เวลามีอยู่จริงหรือไม่? - แอนดรูว์ ซิมเมอร์แมน โจนส์: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้สำรวจว่าเวลาเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจักรวาล หรือเป็นคุณสมบัติอุบัติใหม่ที่เกิดจากระบบโดยรวม โดยเชื่อมโยงตั้งแต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพและเอนโทรปี ไปจนถึงสมการที่ไม่มีเวลา รวมทั้งอุปมาเรื่องมหาสมุทรและเฟรมภาพยนตร์ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. woven into the very fabric of the universe. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าอุปมาเรื่องการทอผ้าทำให้เวลาถูกมองเป็นส่วนที่แยกจากโครงสร้างพื้นฐานของจักรวาลไม่ได้ และนำภาพพจน์ลักษณะเดียวกันไปใช้อธิบายแนวคิดทางวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาที่เป็นนามธรรมให้เห็นภาพชัดขึ้น 2. gain disorder or entropy — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: สังเกตการวางคำทั่วไป “disorder” คู่กับศัพท์เทคนิค “entropy” เพื่อช่วยอธิบายศัพท์เฉพาะ และใช้รูปแบบนี้ตีความคำที่ไม่คุ้นเคยในงานเขียนวิทยาศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป 3. don't exist / do exist — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า do ที่ใช้เน้นความหมายทำให้ความต่างระหว่างสิ่งที่ไม่มีในองค์ประกอบแต่ละชิ้นกับสิ่งที่มีจริงในระบบทั้งหมดเด่นชัดอย่างไร และใช้รูปแบบนี้อธิบายคุณสมบัติอุบัติใหม่ได้อย่างชัดเจน
คำอธิบายในบทเรียนนี้
cycles of the natural world: รูปแบบธรรมชาติที่เกิดซ้ำ
ในประโยคนี้ cycles of the natural world หมายถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดซ้ำเป็นรูปแบบอย่างสม่ำเสมอ เช่น กลางวันกับกลางคืนหรือฤดูกาล cycle คือกระบวนการที่วนซ้ำ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดเพียงครั้งเดียว ในที่นี้ cycles เป็นคำนามที่ใช้ในบริบททางวิทยาศาสตร์และการอธิบาย ไม่ได้หมายถึง “จักรยานหลายคัน” รูปพหูพจน์แสดงว่ามีวัฏจักรที่เกิดซ้ำมากกว่าหนึ่งวัฏจักร
แบบฝึกหัด
cycles of the natural world ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- เหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในธรรมชาติ
- การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดซ้ำเป็นรูปแบบอย่างสม่ำเสมอ
- การเดินทางผ่านธรรมชาติด้วยจักรยาน
ดูคำตอบ
การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดซ้ำเป็นรูปแบบอย่างสม่ำเสมอ
from day to night and season to season to build calendars. ไวยากรณ์
0:27จากกลางวันเป็นกลางคืน และฤดูกาลสู่ฤดูกาลเพื่อสร้างปฏิทิน
from day to night and season to season: รูปแบบการเปลี่ยนแปลงสองแบบ
วลีนี้รวมรูปแบบสองแบบเข้าด้วยกัน from day to night ใช้ from X to Y เพื่อระบุจุดปลายที่ต่างกันของการเปลี่ยนแปลงหรือช่วงหนึ่ง โดย day เป็นด้านเริ่มต้นและ night เป็นด้านสิ้นสุด season to season ใช้ X to X โดยซ้ำหน่วยเวลาเดิม หมายถึง “จากฤดูกาลหนึ่งไปยังฤดูกาลถัดไป” จึงเน้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดซ้ำตลอดฤดูกาลที่ต่อเนื่องกัน เมื่อนำสองส่วนมารวมกัน จะช่วยจัดข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรายวันที่สั้นกว่าและการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลที่ยาวกว่า
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ ใช้ from X to Y ในช่องแรกเพื่อแสดงการเปลี่ยนจากเช้าสู่เย็น และใช้ X to X ในช่องที่สองเพื่อแสดงฤดูกาลที่เกิดซ้ำ: The temperature changes ____ and ____.
ดูคำตอบ
from morning to evening · season to season
More precise timekeeping, like sundials and mechanical clocks,
0:31การบอกเวลาที่แม่นยำยิ่งขึ้น เช่น นาฬิกาแดดและนาฬิกากลไก
eventually came along to put time in more convenient boxes. โน้ต
0:36ได้ถือกำเนิดขึ้นในที่สุด เพื่อจัดเวลาให้อยู่ในหน่วยที่สะดวกยิ่งขึ้น
came along: ปรากฏขึ้นหรือเริ่มมีให้ใช้ในภายหลัง
ในประโยคนี้ came along หมายถึง “ปรากฏขึ้นหรือเริ่มมีให้ใช้ในภายหลัง” ประธานกล่าวถึงวิธีบอกเวลาที่แม่นยำกว่า ดังนั้นวลีนี้จึงบอกถึงพัฒนาการในช่วงที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปตามเส้นทาง ใช้ come along ในความหมายนี้เมื่อเล่าว่าบุคคล โอกาส แนวคิด เทคโนโลยี หรือวิธีแก้ปัญหาเข้ามาในสถานการณ์เมื่อเวลาผ่านไป Eventually ช่วยเน้นว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นหลังจากรอคอยหรือผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ come along ในความหมายว่า “ปรากฏขึ้นหรือเริ่มมีให้ใช้ในภายหลัง”: A safer design eventually ____ and replaced the older model.
ดูคำตอบ
came along
put time in more convenient boxes: อุปมาสำหรับการจัดระเบียบเวลา
Put time in more convenient boxes เป็นอุปมา โดยจินตนาการว่าเวลาเป็นสิ่งต่อเนื่องที่สามารถแบ่งและใส่ลงในภาชนะได้ “กล่อง” ในที่นี้ไม่ใช่วัตถุจริง แต่หมายถึงหน่วยหรือหมวดหมู่ที่มีประโยชน์ เช่น วินาที ชั่วโมง และวันที่ ถ้อยคำนี้แสดงให้เห็นว่าการบอกเวลาอย่างแม่นยำทำอะไรได้บ้าง นั่นคือแบ่งเวลาเป็นช่วงที่ตกลงใช้ร่วมกันเพื่อให้วัด บันทึก เปรียบเทียบ และวางแผนได้ง่ายขึ้น เมื่อแนวคิดนามธรรมถูกอธิบายด้วยคำเกี่ยวกับพื้นที่ที่เป็นรูปธรรม เช่น put, in และ boxes ให้มองหาความสัมพันธ์ด้านการจัดระเบียบแทนการแปลทีละคำตามตัวอักษร
แบบฝึกหัด
put time in more convenient boxes ในตัวอย่างหมายถึงอะไร?
- เก็บนาฬิกาไว้ในภาชนะที่พกพาได้ง่ายกว่า
- ย้ายของเก่าลงกล่องตามอายุของสิ่งของ
- แบ่งและจัดเวลาเป็นหน่วยที่มีประโยชน์
ดูคำตอบ
แบ่งและจัดเวลาเป็นหน่วยที่มีประโยชน์
But what exactly is it that we're measuring? ไวยากรณ์
0:40แต่สิ่งที่เรากำลังวัดอยู่นั้นคืออะไรกันแน่?
What exactly is it that we're measuring?: คำถามแบบเน้นย้ำ
คำถาม What exactly is it that we're measuring? เป็นคำถามที่เน้นย้ำ โดย what ระบุสิ่งที่ยังไม่รู้ exactly ต้องการคำตอบที่เจาะจง และกรอบ is it that ช่วยเน้นสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น ในที่นี้ it ไม่ได้แทนสิ่งที่กล่าวถึงก่อนหน้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ใช้เน้นจุดสำคัญ เมื่อเทียบกับคำถามที่ง่ายกว่าอย่าง What are we measuring? รูปแบบนี้แสดงว่าผู้พูดกำลังถอยมาพิจารณาและตั้งคำถามกับนิยามพื้นฐานอีกครั้ง โครงสร้าง What exactly is it that + subject + verb? สามารถนำไปใช้เพื่อระบุสิ่งหรือประเด็นที่แท้จริงในการสนทนาได้อย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
เติมคำถามให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างเน้นจุดสำคัญ: What exactly ____ this machine detects?
ดูคำตอบ
is it that
in our heads: ความคิดหรือการรับรู้ ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ
in our heads เป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบในที่นี้ หมายถึงบางสิ่งมีอยู่ในฐานะความคิด การรับรู้ หรือสิ่งที่จิตสร้างขึ้น ไม่ได้มีอยู่ในความเป็นจริงทางกายภาพ ส่วน our ในคำถามนี้หมายถึงมนุษย์โดยรวม การนำไปเปรียบต่างกับ physically exists ทำให้เกิดสองความเป็นไปได้ คือเวลาอาจมีอยู่จริงอย่างเป็นกลาง หรืออาจเป็นวิธีที่จิตมนุษย์ใช้จัดระเบียบประสบการณ์ สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งจริงภายในศีรษะของคน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ in someone's head เพื่อหมายถึงความเชื่อที่อาจเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ
- The criticism may have been only in Leo's head.
- Leo put the hat on his head.
- The surgeon found swelling inside Leo's head.
ดูคำตอบ
The criticism may have been only in Leo's head.
and it's hard to imagine the universe without it. ไวยากรณ์
0:54และยากที่จะจินตนาการถึงจักรวาลที่ปราศจากเวลา
it's hard to imagine + นามวลีหรือสถานการณ์
ใน it's hard to imagine คำว่า it ทำหน้าที่เป็นประธานสมมติ ส่วนสิ่งหรือสถานการณ์ที่จินตนาการได้ยากจะอยู่หลัง imagine ในประโยคนี้คือ the universe without it ใช้ It's hard to imagine + นามวลีหรืออนุประโยค เพื่อบอกว่าแนวคิดหนึ่งจินตนาการหรือเชื่อได้ยาก คำว่า hard บอกความยากของการจินตนาการ ไม่ได้บอกคุณสมบัติของสิ่งนั้นเอง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีตรงตามบทเรียนที่หมายถึง “จินตนาการได้ยาก”: ____ a city with no roads.
