บลูอี้สองคนย่อมดีกว่าคนเดียว | มินิบลูอี้ - ซีซัน 3 | Bluey: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
301 คำ 180 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บลูอีสอนบิงโกให้ทำตัวเหมือนบลูอีฉบับจิ๋ว ตั้งแต่การเล่นคำ การส่งเสียงไม่หยุด ไปจนถึงนิสัยหลบเลี่ยงงานบ้าน แต่การเลียนแบบนี้กลับเผยว่าปกติบลูอีมักบ่นและทำงานช้าเมื่อถึงเวลาต้องช่วยงาน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. cereal instead of serious. — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: สังเกตมุกแบบเด็กที่นำ cereal มาแทน serious เพราะสองคำออกเสียงคล้ายกัน จึงไม่ตีความตรงตัวว่าเกี่ยวกับอาหารเช้า และเข้าใจได้ว่าตอนที่พูดซ้ำว่า he's cereal เป็นการเล่นคำเพื่อดูอย่างขำ ๆ ว่าพ่อพูดจริงจังหรือไม่ 2. Where do you think you're going? — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่าคำถามที่คุ้นเคยนี้ไม่ได้ใช้ถามจุดหมายอย่างเป็นกลางเสมอไป ในฉากนี้ผู้พูดใช้หยุดคนที่กำลังจะเดินออกไปและทักท้วงการกระทำนั้น ผู้เรียนจึงจับน้ำเสียงเชิงห้าม ปราม และแสดงอำนาจจากบริบทได้ แทนที่จะเข้าใจว่าเป็นเพียงการถามว่าจะไปที่ไหน 3. whinge — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เรียนรู้คำกริยาไม่เป็นทางการที่พบได้บ่อยในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย หมายถึงบ่นหรือคร่ำครวญ และอาจให้อารมณ์เหมือนเด็กหรือน่ารำคาญ การรู้ระดับภาษาเชิงภูมิภาคนี้ช่วยให้เข้าใจมุกที่บลูอียอมรับว่าเวลาทำงานบ้านเธอมักบ่นและทำงานช้าลง ไม่ได้ช่วยอย่างร่าเริงเหมือนมินิบลูอี

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Okay, Mini Bluey.

0:00

เอาล่ะ มินิบลูอี้

Let's learn about me.

0:01

มาเรียนรู้เกี่ยวกับตัวฉันกัน

Hmm.

0:03

อืม

Ooh, I like to say cereal instead of serious. โน้ต

0:04

อู้ว ฉันชอบพูดว่าซีเรียลแทนคำว่าซีเรียส

สำนวน

cereal instead of serious: มุกจากคำที่ออกเสียงคล้ายกัน

ผู้พูดตั้งใจใช้ cereal แทน serious เพราะสองคำนี้ออกเสียงคล้ายกันมาก ในที่นี้ cereal ไม่ได้หมายถึงซีเรียลอาหารเช้า แต่ใช้แทน serious ชั่วคราวเพื่อสร้างมุก การเปลี่ยนคำตามเสียงแบบนี้ทำให้เกิดการเล่นคำแบบเด็ก ๆ และทำให้ cereal มีความหมายพิเศษเมื่อปรากฏอีกครั้ง ให้ใช้บริบท判断ว่า cereal ยังใช้แทน serious อยู่หรือไม่

แบบฝึกหัด

cereal ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. ใช้ cereal แทน serious แบบขำ ๆ เพราะสองคำนี้ออกเสียงคล้ายกัน
  2. แสดงว่า cereal และ serious มีความหมายปกติเหมือนกัน
  3. หมายถึงซีเรียลอาหารเช้าที่ผู้พูดชอบ
ดูคำตอบ

ใช้ cereal แทน serious แบบขำ ๆ เพราะสองคำนี้ออกเสียงคล้ายกัน

วลี

instead of: ใช้ A แทน B

A instead of B หมายความว่าเลือก ใช้ หรือทำ A แทน B ในประโยคนี้ cereal คือคำที่ผู้พูดเลือกพูด ส่วน serious คือคำที่ถูกแทนที่ ไม่ได้หมายถึงการนำสองคำมารวมกัน หลัง instead of สามารถตามด้วยคำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing ได้ เช่น instead of coffee, instead of me และ instead of driving

แบบฝึกหัด

ใช้ instead of เติมประโยคให้สมบูรณ์: Maya sent an email ____ calling.

