นมช็อกโกแลตและเข็มขัดเส้นใหญ่ - ซีซั่น 3 | ช่างก่อสร้าง | บลูอี้: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
273 คำ 161 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: เด็ก ๆ แอบสังเกตผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้บ้าน แล้วนำบทสนทนาที่ได้ยินเพียงบางส่วนมาปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศัตรู เมื่อได้คุยกันระหว่างกินไอศกรีม พวกเขาจึงรู้ว่าตนเข้าใจชื่อเรียกเล่น ๆ ว่าเป็นชื่อบุคคล และมองความขัดแย้งธรรมดาว่าเป็นการเป็นศัตรูกันอย่างยาวนาน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. someone called Me Missus — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจว่า called ในที่นี้หมายถึง “ที่ชื่อว่า” หรือ “ที่ถูกเรียกว่า” ไม่ใช่ “โทรหา” จึงตามทันความเข้าใจผิดของเด็กที่คิดว่า Me Missus เป็นชื่อคน และแยกความหมายที่พบบ่อยสองแบบของ called ได้จากบริบท 2. I wonder if anyone wants — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: สังเกตวิธีเสนอของอย่างสุภาพและอ้อม ๆ โดยทำเหมือนเพียงพูดคิดออกมาดัง ๆ รูปแบบนี้ใช้ชวนให้ผู้อื่นแสดงความสนใจได้โดยไม่ต้องเจาะจงเรียกใครหรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกกดดัน 3. Have you been spying — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ระบุ present perfect continuous เมื่อผู้พูดถามถึงกิจกรรมที่ดูเหมือนเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือซ้ำ ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ช่วยให้เข้าใจคำถามที่เกิดจากหลักฐานซึ่งเพิ่งพบ และสร้างคำถามแบบเดียวกันเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ยังดำเนินอยู่ได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Look, Chocolate milks coming in Big Belt's car this morning.

0:00

ดูสิ นมช็อกโกแลตมาในรถของเข็มขัดยักษ์เช้านี้

But where's Cherry?

0:04

แต่ Cherry อยู่ไหนล่ะ

I don't know.

0:05

ฉันไม่รู้

Big Belt's eating an apple.

0:10

เข็มขัดยักษ์กำลังกินแอปเปิ้ล

Oh, okay.

0:12

โอ้ โอเค

He said he really wants to eat a pie,

0:13

เขาบอกว่าเขาอยากกินพายมากๆ เลย

but someone called Me Missus won't let him. โน้ต

0:16

แต่คนชื่อ มี มิสซัส ไม่ยอมให้เขากิน

การใช้คำ

someone called Me Missus: called หมายถึง “ชื่อว่า”

ใน someone called Me Missus คำว่า called หมายถึง “ชื่อว่า” หรือ “ถูกเรียกว่า” ไม่ใช่กริยาอดีตที่แปลว่า “โทรหา” เด็กเข้าใจว่า Me Missus เป็นชื่อของคนคนนั้น แต่บริบทต่อมาแสดงว่าคำนี้หมายถึง Jules ภรรยาของ Big Belt โครงสร้าง “คำนาม + called + ชื่อ” เป็นอนุประโยคขยายคำนามแบบย่อ โดย someone called Me Missus มีความหมายเท่ากับ someone who is called Me Missus ใช้ระบุคนหรือสิ่งของด้วยชื่อ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ called ในความหมายว่า “ชื่อว่า”

  1. A girl called Mia showed us the way.
  2. Ben called his sister after school.
ดูคำตอบ

A girl called Mia showed us the way.

ไวยากรณ์

won't let him: let + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

ใน won't let him คำว่า let หมายถึง “อนุญาต” โครงสร้างเต็มคือ let + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน เช่น let him eat และไม่เติม to หน้ากริยา คำว่า eat a pie ถูกละไว้เพราะเพิ่งกล่าวถึงก่อนหน้านี้ ดังนั้น won't let him ในประโยคนี้จึงหมายถึง won't let him eat a pie ภาษาอังกฤษสามารถละการกระทำหลัง let ได้เมื่อบริบททำให้เข้าใจชัดเจน

แบบฝึกหัด

ใช้ let + สรรพนามรูปกรรม และละการกระทำที่ซ้ำเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Tom wants to open the box, but his sister won't ____.

ดูคำตอบ

let him

Me Missus?

0:19

มี มิสซัส?

Maybe that's Big Belt's enemy. น้ำเสียง/เจตนา

0:21

บางทีนั่นอาจจะเป็นศัตรูของเข็มขัดยักษ์

น้ำเสียง/เจตนา

Maybe that's...: แสดงการคาดเดาที่ยังไม่แน่ใจ

ในประโยคนี้ Maybe ทำให้ข้อความ that's Big Belt's enemy เป็นเพียงความเป็นไปได้หนึ่งที่ได้จากเบาะแสที่มีอยู่ ผู้พูดกำลังคาดเดาว่าคนนั้นเป็นใคร ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริง ใช้ Maybe + ประโยคสมบูรณ์เพื่อเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้โดยไม่แสดงความมั่นใจเกินไป

แบบฝึกหัด

ผู้พูดแสดงท่าทีแบบใดในประโยค “Maybe that's our bus.”?