ดูคำตอบ
It's hard to imagine
But our understanding of time started getting complicated thanks to Einstein. โน้ต
0:57แต่ความเข้าใจเรื่องเวลาของเราเริ่มซับซ้อนขึ้นต้องขอบคุณไอน์สไตน์
started getting + คำคุณศัพท์ เพื่อบอกการเริ่มเปลี่ยนสภาพ
Started getting complicated หมายถึง “เริ่มซับซ้อนขึ้น” โดย started บอกจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และ getting + คำคุณศัพท์ แสดงการเปลี่ยนสภาพ วลีนี้เน้นกระบวนการ คือความเข้าใจกำลังเปลี่ยนจากสภาพที่เรียบง่ายกว่าไปสู่สภาพที่ซับซ้อนกว่า ส่วน was complicated จะบอกเพียงสภาพ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีตรงตามบทเรียนที่หมายถึง “เริ่มซับซ้อนมากขึ้น”: After three new rules were added, the process ____.
ดูคำตอบ
started getting complicated
thanks to: ใช้บอกสาเหตุ
ในประโยคนี้ thanks to ใช้บอกสาเหตุของผลลัพธ์ กล่าวคือ ผลงานของไอน์สไตน์ทำให้ความเข้าใจเรื่องเวลาของเราซับซ้อนขึ้น ในที่นี้หมายถึง “เนื่องจาก” ไม่ใช่ “เพื่อแสดงความขอบคุณต่อ” วลีนี้ใช้กับผลลัพธ์ที่ดี ไม่ดี หรือเป็นกลางก็ได้ ต้องดูผลลัพธ์และน้ำเสียงเพื่อ判断ว่าผู้พูดกำลังรู้สึกขอบคุณ บอกเหตุผลอย่างเป็นกลาง พูดขำ ๆ หรือกล่าวโทษ
แบบฝึกหัด
ใน “Thanks to the heavy rain, the game was canceled,” คำว่า thanks to หมายความว่าอะไร?
- เนื่องจากฝนตกหนัก
- เพื่อแสดงความขอบคุณต่อฝนตกหนัก
- หลังจากฝนตกหนัก
ดูคำตอบ
เนื่องจากฝนตกหนัก
His theory of relativity tells us that time passes for everyone, วัฒนธรรม
1:03ทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขาบอกเราว่าเวลาผ่านไปสำหรับทุกคน
theory of relativity: ทฤษฎีฟิสิกส์ของไอน์สไตน์
Theory of relativity เป็นชื่อมาตรฐานของแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์เกี่ยวกับอวกาศ เวลา การเคลื่อนที่ และแรงโน้มถ่วง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวให้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อช่วยให้เข้าใจว่าเวลาไม่ได้ทำงานเหมือนกันทุกประการสำหรับทุกคน ให้อ่านวลีทั้งหมดเป็นชื่อของทฤษฎีฟิสิกส์ ในที่นี้ relativity ไม่ได้หมายถึงเพียงว่าสองสิ่งมีความเกี่ยวข้องกัน
แบบฝึกหัด
ในบทความวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับไอน์สไตน์ theory of relativity หมายถึงอะไร?
- ทฤษฎีฟิสิกส์ของไอน์สไตน์เกี่ยวกับอวกาศ เวลา การเคลื่อนที่ และแรงโน้มถ่วง
- วิธีตรวจสอบว่านาฬิกาเที่ยงตรงหรือไม่
- แนวคิดทั่วไปที่ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเชื่อมโยงกัน
ดูคำตอบ
ทฤษฎีฟิสิกส์ของไอน์สไตน์เกี่ยวกับอวกาศ เวลา การเคลื่อนที่ และแรงโน้มถ่วง
but doesn't always pass at the same rate for people in different situations, วลี
1:07แต่ไม่ได้ผ่านไปในอัตราเดียวกันเสมอไปสำหรับผู้คนในสถานการณ์ที่ต่างกัน
doesn't always pass at the same rate: ไม่ได้ไหลด้วยอัตราเท่ากันเสมอ
ในที่นี้ time passes หมายถึงเวลาเดินไปข้างหน้า และ pass at a rate บอกว่าเวลาผ่านไปเร็วเพียงใด ส่วน at the same rate ใช้เปรียบเทียบความเร็วนั้นระหว่างบุคคลหรือสถานการณ์ doesn't always หมายถึง “ไม่ใช่ทุกกรณี” ไม่ใช่ “ไม่เคย” ดังนั้นประโยคนี้จึงบอกว่าอัตราอาจต่างกันในบางสถานการณ์ แต่ไม่ได้บอกว่าต่างกันในทุกสถานการณ์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่านาฬิกาสองเรือนอาจเดินด้วยอัตราเท่ากันในบางครั้ง แต่ไม่ใช่ในทุกสถานการณ์
- The two clocks always run at the same rate.
- The two clocks never run at the same rate.
- The two clocks don't always run at the same rate.
ดูคำตอบ
The two clocks don't always run at the same rate.
like those traveling close to the speed of light วัฒนธรรม
1:12เช่น ผู้ที่เดินทางด้วยความเร็วใกล้แสง
close to the speed of light: ใกล้ความเร็วแสง
close to the speed of light หมายถึงเคลื่อนที่ด้วยค่าความเร็วที่ใกล้กับความเร็วแสง ในที่นี้ close to ขยายค่าของความเร็ว ไม่ได้หมายถึงการอยู่ใกล้แสงหรือแหล่งกำเนิดแสงในเชิงตำแหน่ง ในตัวอย่างเรื่องสัมพัทธภาพนี้ การเดินทางด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสงเป็นสภาวะสุดขั้วที่เวลาอาจผ่านไปด้วยอัตราต่างกันสำหรับผู้เดินทางและผู้สังเกตคนอื่น
แบบฝึกหัด
close to the speed of light ในที่นี้หมายถึงอะไร
- เคลื่อนที่ช้าเพื่อให้แสงตามทัน
- เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เกือบเท่าความเร็วแสง
- เคลื่อนที่ในอวกาศใกล้โคมไฟหรือแหล่งกำเนิดแสงอื่น
ดูคำตอบ
เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เกือบเท่าความเร็วแสง
หลุมดำมวลยิ่งยวด
supermassive black hole คือหลุมดำที่มีมวลมหาศาล โดยทั่วไปมีมวลเป็นหลายล้านหรือหลายพันล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ ในคำนามประสมนี้ supermassive ขยายคำว่า black hole ทั้งคำ ไม่ได้หมายถึงสีหรือหลุมธรรมดา ในที่นี้ การโคจรรอบหลุมดำชนิดนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นสภาวะแรงโน้มถ่วงสุดขั้ว ซึ่งเวลาอาจเดินด้วยอัตราที่แตกต่างออกไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยศัพท์ดาราศาสตร์สองคำที่หมายถึง “หลุมดำที่มีมวลมหาศาล”: A ____ may sit at the center of a galaxy.
ดูคำตอบ
supermassive black hole
Einstein resolved the malleability of time by combining it with space to define spacetime, โน้ต
1:18ไอน์สไตน์ไขปัญหาสภาพยืดหยุ่นของเวลาโดยรวมมันเข้ากับอวกาศเพื่อนิยามกาลอวกาศ (Spacetime)
สภาพที่เปลี่ยนแปลงได้ของเวลา
ในวลี the malleability of time คำว่า malleability หมายถึงความสามารถที่จะถูกเปลี่ยนแปลงหรือหล่อหลอม คำนี้ใช้เชิงเปรียบเทียบ เวลาไม่ใช่วัสดุที่ใช้ค้อนทุบขึ้นรูปได้ แต่ก็ไม่ได้ถูกมองว่าคงที่อย่างสมบูรณ์ โครงสร้าง the malleability of + noun ใช้เรียกคุณสมบัติของสิ่งที่คำนามนั้นระบุ ในที่นี้ of time บอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้คือเวลา ส่วนคำนามที่เป็นทางการอย่าง malleability ทำให้แนวคิดนี้มีน้ำเสียงเชิงวิทยาศาสตร์และเป็นนามธรรม
แบบฝึกหัด
the malleability of time ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?
- เวลาเป็นโลหะที่ใช้ค้อนทุบให้เป็นรูปทรงได้
- เวลาสามารถเก็บไว้ในภาชนะที่นุ่มได้
- เวลาอาจเปลี่ยนแปลงหรือถูกกำหนดรูปแบบโดยสภาวะทางกายภาพ
ดูคำตอบ
เวลาอาจเปลี่ยนแปลงหรือถูกกำหนดรูปแบบโดยสภาวะทางกายภาพ
by combining it with space: by + คำกริยา-ing เพื่อบอกวิธีการ
by combining it with space บอกว่าไอน์สไตน์ได้ผลลัพธ์นั้นด้วยวิธีใด ในที่นี้ by หมายถึง “ด้วยการทำ...” combining เป็นรูป -ing ที่ใช้หลัง by และ it หมายถึง time รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ ผลลัพธ์ + by + คำกริยา-ing ใช้ตอบคำถามว่า “ทำได้อย่างไร”
แบบฝึกหัด
ใช้ by และรูป -ing ของ combine เติมประโยคให้สมบูรณ์: The team saved time ____ the two meetings.
