ประวัติศาสตร์ vs. ออกุสตุส - Peta Greenfield และ Alex Gendler: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
750 คำ 169 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: การจำลองการไต่สวนเปรียบเทียบผลงานด้านการบริหารและเสถียรภาพของโรมในสมัยออกัสตัสกับการรวมศูนย์อำนาจและการทำลายสาธารณรัฐ ก่อนตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วบุคคลคนเดียวควรมีอำนาจมากเช่นนั้นหรือไม่ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. marked the beginning of และ the end of — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้การวางจุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุดไว้ในโครงสร้างคู่ขนาน เพื่อเสนอว่ารัชสมัยหนึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่ก่อผลตรงข้ามกัน ความเปรียบต่างที่สมดุลนี้ช่วยเปิดประเด็นถกเถียง และชี้ว่าบุคคลหรือเหตุการณ์เดียวกันอาจหมายถึงความก้าวหน้าสำหรับฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความสูญเสียสำหรับอีกฝ่าย 2. have any other choice? — วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: มองออกว่านี่คือคำถามเชิงวาทศิลป์ที่ไม่ได้ต้องการข้อมูลจริง แต่ใช้ตั้งข้อสงสัยว่าคำสรรเสริญต่อสาธารณะเกิดจากความสมัครใจหรือไม่ ผู้เรียนจึงอ่านน้ำเสียงกังขาจากบริบท และใช้คำถามสั้น ๆ โต้แย้งหลักฐานหรือบอกเป็นนัยว่ามีแรงกดดันได้โดยไม่ต้องกล่าวหาโดยตรง 3. to put history itself on trial. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าถ้อยคำตามตัวอักษรจากห้องพิจารณาคดีกลายเป็นอุปมาสำหรับตรวจสอบสมมติฐานเบื้องหลังการตัดสินประวัติศาสตร์อย่างไร ผู้เรียนสามารถใช้ put something on trial เพื่อตั้งคำถามต่อสถาบัน แนวคิด หรือเรื่องเล่าที่คนทั่วไปยอมรับ แทนที่จะประเมินเพียงผลงานของบุคคลหนึ่ง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

His reign marked the beginning of one of history's greatest empires and the end of one of its first republics. ลำดับความ

0:06

รัชสมัยของพระองค์เป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และเป็นจุดจบของหนึ่งในสาธารณรัฐแห่งแรก

ลำดับความ

marked the beginning of ... and the end of ... ในรูปแบบการเปรียบต่างแบบคู่ขนาน

ในที่นี้ marked หมายถึง “เป็นสัญญาณของ” หรือ “เป็นจุดแบ่งทางประวัติศาสตร์ของ” ไม่ได้หมายถึง “ทำเครื่องหมายลงบน” ประธาน His reign ถูกนำเสนอว่าเป็นช่วงเวลาที่ความเปลี่ยนแปลงสำคัญสองอย่างปรากฏชัดขึ้น ประโยคนี้วาง marked the beginning of ... คู่ขนานกับ the end of ... การเปรียบต่างระหว่าง beginning กับ end ทำให้รัชสมัยนี้มีความหมายทางประวัติศาสตร์สองด้าน คือระเบียบการเมืองแบบหนึ่งเกิดขึ้น ขณะที่อีกแบบหนึ่งสิ้นสุดลง โครงสร้างนี้ช่วยให้งานเขียนเชิงประวัติศาสตร์และเชิงวิเคราะห์นำผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกันของเหตุการณ์เดียวกันมาวางเคียงกัน

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบต่างแบบคู่ขนานด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: The treaty ____ a new era of cooperation and ____ the conflict.

ดูคำตอบ

marked the beginning of · the end of

Was Rome's first emperor a visionary leader who guaranteed his civilization's place in history or a tyrant who destroyed its core values? โน้ต

0:13

จักรพรรดิองค์แรกของโรมเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ซึ่งรับประกันที่ทางของอารยธรรมในประวัติศาสตร์ หรือเป็นทรราชผู้ทำลายคุณค่าหลักของอารยธรรมกันแน่?

ลำดับความ

Was ... a visionary leader ... or a tyrant ...? ในฐานะกรอบการโต้วาที

ประโยคนี้ใช้ Was X A or B? เพื่อจัดมุมมองต่อบุคคลคนเดียวออกเป็นสองการตีความที่ตรงข้ามกัน ได้แก่ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กับทรราช อนุประโยค who แต่ละส่วนเพิ่มผลลัพธ์ที่ถูกยกมาใช้สนับสนุนป้ายกำกับนั้น นี่ไม่ใช่เพียงการถามหาข้อเท็จจริงที่ยังไม่รู้ แต่เป็นการตั้งคำถามหลักของการอภิปรายและบอกผู้ฟังว่าควรติดตามความขัดแย้งใด ข้อโต้แย้งที่ตามมาอาจสนับสนุนด้านหนึ่ง ผสมทั้งสองด้าน หรือท้าทายกรอบสองขั้วนี้เองก็ได้

แบบฝึกหัด

คำถาม Was ... or ...? ในตัวอย่างมีหน้าที่หลักในระดับวาทกรรมอย่างไร

  1. ถามเพียงตำแหน่งอย่างเป็นทางการของจักรพรรดิ
  2. วางกรอบการอภิปรายไว้รอบการตีความที่ตรงข้ามกันสองแบบ
  3. พิสูจน์ว่าคำบรรยายทั้งสองเป็นจริงเท่า ๆ กัน
ดูคำตอบ

วางกรอบการอภิปรายไว้รอบการตีความที่ตรงข้ามกันสองแบบ

วลี

place in history: ความสำคัญที่คงอยู่ในประวัติศาสตร์

place in history ของบุคคล กลุ่ม หรืออารยธรรม หมายถึงสถานะที่สิ่งนั้นมีอยู่ในความทรงจำและการประเมินทางประวัติศาสตร์ของคนรุ่นหลัง ไม่ใช่สถานที่ทางกายภาพ ในคำถามนี้ guaranteed his civilization's place in history หมายถึงทำให้อารยธรรมนั้นยังคงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นที่จดจำ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ someone's place in history

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่ถูกต้องซึ่งหมายถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่คงอยู่ยาวนาน: The discovery earned her a ____.

ดูคำตอบ

place in history

วลี

core values: หลักการพื้นฐานที่ใช้เป็นแนวทาง

Core values คือหลักการที่ลึกซึ้งและเป็นพื้นฐานที่สุด ซึ่งชี้นำว่าสิ่งใดสำคัญและถูกต้องสำหรับบุคคล องค์กร สถาบัน หรือสังคม ในที่นี้ core หมายถึงเป็นแกนกลางหรือจำเป็น ไม่ใช่จุดศูนย์กลางทางกายภาพ ในคำถาม destroyed its core values หมายถึงทำลายหรือบั่นทอนหลักการพื้นฐานของอารยธรรมนั้นอย่างรุนแรง ค่านิยมเป็นสิ่งนามธรรม ดังนั้น destroyed จึงใช้ในเชิงเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่ถูกต้องซึ่งหมายถึงหลักการพื้นฐานที่ใช้เป็นแนวทาง: Honesty and respect are two of our ____.

ดูคำตอบ

core values

Find out in History versus Augustus.

0:23

ค้นหาคำตอบได้ใน ประวัติศาสตร์ ปะทะ ออกุสตุส

Order, order. วัฒนธรรม

0:26

ศาลสถิตยุติธรรม

วัฒนธรรม

Order, order.: คำเรียกร้องให้เงียบอย่างเป็นทางการ

สำนวนตายตัวนี้ใช้ขอให้คนในศาล รัฐสภา หรือกระบวนการที่เป็นทางการอื่น ๆ หยุดพูด เพื่อให้การประชุมหรือการพิจารณาดำเนินต่อไปอย่างเป็นระเบียบ ในที่นี้ order หมายถึงสภาพที่มีระเบียบและอยู่ภายใต้การควบคุม ไม่ได้หมายถึงคำสั่งหรือการสั่งอาหาร ในประโยคนี้ คำกล่าวดังกล่าวทำให้เห็นทันทีว่าเป็นฉากศาลจำลอง โดยผู้พูดทำหน้าที่เสมือนเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมการดำเนินกระบวนการ

แบบฝึกหัด

เมื่อพูดว่า “Order, order.” ผู้พูดกำลังทำอะไร?

  1. สั่งอาหารสองรายการ
  2. ขอให้เงียบเพื่อให้กระบวนการที่เป็นทางการดำเนินต่อไปได้
  3. ออกคำสั่งเดิมสองครั้ง
ดูคำตอบ

ขอให้เงียบเพื่อให้กระบวนการที่เป็นทางการดำเนินต่อไปได้

The defendant today is Gaius Octavius, Gaius Julius Caesar. วัฒนธรรม

0:28

จำเลยในวันนี้คือ ไกอุส ออคตาวิอุส, ไกอุส จูเลียส ซีซาร์

วัฒนธรรม

The defendant today: ระบุบุคคลที่ถูกพิจารณาคดี

The defendant today ระบุบุคคลที่ได้รับบทเป็นจำเลยในการพิจารณาครั้งนี้ defendant คือบุคคลหรือฝ่ายที่ต้องตอบข้อกล่าวหาทางอาญาหรือข้อเรียกร้องทางกฎหมาย ในที่นี้ คำเรียกทางกฎหมายนำบุคคลในประวัติศาสตร์มาอยู่ในกรอบของศาลจำลอง และจัดการอภิปรายให้เหมือนคดีในศาล ไม่ได้หมายความว่านี่คือภาพบันทึกการพิจารณาคดีจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเรียกบทบาททางกฎหมายจากบทเรียนนี้: In today's mock trial, the ____ will respond to the accusation.

ดูคำตอบ

defendant

Do we have the wrong guy?

0:33

เราจับมาผิดคนหรือเปล่า?

No, your honor. น้ำเสียง/เจตนา

0:34

ไม่ใช่ครับ ท่านผู้พิพากษา

น้ำเสียง/เจตนา

Your Honor ในฐานะคำเรียกผู้พิพากษาอย่างเป็นทางการ

Your Honor เป็นคำเรียกแบบตายตัวที่ใช้เมื่อพูดกับผู้พิพากษาโดยตรงในศาล ในที่นี้ your ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของ และ honor ไม่ได้หมายถึงเกียรติหรือรางวัลส่วนบุคคล คำสองคำนี้ทำหน้าที่ร่วมกันเป็นคำเรียกหนึ่งคำ ใน No, your honor. ผู้พูดตอบปฏิเสธก่อน แล้วจึงเรียกผู้พิพากษาอย่างให้เกียรติ เพื่อคงความสัมพันธ์ตามบทบาทอย่างเป็นทางการในศาล

แบบฝึกหัด

เติมคำเรียกผู้พิพากษาอย่างเป็นทางการตามมาตรฐานในคำตอบนี้: No, ____.

ดูคำตอบ

Your Honor

Gaius Octavius born in 63 BCE วัฒนธรรม

0:36

ไกอุส ออคตาวิอุส เกิดเมื่อ 63 ปีก่อนคริสตกาล

วัฒนธรรม

การอ่าน 63 BCE เป็นปีก่อนสากลศักราช

BCE ย่อมาจาก Before Common Era หมายถึง “ก่อนสากลศักราช” ใน 63 BCE คำย่อจะอยู่หลังตัวเลขและระบุว่าปีนั้นอยู่ก่อนสากลศักราช สำหรับปีแบบ BCE ตัวเลขที่มากกว่าจะเป็นเวลาที่เก่ากว่า ดังนั้น 100 BCE จึงมาก่อน 63 BCE ตัวเลขจะลดลงเมื่อเส้นเวลาเคลื่อนไปใกล้จุดเริ่มต้นของสากลศักราช

แบบฝึกหัด

ปีใดเก่ากว่า ระหว่าง 100 BCE กับ 63 BCE?

  1. ทั้งสองเป็นปีเดียวกัน
  2. 63 BCE
  3. 100 BCE
ดูคำตอบ

100 BCE

was the grand-nephew of Julius Caesar.

0:39

เป็นหลานชายของจูเลียส ซีซาร์

He became Gaius Julius Caesar

0:41

เขากลายมาเป็นไกอุส จูเลียส ซีซาร์

upon being named his great uncle's adoptive son and heir. โน้ต

0:43

เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบุตรบุญธรรมและทายาทของลุงของเขา

ไวยากรณ์

upon being named: อนุประโยคบอกเวลาแบบถูกกระทำที่เป็นทางการ

ในที่นี้ upon being named หมายถึง “เมื่อได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ” หรือ “ทันทีหลังจากได้รับการแต่งตั้ง” วลีนี้นำเสนอเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดผลในประโยคหลัก โครงสร้าง upon + -ing ในที่นี้ใช้รูปถูกกระทำ being named เพราะประธานเป็นผู้รับการกระทำ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ upon being + past participle

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ upon being และรูปที่ถูกต้องของ appoint: Lena began her duties ____ chair of the committee.

