of the universe at this scale.

6:18

เนื่องจากธรรมชาติของจักรวาลในระดับสเกลนี้

The Milky Way is part of a galaxy group

6:21

ทางช้างเผือกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกาแล็กซี

that appears to be part of greater structures

6:23

ที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ใหญ่กว่า

like the Laniakea supercluster,

6:25

เช่น ลาเนียเคียซูเปอร์คลัสเตอร์

which itself is part of the gigantic Pisces-Cetus supercluster complex,

6:27

ซึ่งตัวมันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มซูเปอร์คลัสเตอร์มีน-ซีตัสขนาดมหึมา

and finally a galactic filament that spans hundreds of millions of light-years

6:31

และในท้ายที่สุด ก็คือเส้นใยกาแล็กซีที่ทอดยาวหลายร้อยล้านปีแสง

in all directions and orientations.

6:36

ไปในทุกทิศทุกทาง

Someone looking right at us from that far away

6:39

ใครก็ตามที่มองมาที่เราตรงๆ จากระยะไกลขนาดนั้น

will only see the end of greatness.

6:42

จะมองเห็นแค่จุดสิ้นสุดของความยิ่งใหญ่ (End of Greatness)

All stuff appears homogeneous, the same everywhere.

6:45

ทุกสิ่งทุกอย่างดูเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนกันไปหมดทุกที่

Just like with empty space, when everything looks the same,

6:48

เช่นเดียวกับพื้นที่ว่างเปล่า เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนกันหมด

who's to say anyone's view is better than anyone else's?

6:51

ใครจะบอกได้ล่ะว่ามุมมองของใครดีกว่าของคนอื่น?

We've reached the end of our little exercise in cosmic humility. สำนวน

6:55

เรามาถึงจุดจบของการฝึกฝนความถ่อมตนในระดับจักรวาลเล็กๆ ของเราแล้ว

สำนวน

exercise in cosmic humility: บทเรียนเรื่องความถ่อมตนในระดับจักรวาล

exercise ในที่นี้หมายถึงกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่สอนหรือแสดงให้เห็นบางสิ่ง ไม่ใช่การออกกำลังกาย โครงสร้าง an exercise in + คำนามนามธรรม นำเสนอการเดินทางทั้งหมดว่าเป็นบทเรียนเรื่อง cosmic humility Cosmic humility คือการตระหนักว่าขนาดและมุมมองของมนุษย์มีข้อจำกัด และไม่ได้มีสถานะพิเศษเหนือสิ่งอื่นอย่างเด็ดขาด ไม่ได้หมายถึงการเกลียดตัวเอง วลีนี้สรุปการอธิบายอย่างกระชับด้วยการตั้งชื่อให้กับมุมมองที่ผู้ชมได้รับ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ exercise in ในความหมายเชิงเปรียบเทียบแบบเดียวกับประโยคต้นฉบับ

  1. We did a stretching exercise before the race.
  2. The astronomy lesson was an exercise in humility.
  3. The mayor defended the exercise of emergency powers.
ดูคำตอบ

The astronomy lesson was an exercise in humility.

Let's make the journey backwards again,

7:00

ลองย้อนเวลากลับไปทำวิถีการเดินทางนี้อีกครั้ง

from the indescribably large to the really large

7:01

จากสิ่งที่ใหญ่จนอธิบายไม่ได้ ไปสู่สิ่งที่ใหญ่โตมากๆ

to our galactic home,

7:04

กลับมาที่บ้านในกาแล็กซีของเรา

to our galaxy,

7:06

มายังกาแล็กซีของเรา

to the solar system

7:07

สู่ระบบสุริยะ

diving up and down through the Milky Way,

7:08

การดำดิ่งขึ้นลงผ่านทางช้างเผือก

to the jiggle of existence,

7:10

กลับมาสู่การส่ายไปส่ายมาของการมีอยู่

and finally back to you right now watching this video.