ดูคำตอบ
by combining
spacetime: อวกาศและเวลาในฐานะโครงสร้างเดียวกัน
spacetime เป็นศัพท์ฟิสิกส์ที่มองอวกาศและเวลาเป็นโครงสร้างสี่มิติหนึ่งเดียว ได้แก่ มิติของอวกาศสามมิติและมิติของเวลาอีกหนึ่งมิติ แนวคิดนี้เป็นสิ่งเดียวที่รวมกัน ไม่ใช่เพียงรายการของสองสิ่งที่แยกจากกัน ในประโยคนี้ คำดังกล่าวแสดงว่าเวลาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเดียวกับอวกาศ
แบบฝึกหัด
ในวิชาฟิสิกส์ spacetime หมายถึงอะไร
- รายการที่มองอวกาศและเวลาเป็นหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
- นาฬิกาที่ใช้วัดเวลาในการเดินทางผ่านอวกาศ
- กรอบแนวคิดที่รวมอวกาศและเวลาเป็นหนึ่งเดียวในสี่มิติ
ดูคำตอบ
กรอบแนวคิดที่รวมอวกาศและเวลาเป็นหนึ่งเดียวในสี่มิติ
which can bend but behaves in consistent, predictable ways. การใช้คำ
1:24ซึ่งสามารถบิดโค้งได้ แต่มีพฤติกรรมในรูปแบบที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้
can bend: ความโค้งของปริภูมิ-เวลา
ในที่นี้ can bend ใช้อธิบายปริภูมิ-เวลา ไม่ใช่วัตถุธรรมดาที่ถูกพับงอ ในวิชาฟิสิกส์ bend เป็นคำอธิบายที่เข้าใจง่ายว่าปริภูมิ-เวลาอาจมีความโค้ง กล่าวคือ เรขาคณิตของมันเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีมวลและพลังงาน Can นำเสนอความสามารถนี้ว่าเป็นสมบัติอย่างหนึ่งของปริภูมิ-เวลา ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่ามีใครใช้มือพับปริภูมิ-เวลาเหมือนแผ่นกระดาษ
แบบฝึกหัด
ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ spacetime can bend หมายความว่าอย่างไร
- มีคนใช้มือพับปริภูมิ-เวลาได้
- ปริภูมิ-เวลาจะแตกเป็นชิ้น ๆ เสมอ
- ปริภูมิ-เวลาอาจมีเรขาคณิตที่โค้งได้
ดูคำตอบ
ปริภูมิ-เวลาอาจมีเรขาคณิตที่โค้งได้
woven into the very fabric of the universe: ส่วนที่แยกออกไม่ได้
วลีนี้ใช้ภาพเปรียบเทียบจากการทอผ้า โดยนึกภาพเวลาเป็นเส้นด้ายที่ถูกทอเข้าไปในผืนผ้า จึงสื่อว่าเวลาเป็นส่วนที่แยกออกไม่ได้จากโครงสร้างพื้นฐานของจักรวาล ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาภายหลัง ในที่นี้ fabric หมายถึงโครงสร้างเบื้องลึก ไม่ใช่ผ้าจริง ๆ ใน the very fabric คำว่า very เน้นตัวโครงสร้างนั้นเอง โดยเฉพาะระดับที่ลึกหรือพื้นฐานที่สุด ไม่ใช่คำวิเศษณ์ very ที่แปลว่า มาก
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ภาพเปรียบเทียบจากการทอเพื่อบอกว่าความไว้วางใจเป็นส่วนพื้นฐานที่แยกออกไม่ได้จากองค์กร
- Trust is folded beside the organization.
- Trust covers the organization with real cloth.
- Trust is woven into the fabric of the organization.
ดูคำตอบ
Trust is woven into the fabric of the organization.
But there's a big question it didn't fully resolve.
1:35แต่มีคำถามใหญ่ข้อหนึ่งที่มันไม่ได้ไขคำตอบได้อย่างสมบูรณ์
through space ... through time: การเคลื่อนที่ข้ามมิติ
through ใช้บรรยายได้ทั้งการเคลื่อนที่ผ่านเส้นทางที่จับต้องได้และการเคลื่อนที่ภายในมิติเชิงนามธรรม through space มองอวกาศเป็นสิ่งที่เราเดินทางข้ามได้ ส่วน through time มองเวลาเป็นเส้นทางหรือลำดับที่เราเคลื่อนไปตามนั้น วลีทั้งสองสร้างการเปรียบเทียบแบบขนาน เราเคลื่อนไปในอวกาศได้ทุกทิศทาง แต่เคลื่อนไปตามเวลาได้เพียงทิศทางเดียว หากเขียนส่วนหลังเต็ม ๆ จะเป็น but we can move through time in only one direction โดยละคำที่ซ้ำเพราะโครงสร้างขนานทำให้เข้าใจได้อยู่แล้ว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ through เพื่อมองเวลาเป็นมิติที่สามารถเคลื่อนผ่านได้
- The hero runs through a doorway to escape.
- The hero finishes the mission in time.
- The science-fiction story sends its hero through time to the year 2150.
ดูคำตอบ
The science-fiction story sends its hero through time to the year 2150.
No matter what we do: ผลลัพธ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
No matter what we do เปิดอนุประโยคแสดงการยอมรับเงื่อนไข โดยครอบคลุมการกระทำทุกอย่างที่เป็นไปได้ แล้วบอกว่าข้อความในประโยคหลักยังคงเป็นจริงในทุกกรณี ในประโยคนี้ ไม่ว่าคนเราจะทำอะไร ก็เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่กล่าวถึงอดีตไม่ได้ รูปแบบคือ no matter what + ประธาน + กริยา แล้วตามด้วยประโยคหลัก หลัง what ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: no matter what we do ไม่ใช่ no matter what do we do
แบบฝึกหัด
เรียงคำ no matter / what / we / do ให้เป็นวลีแสดงการยอมรับเงื่อนไขที่ถูกต้อง: ____, the deadline will not change.
ดูคำตอบ
No matter what we do
stubbornly behind us: อุปมาถึงอดีตที่ย้อนกลับไม่ได้
ประโยคนี้นำภาพเรื่องพื้นที่มาอธิบายเวลา: เมื่อเราเดินไปข้างหน้า อดีตก็ถูกมองว่าอยู่ข้างหลังเรา ตรงนี้ behind us ไม่ได้บอกตำแหน่งจริงของร่างกาย แต่หมายถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นได้ผ่านไปแล้ว stubbornly ทำให้อดีตดูเหมือนเป็นคนที่ไม่ยอมขยับหรือเปลี่ยนแปลง คำนี้เพิ่มความรู้สึกต่อต้านและเน้นว่าทิศทางของเวลาไม่อาจย้อนกลับได้ง่าย ๆ
แบบฝึกหัด
stubbornly behind us ในประโยคนี้สื่อความหมายหลักว่าอะไร
- อดีตกำลังเดินตามผู้พูดอยู่จริง ๆ
- ผู้พูดไม่ยอมหันไปมองด้านหลังของร่างกาย
- อดีตได้เกิดขึ้นแล้ว และเวลาจะไม่หันย้อนกลับ
ดูคำตอบ
อดีตได้เกิดขึ้นแล้ว และเวลาจะไม่หันย้อนกลับ
the arrow of time: ทิศทางของเวลาจากอดีตไปสู่อนาคต
the arrow of time เป็นศัพท์ที่ใช้กันในฟิสิกส์และปรัชญา หมายถึงทิศทางของเวลาที่ดูเหมือนเคลื่อนจากอดีตไปสู่อนาคต ในที่นี้คำดังกล่าวตั้งชื่อให้กับรูปแบบทางเดียวที่กล่าวถึงในแนวคิดก่อนหน้า arrow เป็นอุปมาที่มองเห็นเป็นภาพได้ เพราะลูกศรชี้ไปทางเดียว คำนี้จึงแทนทิศทาง ไม่ใช่วัตถุจริง วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าเวลาเร็ว แต่หมายความว่าเรารับรู้เวลาและกระบวนการหลายอย่างว่าเคลื่อนไปได้เพียงทางเดียว
แบบฝึกหัด
the arrow of time ในประโยคนี้เป็นชื่อของอะไร
- ลูกศรจริงที่ใช้วัดเวลา
- ความเร็วที่เวลาผ่านไปในช่วงเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น
- ทิศทางทางเดียวของเวลาจากอดีตไปสู่อนาคต
ดูคำตอบ
ทิศทางทางเดียวของเวลาจากอดีตไปสู่อนาคต
we instinctively know that the coloring will drift out from the drop,
1:57เรารู้โดยสัญชาตญาณว่าสีจะกระจายออกจากหยด
Imagine watching... เพื่อสร้างการทดลองทางความคิด
Imagine watching... เป็นการชวนผู้ฟังให้สร้างภาพเหตุการณ์ในใจและมองดูราวกับว่ากำลังเกิดขึ้นจริง ส่วน the opposite หมายถึงผลลัพธ์หรือกระบวนการที่ย้อนกลับจากสิ่งที่เพิ่งอธิบายไป ในที่นี้ ประโยคนี้ใช้ตั้งการทดลองทางความคิด โดยพาผู้ฟังเข้าสู่ตัวอย่างสมมติที่ตรงข้ามกับความเป็นจริง เพื่อให้ผู้พูดใช้ภาพเปรียบต่างที่จินตนาการขึ้นในขั้นต่อไปของคำอธิบาย หน้าที่หลักจึงไม่ใช่การออกคำสั่งอย่างแข็งกร้าว
แบบฝึกหัด
ประโยคนี้มีหน้าที่หลักอะไรในคำอธิบาย?