ดูคำตอบ

upon being appointed

การใช้คำ

adoptive son and heir: สถานะทางกฎหมายสองอย่างที่เชื่อมกัน

ในถ้อยคำเชิงประวัติศาสตร์และกฎหมายนี้ adoptive son หมายถึงบุตรชายที่เกิดจากการรับเป็นบุตรบุญธรรม ส่วน heir คือผู้มีสิทธิหรือได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้สืบทอดทรัพย์สิน ตำแหน่ง หรือสถานะอื่น ๆ คำว่า and แสดงว่าคนเดียวกันมีทั้งสองสถานะ สองสถานะนี้ร่วมกันอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงใช้ชื่อของซีซาร์และอ้างสิทธิ์ในมรดกกับฐานะของซีซาร์ได้ การรับเป็นบุตรบุญธรรมบอกความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่วน heir บอกสิทธิการสืบทอด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดระบุอย่างชัดเจนว่า Marcus มีทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัวจากการรับเป็นบุตรบุญธรรมและสิทธิในการรับมรดก?

  1. Marcus became Elena's adopted son.
  2. Marcus became Elena's adoptive son and heir.
  3. Marcus became Elena's heir.
ดูคำตอบ

Marcus became Elena's adoptive son and heir.

And he gained the title Augustus in 27 BCE วัฒนธรรม

0:47

และเขาได้รับสมญานาม ออกุสตุส ใน 27 ปีก่อนคริสตกาล

when the Senate granted him additional honors.

0:51

เมื่อวุฒิสภามอบเกียรติยศเพิ่มเติมให้แก่เขา

วัฒนธรรม

gained the title ... granted him additional honors: การได้รับและการมอบอย่างเป็นทางการ

ใน gained the title Augustus คำว่า gained หมายถึง “ได้มาครอบครอง” หรือ “ได้รับ” ในที่นี้ Augustus ถูกนำเสนอว่าเป็นสมญาที่เขาได้รับภายหลัง ไม่ใช่ชื่อที่มีมาตั้งแต่เกิด ใน the Senate granted him additional honors คำว่า grant หมายถึงการที่ผู้มีอำนาจมอบบางสิ่งอย่างเป็นทางการ โครงสร้างคือ grant + บุคคล + สิ่งของ โดย him คือผู้รับ และ additional honors คือเกียรติยศหรือเครื่องหมายเชิดชูอย่างเป็นทางการ สองอนุประโยคนี้จึงแสดงว่าสมญาดังกล่าวมาจากการมอบโดยสถาบัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวว่าสภาเป็นผู้มอบตำแหน่งให้ Lena อย่างเป็นทางการ

  1. Lena gained the title of honorary chair after the council's vote.
  2. The council received the title of honorary chair from Lena.
  3. The council granted Lena the title of honorary chair.
ดูคำตอบ

The council granted Lena the title of honorary chair.

You mean when he established sole authority โน้ต

0:53

คุณหมายถึงตอนที่เขาสถาปนาอำนาจเด็ดขาด

and became emperor of Rome?

0:55

และกลายเป็นจักรพรรดิแห่งโรมใช่ไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

You mean when ...? เพื่อปรับกรอบคำอธิบายในเชิงวิจารณ์

You mean when...? อาจเป็นคำถามจริงใจเพื่อตรวจสอบว่าผู้พูดระบุเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายหมายถึงได้ถูกต้องหรือไม่ อนุประโยคหลัง when จะบอกเหตุการณ์นั้นในถ้อยคำของผู้พูดเอง ในที่นี้ ถ้อยคำดังกล่าวตรงไปตรงมาและมีเชิงวิจารณ์มากขึ้น โดยเปลี่ยนจาก “ได้รับเกียรติยศ” เป็น “สถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จและขึ้นเป็นจักรพรรดิ” ดังนั้นคำถามนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อขอความชัดเจนเท่านั้น แต่ยังท้าทายกรอบคำอธิบายเดิมด้วยคำอธิบายที่เป็นลบมากกว่า

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง ผู้พูดใช้ You mean when...? เพื่อทำอะไรเป็นหลัก

  1. แสดงว่าเห็นด้วยทั้งหมดโดยไม่เปลี่ยนคำอธิบาย
  2. กล่าวถึงคำอธิบายก่อนหน้าใหม่ด้วยถ้อยคำที่มีเชิงวิจารณ์มากขึ้น
  3. ถามวันที่ของเหตุการณ์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

กล่าวถึงคำอธิบายก่อนหน้าใหม่ด้วยถ้อยคำที่มีเชิงวิจารณ์มากขึ้น

การใช้คำ

established sole authority: สถาปนาอำนาจควบคุมแต่เพียงผู้เดียว

ในประโยคนี้ established sole authority หมายถึงการสร้างและทำให้ระบบมั่นคง โดยผู้ปกครองเพียงคนเดียวถืออำนาจสูงสุดและไม่แบ่งอำนาจให้คู่แข่งหรือองค์กรปกครองอื่น sole หมายถึง “เพียงผู้เดียว” หรือ “แต่ผู้เดียว” ไม่ได้หมายถึง “ทางจิตวิญญาณ” establish เป็นทางการและแม่นยำกว่า get เพราะสื่อว่าโครงสร้างอำนาจได้รับการสถาปนาและดำรงอยู่อย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาที่ใครคนหนึ่งมีอำนาจขึ้นมา

แบบฝึกหัด

established sole authority ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร

  1. เขาได้รับความเคารพเพราะมีปัญญาทางจิตวิญญาณ
  2. เขาสร้างระบบที่มีเพียงเขาคนเดียวถืออำนาจปกครอง
  3. เขาตกลงแบ่งอำนาจปกครองกับผู้อื่นอย่างเท่าเทียม
ดูคำตอบ

เขาสร้างระบบที่มีเพียงเขาคนเดียวถืออำนาจปกครอง

Is that bad?

0:58

แล้วมันแย่ตรงไหน?

Didn't every place have some king or emperor back then? วลี

0:59

สมัยนั้นที่ไหนๆ ก็มีกษัตริย์หรือจักรพรรดิไม่ใช่หรือ?

วลี

back then: กล่าวถึงช่วงเวลาก่อนหน้านี้

back then หมายถึง “ในช่วงเวลานั้นในอดีต” then ชี้ไปยังช่วงเวลาที่กล่าวถึงแล้วหรือเข้าใจได้จากบริบท ส่วน back ทำให้เห็นว่าเป็นการมองย้อนกลับไปจากปัจจุบัน ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวจำกัดคำถามเรื่องพระราชาและจักรพรรดิให้อยู่ในช่วงประวัติศาสตร์ที่กำลังพูดถึง ไม่ได้หมายความว่าข้อความนี้เป็นจริงในทุกยุค

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ back then เพื่อกล่าวถึงช่วงเวลาในอดีตที่พูดถึงไว้ก่อนแล้ว

  1. Put the book back, then close the door.
  2. We moved here in 2005. The streets were much quieter back then.
  3. The meeting starts tomorrow. Please call me back then.
ดูคำตอบ

We moved here in 2005. The streets were much quieter back then.

Actually, your honor,

1:02

อันที่จริงแล้ว ท่านผู้พิพากษา

the Roman people had overthrown their kings centuries before ไวยากรณ์

1:03

ชาวโรมันได้โค่นล้มกษัตริย์ของตนเองเมื่อหลายศตวรรษก่อน

to establish a republic,

1:06

เพื่อสถาปนาสาธารณรัฐ

ไวยากรณ์

had overthrown ... centuries before: เรียงลำดับเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดก่อน

Had overthrown เป็น past perfect ซึ่งมีโครงสร้าง had + กริยาช่องที่สาม โดยวางเหตุการณ์โค่นล้มกษัตริย์ไว้ก่อนอีกช่วงเวลาหนึ่งในอดีตของเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โดยรวม Centuries before ทำให้เห็นระยะห่างของเวลาอย่างชัดเจน ในการเล่าประวัติศาสตร์ past perfect ช่วยย้อนกลับไปให้ข้อมูลพื้นหลังที่เกิดก่อน แล้วจึงกลับมาสู่เส้นเวลาหลักในอดีต

แบบฝึกหัด

ใช้รูป past perfect ของ leave เพื่อแสดงการกระทำที่เกิดก่อน: By the time the meeting began, the manager ____.

ดูคำตอบ

had left

a government meant to serve the people, ไวยากรณ์

1:08

รัฐบาลที่ตั้งใจจะรับใช้ประชาชน

ไวยากรณ์

government meant to serve the people: อนุประโยคขยายคำนามแบบย่อ

Meant to serve the people เป็นวลี past participle ที่ขยาย government รูปเต็มคือ a government that was meant to serve the people โดยละ that was ไว้ ในที่นี้ be meant to + กริยา ใช้บอกจุดประสงค์ที่กำหนดไว้หรือหน้าที่ที่ควรเป็น หมายถึงสิ่งที่รัฐบาลถูกออกแบบหรือถูกคาดหวังให้ทำ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลเกิดความตั้งใจส่วนตัวชั่วคราว

แบบฝึกหัด

ใช้รูปย่อของ that is meant to: We need a policy ____ first-time renters.

ดูคำตอบ

meant to support

not the privilege of a ruling family. ลำดับความ

1:10

ไม่ใช่อภิสิทธิ์ของตระกูลที่ปกครองประเทศ

ลำดับความ

not the privilege of a ruling family: การเปรียบต่างแบบ A, not B

วลี not the privilege of a ruling family ตามหลัง serve the people ในฐานะกรรมตัวที่สองที่นำมาเปรียบต่าง โดยความหมายของ serve ใช้กับทั้งสองส่วน คือรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้อภิสิทธิ์ของตระกูลผู้ปกครอง การวาง A และ not B ไว้ในโครงสร้างเดียวกันทำให้ข้อโต้แย้งเป็นการแก้ความเข้าใจที่ชัดเจน โดยเสนอ A เป็นเป้าหมายที่เหมาะสมและตัด B ออกอย่างชัดแจ้ง วิธีนี้ทำให้ความต่างเด่นกว่าการแยกความคิดเชิงปฏิเสธไปเป็นอีกประโยคหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบ A, not B แบบเดียวกันเพื่อเสนอเป้าหมายหนึ่งและปฏิเสธอีกเป้าหมายที่แข่งขันกันอยู่

  1. The policy should protect the public because one company is profitable.
  2. The policy should protect the public, not the profits of one company.
  3. The policy should protect neither the public nor a single company's profits.
ดูคำตอบ

The policy should protect the public, not the profits of one company.

And it was Octavius who destroyed this tradition. ไวยากรณ์

1:13

และเป็นออคตาวิอุสนี่แหละที่ทำลายประเพณีนี้

ไวยากรณ์

it was Octavius who destroyed: it-cleft ที่ระบุผู้รับผิดชอบ

It was Octavius who destroyed... เป็นประโยคแยกแบบ it-cleft ที่ใช้รูป It was + บุคคลที่เป็นจุดเน้น + who + อนุประโยค ประโยคธรรมดา Octavius destroyed this tradition กล่าวถึงเหตุการณ์พื้นฐานเดียวกัน แต่ it-cleft วาง Octavius ไว้ในตำแหน่งที่เป็นจุดเน้น ในบริบทนี้ โครงสร้างดังกล่าวหมายความว่าคนที่ทำเรื่องนี้คือ Octavius โดยเฉพาะ ในการโต้แย้งสามารถใช้ระบุหรือแก้ความเข้าใจว่าใครควรได้รับความดีความชอบหรือรับผิด

แบบฝึกหัด

เติม it-cleft ในอดีตกาลโดยใช้ who เพื่อเน้น Maya: ____ Maya ____ found the missing document.

ดูคำตอบ

It was · who

Octavius was a model public servant. การใช้คำ

1:16

ออคตาวิอุสเป็นข้าราชการที่เป็นแบบอย่าง

การใช้คำ

a model public servant: model ในความหมายว่า “เป็นแบบอย่าง”

ใน a model public servant คำว่า model วางหน้าคำนามที่บอกบทบาทอย่าง public servant และหมายถึง “ยอดเยี่ยมและควรค่าแก่การเอาเป็นแบบอย่าง” ในที่นี้คำนี้ทำหน้าที่คล้ายคำคุณศัพท์ ไม่ได้หมายถึงคนที่สวมเสื้อผ้าเพื่อจัดแสดงหรือแบบจำลองขนาดเล็กของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นามวลีทั้งหมดเป็นคำชมเชิงบวกอย่างมาก โครงสร้าง model + คำนามบอกบทบาท สามารถนำไปใช้เพื่อบรรยายคนที่มีพฤติกรรมเป็นแบบอย่างได้ เช่น model employee หรือ model citizen

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ model ในความหมายว่า “เป็นแบบอย่างและควรค่าแก่การเลียนแบบ”

  1. The architect displayed a model of the new library.
  2. He works as a model for a clothing brand.
  3. Rina is a model employee who is always prepared.
ดูคำตอบ

Rina is a model employee who is always prepared.