  1. ผู้พูดยืนยันแล้วว่านั่นคือรถบัสของพวกเขา
  2. ผู้พูดแน่ใจว่านั่นไม่ใช่รถบัสของพวกเขา
  3. ผู้พูดคิดว่าอาจเป็นไปได้ แต่ยังไม่แน่ใจ
ดูคำตอบ

ผู้พูดคิดว่าอาจเป็นไปได้ แต่ยังไม่แน่ใจ

What else did you spy?

0:23

ลูกแอบดูอะไรมาได้อีก

Well, Chocolate Milk found a dead toad and threw it at Big Belt. วลี

0:25

ก็ นมช็อกโกแลตเจอคางคกตายแล้วก็ปาใส่เข็มขัดยักษ์

วลี

threw it at: โยนสิ่งของไปยังเป้าหมาย

ใน threw it at Big Belt คำว่า it หมายถึง dead toad ที่กล่าวถึงก่อนหน้า และ at ใช้บอกเป้าหมายของการโยน โครงสร้าง throw something at a person or thing เน้นการโยนสิ่งของไปยังเป้าหมายนั้น โดยมักมีนัยว่าต้องการให้โดน จึงอาจฟังดูก้าวร้าวหรือเป็นการแกล้งกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า Ava ส่งบอลให้ Noah รับ?

  1. Ava threw the ball over Noah.
  2. Ava threw the ball at Noah.
  3. Ava threw the ball to Noah.
ดูคำตอบ

Ava threw the ball to Noah.

Big Belt's cousin fell off a fishing boat, กริยาวลี

0:29

ลูกพี่ลูกน้องของเข็มขัดยักษ์ตกจากเรือตกปลา

but he was okay.

0:32

แต่เขาไม่เป็นไร

กริยาวลี

fell off: ตกจากบางสิ่ง

fell off เป็นรูปอดีตของ fall off หมายถึงคนหรือสิ่งของตกจากพื้นผิว วัตถุ หรือยานพาหนะ แล้วไม่ได้อยู่บนนั้นอีกต่อไป off เน้นการแยกออกจากสิ่งที่เคยรองรับหรือพาคนนั้นไป ในประโยคนี้ a fishing boat บอกว่าลูกพี่ลูกน้องตกลงมาจากที่ใด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าเขาพลัดตกจากจักรยานโดยไม่ได้ตั้งใจ

  1. He fell down while walking home.
  2. He got off his bike on the way home.
  3. He fell off his bike on the way home.
ดูคำตอบ

He fell off his bike on the way home.

And Chocolate Milk isn't allowed to drive his car. ไวยากรณ์

0:34

แล้วนมช็อกโกแลตก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถของเขาด้วย

ไวยากรณ์

isn't allowed to drive his ...: ไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถ

isn't allowed to drive หมายถึง Chocolate Milk ไม่มีสิทธิ์หรือไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถ สาเหตุอาจเป็นกฎหรือการตัดสินใจของคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีทักษะในการขับรถ โครงสร้างคือ ประธาน + be + allowed + to + คำกริยารูปพื้นฐาน เมื่อต้องการทำเป็นปฏิเสธ ให้ปฏิเสธที่ be เช่น is not หรือ isn't allowed to drive ใน drive his car คำว่า his ขยาย car และเป็นส่วนหนึ่งของกรรมของ drive ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโครงสร้าง allowed to

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้อย่างถูกต้องว่าผู้มาเยือนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องนี้

  1. Visitors aren't allowed to enter this room.
  2. Visitors don't allow to enter this room.
  3. Visitors aren't able to enter this room.
ดูคำตอบ

Visitors aren't allowed to enter this room.

Did Cherry call?

0:36

Cherry ได้โทรมาไหม

No.

0:38

ไม่

Big Belt did one phone call การใช้คำ

0:38

เข็มขัดยักษ์โทรศัพท์ครั้งหนึ่ง

where he yelled at someone about bricks. วลี

0:40

แล้วเขาก็ตะโกนใส่ใครบางคนเรื่องก้อนอิฐ

การใช้คำ

did one phone call เทียบกับ made one phone call

ในการเล่าเรื่องซ้ำของเด็กคนนี้ did one phone call หมายถึง “โทรศัพท์หนึ่งครั้ง” คำว่า one บอกว่ามีการโทรเพียงครั้งเดียว แต่ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน phone call ไม่ได้ใช้คู่กับ do ตามปกติ ประโยคนี้เข้าใจได้เมื่อเป็นภาษาของตัวละคร ในการพูดและเขียนแบบทั่วไปให้ใช้ make a phone call ส่วนเหตุการณ์ในอดีตเช่นนี้ รูปที่เป็นธรรมชาติคือ made one phone call

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำที่จับคู่กันอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นมาตรฐาน เพื่อบอกว่าผู้พูดเป็นฝ่ายโทรออก

  1. I did a phone call after lunch.
  2. I took a phone call after lunch.
  3. I made a phone call after lunch.
ดูคำตอบ

I made a phone call after lunch.