ดูคำตอบ

instead of

Oh, and I'll show you how I dance. วลี

0:08

โอ้ และฉันจะให้ดูว่าฉันเต้นยังไง

วลี

show you how: สาธิตวิธีทำ

ใน show you how I dance คำว่า show หมายถึงการสาธิตให้ดู คำว่า you คือผู้ที่ดูการสาธิต และ how ใช้นำวิธีที่กำลังสาธิต ส่วน how I dance เรียงคำแบบประโยคบอกเล่า โดยประธาน I อยู่หน้าคำกริยา dance จึงไม่ใช่คำถามตรง ใช้ show + person + how + subject + verb เมื่อต้องการแสดงวิธีเฉพาะที่ใครบางคนทำสิ่งหนึ่ง และใช้ show + person + how to + verb เมื่อต้องการสาธิตขั้นตอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย show + person + how: I'll ____ to reset the timer.

ดูคำตอบ

show you how

I like to do this sort of thing วลี

0:10

ฉันชอบทำอะไรแบบนี้

and sometimes this.

0:12

และบางทีก็แบบนี้

วลี

this sort of thing: กล่าวถึงประเภทโดยรวม

this sort of thing หมายถึงกิจกรรม พฤติกรรม หรือสถานการณ์ประเภทนี้ ในประโยคนี้ this ชี้ไปที่ท่าทางที่กำลังแสดง ส่วน thing กล่าวถึงท่าทางประเภทนั้นโดยรวม ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นเดียว ใช้วลีนี้เมื่อผู้ฟังดูจากสถานการณ์แล้วเข้าใจได้ว่ากำลังพูดถึงตัวอย่างหรือประเภทใด ในโครงสร้างนี้ sort หมายถึงประเภท: this/that sort of + คำนามเอกพจน์

แบบฝึกหัด

คนหนึ่งชี้ไปที่การวาดภาพและการทำโมเดล แล้วต้องการกล่าวถึงกิจกรรมเหล่านั้นโดยรวมว่าเป็นกิจกรรมประเภทหนึ่ง ควรใช้วลีใดมากที่สุด

  1. this one time
  2. this sort of thing
  3. this exact object
ดูคำตอบ

this sort of thing

Yep, that's it.

0:15

ใช่แล้ว แบบนั้นแหละ

And I sort of just talk all the time. โน้ต

0:16

และฉันก็เอาแต่พูดตลอดเวลาเลย

การใช้คำ

sort of ที่ใช้ลดความหนักแน่นในการสนทนา

ในที่นี้ sort of เป็นคำช่วยลดความหนักแน่นในบทสนทนา มีความหมายใกล้กับ “ค่อนข้าง” “ประมาณว่า” หรือ “จะพูดอย่างนั้นก็ได้” คำนี้ทำให้การบอกว่าผู้พูดพูดอยู่ตลอดเวลาดูไม่แม่นยำหรือตายตัวจนเกินไป เมื่อ sort of อยู่หน้าวลีกริยา คำคุณศัพท์ หรือข้อความ มักสื่อถึงความไม่แน่นอนหรือความหมายโดยประมาณ ซึ่งต่างจากโครงสร้าง a sort of + คำนาม ที่ sort หมายถึง “ชนิด”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ sort of เพื่อลดความหนักแน่นของข้อความ แทนที่จะหมายถึง “ชนิดหนึ่งของ”

  1. This is a sort of puzzle.
  2. I sort of agree, but I need more evidence.
  3. Please sort the cards by colour.
ดูคำตอบ

I sort of agree, but I need more evidence.

วลี

all the time ที่ใช้บอกความถี่สูงมาก

all the time เป็นวลีตายตัวที่ทำหน้าที่ขยายและหมายถึง “บ่อยมาก” หรือ “อย่างต่อเนื่อง” ในที่นี้วลีนี้บอกว่าผู้พูดพูดบ่อยมาก ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ในการสนทนาทั่วไป all the time มักเป็นการพูดเกินจริง โดยอาจหมายถึง “บ่อยจนรู้สึกเหมือนเกิดขึ้นตลอด” ไม่ใช่ทุกวินาทีตามความหมายตรงตัว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีบอกความถี่จากบทเรียนที่หมายถึง “บ่อยมาก”: My brother plays that song ____.

ดูคำตอบ

all the time

It doesn't even need to make sense. โน้ต

0:18

มันไม่จำเป็นต้องสมเหตุสมผลด้วยซ้ำ

ไวยากรณ์

doesn't even need to: เน้นว่าบางสิ่งไม่จำเป็นเลย

doesn't even need to หมายความว่า การกระทำหรือเงื่อนไขนั้นไม่จำเป็นเลย even ช่วยเน้นว่าผู้พูดกำลังลดข้อกำหนดขั้นต่ำให้ต่ำกว่าที่คนอื่นอาจคาดไว้ โครงสร้างคือ ประธาน + don't/doesn't even need to + กริยารูปพื้นฐาน ในประโยคนี้ make คงรูปพื้นฐานหลัง to

แบบฝึกหัด

เติมวลีสี่คำจากบทเรียนที่หมายความว่าแม้แต่เงื่อนไขนี้ก็ไม่จำเป็น: This simple game ____ have a winner; we can just play for fun.