At 16 he was elected to the College of Pontiffs โน้ต

1:19

เมื่ออายุ 16 ปี เขาได้รับเลือกให้เข้าสู่สภาปุโรหิต

ไวยากรณ์

was elected to: โครงสร้างถูกกระทำสำหรับการเข้าร่วมด้วยการเลือกตั้ง

Was elected คือรูปถูกกระทำในอดีตกาลแบบธรรมดาของ elect ประธาน he เป็นผู้รับผลของการเลือกตั้ง ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจเลือก ใน was elected to the College of Pontiffs คำว่า to นำหน้าสถาบันที่เขาได้รับเลือกให้เข้าไปเป็นสมาชิก โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + be elected to + คณะหรือองค์กร เช่น She was elected to the council.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำในอดีตกาลแบบธรรมดาของ elect และคำบุพบทที่ถูกต้อง: After the members voted, Lena ____ the board.

ดูคำตอบ

was elected to

that supervised religious worship.

1:21

ซึ่งดูแลการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

วัฒนธรรม

College of Pontiffs: องค์กรศาสนาในกรุงโรมโบราณ

College of Pontiffs เป็นองค์กรนักบวชในกรุงโรมโบราณที่กำกับดูแลกิจกรรมทางศาสนาของสาธารณะ ในชื่อทางประวัติศาสตร์นี้ College หมายถึงกลุ่มบุคคลที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการและมีหน้าที่ร่วมกัน ไม่ได้หมายถึงสถานศึกษา การได้รับเลือกเข้าสู่องค์กรนี้หมายความว่าเขาได้รับตำแหน่งทางศาสนาสาธารณะตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช่การเข้าเรียนในสถาบันการศึกษา

แบบฝึกหัด

College of Pontiffs ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. มหาวิทยาลัยสมัยใหม่ที่นักบวชเข้าศึกษาเพื่อรับปริญญา
  2. ภาควิชาในสถานศึกษาที่มุ่งศึกษาประวัติศาสตร์โรมัน
  3. องค์กรนักบวชในกรุงโรมโบราณที่กำกับดูแลพิธีกรรมทางศาสนา
ดูคำตอบ

องค์กรนักบวชในกรุงโรมโบราณที่กำกับดูแลพิธีกรรมทางศาสนา

He fought for Rome in Hispania

1:23

เขาต่อสู้เพื่อโรมในฮิสปาเนีย

alongside his great uncle Caesar

1:25

เคียงข้างซีซาร์ ลุงของเขา

and took up the responsibility of avenging Caesar's death วลี

1:27

และรับหน้าที่ล้างแค้นให้กับการตายของซีซาร์

วลี

took up the responsibility of + -ing: รับหน้าที่ทำสิ่งหนึ่ง

ในที่นี้ took up the responsibility of หมายถึงการยอมรับหน้าที่และเริ่มปฏิบัติหน้าที่นั้น วลีนี้นำเสนอการแก้แค้นให้กับการตายของซีซาร์ว่าเป็นภาระหน้าที่ที่บุคคลนั้นรับไว้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ take up the responsibility of + คำนามหรือรูป -ing โดย took เป็นรูปอดีต และ avenging เป็นรูป -ing ที่ตามหลังคำบุพบท of

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้างเป้าหมายในรูปอดีต: During the storm, Nia ____ coordinating the emergency shelter.

ดูคำตอบ

took up the responsibility of

when the corrupt oligarchs in the Senate betrayed and murdered him. การใช้คำ

1:31

เมื่อพวกคณาธิปไตยที่ฉ้อฉลในวุฒิสภาหักหลังและฆาตกรรมเขา

การใช้คำ

corrupt oligarchs in the Senate ในฐานะป้ายกำกับทางการเมือง

ในประโยคนี้ oligarchs ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวุฒิสภา แต่เป็นการตีตราคนเหล่านี้ว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้มีอำนาจจำนวนน้อยที่ควบคุมการเมือง ส่วน corrupt เพิ่มข้อกล่าวหาว่าพวกเขาใช้อำนาจโดยทุจริตหรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นทั้งวลีจึงนำเสนอคนบางส่วนในวุฒิสภาผ่านมุมมองที่เป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงของผู้พูด ไม่ได้ระบุสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดอย่างเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

corrupt oligarchs in the Senate สื่อเป็นนัยอย่างไรในประโยคนี้

  1. สมาชิกวุฒิสภาทุกคนกำลังถูกเรียกด้วยชื่อตำแหน่งทางการที่เป็นกลาง
  2. กลุ่มผู้มีอำนาจจำนวนน้อยในวุฒิสภากำลังถูกกล่าวหาว่าปกครองอย่างทุจริต
  3. กลุ่มเจ้าหน้าที่วุฒิสภากำลังได้รับคำชมว่าแบ่งปันอำนาจ
ดูคำตอบ

กลุ่มผู้มีอำนาจจำนวนน้อยในวุฒิสภากำลังถูกกล่าวหาว่าปกครองอย่างทุจริต

Caesar had been a power-hungry tyrant การใช้คำ

1:35

ซีซาร์เป็นทรราชผู้กระหายอำนาจ

การใช้คำ

power-hungry tyrant และรูปแบบคำนาม + -hungry

Power-hungry tyrant หมายถึงผู้ปกครองที่โหดร้ายหรือกดขี่และมีความต้องการที่จะได้มาหรือรักษาอำนาจไว้อย่างมากเกินไป ทั้งสองส่วนมีความหมายเชิงลบอย่างรุนแรง โดย tyrant ตำหนิวิธีปกครองของบุคคลนั้น ส่วน power-hungry ตำหนิความต้องการควบคุมของเขา ในที่นี้ power-hungry เป็นคำคุณศัพท์ประสมที่มีเครื่องหมายยัติภังค์และขยาย tyrant รูปแบบ “คำนาม + -hungry” หมายถึง “ต้องการสิ่งที่คำนามนั้นระบุอย่างมาก” เช่น attention-hungry หรือ publicity-hungry โดยทั่วไป power-hungry แสดงความไม่เห็นด้วยและสื่อว่าความต้องการนั้นมากเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำคุณศัพท์ประสมจากบทเรียนที่หมายถึง “ต้องการอำนาจมากเกินไป”: The mayor kept removing every limit on his authority, and critics called him a ____ leader.

ดูคำตอบ

power-hungry

who tried to make himself a king ไวยากรณ์

1:37

ซึ่งพยายามจะตั้งตนเป็นกษัตริย์

ไวยากรณ์

tried to make himself a king: make + กรรม + คำนามบอกสถานะ

ใน tried to make himself a king คำว่า make รับ himself เป็นกรรม และรับ a king เป็นส่วนเติมเต็มกรรม นามวลีนี้บอกสถานะที่เขาต้องการมอบให้ตนเอง ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงพยายามทำให้ตนเองกลายเป็นกษัตริย์ ไม่ใช่พยายามสร้างกษัตริย์ขึ้นมาหนึ่งคน Himself ย้อนกลับไปหมายถึงคนเดียวกับผู้ที่กำลังพยายาม โครงสร้างทั่วไป make + กรรม + คำนามบอกสถานะ ใช้บอกว่าทำให้ใครคนหนึ่งได้รับบทบาทหรือสถานะบางอย่าง ส่วน tried to บอกเพียงว่ามีความพยายาม ไม่ได้บอกว่าทำสำเร็จ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย make และสรรพนามสะท้อนกลับที่ถูกต้อง: Leo wanted to ____ the team's captain.

ดูคำตอบ

make himself

while consorting with his Egyptian queen Cleopatra. การใช้คำ

1:39

ในขณะที่ไปสมคบคิดกับคลีโอพัตรา ราชินีแห่งอียิปต์

การใช้คำ

consorting with: การคบหาที่เป็นทางการและแฝงความไม่เห็นด้วย

ในที่นี้ consorting with หมายถึงการใช้เวลาอยู่กับคลีโอพัตราหรือรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเธอ คำกริยานี้ไม่เป็นกลาง แต่ทำให้ความสัมพันธ์ดูไม่เหมาะสม น่าสงสัย หรืออาจเป็นเรื่องอื้อฉาว ในประโยคประวัติศาสตร์นี้ การเลือกใช้คำทำให้ความสัมพันธ์ทางการเมืองและส่วนตัวระหว่างซีซาร์กับคลีโอพัตราดูเป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียง โดยทั่วไป consort with มักส่งสัญญาณว่าผู้พูดไม่เห็นด้วยกับบุคคลหรือพันธมิตรที่กำลังกล่าวถึง

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้สื่อเป็นนัยว่าอะไร? The adviser was criticized for consorting with corrupt officials.

  1. ที่ปรึกษากลายเป็นคู่สมรสตามกฎหมายของผู้ปกครอง
  2. ที่ปรึกษาเพียงเข้าร่วมการประชุมสาธารณะธรรมดาหนึ่งครั้ง โดยไม่มีนัยวิจารณ์
  3. ที่ปรึกษามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่ผู้อื่นมองในแง่ลบ
ดูคำตอบ

ที่ปรึกษามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่ผู้อื่นมองในแง่ลบ

After his death,

1:42

หลังจากการตายของเขา

Octavius joined his general Mark Antony วลี

1:43

ออคตาวิอุสได้ร่วมมือกับมาร์ก แอนโทนี นายพลของเขา

in starting a civil war that tore Rome apart, กริยาวลี

1:46

ในการก่อสงครามกลางเมืองที่ฉีกโรมออกเป็นชิ้นๆ

วลี

join someone in doing something: เข้าร่วมทำบางสิ่งกับใครบางคน

join someone in doing something หมายถึงการเข้าร่วมทำสิ่งหนึ่งร่วมกับคนนั้น ในประโยคนี้ Octavius ร่วมกับ Mark Antony ในการเริ่มสงครามกลางเมือง หลังคำที่หมายถึงบุคคล ให้ใช้ in แล้วตามด้วยคำกริยารูป -ing: join + someone + in + doing something ในประโยคนี้ joined เป็นรูปอดีต และ starting อยู่หลัง in

แบบฝึกหัด

ใช้ clean เติมโครงสร้าง join someone in doing something ให้สมบูรณ์: After the storm, our neighbors joined us ____ the park.

ดูคำตอบ

in cleaning

กริยาวลี

tore Rome apart: ทำให้โรมแตกแยกอย่างรุนแรง

that tore Rome apart เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย civil war โดย tear something apart อาจหมายถึงการฉีกบางสิ่งออกเป็นชิ้น ๆ ตามตัวอักษร แต่รูปอดีต tore ในที่นี้ใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงสงครามทำให้โรมแตกแยกและเสียหายอย่างรุนแรง โครงสร้าง tear + ประเทศ ชุมชน ครอบครัว หรือกลุ่มอื่น + apart มักใช้บรรยายความขัดแย้งที่ทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ tear apart ในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อหมายถึงความขัดแย้งทำให้กลุ่มหนึ่งแตกแยกอย่างรุนแรง?

  1. The child tore the paper apart for the collage.
  2. The long dispute tore the community apart.
  3. The organizers divided the guests into three teams.
ดูคำตอบ

The long dispute tore the community apart.

then stabbed his ally in the back สำนวน

1:49

จากนั้นก็แทงข้างหลังพันธมิตรของเขา

to increase his own power.

1:51

เพื่อเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง

สำนวน

stab someone in the back: หักหลังคนที่ไว้วางใจเรา

Stab someone in the back เป็นสำนวนที่หมายถึงการทรยศคนที่ไว้วางใจเรา โดยมักทำอย่างลับ ๆ หรือในแบบที่อีกฝ่ายไม่คาดคิด ในที่นี้ stabbed his ally in the back หมายความว่าเขาทรยศพันธมิตรเพื่อให้ตนเองมีอำนาจมากขึ้น ไม่ได้หมายถึงการใช้มีดทำร้ายจริง ๆ ภาพเปรียบเทียบนี้นำเสนอการทรยศเหมือนการโจมตีจากทิศทางที่เหยื่อมองไม่เห็น จึงเน้นว่าความไว้วางใจถูกทำลายและเหยื่อไม่ได้รับการเตือนล่วงหน้า

แบบฝึกหัด

stabbed his ally in the back ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร

  1. เขาแอบทรยศพันธมิตรที่ไว้วางใจเขา
  2. เขาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผยกับคนที่ไม่รู้จัก
  3. เขาช่วยให้พันธมิตรฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ
ดูคำตอบ

เขาแอบทรยศพันธมิตรที่ไว้วางใจเขา

Antony was a fool.