วลี

yelled at someone about ...: ตะโกนใส่ใครบางคนเพราะเรื่องหนึ่ง

ใน yelled at someone about bricks คำว่า at นำหน้าคนที่ถูกตะโกนใส่ด้วยความโกรธ ส่วน about นำหน้าเรื่องที่เป็นสาเหตุหรือหัวข้อของการตะโกน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ yell at + คน + about + เรื่อง โดยทั่วไป yell at สื่อถึงความโกรธ การตำหนิ หรือความก้าวร้าว ไม่ใช่แค่การใช้เสียงดัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง yell at + คน + about + เรื่อง: The manager ____ the team ____ the missed deadline.

ดูคำตอบ

yelled at · about

Oh, okay.

0:43

โอ้ โอเค

He called them the word you said when the dishwasher broke. น้ำเสียง/เจตนา

0:44

เขาด่าพวกนั้นด้วยคำเดียวกับที่แม่พูดตอนเครื่องล้างจานพังเลย

น้ำเสียง/เจตนา

the word you said when...: การอ้างถึงคำที่ไม่เหมาะสมแบบอ้อม ๆ

ในประโยคนี้ the word you said when the dishwasher broke ไม่ได้หมายถึงคำทั่ว ๆ ไป แต่หมายถึงคำสบถหรือคำที่ไม่เหมาะสมซึ่งผู้ฟังระบุได้จากเหตุการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายจำได้ ผู้พูดกล่าวถึงเหตุการณ์แทนการพูดคำนั้นซ้ำ จึงเป็นการอ้างถึงแบบอ้อม ๆ วิธีพูดเลี่ยงเช่นนี้ช่วยไม่ให้ต้องพูดภาษาที่หยาบคายซ้ำในการสนทนาในครอบครัวหรือเมื่อต้องพูดให้เหมาะกับเด็ก

แบบฝึกหัด

ส่วนที่เน้นทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. ถามชื่อชิ้นส่วนของเครื่องล้างจาน
  2. ชี้ถึงคำที่ไม่เหมาะสมแบบอ้อม ๆ โดยไม่พูดคำนั้นซ้ำ
  3. อธิบายว่าเครื่องล้างจานได้รับการซ่อมอย่างไร
ดูคำตอบ

ชี้ถึงคำที่ไม่เหมาะสมแบบอ้อม ๆ โดยไม่พูดคำนั้นซ้ำ

Oh, dear. น้ำเสียง/เจตนา

0:48

โอ้ ตายจริง

น้ำเสียง/เจตนา

Oh, dear.: ปฏิกิริยาแสดงความกังวลอย่างนุ่มนวล

Oh, dear. เป็นคำอุทานแบบตายตัวที่ใช้แสดงความกังวล ความผิดหวัง ความกระอักกระอ่วน หรือความไม่สบายใจเล็กน้อย เมื่อดูเหมือนว่ามีบางอย่างผิดพลาด ในที่นี้ dear ไม่ใช่คำนามหรือคำเรียกคนที่รัก วลีทั้งหมดทำหน้าที่เป็นปฏิกิริยาที่นุ่มนวลหนึ่งอย่าง

แบบฝึกหัด

เมื่อใช้ Oh, dear. เป็นปฏิกิริยาที่สมบูรณ์ วลีนี้แสดงอะไรได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. ปฏิกิริยาแสดงความกังวลหรือความไม่สบายใจเล็กน้อย
  2. การเรียกบุคคลอย่างสนิทสนม
  3. คำเตือนอย่างรุนแรงว่ามีอันตรายเร่งด่วน
ดูคำตอบ

ปฏิกิริยาแสดงความกังวลหรือความไม่สบายใจเล็กน้อย

These enemies are very confusing.

0:49

ศัตรูพวกนี้น่าสับสนจัง

Ice cream?

0:53

ไอศกรีม?

Ice cream?

0:55

ไอศกรีม?

Ice cream!

0:57

ไอศกรีม!

