ทำไมคุณถึงลืมชื่อของพวกเขา?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

AsapSCIENCE

ความยากในการเรียน
399 คำ 196 คำ/นาที

ภาพรวม: เหตุใดใบหน้าจึงจำได้นานกว่าชื่อใหม่ โดยเชื่อม Baker effect ความสนใจ ขีดจำกัดของความจำใช้งาน และความสนใจทางสังคม ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. Chances are — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เสนอว่าจำใบหน้าได้ดีกว่าเป็นความเป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อแน่นอน 2. take in — กริยาวลี: หมายถึงรับและประมวลผลข้อมูลทางความคิด การซ้อมแนะนำตัวจึงแย่งความสนใจจากการฟังชื่อ 3. “the more interest you have in something, the more likely your brain is to make new connections.” — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เชื่อมการเปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วน และใช้ more likely บอกความน่าจะเป็น ไม่ใช่การรับประกัน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

You meet a new acquaintance การใช้คำ

0:00

คุณได้รู้จักคนใหม่

การใช้คำ

acquaintance: คนที่รู้จักแต่ไม่ได้สนิท

ในที่นี้ acquaintance เป็นคำนามนับได้ หมายถึงคนที่คุณรู้จักแต่ไม่ได้สนิท A new acquaintance คือคนที่คุณเพิ่งรู้จักได้ไม่นาน คำนี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคน ไม่ใช่การทำความรู้จัก เมื่อเทียบกับ friend แล้ว คำนี้สื่อถึงความคุ้นเคยและความสนิทที่น้อยกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายคนที่คุณจำได้และพูดคุยด้วยเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้รู้จักอย่างใกล้ชิดได้ดีที่สุด

  1. She is a close friend I trust with everything.
  2. She is an acquaintance from my swimming class.
  3. She is a stranger I have never met.
ดูคำตอบ

She is an acquaintance from my swimming class.

and as you go to shake hands โน้ต

0:01

และขณะที่กำลังจะจับมือ

วลี

shake hands: สำนวนตายตัวสำหรับการจับมือทักทาย

Shake hands เป็นวลีกริยาตายตัวที่สื่อถึงการกระทำร่วมกัน หมายถึงคนสองคนจับมือกันชั่วครู่ โดยทั่วไปใช้เพื่อทักทายหรือแสดงว่าตกลงกันแล้ว ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกถึงสิ่งที่ควรทำหลังจากแนะนำตัว ไม่ได้หมายถึงการเขย่ามือทั้งสองข้างของตนเอง สำนวนนี้ตามปกติใช้ hands รูปพหูพจน์โดยไม่มีคำนำหน้านาม คือ shake hands คำกริยาเปลี่ยนตามกาลได้ เช่น shook hands แต่ hands ยังคงเป็นพหูพจน์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่หมายถึงการทักทายโดยจับมืออีกฝ่าย: When you meet your new teammate, smile and ____.

ดูคำตอบ

shake hands

after introducing yourself, วลี

0:02

หลังจากแนะนำตัวแล้ว

ไวยากรณ์

as you go to shake hands: ช่วงเวลาที่สองเหตุการณ์เกิดพร้อมกัน

ในประโยคนี้ as นำอนุประโยคบอกเวลา โดย as you go to shake hands กำหนดช่วงเวลาที่เหตุการณ์หลักเกิดขึ้น มีความหมายว่า while หรือให้แม่นยำกว่าคือ just when you are about to shake hands ในการเล่าเรื่องแบบภาษาพูด go to + คำกริยา สามารถบอกการเริ่มทำหรือกำลังจะทำบางอย่างได้ ในที่นี้โครงสร้างนี้ทำให้สองเหตุการณ์ดำเนินไปพร้อมกัน และ as ไม่ได้หมายถึง because

แบบฝึกหัด

ในประโยค “As Nina went to answer the door, the lights went out,” คำว่า as แสดงความหมายอะไร

  1. บอกเหตุผลที่ไฟดับ
  2. บอกช่วงเวลาที่สองเหตุการณ์เกิดซ้อนกัน
  3. บอกว่าไฟดับหลังจาก Nina เปิดประตูเสร็จแล้ว
ดูคำตอบ

บอกช่วงเวลาที่สองเหตุการณ์เกิดซ้อนกัน

วลี

introducing yourself: ความสอดคล้องของสรรพนามสะท้อนกลับใน introduce yourself

Introduce yourself หมายถึงการบอกคนอื่นหรือกลุ่มคนว่าคุณเป็นใคร โดยทั่วไปจะบอกชื่อและอาจให้ข้อมูลพื้นฐานเล็กน้อย Yourself เป็นสรรพนามสะท้อนกลับ ผู้ที่ทำการแนะนำกับผู้ที่ถูกแนะนำคือ you เอกพจน์คนเดียวกัน ใน after introducing yourself คำว่า after บอกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นก่อน และใช้รูป -ing คือ introducing ตามหลัง เมื่อประธานเปลี่ยน สรรพนามสะท้อนกลับก็ต้องเปลี่ยนด้วย เช่น I introduced myself และ we introduced ourselves

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย introduce และสรรพนามสะท้อนกลับสำหรับ you เอกพจน์: Before the interview starts, please ____.

ดูคำตอบ

introduce yourself

you suddenly realize,

0:03

จู่ ๆ คุณก็นึกขึ้นได้ว่า

"Wait, I already forgot their name." ไวยากรณ์

0:05

“เดี๋ยวนะ ฉันลืมชื่อเขาไปแล้ว”

ไวยากรณ์

their แบบเอกพจน์สำหรับคนหนึ่งคน

ในประโยคนี้ their ย้อนกลับไปหมายถึงคนรู้จักหนึ่งคน ไม่ใช่คนหลายคน เนื่องจากไม่ทราบเพศของคนนั้นหรือเพศไม่สำคัญ ภาษาอังกฤษจึงใช้ they แบบเอกพจน์และรูปแสดงความเป็นเจ้าของ their ให้ดูว่าคำนามที่ their อ้างถึงเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์เพื่อ判断ว่าหมายถึงคนเดียวหรือหลายคน อย่าตัดสินจากรูป their เพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ครูพูดว่า "A new student left this notebook, but I don't know ___ name." คำใดเติมประโยคได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่สันนิษฐานเพศของนักเรียน?

  1. they're
  2. our
  3. their
ดูคำตอบ

their

Why does this always happen

0:07

ทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นเสมอ

and what does it say about your brain? วลี

0:09

แล้วมันบอกอะไรเกี่ยวกับสมองของคุณ?

วลี

โครงสร้าง What does X say about Y?

ในที่นี้ what does it say about your brain? ถามว่าประสบการณ์ที่เกิดซ้ำนี้เปิดเผยหรือบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับสมอง say ไม่ได้หมายถึงการพูดคำออกมา แต่หมายถึง “แสดงให้เห็น” หรือ “เป็นหลักฐานของ” โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้ what does X say about Y? เริ่มจากสิ่งที่สังเกตเห็น X แล้วขอให้ตีความว่าสิ่งนั้นอาจเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับบุคคล สถานการณ์ หรือระบบ Y

แบบฝึกหัด

รายงานหนึ่งแสดงว่าผู้ใช้ออกจากหน้าเว็บหลังจากสองวินาที คำถามใดถามว่าพฤติกรรมนี้เปิดเผยอะไร?