1:53

แอนโทนีเป็นคนโง่

He waged a disastrous campaign in Parthia วลี

1:54

เขาทำแคมเปญที่หายนะในพาร์เธีย

วลี

wage a campaign: ดำเนินความพยายามที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ

To wage a campaign หมายถึงการดำเนินชุดการกระทำที่ต่อเนื่องและเป็นระบบเพื่อไปสู่เป้าหมาย ในประโยคทางประวัติศาสตร์นี้ campaign เป็นการทหาร ดังนั้น He waged a disastrous campaign จึงหมายความว่าเขาดำเนินการทางทหารที่จบลงอย่างเลวร้ายมาก wage ในที่นี้เป็นคำกริยาและใช้ร่วมกับ campaign เป็นคำที่มักเข้าคู่กัน เช่นเดียวกับ wage war สื่อถึงความพยายามหรือความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ไม่ใช่การกระทำเพียงครั้งเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ wage และคำนามในคำที่ใช้คู่กันเป้าหมาย: The group ____ against online bullying.

ดูคำตอบ

waged a campaign

and plotted to turn Roman territories ไวยากรณ์

1:57

และวางแผนที่จะเปลี่ยนดินแดนของโรมัน

into personal kingdoms for himself and Cleopatra.

1:59

ให้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวสำหรับเขาและคลีโอพัตรา

ไวยากรณ์

plotted to turn X into Y: วางแผนลับที่จะเปลี่ยน X ให้เป็น Y

ในที่นี้ turn X into Y หมายถึง “เปลี่ยน X จนกลายเป็น Y” Roman territories อยู่ในตำแหน่ง X และ personal kingdoms คือผลลัพธ์ที่ตั้งใจให้เกิดขึ้น Plotted to หมายถึง “วางแผนอย่างลับ ๆ” โดยมากสื่อถึงจุดประสงค์ที่เป็นอันตรายหรือไม่เหมาะสม เมื่อรวมกัน วลีนี้จึงนำเสนอการเปลี่ยนแปลงดินแดนว่าเป็นข้อกล่าวหาเรื่องแผนลับ ไม่ใช่แผนทั่วไปที่เป็นกลาง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ plot to และ turn X into Y: They plotted ____ the empty warehouse ____ a private casino.

ดูคำตอบ

to turn · into

Isn't that what Caesar had been accused of? ไวยากรณ์

2:03

นั่นไม่ใช่สิ่งที่ซีซาร์ถูกกล่าวหาหรอกหรือ?

ไวยากรณ์

had been accused of: รูปถูกกระทำของ past perfect

Accuse someone of something หมายถึง “กล่าวหาว่าคนหนึ่งทำสิ่งผิด” เมื่อเปลี่ยนเป็นรูปถูกกระทำ ผู้ที่ถูกกล่าวหาจะเป็นประธาน: someone had been accused of something Had been accused เป็นรูปถูกกระทำของ past perfect โดยมีโครงสร้าง had been + คำกริยาช่องที่สาม รูปนี้วางเหตุการณ์กล่าวหาไว้ก่อนจุดอ้างอิงอีกจุดหนึ่งในอดีต ในคำถามนี้ what ทำหน้าที่แทนเนื้อหาที่ขาดหลัง of จึงวาง of ไว้ท้ายวลีได้อย่างเป็นธรรมชาติ: what Caesar had been accused of

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำของ past perfect ของ accuse of: By the time the investigation reopened, the official ____ corruption.

ดูคำตอบ

had been accused of

Well, so Octavius destroyed Antony for trying to become a king ลำดับความ

2:05

เอาล่ะ งั้นออคตาวิอุสก็ทำลายแอนโทนีเพราะพยายามจะเป็นกษัตริย์

and then became one himself?

2:08

แล้วตัวเองก็กลายเป็นกษัตริย์เสียเอง?

ลำดับความ

Well, so ... and then ...?: คำถามสรุปที่ชี้ให้เห็นความขัดแย้ง

Well, so เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะนำสิ่งที่เพิ่งพูดมาจัดใหม่ให้เป็นข้อสรุป คำถามนี้นำการกระทำสองอย่างมาเรียงเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน: Octavius กำจัด Antony เพราะ Antony พยายามจะเป็นกษัตริย์ แต่ต่อมา Octavius เองกลับกลายเป็นกษัตริย์ แม้จะอยู่ในรูปคำถาม แต่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงขอข้อมูล การนำเสนอบทสรุปเป็นคำถามทำให้อีกฝ่ายต้องยอมรับหรืออธิบายความขัดแย้งที่เห็นได้ชัด one ใช้แทน a king ส่วน himself เน้นว่า Octavius เองทำสิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถาม

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักในบทสนทนาของคำถามนี้คืออะไร

  1. ถามอย่างเป็นกลางถึงวันที่แน่นอนที่ Octavius กลายเป็นกษัตริย์
  2. เปลี่ยนหัวข้อโดยไม่ได้สรุปอะไรจากการกระทำก่อนหน้า
  3. เรียบเรียงการกระทำทั้งสองเป็นบทสรุปที่ตั้งคำถามต่อสองมาตรฐานที่ปรากฏ
ดูคำตอบ

เรียบเรียงการกระทำทั้งสองเป็นบทสรุปที่ตั้งคำถามต่อสองมาตรฐานที่ปรากฏ

That's right.

2:10

ถูกต้องแล้ว

You can see the megalomania even in his adopted title, การใช้คำ

2:11

คุณสามารถเห็นความบ้าอำนาจได้แม้แต่ในชื่อที่เขาตั้งขึ้น

"the illustrious one". วัฒนธรรม

2:14

"ผู้ยิ่งใหญ่"

การใช้คำ

the megalomania: การตำหนิความหลงความสำคัญของตนเองและความกระหายอำนาจอย่างรุนแรง

Megalomania หมายถึงความรู้สึกว่าตนเองสำคัญอย่างสุดโต่งและเกินจริง ซึ่งมักเชื่อมโยงกับความเพ้อฝันว่าตนมีสถานะหรืออำนาจที่เหนือธรรมดา วลีชี้เฉพาะ the megalomania นำเสนอแนวโน้มนี้ว่าเป็นลักษณะที่ระบุได้และได้มีการกล่าวถึงอยู่แล้ว ในที่นี้ ผู้พูดถือว่าสมญาอันยิ่งใหญ่ที่บุคคลนั้นเลือกใช้เป็นหลักฐานของลักษณะดังกล่าว คำนี้จึงทำให้สมญานั้นกลายเป็นเป้าของการวิจารณ์และการประชด และมีน้ำหนักรุนแรงและเป็นลบกว่าการบอกว่าใครสักคนมั่นใจหรือทะเยอทะยานมาก

แบบฝึกหัด

the megalomania แสดงท่าทีแบบใดในประโยคนี้

  1. ระบุการสะกดอย่างเป็นทางการของสมญานั้นอย่างเป็นกลาง
  2. ชื่นชมสมญานั้นว่าเป็นสัญญาณอันถ่อมตนของความมั่นใจที่เหมาะสม
  3. วิจารณ์สมญานั้นอย่างรุนแรงว่าเป็นหลักฐานของการยกความสำคัญของตนเองอย่างสุดโต่งและความต้องการอำนาจ
ดูคำตอบ

วิจารณ์สมญานั้นอย่างรุนแรงว่าเป็นหลักฐานของการยกความสำคัญของตนเองอย่างสุดโต่งและความต้องการอำนาจ

That was a religious honorific.

2:16

นั่นเป็นคำยกย่องทางศาสนา

วัฒนธรรม

“the illustrious one” ในฐานะคำยกย่องเชิงศาสนา

the illustrious one หมายถึง “บุคคลที่มีชื่อเสียงโดดเด่นหรือได้รับการยกย่องอย่างสูง” ในที่นี้ one ใช้แทนบุคคล และวลีนี้อธิบายความหมายของ Augustus ในฐานะตำแหน่งหรือสมญา religious honorific คือคำยกย่องที่เกี่ยวข้องกับความเคารพเชิงศาสนา ดังนั้นผู้พูดจึงไม่ได้อธิบาย Augustus ว่าเป็นชื่อบุคคลทั่วไป แต่เป็นสมญาที่เพิ่มเกียรติและศักดิ์ศรีทางศาสนา

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ religious honorific หมายถึงอะไร

  1. งานที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิธีทางศาสนา
  2. คำยกย่องที่มีความหมายเชิงศาสนา
  3. ชื่อธรรมดาที่บุคคลได้รับเมื่อเกิด
ดูคำตอบ

คำยกย่องที่มีความหมายเชิงศาสนา

And Augustus didn't seek power for his own sake? วลี

2:18

แล้วออกุสตุสไม่ได้แสวงหาอำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเองหรอกหรือ?

วลี

seek power for his own sake: แสวงหาอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง

ในวลีเต็ม seek power for his own sake นั้น seek power หมายถึง “พยายามให้ได้มาซึ่งอำนาจหรือการควบคุม” และ for his own sake หมายถึง “เพื่อประโยชน์หรือผลประโยชน์ของตัวเขาเอง” คำถามนี้ถามว่าการแสวงหาอำนาจของออกัสตัสเกิดจากผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ เนื่องจากเป็นคำถามเชิงปฏิเสธ จึงใช้โต้แย้งความคิดก่อนหน้าที่ว่าเขาไม่ได้เห็นแก่ตัว โดยอาจสื่อว่า “เขาทำเพื่อตัวเองไม่ใช่หรือ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าเขาแสวงหาอำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

  1. He sought power for its own sake.
  2. He sought power for his own sake.
  3. He sought power for the country's sake.
ดูคำตอบ

He sought power for his own sake.

As winner of the civil war and commander of the most troops, ไวยากรณ์

2:21

ในฐานะผู้ชนะสงครามกลางเมืองและผู้บัญชาการกองทหารส่วนใหญ่

it was his duty to restore law and order to Rome วลี

2:24

เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อยในโรม

ไวยากรณ์

As winner ... it was his duty to ...: เชื่อมบทบาทกับหน้าที่

ใน As winner ... and commander ... คำว่า As ใช้บอกบทบาทหรือสถานะที่เป็นกรอบในการพิจารณาบุคคลนั้น วลีนามสองส่วนที่เชื่อมด้วย and เป็นเหตุผลรองรับหน้าที่ที่ตามมา ตรงนี้ As หมายถึง “ในฐานะ...” ไม่ได้แปลว่า “ขณะที่” และไม่ใช่ “เพราะว่า” ที่ตามด้วยอนุประโยคสมบูรณ์ It was his duty to ... ใช้ it เป็นประธานสมมติที่วางไว้ก่อน เนื้อหาจริงของหน้าที่อยู่ใน infinitive ที่มี to โดยการกระทำหลัง to บอกว่าเขามีหน้าที่ต้องทำอะไร รูปแบบที่ค่อนข้างเป็นทางการนี้เชื่อมบทบาทของบุคคลกับสิ่งที่บทบาทนั้นกำหนดให้ทำ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ As + บทบาท เป็นเหตุผลของหน้าที่ และใช้ it was someone’s duty to เพื่อแสดงหน้าที่นั้น

  1. As team captain, Maya knew it was her duty to speak for the players.
  2. Like the team captain, Maya knew it was the players’ duty to speak.
  3. As team captain, Maya knew she wanted to speak for the players.
ดูคำตอบ

As team captain, Maya knew it was her duty to speak for the players.

วลี

restore law and order: ฟื้นฟูความมั่นคงของสังคม

ใน restore law and order คำว่า restore หมายถึงทำให้สภาพที่เคยมีอยู่แต่ถูกรบกวนกลับคืนมาอีกครั้ง ดังนั้น วลีนี้จึงใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติหลังสงคราม การจลาจล หรือการล่มสลายของรัฐบาล Law and order เป็นคำที่มักใช้คู่กันแบบตายตัวในบริบทสาธารณะ โดยหมายถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและความมั่นคงของสังคมโดยรวม ตรงนี้ทำหน้าที่เป็นแนวคิดเดียวกัน ไม่ใช่เพียงคำนามสองคำที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีสาธารณะแบบตายตัวที่หมายถึง “นำอำนาจของกฎหมายและความมั่นคงของสังคมกลับคืนมา”: After three days of unrest, the authorities moved quickly to ____.

ดูคำตอบ

restore law and order

so that other factions didn't continue fighting. ไวยากรณ์

2:27

เพื่อไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ต่อสู้กันต่อไป

ไวยากรณ์

so that other factions didn't continue: บอกจุดประสงค์เพื่อป้องกันผลที่ไม่ต้องการ

so that นำหน้าประโยคย่อยที่สมบูรณ์เพื่อบอกผลที่ตั้งใจให้เกิดจากการกระทำก่อนหน้า ในที่นี้ประโยคย่อยปฏิเสธบอกว่าสิ่งที่การกระทำนั้นต้องการป้องกันคือ การที่กลุ่มอื่น ๆ ยังสู้รบต่อไป ประโยคย่อยนี้มีประธานของตัวเองคือ other factions และใช้รูปอดีต didn't continue โครงสร้างนี้มีประโยชน์เมื่อผู้ที่ทำการกระทำแรกกับผู้ที่ได้รับผลจากจุดประสงค์นั้นเป็นคนละกลุ่มกัน

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมภาษาอังกฤษสองคำที่บอกผลที่ตั้งใจไว้ให้สมบูรณ์: I saved a copy of the file ____ my team didn't lose the data.