- ชวนผู้ฟังให้นึกภาพกระบวนการตรงกันข้ามแบบสมมติสำหรับคำอธิบายขั้นต่อไป
- บอกว่ากระบวนการตรงกันข้ามกำลังเกิดขึ้นจริง
- สั่งให้ผู้ฟังหยุดดูกระบวนการปัจจุบัน
ดูคำตอบ
ชวนผู้ฟังให้นึกภาพกระบวนการตรงกันข้ามแบบสมมติสำหรับคำอธิบายขั้นต่อไป
Here, we'd recognize time as unfolding backwards. ไวยากรณ์
2:07ในกรณีนี้ เราจะรับรู้ว่าเวลากำลังเดินถอยหลัง
recognize X as Y: ระบุว่า X คือ Y
recognize X as Y หมายถึงการระบุหรือเข้าใจว่า X มีสถานะ ประเภท หรือลักษณะตามที่ Y บอกไว้ ในประโยคนี้ X คือ time และ Y คือ unfolding backwards ดังนั้นหลักฐานในสถานการณ์สมมติจะทำให้เราตีความว่าเวลากำลังเคลื่อนไปย้อนทาง as ตรงนี้ใช้เชื่อมไปยังผลของการระบุ ไม่ได้หมายถึง while (“ขณะที่”) ส่วน we'd ย่อมาจาก we would และแสดงว่านี่คือข้อสรุปที่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่จินตนาการไว้
แบบฝึกหัด
เติมคำที่ใช้เชื่อมไปยังผลการจัดประเภทในโครงสร้าง recognize X as Y: The judges recognized the painting ____ an original.
ดูคำตอบ
as
spreads out ... collects together: ทิศทางผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม
spread out หมายถึงเคลื่อนจากบริเวณที่รวมตัวหนาแน่นไปสู่บริเวณที่กว้างขึ้น ส่วน collect together หมายถึงเคลื่อนจากตำแหน่งที่แยกกันมารวมเป็นกลุ่มเดียวหรืออยู่ในที่เดียวกัน คำว่า out และ together บอกผลลัพธ์ของการเคลื่อนที่แต่ละแบบ จึงต้องเข้าใจคำกริยาคู่กับคำที่ตามมา ในประโยคนี้ กริยาวลีทั้งสองแสดงทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ตรงกันข้าม สีผสมอาหารเปลี่ยนจากการรวมตัวหนาแน่นเป็นการกระจายตัว ไม่ใช่จากการกระจายตัวกลับมารวมตัวหนาแน่น
แบบฝึกหัด
ใช้ spread out และ collect together อย่างละหนึ่งครั้งในรูปที่ถูกต้อง: Yesterday, after entering the park, the visitors ____ across the lawns. At closing time, they ____ near the exit.
ดูคำตอบ
spread out · collected together
In physics, this is described by the second law of thermodynamics, วัฒนธรรม
2:18ในทางฟิสิกส์ สิ่งนี้อธิบายได้ด้วยกฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์
the second law of thermodynamics: กฎทางวิทยาศาสตร์
the second law of thermodynamics เป็นชื่อกฎทางฟิสิกส์เกี่ยวกับทิศทางของกระบวนการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเอง สำหรับระบบโดดเดี่ยว เอนโทรปีรวมจะไม่ลดลง แต่จะคงเดิมหรือเพิ่มขึ้น หลักการนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมสีจึงกระจายไปในน้ำตามปกติ แทนที่จะกลับมารวมที่จุดเดียวได้เอง คำว่า law ในที่นี้หมายถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายพฤติกรรมของธรรมชาติ ไม่ใช่กฎหมายที่รัฐบาลกำหนด
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ the second law of thermodynamics หมายถึงอะไร?
- กฎของรัฐบาลที่ควบคุมการใช้พลังงาน
- กฎทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับทิศทางของกระบวนการธรรมชาติและเอนโทรปี
- อุปกรณ์สำหรับวัดว่าเวลาผ่านไปเร็วเพียงใด
ดูคำตอบ
กฎทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับทิศทางของกระบวนการธรรมชาติและเอนโทรปี
which says that systems will gain disorder or entropy over time. การใช้คำ
2:23ซึ่งระบุว่าระบบจะมีความไม่เป็นระเบียบหรือเอนโทรปีเพิ่มขึ้นตามเวลา
gain disorder or entropy: or ที่ใช้ขยายความ
ใน gain disorder or entropy คำว่า or ทำหน้าที่ขยายความ โดย entropy เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของแนวคิดที่เกริ่นด้วยคำที่คุ้นเคยกว่าอย่าง disorder ไม่ได้เสนอสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันสองอย่างให้เลือก ในที่นี้ gain หมายถึงคุณสมบัติอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นตามเวลา ในคำอธิบายวิทยาศาสตร์สำหรับคนทั่วไป disorder ช่วยให้เข้าใจ entropy ได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่นิยามทางวิทยาศาสตร์ที่ครบถ้วน
แบบฝึกหัด
ในที่นี้ or ใน disorder or entropy ทำหน้าที่หลักอะไร?
- เพื่อบอกว่า entropy มีความหมายตรงข้ามกับ disorder
- เพื่อเสนอ disorder และ entropy เป็นตัวเลือกสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
- เพื่อใช้คำทั่วไป disorder ช่วยอธิบายศัพท์เฉพาะ entropy
ดูคำตอบ
เพื่อใช้คำทั่วไป disorder ช่วยอธิบายศัพท์เฉพาะ entropy
Systems in our universe move from order to disorder, วลี
2:29ระบบในจักรวาลของเราเคลื่อนจากความเป็นระเบียบไปสู่ความไม่เป็นระเบียบ
from order to disorder: โครงสร้างการเปลี่ยนแปลง from X to Y
ใน from X to Y นั้น X แสดงสถานะเริ่มต้น ส่วน Y แสดงสถานะภายหลังหรือทิศทางของการเปลี่ยนแปลง ในที่นี้ order คือสภาวะเริ่มต้น และ disorder คือสภาวะที่ระบบกำลังมุ่งไป เมื่อใช้กับคำกริยาอย่าง move, change, go และ shift โครงสร้างนี้สามารถบรรยายการเปลี่ยนสภาวะหรือแนวโน้มได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการเคลื่อนที่ทางกายภาพ ในประโยคนี้ order หมายถึงสภาวะที่เป็นระเบียบ ไม่ได้หมายถึงคำสั่งหรือรายการสั่งซื้อ
แบบฝึกหัด
ใช้ from ... to ... โดยให้ weak เป็นสถานะเริ่มต้นและ strong เป็นสถานะสุดท้าย: The signal changed ____.
ดูคำตอบ
from weak to strong
It is that property ... that defines: เน้นปัจจัยชี้ขาดด้วยโครงสร้างประโยคเน้น
โครงสร้าง It is X that ... เป็นประโยคเน้นที่ทำให้ X เด่นเป็นพิเศษ ในที่นี้ X คือ that property of the universe ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่กล่าวไว้ก่อนหน้าในการเคลื่อนจากความเป็นระเบียบไปสู่ความไร้ระเบียบ ผู้พูดเน้นว่าคุณสมบัตินี้ต่างหาก ไม่ใช่ปัจจัยอื่น ที่กำหนดทิศทางของลูกศรแห่งเวลา it ตัวแรกเป็นคำที่ใช้เติมตำแหน่งในโครงสร้าง ไม่ใช่คำสรรพนามที่อ้างถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อตัดกรอบการเน้นออก ประโยคพื้นฐานคือ That property of the universe defines the direction of time's arrow.
แบบฝึกหัด
ใช้โครงสร้าง It was X that ... เพื่อเน้น the backup battery: ____ the backup battery ____ kept the lights on.
ดูคำตอบ
It was · that
it should be in our most fundamental equations describing the universe, right?
2:41มันควรจะอยู่ในสมการพื้นฐานที่สุดของเราที่อธิบายจักรวาล ใช่ไหม?
If time is such a fundamental property: สร้างข้อสมมติด้วย if และ such a
อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if ใช้ตั้งข้อสมมติสำหรับขั้นต่อไปของการให้เหตุผล ในที่นี้ if ไม่จำเป็นต้องแสดงว่าผู้พูดสงสัยอย่างมาก ความหมายโดยประมาณคือ “ถ้าเรายอมรับว่าเวลามีสถานะเช่นนี้ ผลที่ตามมาก็ควรสมเหตุสมผล” รูปแบบนี้ใช้อธิบายสิ่งที่นับได้หนึ่งสิ่งซึ่งมีคุณสมบัติเด่นชัด: such a + adjective + singular count noun ลำดับที่ถูกต้องคือ such a fundamental property ไม่ใช่ a such fundamental property ในประโยคนี้ such เน้นย้ำว่าคุณสมบัตินั้น fundamental มาก
แบบฝึกหัด
จัด serious และ problem ให้อยู่ในรูปแบบ such a ที่ถูกต้อง: If this is ____, we should deal with it today.
ดูคำตอบ
such a serious problem
We currently have two sets of equations that govern physics. การใช้คำ
2:46ปัจจุบันเรามีชุดสมการสองชุดที่ควบคุมฟิสิกส์
equations that govern physics: ความหมายเชิงนามธรรมของ govern
ใน equations that govern physics คำว่า govern หมายถึงการกำหนดกฎหรือหลักการที่ควบคุมว่าสิ่งหนึ่งทำงานอย่างไร ในที่นี้สมการถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ นี่เป็นการใช้แบบเป็นทางการและเป็นนามธรรม ไม่ใช่การจัดการงานในชีวิตประจำวัน คำว่า that govern physics ประกอบกันเป็นอนุประโยคสัมพัทธ์ที่ขยาย equations และบอกบทบาทของสมการเหล่านั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ govern ในความหมายเชิงนามธรรมและเป็นทางการแบบเดียวกับตัวอย่าง
- These rules govern how personal data is stored.
- Maya manages the project schedule.
- The mayor governs the city with an elected council.
ดูคำตอบ
These rules govern how personal data is stored.