  1. What does the page say to the users?
  2. What did the users say about the page's design?
  3. What does that say about the page's design?
ดูคำตอบ

What does that say about the page's design?

Chances are you can remember somebody's face over their name. วลี

0:11

เป็นไปได้มากว่าคุณจะจำใบหน้าของใครสักคนได้ดีกว่าชื่อของคนนั้น

วลี

Chances are + ประโยคบอกเล่าที่สมบูรณ์

Chances are ใช้นำหน้าการคาดการณ์ที่ผู้พูดเห็นว่ามีแนวโน้มเป็นจริง แต่ยังไม่แน่นอน ในประโยคนี้ แนวคิดที่ว่าเราจำใบหน้าได้ง่ายกว่าชื่อถูกนำเสนอเป็นข้อสรุปทั่วไปที่มีโอกาสสูง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แน่นอนเสมอไป โครงสร้างคือ Chances are + ประโยคบอกเล่าที่สมบูรณ์ คำว่า chances ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “โอกาสหลายครั้ง” ตามตัวอักษร แต่สำนวนเปิดประโยคทั้งหมดหมายถึง “มีความเป็นไปได้สูงมากว่า”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่ใช้แสดงความน่าจะเป็น: Given how much Mia has practiced, ____ she'll remember every step.

ดูคำตอบ

chances are

Our brains are hardwired to recognize facial details. สำนวน

0:15

สมองของเราถูกตั้งโปรแกรมมาให้จดจำรายละเอียดของใบหน้า

สำนวน

be hardwired to + กริยารูปพื้นฐาน

ในที่นี้ be hardwired to do something เป็นสำนวนเปรียบเทียบที่มาจากการเดินสายไฟแบบติดตั้งถาวร หมายถึงมีแนวโน้มที่แข็งแรงโดยกำเนิดหรือถูกสร้างไว้ในกลไกทางชีววิทยาให้ทำสิ่งหนึ่ง ดังนั้นประโยคนี้จึงนำเสนอการรับรู้รายละเอียดของใบหน้าว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานในการทำงานของสมองมนุษย์ โครงสร้างคือ be hardwired to + กริยารูปพื้นฐาน สำนวนนี้อธิบายแนวโน้มตั้งต้นที่ฝังลึก ไม่ได้หมายถึงสายไฟจริง ๆ และไม่ได้ยืนยันว่าพฤติกรรมนั้นจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ตลอดไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่ใช้บอกแนวโน้มโดยกำเนิด: Newborns are ____ respond to human voices.

ดูคำตอบ

hardwired to

Brain scans even show

0:18

ผลสแกนสมองยังแสดงให้เห็นด้วยว่า

that individual brain cells are fired

0:19

เซลล์สมองแต่ละเซลล์จะทำงาน

in response to any given face. โน้ต

0:21

เมื่อตอบสนองต่อใบหน้าหนึ่ง ๆ

วลี

in response to: เพื่อตอบสนองต่อ

in response to หมายถึง “เพื่อตอบสนองต่อ” หรือ “อันเป็นปฏิกิริยาต่อ” คือมีบางสิ่งกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา ในประโยคนี้ การเห็นใบหน้าเป็นสิ่งเร้า และการทำงานของเซลล์สมองเป็นปฏิกิริยา โครงสร้างคือ in response to + คำนาม วลีคำนาม หรือรูป -ing โดย to ในที่นี้เป็นคำบุพบท จึงไม่ได้นำหน้ารูป infinitive

แบบฝึกหัด

เติมวลีสามคำที่มีความหมายว่า “เพื่อตอบสนองต่อ” ลงในประโยค: The company changed its policy ____ customer complaints.

ดูคำตอบ

in response to

ไวยากรณ์

any given + คำนามเอกพจน์: หนึ่งใดก็ได้ที่ถูกเลือก

any given เมื่ออยู่หน้าคำนามนับได้เอกพจน์ หมายถึงสมาชิกหนึ่งรายใดก็ได้ที่ถูกเลือกจากกลุ่ม โดยไม่มีสมาชิกรายใดเป็นพิเศษ ในประโยคนี้ any given face หมายถึงใบหน้าใดใบหน้าหนึ่งที่ถูกนำมาพิจารณา โครงสร้าง any given + คำนามนับได้เอกพจน์ใช้สร้างข้อความทั่วไป สิ่งที่กล่าวถึงสมาชิกหนึ่งรายที่เลือกได้อย่างอิสระจะถูกนำเสนอว่าเป็นจริงกับทั้งกลุ่ม ในที่นี้ given หมายถึง “ถูกกำหนดหรือเลือกมาพิจารณา” ไม่ได้หมายถึง “ถูกมอบให้ใครบางคน”

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่มีความหมายว่า “ไม่ว่าจะเลือกอันใด” ลงในประโยค: The safety rule applies in ____ laboratory.

ดูคำตอบ

any given

But when it comes to forgetting names, วลี

0:23

แต่เมื่อพูดถึงการลืมชื่อ

it may have to do with something วลี

0:24

อาจเป็นเพราะสิ่งที่

called the "Baker effect". วัฒนธรรม

0:26

เรียกว่า “ปรากฏการณ์ Baker”

วลี

when it comes to + คำนามหรือรูป -ing

when it comes to ใช้เปิดหัวข้อหรือแง่มุมที่ผู้พูดกำลังจะกล่าวถึง ในที่นี้ วลีนี้เปลี่ยนจุดสนใจจากการจำใบหน้าไปสู่ปัญหาเฉพาะเรื่องการลืมชื่อ ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยนามวลีหรือรูป -ing เช่น when it comes to names และ when it comes to forgetting names ส่วน comes ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเปิดหัวข้อจากบทเรียน: ____ choosing a team captain, fairness matters most.

ดูคำตอบ

When it comes to

วลี

have to do with: ความเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ความจำเป็น

have to do with เป็นกลุ่มคำสมบูรณ์ที่หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” หรือ “เชื่อมโยงกับ” ในที่นี้ สื่อว่าปรากฏการณ์เบเกอร์อาจช่วยอธิบายปัญหาได้ may ทำให้คำกล่าวไม่ฟันธง กล่าวคือ ความเชื่อมโยงนั้นเป็นไปได้แต่ยังไม่แน่นอน อย่าแยก have to ออกมาแล้วตีความว่าเป็นความจำเป็น เพราะกลุ่มคำนี้ต่อเนื่องไปจนถึง with

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ”: The noise may ____ the loose window.

ดูคำตอบ

have to do with

วัฒนธรรม

“Baker effect”: การจำอาชีพเทียบกับนามสกุลที่ออกเสียงเหมือนกัน

Baker effect เป็นรูปแบบหนึ่งของความจำ: คนเรามักจำข้อมูลที่มีความหมาย เช่น อาชีพ baker (คนทำขนมปัง) ได้ง่ายกว่านามสกุล Baker ที่ออกเสียงเหมือนกัน อาชีพนั้นชวนให้นึกถึงแนวคิดที่เกี่ยวข้อง เช่น งาน ขนมปัง และกิจวัตรประจำวัน ส่วนนามสกุลเพียงอย่างเดียวอาจสร้างความเชื่อมโยงในใจได้น้อยกว่า ในที่นี้ คำศัพท์ดังกล่าวใช้เรียกเหตุผลที่ข้อมูลแบบหนึ่งอาจจำได้ง่ายกว่า มันไม่ใช่ผลจากการอบขนม และเป็นเพียงแนวโน้มทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ใช้นามสกุล Baker จะต้องถูกลืม

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ “Baker effect” อธิบายสิ่งใด?