Can we have one? น้ำเสียง/เจตนา

0:58

พวกหนูกินอันนึงได้ไหม

น้ำเสียง/เจตนา

Can we have one? สำหรับขอสิ่งของหนึ่งชิ้น

Can we have one? เป็นวิธีพูดสุภาพในชีวิตประจำวันที่คนกลุ่มหนึ่งใช้ขอของหนึ่งชิ้นซึ่งพูดถึงไปแล้วหรือมองเห็นอยู่ ตรงนี้ have หมายถึง “ได้รับ หยิบ หรือกิน” ไม่ได้หมายถึง “เป็นเจ้าของถาวร” one ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์ เช่น one ice cream เพื่อไม่ต้องพูดคำนามซ้ำ

แบบฝึกหัด

บนโต๊ะมีคัพเค้กหนึ่งจาน ประโยคใดใช้ขอคัพเค้กหนึ่งชิ้นให้กลุ่มของคุณอย่างสุภาพ

  1. Can we have one?
  2. Can we be one?
  3. Can we own one forever?
ดูคำตอบ

Can we have one?

No.

1:00

ไม่ได้

You got them? ไวยากรณ์

1:03

ได้มาแล้วใช่ไหม

ไวยากรณ์

You got them? คำถามแบบย่อที่ละ Did

ในบริบทนี้ You got them? เป็นคำถามภาษาพูดแบบกันเองที่หมายถึง Did you get them? โดยละกริยาช่วย Did จึงเริ่มคำถามด้วย You ทันที ลำดับคำเหมือนประโยคบอกเล่า You got them. แต่น้ำเสียงคำถามและบริบทแสดงว่าผู้พูดกำลังขอคำยืนยัน Them หมายถึงสิ่งของหลายชิ้นที่ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้วในบทสนทนา

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกประโยคที่ได้ยินให้ตรงทุกคำ สังเกตว่ามีกริยาช่วยอยู่หน้า you หรือไม่

  1. Did you get them?
  2. You got them?
  3. Have you got them?
ดูคำตอบ

You got them?

Yep.

1:04

ใช่

He's getting sprinkles.

1:05

เขากำลังโรยเกล็ดน้ำตาล

Thanks, fellows การใช้คำ

1:07

ขอบใจพวก

การใช้คำ

Thanks, fellows: fellows ในฐานะคำเรียกขานโดยตรง

ใน Thanks, fellows คำว่า fellows เป็นคำเรียกขานที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่ผู้พูดกำลังขอบคุณโดยตรง เครื่องหมายจุลภาคแยกคำขอบคุณสั้น ๆ ออกจากคำเรียกขาน ดังนั้น fellows จึงไม่ใช่กรรมของ thanks ข้อสังเกตที่ใช้ได้ทั่วไปคือ เมื่อชื่อหรือคำเรียกกลุ่มถูกคั่นด้วยจุลภาค คำนั้นมักบอกว่าผู้พูดกำลังพูดกับใคร

แบบฝึกหัด

fellows ทำหน้าที่อะไรใน Thanks, fellows?

  1. คำนี้ใช้เรียกกลุ่มคนที่กำลังได้รับคำขอบคุณโดยตรง
  2. ประโยคนี้บอกว่าคำขอบคุณเป็นของคนชื่อ Fellows
  3. คำนี้หมายความว่าทุกคนในกลุ่มต้องเป็นเพื่อนร่วมงานกัน
ดูคำตอบ

คำนี้ใช้เรียกกลุ่มคนที่กำลังได้รับคำขอบคุณโดยตรง

Hey, Cherry.

1:09

ไง Cherry

No, no, no.

1:10

ไม่ ไม่ ไม่

I can talk. น้ำเสียง/เจตนา

1:11

ฉันคุยได้

น้ำเสียง/เจตนา

I can talk: การบอกว่าสะดวกคุยทางโทรศัพท์

ในบทสนทนาทางโทรศัพท์นี้ I can talk หมายถึงผู้พูดสะดวกคุยในตอนนี้ ผู้พูดกำลังทำให้คนที่โทรมาสบายใจว่า สถานการณ์ปัจจุบันเอื้อให้คุยกันต่อได้ Can ใช้บอกความเป็นไปได้ตามสถานการณ์ได้ ไม่ได้หมายถึงเพียงความสามารถที่เรียนมาหรือความสามารถทางร่างกาย หลังคำถามอย่าง Is this a good time? วลี can talk จึงมักหมายถึงการสะดวกคุย

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบทางโทรศัพท์ด้วย can talk เพื่อแสดงว่าผู้พูดสะดวกคุย: Is this a good time? — Yes, I ____ now.

ดูคำตอบ

can talk

I wonder if anyone wants this spare ice cream. น้ำเสียง/เจตนา

1:12

สงสัยจังว่าจะมีใครอยากได้ไอศกรีมที่เหลือนี้ไหม

น้ำเสียง/เจตนา

I wonder if anyone wants... ในฐานะคำเสนอแบบอ้อม ๆ

I wonder if anyone wants... ดูเหมือนเป็นการพูดว่าผู้พูดสงสัย แต่ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นการเสนอของแบบอ้อม ๆ ผู้พูดเอ่ยถึงของที่มีให้โดยไม่เลือกถามใครเป็นพิเศษ รูปแบบนี้เปิดโอกาสให้คนที่สนใจเสนอตัวเอง และคนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องตอบ ในบริบทอื่น I wonder if... อาจแสดงความสงสัยหรือความไม่แน่ใจจริง ๆ ได้ ความหมายเชิงชวนในที่นี้เกิดจากการมีของให้และการคาดหวังว่าจะมีคนตอบรับ

แบบฝึกหัด

เติมคำในข้อเสนอแบบอ้อม ๆ ต่อกลุ่มด้วยรูปแบบเป้าหมาย: I ____ this extra sandwich.

