วิธีการเขียนเชิงพรรณนา - นาโล ฮอปคินสัน: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้อธิบายว่านิยายเปลี่ยนตัวอักษรที่อยู่นิ่งบนหน้ากระดาษให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ดึงผู้อ่านเข้าไปอยู่ในโลกของเรื่องได้อย่างไร โดยเปรียบเทียบคำบรรยายตรงไปตรงมากับอุปมาที่กระตุ้นประสาทสัมผัส คำบอกเสียงที่เฉพาะเจาะจง และความเชื่อมโยงที่คาดไม่ถึง เพื่อชี้ว่าผู้อ่านไม่ควรเพียงเข้าใจสิ่งที่ตัวละครเผชิญ แต่ควรรู้สึกราวกับได้สัมผัสเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. To be entertained, to find out who done it, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้ว่าการวาง to-infinitive หลายชุดแบบขนานช่วยแจกแจงจุดประสงค์หลายข้อ พร้อมรักษาจังหวะและโครงสร้างของรายการยาวให้ชัดเจนได้อย่างไร คุณจะนำรูปแบบนี้ไปจัดลำดับแรงจูงใจหรือผลลัพธ์ที่ต้องการหลายอย่างโดยไม่ทำให้ประโยคฟังเหมือนความคิดที่แยกขาดจากกันได้ 2. understand what Billie feels like, but she won't feel what Billie feels. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่าการวาง understand ตรงข้ามกับ feel แยกความเข้าใจทางความคิดออกจากประสบการณ์ทางอารมณ์หรือประสาทสัมผัสโดยตรงอย่างไร โครงสร้างนี้ช่วยให้คุณใช้คำกริยาที่เกี่ยวข้องกันแต่มีนัยต่างกันเพื่อขับเน้นข้อโต้แย้งหลักให้ชัดและเฉียบคม 3. set your readers' brushfire imaginations alight. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่า set ... alight ทำงานร่วมกับภาพเปรียบของไฟป่าที่ลุกลาม เพื่อสื่อว่าภาษาที่ชวนให้เห็นภาพสามารถจุดจินตนาการของผู้อ่านให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วได้ คุณจะใช้ภาพพจน์อย่างมีทิศทางเพื่อบรรยายการตอบสนองเชิงสร้างสรรค์ที่รุนแรง แทนการบอกอย่างกว้าง ๆ ว่างานเขียนน่าสนใจ
คำอธิบายในบทเรียนนี้
who done it: สำนวนที่แต่งให้มีกลิ่นอายเรื่องลึกลับ
ในที่นี้ who done it หมายถึง “ใครเป็นคนก่ออาชญากรรมหรือใครเป็นผู้รับผิดชอบ” สำนวนนี้ชวนให้นึกถึงปริศนาหลักของเรื่องนักสืบและคำว่า whodunit ซึ่งใช้เรียกเรื่องลึกลับประเภทนี้ ในภาษาอังกฤษมาตรฐานที่เป็นกลาง คำถามที่ฝังอยู่ในประโยคมักเป็น who did it เช่น We want to find out who did it. การใช้ done ในที่นี้เป็นภาษาพูดและไม่เป็นมาตรฐานโดยตั้งใจ จึงควรเข้าใจว่าเป็นการสร้างกลิ่นอายเรื่องลึกลับ ไม่ใช่ตัวอย่างรูปอดีตแบบมาตรฐาน
แบบฝึกหัด
เหตุใดคำบรรยายจึงใช้ who done it ในที่นี้
- สำนวนนี้เป็นรูปมาตรฐานที่ต้องใช้หลัง find out
- สำนวนนี้หมายความว่าผู้กระทำผิดสารภาพแล้ว
- สำนวนนี้ชวนให้นึกถึงภาษาและปริศนาหลักของเรื่องนักสืบอย่างมีลูกเล่น
ดูคำตอบ
สำนวนนี้ชวนให้นึกถึงภาษาและปริศนาหลักของเรื่องนักสืบอย่างมีลูกเล่น
To be entertained, to find out...: infinitive แบบขนานเพื่อเรียงจุดประสงค์
ช่วงต้นใช้วลี infinitive ที่มี to ต่อกันหลายวลี เช่น to be entertained, to find out... และ to travel... วลีทั้งหมดนี้ร่วมกันแจกแจงจุดประสงค์ของการอ่านนิยาย ไม่ใช่ประโยคสมบูรณ์ที่แยกจากกัน การพูด to ซ้ำช่วยบอกจุดเริ่มต้นของแต่ละรายการ ทำให้ตามรายการยาว ๆ ได้ง่าย ในรายการที่สั้นกว่า to เพียงตัวเดียวอาจนำกริยาที่เชื่อมกันได้ เช่น to laugh and cry แต่การพูด to ซ้ำทำให้แต่ละจุดประสงค์มีน้ำหนักเท่ากันและสร้างจังหวะอย่างตั้งใจ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ infinitive แบบขนานเพื่อบอกจุดประสงค์สามอย่างอย่างชัดเจน
- We visit the library to read, to study, and to use the computers.
- We visit the library to read, studying, and use the computers.
- We visit the library for read, to study, and using the computers.
ดูคำตอบ
We visit the library to read, to study, and to use the computers.
so absorbed that: ระดับที่ทำให้เกิดผลตามมา
โครงสร้าง so + adjective + that + clause แสดงว่าคุณสมบัติบางอย่างมีระดับสูงจนทำให้เกิดผลตามมา ในที่นี้ so absorbed หมายถึง “จดจ่อหรือหมกมุ่นอย่างมาก” และ that นำเข้าสู่ผลที่เกิดขึ้น คือชั่วขณะหนึ่งเราลืมไปว่าเราอยู่ที่ไหน ส่วนที่ตามหลัง that เป็นอนุประโยคบอกผล ไม่ใช่อนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย absorbed สามารถนำรูปแบบนี้ไปใช้กับ so tired that..., so interesting that... หรือ so loud that... ได้
แบบฝึกหัด
ใช้ so + adjective + that และคำคุณศัพท์ exciting เติมประโยคให้สมบูรณ์: The game was ____ I forgot the time.
ดูคำตอบ
so exciting that
how about writing fiction?: คำถามสบาย ๆ ที่ใช้เปลี่ยนหัวข้อ
How about + คำนามหรือคำกริยารูป -ing ใช้เสนอทางเลือก คำแนะนำ หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องได้ ในที่นี้ writing เป็น gerund และคำถามนี้เปลี่ยนการอภิปรายจากการอ่านเรื่องแต่งไปสู่การเขียนเรื่องแต่ง ผู้พูดไม่จำเป็นต้องกำลังรอคำตอบ คำถามสบาย ๆ นี้ส่งสัญญาณว่า “นี่คือสิ่งที่เราจะพูดถึงต่อไป”
แบบฝึกหัด
How about writing fiction? มีหน้าที่หลักอย่างไรในบริบทนี้?
- ขอให้ผู้ฟังลงคะแนนทันที
- เปลี่ยนหัวข้อจากการอ่านเรื่องแต่งไปเป็นการเขียนเรื่องแต่ง
- ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการเขียนเรื่องแต่ง
ดูคำตอบ
เปลี่ยนหัวข้อจากการอ่านเรื่องแต่งไปเป็นการเขียนเรื่องแต่ง
How do you suck your readers into your stories? สำนวน
0:30คุณจะดึงผู้อ่านให้เข้ามาในเรื่องราวของคุณได้อย่างไร?
suck your readers into your stories: คำเปรียบเทียบที่เห็นภาพของการดึงให้จดจ่อ
ในโครงสร้าง suck someone into something คำว่า suck ใช้เป็นคำเปรียบเทียบ โดยสร้างภาพเหมือนมีแรงดึงคนคนหนึ่งเข้าไปในประสบการณ์บางอย่าง your readers คือคนที่ถูกดึงเข้าไป ส่วน into your stories หมายถึงโลกของเรื่องราวที่พวกเขารู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ เมื่อเทียบกับ attract readers สำนวนนี้เห็นภาพและให้น้ำหนักมากกว่า หมายถึงการทำให้ผู้อ่านสนใจจนจดจ่ออยู่กับเรื่อง ไม่ได้หมายถึงการดูดจริง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเปรียบเทียบ suck someone into something: A surprising first chapter can ____ the story before they notice the time.
ดูคำตอบ
suck readers into
With an exciting plot? ในฐานะคำถามที่ละบางส่วน
With an exciting plot? เป็นส่วนของประโยคที่มีเพียงวลีบุพบท ไม่ใช่อนุประโยคเต็ม คำถามก่อนหน้าช่วยเติมคำที่ละไว้ ดังนั้นความหมายเต็มจึงเป็น “Do you suck your readers into your stories with an exciting plot?” วลีนี้เสนอคำตอบหนึ่งที่เป็นไปได้ให้กับคำถามก่อนหน้าที่ถามว่าใช้วิธีใด ในการพูดและการนำเสนอ การละคำแบบนี้ช่วยตัดข้อมูลที่ผู้ฟังรู้อยู่แล้วออกไป ส่วนของประโยคสั้น ๆ ทำให้การเรียงคำตอบที่เป็นไปได้หลายข้อรวดเร็วและชัดเจน
แบบฝึกหัด
หลังจากถาม “How can we make the school fair memorable?” คำถามต่อยอดข้อใดใช้รูปแบบการละคำแบบเดียวกันอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเสนอวิธีหนึ่งที่เป็นไปได้?