  1. นามสกุลทุกคำที่เป็นชื่ออาชีพด้วยจะไม่มีวันถูกลืม
  2. คำบอกอาชีพที่มีความหมายอาจจำง่ายกว่านามสกุลที่ออกเสียงเหมือนกัน
  3. การอบอาหารทำให้ความจำของคนดีขึ้น
ดูคำตอบ

คำบอกอาชีพที่มีความหมายอาจจำง่ายกว่านามสกุลที่ออกเสียงเหมือนกัน

If I tell you I'm a baker, ลำดับความ

0:27

ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นคนทำขนมปัง

I'm providing information about what I do ไวยากรณ์

0:29

ฉันกำลังให้ข้อมูลว่าฉันทำงานอะไร

and how I spend my time.

0:31

และใช้เวลาอย่างไร

ไวยากรณ์

what I do ... how I spend my time ในฐานะอนุประโยค wh แบบฝัง

what I do และ how I spend my time เป็นอนุประโยค wh แบบฝัง ทั้งสองส่วนระบุเนื้อหาของข้อมูลที่กำลังให้และเชื่อมกันด้วย and โดยร่วมกันเป็นส่วนเติมเต็มของบุพบท about เนื่องจากอนุประโยคเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถามโดยตรง จึงใช้ลำดับประธานก่อนกริยา คือ what I do และ how I spend ไม่ใช่ what do I do หรือ how do I spend

แบบฝึกหัด

เติมประโยคบอกเล่าให้สมบูรณ์โดยใช้รูปแบบฝังของคำถามโดยตรง What do I do? และ How do I spend my time?: I'm providing information about ____ and ____.

ดูคำตอบ

what I do · how I spend my time

But if I say my name is Baker,

0:32

แต่ถ้าฉันบอกว่าฉันชื่อ Baker

it has no mental links

0:34

ชื่อนี้ไม่ได้เชื่อมโยงกับอะไรในความคิด

and is vulnerable to forgetting. วลี

0:36

จึงถูกลืมได้ง่าย

ลำดับความ

การเปรียบต่างแบบขนานด้วย “If I tell you ... But if I say ...”

อนุประโยค if ทั้งสองสร้างกรอบที่สอดคล้องกันให้กับเสียงเดียวกัน ในส่วนแรก baker คืออาชีพ ส่วน Baker หลัง But คือนามสกุล การใช้โครงสร้างซ้ำทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญเพียงจุดเดียวได้ง่าย และแสดงว่าเหตุใดสองรูปนี้จึงสร้างจำนวนความเชื่อมโยงในใจต่างกัน รูปแบบนี้ใช้จัดระเบียบคำอธิบายอื่นได้เช่นกัน: ให้เงื่อนไขหนึ่งพร้อมผลลัพธ์ก่อน แล้วใช้ But if เพื่อนำเสนอเงื่อนไขที่ใกล้เคียงกันแต่ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม ในที่นี้ vulnerable to forgetting หมายถึง “ลืมได้ง่ายกว่า” ไม่ใช่ “ต้องถูกลืมอย่างแน่นอน”

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดใช้รูปแบบการเปรียบต่างแบบขนานเดียวกันได้ชัดเจนที่สุด?

  1. If I send an email, I can include all the details, because if I call, I can get an immediate response.
  2. But I send an email, I can include all the details. If I call, I can get an immediate response.
  3. If I send an email, I can include all the details. And messages can be saved for later.
  4. If I send an email, I can include all the details. But if I call, I can get an immediate response.
ดูคำตอบ

If I send an email, I can include all the details. But if I call, I can get an immediate response.

วลี

is vulnerable to forgetting: be vulnerable to + รูป -ing

is vulnerable to forgetting หมายถึงอยู่ในสภาพที่อาจได้รับผลเสียจากการถูกลืม เป็นการบอกถึงความเปราะบางหรือความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว ใน be vulnerable to คำว่า to เป็นบุพบท จึงต้องตามด้วยคำนามหรือรูป -ing ดังนั้น forgetting จึงถูกต้องในที่นี้ ส่วน forget ไม่ถูกต้อง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ forget: Without strong mental links, a name is vulnerable to ____.

ดูคำตอบ

forgetting

After all, names are completely arbitrary โน้ต

0:37

เพราะอย่างไรเสีย ชื่อก็ถูกตั้งขึ้นอย่างไม่มีหลักตายตัว

and hold no specific information in them.

0:40

และไม่ได้มีข้อมูลเฉพาะอยู่ในตัวมัน

ลำดับความ

After all ในฐานะคำเชื่อมที่ใช้ให้เหตุผล

After all ใช้เกริ่นเหตุผลที่ผู้พูดคาดว่าจะช่วยสนับสนุนหรือทำให้ข้อความก่อนหน้าดูสมเหตุสมผล ในประโยคนี้ ผู้พูดชี้ว่าการที่ชื่อต่าง ๆ ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อวินิจฉัยก่อนหน้า สำนวนนี้จัดลำดับเหตุผล ไม่ใช่ลำดับเวลา กล่าวคือ เริ่มด้วยข้อกล่าวอ้างหรือข้อสรุป แล้วตามด้วย after all และเหตุผลที่คาดว่าผู้ฟังจะเห็นว่าน่าเชื่อถือ

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสองคำที่ใช้เกริ่นเหตุผลสนับสนุนให้ประโยคสมบูรณ์: “We should take umbrellas. ____, the forecast says rain.”

ดูคำตอบ

After all

การใช้คำ

Completely arbitrary: ไม่มีพื้นฐานโดยเนื้อแท้

ในที่นี้ completely arbitrary หมายความว่า ชื่อไม่มีความเชื่อมโยงโดยเนื้อแท้หรือโดยความจำเป็นกับข้อมูลเฉพาะที่คนอาจคาดหวังให้ชื่อเปิดเผย completely ช่วยเน้นข้อกล่าวอ้างว่า รูปแบบของชื่อไม่ได้กำหนดลักษณะหรือบทบาทของบุคคลด้วยตัวมันเอง ในการใช้เชิงวิเคราะห์ arbitrary ใช้อธิบายทางเลือก กฎ ป้ายกำกับ หรือเส้นแบ่งที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่ามีคนเลือกอย่างประมาท ไร้เหตุผล หรือสุ่ม และไม่ได้อ้างว่าชื่อไม่สามารถก่อให้เกิดความเชื่อมโยงทางสังคมได้เลย

แบบฝึกหัด

โรงเรียนแห่งหนึ่งกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 83 คะแนน แต่ไม่ได้ให้เหตุผลที่เกี่ยวข้องสำหรับตัวเลขนี้ ประโยคใดอธิบายเกณฑ์ดังกล่าวได้ดีที่สุด?

  1. The cutoff seems random.
  2. The cutoff seems gradual.
  3. The cutoff seems arbitrary.
ดูคำตอบ

The cutoff seems arbitrary.