ดูคำตอบ

wonder if anyone wants

Bingo!

1:16

บิงโก!

Me me me!

1:17

หนู หนู หนู!

Does Me Missus know you're eating ice cream? น้ำเสียง/เจตนา

1:22

มี มิสซัส รู้ไหมว่าคุณลุงกำลังกินไอศกรีมอยู่

น้ำเสียง/เจตนา

Does X know you're...? เพื่อเช็กการปิดบังหรือการอนุญาต

Does X know you're...? ตามความหมายตรงตัวคือถามว่า X รู้เรื่องการกระทำนั้นหรือไม่ ในประโยคนี้ Me Missus อยู่ในตำแหน่ง X และ you're eating ice cream บอกว่ากำลังทำอะไร ในบริบทนี้ คำถามยังสื่อว่าคนนั้นอาจกำลังปิดบังการกระทำหรืออาจไม่ได้รับอนุญาตจาก X ความหมายแฝงนี้เกิดจากสถานการณ์และน้ำเสียง ไม่ได้มาจากไวยากรณ์เพียงอย่างเดียว หากผู้พูดต้องการเพียงข้อมูลจริง ๆ คำถามเดียวกันก็อาจเป็นกลางได้

แบบฝึกหัด

ในบริบทที่เหมาะสม Does your mum know you're riding her bike? อาจสื่อเป็นนัยว่าอะไร?

  1. หมายความว่าแม่กำลังขี่จักรยานกับคุณ
  2. อาจสื่อว่าแม่ยังไม่ได้อนุญาต
  3. ถามว่าคุณรู้หรือไม่ว่าใครเป็นเจ้าของจักรยาน
ดูคำตอบ

อาจสื่อว่าแม่ยังไม่ได้อนุญาต

Who?

1:25

ใครนะ

Me Missus.

1:26

มี มิสซัส

We know he doesn't let you eat pies.

1:27

เรารู้นะว่าเขาไม่ยอมให้คุณลุงกินพาย

Oh, Me Missus. วัฒนธรรม

1:29

อ๋อ มี มิสซัส

You mean Jules? น้ำเสียง/เจตนา

1:31

หนูหมายถึง Jules ใช่ไหม

She's my wife.

1:32

เธอเป็นภรรยาลุงเอง

วัฒนธรรม

Me Missus: รูปไม่เป็นทางการของ my missus

“Me Missus” เป็นการถ่ายทอดวลีภาษาถิ่นแบบไม่เป็นทางการ “my missus” ซึ่งหมายถึง “ภรรยาของฉัน” ในที่นี้ missus ไม่ใช่ชื่อคน ส่วน me เป็นรูปภาษาพูดแบบภาษาถิ่นของ my ที่แสดงความเป็นเจ้าของ คำถามถัดไประบุว่าภรรยาคนนั้นคือ Jules บริบทเล็กน้อยนี้ช่วยแก้ความเข้าใจผิดว่า Me Missus เป็นชื่อคน

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนานี้ Me Missus หมายถึงอะไร?

  1. ผู้ชายชื่อ Me Missus
  2. ชื่อตำแหน่งงานอย่างเป็นทางการ
  3. ภรรยาของผู้พูด
ดูคำตอบ

ภรรยาของผู้พูด

น้ำเสียง/เจตนา

You mean Jules?: ตรวจสอบว่าอีกฝ่ายหมายถึงใคร

“You mean Jules?” ใช้ตรวจสอบว่า Jules คือคนที่อีกฝ่ายกำลังกล่าวถึงหรือไม่ ในโครงสร้างนี้ mean เป็นคำกริยาที่หมายถึง “กล่าวถึง” หรือ “ตั้งใจจะพูดว่า” ไม่ใช่คำคุณศัพท์ mean ที่หมายถึง “ใจร้าย” ใช้ “You mean + คน/สิ่งของ/ความคิด?” เพื่อเปลี่ยนคำพูดที่ไม่ชัดเจนเป็นสิ่งที่คุณคาดว่าน่าจะหมายถึง แล้วขอให้อีกฝ่ายยืนยัน

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาที่ใช้ตรวจสอบว่าอีกฝ่ายกำลังกล่าวถึงอะไรให้สมบูรณ์: You ____ the blue entrance?