- Where is the live band?
- A live band made it memorable.
- With a live band?
ดูคำตอบ
With a live band?
Billie's legs are noodles: อุปลักษณ์ตรงที่สื่อถึงขาอ่อนแรง
Billie's legs are noodles ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามตัวอักษร ประโยคนี้เรียกขาของเธอว่าเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวต้มโดยตรง เพื่อเน้นลักษณะที่เหมือนกัน คือ นิ่ม อ่อนแรง และพยุงร่างกายได้ไม่มั่นคง การเปรียบแบบ "A is B" โดยตรงนี้เรียกว่าอุปลักษณ์ ต่างจากอุปมาที่ใช้ like หรือ as ผู้อ่านต้องอาศัยบริบทเพื่อหาลักษณะที่ทั้งสองสิ่งมีร่วมกัน
แบบฝึกหัด
ข้อใดอธิบาย Billie's legs are noodles ได้ถูกต้องที่สุด
- เป็นข้อความตามตัวอักษรว่าขาของเธอทำจากเส้นก๋วยเตี๋ยว
- เป็นอุปลักษณ์ที่ทำให้เห็นภาพว่าขาของเธอนิ่มและอ่อนแรง
- เป็นอุปมาที่เปรียบเทียบขาของเธออย่างชัดเจนด้วย like หรือ as
ดูคำตอบ
เป็นอุปลักษณ์ที่ทำให้เห็นภาพว่าขาของเธอนิ่มและอ่อนแรง
poison needles: อุปลักษณ์ที่ชัดเจนของความเจ็บแหลมคมและอันตราย
ในประโยคนี้ poison needles เรียกปลายผมของเธอเสียใหม่ว่าเป็นสิ่งที่แหลมคมและเป็นอันตราย needles ทำให้นึกถึงความรู้สึกเหมือนถูกแทง ส่วน poison เพิ่มความรู้สึกถึงอันตรายและการทำร้าย จึงเปลี่ยนความไม่สบายให้เป็นภาพทางร่างกายที่ชัดเจน วลีนี้เป็นการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้บอกว่ามีเข็มจริงอยู่ในผมของเธอ ภาพจากคำนามแบบนี้ช่วยให้ผู้อ่านจินตนาการถึงความรู้สึกที่มองไม่เห็นได้โดยเชื่อมโยงกับสิ่งของที่จับต้องได้
แบบฝึกหัด
poison needles สร้างผลอย่างไรในประโยคนี้
- เป็นชื่อทรงผมจริงที่ทำด้วยเข็มโลหะ
- ทำให้ปลายผมดูแหลม เจ็บ และอันตราย
- อธิบายว่าเธอเก็บอุปกรณ์เย็บผ้าไว้ในผม
ดูคำตอบ
ทำให้ปลายผมดูแหลม เจ็บ และอันตราย
bags of bleach: อุปลักษณ์ทางประสาทสัมผัสที่สื่อถึงอาการแสบตา
ในที่นี้ bags of bleach เป็นอุปลักษณ์แบบเกินจริงที่ใช้แทนดวงตาของเธอ น้ำยาฟอกขาวทำให้นึกถึงกลิ่นฉุน การระคายเคือง และอาการแสบร้อน กลุ่มคำนามที่แปลกนี้จึงทำให้ความไม่สบายดูชัดเจนและสัมผัสได้ทางร่างกาย คำว่า bags ไม่ได้หมายถึงถุงช้อปปิ้งธรรมดาที่มีอยู่จริงในฉาก แต่ช่วยสร้างภาพว่าดวงตาเป็นภาชนะที่บรรจุสิ่งรุนแรงและระคายเคือง วลีนี้เป็นคำบรรยายจากจินตนาการ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามตัวอักษร
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ bags of bleach ทำให้ผู้อ่านนึกถึงความรู้สึกใดเป็นหลัก
- เธอเก็บน้ำยาทำความสะอาดไว้ในดวงตาจริง ๆ
- ดวงตาของเธอระคายเคืองอย่างรุนแรง ทั้งแสบและร้อน
- ดวงตาของเธอดูธรรมดาเหมือนถุงช้อปปิ้ง
ดูคำตอบ
ดวงตาของเธอระคายเคืองอย่างรุนแรง ทั้งแสบและร้อน
Did that description almost make you feel as queasy as Billie? ไวยากรณ์
0:53คำบรรยายนั้นทำให้คุณรู้สึกคลื่นไส้แทบจะเหมือน Billie เลยใช่ไหม?
make you feel as queasy as Billie: การทำให้เกิดความรู้สึกและการเปรียบเทียบระดับเท่ากัน
โครงสร้าง make + คน + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงบางสิ่งทำให้คนนั้นเกิดความรู้สึกหรือปฏิกิริยา ใน make you feel คำว่า you เป็นกรรม และ feel ใช้รูปพื้นฐานโดยไม่เติม to โครงสร้าง as + คำคุณศัพท์ + as ใช้เปรียบเทียบว่ามีระดับเท่ากัน as queasy as Billie หมายถึง “คลื่นไส้เท่ากับที่ Billie รู้สึก” โดยละ feels หลัง Billie เพราะเข้าใจได้จากบริบท เป็นการเทียบระดับความคลื่นไส้ของสองคน ไม่ได้หมายความว่าคุณกลายเป็น Billie
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ make + คน + กริยารูปพื้นฐาน และ as + คำคุณศัพท์ + as ได้ถูกต้อง
- The bumpy ride made me feel as queasy as my brother.
- The bumpy ride made me feeling so queasy as my brother.
- The bumpy ride made me to feel as queasy than my brother.
ดูคำตอบ
The bumpy ride made me feel as queasy as my brother.
We grasp that Billie's legs aren't actually noodles.
0:57เราเข้าใจว่าขาของ Billie ไม่ใช่เส้นบะหมี่จริงๆ
as limp as cooked noodles: อุปมาที่เปรียบเทียบอย่างชัดเจนด้วย as...as
โครงสร้าง as + adjective + as + comparison noun แสดงความคล้ายกันอย่างชัดเจน ในที่นี้ they หมายถึงขา และ limp หมายถึงอ่อนแรง ปวกเปียก และไม่แข็งตึง เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ต้มสุกช่วยสร้างภาพที่ชัดเจนของความรู้สึกนี้ เนื่องจาก as...as แสดงการเปรียบเทียบอย่างตรงไปตรงมา ประโยคนี้จึงเป็นอุปมา หากเป็นอุปลักษณ์ จะกล่าวว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยไม่ใช้ like หรือ as
แบบฝึกหัด
เติมอุปมา as...as โดยใช้ limp: After the race, her arms felt ____ wet towels.
ดูคำตอบ
as limp as
implied comparison, a metaphor: อุปลักษณ์ทำงานอย่างไร
การเปรียบเทียบโดยนัยคือการเปรียบเทียบที่ผู้เขียนไม่ได้ส่งสัญญาณด้วย like หรือ as ในอุปลักษณ์ สิ่งหนึ่งจะถูกบรรยายราวกับเป็นอีกสิ่งหนึ่ง และผู้อ่านต้องอนุมานลักษณะที่ทั้งสองมีร่วมกัน a metaphor เป็นการเรียกและระบุ an implied comparison ด้วยอีกชื่อหนึ่ง นามวลีทั้งสองกล่าวถึงแนวคิดเดียวกัน โดยนามวลีที่สองให้ชื่อศัพท์ทางวรรณกรรม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดมีการเปรียบเทียบโดยนัย หรือก็คืออุปลักษณ์
- The classroom was a zoo.
- The classroom was next to a zoo.
- The classroom was as noisy as a zoo.
ดูคำตอบ
The classroom was a zoo.
why not simply write it like this? ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์ที่ปูทางสู่การเปรียบเทียบ
why not ...? ในที่นี้ไม่ได้ทำหน้าที่หลักเป็นคำแนะนำอย่างจริงใจ แต่เป็นการเสนอวิธีเขียนที่ตรงไปตรงมากว่าให้ผู้ฟังเห็น โดยตอนแรกตัวเลือกนี้ดูสมเหตุสมผล คำถามนี้ใช้วางพื้นฐานสำหรับการเปรียบเทียบ จากนั้นผู้พูดจึงอธิบายได้ว่าทำไมถ้อยคำที่ตรงไปตรงมานั้นจึงให้ผลต่างออกไปหรือมีพลังน้อยกว่า หากเนื้อหาถัดไปตรวจสอบหรือปฏิเสธตัวเลือกที่เสนอมา ให้เข้าใจ Why not ...? ว่าเป็นขั้นตอนเชิงวาทศิลป์ที่ช่วยเดินหน้าเหตุผล ไม่ใช่คำแนะนำสุดท้ายของผู้พูด
แบบฝึกหัด
ในข้อโต้แย้งนี้ why not simply write it like this? ทำหน้าที่อะไร?
- เป็นคำสั่งสุดท้ายให้ผู้ฟังใช้ถ้อยคำนี้
- ยุติการเปรียบเทียบด้วยการขอคำตอบตามตัวอักษร
- เสนอทางเลือกที่ดูเรียบง่ายเพื่อให้ผู้พูดนำมาเปรียบเทียบและตั้งข้อสงสัย
ดูคำตอบ
เสนอทางเลือกที่ดูเรียบง่ายเพื่อให้ผู้พูดนำมาเปรียบเทียบและตั้งข้อสงสัย
Chances are: การบอกว่าบางสิ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้น
Chances are เป็นวลีขึ้นต้นอนุประโยคแบบตายตัว หมายถึง “มีแนวโน้มว่า” หรือ “น่าจะ” ใช้แสดงผลลัพธ์ที่ผู้พูดคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นสูง แต่ไม่ได้แน่นอน ในทางไวยากรณ์ Chances เป็นประธาน และ are เป็นกริยา โดยปกติวลีนี้ตามด้วยอนุประโยคที่สมบูรณ์: Chances are, she'll call tonight.