General relativity ... quantum physics: ทฤษฎีสำหรับขนาดที่แตกต่างกัน
General relativity คือทฤษฎีของไอน์สไตน์เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงและปริภูมิ-เวลา ทฤษฎีนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการอธิบายดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ กาแล็กซี และระบบขนาดใหญ่อื่น ๆ ส่วน Quantum physics อธิบายสสารและพลังงานในระดับอะตอมและเล็กกว่าอะตอม ประโยคนี้ใช้ while เพื่อเปรียบเทียบทฤษฎีทั้งสองตามขนาด General เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเฉพาะ General relativity ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งที่ธรรมดาหรือทั่วไป
แบบฝึกหัด
ข้อความใดตรงกับความหมายของ General relativity และ quantum physics ในประโยคมากที่สุด
- General relativity is mainly used for gravity and large-scale systems, while quantum physics describes atomic and subatomic behavior.
- General relativity and quantum physics are two names for exactly the same theory.
- General relativity explains only atoms, while quantum physics explains only planets and galaxies.
ดูคำตอบ
General relativity is mainly used for gravity and large-scale systems, while quantum physics describes atomic and subatomic behavior.
very large things ... the very small: การเปรียบต่างแบบขนานตามระดับขนาด
very large things และ the very small สร้างการเปรียบต่างแบบขนาน โดย while เชื่อมอนุประโยคทั้งสองและช่วยจัดทฤษฎีตามระดับขนาด ทฤษฎีหนึ่งอธิบายโลกในระดับใหญ่ ส่วนอีกทฤษฎีอธิบายโลกในระดับจุลภาค the + adjective ใน the very small ทำให้ small ทำหน้าที่คล้ายคำนามและหมายถึงสิ่งที่เล็กมากในฐานะกลุ่มกว้าง ๆ ไม่ได้หมายถึงเพียงคุณสมบัติของความเล็ก การใช้รูปสั้นนี้สร้างความสมดุลกับ very large things ที่ระบุคำนามอย่างชัดเจน และทำให้เห็นการแบ่งประเภทได้ง่าย
แบบฝึกหัด
การจับคู่ very large things กับ the very small ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- วลีนี้ใช้ the very small เป็นชื่อของทฤษฎีที่สาม
- วลีนี้จัดทฤษฎีทั้งสองตามระดับขนาดของสิ่งที่แต่ละทฤษฎีอธิบาย
- วลีนี้บอกว่าสิ่งขนาดใหญ่ทุกอย่างจะเล็กลงในที่สุด
ดูคำตอบ
วลีนี้จัดทฤษฎีทั้งสองตามระดับขนาดของสิ่งที่แต่ละทฤษฎีอธิบาย
One of the biggest goals in theoretical physics over the last half century
2:58หนึ่งในเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฟิสิกส์ทฤษฎีในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
has been reconciling the two into one fundamental theory of everything. โน้ต
3:02คือการรวมทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นทฤษฎีแห่งสรรพสิ่งที่เป็นพื้นฐานเดียว
has been reconciling the two: การบอกเนื้อหาของเป้าหมายระยะยาว
ในที่นี้ has been เชื่อมเป้าหมายเข้ากับช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาและแสดงว่าเป้าหมายนั้นยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน ส่วน reconciling the two บอกเนื้อหาของเป้าหมาย นั่นคือการนำทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและฟิสิกส์ควอนตัมมารวมกันเป็นทฤษฎีที่สอดคล้องกันหนึ่งเดียว แม้ has been reconciling จะดูเหมือนกริยารูป present perfect continuous แต่ประธานคือ one of the biggest goals ในประโยคนี้ has been เป็นรูป present perfect ของ be และ reconciling the two เป็นส่วนเติมเต็มรูป -ing ที่บอกว่าเป้าหมายคืออะไร เปรียบเทียบกับรูปต่อเนื่องจริงใน Researchers have been trying to reconcile the two ซึ่ง researchers เป็นผู้ทำการกระทำที่ดำเนินต่อเนื่อง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ reduce ใช้ has been + -ing เพื่อบอกเป้าหมายที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน: One of our main goals over the past year ____ food waste.
ดูคำตอบ
has been reducing
theory of everything ในทางฟิสิกส์
ในฟิสิกส์ทฤษฎี theory of everything คือกรอบทฤษฎีเดียวที่เสนอขึ้นเพื่อรวมและอธิบายปฏิสัมพันธ์พื้นฐานทางฟิสิกส์ทั้งหมดอย่างสอดคล้องกัน ในประโยคนี้ คำนี้หมายถึงผลลัพธ์ที่หวังว่าจะได้จากการรวมทฤษฎีสองทฤษฎีที่กล่าวถึงก่อนหน้า ในที่นี้ everything มีขอบเขตเฉพาะทาง คือกฎและแรงพื้นฐานของฟิสิกส์ ไม่ได้หมายถึงทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับทุกเหตุการณ์ ทุกข้อเท็จจริง หรือทุกคำถามในชีวิตประจำวัน
แบบฝึกหัด
ในบริบททางฟิสิกส์นี้ theory of everything หมายถึงอะไร?
- ความเชื่อส่วนตัวที่อธิบายทุกการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
- สารานุกรมที่รวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดที่มนุษย์รู้
- กรอบทฤษฎีเดียวที่มุ่งรวมปฏิสัมพันธ์พื้นฐานทางฟิสิกส์ทั้งหมด
ดูคำตอบ
กรอบทฤษฎีเดียวที่มุ่งรวมปฏิสัมพันธ์พื้นฐานทางฟิสิกส์ทั้งหมด
There have been many attempts, none yet proven, ไวยากรณ์
3:09มีความพยายามมากมาย แต่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้
none yet proven: ส่วนขยายความรูปถูกกระทำแบบย่อ
none yet proven เป็นส่วนขยายความแบบย่อของ many attempts รูปเต็มคือ none of them have yet been proven ซึ่งหมายถึง “ยังไม่มีความพยายามใดได้รับการพิสูจน์จนถึงตอนนี้” none ย้อนกลับไปอ้างถึง attempts ส่วน proven เป็นกริยาช่อง 3 ที่บอกสถานะรูปถูกกระทำ คำว่า yet หมายถึง “จนถึงตอนนี้” และยังเปิดโอกาสว่าอาจพิสูจน์ได้ในภายหลัง เครื่องหมายจุลภาคเชื่อมคำอธิบายสั้นนี้กับวลีนามก่อนหน้าโดยไม่ต้องกล่าวอนุประโยคเต็มซ้ำ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปแบบถูกกระทำแบบย่อเหมือน none yet proven ได้ถูกต้อง?
- Several treatments have been proposed, none have yet approved.
- Several treatments have been proposed, none yet approving.
- Several treatments have been proposed, none yet approved.
ดูคำตอบ
Several treatments have been proposed, none yet approved.
treat time in different ways: ความหมายนามธรรมของ treat
ใน treat time in different ways คำว่า treat หมายถึง “จัดการ นำเสนอ หรือแทนสิ่งหนึ่งภายในทฤษฎีหรือแบบจำลอง” ประเด็นคือทฤษฎีต่าง ๆ ให้บทบาทแก่เวลาไม่เหมือนกัน หรืออธิบายเวลาแตกต่างกัน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ treat X in a particular way ซึ่งมักใช้อธิบายว่าทฤษฎี แบบจำลอง หนังสือ หรือระบบจัดการกับหัวข้อหนึ่งอย่างไร ในที่นี้ treat ไม่ได้หมายถึง “รักษา” หรือ “เลี้ยงหรือออกเงินให้ใคร”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ treat ในความหมายนามธรรมแบบเดียวกับตัวอย่าง
- The two reports treat privacy in different ways.
- I'll treat you to lunch after the meeting.
- The clinic can treat this injury today.
ดูคำตอบ
The two reports treat privacy in different ways.
Oddly enough, one contender called the Wheeler-DeWitt equation doesn't include time at all. โน้ต
3:14ที่น่าแปลกคือ ผู้ท้าชิงหนึ่งที่เรียกว่าสมการวีลเลอร์-เดอวิตต์ ไม่รวมเวลาไว้เลย
Oddly enough: การเกริ่นข้อเท็จจริงที่เหนือความคาดหมาย
Oddly enough เป็นคำแสดงความเห็นที่วางไว้ต้นประโยค มีความหมายว่า “น่าประหลาดใจ” หรือ “น่าแปลกที่” คำนี้บอกผู้ฟังว่าข้อเท็จจริงที่จะตามมาขัดกับสิ่งที่คนทั่วไปคาดไว้ หน้าที่ของคำนี้คือจัดระเบียบการนำเสนอข้อมูล ไม่ได้เปลี่ยนเนื้อหาของข้อเท็จจริง ในที่นี้คำนี้ชี้ว่าการไม่มีเวลาอยู่ในสมการคือส่วนที่เหนือความคาดหมาย ส่วน enough เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดให้บางสิ่งมาในปริมาณที่เพียงพอ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำแสดงความเห็นต้นประโยคสองคำจากบทนี้ ซึ่งใช้บอกว่าข้อเท็จจริงนั้นเหนือความคาดหมาย: ____, the smallest box was the heaviest.