ดูคำตอบ

doesn't even need to

วลี

make sense: เข้าใจได้หรือสมเหตุสมผล

make sense เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึง เข้าใจได้ มีความหมาย หรือสมเหตุสมผล ในประโยคนี้หมายความว่าเสียงเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องมีความหมายที่ชัดเจน sense ในที่นี้เกี่ยวกับความหมายหรือเหตุผล ไม่ใช่ความรู้สึกทางกาย make เปลี่ยนรูปตามประธานและกาลตามปกติ เช่น makes sense, made sense และ doesn't make sense

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึงเข้าใจได้หรือสมเหตุสมผล: After you explained the last step, the plan began to ____.

ดูคำตอบ

make sense

Just noises are fine. น้ำเสียง/เจตนา

0:20

แค่ส่งเสียงออกมาก็พอแล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

Just ... are fine: การยอมรับตัวเลือกขั้นต่ำ

โครงสร้าง just + กลุ่มคำนาม + be fine บอกว่าสิ่งขั้นต่ำที่กล่าวถึงนั้นเพียงพอหรือยอมรับได้ ในที่นี้ just ลดข้อกำหนดลงเหลือแค่ noises จึงไม่จำเป็นต้องพูดเป็นคำที่มีความหมาย fine ในประโยคนี้หมายถึง “ใช้ได้” หรือ “ไม่มีปัญหา” ไม่ได้หมายถึง “ประณีต” “ละเอียด” หรือ “ยอดเยี่ยม” โดยทั่วไป X is fine คือการยอมรับ X ว่าเป็นตัวเลือกที่ใช้ได้ ส่วน just ลดความคาดหวังให้เหลือเพียง X เท่านั้น

แบบฝึกหัด

Just noises are fine ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. เสียงต้องละเอียดอ่อนและไพเราะ
  2. แม้เป็นเพียงเสียงง่าย ๆ ก็ยอมรับได้
  3. ห้ามมีเสียงใด ๆ
ดูคำตอบ

แม้เป็นเพียงเสียงง่าย ๆ ก็ยอมรับได้

And I like to sing.

0:28

และฉันก็ชอบร้องเพลง

Ooh, singing things.

0:29

อู้ว ร้องเพลงไปเรื่อย

Ooh, singing things.

0:33

อู้ว ร้องเพลงไปเรื่อย

A bit louder.

0:35

ดังขึ้นอีกนิด

Ooh, singing things.

0:37

อู้ว ร้องเพลงไปเรื่อย

Yeah, that's great.

0:39

ใช่เลย ยอดเยี่ยมมาก

I like to just leave my toys on the ground. วลี

0:41

ฉันชอบทิ้งของเล่นไว้บนพื้น

วลี

leave my toys on the ground: leave + กรรม + สถานที่

ใน leave my toys on the ground คำว่า leave หมายถึง “ปล่อยให้บางสิ่งคงอยู่ในสถานที่หนึ่ง” โดยใช้โครงสร้าง leave + กรรม + สถานที่ ซึ่ง my toys เป็นกรรม และ on the ground บอกสถานที่ วลีนี้เน้นผลลัพธ์ คือของเล่นยังคงอยู่ตรงนั้นแทนที่จะถูกเก็บ ในที่นี้ leave ไม่ได้หมายถึงการที่คนเดินออกห่างจากของเล่น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ leave ในความหมายว่า “ปล่อยให้บางสิ่งคงอยู่ในสถานที่หนึ่ง”

  1. Please leave through the side door.
  2. Please put your bag by the door.
  3. Please leave your bag by the door.
ดูคำตอบ

Please leave your bag by the door.

Isn't it better to tidy them away? โน้ต

0:44

เก็บให้เรียบร้อยไม่ดีกว่าเหรอ?

น้ำเสียง/เจตนา

Isn't it better to ...? สำหรับเสนอแนะอย่างนุ่มนวล

Isn't it better to + คำกริยารูปพื้นฐาน...? เป็นคำถามปฏิเสธที่ใช้เสนอทางเลือกซึ่งผู้พูดคิดว่าดีกว่า ในที่นี้ผู้พูดกำลังแนะนำให้เก็บของเล่น ไม่ได้ถามข้อมูลเฉย ๆ เพราะผู้พูดคาดว่าอีกฝ่ายจะเห็นด้วย คำถามนี้จึงนุ่มนวลกว่าคำสั่งตรง ๆ แต่ไม่ได้เป็นกลางทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเสนอให้ออกเดินทางเร็วและแสดงว่าผู้พูดคิดอยู่แล้วว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีกว่า?