แบบฝึกหัด
เติมคำขึ้นต้นแบบตายตัวที่หมายถึง “มีแนวโน้มว่า” เพื่อให้คำคาดการณ์สมบูรณ์: ____, the package will arrive tomorrow.
ดูคำตอบ
Chances are
the second description wasn't as vivid to you as the first.
1:13คำบรรยายที่สองนั้นไม่ได้ทำให้คุณเห็นภาพชัดเจนเท่าแบบแรก
cast a spell: คำเปรียบเทียบเรื่องเวทมนตร์กับพลังดึงดูดของเรื่องแต่ง
ความหมายตรงตัวของ cast a spell คือ “ร่ายมนตร์” แต่ในประโยคนี้ใช้เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงเรื่องแต่งสร้างความรู้สึกที่ทรงพลังและเหมือนความฝัน ดึงผู้อ่านเข้าไปในเรื่อง และทำให้โลกในเรื่องดูเหมือนจริงอยู่ชั่วขณะ วลีนี้สื่อมากกว่าแค่การดึงดูดความสนใจ โดยเปรียบเรื่องแต่งเป็นพลังที่ส่งผลต่อจินตนาการและประสบการณ์ของผู้อ่าน ไม่ได้หมายถึงการใช้เวทมนตร์จริง ๆ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ cast a spell ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อสื่อว่าผลงานชิ้นหนึ่งทำให้ใครบางคนหลงใหลอย่างมาก
- The editor cast the novel onto the desk.
- The novel cast a spell over me, and I read until dawn.
- The magician cast a spell to open the enchanted door.
ดูคำตอบ
The novel cast a spell over me, and I read until dawn.
a momentary illusion that you are living in the world of the story. ไวยากรณ์
1:20สร้างภาพลวงตาชั่วขณะว่าคุณกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเรื่องราวนั้น
illusion that...: อนุประโยคบอกเนื้อหาหลังคำนามนามธรรม
ใน illusion that you are living in the world of the story อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกเนื้อหาของ illusion กล่าวคือ ประสบการณ์ในจินตนาการนั้นคือการที่คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเรื่องราว ส่วน momentary แสดงว่าความรู้สึกนี้คงอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ that ในที่นี้เป็นคำเชื่อมที่นำหน้าอนุประโยคบอกเนื้อหา ไม่ใช่คำสรรพนาม โครงสร้างแบบเดียวกันพบได้หลังคำนามนามธรรม เช่น idea, belief, hope และ assumption
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that เพื่อบอกเนื้อหาของคำนามนามธรรม
- She described the feeling that disappeared after lunch.
- She had the feeling that someone was watching her.
- She spoke to the person that was watching her.
ดูคำตอบ
She had the feeling that someone was watching her.
engages the senses: กระตุ้นการมองเห็น การได้ยิน และประสาทสัมผัสอื่น ๆ
ในประโยคนี้ engages the senses หมายถึงทำให้ผู้อ่านใช้หรือจินตนาการประสาทสัมผัสอย่างจริงจัง เช่น การมองเห็น การได้ยิน การรับรส การได้กลิ่น และการสัมผัส เรื่องแต่งทำเช่นนี้ได้ด้วยรายละเอียดเชิงพรรณนา engage ในที่นี้หมายถึงดึงดูดและทำให้มีส่วนร่วม ไม่ได้หมายถึงจ้างงานหรือหมั้นหมาย โครงสร้าง X engages the senses ที่นำไปใช้ต่อได้หมายความว่า X สร้างประสบการณ์ที่ชัดเจนผ่านประสาทสัมผัสหนึ่งอย่างหรือหลายอย่าง
แบบฝึกหัด
ใน “The museum engages the senses with music, colored lights, and fresh bread,” คำว่า engages the senses หมายถึงอะไร
- พิพิธภัณฑ์จ้างประสาทสัมผัสของผู้เข้าชมให้ทำงาน
- พิพิธภัณฑ์ให้เพียงข้อเท็จจริงโดยไม่ดึงดูดการรับรู้ของผู้เข้าชม
- พิพิธภัณฑ์มอบประสบการณ์ที่เต็มอิ่มแก่ผู้เข้าชมผ่านการมองเห็น การได้ยิน และการได้กลิ่น
ดูคำตอบ
พิพิธภัณฑ์มอบประสบการณ์ที่เต็มอิ่มแก่ผู้เข้าชมผ่านการมองเห็น การได้ยิน และการได้กลิ่น
helps us create vivid mental simulacra of the experiences the characters are having. การใช้คำ
1:27ช่วยให้เราสร้างภาพจำลองในใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ตัวละครกำลังเผชิญ
vivid mental simulacra: การจำลองประสบการณ์ที่ชัดเจนภายในจิตใจ
Vivid mental simulacra หมายถึงการจำลองหรือภาพแทนภายในที่ชัดเจนซึ่งสร้างขึ้นในจิตใจ ในประโยคนี้ ผู้อ่านสร้างแบบจำลองประสบการณ์ของตัวละครขึ้นในใจ ซึ่งอาจรวมถึงภาพ เสียง การเคลื่อนไหว ความรู้สึกทางร่างกาย และอารมณ์ ไม่ใช่เพียงภาพนิ่ง simulacra เป็นรูปพหูพจน์ของ simulacrum คำขยาย vivid และ mental บอกว่าประสบการณ์จำลองเหล่านี้ชัดเจนและสร้างขึ้นในจิตใจ ส่วนวลีที่ตามหลัง of ระบุว่ากำลังจำลองประสบการณ์ใด
แบบฝึกหัด
ใน “Reading can create vivid mental simulacra of life in another century,” คำว่า vivid mental simulacra หมายถึงอะไร
- สิ่งของจำลองทางกายภาพที่เหมือนของจากศตวรรษนั้นทุกประการ
- มีเพียงภาพถ่ายที่พิมพ์ออกมาจากศตวรรษนั้น
- การจำลองภายในอย่างละเอียดว่าชีวิตแบบนั้นอาจให้ความรู้สึกอย่างไร
ดูคำตอบ
การจำลองภายในอย่างละเอียดว่าชีวิตแบบนั้นอาจให้ความรู้สึกอย่างไร
Stage and screen engage some of our senses directly. การใช้คำ
1:33ละครเวทีและหน้าจอดึงดูดประสาทสัมผัสบางส่วนของเราโดยตรง
Stage and screen: ละครเวทีกับสื่อภาพยนตร์หรือโทรทัศน์
Stage and screen เป็นคำจับคู่ที่ใช้กันทั่วไปเพื่อรวมสื่อเล่าเรื่องสองประเภทเข้าด้วยกัน โดย stage หมายถึงละครเวทีที่แสดงสด ส่วน screen หมายถึงภาพยนตร์และโทรทัศน์โดยกว้าง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเปรียบเทียบสื่อที่ให้ภาพและเสียงโดยตรงกับเรื่องแต่งร้อยแก้ว stage ไม่ได้หมายถึงขั้นตอนของกระบวนการ และ screen ก็ไม่ได้จำกัดความหมายไว้เพียงจอคอมพิวเตอร์
แบบฝึกหัด
"stage and screen" ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- ขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการกับจอคอมพิวเตอร์
- ละครเวทีกับสื่อภาพยนตร์หรือโทรทัศน์
- แท่นยกสูงกับสิ่งกีดขวางเพื่อป้องกัน
ดูคำตอบ
ละครเวทีกับสื่อภาพยนตร์หรือโทรทัศน์
We see and hear the interactions of the characters and the setting.
1:37เราได้เห็นและได้ยินการโต้ตอบของตัวละครและฉาก
Prose fiction: เรื่องแต่งที่เขียนเป็นร้อยแก้ว
Prose fiction หมายถึงเรื่องแต่งที่เขียนด้วยร้อยแก้วตามปกติ ไม่ใช่ร้อยกรอง โดยเฉพาะนวนิยายและเรื่องสั้น ในคำนี้ prose บอกรูปแบบของงานเขียน ส่วน fiction บอกว่าเนื้อหาเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น คำนี้ใช้แยกสื่อที่เป็นงานเขียนดังกล่าวออกจากบทกวี การแสดงบนเวที และสื่อทางจอภาพ ไม่ได้หมายถึงเพียงความเรียงเท่านั้น เพราะนวนิยายเป็นรูปแบบสำคัญของ prose fiction
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ "prose fiction" มากที่สุด
- เรื่องราวที่นักแสดงแสดงบนเวที
- เรื่องแต่งที่เขียนแบบไม่ใช่ร้อยกรอง เช่น นวนิยายและเรื่องสั้น
- ร้อยแก้วที่เป็นข้อเท็จจริง เช่น รายงานข่าวและชีวประวัติ
ดูคำตอบ
เรื่องแต่งที่เขียนแบบไม่ใช่ร้อยกรอง เช่น นวนิยายและเรื่องสั้น
all you have is static symbols on a contrasting background. ไวยากรณ์
1:43สิ่งที่คุณมีคือสัญลักษณ์ที่อยู่นิ่งบนพื้นหลังที่ตัดกัน
all you have is: เน้นทรัพยากรเพียงอย่างเดียวที่ใช้ได้
ในประโยคนี้ all you have is หมายถึง “ทรัพยากรเพียงอย่างเดียวที่คุณใช้ได้คือ…” คำว่า all เน้นข้อจำกัด ไม่ได้หมายถึงปริมาณมาก อนุประโยค all you have บอกถึงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และ is นำเข้าสิ่งที่ทรัพยากรนั้นประกอบด้วย โครงสร้างนี้วางข้อจำกัดไว้ก่อน แล้ววางทรัพยากรที่ใช้ได้ไว้ท้ายประโยคเพื่อเน้น เหมาะสำหรับคำอธิบายและข้อโต้แย้งที่แสดงว่าเหตุใดสื่อ เครื่องมือ หรือหลักฐานที่มีจำกัดจึงต้องทำหน้าที่ทั้งหมด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่บอกว่าไฟฉายเป็นทรัพยากรเพียงอย่างเดียว: At the campsite, ____ one small flashlight.