ดูคำตอบ
Oddly enough
the Wheeler-DeWitt equation: ชื่อเฉพาะของสมการทางฟิสิกส์ทฤษฎี
the Wheeler-DeWitt equation เป็นชื่อเฉพาะของสมการทางฟิสิกส์ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพยายามอธิบายแรงโน้มถ่วงควอนตัม สมการนี้อยู่ในแนวทางเชิงทฤษฎีที่ยังไม่ได้รับการยืนยันด้วยการทดลอง ข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต่อการเข้าใจประโยคนี้คือ สมการดังกล่าวไม่มีตัวแปรเวลาภายนอกแบบทั่วไป Wheeler และ DeWitt เป็นนามสกุล จึงควรมองทั้งวลีเป็นชื่อเดียว ไม่ใช่แปลแต่ละส่วนเหมือนคำทั่วไป
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ the Wheeler-DeWitt equation หมายถึงอะไร
- อุปกรณ์ที่ใช้วัดเวลา
- กฎทั่วไปสำหรับจัดตารางเหตุการณ์
- ชื่อเฉพาะของสมการทางฟิสิกส์ทฤษฎี
ดูคำตอบ
ชื่อเฉพาะของสมการทางฟิสิกส์ทฤษฎี
doesn't include time at all: ใช้ at all เพื่อเน้นการปฏิเสธ
ใน doesn't include time at all คำว่า at all ช่วยเน้นการปฏิเสธใน doesn't include ประโยคนี้หมายความว่าสมการดังกล่าวไม่มีเวลาอยู่เลย โดยเน้นชัดกว่าการพูดเพียง doesn't include time รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ not ... at all ซึ่งเน้นการไม่มีอยู่โดยสิ้นเชิงหรือมีระดับเป็นศูนย์ ในที่นี้ at all ขยายใจความปฏิเสธทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงเวลาทั้งหมด
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ at all อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเน้นการปฏิเสธโดยสิ้นเชิง
- The medicine at all helped.
- The medicine helped at all.
- The medicine didn't help at all.
ดูคำตอบ
The medicine didn't help at all.
Like all current theories of everything, that equation is speculative. การใช้คำ
3:21เช่นเดียวกับทฤษฎีแห่งสรรพสิ่งในปัจจุบันทั้งหมด สมการนั้นเป็นเพียงการคาดเดา
speculative: อาจเป็นไปได้แต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ในที่นี้ speculative หมายความว่าสมการนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอมายืนยัน คำนี้บอกสถานะของหลักฐานในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าสมการนั้นผิดอย่างแน่นอน ในการอภิปรายทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ คำคุณศัพท์นี้ช่วยแยกแนวคิดที่ยังต้องตรวจสอบออกจากข้อสรุปที่ได้รับการยอมรับแล้ว
แบบฝึกหัด
ในการอภิปรายทางวิทยาศาสตร์ “The explanation is speculative” น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด?
- อาจเป็นไปได้ แต่หลักฐานยังไม่ได้ยืนยัน
- ได้รับการพิสูจน์อย่างแน่นอนสมบูรณ์แล้ว
- ถูกเลือกเพียงเพราะอธิบายได้ง่าย
ดูคำตอบ
อาจเป็นไปได้ แต่หลักฐานยังไม่ได้ยืนยัน
as a thought experiment: วางกรอบการให้เหตุผลจากสถานการณ์สมมติ
วลีเกริ่นนำ as a thought experiment กำหนดกรอบสำหรับทำความเข้าใจข้อมูลที่จะตามมา โดยบอกผู้ฟังให้มองสถานการณ์ถัดไปเป็นกรณีสมมติสำหรับใช้เหตุผล ไม่ใช่รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การทดลองทางความคิดสำรวจผลที่อาจตามมาด้วยการจินตนาการเงื่อนไขหนึ่งขึ้นมา จึงช่วยสนับสนุนหรือทดสอบแนวคิดได้โดยไม่ต้องทำการทดลองจริงในห้องปฏิบัติการ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสี่คำที่ใช้วางกรอบกรณีสมมติสำหรับการให้เหตุผล: ____, imagine that humans could breathe underwater.
ดูคำตอบ
As a thought experiment
if it or a similar time-starved equation turned out to be true, โน้ต
3:28หากสมการนั้นหรือสมการที่ 'ขาดแคลนเวลา' ที่คล้ายกันกลายเป็นจริง
time-starved equation: ใช้ -starved เพื่อสื่อถึงการขาดอย่างรุนแรง
ในที่นี้ time-starved equation หมายถึงสมการที่ไม่มีเวลาอยู่ในสมการ กล่าวคือ เวลาไม่ได้เป็นตัวแปรหรือองค์ประกอบ Starved ไม่ได้หมายถึงความหิวทางกาย แต่ใช้เชิงเปรียบเทียบเพื่อทำให้การขาดนั้นดูรุนแรงและชัดเจน รูปแบบ คำนาม + -starved สร้างคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “ขาดสิ่งนั้นอย่างรุนแรง” เช่น resource-starved โดย time-starved ทำหน้าที่ขยาย equation เป็นหน่วยเดียว
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ time-starved equation หมายถึงอะไร
- สมการที่สร้างโดยนักวิทยาศาสตร์ผู้หิวโหย
- สมการที่ใช้เวลาแก้นานเกินไป
- สมการที่ไม่มีเวลาเป็นองค์ประกอบ
ดูคำตอบ
สมการที่ไม่มีเวลาเป็นองค์ประกอบ
turned out to be true: ผลลัพธ์ที่มารู้ในภายหลัง
Turned out to be true หมายถึง “ในที่สุดก็พบหรือพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง” รูปแบบ turn out to be + ส่วนเติมเต็ม ใช้บอกผลลัพธ์สุดท้าย ซึ่งมักเกิดหลังจากช่วงที่ยังไม่แน่ใจ การตรวจสอบ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ดำเนินไป เนื่องจากในที่นี้วลีนี้อยู่หลัง if ผู้พูดจึงกำลังสมมติความเป็นไปได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากในที่สุดพิสูจน์ได้ว่าสมการนั้นเป็นจริง Turned out ไม่ได้หมายถึงการหันตัวหรือออกไปจากสถานที่จริง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ในที่สุดก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นจริง”: After the records were checked, her claim ____.
ดูคำตอบ
turned out to be true
would that mean that time doesn't exist at the most fundamental level? วลี
3:32นั่นจะหมายความว่าเวลาไม่มีอยู่จริงในระดับพื้นฐานที่สุดหรือไม่?
at the most fundamental level: ในระดับพื้นฐานที่สุด
at the most fundamental level หมายถึงเมื่อพิจารณาหลักการหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ลึกที่สุด ในที่นี้ level คือชั้นของการวิเคราะห์ ไม่ใช่ชั้นของอาคารหรือระดับข้อสอบ วลีนี้จำกัดขอบเขตของข้อกล่าวอ้าง กล่าวคือ บางสิ่งอาจยังดูเหมือนมีอยู่จริงหรือมีประโยชน์ในประสบการณ์ประจำวัน แม้ว่าจะไม่ใช่องค์ประกอบพื้นฐานในทฤษฎีระดับลึกที่สุดก็ตาม
แบบฝึกหัด
อ่านข้อความนี้: The programs look different, but at the most fundamental level, they follow the same logic. at the most fundamental level บอกอะไรเรา?
- หมายถึงชั้นบนสุดของอาคาร
- หมายถึงชั้นพื้นฐานที่ลึกที่สุดของการวิเคราะห์
- หมายถึงข้อสอบง่ายสำหรับผู้เริ่มต้น
ดูคำตอบ
หมายถึงชั้นพื้นฐานที่ลึกที่สุดของการวิเคราะห์
generated by the limitations of the way we perceive the universe? ไวยากรณ์
3:40ที่เกิดจากข้อจำกัดในวิธีที่เรามองเห็นจักรวาลหรือไม่?
some sort of illusion: ภาพลวงตาบางชนิด
some sort of illusion หมายถึงภาพลวงตาหรือสิ่งที่ดูไม่ตรงกับความจริงโดยไม่ได้ระบุชนิดที่แน่นอน ในที่นี้ sort หมายถึงชนิด ไม่ใช่การจัดสิ่งของตามลำดับ some sort of ทำให้ความคิดนั้นไม่เฉพาะเจาะจงและฟังดูระมัดระวังขึ้น ผู้พูดกำลังเสนอประเภทที่อาจเป็นไปได้ ไม่ได้ยืนยันอย่างแน่นอนว่าเวลาเป็นภาพลวงตา
แบบฝึกหัด
อ่านข้อความนี้: The face in the window may be some sort of illusion. some sort of ทำให้ความหมายเป็นอย่างไร?
- ระบุภาพลวงตาชนิดหนึ่งทางวิทยาศาสตร์อย่างแม่นยำ
- ทำให้การจัดประเภทเป็นเพียงการคาดคะเนและยังไม่แน่นอน
- บอกว่ามีคนกำลังจัดภาพลวงตาตามลำดับ
ดูคำตอบ
ทำให้การจัดประเภทเป็นเพียงการคาดคะเนและยังไม่แน่นอน
the way we perceive: การบอกว่าการรับรู้เกิดขึ้นอย่างไร
the way we perceive the universe เป็นวลีคำนาม หมายถึง “วิธีที่เรารับรู้จักรวาล” หรือ “เรารับรู้จักรวาลอย่างไร” ในที่นี้ way หมายถึง “วิธี” ไม่ใช่ “ถนน” หลัง the way ส่วน we perceive the universe ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าปกติ รูปแบบ the way + ประธาน + กริยา ใช้บอกวิธีที่คนกระทำ คิด หรือมีประสบการณ์ต่อสิ่งหนึ่ง ในโครงสร้างนี้ไม่เติม how หลัง the way
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ the way + อนุประโยคได้ถูกต้องในความหมายว่า “วิธีที่เราแก้ปัญหา”?
- The training changed the way do we solve problems.
- The training changed the way how we solve problems.
- The training changed the way we solve problems.