  1. Isn't it better to leave early?
  2. Is it better to leave early?
  3. Leave early.
ดูคำตอบ

Isn't it better to leave early?

กริยาวลี

tidy them away: เก็บสิ่งของกลับเข้าที่

Tidy something away หมายถึงนำสิ่งของกลับไปเก็บในที่ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้วางกระจัดกระจายอยู่ข้างนอกอีก away แสดงผลของการเก็บของออกจากบริเวณที่รก ไม่ได้บอกทิศทางที่เฉพาะเจาะจง กริยาวลีนี้แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง tidy กับ away จึงพูดว่า tidy them away ไม่ใช่ tidy away them

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ tidy ... away กับคำสรรพนามได้ถูกต้อง?

  1. Please tidy them away before dinner.
  2. Please tidy away them before dinner.
  3. Please them tidy away before dinner.
ดูคำตอบ

Please tidy them away before dinner.

Nah, it doesn't make much difference. วลี

0:46

ไม่หรอก มันไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่หรอก

วลี

doesn't make much difference: แทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ในประโยคนี้ doesn't make much difference หมายถึง “แทบไม่ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไป” หรือ “มีผลในทางปฏิบัติน้อย” คำว่า difference ตรงนี้หมายถึงผลที่การกระทำหรือการเลือกมีต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่ผลต่างทางตัวเลข โครงสร้างที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ X makes a difference ในประโยคปฏิเสธ X doesn't หรือ won't make much difference บอกว่าการเปลี่ยน X ไม่น่าจะส่งผลสำคัญต่อผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกโดยตรงว่าการเลือกที่นั่งอื่นจะมีผลในทางปฏิบัติเพียงเล็กน้อย?

  1. Choosing another seat won't make much difference.
  2. Choosing another seat will completely change the plan.
  3. This seat isn't much different from the other one.
ดูคำตอบ

Choosing another seat won't make much difference.

Where is it?

0:50

มันอยู่ไหนเนี่ย?

Bort! Bort! Bort! I like to ask a lot of questions.

0:51

บอร์ต! บอร์ต! บอร์ต! ฉันชอบถามคำถามเยอะๆ

Mum, what are you doing?

0:55

แม่ ทำอะไรอยู่คะ?

You know what I'm doing, Bluey. น้ำเสียง/เจตนา

0:56

ลูกรู้ว่าแม่ทำอะไรอยู่ บลูอี้

น้ำเสียง/เจตนา

You know what I'm doing: เตือนว่าอีกฝ่ายรู้อยู่แล้ว

ในที่นี้ You know what I'm doing ไม่ได้เป็นการถามอย่างเป็นกลางว่า Bluey รู้หรือไม่ ผู้พูดนำเสนอคำตอบว่าเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้วและเห็นได้ชัด ซึ่งหมายถึง “เธอรู้อยู่แล้วว่าฉันกำลังทำอะไร” ในบริบทนี้ การย้ำเตือนดังกล่าวยังเป็นการบอกให้ผู้ฟังหยุดถามคำถามเดิมด้วย ประโยคเดียวกันอาจฟังดูใจเย็น หนักแน่น หรือหงุดหงิดเล็กน้อยได้ ขึ้นอยู่กับน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

เมื่อมีคนถามซ้ำเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นได้ชัด You know what I'm doing. น่าจะสื่อความหมายใดมากที่สุด?

  1. หมายความว่าผู้พูดไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
  2. เตือนผู้ฟังว่ารู้อยู่แล้วและสื่อว่าควรหยุดถาม
  3. ขอให้ผู้ฟังอธิบายกิจกรรมนั้นอย่างสุภาพ
ดูคำตอบ

เตือนผู้ฟังว่ารู้อยู่แล้วและสื่อว่าควรหยุดถาม

I'm

0:58

แม่กำลัง...

But, I don't really listen to the whole answer. น้ำเสียง/เจตนา

0:58

แต่ฉันก็ไม่ได้ฟังคำตอบจนจบหรอกนะ

น้ำเสียง/เจตนา

don't really: การปฏิเสธที่นุ่มนวล

ใน don't really listen คำว่า really อยู่ภายในขอบเขตการปฏิเสธของ don't วลีนี้มักหมายถึง “ไม่ได้ฟังอย่างจริงจังหรือไม่ได้ฟังทั้งหมด” และในประโยคนี้เข้าใจได้อย่างเป็นธรรมชาติว่า “ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไร” หรือ “ไม่ได้ฟังจนจบ” ลำดับคำแบบนี้มักทำให้การปฏิเสธฟังนุ่มนวลกว่า don't ที่ตรงและเด็ดขาด ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดฟังจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงความไม่เห็นด้วยแบบนุ่มนวลและไม่รุนแรง?