ดูคำตอบ
all you have is
matter-of-fact, non-tactile language: สำนวนตรงไปตรงมาที่ไม่มีรายละเอียดด้านการสัมผัส
Matter-of-fact ใช้บรรยายภาษาที่สงบ ตรงไปตรงมา และไม่เน้นอารมณ์อย่างเกินจริง ส่วน non-tactile หมายถึงถ้อยคำที่ไม่ทำให้นึกถึงการสัมผัสหรือพื้นผิว เช่น ความหยาบ ความเรียบ ความร้อน หรือแรงกด คำคุณศัพท์ประสมที่มีเครื่องหมายยัติภังค์ทั้งสองคำขยาย language เมื่อใช้ร่วมกัน ทั้งสองคำประเมินลักษณะของคำบรรยายคนละด้าน คือ น้ำเสียงเรียบตรง และรายละเอียดทางประสาทสัมผัสไม่ช่วยให้ผู้อ่านจินตนาการว่าสิ่งต่าง ๆ ให้ความรู้สึกทางกายอย่างไร ในบริบทนี้ คำคู่นี้มีนัยวิจารณ์เล็กน้อยว่าเพียงแค่ชัดเจนยังไม่สร้างประสบการณ์ทางกายที่ชัดเจนได้
แบบฝึกหัด
ข้อใดตีความ matter-of-fact, non-tactile language ในประโยคนี้ได้ตรงที่สุด?
- ภาษาเป็นแบบตรงไปตรงมาและให้ความรู้สึกด้านการสัมผัสหรือพื้นผิวน้อยมาก
- ภาษาใช้ศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง
- ภาษาเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกทางกาย
ดูคำตอบ
ภาษาเป็นแบบตรงไปตรงมาและให้ความรู้สึกด้านการสัมผัสหรือพื้นผิวน้อยมาก
risks being ... a weak one: risk + V-ing และ one ที่ใช้แทนคำนาม
risk + V-ing หมายถึงสิ่งหนึ่งอาจลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ ใน risks being a weak one คำว่า being คือรูป -ing หรือ gerund ที่ต้องตามหลัง risks ส่วน risk to be ไม่ใช่โครงสร้างปกติสำหรับความหมายนี้ one ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์ spell ดังนั้น a weak one จึงหมายถึง a weak spell ในที่นี้ spell หมายถึงพลังของงานเขียนที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกจมอยู่ในเรื่อง ไม่ใช่คาถาจริง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมรูป -ing ของ be ในช่องแรก แล้วใช้ one เพื่อไม่ต้องพูด proposal ซ้ำ: Without a clear plan, the proposal risks ____ a confusing ____.
ดูคำตอบ
being · one
Your reader may not get much beyond interpreting the squiggles. สำนวน
1:54ผู้อ่านของคุณอาจไม่ได้เข้าถึงอะไรมากไปกว่าการตีความเส้นยึกยือ
get much beyond interpreting the squiggles: ก้าวพ้นจากขั้นถอดรหัส
get beyond + คำนามหรือ V-ing หมายถึงก้าวข้ามขั้นหรือขีดจำกัดหนึ่งไป not get much beyond interpreting จึงหมายถึงแทบไม่ก้าวพ้นจากขั้นถอดความหมายของเครื่องหมายบนหน้า ปกติ squiggles หมายถึงเส้นเล็ก ๆ ที่คดโค้งและไม่เป็นระเบียบ การเรียกตัวอักษรว่า squiggles เป็นอุปมาแบบไม่เป็นทางการและมีน้ำเสียงลดทอนเล็กน้อย ผู้อ่านอาจประมวลสัญลักษณ์ได้ แต่ยังไม่อินกับเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าข้อความนั้นไร้ความหมายจริง ๆ
แบบฝึกหัด
ประโยคนี้อธิบายสภาพการอ่านแบบใด
- ผู้อ่านอาจเริ่มวาดเส้นโค้งไว้ข้างเรื่อง
- ผู้อ่านอาจถอดรหัสเครื่องหมายที่เขียนไว้ได้ แต่ยังไม่อินกับเรื่อง
- ผู้อ่านจำตัวอักษรใด ๆ บนหน้าไม่ได้เลย
ดูคำตอบ
ผู้อ่านอาจถอดรหัสเครื่องหมายที่เขียนไว้ได้ แต่ยังไม่อินกับเรื่อง
understand what Billie feels like ... feel what Billie feels: การเข้าใจกับการสัมผัสด้วยตนเอง
ประโยคนี้วางสองแนวคิดไว้ตรงข้ามกัน: ผู้อ่านอาจเข้าใจสภาพอารมณ์ของบิลลี แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้อ่านจะสัมผัสอารมณ์เดียวกันด้วยตนเอง คำว่า but ทำให้อนุประโยคหลังเป็นข้อจำกัดสำคัญ และเน้นความต่างระหว่างการรู้กับการมีประสบการณ์จริง ใน understand what Billie feels like คำว่า feel like บอกว่าสภาพอารมณ์ของเธอเป็นอย่างไร ส่วนใน feel what Billie feels คำว่า feel เป็นกริยาหลัก หมายถึงสัมผัสอารมณ์ที่เธอสัมผัส การใช้ feel ซ้ำในโครงสร้างที่เปลี่ยนไปทำให้เห็นความต่างได้ชัด
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเปรียบต่างระหว่างการเข้าใจอารมณ์กับการสัมผัสอารมณ์นั้นด้วยตนเองได้ชัดที่สุด
- I understand why Maya is disappointed, but I do not feel her disappointment.
- Maya understands the problem, and I explain it clearly.
- I feel disappointed because Maya understands the problem.
ดูคำตอบ
I understand why Maya is disappointed, but I do not feel her disappointment.
be immersed in: ดื่มด่ำอย่างเต็มที่กับประสบการณ์หนึ่ง
be immersed in + คำนาม หมายถึงจดจ่อหรือดื่มด่ำอย่างลึกซึ้งในสภาพแวดล้อม กิจกรรม หรือประสบการณ์ โดยให้ความสนใจเกือบทั้งหมดอยู่กับสิ่งนั้น ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือผู้อ่านรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกของเรื่องราวทางความคิด ไม่ได้อยู่ใต้น้ำจริง ๆ คำว่า not ที่อยู่ก่อนหน้ากลับความหมาย จึงเป็นการบอกว่าผู้อ่านไม่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องราวอย่างเต็มที่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ดื่มด่ำอย่างลึกซึ้ง”: During the final chapter, Leo was completely ____ the story.
ดูคำตอบ
immersed in
discovering the truths of Billie's life at the same time that Billie herself does. ไวยากรณ์
2:07ไม่ได้ค้นพบความจริงในชีวิตของ Billie ในเวลาเดียวกับที่ตัว Billie เองค้นพบ
at the same time that: เชื่อมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
at the same time that ตามด้วยอนุประโยคที่มีโครงสร้างครบ และบอกว่าเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน วลีนี้เน้นจังหวะเวลาที่ตรงกันอย่างชัดเจน ส่วน while ก็บอกช่วงเวลาที่ทับซ้อนกันได้ แต่มักให้น้ำเสียงที่เป็นกลางกว่า ใน Billie herself does คำว่า does ใช้แทน discovers the truths of Billie's life จึงไม่ต้องกล่าวกริยาวลีเดิมซ้ำ ส่วน herself เน้นว่าบิลลีเองก็เป็นผู้ค้นพบ ไม่ใช่เพียงผู้อ่านเท่านั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเชื่อมจากบทเรียนเพื่อเน้นว่าเหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน: Mia reached the finish line ____ the clock struck noon.
ดูคำตอบ
at the same time that
plays with our senses: การใช้เชิงสร้างสรรค์ที่ไม่ใช่ความหมายตรงตัว
plays with ในที่นี้ไม่ได้ใช้ตามความหมายตรงตัว งานเขียนบันเทิงคดีถูกนำเสนอราวกับว่าสามารถใช้รายละเอียดด้านประสาทสัมผัสอย่างสร้างสรรค์ เพื่อปลุกหรือปรับเปลี่ยนภาพที่ผู้อ่านจินตนาการว่าได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส และได้สัมผัส การทำให้สิ่งไม่มีชีวิตมีลักษณะเหมือนบุคคลเช่นนี้ทำให้ความคิดเห็นเชิงนามธรรมเกี่ยวกับงานเขียนดูมีพลังและมีชีวิตชีวา ไม่ได้หมายความว่างานเขียนกำลังเล่นเกมจริง ๆ หรือจงใจหลอกผู้อ่าน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ play with ในความหมายเชิงสร้างสรรค์และไม่ตรงตัวเหมือนตัวอย่าง?