ดูคำตอบ
The training changed the way we solve problems.
the wrong way of thinking about it: การตั้งคำถามต่อกรอบความคิด
the wrong way of thinking about it หมายความว่าแนวทางหรือกรอบที่ใช้ทำความเข้าใจหัวข้อนั้นอาจไม่ถูกต้อง เป็นการตั้งคำถามต่อวิธีพิจารณาประเด็น ไม่ได้หมายความว่าข้อเท็จจริงหรือข้อสรุปทุกอย่างผิดเสมอไป โครงสร้างคือ the/a + way of + -ing: the wrong way of thinking about it ในประโยคเต็ม maybe ช่วยให้คำวิจารณ์ไม่ตรงเกินไปและเปิดโอกาสให้มีมุมมองอื่น
แบบฝึกหัด
เติมวลีที่ตรงกับความหมายว่า “กรอบที่ไม่เหมาะสมสำหรับพิจารณาปัญหา” ให้ครบประโยค: Blaming one person may be ____ the problem.
ดูคำตอบ
the wrong way of thinking about
maybe it could exist as an emergent one. การใช้คำ
3:52บางทีมันอาจมีอยู่ในฐานะคุณสมบัติที่อุบัติขึ้น (Emergent property)
Instead of asking: เปลี่ยนกรอบคำถาม
Instead of asking ใช้เกริ่นคำถามหรือแนวคิดที่ผู้พูดต้องการเปลี่ยน ในประโยคนี้ การถามว่าเวลาเป็นคุณสมบัติพื้นฐานหรือไม่คือกรอบคำถามเดิม จากนั้นอนุประโยคหลักจึงเสนอกรอบใหม่ว่าเวลาอาจเป็นคุณสมบัติอุบัติใหม่ โครงสร้างคือ instead of + คำนามหรือรูป -ing ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย asking ไม่ใช่การกระทำหลัก แต่เป็นตัวเลือกที่ถูกละไว้ ส่วนอนุประโยคหลักทำหน้าที่บอกทิศทางใหม่
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคที่ใช้ Instead of asking อย่างถูกต้องเพื่อเปลี่ยนจากคำถามหนึ่งไปเป็นอีกคำถามหนึ่ง
- Instead of asking why the old plan failed, let's ask what we can improve.
- Instead of ask why the old plan failed, let's ask what we can improve.
- Instead asking why the old plan failed, let's ask what we can improve.
ดูคำตอบ
Instead of asking why the old plan failed, let's ask what we can improve.
exist as an emergent one: มีอยู่ในฐานะคุณสมบัติระดับระบบ
exist as an emergent one หมายถึง “มีอยู่ในฐานะคุณสมบัติอุบัติใหม่” คำว่า one ใช้แทนคำนาม property ที่กล่าวถึงก่อนหน้า ดังนั้น an emergent one จึงตรงข้ามกับ a fundamental property ในวิทยาศาสตร์และปรัชญา emergent ใช้อธิบายลักษณะที่เกิดขึ้นในระดับของระบบโดยรวมจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ แม้ส่วนประกอบแต่ละส่วนจะไม่มีลักษณะนั้นก็ตาม คำนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุฉุกเฉินหรือเพียงแค่เป็นสิ่งใหม่
แบบฝึกหัด
สมมติว่านักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบ a fundamental property กับ an emergent one คำว่า an emergent one หมายถึงอะไร
- คุณสมบัติที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ภายในระบบโดยรวม
- ปัญหาเร่งด่วนที่คุกคามระบบ
- คุณสมบัติที่มีอยู่แล้วในทุกส่วนประกอบแยกกัน
ดูคำตอบ
คุณสมบัติที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ภายในระบบโดยรวม
don't exist ... but do exist: do เพื่อเน้นคำยืนยัน
ประโยคนี้สร้างความต่างอย่างชัดเจนระหว่างการปฏิเสธกับการยืนยัน กล่าวคือ คุณสมบัตินี้ไม่มีอยู่ในส่วนที่แยกกันแต่ละส่วน แต่มีอยู่จริงในระดับของระบบทั้งหมด ใน do exist คำว่า do เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้นและวางไว้หน้ากริยารูปพื้นฐาน exist ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ทำ” แต่ช่วยย้ำข้อความบอกเล่าให้มีความหมายว่า “มีอยู่จริง” และโต้กับ don't exist โดยตรง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเปรียบต่างด้วยรูปเน้นของ appear: The effect doesn't appear in one part, but it ____ in the system as a whole.
ดูคำตอบ
does appear
individual pieces ... the system as a whole: ส่วนย่อยกับส่วนรวม
individual pieces of a system หมายถึงส่วนประกอบที่แยกกันและพิจารณาทีละส่วน ส่วน the system as a whole หมายถึงการนำส่วนประกอบทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกันเป็นหนึ่งหน่วยที่สมบูรณ์ วลีทั้งสองสร้างความต่างระหว่าง “ส่วนย่อย” กับ “ส่วนรวม” รูปแบบนี้ใช้ได้เมื่อคุณสมบัติหรือผลลัพธ์ปรากฏในระดับของระบบทั้งหมด แม้ไม่มีส่วนประกอบใดมีสิ่งนั้นด้วยตัวมันเอง
แบบฝึกหัด
เติมวลีที่หมายถึง “พิจารณาเป็นหนึ่งหน่วยที่สมบูรณ์”: One chapter is slow, but the book ____ is exciting.
ดูคำตอบ
as a whole
individual water molecule ... the whole ocean: การเปรียบเทียบส่วนย่อยกับภาพรวม
ประโยคนี้เปรียบต่างองค์ประกอบหนึ่งส่วนคือ individual water molecule กับระบบทั้งหมดคือ the whole ocean ครึ่งแรกบอกว่าส่วนย่อยไม่มีสิ่งนั้น แล้ว but จึงชี้ไปยังผลที่ตรงกันข้ามในภาพรวม รูปแบบส่วนกับทั้งหมดที่เป็นรูปธรรมนี้ใช้อธิบายสมบัติอุบัติใหม่ กล่าวคือ ระบบหนึ่งอาจมีพฤติกรรมที่ส่วนประกอบแต่ละส่วนไม่มีเมื่ออยู่ตามลำพัง ท้ายประโยค does ใช้แทน has a tide จึงไม่ต้องกล่าววลีกริยาทั้งหมดซ้ำ
แบบฝึกหัด
การเปรียบต่างระหว่าง individual water molecule กับ the whole ocean มีหน้าที่อะไรในการอธิบายนี้?
- ทำให้แนวคิดนามธรรมเรื่องส่วนย่อยกับภาพรวมเป็นรูปธรรม
- นำเสนอการเดินทางในมหาสมุทรเป็นหัวข้อใหม่ที่แยกออกมา
- บอกว่าแต่ละโมเลกุลมีน้ำขึ้นน้ำลงในรูปแบบที่เล็กกว่า
ดูคำตอบ
ทำให้แนวคิดนามธรรมเรื่องส่วนย่อยกับภาพรวมเป็นรูปธรรม
A movie creates change through time by using a series of still images วลี
4:11ภาพยนตร์สร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านเวลาโดยใช้ชุดภาพนิ่ง
a series of still images: a series of + คำนามพหูพจน์
ใน a series of still images นั้น a series of หมายถึงกลุ่มหนึ่งที่เรียงตามลำดับหรือเชื่อมโยงกัน และ images เป็นคำนามพหูพจน์ที่ตามหลัง of ในที่นี้ still ขยายภาพที่ไม่เคลื่อนไหว ไม่ได้แปลว่า “ยังคง” คำว่า series เขียนเหมือนกันทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์ คำนำหน้านาม a แสดงว่าตัวอย่างนี้หมายถึงหนึ่งชุด ดังนั้นเมื่อทั้งวลีเป็นประธานจึงมักใช้กริยาเอกพจน์: A series of images is ready.
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ a series of ได้ถูกต้อง?
- A series short experiments is planned for next month.
- A series of short experiment is planned for next month.
- A series of short experiments is planned for next month.
ดูคำตอบ
A series of short experiments is planned for next month.
that appear to have a fluid, continuous change between them. ไวยากรณ์
4:15ที่ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ลื่นไหลและต่อเนื่องระหว่างภาพเหล่านั้น
appear to have: นำเสนอคุณสมบัติที่สังเกตเห็นอย่างระมัดระวัง
appear to have หมายถึง “ดูเหมือนว่าจะมีหรือแสดงให้เห็น” ในที่นี้ appear เป็นกริยาเชื่อมที่หมายถึง “ดูเหมือน” ไม่ใช่กริยาแสดงการกระทำที่หมายถึง “ปรากฏเข้ามาในสายตา” โครงสร้างคือ ประธาน + appear to have + นามวลี โครงสร้างนี้นำเสนอคุณสมบัติที่ตามมาว่าเป็นความรู้สึกจากการสังเกต ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว ในประโยคนี้ การเปลี่ยนแปลงดูต่อเนื่อง แม้ว่าภาพที่เห็นอาจต่างจากวิธีที่ภาพเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจริง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย appear to have: The two doors ____ the same height, but the measurements are different.
ดูคำตอบ
appear to have
Flipping through: เปิดดูสิ่งที่เป็นชุดอย่างรวดเร็ว
flip through หมายถึงพลิกหรือดูชุดหน้า ภาพ หรือรายการอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว โดยปกติไม่ได้ตรวจดูแต่ละรายการอย่างละเอียด through สื่อถึงการไล่ดูไปตลอดทั้งชุด ไม่ใช่การเคลื่อนผ่านวัตถุจริง ๆ ในที่นี้ Flipping through... เป็นวลี -ing ที่ขึ้นต้นประโยค วลีนี้เกริ่นถึงการกระทำที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ซึ่งจะอธิบายต่อไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ flip through: While I waited, I ____ a travel magazine without reading every article.