And if your brain can't make connections โน้ต

0:43

และถ้าสมองของคุณสร้างความเชื่อมโยงไม่ได้

between multiple pieces of information,

0:44

ระหว่างข้อมูลหลาย ๆ ส่วน

วลี

สร้างความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลหลายส่วน

ในที่นี้ make connections between multiple pieces of information หมายถึงการมองเห็นหรือสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายระหว่างแนวคิดหรือข้อเท็จจริง connections มีความหมายเชิงนามธรรม ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางสังคม รูปแบบที่พบบ่อยคือ make a connection between A and B หรือ make connections between A and B และสามารถใช้ between กับสิ่งของมากกว่าสองอย่างได้เมื่อมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นรายการที่แยกจากกัน เช่น multiple pieces of information ในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำที่หมายถึงการมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด: During the discussion, we began to ____ the two reports.

ดูคำตอบ

make connections between

particularly things you already know

0:46

โดยเฉพาะสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว

or feel familiar with, วลี

0:48

หรือสิ่งที่คุณรู้สึกคุ้นเคย

วลี

familiar with กับ familiar to: ใครคุ้นเคยกับอะไร

“be/feel familiar with + คำนาม” วางผู้ที่มีประสบการณ์ความคุ้นเคยไว้เป็นประธาน กล่าวคือ บุคคลนั้นรู้จัก จำได้ หรือมีประสบการณ์กับคน สิ่งของ หัวข้อ หรือกิจกรรมที่ตามหลัง with ในประโยคนี้ you คือผู้ที่รู้สึกคุ้นเคย ส่วน things คือสิ่งที่รู้อยู่แล้ว รูปคำคุณศัพท์กับคำบุพบทที่ใช้คู่กันคือ be/feel familiar with something ซึ่งใช้บอกความคุ้นเคยกับคน เครื่องมือ วิชา หรือสถานการณ์ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกโดยตรงว่า Maya รู้จักหรือมีประสบการณ์กับซอฟต์แวร์นี้

  1. The software is familiar to Maya.
  2. Maya is familiar with the software.
  3. Maya is familiar to the software.
ดูคำตอบ

Maya is familiar with the software.

then you're more likely to forget that information. ไวยากรณ์

0:50

คุณก็มีแนวโน้มจะลืมข้อมูลนั้นมากขึ้น

ไวยากรณ์

if ... then ... more likely to สำหรับผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้น

อนุประโยค if กำหนดเงื่อนไขว่าสมองไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหลายส่วนได้ ส่วนอนุประโยค then บอกผลลัพธ์ ในที่นี้ then เป็นเครื่องหมายของผลลัพธ์เชิงเหตุผล ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ถัดไปตามลำดับเวลา more likely to forget หมายถึงโอกาสที่จะลืมเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะลืมอย่างแน่นอน วลีที่แทรกเข้ามาพร้อม particularly ระบุประเภทข้อมูลที่สำคัญที่สุดภายในเงื่อนไข และไม่ได้ขัดจังหวะโครงสร้าง if ... then ... รูปแบบนี้เชื่อมเงื่อนไขกับผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน: If X, then Y is more likely.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบอกผลลัพธ์และวลีแสดงความน่าจะเป็น: If you review a little every day, ____ you'll be ____ remember the material.

ดูคำตอบ

then · more likely to

ไวยากรณ์

more likely to + คำกริยา: โอกาสสูงขึ้นแต่ไม่แน่นอน

“be more likely to + คำกริยารูปพื้นฐาน” หมายความว่าประธานมีโอกาสทำหรือประสบสิ่งหนึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับอีกเงื่อนไขหรืออีกกลุ่มหนึ่ง ในที่นี้ to ตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน forget และประโยคกำลังบอกว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ไม่ได้บอกว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นแน่นอน more แสดงการเปรียบเทียบแม้ไม่มีวลีที่ใช้ than หากบริบทรอบข้างบอกเกณฑ์เปรียบเทียบไว้อยู่แล้ว ภาษาอังกฤษสามารถละเกณฑ์นั้นได้ แต่ถ้ายังไม่ชัดก็ควรระบุสิ่งหรือเงื่อนไขที่นำมาเปรียบเทียบให้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมรูปภาษาอังกฤษสามคำที่มีความหมายว่า “มีโอกาสมากกว่าที่จะ” ลงในประโยค: Without reminders, people are ____ forget appointments.

ดูคำตอบ

more likely to

Of course, it doesn't help วลี

0:52

แน่นอนว่า สิ่งที่ไม่ช่วยเลยก็คือ

that you're often focusing on introducing yourself. วลี

0:53

คุณมักมัวแต่จดจ่อกับการแนะนำตัวเอง

วลี

it doesn't help that ...: การเพิ่มปัจจัยที่ทำให้ปัญหาแย่ลง

ในประโยคนี้ it doesn't help that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่ทำให้สถานการณ์ซึ่งยากอยู่แล้วแย่ลง อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ระบุปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหา กล่าวคือ การจดจ่อกับการแนะนำตัวเองดึงความสนใจออกจากการฟัง สำนวนนี้ไม่ได้ใช้เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เป็นโครงสร้างที่ชี้ไปยังข้อมูลข้างหน้า โดย it อ้างถึงสถานการณ์ที่บอกในอนุประโยค that ที่ตามมา คุณสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มเหตุผลว่าทำไมปัญหาจึงยากขึ้นหรือผลลัพธ์หนึ่งจึงมีโอกาสเกิดน้อยลง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่ใช้เกริ่นปัจจัยเพิ่มเติมซึ่งทำให้ปัญหาแย่ลง: The deadline is already tight, and ____ two team members are absent.

ดูคำตอบ

it doesn't help that

วลี

focusing on introducing yourself: focus on + รูป -ing

focus on หมายถึงการมุ่งความสนใจหรือความพยายามไปที่สิ่งหนึ่ง ในที่นี้ introducing yourself คือกิจกรรมที่ได้รับความสนใจนั้น ในโครงสร้างนี้ on เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาที่ตามหลังจึงมักใช้รูป -ing คือ focus on introducing ไม่ใช่ focus to introduce กรรมอาจเป็นคำนามก็ได้ เช่น focus on the task

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ introduce: Before the workshop, focus on ____ yourself clearly.

ดูคำตอบ

introducing

This is known as the next in line effect. โน้ต

0:56

สิ่งนี้เรียกว่า “ปรากฏการณ์คนถัดไปในแถว”

วลี

known as + ชื่อหรือสถานะ

ในประโยคนี้ is known as ใช้แนะนำชื่อที่เป็นที่ยอมรับของปรากฏการณ์นี้ คือ the next in line effect โครงสร้างรูปถูกกระทำ be known as + ชื่อหรือสถานะ หมายถึง “ถูกเรียกหรือเป็นที่รู้จักด้วยชื่อนั้น” โครงสร้างนี้เชื่อมบุคคล สิ่งของ หรือปรากฏการณ์เข้ากับชื่อหรือบทบาทที่ได้รับการยอมรับ ในที่นี้ as ใช้แนะนำชื่อ ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ปรากฏการณ์นั้นเป็นที่รู้จัก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “มีชื่อที่เป็นที่ยอมรับนี้”: This memory phenomenon is ____ the next-in-line effect.