- The filmmaker plays with light and shadow to build suspense.
- He plays with her feelings and refuses to be honest.
- The children play with a ball after school.
ดูคำตอบ
The filmmaker plays with light and shadow to build suspense.
It also plays with our ability to abstract and make complex associations. โน้ต
2:22มันยังเล่นกับความสามารถของเราในการสร้างนามธรรมและการเชื่อมโยงที่ซับซ้อน
ability to abstract: abstract ที่ใช้เป็นคำกริยา
ใน ability to abstract คำว่า abstract เป็นคำกริยา หมายถึงการก้าวจากตัวอย่างหรือประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงไปสู่แนวคิดที่กว้างกว่า โครงสร้างคือ ability to + คำกริยารูปพื้นฐาน ดังนั้น abstract จึงบอกสิ่งที่คนเราสามารถทำได้ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวหมายถึงการคิดเชิงแนวคิด ผู้อ่านสามารถเปลี่ยนรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปแบบหรือความหมายที่กว้างขึ้นได้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ abstract เป็นคำกริยาในความหมายว่า สร้างแนวคิดทั่วไปจากตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง
- People can abstract a general rule from several examples.
- The painting explores an abstract idea.
- She read the abstract before the full report.
ดูคำตอบ
People can abstract a general rule from several examples.
make complex associations: สร้างความเชื่อมโยงทางความคิดที่ซับซ้อน
Make associations หมายถึงการสร้างความเชื่อมโยงในใจระหว่างความคิด ความทรงจำ ความรู้สึก หรือสิ่งต่าง ๆ ในที่นี้ make หมายถึงการก่อให้เกิดหรือสร้างความเชื่อมโยง ไม่ได้หมายถึงการผลิตสิ่งของที่จับต้องได้ Complex ขยาย associations จึงบอกว่าความเชื่อมโยงเหล่านี้มีหลายแนวคิดหรือหลายชั้น ไม่ใช่ความเชื่อมโยงง่าย ๆ เพียงอย่างเดียว รูปแบบที่ใช้บ่อยคือ make associations between A and B
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกลุ่มคำเป้าหมาย make associations: The photo exhibit helps visitors ____ between past events and their own lives.
ดูคำตอบ
make associations
ghost quiet: อุปลักษณ์แบบย่อเพื่อบรรยายความเงียบ
ใน ghost quiet คำนาม ghost ถูกวางไว้หน้าคำคุณศัพท์ quiet โดยตรง Ghost ไม่ใช่คำบอกระดับทั่วไปอย่าง very แต่เพิ่มภาพของสิ่งที่ไร้เสียง ว่างเปล่า และน่าขนลุกเล็กน้อย เนื่องจากวลีนี้ไม่ได้ใช้ like หรือ as การเปรียบเทียบจึงเป็นการบอกเป็นนัยแทนที่จะกล่าวออกมาตรง ๆ อุปลักษณ์แบบย่อนี้ทำให้ความเงียบดูชัดเจนและสร้างบรรยากาศมากขึ้น
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดบอกหน้าที่ของ ghost quiet ในประโยคได้ดีที่สุด
- ใช้ ghost เป็นคำวิเศษณ์ทั่วไปที่แปลว่า “อย่างยิ่ง”
- บอกว่าผีกำลังพูดด้วยเสียงเบา
- ใช้ ghost เป็นภาพที่แทรกอยู่ในการบรรยายความเงียบ
ดูคำตอบ
ใช้ ghost เป็นภาพที่แทรกอยู่ในการบรรยายความเงียบ
except for the crack of sails and the burbling of water against hull. การใช้คำ
2:32ยกเว้นเสียงปะทะของใบเรือและเสียงน้ำไหลรินกระทบตัวเรือ
the crack of sails: crack ในฐานะคำนามบอกเสียง
ใน the crack of sails คำว่า crack เป็นคำนามที่หมายถึงเสียงสะบัดหรือเสียงแตกที่ดังขึ้นอย่างฉับพลันและคมชัด วลีที่มี of บอกแหล่งกำเนิดเสียง กล่าวคือใบเรือส่งเสียงนี้เมื่อลมหรือการเคลื่อนไหวดึงใบเรือจนตึง ในที่นี้ crack ไม่ได้หมายถึงรอยแยกที่มองเห็น และไม่จำเป็นต้องบอกว่าใบเรือเสียหาย คำบอกเสียงที่เฉพาะเจาะจงอย่าง crack สร้างภาพเสียงได้ชัดกว่าคำทั่วไปอย่าง sound
แบบฝึกหัด
the crack of sails ในประโยคหมายถึงอะไร
- การเคลื่อนไหวเบา ๆ ของน้ำข้างลำเรือ
- เสียงฉับพลันและคมชัดที่เกิดจากใบเรือ
- รอยแยกที่มองเห็นและพาดผ่านใบเรือ
ดูคำตอบ
เสียงฉับพลันและคมชัดที่เกิดจากใบเรือ
the burbling of water against hull: เสียงน้ำไหลสัมผัสลำเรือ
วลีคำนาม the burbling of water ใช้ burbling เป็นเสียงที่เกิดจากน้ำที่กำลังเคลื่อนไหว Burbling สื่อถึงเสียงเบา ๆ ต่อเนื่อง คล้ายเสียงน้ำปุดหรือเสียงน้ำไหลริน จึงทำให้รับรู้ทั้งเสียงที่ได้ยินและการเคลื่อนไหวของน้ำ Against hull บอกตำแหน่งที่เกิดเสียงนั้น คือ น้ำสัมผัสหรือไหลไปตาม hull ซึ่งเป็นลำตัวด้านนอกของเรือ ในที่นี้ against หมายถึงสัมผัสกับพื้นผิว ไม่ได้หมายถึงต่อต้าน
แบบฝึกหัด
the burbling of water against hull บรรยายถึงอะไรในที่นี้?
- รอยแตกกำลังเปิดขึ้นที่ลำตัวด้านนอกของเรือ
- เสียงเบา ๆ ต่อเนื่องของน้ำที่กำลังเคลื่อนไหวและสัมผัสกับเรือ
- น้ำกำลังต่อต้านเรือและพยายามผลักเรือไปข้างหลัง
ดูคำตอบ
เสียงเบา ๆ ต่อเนื่องของน้ำที่กำลังเคลื่อนไหวและสัมผัสกับเรือ
Notice that Buckell doesn't use the generic word sound. การใช้คำ
2:43สังเกตว่า Buckell ไม่ได้ใช้คำทั่วไปอย่างคำว่า เสียง
generic word sound: คำกว้าง ๆ กับคำที่เจาะจง
ในวลี generic word sound คำว่า generic หมายถึงมีความหมายกว้าง ไม่ได้เจาะจง Sound บอกเพียงหมวดกว้าง ๆ ว่าเป็นเสียง ขณะที่ crack และ burbling ยังแสดงลักษณะเฉพาะของเสียงและชวนให้นึกถึงแหล่งกำเนิดหรือการเคลื่อนไหวด้วย คำว่า generic ในที่นี้ใช้ประเมินว่าคำนั้นให้รายละเอียดมากเพียงใดในบริบทการเขียนนี้ ไม่ได้หมายความว่า sound เป็นคำที่พบได้น้อย ใช้ผิด หรือเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ดีเสมอไป
แบบฝึกหัด
เหตุใด sound จึงถูกเรียกว่า generic word ในที่นี้?
- คำนี้บอกหมวดกว้าง ๆ แต่ไม่ได้แสดงลักษณะเฉพาะของเสียง
- คำนี้เป็นศัพท์เฉพาะที่ผู้อ่านส่วนใหญ่ไม่รู้จัก
- คำนี้ผิดหลักไวยากรณ์ทุกครั้งที่ใช้กล่าวถึงเสียงรบกวน
ดูคำตอบ
คำนี้บอกหมวดกว้าง ๆ แต่ไม่ได้แสดงลักษณะเฉพาะของเสียง
Each word he chooses evokes a particular quality of sound. วลี
2:47ทุกคำที่เขาเลือกกระตุ้นให้เกิดคุณภาพของเสียงที่เฉพาะเจาะจง
evokes a particular quality of sound: ทำให้นึกถึงลักษณะเฉพาะของเสียง
ในประโยคนี้ evokes หมายถึง “ทำให้ความประทับใจหรือความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในใจ” คำที่เลือกใช้สามารถทำให้ผู้อ่านจินตนาการถึงลักษณะของเสียงบางอย่างได้ โดยไม่ต้องอธิบายหรือสร้างเสียงนั้นขึ้นมาโดยตรง a particular quality of sound หมายถึงลักษณะเฉพาะของเสียง เช่น ความคมชัด ความนุ่มนวล หรือจังหวะ ในที่นี้ quality บอกว่าเสียงมีลักษณะอย่างไร ไม่ได้บอกว่าเสียงนั้นดีหรือไม่ดี
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าภาพทำให้ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในใจ แทนที่จะอธิบายความรู้สึกนั้นโดยตรง
- The image evokes a feeling of calm.
- The image imitates the sound of the sea.
- The image describes every visual detail.