ดูคำตอบ

so that

He didn't restore the law,

2:30

เขาไม่ได้ฟื้นฟูกฎหมาย

he made it subordinate to him. ไวยากรณ์

2:31

เขาทำให้กฎหมายต้องอยู่ภายใต้อำนาจของเขาต่างหาก

ไวยากรณ์

he made it subordinate to: make + กรรม + คำคุณศัพท์

made ในที่นี้มีความหมายเชิงเหตุ โดยโครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ หมายถึงทำให้กรรมอยู่ในสภาพนั้น it เป็นกรรมและอ้างกลับไปถึง the law ส่วน subordinate เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกสถานะใหม่ของมัน subordinate to บุคคลหรือสถาบัน หมายถึงมีอำนาจต่ำกว่าและอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้มีอำนาจที่สูงกว่า ดังนั้น he made it subordinate to him จึงหมายความว่าเขาวางกฎหมายไว้ใต้อำนาจส่วนตัวของตน ไม่ใช่ฟื้นฟูอำนาจที่เป็นอิสระของกฎหมาย

แบบฝึกหัด

ใช้ subordinate และคำบุพบทที่ต้องตามหลังเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The new policy made local offices ____ headquarters.

ดูคำตอบ

subordinate to

Not true.

2:33

ไม่เป็นความจริง

Augustus worked to restore the Senate's prestige, วลี

2:34

ออกุสตุสทำงานเพื่อฟื้นฟูเกียรติภูมิของวุฒิสภา

วลี

restore the Senate's prestige: ฟื้นฟูเกียรติภูมิของสถาบัน

ในประโยคนี้ restore the Senate's prestige หมายถึงทำให้วุฒิสภากลับมาได้รับความเคารพและมีสถานะสูงในสังคมอย่างที่เคยมีมาก่อน restore สื่อถึงการกลับคืนสู่สภาพเดิม ส่วน prestige คือการได้รับความยกย่องในสังคมจากสถานะหรือความสำเร็จ ในโครงสร้าง restore + a person's or institution's prestige คำว่า prestige คือสิ่งที่ถูกฟื้นฟู และรูปแสดงความเป็นเจ้าของบอกว่าเป็นเกียรติภูมิของใคร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวว่าการปฏิรูปมีจุดประสงค์เพื่อกอบกู้สถานะทางสังคมเดิมของศาลกลับคืนมา

  1. The reforms were intended to restore the court's prestige.
  2. The reforms were intended to expand the court's building.
  3. The reforms were intended to protect the court's documents.
ดูคำตอบ

The reforms were intended to restore the court's prestige.

improved food security for the lower classes, การใช้คำ

2:37

ปรับปรุงความมั่นคงทางอาหารสำหรับชนชั้นล่าง

การใช้คำ

food security: การเข้าถึงอาหารที่เพียงพออย่างมั่นคง

Food security เป็นศัพท์ด้านนโยบายสาธารณะที่หมายถึงการสามารถหาและซื้ออาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างสม่ำเสมอ ในประโยคนี้ การปรับปรุง food security หมายถึงทำให้ชนชั้นล่างเข้าถึงอาหารได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น คำว่า security ในที่นี้สื่อถึงความมั่นคงของการเข้าถึงและการจัดหาอาหารในระยะยาว ไม่ได้หมายถึงการเฝ้ารักษาอาหารไว้ทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

คำใดเหมาะที่สุดสำหรับเติมประโยคนี้: The drought is threatening the region's _____ by reducing its food supply?

  1. food storage
  2. food safety
  3. food security
ดูคำตอบ

food security

and relinquished control of the army วลี

2:39

และสละสิทธิ์การควบคุมกองทัพ

when he resigned his consul post.

2:42

เมื่อเขาลาออกจากตำแหน่งกงสุล

วลี

relinquished control of the army: สละอำนาจอย่างเป็นทางการ

ใน relinquished control of the army คำว่า relinquished หมายถึงการยอมสละสิ่งที่เคยครอบครองอย่างเป็นทางการ กรรม control ระบุว่าเป็นอำนาจควบคุม ส่วน of the army ระบุว่าอำนาจนั้นใช้ควบคุมกองทัพ โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ relinquish control of + คำนาม มักสื่อถึงการสละอำนาจโดยตั้งใจ อย่างเป็นทางการ หรือเป็นระยะยาว ไม่ใช่เพียงให้คนอื่นทำหน้าที่หนึ่งแทนชั่วคราว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างทางการ relinquish control of ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. After the sale, the founder agreed to relinquish the company of control.
  2. After the sale, the founder agreed to resign control of the company.
  3. After the sale, the founder agreed to relinquish control of the company.
ดูคำตอบ

After the sale, the founder agreed to relinquish control of the company.

Mere optics. สำนวน

2:44

แค่สร้างภาพเท่านั้นแหละ

สำนวน

Mere optics: มีเพียงภาพลักษณ์แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจริง

Mere optics. เป็นคำวิจารณ์แบบละคำที่หมายถึง บางสิ่งสนใจเพียงว่าดูเป็นอย่างไรในสายตาสาธารณชน ในการอภิปรายด้านการเมือง สื่อ และธุรกิจ optics อาจหมายถึงภาพลักษณ์หรือการรับรู้ของสาธารณชน ไม่ใช่วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแสง mere เพิ่มความหมายเชิงดูแคลนว่า “ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น” ผู้พูดกำลังบอกว่าการกระทำหนึ่งสร้างความประทับใจบางอย่าง แต่แทบไม่มีหรือไม่มีผลในทางปฏิบัติเลย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ optics ในความหมายว่าภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแสง

  1. The rebranding was mere optics; the company changed none of its policies.
  2. The new lens improved the camera's optics in low light.
  3. The report studied the optics of laser beams.
ดูคำตอบ

The rebranding was mere optics; the company changed none of its policies.

He used his military influence and personal wealth

2:45

เขาใช้อิทธิพลทางการทหารและความมั่งคั่งส่วนตัว

to stack the Senate in his favor สำนวน

2:48

เพื่อจัดตั้งวุฒิสภาให้เป็นประโยชน์ต่อเขา

สำนวน

stack the Senate in his favor: จัดองค์ประกอบสมาชิกให้เข้าข้างตนเอง

to stack the Senate in his favor หมายถึงจงใจแทรกแซงว่าใครจะได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้มีสมาชิกสนับสนุนเขามากขึ้นและทำให้มติต่าง ๆ มีแนวโน้มเป็นประโยชน์ต่อเขา ในที่นี้ stack ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือจงใจจัดคนหรือกระบวนการเพื่อสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งของมาวางซ้อนกัน รูปแบบ stack + สถาบันหรือกลุ่ม + in someone's favor ในประโยคนี้ระบุทั้งสิ่งที่ถูกควบคุมและผู้ที่ได้ประโยชน์ อิทธิพลทางทหารและทรัพย์สินส่วนตัวคือเครื่องมือที่เขาใช้เปลี่ยนองค์ประกอบสมาชิกของวุฒิสภา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ stack a group in someone's favor ในความหมายว่าบงการองค์ประกอบสมาชิกเพื่อให้ได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรม

  1. The director stacked the selection panel in her favor by appointing only close allies.
  2. The director won the panel's support by answering every question clearly.
  3. The director stacked the chairs in her favor before the interview.
ดูคำตอบ

The director stacked the selection panel in her favor by appointing only close allies.

while retaining the powers of a tribune วัฒนธรรม

2:50

ในขณะที่ยังคงอำนาจของทริบูนเอาไว้

วัฒนธรรม

retaining the powers of a tribune: ยังคงอำนาจทางการเมืองแบบโรมันไว้

Retaining the powers of a tribune หมายถึงยังคงถืออำนาจที่เกี่ยวข้องกับทริบูนในโรมโบราณ โดย retaining เน้นว่าอำนาจเหล่านี้ไม่ได้ถูกสละหรือสูญเสียไป ในบริบทนี้ tribune หมายถึงทริบูนสามัญชน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจรวมถึงการปกป้องสามัญชนและขัดขวางการดำเนินการทางการบางอย่าง วลีนี้แยกตำแหน่งอย่างเป็นทางการออกจากอำนาจที่ใช้ได้จริง กล่าวคือ ตำแหน่งหรือยศอาจเปลี่ยนไป แต่อำนาจสำคัญยังคงอยู่

แบบฝึกหัด

ในบทความเกี่ยวกับโรมโบราณ ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร: He no longer held the office but retained the powers of a tribune?

  1. เขากลายเป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ชื่อ Tribune
  2. แม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้นแล้ว เขายังคงอำนาจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทริบูนไว้
  3. เขาสละอำนาจทางการเมืองทั้งหมดเมื่อออกจากตำแหน่ง
ดูคำตอบ

แม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้นแล้ว เขายังคงอำนาจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทริบูนไว้

and the right to celebrate military triumphs. วัฒนธรรม

2:52

และสิทธิในการเฉลิมฉลองชัยชนะทางการทหาร

วัฒนธรรม

สิทธิในการจัดพิธีฉลองชัยชนะทางทหาร

ในบริบทประวัติศาสตร์โรมันนี้ military triumphs ไม่ได้หมายถึงเพียง “ชัยชนะทางทหาร” เท่านั้น triumph คือพิธีสาธารณะอย่างเป็นทางการและขบวนแห่เพื่อยกย่องแม่ทัพผู้มีชัย The right to celebrate them หมายถึงอำนาจหรือสิทธิพิเศษที่ได้รับการรับรองให้จัดพิธีเช่นนี้ สิทธิพิเศษดังกล่าวนำมาซึ่งชื่อเสียงในสายตาสาธารณชนและมีความสำคัญทางการเมือง

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ the right to celebrate military triumphs ในประโยคนี้ได้เหมาะสมที่สุด

  1. สิทธิพิเศษอย่างเป็นทางการในการจัดพิธีฉลองชัยชนะของโรมัน
  2. เสรีภาพที่จะดีใจหลังความสำเร็จทางทหารทุกครั้ง
  3. อำนาจในการบัญชาการกองทหารลีเจียนทั้งหมดของโรมัน
ดูคำตอบ

สิทธิพิเศษอย่างเป็นทางการในการจัดพิธีฉลองชัยชนะของโรมัน

He kept control of provinces with the most legions. วัฒนธรรม

2:55

เขายังคงควบคุมมณฑลที่มีกองทหารมากที่สุด

วัฒนธรรม

การควบคุมแคว้นที่มีกองทหารลีเจียนมากที่สุด

legions คือหน่วยทหารขนาดใหญ่และเป็นหน่วยหลักของกองทัพโรมัน ดังนั้น provinces with the most legions จึงหมายถึงแคว้นที่มีกำลังทหารโรมันประจำการอยู่อย่างหนาแน่นที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นแคว้นที่มีพื้นที่หรือประชากรมากที่สุด การคงอำนาจควบคุมแคว้นเหล่านั้นทำให้เขายังคงมีอิทธิพลจริงเหนือกองทัพส่วนใหญ่ ประโยคนี้จึงเสนอว่าการควบคุมแคว้นเป็นวิธีรักษาอำนาจทางทหาร ไม่ใช่แค่การบริหารงานพลเรือน

แบบฝึกหัด

ข้อสรุปใดอธิบายความสำคัญของการควบคุมแคว้นที่มีกองทหารลีเจียนมากที่สุดได้ดีที่สุด

  1. การควบคุมแคว้นที่มีกำลังทหารหนาแน่นช่วยให้เขารักษาอำนาจทางทหารไว้ได้
  2. เขาปกครองแคว้นที่มีประชากรพลเรือนมากที่สุด
  3. เขาสละอิทธิพลเหนือกองทัพโดยเหลือไว้เพียงหน้าที่ด้านการบริหาร
ดูคำตอบ

การควบคุมแคว้นที่มีกำลังทหารหนาแน่นช่วยให้เขารักษาอำนาจทางทหารไว้ได้

And if that wasn't enough, ลำดับความ

2:59

และถ้ายังไม่พอ

ลำดับความ

And if that wasn't enough: การเพิ่มหลักฐานที่หนักแน่นกว่า

And if that wasn't enough เป็นคำบ่งชี้ทางวาทกรรมที่เชื่อมกลับไปยังข้อเท็จจริงที่กล่าวไว้แล้ว และนำเสนอหลักฐานเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง ประเด็นใหม่ถูกนำเสนอเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่มักหนักแน่นกว่า แย่กว่า หรือน่าประหลาดใจกว่า อนุประโยค if ในที่นี้มักใช้เชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้รอคำตอบว่าข้อมูลก่อนหน้านี้ “เพียงพอ” หรือไม่ แต่กำลังส่งสัญญาณว่า “ยังมีอีก”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบ่งชี้การไล่ระดับจากบทเรียนนี้: The hotel room was dirty. ____, the door would not lock.