7:12

และในที่สุดก็กลับมาที่คุณ ที่กำลังดูวิดีโอนี้อยู่ในตอนนี้

If this is all a bit much, สำนวน

7:17

ถ้าทั้งหมดนี้มันดูมากเกินไปสักหน่อย

don't feel bad. น้ำเสียง/เจตนา

7:19

ก็อย่ารู้สึกแย่ไปเลย

สำนวน

a bit much: มากเกินไปสักหน่อย

ในประโยคนี้ a bit much เป็นสำนวนประเมินว่าสิ่งหนึ่งเข้มข้น ซับซ้อน เรียกร้อง หรือมากเกินระดับที่รู้สึกสบาย สำนวนนี้กล่าวถึงผลรวมของข้อมูลก่อนหน้า ไม่ได้หมายถึงเพียงปริมาณที่นับได้ว่ามีมากเล็กน้อย A bit ช่วยทำให้การประเมินนุ่มนวลลง ผู้พูดจึงยอมรับว่าผู้ฟังอาจรู้สึกหนักเกินไปโดยไม่ฟังดูรุนแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อนำไปบรรยายพฤติกรรมหรือคำขอของใคร สำนวนนี้ก็ยังสื่อการวิจารณ์จริงได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึงมากเกินระดับที่รู้สึกสบาย: Finishing six chapters tonight is ____.

ดูคำตอบ

a bit much

น้ำเสียง/เจตนา

Don't feel bad เพื่อปลอบใจ

ในที่นี้ “don't feel bad” เป็นคำปลอบใจ ผู้พูดกำลังบอกผู้ฟังว่าไม่ต้องโทษตัวเองหรือรู้สึกอาย รู้สึกผิด หรือท้อใจกับปฏิกิริยาของตนเอง ไม่ได้หมายถึง “อย่ารู้สึกไม่สบายทางร่างกาย” ใช้ได้เมื่ออีกฝ่ายทำผิดพลาด ผิดหวัง หรือกังวลว่าตนเองน่าจะเข้าใจหรือทำได้ดีกว่านี้ วลีนี้ตอบสนองต่ออารมณ์ของอีกฝ่ายและแสดงการสนับสนุน

แบบฝึกหัด

เพื่อนคนหนึ่งพูดว่า “I got the answer wrong, and I feel embarrassed.” คำตอบใดใช้วลีในบทเรียนเพื่อปลอบใจและให้กำลังใจเพื่อน?

  1. Don't feel bad. That question was difficult.
  2. Don't get sick. That question was difficult.
  3. You should feel bad. That question was difficult.
ดูคำตอบ

Don't feel bad. That question was difficult.

The scale of the universe is brain-crushing

7:20

ขนาดของจักรวาลนั้นใหญ่จนสมองแทบระเบิด

and trying to keep track of how everything is oriented วลี

7:23

และการพยายามติดตามว่าทุกสิ่งชี้ไปทางไหน

or decide where the best up and down is is hard. ไวยากรณ์

7:25

หรือการตัดสินว่าตรงไหนคือทิศบนและทิศล่างที่ดีที่สุดนั้นเป็นเรื่องยาก

วลี

ใช้ keep track of เพื่อติดตามข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง

“Keep track of” หมายถึงการรับรู้ เฝ้าติดตาม หรือบันทึกบางสิ่งอย่างต่อเนื่องขณะที่สิ่งนั้นเปลี่ยนไปตามเวลา ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวสื่อถึงความพยายามที่จะไม่หลงลืมความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางของหลายสิ่ง โครงสร้างคือ keep track of + คำนามหรือรูป -ing ความหมายนี้มากกว่าการจำข้อเท็จจริงเพียงเรื่องเดียว เพราะต้องใส่ใจอย่างต่อเนื่อง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “เฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง”: I use a spreadsheet to ____ my monthly expenses.