  1. I fully agree with that plan.
  2. I really don't agree with that plan.
  3. I don't really agree with that plan.
ดูคำตอบ

I don't really agree with that plan.

Ooh, and if I see a bum, โน้ต

1:00

อู้ว และถ้าฉันเห็นก้น

I give it a little bom-di-di-bom. วลี

1:02

ฉันก็จะตีเบาๆ บอม-ดิ-ดิ-บอม

ไวยากรณ์

if I see ..., I give ...: ปฏิกิริยาที่ทำเป็นประจำ

ทั้งอนุประโยค if และประโยคหลักใช้ present simple: if I see ..., I give ... ในที่นี้รูปแบบดังกล่าวบอกปฏิกิริยาที่เกิดซ้ำ คือเมื่อใดก็ตามที่เงื่อนไขนั้นเกิดขึ้น ผู้พูดก็มักทำสิ่งนั้น ใจความหลักไม่ได้เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตเพียงครั้งเดียว เมื่อพูดถึงกฎหรือพฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ if อาจมีความหมายใกล้กับ whenever

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกปฏิกิริยาที่เกิดซ้ำเป็นประจำได้ชัดเจนที่สุด?

  1. If the baby wakes up tonight, I'll call you.
  2. If the baby woke up, I would sing to her.
  3. If the baby wakes up, I sing to her.
ดูคำตอบ

If the baby wakes up, I sing to her.

การใช้คำ

a bum: คำแบบเด็กในภาษาอังกฤษบริติชและออสเตรเลียที่หมายถึงก้น

ในประโยคนี้ a bum หมายถึงก้น มุกเกี่ยวกับอวัยวะของร่างกายทำให้รู้ว่าเป็นความหมายนี้ ในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลียที่ไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะเมื่อเด็กพูดหรือผู้ใหญ่พูดกับเด็ก bum เป็นคำเรียกอวัยวะส่วนนี้แบบขี้เล่นและเหมือนภาษาเด็ก ในบริบทอื่น คำนี้อาจหมายถึงคนไร้บ้านหรือคนขี้เกียจ แต่ไม่ใช่ความหมายในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

a bum ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. คนที่ไม่มีที่อยู่อาศัย
  2. คำไม่เป็นทางการที่เด็กใช้เรียกก้น
  3. จังหวะกลองชนิดหนึ่ง
ดูคำตอบ

คำไม่เป็นทางการที่เด็กใช้เรียกก้น

วลี

give it a little ...: ทำการกระทำเล็ก ๆ กับบางสิ่ง

give it a little + คำนามที่เป็นการกระทำ เป็นโครงสร้างภาษาพูดที่หมายถึงการทำสิ่งเล็ก ๆ หรือเบา ๆ กับบางอย่าง ในที่นี้ it หมายถึงก้นที่พูดถึงก่อนหน้า ส่วน bom-di-di-bom เป็นชุดเสียงขี้เล่นที่ใช้เรียกการกระทำหรือจังหวะของมัน give ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการยื่นสิ่งของให้ใคร โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ give + กรรม + a little + คำนามที่เป็นการกระทำ เช่น give it a little push หรือ give the bottle a little shake

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสี่คำจากคำอธิบาย: The drawer is stuck, so ____ pull.

ดูคำตอบ

give it a little

Get out of it. สำนวน

1:05

ออกไปเลยนะ

สำนวน

Get out of it. ในฐานะคำห้ามแบบภาษาพูด

ในการใช้แบบภาษาพูดของออสเตรเลียนี้ Get out of it. เป็นคำโต้ตอบสั้น ๆ ที่มีความหมายประมาณว่า “หยุดนะ” “อย่ามาเล่น” หรือ “พูดเป็นเล่นไป” ใช้บอกให้อีกฝ่ายหยุดพฤติกรรมที่กวนหรือซุกซน หรือเลิกพูดสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ที่นี่ไม่ใช่ความหมายตรงตัว จึงไม่ได้หมายถึงให้ออกจากภาชนะหรือสถานที่ ให้เข้าใจทั้งประโยคว่าเป็นคำห้ามหรือคำตำหนิในการสนทนา โดยระดับความแรงขึ้นอยู่กับน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

ในการคุยกันแบบไม่เป็นทางการ เพื่อนยังคงจิ้มคุณหลังจากที่คุณขอให้หยุดแล้ว Get out of it. น่าจะหมายความว่าอะไรที่สุด?