ดูคำตอบ

And if that wasn't enough

he assumed the consul position twice more การใช้คำ

3:00

เขายังเข้ารับตำแหน่งกงสุลอีกสองครั้ง

การใช้คำ

assumed the consul position: assume ในความหมายว่า “เข้ารับตำแหน่ง”

ใน assumed the consul position คำว่า assumed หมายถึง “เข้ารับและเริ่มดำรง” ตำแหน่งอย่างเป็นทางการ นามวลีที่ตามหลัง assume บอกว่าเขารับหน้าที่อะไร ดังนั้นที่นี่จึงหมายถึงการเข้ารับตำแหน่ง ไม่ใช่การคาดเดา ความหมายเดียวกันนี้พบใน assume office, assume command และ assume responsibility

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ assume เติมสำนวนทางการที่หมายถึง “เริ่มดำรงตำแหน่งนั้น”: After the board voted, Elena ____ of chairperson.

ดูคำตอบ

assumed the position

to promote his grandchildren.

3:02

เพื่อเลื่อนตำแหน่งให้หลานๆ ของเขา

He was clearly trying to establish a dynasty. วลี

3:04

เขาพยายามอย่างชัดเจนที่จะก่อตั้งราชวงศ์

วลี

establish a dynasty: สถาปนาสายผู้ปกครองจากครอบครัวเดียวกัน

To establish a dynasty หมายถึงการเริ่มสายการปกครองที่อำนาจสามารถส่งต่ออยู่ในครอบครัวเดียวกันจากรุ่นสู่รุ่น establish เน้นการสร้างระบบที่ยั่งยืน ส่วน dynasty มีนัยเรื่องการสืบทอดอำนาจในครอบครัว ไม่ใช่การปกครองของคนเพียงคนเดียว ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวนำเสนอว่าการกระทำของเขาเป็นความพยายามทำให้อำนาจของครอบครัวดำเนินต่อไปหลังจากยุคของเขา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ establish a dynasty อย่างเป็นธรรมชาติในความหมายว่าเริ่มสายผู้ปกครองจากครอบครัวเดียวกัน

  1. By naming his daughter as heir, the queen hoped to establish a dynasty.
  2. The mayor scheduled one meeting to establish a dynasty.
  3. The historian used a map to establish a dynasty.
ดูคำตอบ

By naming his daughter as heir, the queen hoped to establish a dynasty.

But what did he do with all that power?

3:07

แต่เขาทำอะไรกับอำนาจทั้งหมดนั้นล่ะ?

Glad you asked, your honor.

3:09

ดีใจที่คุณถามนะ ท่านผู้พิพากษา

Augustus's accomplishments were almost too many to name. วลี

3:11

ความสำเร็จของออกุสตุสนั้นมีมากเสียจนนับไม่ถ้วน

วลี

almost too many to name: มากจนแทบจะไล่กล่าวไม่หมด

Almost too many to name หมายถึงมีสิ่งต่าง ๆ จำนวนมากจนยากที่จะไล่กล่าวทีละอย่าง ในที่นี้ name หมายถึงเอ่ยหรือระบุเป็นรายการ ไม่ได้หมายถึงตั้งชื่อให้สิ่งใด โครงสร้าง be + too many + to + คำกริยา บอกว่าจำนวนที่มากทำให้การกระทำนั้นยากหรือไม่สะดวก ส่วน almost ช่วยลดความเด็ดขาดของคำกล่าว ผู้พูดจึงเน้นว่ามีจำนวนมากโดยไม่ยืนยันว่าการไล่กล่าวทั้งหมดเป็นไปไม่ได้จริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าพิพิธภัณฑ์มีสมบัติมากจนยากที่จะไล่กล่าวให้ครบทั้งหมด

  1. The museum has almost named too many treasures.
  2. The museum has almost too many treasures to name.
  3. The museum has too many treasures without names.
ดูคำตอบ

The museum has almost too many treasures to name.

He established consistent taxation for all provinces, การใช้คำ

3:14

เขากำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีที่สม่ำเสมอสำหรับทุกจังหวัด

การใช้คำ

established consistent taxation: วางกฎภาษีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ในประโยคนี้ established consistent taxation หมายถึงการวางระบบภาษีที่ใช้แนวทางมั่นคงและเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกมณฑล คำว่า established แสดงว่าระบบนี้ถูกสร้างหรือจัดระเบียบขึ้นอย่างเป็นทางการ ในที่นี้ consistent ขยายกฎหรือการนำกฎไปใช้ว่ามีความสอดคล้องกันในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้หมายถึงบุคคลที่ “พากเพียร” ส่วน taxation หมายถึงระบบหรือแนวปฏิบัติในการจัดเก็บภาษี ไม่ใช่การจ่ายภาษีเพียงครั้งเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่ามีการใช้กฎภาษีเดียวกันในภูมิภาคต่าง ๆ

  1. The reform let every region set unrelated tax rules.
  2. The reform established consistent taxation across all regions.
  3. The reform imposed constant tax collection without any breaks.
ดูคำตอบ

The reform established consistent taxation across all regions.

ending private exploitation by local tax officials. การใช้คำ

3:18

เพื่อยุติการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยเจ้าหน้าที่ภาษีท้องถิ่น

การใช้คำ

ending private exploitation by local tax officials: ยุติการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

วลีนี้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ภาษีท้องถิ่นไม่สามารถใช้ตำแหน่งในทางมิชอบเพื่อเรียกเอาเงินหรือผลประโยชน์อื่นให้ตนเองได้อีก ในบริบทการปกครองนี้ exploitation มีความหมายเชิงลบอย่างชัดเจน และ private สื่อถึงผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่รายได้สาธารณะที่ชอบด้วยกฎหมาย Ending เป็นกริยารูป -ing ที่ทำหน้าที่เป็น participle เพื่อบอกผลของการปฏิรูปก่อนหน้า กล่าวคือการปฏิรูปนั้นทำให้การใช้อำนาจโดยมิชอบสิ้นสุดลง ส่วน by local tax officials ระบุว่าเจ้าหน้าที่ภาษีท้องถิ่นเป็นผู้กระทำการเอารัดเอาเปรียบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถ่ายทอดความหมายของ “ending private exploitation by local tax officials” ได้ดีที่สุด

  1. Allowing private companies to explore a region for new resources.
  2. Stopping local tax officials from abusing their power for personal gain.
  3. Giving local tax officials permission to create public tax rates.
ดูคำตอบ

Stopping local tax officials from abusing their power for personal gain.

He personally financed a network of roads วลี

3:21

เขาสนับสนุนเครือข่ายถนนด้วยเงินส่วนตัว

วลี

financed a network of roads: ให้เงินทุนแก่ระบบถนนที่เชื่อมโยงกัน

ในที่นี้ financed เป็นรูปอดีตของคำกริยา finance หมายถึงเขาจ่ายหรือจัดหาเงินที่จำเป็นสำหรับการสร้างถนน ส่วน personally เน้นว่าเขารับผิดชอบเรื่องเงินทุนด้วยตนเอง ไม่ได้หมายความว่าเขาออกแบบหรือลงมือสร้างถนนเอง a network of roads หมายถึงระบบถนนที่เชื่อมต่อกันและครอบคลุมพื้นที่หนึ่ง คำว่า network เน้นว่าถนนเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ถนนแยกสายที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ financed a network of เพื่อบอกว่ามีผู้จัดหาเงินให้กับระบบที่เชื่อมโยงกัน?

  1. The foundation mapped a network of health clinics but did not fund it.
  2. The foundation financed a network of health clinics across the region.
  3. The foundation visited a network of health clinics to request donations.
ดูคำตอบ

The foundation financed a network of health clinics across the region.

and employed couriers so news and troops ไวยากรณ์

3:24

และจ้างคนส่งสาร เพื่อให้ข่าวสารและกองทหาร

could travel easily throughout the realm.

3:26

สามารถเดินทางไปทั่วอาณาจักรได้อย่างง่ายดาย

ไวยากรณ์

so news and troops could travel: การบอกจุดประสงค์ในอดีต

ใน so news and troops could travel คำว่า so นำเข้าจุดประสงค์หรือผลที่ตั้งใจไว้ของการจ้างผู้ส่งสาร กล่าวคือ มาตรการนี้มีไว้เพื่อให้การส่งข่าวและการเดินทางสะดวกขึ้น โครงสร้างคือ การกระทำในอดีต + so + ประธาน + could + กริยารูปพื้นฐาน could สอดคล้องกับบริบทในอดีตและบอกถึงความสามารถหรือความเป็นไปได้ที่เกิดจากการกระทำก่อนหน้า ส่วน travel ยังคงเป็นกริยารูปพื้นฐานหลัง could

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างบอกจุดประสงค์ด้วย so + ประธาน + could โดยใช้ everyone เป็นประธาน: We moved the meeting online ____ attend.

ดูคำตอบ

so everyone could

And it was under Augustus that many of Rome's famous public buildings were constructed. ไวยากรณ์

3:28

และภายใต้การปกครองของออกุสตุสที่อาคารสาธารณะที่มีชื่อเสียงของโรมหลายแห่งถูกสร้างขึ้น

ไวยากรณ์

It was under Augustus that...: การเน้นช่วงเวลาที่ปกครอง

It was + ส่วนที่ต้องการเน้น + that + อนุประโยค เป็นโครงสร้าง cleft หรือประโยคเน้นความ ในที่นี้ under Augustus อยู่ในตำแหน่งที่เป็นจุดเน้น จึงเน้นว่าอาคารเหล่านั้นสร้างขึ้นในช่วงที่ออกัสตัสปกครอง Under Augustus หมายถึงในสมัยที่ออกัสตัสปกครองหรือขณะที่ออกัสตัสมีอำนาจ หากตัดกรอบการเน้นออก ประโยคพื้นฐานคือ Many of Rome's famous public buildings were constructed under Augustus. ส่วน It ไม่ได้แทนสิ่งใดโดยเฉพาะ แต่ทำหน้าที่สร้างโครงสร้าง cleft

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง cleft ให้สมบูรณ์เพื่อเน้นช่วงเวลาของผู้นำ: ____ under the new director ____ the museum expanded its education program.

ดูคำตอบ

It was · that

The writers of the time were nearly unanimous วลี

3:34

นักเขียนในยุคนั้นแทบจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

in praising his rule.

3:36

ในการยกย่องการปกครองของเขา

วลี

nearly unanimous in praising: แทบทุกคนเห็นพ้องกันในการยกย่อง

ใน nearly unanimous in praising คำว่า unanimous อธิบายความคิดเห็นร่วมกันของกลุ่ม ส่วน in praising ระบุการกระทำที่พวกเขาเห็นพ้องกัน รูปแบบคือ กลุ่ม + be + unanimous in + -ing Nearly ทำให้ข้อความไม่เด็ดขาดเกินไป โดยสื่อว่าแทบทุกคนยกย่องการปกครองนั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้นเพียงเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าคำยกย่องนั้นอ่อนหรือไม่จริงจัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้เพื่อบอกว่าผู้วิจารณ์แทบทุกคนเห็นชอบ: The reviewers were ____ the new design.

ดูคำตอบ

nearly unanimous in praising

Did the writers have any other choice? น้ำเสียง/เจตนา

3:38

นักเขียนมีทางเลือกอื่นไหมล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

have any other choice?: คำถามเชิงวาทศิลป์ที่สื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่น

ในประโยคนี้ Did the writers have any other choice? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดคาดว่าคำตอบโดยนัยคือ “ไม่มี” ไม่ได้ถามเพื่อขอข้อมูลใหม่ การตั้งข้อสงสัยเป็นคำถามทำให้ผู้พูดท้าทายแนวคิดที่ว่าบรรดานักเขียนยกย่องออกัสตัสด้วยความสมัครใจ โดยทั่วไป การถามว่าใครมีทางเลือกอื่นหรือไม่สามารถสื่อได้ว่าการกระทำนั้นเกิดจากแรงกดดันหรือสถานการณ์บังคับ

แบบฝึกหัด

คำถามนี้สื่อความหมายหลักอย่างไรในประโยคนี้?