ดูคำตอบ
flipped through
fast enough: enough หลังคำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์
ในที่นี้ fast enough หมายถึง “ด้วยความเร็วที่ถึงระดับซึ่งจำเป็น” enough วางหลังคำวิเศษณ์ fast ดังนั้นลำดับคำที่เป็นธรรมชาติคือ fast enough ไม่ใช่ enough fast เมื่อ enough ขยายคำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ จะวางไว้หลังคำนั้น นอกจากนี้ยังบอกถึงเกณฑ์ขั้นต่ำด้วย คือเมื่อการกระทำเร็วเพียงพอ ผลลัพธ์ที่คาดไว้ก็สามารถเกิดขึ้นได้
แบบฝึกหัด
ใช้ fast และ enough ตามลำดับที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The printer works ____ to finish the job before noon.
ดูคำตอบ
fast enough
our brains perceive the passage of time from the sequence of still images. วลี
4:21สมองของเราจะรับรู้การผ่านไปของเวลาจากลำดับภาพนิ่ง
perceive the passage of time: รับรู้การผ่านไปของเวลา
Perceive the passage of time หมายถึง “รับรู้ว่าเวลากำลังเดินไปข้างหน้า” perceive เน้นการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสหรือจิตใจ ส่วน passage ในที่นี้หมายถึงกระบวนการที่เวลาผ่านไป ไม่ใช่ทางเดินหรือข้อความตอนหนึ่ง โครงสร้างคือ perceive + the passage of time ใช้เพื่ออธิบายว่าจิตใจสัมผัสเวลาอย่างไร โดยเฉพาะเมื่ออนุมานประสบการณ์นั้นจากการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ
แบบฝึกหัด
ในการอภิปรายเรื่องจิตใจอย่างเป็นทางการ perceive the passage of time หมายถึงอะไร?
- รับรู้ว่าเวลากำลังเดินไปข้างหน้า
- สังเกตเห็นทางเดินที่ออกแบบไว้รอบนาฬิกา
- เข้าใจย่อหน้าหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ดูคำตอบ
รับรู้ว่าเวลากำลังเดินไปข้างหน้า
but it's a property that comes out of how the pieces are strung together. กริยาวลี
4:32แต่มันเป็นคุณสมบัติที่ออกมาจากวิธีการร้อยเรียงชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน
No individual frame ... but it's a property: ส่วนย่อยเทียบกับภาพรวม
ประโยคนี้จัดข้อมูลด้วยการเปรียบต่าง: No individual frame บอกว่าไม่มีเฟรมใดเฟรมหนึ่งที่เมื่อมองแยกเดี่ยวแล้วจะเปลี่ยนแปลงหรือมีการผ่านไปของเวลาอยู่ในตัว individual หมายถึง “เมื่อพิจารณาแยกกัน” จึงไม่ได้บอกว่าภาพยนตร์ไม่มีเฟรม But เปลี่ยนจุดสนใจจากแต่ละส่วนที่แยกกันไปยังคุณสมบัติของส่วนต่าง ๆ เมื่อประกอบเข้าด้วยกัน ในที่นี้ it หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเกิดขึ้นหรือการผ่านไปของเวลา คุณสมบัตินี้ไม่ได้อยู่ในเฟรมนิ่งเฟรมเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อรวมเฟรมเข้าด้วยกัน โครงสร้าง no individual X ..., but ... ช่วยให้ตามคำอธิบายที่ว่าองค์รวมมีสิ่งที่ส่วนย่อยแต่ละส่วนไม่มีได้ง่ายขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ตรรกะแบบเดียวกัน คือส่วนย่อยเพียงส่วนเดียวไม่มีคุณสมบัตินั้น แต่เมื่อรวมกันแล้วจึงมี?
- No notes exist, but the melody contains a sequence.
- No single note contains a melody, but the sequence of notes creates one.
- Each single note already contains the complete melody.
ดูคำตอบ
No single note contains a melody, but the sequence of notes creates one.
comes out of: เกิดจากกระบวนการหรือวิธีจัดเรียง
comes out of ในที่นี้หมายถึง “เกิดจาก” หรือ “เป็นผลมาจาก” how-clause ที่ตามมาระบุแหล่งที่มา กล่าวคือ วิธีเชื่อมส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันทำให้เกิดคุณสมบัตินี้ come out of ยังใช้บรรยายการเคลื่อนออกจากสถานที่จริง ๆ ได้ แต่เมื่อคำนามนามธรรมอย่าง property ปรากฏพร้อมกับกระบวนการหรือวิธีจัดเรียง จะชี้ไปที่ความหมายเรื่องแหล่งที่มาเชิงนามธรรม ในที่นี้เป็นการอธิบายว่าผลลัพธ์มีที่มาจากไหน ไม่ใช่การเคลื่อนที่ทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปที่ถูกต้องของวลีที่เน้นไว้: A useful solution often ____ careful discussion.
ดูคำตอบ
comes out of
strung together: เชื่อมส่วนต่าง ๆ ที่แยกจากกัน
ใน are strung together คำว่า strung เป็นรูป past participle ของคำกริยา string และ are strung เป็นรูป passive วลีนี้หมายถึงส่วนต่าง ๆ ที่แยกจากกันถูกเชื่อมตามลำดับหรือการจัดวางหนึ่ง ๆ ในที่นี้ ส่วนเหล่านั้นคือภาพนิ่งที่เรียงต่อกัน การเชื่อมโยงนี้อาจเป็นนามธรรมได้ด้วย เช่น เหตุการณ์ ประโยค เบาะแส หรือแนวคิด สามารถถูกนำมาเชื่อมกันเป็นลำดับหรือเป็นภาพรวมได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป passive ของ string together: The short clips were ____ to make one clear story.
ดูคำตอบ
strung together
The movement is real, yet also an illusion. ลำดับความ
4:37การเคลื่อนไหวนั้นเป็นของจริง แต่ก็เป็นภาพลวงตาด้วย
is real, yet also an illusion: คงข้อ判断ทั้งสองไว้
รูปแบบ X is A, yet also B นำเสนอข้อ判断หนึ่งก่อน แล้วจึงเพิ่มอีกข้อ判断ที่ขัดแย้งกัน yet แสดงความตึงเครียดระหว่างสองแนวคิด ส่วน also แสดงว่าแนวคิดที่สองถูกเพิ่มเข้ามา ไม่ได้ใช้เพื่อลบแนวคิดแรก ในประโยคนี้ ประสบการณ์ที่ผู้ชมรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวนั้นเป็นจริง แต่การเคลื่อนไหวที่เห็นเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากการแสดงภาพนิ่งตามลำดับ ข้อความทั้งสองพูดถึงคนละระดับกัน ดังนั้น illusion ไม่ได้หมายความว่าประสบการณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าข้อ判断ที่ขัดแย้งกันทั้งสองข้อยังคงเป็นจริง?
- The job is difficult, so it cannot be rewarding.
- The job is difficult because it is deeply rewarding.
- The job is difficult, yet also deeply rewarding.
ดูคำตอบ
The job is difficult, yet also deeply rewarding.
Could the physics of time somehow be a similar illusion?
4:41ฟิสิกส์ของเวลาอาจเป็นภาพลวงตาที่คล้ายกันหรือไม่?
Physicists are still exploring these and other questions,
4:46นักฟิสิกส์ยังคงสำรวจคำถามเหล่านี้และคำถามอื่นๆ
so we're far from a complete explanation, at least for the moment. วลี
4:49ดังนั้นเรายังห่างไกลจากคำอธิบายที่สมบูรณ์ อย่างน้อยก็ในขณะนี้
far from a complete explanation: ช่องว่างด้านระดับที่ยังมากอยู่
far from ในที่นี้บอกช่องว่างด้านระดับ ไม่ใช่ระยะทางจริง คำอธิบายที่มีอยู่ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์ จึงยังมีส่วนสำคัญอีกมากที่ไม่ได้รับการอธิบาย โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be far from + คำนาม คำคุณศัพท์ หรือรูป -ing โครงสร้างนี้เน้นว่าสิ่งหนึ่งยังไม่ถึงสภาวะหรือมาตรฐานที่กำหนด เช่น far from certain หรือ far from finished
แบบฝึกหัด
ยังมีคำถามสำคัญอีกมากที่ไม่ได้รับคำตอบ ประโยคใดอธิบายสถานการณ์นี้ได้ดีที่สุด
- We already have a complete explanation.
- We are far from a complete explanation.
- We are close to a complete explanation.
ดูคำตอบ
We are far from a complete explanation.
If time does exist, you'll probably want a brief history of it. ไวยากรณ์
4:54หากเวลามีอยู่จริง คุณคงอยากจะรู้ 'ประวัติย่อ' ของมัน
does exist: does ที่ใช้เน้นในอนุประโยคบอกเล่า
ในอนุประโยคบอกเล่า time does exist คำว่า does เป็นกริยาช่วยที่ใช้เพื่อเน้นความหมาย ทำให้ exist มีน้ำหนักว่า 'มีอยู่จริง' หรือ 'มีอยู่แน่นอน' ซึ่งมักใช้เมื่อการมีอยู่นั้นถูกตั้งคำถามหรือยังไม่แน่ชัด โครงสร้างคือ do/does/did + กริยารูปพื้นฐาน เนื่องจาก time เป็นประธานเอกพจน์บุรุษที่สามในปัจจุบัน จึงใช้ does exist และหลัง does ต้องคง exist ไว้เป็นรูปพื้นฐาน ไม่ใช้ exists
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปเน้นของ exist โดยใช้ does: The risk is easy to ignore, but it ____.
ดูคำตอบ
does exist
Explore more of the fundamental questions of our existence
4:58สำรวจคำถามพื้นฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมีอยู่ของเรา
by downloading a free audio version of Stephen Hawking's modern classic
5:01โดยการดาวน์โหลดเวอร์ชันเสียงฟรีของวรรณกรรมคลาสสิกสมัยใหม่ของสตีเฟน ฮอว์คิง
to continue supporting TED-Ed's nonprofit mission.
5:11สนับสนุนภารกิจที่ไม่แสวงหาผลกำไรของ TED-Ed ต่อไป