ดูคำตอบ

mean

Oh, so she's not your enemy. ลำดับความ

1:33

อ๋อ งั้นเธอก็ไม่ใช่ศัตรูของลุงสิ

ลำดับความ

Oh, so...: สรุปจากข้อมูลใหม่

Oh, so... แสดงว่าผู้พูดเพิ่งปรับความเข้าใจของตนทันที Oh บอกว่าข้อมูลใหม่เพิ่งทำให้เข้าใจ ส่วน so นำเข้าสู่ข้อสรุปจากข้อมูลนั้นว่าเธอไม่ใช่ศัตรูของเขา ในการสนทนา สามารถใช้ Oh, so + ข้อสรุปหลังจากอีกฝ่ายอธิบายบางอย่างได้ so ในที่นี้ไม่ได้เพียงเชื่อมเหตุและผล แต่ยังแสดงว่าผู้พูดนำข้อมูลใหม่มาปรับเป็นข้อสรุปใหม่อย่างไร

แบบฝึกหัด

เพื่อนบอกว่า 'The blue light means the battery is fully charged.' คำตอบใดแสดงว่าคุณเพิ่งปรับความเข้าใจและได้ข้อสรุปจากข้อมูลนั้น

  1. So batteries use electricity.
  2. Oh, so I can unplug it now.
  3. Oh, I charged it yesterday.
ดูคำตอบ

Oh, so I can unplug it now.

Well, not usually. น้ำเสียง/เจตนา

1:36

ก็ ไม่ใช่ซะทีเดียวนะ

น้ำเสียง/เจตนา

Well, not usually: เปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้น

Well, not usually เป็นการแก้ความเข้าใจแบบไม่ปฏิเสธทั้งหมด หมายความว่าคำพูดนั้นไม่จริงในสถานการณ์ส่วนใหญ่ แต่ผู้พูดยังตั้งใจเปิดโอกาสว่าบางครั้งอาจเป็นจริง ในบทสนทนานี้ ข้อยกเว้นเล็ก ๆ นั้นทำให้เกิดความขำขัน Well เป็นสัญญาณว่าคำตอบจะปรับหรือทำให้สิ่งที่เพิ่งพูดซับซ้อนขึ้น แทนที่จะตอบ yes หรือ no ตรง ๆ สามารถใช้รูปแบบ Well, not usually เมื่อต้องการแก้คำพูดที่เด็ดขาดเกินไปอย่างนุ่มนวลและไม่ตัดความเป็นไปได้ทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยวลีภาษาอังกฤษสองคำที่ตรงกับความหมายว่า “ส่วนใหญ่ไม่ใช่ แต่บางครั้งก็ใช่”: 'Do you work late every Friday?' 'Well, ____.'

ดูคำตอบ

not usually

Hey, hang on. กริยาวลี

1:38

เฮ้ย เดี๋ยวก่อนนะ

กริยาวลี

hang on: การหยุดบทสนทนาชั่วครู่

ในที่นี้ hang on หมายถึงรอสักครู่หรือหยุดก่อน ไม่ได้หมายถึงการจับหรือยึดบางสิ่งตามตัวอักษร ผู้พูดใช้คำนี้เพื่อขัดจังหวะบทสนทนา เพราะเพิ่งนึกคำถามใหม่ขึ้นมาได้ ในบทสนทนา hang on มักส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีคำถาม การแก้ไข หรือการนึกบางอย่างขึ้นได้อย่างกะทันหันตามมา

แบบฝึกหัด

ในประโยค Hey, hang on คำว่า hang on ขอให้อีกฝ่ายทำอะไร

  1. ผู้พูดต้องการให้อีกฝ่ายหยุดสักครู่
  2. ผู้พูดกำลังบอกให้ใครบางคนจับสิ่งของไว้
  3. ผู้พูดต้องการจบบทสนทนา
ดูคำตอบ

ผู้พูดต้องการให้อีกฝ่ายหยุดสักครู่

Have you been spying on us? โน้ต

1:38

พวกหนูแอบดูพวกเราอยู่เหรอ

ไวยากรณ์

Have you been spying: การถามถึงการกระทำที่ดำเนินมาในช่วงล่าสุด

Have you been spying เป็นคำถามรูป present perfect continuous มีโครงสร้าง Have + ประธาน + been + กริยา-ing? ใช้ถามถึงกิจกรรมที่เริ่มก่อนหน้านี้และดำเนินต่อเนื่องหรือเกิดซ้ำในช่วงที่ผ่านมาไม่นาน ในประโยคนี้ ผู้พูดเห็นเบาะแสในปัจจุบันและถามว่าการสอดแนมดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ กิจกรรมนั้นอาจยังเกิดขึ้นอยู่หรือเพิ่งหยุดไปไม่นาน จุดเน้นอยู่ที่กิจกรรมที่ดำเนินมาและความเชื่อมโยงกับปัจจุบัน ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีตเพียงครั้งเดียว

แบบฝึกหัด

คุณพบว่าแล็ปท็อปยังอุ่นอยู่และต้องการถามว่ามีใครใช้มันในช่วงที่ผ่านมาไม่นานหรือไม่ เลือกคำถามที่เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Have you been using my laptop?
  2. Did you use my laptop last Tuesday?
  3. Do you use my laptop every Tuesday?
ดูคำตอบ

Have you been using my laptop?