  1. บรรดานักเขียนน่าจะไม่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยหรือเป็นไปได้จริง
  2. บรรดานักเขียนมีอิสระเท่า ๆ กันที่จะยกย่องหรือวิจารณ์ออกัสตัส
  3. ผู้พูดต้องการรายชื่ออาชีพอื่น ๆ ของบรรดานักเขียน
ดูคำตอบ

บรรดานักเขียนน่าจะไม่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยหรือเป็นไปได้จริง

Augustus exiled plenty of people on vague charges, การใช้คำ

3:40

ออกุสตุสเนรเทศผู้คนจำนวนมากด้วยข้อกล่าวหาที่คลุมเครือ

การใช้คำ

on vague charges: ใช้ข้อกล่าวหาที่คลุมเครือเป็นมูลเหตุของการลงโทษ

On vague charges หมายถึง “โดยอาศัยข้อกล่าวหาที่ไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน” ในที่นี้ charge หมายถึงข้อกล่าวหาทางกฎหมาย ส่วน on ใช้นำเหตุผลหรือมูลเหตุที่อ้างสำหรับการเนรเทศผู้คน Vague เพิ่มน้ำเสียงเชิงวิจารณ์ว่า ข้อกล่าวหาขาดรายละเอียดที่ชัดเจน ดังนั้นการลงโทษอาจเป็นไปโดยพลการหรือเปิดช่องให้ใช้อำนาจในทางมิชอบ อย่างไรก็ตาม คำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าข้อกล่าวหาเป็นเท็จ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ on vague charges ในความหมายทางกฎหมายและเชิงวิจารณ์แบบเดียวกัน?

  1. The journalist was detained on vague charges that officials never explained.
  2. The hotel added several unexpected charges to the final bill.
  3. The lawyer presented specific charges supported by dates and documents.
ดูคำตอบ

The journalist was detained on vague charges that officials never explained.

including Ovid, one of Rome's greatest poets.

3:44

รวมถึงโอวิด หนึ่งในกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโรม

And you forgot to mention the intrusive laws โน้ต

3:47

และคุณลืมพูดถึงกฎหมายที่ก้าวก่าย

regarding citizens' personal lives,

3:49

เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของพลเมือง

น้ำเสียง/เจตนา

you forgot to mention: ชี้ให้เห็นข้อมูลที่ถูกละไว้

ในที่นี้ you forgot to mention ไม่ได้เพียงบอกว่าอีกฝ่ายจำไม่ได้ ผู้พูดกำลังโต้แย้งคำอธิบายของอีกฝ่าย โดยชี้ว่ามีข้อเท็จจริงสำคัญถูกละไว้ ซึ่งทำให้คำอธิบายนั้นอ่อนลงหรือซับซ้อนขึ้น ใช้รูปแบบ You forgot to mention + คำนามหรืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that เพื่อบอกข้อมูลที่ตกหล่น เนื่องจากพูดกับอีกฝ่ายโดยตรงด้วย you สำนวนนี้จึงมักสื่อว่าคำอธิบายของอีกฝ่ายไม่ครบถ้วน

แบบฝึกหัด

ผู้พูดใช้ you forgot to mention ในประโยคนี้เพื่อทำอะไรเป็นหลัก

  1. ชี้ว่าคำอธิบายของอีกฝ่ายละข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้คำอธิบายนั้นอ่อนลง
  2. ชมอีกฝ่ายที่นำเสนอข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
  3. ตรวจสอบว่าอีกฝ่ายจำถ้อยคำที่แน่นอนของกฎหมายได้หรือไม่
ดูคำตอบ

ชี้ว่าคำอธิบายของอีกฝ่ายละข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้คำอธิบายนั้นอ่อนลง

การใช้คำ

กฎหมายที่ล่วงล้ำชีวิตส่วนตัวของประชาชน

ในนามวลีนี้ intrusive ขยาย laws โดยบอกว่ากฎหมายเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของชีวิตในแบบที่ไม่เป็นที่ต้องการหรือมากเกินไป คำนี้มีการประเมินเชิงลบและไม่เป็นกลาง ผู้พูดกำลังวิจารณ์ว่ากฎหมายล้ำเส้นส่วนบุคคล Regarding หมายถึง concerning หรือ about และเชื่อม laws เข้ากับหัวข้อ citizens' personal lives ส่วน Citizens' เป็นรูปแสดงความเป็นเจ้าของของคำนามพหูพจน์ จึงหมายถึงชีวิตส่วนตัวของประชาชนในฐานะกลุ่ม

แบบฝึกหัด

คำถอดความใดรักษาทั้งความหมายและท่าทีของผู้พูดได้ดีที่สุด

  1. กฎหมายเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของประชาชนที่ถูกมองว่าแทรกแซงมากเกินไป
  2. กฎหมายที่แจกแจงข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับประชาชนอย่างเป็นกลาง
  3. กฎหมายที่ประชาชนเขียนขึ้นเป็นการส่วนตัวเพื่อใช้ในบ้านของตนเอง
ดูคำตอบ

กฎหมายเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของประชาชนที่ถูกมองว่าแทรกแซงมากเกินไป

punishing adultery, restricting marriage between social classes, ลำดับความ

3:51

การลงโทษการคบชู้ การจำกัดการแต่งงานระหว่างชนชั้นทางสังคม

even penalties for remaining unmarried.

3:55

หรือแม้แต่บทลงโทษสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน

ลำดับความ

punishing..., restricting..., even penalties...: การไล่ระดับรายการด้วย even

สองรายการแรกใช้รูป -ing ที่ขนานกัน คือ punishing... และ restricting... เพื่อสะสมตัวอย่างของการควบคุม ส่วนวลีนามสุดท้าย even penalties... ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรายการเดียวกัน แต่พาเนื้อหาไปสู่จุดที่น่าประหลาดใจและสุดโต่งกว่าเดิม even ส่งสัญญาณว่ารายการสุดท้ายเหนือความคาดหมายเป็นพิเศษ การวางไว้ท้ายสุดทำให้ผู้พูดเปลี่ยนรายการข้อเท็จจริงให้เป็นหลักฐานที่ทวีความรุนแรงขึ้น และเสริมข้อโต้แย้งเชิงวิจารณ์ให้หนักแน่นขึ้น

แบบฝึกหัด

even และตำแหน่งของรายการสุดท้ายช่วยให้ข้อโต้แย้งหนักแน่นขึ้นอย่างไร

  1. เก็บรายการที่น่าประหลาดใจที่สุดไว้ท้ายสุดและนำเข้าด้วย even
  2. เรียงตัวอย่างตามเวลาที่เกิดขึ้น
  3. ใช้รายการสุดท้ายเพื่อลบล้างสองรายการแรก
ดูคำตอบ

เก็บรายการที่น่าประหลาดใจที่สุดไว้ท้ายสุดและนำเข้าด้วย even

He was trying to improve the citizenry and instill discipline. การใช้คำ

3:58

เขาพยายามปรับปรุงพลเมืองและปลูกฝังระเบียบวินัย

การใช้คำ

improve the citizenry and instill discipline: ภาษาทางการด้านการปกครอง

Citizenry เป็นคำนามรวมแบบเป็นทางการ หมายถึงพลเมืองทั้งหมดของสถานที่หนึ่งในฐานะกลุ่มเดียวกัน Instill discipline หมายถึงการค่อย ๆ สร้างทัศนคติหรือนิสัยที่มีวินัยผ่านการสอน การฝึก หรือการควบคุม เมื่อใช้ร่วมกัน improve the citizenry and instill discipline จะนำเสนอสังคมจากมุมมองแบบบนลงล่างของผู้ปกครอง โดยมองผู้คนเป็นประชากรที่ต้องถูกหล่อหลอม ประโยคนี้เพียงรายงานเป้าหมายนั้น ไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยกับเป้าหมายดังกล่าว

แบบฝึกหัด

improve the citizenry and instill discipline แสดงถึงเป้าหมายในการปกครองแบบใดในที่นี้

  1. ให้พลเมืองแต่ละคนสร้างกฎแยกกันคนละชุด
  2. ค่อย ๆ หล่อหลอมประชาชนและพัฒนาพฤติกรรมที่มีระเบียบวินัย
  3. ลงโทษพลเมืองทุกคนที่ฝ่าฝืนกฎทันที
ดูคำตอบ

ค่อย ๆ หล่อหลอมประชาชนและพัฒนาพฤติกรรมที่มีระเบียบวินัย

And he succeeded.

4:01

และเขาก็ทำสำเร็จ

His legacy speaks for itself. สำนวน

4:03

มรดกของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์

สำนวน

His legacy speaks for itself: หลักฐานชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่ม

speaks for itself เป็นสำนวน หมายความว่าประธานของประโยคมีหลักฐานที่ชัดเจนมากจนไม่ต้องอธิบายหรือแก้ต่างเพิ่มเติม legacy ไม่ได้ “พูด” จริง ๆ แต่ผลงานหรือผลที่คงอยู่ของบุคคลนั้นเป็นสิ่งยืนยันข้อสรุป ประโยคนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่า legacy นั้นน่าชื่นชมหรือเป็นโทษ ต้องดูหลักฐานในบริบทว่าผู้พูดกำลังชมหรือวิจารณ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวน speak for ...: The results ____; no extra explanation is needed.

ดูคำตอบ

speak for themselves

40 years of internal stability,

4:04

40 ปีแห่งความมั่นคงภายใน

a professional army that expanded Rome's frontiers in all directions, วลี

4:07

กองทัพมืออาชีพที่ขยายพรมแดนของโรมไปในทุกทิศทาง

วลี

expanded Rome's frontiers: ทำให้พรมแดนแผ่ออกไปไกลขึ้น

ใน expanded Rome's frontiers คำว่า expanded หมายถึงทำให้ดินแดนที่โรมควบคุมแผ่ออกไปไกลขึ้น ส่วน frontiers หมายถึงขอบเขตด้านนอกของดินแดนนั้น กองทัพจึงทำให้อาณาเขตของโรมกว้างขึ้น รูปแบบ expand the frontiers of X ยังใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบได้ โดยหมายถึงการก้าวพ้นขีดจำกัดเดิมในสาขาอย่างวิทยาศาสตร์ ความรู้ หรือเทคโนโลยี

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ expand เพื่อเติมกลุ่มคำให้สมบูรณ์: The discovery ____ of medicine.

ดูคำตอบ

expanded the frontiers

and a government still remembered as a model of civic virtue. การใช้คำ

4:11

และรัฐบาลที่ยังคงได้รับการจดจำในฐานะแบบอย่างของคุณธรรมของพลเมือง

การใช้คำ

a model of civic virtue: แบบอย่างของความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

วลี a model of X หมายถึง “ตัวอย่างที่ดีมากของ X และควรค่าแก่การทำตาม” ในที่นี้ model ไม่ได้หมายถึงแบบจำลองที่เป็นวัตถุหรือแผนงาน Civic virtue หมายถึงคุณลักษณะและการกระทำที่ช่วยเกื้อหนุนชีวิตสาธารณะ เช่น ความรับผิดชอบ ความซื่อตรง การเคารพกฎหมาย และการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม การเรียกรัฐบาลว่า a model of civic virtue จึงเป็นคำชื่นชมอย่างมาก หมายความว่ารัฐบาลนั้นเป็นที่จดจำว่าได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าสาธารณะเหล่านี้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ a model of civic virtue หมายถึงอะไร

  1. แผนสำหรับออกแบบอาคารรัฐบาล
  2. บันทึกนิสัยส่วนตัวของผู้ปกครอง
  3. แบบอย่างของพฤติกรรมที่รับผิดชอบและมีจริยธรรมในชีวิตสาธารณะ
ดูคำตอบ

แบบอย่างของพฤติกรรมที่รับผิดชอบและมีจริยธรรมในชีวิตสาธารณะ

His legacy was an empire that would go on to wage endless conquest ไวยากรณ์

4:15

มรดกของเขาคือจักรวรรดิที่จะเดินหน้าทำสงครามพิชิตดินแดนอย่างไม่สิ้นสุด

ไวยากรณ์

would go on to wage endless conquest: พัฒนาการที่เกิดขึ้นภายหลัง

ในการเล่าเรื่องอดีต would go on to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้มองจากจุดหนึ่งในอดีตไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง โครงสร้างนี้บอกผู้อ่านว่าสุดท้ายแล้วเกิดอะไรขึ้น โดย would ในที่นี้หมายถึงอนาคตเมื่อมองจากอดีต ไม่ใช่เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริง go on to do นำเสนอการกระทำภายหลังว่าเป็นขั้นหรือพัฒนาการใหม่ ส่วน wage หมายถึง “ดำเนินหรือทำ” โดยเฉพาะสงครามหรือการรณรงค์ ดังนั้น wage endless conquest จึงนำเสนอประวัติศาสตร์ภายหลังของจักรวรรดิว่าเป็นการขยายอำนาจทางทหารอย่างต่อเนื่อง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ would go on to + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อมองจากขั้นหนึ่งในอดีตไปยังพัฒนาการที่เกิดขึ้นภายหลัง

  1. She directed the research center and went on directing it for another year.
  2. She began as a lab assistant and would go on to direct the research center.
  3. She began as a lab assistant and would go on direct the research center.
ดูคำตอบ

She began as a lab assistant and would go on to direct the research center.