ดูคำตอบ
The image evokes a feeling of calm.
like an artist laying on washes of color: อุปมากับการทาสีบาง ๆ ซ้อนเป็นชั้น
Like an artist laying on washes of color เป็นอุปมาโดยใช้ like เปรียบการค่อย ๆ สร้างผลในงานเขียนกับวิธีที่ศิลปินทาสี ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนกำลังวาดภาพจริง ๆ Laying on หมายถึงการทาสีลงบนพื้นผิว ส่วน washes of color คือชั้นสีเจือจางที่บางและมักโปร่งใส ภาพนี้สื่อถึงการค่อย ๆ เพิ่มผลทีละชั้น
แบบฝึกหัด
อุปมานี้เปรียบเทียบอะไรกับอะไร
- เปรียบการค่อย ๆ เพิ่มผลในงานเขียนกับการทาสีซ้อนกันหลายชั้น
- ตำหนิศิลปินว่าใช้สีมากเกินไป
- บอกว่าผู้เขียนกำลังวาดภาพจริง ๆ แทนที่จะเขียน
ดูคำตอบ
เปรียบการค่อย ๆ เพิ่มผลในงานเขียนกับการทาสีซ้อนกันหลายชั้น
give the sense of texture to a painting: สร้างความรู้สึกถึงพื้นผิว
ในวลี give the sense of texture to a painting คำว่า give หมายถึงทำให้เกิดหรือสร้าง และ sense หมายถึงความรู้สึกหรือภาพรับรู้ วลีนี้บอกว่าทำให้ภาพวาดดูมีพื้นผิวสัมผัส ไม่ได้หมายถึงการยื่นสิ่งของให้ภาพวาดจริง ๆ โครงสร้าง give a/the sense of X to Y สามารถนำไปใช้อธิบายว่าลักษณะหนึ่งสร้างความรู้สึกบางอย่างในงาน สถานที่ หรือการออกแบบได้อย่างไร ในที่นี้ texture คือภาพรับรู้ทางสายตาเกี่ยวกับลักษณะหรือมิติของพื้นผิว
แบบฝึกหัด
give the sense of texture to a painting ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?
- ทำให้ภาพวาดสร้างความรู้สึกว่าพื้นผิวมีลักษณะเฉพาะ
- บอกชื่อหนึ่งในประสาทสัมผัสทั้งห้าที่ใช้วาดภาพ
- นำสิ่งของที่มีพื้นผิวสัมผัสไปยื่นให้ภาพวาดจริง ๆ
ดูคำตอบ
ทำให้ภาพวาดสร้างความรู้สึกว่าพื้นผิวมีลักษณะเฉพาะ
adds another layer, motion: layer ที่หมายถึงผลลัพธ์เพิ่มเติม
ใน adds another layer คำว่า layer เป็นคำเปรียบเทียบถึงอีกหนึ่งมิติหรือผลลัพธ์ที่เพิ่มเข้ามาในงาน ไม่ใช่ชั้นวัสดุจริง ประโยคนี้หมายความว่ามีการเพิ่มความรู้สึกเคลื่อนไหวต่อจากผลลัพธ์ที่พูดถึงก่อนหน้านี้ คำนามสั้น ๆ motion หลังเครื่องหมายจุลภาคบอกว่าชั้นใหม่คืออะไร การระบุแบบย่อเช่นนี้พบได้บ่อยในคำอธิบายแบบพูดหรือแบบกระชับ: another layer—motion
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ layer ในความหมายว่าผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่วัสดุจริง?
- The final scene adds another layer of tension to the story.
- The painter adds another layer of blue paint to the wall.
- The baker adds another layer of icing to the cake.
ดูคำตอบ
The final scene adds another layer of tension to the story.
he gives us an abstract connection by linking the word quiet with the word ghost. วลี
3:09เขาก็ให้การเชื่อมโยงเชิงนามธรรมแก่เราโดยเชื่อมโยงคำว่าเงียบสงัดเข้ากับคำว่าวิญญาณ
linking the word quiet with the word ghost: โครงสร้าง link A with B
link A with B หมายถึงการเชื่อม A กับ B เพื่อให้เข้าใจว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน ในที่นี้สิ่งที่เชื่อมคือคำ quiet และ ghost ส่วน with ใช้นำสิ่งที่สองของความเชื่อมโยง ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่มาทำกริยาร่วมกัน by + รูป -ing ใช้บอกวิธีการ กล่าวคือความเชื่อมโยงเชิงนามธรรมเกิดจากการเชื่อมคำทั้งสอง โครงสร้างนี้ใช้ได้เมื่อต้องการอธิบายว่าผู้เขียนสร้างความเชื่อมโยงทางความคิดอย่างไร
แบบฝึกหัด
ใช้ link A with B เติมประโยคให้สมบูรณ์: The analysis creates an association by ____ the color red ____ danger.
ดูคำตอบ
linking · with
quiet as a ghost: การเปรียบเทียบที่ระบุชัดด้วย as
quiet as a ghost ใช้ as เพื่อแสดงการเปรียบเทียบอย่างชัดเจน โดยนำคุณสมบัติ quiet ไปเปรียบกับความเงียบของผีตามจินตนาการ ในทางวรรณกรรม นี่คืออุปมาแบบชัดเจน ไม่ใช่การหลอมสองแนวคิดเข้าด้วยกันโดยตรง Not ที่ขึ้นต้นมีความสำคัญ ผู้พูดยกถ้อยคำที่เป็นไปได้นี้ขึ้นมาเพื่อปฏิเสธและเปรียบต่างกับ ghost quiet ที่กระชับกว่า ดังนั้นข้อความส่วนนี้จึงเป็นการวิเคราะห์ ไม่ใช่การแนะนำให้ใช้
แบบฝึกหัด
as ทำหน้าที่อะไรในข้อความ “Not quiet as a ghost,”?
- ระบุอย่างชัดเจนว่า ghost เป็นสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบกับ quiet
- หมายความว่า quiet กำลังทำสิ่งหนึ่งร่วมกับ ghost
- เปลี่ยน ghost ให้เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับทั่วไป
ดูคำตอบ
ระบุอย่างชัดเจนว่า ghost เป็นสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบกับ quiet
which would put a distancing layer of simile between the reader and the experience. การใช้คำ
3:16ซึ่งจะทำให้เกิดระยะห่างของการอุปมาอุปไมยระหว่างผู้อ่านและประสบการณ์
distancing layer of simile: ชั้นของความห่างที่เกิดจากอุปมา
ในประโยคนี้ a distancing layer of simile หมายความว่า อุปมาที่กล่าวอย่างชัดเจนทำให้มีระยะขั้นหนึ่งในทางความคิดหรือสุนทรียะคั่นอยู่ระหว่างผู้อ่านกับประสบการณ์ที่บรรยายไว้ คำว่า distancing ไม่ได้หมายถึงระยะทางจริง ๆ ผู้อ่านจะสังเกตการเปรียบเทียบก่อน แทนที่จะสัมผัสภาพนั้นได้โดยตรงเท่าเดิม วลีนี้กล่าวเชิงเปรียบเทียบว่า simile เป็นเหมือนชั้นหนึ่ง ในการวิเคราะห์วรรณกรรม ถ้อยคำนี้ช่วยอธิบายว่ากลวิธีหนึ่งอาจทำให้ประสบการณ์ผ่านตัวกลางมากขึ้นหรือรู้สึกไม่ฉับพลันเท่าเดิม
แบบฝึกหัด
a distancing layer of simile ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- อุปมานี้บรรยายระยะทางจริงที่ไกลมากในฉาก
- ผู้เขียนเพิ่มเหตุการณ์อีกเหตุการณ์ระหว่างสองส่วนของเรื่อง
- อุปมาที่กล่าวอย่างชัดเจนทำให้ประสบการณ์ของผู้อ่านไม่ตรงไปตรงมาเท่าเดิม
ดูคำตอบ
อุปมาที่กล่าวอย่างชัดเจนทำให้ประสบการณ์ของผู้อ่านไม่ตรงไปตรงมาเท่าเดิม
for an implied rather than overt comparison. การใช้คำ
3:25สำหรับการเปรียบเทียบโดยนัยแทนที่จะเปรียบเทียบอย่างโจ่งแจ้ง
implied rather than overt comparison: การเปรียบเทียบแบบแฝงแทนแบบเปิดเผย
ในวลีนี้ implied หมายถึงการเปรียบเทียบที่ผู้อ่านต้องอนุมาน ส่วน overt หมายถึงการเปรียบเทียบที่กล่าวออกมาอย่างเปิดเผย ซึ่งมักมีตัวบ่งชี้ที่ชัดเจน เช่น like หรือ as การเปรียบเทียบนั้นมีอยู่ แต่ไม่ได้บอกออกมาโดยตรง รูปแบบ A rather than B เลือกหรือเน้น A โดยนำไปตัดกับ B ในที่นี้รูปแบบดังกล่าวระบุวิธีที่ต้องการอย่างแม่นยำว่าเป็นการเปรียบเทียบแบบแฝง ไม่ใช่แบบเปิดเผย
แบบฝึกหัด
ประโยคใดกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติว่าการเปรียบเทียบนั้นเป็นนัย ไม่ได้กล่าวอย่างเปิดเผย
- The comparison is implied rather than overt.
- The comparison is implied as well as overt.
- The comparison is overt rather than implied.