  1. ปีนออกจากภาชนะ
  2. หยุดนะ อย่าเล่นแบบนี้
  3. เข้าร่วมกิจกรรมนั้น
ดูคำตอบ

หยุดนะ อย่าเล่นแบบนี้

Hey, Blueys,

1:06

เฮ้ บลูอี้ทั้งสอง,

I need you to pick up these grass clippings โน้ต

1:07

พ่ออยากให้ลูกเก็บเศษหญ้าพวกนี้

น้ำเสียง/เจตนา

I need you to + กริยา สำหรับมอบหมายงานโดยตรง

I need you to + กริยารูปพื้นฐาน เป็นโครงสร้างที่มอบหมายการกระทำให้ผู้ฟังโดยตรง ในประโยคนี้ การกระทำนั้นคือ pick up these grass clippings ส่วน need ไม่ได้หมายถึงการพึ่งพาทางอารมณ์ โครงสร้างคือ need + คน + to + กริยารูปพื้นฐาน ซึ่งนำเสนองานว่าเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่เพียงคำแนะนำ จึงมักสื่อถึงอำนาจเมื่อพ่อแม่ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบเป็นผู้ใช้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง I need + คน + to: ____ send the signed form by Friday.

ดูคำตอบ

I need you to

กริยาวลี

pick up: เก็บสิ่งของขึ้นจากพื้น

ในที่นี้ pick up หมายถึงหยิบหรือรวบรวมเศษหญ้าที่อยู่บนพื้นเพื่อให้บริเวณนั้นเรียบร้อย กรรมและสถานการณ์บอกว่าเป็นความหมายทางกายภาพในการเก็บกวาด ไม่ใช่ “ไปรับใครด้วยรถ” หรือ “เรียนรู้บางอย่างได้เอง” เมื่อมีกรรม pick up สามารถแยกคำได้: pick up the clippings หรือ pick the clippings up ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง: pick them up ไม่ใช่ pick up them

แบบฝึกหัด

เติม pick up โดยเรียงคำให้ถูกต้อง: The blocks are on the floor. Please ____.

ดูคำตอบ

pick them up

การใช้คำ

grass clippings: เศษหญ้าที่เหลือจากการตัดสนาม

grass clippings คือเศษหญ้าชิ้นเล็ก ๆ ที่ถูกตัดออกเมื่อตัดสนามหญ้า การใช้ clippings ในรูปพหูพจน์เป็นธรรมชาติ เพราะกล่าวถึงเศษที่ถูกตัดหลายชิ้น grass เป็นคำที่กำหนดความหมายของ clippings ในที่นี้ clippings อาจหมายถึงชิ้นที่ตัดจากหนังสือพิมพ์หรือพืชชนิดอื่นได้เช่นกัน แต่ grass clippings หมายถึงหญ้าที่ถูกตัดจากการดูแลสนามโดยเฉพาะ

แบบฝึกหัด

grass clippings ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. บทความที่ตัดออกมาจากหนังสือพิมพ์
  2. เครื่องมือที่ใช้ตัดสนามหญ้า
  3. เศษหญ้าชิ้นเล็ก ๆ ที่เหลือหลังตัดสนามหญ้า
ดูคำตอบ

เศษหญ้าชิ้นเล็ก ๆ ที่เหลือหลังตัดสนามหญ้า

and put them in the wheelbarrow.

1:09

แล้วเอาไปใส่ในรถเข็นนะ

Yes, Father.

1:11

ค่ะ คุณพ่อ

Woah, woah, woah.

1:12

โว้ว โว้ว โว้ว

Where do you think you're going? น้ำเสียง/เจตนา

1:13

คิดว่ากำลังจะไปไหนเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

Where do you think you're going? เพื่อทักท้วงและรั้งคนที่กำลังจะไป

ในการใช้แบบนี้ Where do you think you're going? ไม่ใช่คำถามกลาง ๆ เพื่อถามจุดหมาย แต่เป็นการทักท้วงคนที่กำลังจะเดินออกไป และมักใช้คำพูดรั้งให้อยู่ต่อ ผู้พูดคาดว่าอีกฝ่ายจะอยู่หรืออธิบายว่าทำไมจึงจะไป โครงสร้าง Where do you think... สื่อว่าผู้พูดกำลังตั้งคำถามว่าอีกฝ่ายมีสิทธิ์ทำเช่นนั้นหรือคิดถูกหรือไม่ จึงแสดงความไม่พอใจ ความสงสัย หรืออำนาจมากกว่า Where are you going?