ดูคำตอบ

known as

วัฒนธรรม

The next in line effect: ผลจากการที่ใกล้ถึงลำดับของตน

the next in line effect เป็นปรากฏการณ์ด้านความจำที่อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ผู้คนผลัดกันทำบางอย่าง เช่น การแนะนำตัวทีละคน เมื่อใกล้ถึงตาของคนหนึ่ง ความสนใจจะย้ายไปอยู่ที่การวางแผนว่าจะพูดหรือทำอะไร ทำให้คนนั้นอาจจำสิ่งที่ผู้พูดคนก่อนหน้าพูดได้น้อยลง ชื่อนี้มาจาก next in line ซึ่งหมายถึง “คนที่มีลำดับต่อไป” แต่ทั้งวลีใช้เรียกผลที่เกิดจากการเตรียมตัวสำหรับลำดับของตนที่กำลังจะมาถึง ไม่ได้หมายถึงเพียงลำดับการต่อแถว

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the next in line effect หมายถึงอะไร?

  1. นิสัยในการจำทุกคนตามลำดับที่พูด
  2. กฎที่ระบุว่าคนหน้าสุดของแถวจะได้เป็นคนต่อไป
  3. ผลด้านความจำที่การเตรียมตัวสำหรับลำดับของตนทำให้จำคนที่อยู่ก่อนหน้าได้ยากขึ้น
ดูคำตอบ

ผลด้านความจำที่การเตรียมตัวสำหรับลำดับของตนทำให้จำคนที่อยู่ก่อนหน้าได้ยากขึ้น

Instead of watching and listening to the other person, ไวยากรณ์

0:59

แทนที่จะมองและฟังอีกฝ่าย

ไวยากรณ์

Instead of watching and listening: instead of + รูป -ing ที่ขนานกัน

instead of ใช้เกริ่นถึงการกระทำที่ไม่ได้เกิดขึ้นหรือไม่ได้ถูกเลือก ในที่นี้ การมองและฟังอีกฝ่ายคือการกระทำที่ควรทำ แต่ประโยคนี้นำสิ่งเหล่านั้นไปเปรียบต่างกับการที่สมองหันไปเตรียมลำดับของตัวเอง instead of ทำหน้าที่เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาที่ตามหลังเพื่อบอกการกระทำจึงมักอยู่ในรูป -ing ส่วน watching และ listening เชื่อมด้วย and และอยู่ในรูปไวยากรณ์เดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย instead of และรูปที่ถูกต้องของ watch: Mia read a book ____ TV.

ดูคำตอบ

instead of watching

your brain starts focusing on its own routine,

1:01

สมองของคุณกลับเริ่มจดจ่อกับสิ่งที่ตัวเองต้องทำ

what you'll say, how you'll move, etc. ไวยากรณ์

1:04

ว่าจะพูดอะไร จะขยับอย่างไร และอื่น ๆ

ไวยากรณ์

What you'll say, how you'll move: อนุประโยค wh แบบฝังที่วางขนานกัน

what you'll say และ how you'll move เป็นอนุประโยค wh แบบฝังสองส่วนที่วางขนานกัน ทั้งสองส่วนแจกแจงองค์ประกอบของลำดับที่สมองเตรียมไว้ ได้แก่ คำพูดที่วางแผนไว้และการเคลื่อนไหวที่วางแผนไว้ เนื่องจากอนุประโยคเหล่านี้ฝังอยู่ในข้อความบอกเล่าที่ใหญ่กว่าและไม่ได้เป็นคำถามโดยตรง จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ คำ wh + ประธาน + will + กริยา ดังนั้นจึงใช้ what you will say และ how you will move ไม่ใช่ลำดับคำของคำถามโดยตรง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค wh แบบฝังที่วางขนานกันสองส่วนได้ถูกต้อง

  1. Before the presentation, plan what you'll say and how will you move.
  2. Before the presentation, plan what you'll say and how you'll move.
  3. Before the presentation, plan what will you say and how will you move.
ดูคำตอบ

Before the presentation, plan what you'll say and how you'll move.

And we simply aren't very good วลี

1:06

และเราก็ไม่เก่งนัก

at both disseminating information การใช้คำ

1:08

ในการถ่ายทอดข้อมูล

วลี

aren't very good at + คำนามหรือรูป -ing

be good at หมายถึง “มีทักษะหรือเก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง” หลัง at ใช้คำนามหรือรูป -ing ดังนั้น disseminating ในที่นี้จึงเป็นชื่อของกิจกรรมที่กำลังถูกประเมิน aren't very good at เป็นการประเมินเชิงลบแบบนุ่มนวล หมายถึงกลุ่มนี้ทำสิ่งดังกล่าวได้ไม่ชำนาญ แต่โดยทั่วไปไม่ตรงหรือแรงเท่ากับ are very bad at ส่วน simply เน้นน้ำเสียงของการยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบที่เน้นไว้: We often get lost, so we ____ reading maps.

ดูคำตอบ

aren't very good at

การใช้คำ

disseminating information: การเผยแพร่ข้อมูล

Disseminate information หมายถึงการเผยแพร่หรือแจกจ่ายข้อมูลเพื่อให้ไปถึงผู้อื่น คำกริยา disseminate เป็นทางการกว่า share และมักสื่อถึงการเผยแพร่ที่เป็นระบบหรือครอบคลุมวงกว้าง ในที่นี้ disseminating เป็นรูป -ing ที่เรียกการกระทำของการส่งข้อมูลออกไป คำที่เป็นทางการนี้ถูกใช้ในความหมายกว้าง ๆ และในประโยคนี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการประกาศต่อสาธารณชนครั้งใหญ่

แบบฝึกหัด

หน่วยงานสาธารณสุขกำลังเผยแพร่คำแนะนำด้านความปลอดภัยทั่วประเทศ วลีใดอธิบายการกระทำนี้ได้เหมาะสมที่สุดในรายงานทางการ?

  1. disseminate information
  2. withhold information
  3. collect information
ดูคำตอบ

disseminate information

at the same time we try to take in กริยาวลี

1:09

ไปพร้อมกับพยายามรับ

and store new information.

1:11

และเก็บข้อมูลใหม่

กริยาวลี

take in ในความหมายว่าเข้าใจและรับข้อมูล

ในประโยคนี้ take in หมายถึงรับข้อมูลและเริ่มเข้าใจหรือประมวลผลข้อมูลนั้น เป็นขั้นตอนการรับข้อมูลก่อนที่สมองจะเก็บข้อมูลไว้ ในที่นี้ take in เป็นกริยาวลี โดย in เป็นส่วนหนึ่งของความหมาย ไม่ได้บอกทิศทางว่าเข้าไปในสถานที่ new information เป็นกรรมร่วมของกริยาสองคำ คือ take in new information และ store new information

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึง “เข้าใจและซึมซับ”: The guide explained everything quickly, so I needed a minute to ____ all the details.