กริยาวลี

spying on us: spy on + บุคคล

spy on + บุคคล หมายถึงการแอบสังเกตหรือเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคนนั้น โดยมักไม่ได้รับอนุญาต ใน spying on us คำว่า us หมายถึงคนที่ถูกสอดแนม เมื่อระบุเป้าหมายของการสอดแนม on จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างนี้ ต้องใช้ spy on someone ไม่ใช่ spy someone

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “แอบสอดแนมใครบางคน”: Why were they spying ____ their neighbors?

ดูคำตอบ

on

Yes, cuz you're our enemy. การใช้คำ

1:41

ใช่ เพราะพวกคุณเป็นศัตรูของเรา

การใช้คำ

cuz: การสะกด because แบบไม่เป็นทางการ

cuz เป็นการสะกด because แบบไม่เป็นทางการอย่างมาก ในประโยคนี้ใช้เพื่อนำเสนอเหตุผลของคำตอบ คือ you're our enemy ในทางไวยากรณ์ cuz ทำหน้าที่เหมือน because และในที่นี้ตามด้วยอนุประโยคที่สมบูรณ์ การสะกดแบบนี้ใช้แทนภาษาพูดสบาย ๆ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเขียนมาตรฐาน

แบบฝึกหัด

cuz เหมาะที่จะใช้ในประโยคจากรายงานที่เป็นทางการนี้หรือไม่: The test failed cuz the battery was empty.

  1. เหมาะสม
  2. ไม่เหมาะสม ควรใช้ because
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม ควรใช้ because

Really?

1:43

จริงเหรอ

How come? วลี

1:44

ทำไมล่ะ

วลี

How come?: ถามเหตุผลแบบไม่เป็นทางการ

How come? เป็นวิธีถามเหตุผลหรือขอคำอธิบายแบบไม่เป็นทางการ เมื่อใช้เดี่ยว ๆ อาจสื่อถึงความประหลาดใจ ความอยากรู้ หรือความไม่ค่อยเชื่อเล็กน้อยได้ ขึ้นอยู่กับน้ำเสียง เมื่อมีอนุประโยคเต็มตามหลัง ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า เช่น How come you left early? ต่างจากคำถามที่ใช้ why เพราะโดยทั่วไปจะไม่สลับตำแหน่งด้วย do/does/did

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นคำถามแบบไม่เป็นทางการที่ใช้ how come ได้เป็นธรรมชาติ?

  1. How come did you knew my name?
  2. How come do you know my name?
  3. How come you know my name?
ดูคำตอบ

How come you know my name?

You're digging up our grass. กริยาวลี

1:45

คุณกำลังขุดหญ้าของเรา

กริยาวลี

digging up: ขุดเปิดพื้นหรือขุดเอาบางสิ่งออกมา

ในประโยคนี้ digging up หมายถึงการขุดเปิดและพลิกพื้นดินที่มีหญ้าปกคลุม คำว่า up เพิ่มความหมายด้านผลลัพธ์ คือพื้นผิวถูกเปิดหรือถูกรบกวน ไม่ใช่เพียงแค่มีการเคลื่อนไหวแบบขุดเท่านั้น กริยาวลีเดียวกันยังหมายถึงการขุดเอาบางสิ่งออกจากพื้นได้ เช่น dig up a buried box ผลลัพธ์ที่แน่นอนขึ้นอยู่กับกรรม ถ้ากรรมเป็นพื้นดิน พื้นจะถูกขุดเปิด แต่ถ้าเป็นของที่ฝังอยู่ ของนั้นจะถูกนำออกมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ขุดออกมา”: The puppy tried to ____ a toy buried in the garden.

ดูคำตอบ

dig up

Oh, yeah.

1:47

อ๋อ ใช่

I guess we are. น้ำเสียง/เจตนา

1:47

ลุงว่าก็คงงั้น

น้ำเสียง/เจตนา

I guess we are: การยอมรับอย่างนุ่มนวล

ในที่นี้ I guess ไม่ได้หมายถึงการเดาสุ่มโดยไม่มีเหตุผล แต่ช่วยทำให้การยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดถูกฟังดูนุ่มนวลขึ้น และเพิ่มน้ำเสียงลังเลหรือยอมตามเล็กน้อย we are รับช่วงจากสิ่งที่อีกฝ่ายพูดไว้ก่อนหน้าโดยไม่ต้องพูดซ้ำทั้งหมด โครงสร้างสั้น ๆ I guess + ประธาน + กริยาช่วย ใช้ยอมรับประเด็นของอีกฝ่ายโดยไม่พูดตรงหรือหนักแน่นเกินไป

แบบฝึกหัด

เมื่อตอบข้อสังเกตหรือคำวิจารณ์เล็กน้อยจากอีกฝ่าย I guess we are. น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด

  1. ผู้พูดเดาสุ่มโดยไม่มีหลักฐาน
  2. ผู้พูดปฏิเสธสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอย่างหนักแน่น
  3. ผู้พูดยอมรับอย่างนุ่มนวลว่าอีกฝ่ายพูดถูก
ดูคำตอบ

ผู้พูดยอมรับอย่างนุ่มนวลว่าอีกฝ่ายพูดถูก

My kids like to spy too.