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมทีมกำลังจะออกไปทั้งที่กลุ่มยังทำความสะอาดไม่เสร็จ คุณพูดว่า “Where do you think you're going?” คุณน่าจะกำลังทำอะไร

  1. ถามอย่างสุภาพว่าเพื่อนร่วมทีมตั้งใจจะใช้เส้นทางใด
  2. ชวนเพื่อนร่วมทีมเลือกจุดหมายถัดไป
  3. ทักท้วงการพยายามออกไปและคาดให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ
ดูคำตอบ

ทักท้วงการพยายามออกไปและคาดให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ

To help Dad.

1:15

ไปช่วยพ่อไง

I like wheelbarrows.

1:16

ฉันชอบรถเข็น

Bingo likes wheelbarrows.

1:18

บิงโกต่างหากที่ชอบรถเข็น

Bingo helps Dad.

1:20

บิงโกต่างหากที่ช่วยพ่อ

You're Mini Bluey now.

1:22

ตอนนี้เธอคือมินิบลูอี้นะ

Oh, yeah.

1:24

โอ้ ใช่

And Bluey does not like grass clippings.

1:24

และบลูอี้ก็ไม่ชอบเศษหญ้าเอาซะเลย

I'll tell you that for free. สำนวน

1:27

เรื่องนี้ฉันกล้ารับประกันเลย

สำนวน

I'll tell you that for free เพื่อยืนยันความเห็นอย่างขบขัน

ในสำนวนภาษาพูดนี้ ผู้พูดมักไม่ได้กำลังพูดเรื่องการจ่ายเงินจริง ๆ I'll tell you that for free มีความหมายประมาณว่า “เรื่องนั้นฉันบอกได้อย่างมั่นใจ” และใช้เน้นความคิดเห็นหรือการคาดการณ์ มุกอยู่ที่การทำเหมือนว่าความคิดเห็นเป็นข้อมูลมีค่าที่มอบให้โดยไม่คิดเงิน จึงทำให้คำตัดสินที่ตรงไปตรงมาฟังดูมีไหวพริบ หนักแน่น หรือประชดเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

มีคนพูดว่า “That restaurant isn't worth the wait, I'll tell you that for free.” วลีท้ายทำหน้าที่อะไร

  1. เน้นความคิดเห็นที่มั่นใจของผู้พูดอย่างขบขัน
  2. สัญญาว่าจะอธิบายราคาของร้านอาหารในภายหลัง
  3. บอกว่าร้านอาหารให้ข้อมูลฟรีแก่ลูกค้า
ดูคำตอบ

เน้นความคิดเห็นที่มั่นใจของผู้พูดอย่างขบขัน

But Dad said we have to do it.

1:29

แต่พ่อบอกว่าเราต้องทำนะ

Let's find out if he's cereal. วลี

1:31

ไปดูกันว่าเขาพูดซีเรียลหรือเปล่า

วลี

find out if: หาคำตอบว่าบางอย่างเป็นจริงหรือไม่

find out if หมายถึง “หาคำตอบว่า...หรือไม่” ใช้เปิดเนื้อหาแบบใช่หรือไม่ที่ยังไม่รู้คำตอบ ในประโยคเล่นคำนี้ cereal ถูกใช้แทน serious ดังนั้นผู้พูดจึงต้องการตรวจดูว่าเขาพูดจริงจังหรือไม่ ใช้โครงสร้าง find out if + ประธาน + กริยา เช่น find out if the shop is open อนุประโยคข้างในใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถามตรง จึงพูดว่า find out if it is open ไม่ใช่ find out if is it open ในที่นี้ if หมายถึง “ว่า...หรือไม่” ไม่ได้หมายถึง “ถ้า” ที่ใช้บอกเงื่อนไข

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าผู้พูดยังไม่รู้คำตอบและตั้งใจจะหาคำตอบนั้น?

  1. We already know that the library is open.
  2. Let's find out if the library is open.
  3. Let's pretend that the library is open.
ดูคำตอบ

Let's find out if the library is open.

Um, excuse me, น้ำเสียง/เจตนา

1:34

เอิ่ม ขอโทษนะคะ

น้ำเสียง/เจตนา

excuse me: เรียกความสนใจของผู้อื่นอย่างสุภาพ

ในที่นี้ excuse me เป็นคำเปิดอย่างสุภาพเพื่อเรียกความสนใจของอีกฝ่ายก่อนถามคำถามหรือพูดแทรก มีหน้าที่คล้ายกับ “ขอเวลาสักครู่ได้ไหม” และไม่ใช่การขอโทษสำหรับความผิดร้ายแรง เมื่อใช้เป็นคำเปิด จะวางไว้ก่อนใจความหลักและมักตามด้วยคำถามหรือคำขอทันที น้ำหนักที่แท้จริงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และน้ำเสียง ไม่ได้มีคำแปลตายตัวเพียงแบบเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ excuse me เป็นคำเปิดอย่างสุภาพเพื่อเรียกความสนใจของคนแปลกหน้า?