until it collapsed in a tradition of military autocracy. การใช้คำ

4:18

จนกระทั่งมันล่มสลายลงในรูปแบบเผด็จการทหาร

การใช้คำ

a tradition of military autocracy: ธรรมเนียมการปกครองแบบอัตตาธิปไตยทางทหาร

autocracy คือระบบการเมืองที่อำนาจกระจุกอยู่กับผู้ปกครองคนเดียวหรือคนกลุ่มเล็กอย่างมาก และแทบไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ ส่วน military autocracy คือการปกครองแบบอัตตาธิปไตยที่นำ สนับสนุน หรือครอบงำโดยอำนาจทางทหาร a tradition of... แสดงว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นรูปแบบที่ดำเนินต่อเนื่องจนฝังราก คำว่า tradition ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายเชิงบวก และทั้งวลีเป็นการประเมินทางประวัติศาสตร์ในแง่ลบ

แบบฝึกหัด

a tradition of military autocracy ในที่นี้หมายถึงอะไร

  1. หน่วยงานทหารทั่วไปที่รับผิดชอบเฉพาะการป้องกันประเทศ
  2. รูปแบบการปกครองแบบอัตตาธิปไตยที่ฝังรากและนำหรือสนับสนุนโดยอำนาจทางทหาร
  3. รัฐบาลที่ประชาชนทุกคนตัดสินใจโดยตรง
ดูคำตอบ

รูปแบบการปกครองแบบอัตตาธิปไตยที่ฝังรากและนำหรือสนับสนุนโดยอำนาจทางทหาร

Any time a dictator in a general's uniform ไวยากรณ์

4:23

ทุกครั้งที่เผด็จการในเครื่องแบบนายพล

commits atrocities while claiming to act on behalf of the people, วลี

4:25

ก่อความโหดร้ายพร้อมอ้างว่ากระทำการแทนประชาชน

ไวยากรณ์

Any time ... while claiming to act on behalf of the people: ทุกครั้งที่... พร้อมกับอ้างว่าทำในนามของประชาชน

Any time ในที่นี้มีความหมายเท่ากับ whenever หรือ “ทุกครั้งที่” โดยเริ่มเงื่อนไขด้านเวลาที่ใช้ได้ทั่วไป กล่าวคือ ทุกครั้งที่สถานการณ์นี้เกิดขึ้นจะรวมอยู่ในข้อความ ดังนั้นผู้พูดจึงกำลังบรรยายรูปแบบที่เกิดซ้ำ ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวที่มีวันเวลาชัดเจน ส่วนประโยคหลักที่ตามมาจะบอกผลหรือการตีความ while claiming to act... เป็นรูปย่อของ while the dictator is claiming to act... โดยประธานที่ละไว้ของ claiming คือ a dictator โครงสร้างนี้ทำให้การกล่าวอ้างเกิดขึ้นพร้อมกับ commits atrocities และ claim เป็นเพียงการรายงานเหตุผลที่เผด็จการกล่าวอ้าง โดยไม่ได้ยอมรับว่าเป็นความจริง on behalf of the people หมายถึง “ในฐานะตัวแทนของประชาชน” หรือ “เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างจากบทเรียนที่หมายถึง “ทุกครั้งที่... พร้อมกับอ้างว่า...”:____ a leader silences critics ____ defend freedom, we should be cautious.

ดูคำตอบ

Any time · while claiming to

วลี

act on behalf of the people: การเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการ

act on behalf of the people หมายถึงการกระทำในฐานะตัวแทนของประชาชนหรือในนามของประชาชน วลีบุพบท on behalf of ตามด้วยบุคคลหรือกลุ่มที่ได้รับการเป็นตัวแทน ในประโยคนี้ claiming to ชี้ว่านี่เป็นเพียงคำกล่าวอ้างของผู้กระทำ ไม่ได้ยืนยันว่าประชาชนมอบอำนาจให้จริงหรือเห็นด้วยกับการกระทำนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างชัดเจนว่าผู้พูดเป็นตัวแทนของทั้งทีม?

  1. I am speaking on behalf of the whole team.
  2. I am speaking in front of the whole team.
  3. I am speaking about the whole team.
ดูคำตอบ

I am speaking on behalf of the whole team.

we have Augustus Caesar to thank. สำนวน

4:29

เราต้องขอบคุณออกุสตุส ซีซาร์

สำนวน

we have Augustus Caesar to thank: การยกความดีความชอบอย่างจริงใจหรือการกล่าวโทษแบบประชด

โครงสร้าง have someone to thank ระบุบุคคลที่ผู้พูดมองว่าต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ หากผลลัพธ์เป็นเรื่องดี โครงสร้างนี้มักเป็นการยกความดีความชอบให้อย่างจริงใจ เช่น We have Lena to thank for the quick fix. ในที่นี้ บริบทกล่าวถึงความโหดร้ายภายใต้ระบอบเผด็จการ ดังนั้น thank จึงเป็นการประชด ผู้พูดไม่ได้แสดงความขอบคุณ แต่กำลังกล่าวโทษออกัสตัส ซีซาร์ว่าเป็นต้นทางของธรรมเนียมที่เป็นอันตรายนี้

แบบฝึกหัด

ในบริบทที่กล่าวถึงความโหดร้ายและเผด็จการ We have Augustus Caesar to thank น่าจะหมายความว่าอย่างไร?

  1. กำลังชื่นชมใครบางคนอย่างจริงใจสำหรับผลลัพธ์ที่ดี
  2. กำลังกล่าวโทษบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบประชดสำหรับผลลัพธ์ที่แย่
  3. ผู้พูดไม่รู้ว่าอะไรทำให้เกิดผลลัพธ์นั้น
ดูคำตอบ

กำลังกล่าวโทษบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบประชดสำหรับผลลัพธ์ที่แย่

So, you're saying Augustus was a good emperor?

4:32

สรุปคือ คุณกำลังจะบอกว่าออกุสตุสเป็นจักรพรรดิที่ดีใช่ไหม?

And you're saying there's no such thing? วลี

4:35

แล้วคุณกำลังจะบอกว่าไม่มีของแบบนั้นอยู่จริงใช่ไหม?

วลี

there's no such thing: บอกว่าสิ่งหนึ่งไม่มีอยู่จริง

There's no such thing หมายความว่าสิ่ง แนวคิด หรือสถานการณ์ประเภทที่เพิ่งกล่าวถึงนั้นไม่มีอยู่จริง โดย such thing ใช้อ้างกลับไปถึงสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้วในบทสนทนา ในคำถามนี้ And you're saying...? ใช้ยืนยันหรือตั้งข้อสงสัยต่อคำกล่าวของอีกฝ่าย จึงอาจแสดงความประหลาดใจหรือความไม่เชื่อ ไม่ใช่เพียงถามข้อมูลอย่างเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าไม่มีการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง?

  1. There has no such thing as a completely risk-free investment.
  2. There is no such thing as a completely risk-free investment.
  3. There is no so thing as a completely risk-free investment.
ดูคำตอบ

There is no such thing as a completely risk-free investment.

We're used to celebrating historical leaders ไวยากรณ์

4:37

เราคุ้นเคยกับการยกย่องผู้นำทางประวัติศาสตร์

for their achievements and victories,

4:40

จากความสำเร็จและชัยชนะของพวกเขา

ไวยากรณ์

We're used to celebrating...: be used to + -ing

be used to + คำนามหรือกริยารูป -ing หมายถึงคุ้นเคยกับบางสิ่ง ในที่นี้ We're used to celebrating... บอกว่าการยกย่องผู้นำในประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เรารู้สึกคุ้นเคยหรือเป็นเรื่องปกติในตอนนี้ ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท ดังนั้น celebrate จึงเปลี่ยนเป็น celebrating วลีนี้บอกสภาพที่คุ้นเคยในปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงนิสัยในอดีตด้วยตัวมันเอง

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ work เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: After several busy seasons, our team is used to ____ under pressure.

ดูคำตอบ

working

but to ask whether an individual should have such power in the first place โน้ต

4:42

แต่การตั้งคำถามว่าบุคคลใดควรมีอำนาจเช่นนั้นตั้งแต่แรกหรือไม่

ลำดับความ

to ask whether ... in the first place: การปรับกรอบข้อโต้แย้ง

วลี infinitive to ask whether... เสนอคำถามในระดับที่กว้างขึ้นเพื่อแทนที่ประเด็นก่อนหน้าที่แคบกว่า whether นำเข้าสู่คำถามทางอ้อมที่ตอบได้ว่าใช่หรือไม่: บุคคลเพียงคนเดียวควรมีอำนาจเช่นนี้หรือไม่ เมื่อเติม in the first place จุดสนใจจะเปลี่ยนจากการกระทำของบุคคลกลับไปยังข้อสมมติฐานตั้งต้น ในฐานะประโยคสรุป วลีนี้ปรับกรอบข้อโต้แย้งจากการตัดสินว่าคนนั้นใช้อำนาจอย่างไร ไปเป็นการถามว่าควรมอบอำนาจนั้นให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งตั้งแต่แรกหรือไม่

แบบฝึกหัด

วลีที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไรในข้อโต้แย้งนี้

  1. ถามว่าบุคคลนั้นได้รับอำนาจครั้งแรกเมื่อใด
  2. เพิ่มอีกหนึ่งตัวอย่างว่าบุคคลนั้นใช้อำนาจอย่างไร
  3. เปลี่ยนจุดสนใจจากวิธีที่คนคนหนึ่งใช้อำนาจ ไปเป็นคำถามว่าบุคคลใดควรมีอำนาจนั้นหรือไม่
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจุดสนใจจากวิธีที่คนคนหนึ่งใช้อำนาจ ไปเป็นคำถามว่าบุคคลใดควรมีอำนาจนั้นหรือไม่

วลี

in the first place: การตั้งคำถามกับข้อสมมติฐานเดิม

ในที่นี้ in the first place หมายถึง “ตั้งแต่แรก” หรือ “ในระดับพื้นฐานที่สุด” วลีนี้พาผู้ฟังกลับไปยังข้อสมมติฐานตั้งต้นว่า ควรมอบอำนาจเช่นนั้นให้บุคคลคนหนึ่งหรือไม่ วลีนี้มักใช้ในคำถามหรือคำวิจารณ์เกี่ยวกับเหตุผล ทางเลือก หรือเงื่อนไขตั้งต้น ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อบอกเหตุการณ์แรกตามลำดับเวลา

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยวลีตายตัวที่ใช้ย้อนตั้งคำถามกับการตัดสินใจเดิม: Why did we approve the plan ____?

ดูคำตอบ

in the first place

is to put history itself on trial. สำนวน

4:47

ก็คือการนำประวัติศาสตร์ขึ้นศาล

สำนวน

put history itself on trial: อุปลักษณ์ที่ทรงพลัง

To put someone on trial ตามความหมายตรงตัวคือการนำบุคคลนั้นขึ้นศาลเพื่อให้มีการตัดสินตามกฎหมาย ในประโยคนี้ history ถูกทำให้ดูราวกับว่าสามารถเป็นจำเลยได้ จึงเป็นการใช้เชิงอุปมา หมายถึงการตรวจสอบวิธีเล่าและประเมินประวัติศาสตร์ที่ยึดถือกันมาอย่างเข้มงวด สรรพนาม itself ที่ใช้เน้นความหมายทำให้จุดสนใจอยู่ที่ประวัติศาสตร์โดยรวม ไม่ใช่เพียงบุคคลหรือเหตุการณ์หนึ่งในอดีต ดังนั้นวลีนี้จึงสื่อถึงการตั้งคำถามต่อเรื่องเล่าและเกณฑ์ที่ใช้ประเมินอำนาจในอดีต

แบบฝึกหัด

นักวิจารณ์คนหนึ่งกล่าวว่าเป้าหมายคือ to put history itself on trial อุปมานี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ตรวจสอบและตั้งคำถามต่อวิธีเล่าและประเมินประวัติศาสตร์ที่ยึดถือกันมา
  2. จัดแบบทดสอบเรื่องปีและวันที่ทางประวัติศาสตร์ให้นักเรียน
  3. เริ่มคดีความจริงกับผู้คนที่เคยมีชีวิตอยู่ในอดีต
ดูคำตอบ

ตรวจสอบและตั้งคำถามต่อวิธีเล่าและประเมินประวัติศาสตร์ที่ยึดถือกันมา

Check out this playlist for more episodes of our History Versus series,

4:50

ลองดูเพลย์ลิสต์นี้สำหรับตอนอื่นๆ ในซีรีส์ ประวัติศาสตร์ ปะทะ ของเรา

where we put famous figures like Cleopatra,

4:55

ที่ซึ่งเรานำบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างคลีโอพัตรา

Vladimir Lenin, and Genghis Khan on trial.

4:58

วลาดิมีร์ เลนิน และเจงกิสข่าน มาขึ้นศาล