1:49

ลูกๆ ลุงก็ชอบแอบดูเหมือนกัน

What else did you find out? กริยาวลี

1:50

พวกหนูรู้อะไรอีกบ้างล่ะ

กริยาวลี

find out: สืบหาข้อมูล

find out หมายถึงการได้รู้หรือค้นพบข้อมูลผ่านการถาม การสังเกต การอ่าน การตรวจสอบ หรือการสืบค้น ใน What else did you find out? ผู้พูดกำลังถามว่าอีกฝ่ายได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมา ใจความสำคัญคือการเปลี่ยนจากไม่รู้เป็นรู้ สิ่งที่ตามหลังมักเป็นข้อเท็จจริง คำตอบ หรืออนุประโยคข้อมูลที่ขึ้นต้นด้วย what, who, why, whether เป็นต้น ไม่ใช่สิ่งของที่ถูกตามหา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสองคำจากบทเรียนนี้: We need to ____ why the alarm went off.

ดูคำตอบ

find out

We know all about your boat. วลี

1:52

เรารู้เรื่องเรือของคุณลุงหมดเลย

วลี

know all about: รู้เรื่องบางอย่างเป็นอย่างดี

โครงสร้าง know all about ตามด้วยบุคคล สิ่งของ หรือหัวข้อ หมายถึงมีข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นมาก คำว่า all ทำให้ความหมายหนักแน่นกว่า know about ในการสนทนาทั่วไป all มักใช้เพื่อเน้น และไม่ได้รับรองตามตัวอักษรว่ารู้ทุกรายละเอียด ในประโยคนี้ ผู้พูดกล่าวอย่างมั่นใจว่าพวกเขารู้เรื่องเรือลำนั้นมากอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ know all about: Ask Maya about cameras; she ____ them.

ดูคำตอบ

knows all about

And that Cherry is Chocolate Milk's enemy.

1:54

และรู้ว่า Cherry คือศัตรูของนมช็อกโกแลต

Chocolate Milk?

1:56

นมช็อกโกแลต?

Oh, you mean Chippy.

1:58

อ๋อ หนูหมายถึง Chippy

Oh, yeah, well,

1:59

อ้อ ใช่ อืม

I guess he and Cherry are enemies at the moment. วลี

2:00

ลุงเดาว่าเขาและ Cherry เป็นศัตรูกันอยู่ในตอนนี้

วลี

at the moment: สถานการณ์ที่เป็นจริงอยู่ตอนนี้

at the moment หมายถึง “ตอนนี้” หรือ “ในเวลาปัจจุบัน” โดยจำกัดข้อความให้อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบัน และมักสื่อว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อวางหลัง enemies ในที่นี้ จึงแสดงว่าความสัมพันธ์ที่ไม่ดีของทั้งคู่เป็นเพียงสภาพในตอนนี้ ไม่ได้บอกว่าพวกเขาจะเป็นศัตรูกันตลอดไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ตอนนี้พอดี”: The manager is busy ____, but she'll call you later.

ดูคำตอบ

at the moment

But they're trying to be friends again. วลี

2:03

แต่พวกเขากำลังพยายามกลับมาเป็นเพื่อนกันอีก

วลี

trying to be friends again: พยายามฟื้นฟูมิตรภาพเดิม

try to + คำกริยา หมายถึงพยายามทำให้เป้าหมายสำเร็จ ในประโยคนี้เป้าหมายคือ be friends ดังนั้นทั้งสองคนจึงกำลังพยายามซ่อมแซมความสัมพันธ์ของตน trying บอกว่ากำลังอยู่ในขั้นพยายาม ไม่ได้บอกว่าสำเร็จแล้ว again บอกว่าทั้งสองเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน และตอนนี้ต้องการกลับไปมีความสัมพันธ์นั้นอีกครั้ง ดังนั้น be friends again จึงหมายถึงฟื้นฟูมิตรภาพเดิม ไม่ใช่เริ่มเป็นเพื่อนกันเป็นครั้งแรก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงคนสองคนกำลังพยายามซ่อมแซมมิตรภาพที่เคยมีมาก่อน

  1. They're trying to be friends again.
  2. They're becoming friends for the first time.
  3. They're pretending to be friends.
ดูคำตอบ

They're trying to be friends again.

Oh.

2:06

โอ้