ดูคำตอบ

take in

Our brains have both short-term and long-term memory, การใช้คำ

1:13

สมองของเรามีทั้งความจำระยะสั้นและระยะยาว

but the short-term memory

1:16

แต่ความจำระยะสั้น

or sometimes called working memory

1:17

ซึ่งบางครั้งเรียกว่าความจำใช้งาน

can only hold so much information ไวยากรณ์

1:19

เก็บข้อมูลได้เพียงจำนวนจำกัด

การใช้คำ

short-term memory, long-term memory และ working memory

short-term memory คือการเก็บข้อมูลไว้ช่วงสั้น ๆ ส่วน long-term memory เก็บข้อมูลได้นานกว่ามาก ประโยคนี้เน้นว่าข้อมูลที่เก็บไว้ชั่วคราวมีปริมาณจำกัด working memory คือพื้นที่ทำงานทางความคิดที่ใช้เก็บและจัดการข้อมูลระหว่างทำงานหนึ่งอย่าง ประโยคนี้ใช้คำนี้เป็นชื่อที่ใกล้เคียงกับ short-term memory ซึ่งพบได้บ่อยในคำอธิบายแบบง่าย แต่ในวิทยาศาสตร์การรู้คิด ทั้งสองคำไม่ได้มีความหมายตรงกันเสมอไป

แบบฝึกหัด

คำใดเรียกพื้นที่ทำงานทางความคิดที่เก็บข้อมูลไว้ ขณะที่คุณกำลังใช้ข้อมูลนั้นแก้ปัญหาได้เหมาะสมที่สุด

  1. short-term memory
  2. working memory
  3. long-term memory
ดูคำตอบ

working memory

ไวยากรณ์

can only hold so much information: การแสดงขีดจำกัดของความจุ

ในที่นี้ can only hold so much information หมายความว่าความจำใช้งานมีขีดจำกัดสูงสุด so much ไม่ได้ชื่นชมว่าปริมาณนั้นมาก เมื่อใช้ร่วมกับ only จะหมายถึง “ปริมาณที่มีขีดจำกัด แม้ไม่ได้ระบุขีดจำกัดที่แน่นอน” โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ can only + คำกริยา + so much + คำนามนับไม่ได้ ซึ่งใช้แสดงขีดจำกัดในทางปฏิบัติ เช่น can only take so much pressure และ can only spend so much time

แบบฝึกหัด

ในประโยค “This drive can only hold so much information,” โครงสร้าง can only ... so much หมายความว่าอย่างไร

  1. ข้อมูลเป็นสิ่งเดียวที่ไดรฟ์สามารถเก็บได้
  2. ไดรฟ์สามารถเก็บข้อมูลได้มากผิดปกติ
  3. ไดรฟ์มีขีดจำกัดของปริมาณข้อมูลที่สามารถเก็บได้
ดูคำตอบ

ไดรฟ์มีขีดจำกัดของปริมาณข้อมูลที่สามารถเก็บได้

and if you don't focus on it,

1:21

และถ้าคุณไม่ใส่ใจกับข้อมูลนั้น

it fades away quickly. กริยาวลี

1:22

ข้อมูลนั้นก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

กริยาวลี

fades away: ค่อย ๆ อ่อนลงจนหายไป

ในประโยคนี้ fades away บอกว่าข้อมูลที่ไม่ได้รับความสนใจจะค่อย ๆ อ่อนลงหรือเรียกคืนได้ยากขึ้น จนหายไปจากความจำในที่สุด away เน้นผลลัพธ์สุดท้ายคือการหายไป ไม่ได้บอกการเคลื่อนที่ไปในทิศทางจริง Fade away เน้นกระบวนการที่ค่อย ๆ อ่อนลง ใช้บรรยายความทรงจำ เสียง แสง ความรู้สึก หรือภาพที่ค่อย ๆ สูญเสียความชัดหรือความแรงได้ แม้จะมี quickly ก็หมายความว่ากระบวนการแบบค่อยเป็นค่อยไปทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำเป้าหมายที่หมายถึง “ค่อย ๆ อ่อนลงจนหายไป”: As the train moved farther away, its whistle began to ____.

ดูคำตอบ

fade away

Finally, other research suggests that, ลำดับความ

1:24

สุดท้าย งานวิจัยอื่น ๆ ยังชี้ว่า

drum roll, สำนวน

1:26

เสียงกลองรัว...

you may just not care. น้ำเสียง/เจตนา

1:27

คุณอาจแค่ไม่ได้สนใจก็ได้

ลำดับความ

Research suggests that: มีหลักฐานสนับสนุน แต่ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์

ในวลี research suggests that คำว่า suggests ใช้นำเสนออนุประโยค that ที่ตามมาว่าเป็นข้อสรุปซึ่งมีหลักฐานสนับสนุน แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่นอน ในที่นี้ suggest หมายถึง “ชี้ให้เห็น” หรือ “บ่งชี้ไปทาง” ไม่ใช่ “แนะนำ” วลีนี้จัดลำดับข้อมูลโดยวางเครื่องหมายแสดงความระมัดระวังตามหลักฐานไว้ก่อนข้อกล่าวอ้าง จึงช่วยให้การพูดเชิงวิทยาศาสตร์หรือวิชาการเสนอคำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้โดยไม่ทำให้ฟังเหมือนเป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ research suggests that แสดงท่าทีต่อข้อสรุปอย่างไร

  1. งานวิจัยกำลังให้คำแนะนำส่วนตัวแก่ผู้ฟัง
  2. งานวิจัยได้พิสูจน์ข้อกล่าวอ้างที่ตามมาอย่างเด็ดขาดแล้ว
  3. หลักฐานสนับสนุนแนวคิดที่ตามมา แต่ไม่ได้เสนอว่าข้อกล่าวอ้างนั้นแน่นอน
ดูคำตอบ

หลักฐานสนับสนุนแนวคิดที่ตามมา แต่ไม่ได้เสนอว่าข้อกล่าวอ้างนั้นแน่นอน

สำนวน

Drum roll ในฐานะสัญญาณขี้เล่นก่อนการเฉลย

Drum roll เป็นคำพูดเชิงการแสดงที่เลียนแบบเสียงกลองรัวก่อนการประกาศเรื่องสำคัญ เมื่อใช้เป็นคำแทรก คำนี้จะสร้างความลุ้นและบอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีการเฉลย ไม่ได้เป็นการขอให้ใครตีกลองจริง ๆ ในที่นี้ การปูเรื่องอย่างยิ่งใหญ่เกินจริงกลับนำไปสู่ความเป็นไปได้ที่เรียบง่ายมากว่า you may just not care ความไม่เข้ากันนี้ทำให้เกิดมุกตลก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำภาษาอังกฤษสองคำที่ใช้แทนเสียงกลองรัวในจินตนาการก่อนการประกาศ: “____, please—the winner of the class poster contest is Leo!”

ดูคำตอบ

Drum roll

น้ำเสียง/เจตนา

may just not care: ความเป็นไปได้กับคำอธิบายแบบง่าย

ใน may just not care คำว่า may แสดงว่าข้อสรุปนั้นเป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องที่แน่นอน ผู้พูดเสนอคำอธิบายหนึ่งโดยไม่ได้อ้างว่ารู้แรงจูงใจของผู้ฟังอย่างแน่ชัด คำว่า just ในที่นี้หมายถึง “เพียงแค่” โดยลดสถานการณ์ที่อาจซับซ้อนให้เหลือคำอธิบายตรงไปตรงมาหนึ่งอย่าง เมื่อใช้ may กับ just ด้วยกัน ความเห็นจึงฟังดูตรงแต่ไม่ฟันธง คำว่า just ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “เมื่อครู่นี้”

แบบฝึกหัด

การตีความใดตรงกับ “you may just not care” มากที่สุด

  1. คุณถูกกำหนดให้ต้องไม่สนใจ
  2. คุณเพิ่งเลิกสนใจเมื่อครู่นี้อย่างแน่นอน
  3. เป็นไปได้ว่าคำอธิบายง่าย ๆ คือคุณไม่สนใจ
ดูคำตอบ

เป็นไปได้ว่าคำอธิบายง่าย ๆ คือคุณไม่สนใจ

Honestly, you may be at a party

1:29

พูดตามตรง คุณอาจอยู่ในงานปาร์ตี้

in which you'll never see this person again

1:31

ที่คุณจะไม่มีวันได้เจอคนคนนี้อีก

or just generally uninterested วลี

1:33

หรือโดยทั่วไปแล้วคุณอาจไม่ได้สนใจ

in forming a new relationship.