ดูคำตอบ

keep track of

ไวยากรณ์

where the best up and down is is hard: หน้าที่สองอย่างของ is

ใน where the best up and down is คำว่า where นำอนุประโยคคำถามแบบฝังที่อยู่ในประโยคใหญ่กว่า เนื่องจากอยู่ในประโยคบอกเล่า จึงใช้ลำดับคำแบบบอกเล่า โดยประธาน the best up and down อยู่ก่อน is ตัวแรก is ตัวแรกปิดอนุประโยคคำถามแบบฝัง ส่วน is ตัวที่สองอยู่ในประโยคหลักด้านนอก ประธานเต็มของประโยคหลักคือส่วนยาว trying to keep track ... or decide ... และ is ตัวที่สองเชื่อมประธานนั้นกับ hard รูปที่ย่อและเห็นโครงสร้างชัดขึ้นคือ It is hard to decide where the best up and down is. ดังนั้น is is ที่อยู่ติดกันจึงถูกต้องตามไวยากรณ์ ไม่ใช่การพูดซ้ำโดยผิดพลาด

แบบฝึกหัด

ประโยคสมบูรณ์ข้อใดใช้อนุประโยค where แบบฝังเป็นประธานได้ถูกต้อง

  1. Where is the nearest exit is not obvious.
  2. Where the nearest exit is not obvious.
  3. Where the nearest exit is is not obvious.
ดูคำตอบ

Where the nearest exit is is not obvious.

But it doesn't really matter

7:28

แต่นั่นไม่สำคัญเลย

because it doesn't change where you are.

7:30

เพราะมันไม่เปลี่ยนตำแหน่งที่คุณอยู่

You're already in the best spot you possibly could be,

7:32

คุณอยู่ในจุดที่ดีที่สุดที่คุณจะเป็นไปได้แล้ว

right here, right now. วลี

7:35

ตรงนี้ และตอนนี้

วลี

right here, right now: สถานที่นี้และเวลานี้โดยเฉพาะ

Right เน้นทั้ง here และ now โดย here หมายถึงสถานที่นี้อย่างเจาะจง และ now หมายถึงช่วงเวลานี้พอดี ส่วน right ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ถูกต้อง” และไม่ได้บอกทิศทาง รูปแบบซ้ำ right + สถานที่, right + เวลา สร้างการเน้นที่หนักแน่นและสมดุล ช่วยดึงความสนใจกลับมาที่สถานการณ์ตรงหน้า และอาจเพิ่มความเร่งด่วนว่าให้จดจ่อกับสถานที่นี้และช่วงเวลานี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นทั้งสถานที่ที่เจาะจงและช่วงเวลาปัจจุบันได้หนักแน่นที่สุด

  1. We need to act somewhere, someday.
  2. We acted here a long time ago.
  3. We need to act right here, right now.
ดูคำตอบ

We need to act right here, right now.

For all you care,

7:37

ไม่ว่าคุณจะแคร์อะไรก็ตาม

nothing can stop you from being right at the center สำนวน

7:38

ไม่มีอะไรหยุดคุณจากการเป็นจุดศูนย์กลาง

of your own little universe.

7:41

ในจักรวาลเล็กๆ ของคุณเองได้

สำนวน

right at the center of your own little universe ในฐานะคำเปรียบเทียบถึงมุมมองส่วนตัว

ในที่นี้ right หมายถึง “พอดี” หรือ “ตรง” ดังนั้น right at the center จึงเน้นความหมายว่า “อยู่ตรงกลางพอดี” ส่วน center เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงจุดที่คุณใช้สัมผัสและอธิบายโลกของคุณ ไม่ใช่สถานที่จริงตรงกลางอวกาศ your own little universe เปลี่ยนแนวคิดเรื่อง “จุดอ้างอิง” ให้เป็นภาพที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว จักรวาลอาจไม่มีศูนย์กลางที่แน่นอน แต่คุณสามารถใช้ตำแหน่งของตัวเองเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่คุณสังเกตได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคุณสำคัญกว่าคนอื่น

แบบฝึกหัด

ในประโยค “When I look through the telescope, I feel right at the center of my own little universe,” วลีนี้สื่อความหมายหลักว่าอะไร

  1. ผู้พูดเชื่อว่าคนอื่นทุกคนไม่สำคัญ
  2. ผู้พูดค้นพบศูนย์กลางทางกายภาพของอวกาศ
  3. ผู้พูดใช้มุมมองของตนเองเป็นศูนย์กลางส่วนตัว
ดูคำตอบ

ผู้พูดใช้มุมมองของตนเองเป็นศูนย์กลางส่วนตัว