ดูคำตอบ
The comparison is implied rather than overt.
are always told to avoid clichés: คำแนะนำทั่วไปในรูปกรรมวาจก
are told to avoid เป็นโครงสร้างกรรมวาจก โดย writers เป็นฝ่ายได้รับคำสั่งหรือคำแนะนำ รูปแบบคือ be + told + to-infinitive และในประโยคนี้ใช้ are told to avoid ผู้ให้คำแนะนำถูกละไว้ เพราะจุดเน้นอยู่ที่แนวทางการเขียนที่พบได้ทั่วไป ไม่ใช่ว่าใครเป็นคนพูด always เน้นว่านักเขียนได้ยินคำแนะนำนี้ซ้ำ ๆ หรือเป็นคำแนะนำที่พบได้บ่อยมาก ในข้อความที่กล่าวแบบกว้าง ๆ เช่นนี้ คำนี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเป็นจริงกับนักเขียนทุกคนในทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้รูปกรรมวาจกของ tell พร้อมกับ always และ avoid: Writers ____ clichés.
ดูคำตอบ
are always told to avoid
very little engagement for the reader: ผู้อ่านแทบไม่มีส่วนร่วม
engagement ในที่นี้หมายถึงการมีส่วนร่วมทางความคิดของผู้อ่านกับงานเขียน เช่น งานเขียนดึงความสนใจ ชวนให้คิด หรือกระตุ้นจินตนาการได้มากเพียงใด ไม่ได้หมายถึงการหมั้น engagement ในความหมายนี้เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงใช้ little เพื่อบอกว่ามีปริมาณหรือระดับต่ำ very little engagement for the reader หมายถึงผู้อ่านแทบไม่มีเหตุผลหรือโอกาสที่จะรู้สึกมีส่วนร่วม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ engagement ในความหมายว่าการมีส่วนร่วมทางความคิดหรือการเข้าร่วม?
- The interactive lesson led to stronger engagement from the class.
- She has a speaking engagement at the library on Friday.
- They celebrated their engagement with a family dinner.
ดูคำตอบ
The interactive lesson led to stronger engagement from the class.
overused image: จินตภาพทางวรรณกรรมที่หมดความสดใหม่
overused image คือจินตภาพที่เกิดจากถ้อยคำและถูกใช้บ่อยจนไม่รู้สึกสดใหม่อีกต่อไป ในที่นี้ image หมายถึงแนวคิดหรือภาพที่เกิดขึ้นในใจผู้อ่าน ไม่ใช่ภาพถ่ายหรือภาพกราฟิกในคอมพิวเตอร์ วลีนี้บอกว่าผลของงานเขียนอ่อนลง ไม่ได้บอกว่าไวยากรณ์ผิด จินตภาพอาจชัดเจนและถูกต้อง แต่ยังดูจำเจได้เพราะผู้อ่านเคยพบมาหลายครั้งแล้ว
แบบฝึกหัด
ในการวิจารณ์วรรณกรรม overused image หมายถึงอะไร
- จินตภาพจากถ้อยคำที่หมดความสดใหม่เพราะถูกใช้ซ้ำ
- ภาพที่มีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์
- ภาพถ่ายที่ถูกคัดลอกหลายครั้งเกินไป
ดูคำตอบ
จินตภาพจากถ้อยคำที่หมดความสดใหม่เพราะถูกใช้ซ้ำ
red as a rose: อุปมาที่คุ้นเคยและอาจดูซ้ำซาก
วลี red as a rose เปรียบสีแดงกับดอกกุหลาบ เป็นอุปมา โดย as แสดงการเปรียบเทียบและช่วยให้ผู้อ่านนึกภาพสีนั้นได้ วลีนี้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ แต่เป็นที่คุ้นเคยมาก ในงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ความคุ้นเคยนี้อาจทำให้กลายเป็น cliché หรือวลีซ้ำซากที่ไม่สร้างภาพใหม่อีกแล้ว
แบบฝึกหัด
ในงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ข้อใดประเมิน red as a rose ได้ถูกต้องที่สุด
- วลีนี้ใช้บรรยายได้เฉพาะสิ่งที่ทำจากดอกกุหลาบเท่านั้น
- วลีนี้ผิดไวยากรณ์เพราะไม่สามารถเปรียบเทียบสีกับดอกไม้ได้
- วลีนี้เป็นอุปมาที่ชัดเจน แต่การใช้บ่อยอาจทำให้ดูซ้ำซาก
ดูคำตอบ
วลีนี้เป็นอุปมาที่ชัดเจน แต่การใช้บ่อยอาจทำให้ดูซ้ำซาก
give them “love began on a beach”: จากคำแนะนำสู่ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
ในที่นี้ give them เป็นรูปคำสั่งที่พูดกับผู้เขียน และ them หมายถึงผู้อ่าน สิ่งที่ “ให้” ไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นประโยคเปิดเรื่อง Love began on a beach โดย give ในที่นี้หมายถึง “นำเสนอให้ผู้อ่าน” เห็นภาพหรือได้อ่านข้อความหนึ่ง But ทำให้คำอธิบายเปลี่ยนจากหลักการเขียนทั่วไปไปสู่การสาธิตที่เป็นรูปธรรม ประโยคนี้บอกผู้เขียนก่อนว่าควรทำอะไร แล้วจึงยกตัวอย่างจุดเริ่มเรื่องที่มีชีวิตชีวาและผู้อ่านจินตนาการตามได้
แบบฝึกหัด
give them “Love began on a beach” ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายนี้
- ขอให้ผู้อ่านมอบวัตถุชิ้นหนึ่งให้ผู้เขียน
- เปลี่ยนหัวข้อจากการเขียนไปเป็นภูมิศาสตร์ของชายหาด
- บอกผู้เขียนให้นำเสนอจุดเริ่มเรื่องที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้อ่าน
ดูคำตอบ
บอกผู้เขียนให้นำเสนอจุดเริ่มเรื่องที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้อ่าน
it began that day when Jacob saw Anette in her stewed cherry dress, โน้ต
3:41มันเริ่มต้นขึ้นในวันที่ Jacob เห็น Anette ในชุดสีเชอร์รี่ตุ๋นของเธอ
it began that day when: ระบุจุดเริ่มต้นสำคัญของเรื่อง
it หมายถึงความรักหรือความสัมพันธ์ที่เพิ่งกล่าวถึง began that day ระบุวันหนึ่งโดยเฉพาะให้เป็นจุดเริ่มต้น ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when บอกว่าเหตุการณ์ใดทำให้วันนั้นสำคัญ ลำดับนี้จัดข้อมูลในเรื่องเป็นสองขั้น ขั้นแรกระบุเวลาสำคัญ จากนั้นเปิดฉากด้วยอนุประโยค when จึงเปลี่ยนหัวข้อที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้อ่านนึกภาพได้
แบบฝึกหัด
ใช้รูปแบบสี่คำที่เรียนมาเพื่อระบุจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนและนำเข้าสู่เหตุการณ์สำคัญ: Their friendship ____ they missed the same train.
ดูคำตอบ
began that day when
stewed cherry dress: สร้างภาพด้วยการเชื่อมโยงทางประสาทสัมผัส
ในประโยคนี้ stewed cherry dress เป็นภาพที่ผู้เขียนสร้างขึ้น ไม่ใช่ชื่อสีมาตรฐาน และไม่ได้หมายถึงชุดที่ทำจากเชอร์รี คำว่า stewed cherry ขยาย dress และชวนให้ผู้อ่านนึกถึงลักษณะของเชอร์รีที่ผ่านการตุ๋น เช่น สีแดงเข้มและเนื้อสัมผัสที่นุ่มเข้มข้น คำบรรยายนี้ไม่ได้กำหนดเฉดสีหรือเนื้อผ้าที่แน่นอน ผู้อ่านจึงต้องสร้างภาพขึ้นเอง การผสมประสาทสัมผัสแบบคาดไม่ถึงเช่นนี้ทำให้คำบรรยายเชิงสร้างสรรค์ดูสดใหม่กว่าการใช้คำเรียกสีทั่วไป
แบบฝึกหัด
stewed cherry dress มีหน้าที่หลักอย่างไรในประโยคนี้?
- วลีนี้บอกว่าชุดทำจากเชอร์รีที่ปรุงสุกแล้ว
- วลีนี้สื่อถึงรูปลักษณ์ของชุดผ่านสิ่งที่เชื่อมโยงกับเชอร์รีที่ปรุงสุกแล้ว
- วลีนี้ให้รหัสสีมาตรฐานของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า
ดูคำตอบ
วลีนี้สื่อถึงรูปลักษณ์ของชุดผ่านสิ่งที่เชื่อมโยงกับเชอร์รีที่ปรุงสุกแล้ว
of figuring out what a stewed cherry dress is like. ไวยากรณ์
3:50ในการนึกภาพว่าชุดสีเชอร์รี่ตุ๋นนั้นเป็นอย่างไร
engage in the absorbing task of figuring out: มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในงานทางความคิด
Engage in หมายถึงเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ในที่นี้ their brains ถูกทำให้เหมือนเป็นบุคคลที่กำลังลงมือทำงานทางความคิด ส่วน of figuring out what the dress is like ระบุว่าเนื้อหาของงานนั้นคือการคิดให้ออกว่าชุดมีลักษณะอย่างไร absorbing ในที่นี้บอกว่างานน่าสนใจมากจนดึงความสนใจไว้ได้ ไม่ได้หมายถึงการดูดซับของเหลว โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ engage in + กิจกรรมหรืองาน เมื่อต้องการบอกเนื้อหาของงาน ให้ใช้ the task of ตามด้วยคำกริยารูป -ing
แบบฝึกหัด
ใช้โครงสร้าง engage in + task + of figuring out เติมประโยคให้สมบูรณ์: Yesterday, the young detectives ____ the absorbing task of ____ where the missing key had gone.