1:34

ที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่

วลี

uninterested in forming: คำคุณศัพท์ + in + รูป -ing

Uninterested เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “ไม่สนใจ” โดยปกติจะใช้ in ก่อนหัวข้อหรือกิจกรรมตามโครงสร้าง be uninterested in + คำนามหรือรูป -ing ในที่นี้ forming เป็น gerund หลัง in ดังนั้น uninterested in forming จึงหมายถึงไม่มีความสนใจในกิจกรรมการสร้างบางสิ่ง Form a relationship เป็นคำที่ใช้คู่กันอย่างเป็นธรรมชาติ หมายถึงสร้างหรือพัฒนาความสัมพันธ์ ส่วน new ขยาย relationship และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโครงสร้างไวยากรณ์ที่จำเป็นหลัง in

แบบฝึกหัด

ใช้วลีคำคุณศัพท์และคำบุพบทเป้าหมายที่หมายถึง “ไม่สนใจ” เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Nina is ____ joining the debate team.

ดูคำตอบ

uninterested in

Simply put, ลำดับความ

1:36

พูดง่าย ๆ คือ

the more interest you have in something, ไวยากรณ์

1:36

ยิ่งคุณสนใจสิ่งใดมากเท่าไร

the more likely your brain is to make new connections.

1:38

สมองก็ยิ่งมีแนวโน้มสร้างการเชื่อมโยงใหม่มากเท่านั้น

ลำดับความ

Simply put, สำหรับเกริ่นบทสรุปด้วยภาษาง่าย ๆ

Simply put เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะกล่าวแนวคิดก่อนหน้าใหม่ให้สั้นลงและเข้าใจง่ายขึ้น ในที่นี้ใช้เกริ่นข้อสรุปแบบภาษาง่าย ๆ เกี่ยวกับความสนใจและการสร้างการเชื่อมโยงของสมอง วลีนี้ทำหน้าที่จัดระเบียบข้อมูล ไม่ได้เพิ่มหลักฐานใหม่ สิ่งที่ตามมาคือบทสรุปที่ทำให้ง่ายขึ้น Put เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว ไม่ใช่คำสั่งให้วางสิ่งของ

แบบฝึกหัด

Simply put ในประโยคนี้ส่งสัญญาณถึงอะไร?

  1. ผู้พูดกำลังบอกวิธีวางสิ่งของ
  2. ข้อความถัดไปเป็นบทสรุปที่ง่ายขึ้นของคำอธิบายก่อนหน้า
  3. ผู้พูดกำลังเสนอหลักฐานการทดลองใหม่
ดูคำตอบ

ข้อความถัดไปเป็นบทสรุปที่ง่ายขึ้นของคำอธิบายก่อนหน้า

ไวยากรณ์

the more ..., the more ... สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กัน

ประโยคนี้ใช้โครงสร้างเปรียบเทียบแบบสัมพันธ์ the more X, the more Y เพื่อเชื่อมระดับสองอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อความสนใจเพิ่มขึ้น ความเป็นไปได้ที่สมองจะสร้างการเชื่อมโยงใหม่ก็เพิ่มขึ้นด้วย the แต่ละตัวใช้เปิดอนุประโยคเปรียบเทียบ โดย the ตัวที่สองไม่ใช่คำนำหน้านาม More likely หมายถึงความเป็นไปได้ที่สูงขึ้น ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดการเชื่อมโยงใหม่ทุกครั้ง

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างที่แสดงการเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กันด้วยวลีเปรียบเทียบเดียวกันในช่องว่างทั้งสอง: ____ time you spend reading, ____ words you learn.

ดูคำตอบ

The more · the more

As a result, ลำดับความ

1:41

ด้วยเหตุนี้

people who enjoy making new relationships

1:41

คนที่ชอบสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ

are tuned in and focused กริยาวลี

1:44

จึงใส่ใจและมีสมาธิ

ลำดับความ

การใช้ As a result เพื่อบอกผลลัพธ์

As a result บอกว่าสิ่งที่ตามมาเป็นผลจากสาเหตุ หลักฐาน หรือสถานการณ์ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ในประโยคนี้ วลีนี้ชี้ว่าการใส่ใจและจดจ่อเป็นผลจากการชอบสร้างและมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ใหม่ ๆ วลีนี้เป็นคำเชื่อมระดับข้อความที่จัดสองแนวคิดเป็น เหตุ → ผล ช่วยให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุผล โดยไม่ได้เพิ่มข้อเท็จจริงใหม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมสามคำจากบทเรียนนี้ซึ่งใช้เกริ่นผลลัพธ์: The bus broke down. ____, we arrived late.

ดูคำตอบ

As a result

กริยาวลี

tuned in: ใส่ใจและมีส่วนร่วมทางความคิด

ในที่นี้ tuned in ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ใน are tuned in วลีนี้บรรยายสภาพจิตใจของผู้คนว่า พวกเขากำลังใส่ใจ มีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น และพร้อมสังเกตหรือตอบสนอง คำว่า focused ที่อยู่ใกล้กันช่วยยืนยันความหมายนี้ ภาพเปรียบเทียบนี้มาจากการปรับวิทยุหรือโทรทัศน์ให้รับสัญญาณได้ เมื่อประธานเป็นคนและบริบทพูดถึงความสนใจหรือการรับรู้ tuned in สามารถขยายภาพนี้มาใช้กับสภาพจิตใจได้โดยไม่หมายถึงอุปกรณ์หรือช่องสัญญาณจริง

แบบฝึกหัด

tuned in หมายถึงอะไรในประโยคนี้?: During the safety briefing, everyone was tuned in.

  1. พวกเขากำลังตั้งใจฟังอย่างมาก
  2. พวกเขากำลังเปลี่ยนสถานีวิทยุ
  3. พวกเขามาถึงหลังจากการชี้แจงเริ่มแล้ว
ดูคำตอบ

พวกเขากำลังตั้งใจฟังอย่างมาก

and barely feel as if their memory โน้ต

1:45

จนแทบไม่รู้สึกว่าความจำของตัวเอง

is being used or tested.

1:47

กำลังถูกใช้งานหรือทดสอบอยู่

การใช้คำ

barely ในความหมายว่า “แทบไม่”

ในประโยคนี้ barely ขยาย feel และหมายถึง “แทบไม่” คนเหล่านี้รู้สึกจริง ๆ ว่าความจำกำลังถูกใช้หรือทดสอบ แต่ความรู้สึกนั้นเบามากจนแทบไม่สังเกตเห็น barely มีน้ำหนักเกือบเป็นปฏิเสธ ขอบเขตที่มันขยายจึงสำคัญ: barely feel หมายถึงรู้สึกเพียงเล็กน้อยมาก ไม่ได้ทำให้ feel มีความหมายเข้มขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดตรงกับความหมายนี้ที่สุด: มีความพยายามอยู่จริง แต่ผู้พูดรู้สึกถึงมันเพียงเล็กน้อยมาก?

  1. I feel a great deal of effort.
  2. I almost start making an effort.
  3. I barely feel any effort.
ดูคำตอบ

I barely feel any effort.

ไวยากรณ์

as if สำหรับนำสถานการณ์ที่ดูเหมือนเกิดขึ้น

ในโครงสร้าง feel as if + อนุประโยค คำว่า as if ใช้นำสถานการณ์ที่ดูเหมือนสอดคล้องกับประสบการณ์ของใครบางคน ในที่นี้ความจำมีส่วนทำงานจริง แต่คนเหล่านั้นแทบไม่รู้สึกว่ามันกำลังถูกใช้หรือทดสอบ as if บอกภาพที่ดูเหมือนจริงหรือความรู้สึกประทับใจ ไม่ได้ยืนยันว่าอนุประโยคที่ตามมาจะต้องเป็นเท็จ ผู้พูดกำลังบอกว่ากระบวนการนี้ดูเป็นอย่างไรจากมุมมองของคนเหล่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอบางสิ่งว่าเป็นภาพที่เห็นหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น แทนที่จะเป็นสาเหตุหรือเงื่อนไข?

  1. The house is warm because someone still lives there.
  2. If someone still lives there, the house may be warm.
  3. The house looks as if someone still lives there.
ดูคำตอบ

The house looks as if someone still lives there.

So, how can you improve your ability โน้ต

1:48

แล้วคุณจะพัฒนาความสามารถ

to remember names?

1:50

ในการจำชื่อได้อย่างไร?

ลำดับความ

ใช้ So, how can you ...? เพื่อเปลี่ยนจากสาเหตุไปสู่ทางแก้

So ที่ขึ้นต้นประโยคเชื่อมคำถามนี้เข้ากับคำอธิบายก่อนหน้า ส่วนคำถามที่ใช้ how เปลี่ยนคำถามหลักที่จัดลำดับเนื้อหาจาก “ทำไมเราจึงลืมชื่อ” ไปเป็น “เราทำอะไรกับปัญหานี้ได้บ้าง” ในการพูดนำเสนอ คำถามสรุปแบบนี้ทำหน้าที่เป็นป้ายบอกทาง โดยปิดช่วงที่พูดถึงสาเหตุและเกริ่นว่าช่วงต่อไปจะพูดถึงทางแก้ คำถามนี้อาจเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบจากผู้ฟัง ดังนั้นผู้พูดอาจตอบเองต่อไปหรือชี้ทางให้ผู้ฟังไปดูคำแนะนำเพิ่มเติมก็ได้ แต่ถ้อยคำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะมีเคล็ดลับจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะ

แบบฝึกหัด

ผู้พูดเพิ่งอธิบายว่าเหตุใดสวนของโรงเรียนจึงแห้งอยู่เสมอ และตอนนี้ต้องการนำเสนอทางแก้ คำถามใดทำให้การเปลี่ยนช่วงชัดเจนที่สุด?

  1. So, how can we keep the garden watered?
  2. Did the garden dry out yesterday?
  3. Why does the garden keep drying out?
ดูคำตอบ

So, how can we keep the garden watered?

วลี

improve your ability to remember names: พัฒนาความสามารถในการจำชื่อ

Improve your ability to do something หมายถึงเก่งขึ้นหรือมีความสามารถมากขึ้นในการทำกิจกรรมนั้น ใน improve your ability to remember names กลุ่มคำ infinitive คือ to remember names ระบุทักษะที่ต้องการพัฒนาอย่างชัดเจน รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ improve + my/your/his/her/our/their ability + to + คำกริยารูปพื้นฐาน รูปแบบนี้เฉพาะเจาะจงกว่า improve yourself เพราะบอกว่าทักษะใดกำลังเปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ improve your ability to + คำกริยารูปพื้นฐาน: Daily practice can improve ____ speak clearly.

ดูคำตอบ

your ability to

We break down seven clever tips กริยาวลี

1:51

เราแจกแจงเคล็ดลับเด็ด ๆ เจ็ดข้อ

to avoid forgetting names ไวยากรณ์

1:53

ที่ช่วยให้ไม่ลืมชื่อ

กริยาวลี

break down: อธิบายบางสิ่งโดยแบ่งเป็นส่วนย่อย

ในที่นี้ break down หมายถึง “วิเคราะห์หรืออธิบายบางสิ่งโดยแบ่งออกเป็นส่วนย่อยที่เข้าใจง่ายขึ้น” กรรมของคำนี้คือ seven clever tips ดังนั้นประโยคจึงบอกว่าจะอธิบายเคล็ดลับทีละขั้น ไม่ใช่เพียงบอกชื่อเคล็ดลับเหล่านั้น นี่คือการใช้กริยาวลีแบบมีกรรมในความหมายเชิงวิเคราะห์ หากไม่มีกรรม break down อาจหมายถึงเครื่องจักรหยุดทำงานหรือคนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แต่ทั้งสองความหมายไม่เข้ากับประโยคนี้

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “วิเคราะห์โดยแบ่งเป็นส่วนย่อย”: In today's workshop, we'll ____ the budget proposal step by step.

ดูคำตอบ

break down

ไวยากรณ์

avoid + -ing: avoid forgetting names

ใน avoid forgetting names คำว่า avoid ตามด้วยคำกริยารูป gerund คือ forgetting ส่วน names เป็นกรรมของ forgetting เหตุการณ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ “การลืมชื่อ” คำว่า to ก่อนหน้านี้ใน tips to avoid แสดงจุดประสงค์ หมายความว่าเคล็ดลับมีไว้เพื่อป้องกันเหตุการณ์นั้น ไม่ได้สร้างโครงสร้าง avoid to forget ภาษาอังกฤษมาตรฐานใช้ avoid ตามด้วยคำนามหรือรูป -ing ไม่ใช้ avoid ตามด้วย infinitive ที่มี to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย avoid และรูปที่ถูกต้องของ run: To protect your knees, ____ on hard pavement.

ดูคำตอบ

avoid running

in our newest AsapTHOUGHT video,

1:54

ไว้ในวิดีโอ AsapTHOUGHT ล่าสุดของเรา

which you can check by clicking on the screen ไวยากรณ์

1:56

ซึ่งคุณเปิดดูได้ด้วยการคลิกบนหน้าจอ

or using the link in the description below.

1:58

หรือใช้ลิงก์ในคำอธิบายด้านล่าง

ไวยากรณ์

by clicking ... or using ... เพื่อบอกวิธีที่เป็นทางเลือก

คำบุพบท by ใช้บอกวิธีที่ใช้ทำบางสิ่ง ในที่นี้ by clicking on the screen ตอบคำถามว่า “คุณจะดูวิดีโอได้อย่างไร” or เชื่อมวิธีที่สอง คือ using the link in the description below โดย clicking และ using เป็นรูป -ing ที่วางขนานกัน สามารถละ by ที่ซ้ำอยู่หน้า using ได้เพราะยังเข้าใจความหมายอยู่: by clicking ... or (by) using ....

แบบฝึกหัด

ใช้ tap และ choose ในรูป -ing ที่วางขนานกัน โดยใส่ by ไว้หน้าวิธีแรกเท่านั้น เติมประโยคให้สมบูรณ์: Open the settings ____ the gear icon or ____ Settings from the menu.

ดูคำตอบ

by tapping · choosing

These tips have been so useful to us.

2:00

เคล็ดลับเหล่านี้มีประโยชน์กับเรามาก

And subscribe for more weekly science videos.

2:02

และกดติดตามเพื่อชมวิดีโอวิทยาศาสตร์รายสัปดาห์เพิ่มเติม