ดูคำตอบ
engaged in · figuring out
what a stewed cherry dress is like: ลำดับคำในคำถามแฝง
อนุประโยค what a stewed cherry dress is like ใช้ถามถึงลักษณะหรือภาพรวมของชุดเดรส อนุประโยคนี้เป็นคำถามแฝงที่ตามหลัง figuring out ไม่ใช่คำถามที่ถามอีกคนโดยตรง คำถามแฝงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ what + ประธาน + be + like คำถามตรงคือ What is a stewed cherry dress like? แต่เมื่ออยู่ในประโยคที่ยาวกว่า ลำดับคำจะเป็น what a stewed cherry dress is like
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยเปลี่ยน “What is the room like?” เป็นรูปคำถามแฝง: I am trying to imagine ____.
ดูคำตอบ
what the room is like
about to fall in love: กำลังจะตกหลุมรัก
be about to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงคาดว่าบางสิ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานมาก ในที่นี้ about เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่พูดถึงอนาคต ไม่ได้แปลว่า “ประมาณ” fall in love เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงเริ่มรักใครสักคนในเชิงโรแมนติก เมื่อนำมารวมเป็น about to fall in love จึงสื่อว่าความรู้สึกกำลังจะเปลี่ยนในอีกชั่วขณะ
แบบฝึกหัด
ใช้รูปปัจจุบันของ be about to และวลี fall in love เติมประโยคให้สมบูรณ์: Right now, the two characters ____.
ดูคำตอบ
are about to fall in love
They're experiencing the story at both a visceral and a conceptual level, วลี
3:56พวกเขากำลังสัมผัสกับเรื่องราวทั้งในระดับสัญชาตญาณและระดับแนวคิด
at both a visceral and a conceptual level: ทั้งในระดับความรู้สึกโดยตรงและระดับมโนทัศน์
โครงสร้าง at both a ... and a ... level ใช้นำเสนอว่าวิธีสัมผัสประสบการณ์เดียวกันเกิดขึ้นในสองระดับที่แตกต่างกัน both ใช้คู่กับ and และการใช้ a ซ้ำแสดงว่าคำคุณศัพท์แต่ละคำอธิบายระดับของตนเอง ในที่นี้ visceral หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นทันที ทางกาย หรือจากสัญชาตญาณ ส่วน conceptual หมายถึงความเข้าใจผ่านแนวคิดและการคิด ประโยคนี้บอกว่าเรื่องราวถูกรู้สึกโดยตรงและเข้าใจด้วยความคิดไปพร้อมกัน โดย visceral ไม่ได้แปลว่า “รุนแรง”
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างคู่ที่ใช้บอกสองระดับให้สมบูรณ์: The workshop works at ____ a practical ____ a theoretical level.
ดูคำตอบ
both · and
meeting the writer halfway in the imaginative play สำนวน
4:01พบกับนักเขียนครึ่งทางในการเล่นกับจินตนาการ
meeting the writer halfway: ผู้อ่านร่วมใช้จินตนาการในส่วนของตน
Meet someone halfway หมายถึงทั้งสองฝ่ายต่างลงแรง แทนที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายทำทุกอย่างเพียงฝ่ายเดียว ในประโยคนี้ meeting อยู่ในรูป -ing เพราะใช้เล่าต่อว่าผู้อ่านสัมผัสเรื่องราวอย่างไร ในที่นี้สำนวนดังกล่าวใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ผู้เขียนให้ภาษาที่ชวนให้จินตนาการ ส่วนผู้อ่านใช้จินตนาการเติมเต็มฉากหรือความหมาย ไม่ได้หมายถึงจุดนัดพบจริง ๆ และเน้นการร่วมกันสร้างด้วยจินตนาการมากกว่าการเจรจาต่อรอง
แบบฝึกหัด
ใน meeting the writer halfway ผู้อ่านกำลังทำอะไร?
- รอให้ผู้เขียนอธิบายรายละเอียดทุกอย่างเพียงฝ่ายเดียว
- ใช้จินตนาการอย่างกระตือรือร้นเพื่อช่วยสร้างความหมายของเรื่อง
- เดินไปยังจุดกึ่งกลางจริง ๆ เพื่อพบผู้เขียน
ดูคำตอบ
ใช้จินตนาการอย่างกระตือรือร้นเพื่อช่วยสร้างความหมายของเรื่อง
dynamic world of the senses: โลกแห่งประสาทสัมผัสในจินตนาการที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง
ในที่นี้ a dynamic world of the senses เป็นอุปมาที่หมายถึงฉากในจินตนาการซึ่งสร้างขึ้นจากรายละเอียดด้านประสาทสัมผัส world ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง แต่หมายถึงประสบการณ์อันหลากหลายที่ภาษาช่วยสร้างขึ้นในใจของผู้อ่าน dynamic แสดงว่าประสบการณ์นี้มีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ภาพที่หยุดนิ่ง เสียง ภาพ สัมผัส กลิ่น และรสสามารถทำงานร่วมกันขณะที่ฉากค่อย ๆ คลี่คลาย
แบบฝึกหัด
“a dynamic world of the senses” ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- ประเทศที่มีอยู่จริงและเข้าไปได้ด้วยการสัมผัสเท่านั้น
- ฉากในจินตนาการที่สร้างจากรายละเอียดด้านประสาทสัมผัสและค่อย ๆ พัฒนาต่อไป
- แผนภาพทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงอวัยวะรับสัมผัสของร่างกาย
ดูคำตอบ
ฉากในจินตนาการที่สร้างจากรายละเอียดด้านประสาทสัมผัสและค่อย ๆ พัฒนาต่อไป
well-chosen words: ถ้อยคำที่เลือกอย่างรอบคอบให้เหมาะกับจุดประสงค์
well-chosen words หมายถึงคำที่เลือกอย่างรอบคอบเพราะเหมาะกับจุดประสงค์ ผู้รับสาร และบริบทที่เฉพาะเจาะจง well-chosen เป็นคำคุณศัพท์ประสมที่มีเครื่องหมายยัติภังค์และวางไว้หน้าคำนาม words วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าคำนั้นต้องยาว หายาก หรือหรูหรา คำง่าย ๆ ก็เป็น well-chosen ได้ หากความหมาย เสียง หรือน้ำเสียงของคำนั้นสร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายที่หมายถึง “คำที่เลือกอย่างรอบคอบเพื่อจุดประสงค์นั้น”: The guide uses ____ to make each step easy to follow.
ดูคำตอบ
well-chosen words
Then create unexpected connotations among your story elements การใช้คำ
4:16จากนั้นสร้างความหมายแฝงที่คาดไม่ถึงในองค์ประกอบเรื่องราวของคุณ
unexpected connotations: ความเชื่อมโยงเพิ่มเติมที่น่าประหลาดใจ
Connotations คือความรู้สึก ความคิด และความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่คำ ภาพ หรือองค์ประกอบของเรื่องชวนให้นึกถึงนอกเหนือจากความหมายโดยตรง unexpected connotations คือความเชื่อมโยงเพิ่มเติมที่น่าประหลาดใจซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาวางร่วมกัน ในที่นี้ create ... among หมายถึงการจัดองค์ประกอบของเรื่องให้การผสมกันนั้นทำให้ผู้อ่านมองเห็นความเชื่อมโยงใหม่ ๆ คำนิยามพื้นฐานขององค์ประกอบไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเพิ่มความหมายขึ้นมา
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ unexpected connotations หมายถึงอะไร
- ความรู้สึกและความเชื่อมโยงที่น่าประหลาดใจซึ่งแฝงอยู่นอกเหนือจากความหมายโดยตรงขององค์ประกอบ
- คำนิยามในพจนานุกรมที่แน่นอนขององค์ประกอบในเรื่อง
- ลำดับที่องค์ประกอบของเรื่องปรากฏ
ดูคำตอบ
ความรู้สึกและความเชื่อมโยงที่น่าประหลาดใจซึ่งแฝงอยู่นอกเหนือจากความหมายโดยตรงขององค์ประกอบ
and set your readers' brushfire imaginations alight. สำนวน
4:20และจุดประกายจินตนาการอันลุกโชนของผู้อ่านของคุณ
set your readers' brushfire imaginations alight: อุปลักษณ์เรื่องไฟที่ซ้อนหลายชั้น
Set something alight มีความหมายตามตัวอักษรว่าทำให้บางสิ่งลุกไหม้ ใน set your readers' brushfire imaginations alight สำนวนนี้ใช้เป็นอุปลักษณ์ หมายถึงงานเขียนกระตุ้นจินตนาการของผู้อ่านอย่างมากและทำให้จินตนาการทำงานอย่างเต็มที่ Brushfire เพิ่มภาพเปรียบอีกชั้นหนึ่ง ไฟป่าตามพุ่มไม้สามารถลุกลามอย่างรวดเร็ว ดังนั้น brushfire imaginations จึงสื่อถึงจินตนาการที่รับและขยายความคิดได้อย่างรวดเร็ว โครงสร้างคือ set + กรรม + alight โดยกรรมในที่นี้คือ your readers' brushfire imaginations
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างเชิงอุปลักษณ์ set ... alight: Yesterday, the mysterious map ____ the children's imaginations ____.
ดูคำตอบ
set · alight