  1. Excuse me, could you tell me where the station is?
  2. I'm sorry I damaged your phone.
  3. Thank you for showing me the way.
ดูคำตอบ

Excuse me, could you tell me where the station is?

big fella. การใช้คำ

1:34

พี่เบิ้ม

การใช้คำ

big fella: คำเรียกแบบสนิทสนมและหยอกล้อ

big fella เป็นคำเรียกผู้ชายแบบกันเอง fella เป็นรูปภาษาพูดของ fellow และในที่นี้มีความหมายใกล้กับ guy ส่วน big อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชื่อเรียกเล่น ๆ ไม่ได้บอกขนาดตัวอย่างแม่นยำ ในประโยคนี้ เด็กเรียกพ่อด้วยน้ำเสียงที่จงใจทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่แบบขำ ๆ จึงฟังสนิทสนม เอ็นดู และมีนัยหยอกเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เมื่อสมาชิกในครอบครัวเรียกผู้ชายอีกคนว่า "big fella" แบบหยอกเล่น วลีนี้น่าจะทำหน้าที่ใดมากที่สุด

  1. บอกส่วนสูงที่แน่นอนของเขา
  2. เรียกเขาอย่างสนิทสนมและหยอกล้อ
  3. มอบตำแหน่งทางการให้เขา
ดูคำตอบ

เรียกเขาอย่างสนิทสนมและหยอกล้อ

Here we go. วลี

1:35

เอาล่ะนะ

วลี

Here we go: เหตุการณ์ที่คาดไว้กำลังเริ่มขึ้น

Here we go เป็นสัญญาณในการสนทนาว่าการกระทำ กระบวนการ หรือเหตุการณ์ที่คาดไว้นั้นกำลังเริ่มขึ้น ในประโยคนี้ ผู้พูดคาดว่าจะมีคำถามหรือการโต้เถียงแบบเดิม ๆ ตามมา วลีนี้จึงมีความหมายประมาณว่า “เอาละ เริ่มแล้ว” และบริบทอาจแฝงความหมายว่า “อีกแล้ว” here ในที่นี้ไม่ได้ระบุจุดหมาย และ go ก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเคลื่อนที่จริง วลีทั้งหมดช่วยจัดลำดับบทสนทนาด้วยการบอกว่าสิ่งต่อไปกำลังเริ่มขึ้น ส่วนน้ำเสียงจะบอกว่าผู้พูดตื่นเต้น ตั้งใจ หรือรู้สึกปลงเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ผู้ปกครองคาดว่าการโต้เถียงแบบเดิมกำลังจะเริ่มและพูดว่า "Here we go." วลีนี้น่าจะหมายความว่าอย่างไร

  1. เหตุการณ์ที่คาดไว้กำลังเริ่มขึ้น
  2. เรากำลังเดินทางไปสถานที่นี้
  3. สิ่งของชิ้นนี้ให้คุณ
ดูคำตอบ

เหตุการณ์ที่คาดไว้กำลังเริ่มขึ้น

These grass clippings you're talking about, ลำดับความ

1:36

เศษหญ้าที่พ่อพูดถึงเนี่ย

why do we have to put them in the wheelbarrow? น้ำเสียง/เจตนา

1:38

ทำไมเราต้องเอามันไปใส่ในรถเข็นด้วยคะ?

ลำดับความ

These grass clippings you're talking about, ในฐานะหัวข้อที่ยกมาข้างหน้า

วลี These grass clippings you're talking about ถูกวางไว้ก่อนคำถามหลักเพื่อบอกก่อนว่าผู้พูดต้องการพูดถึงอะไร คำถามจริงเริ่มที่ why do we have to.... การจัดข้อมูลแบบนี้ในภาษาพูดเรียกว่า การยกหัวข้อขึ้นต้น อนุประโยค you're talking about ระบุว่าผู้พูดหมายถึงเศษหญ้าชุดไหน ส่วน them ในคำถามหลักย้อนกลับไปหมายถึงหัวข้อที่ยกมาข้างหน้า ดังนั้น ช่วงต้นจึงเป็นกรอบหัวข้อ ไม่ใช่ประโยคบอกเล่าที่สมบูรณ์และแยกเป็นอิสระ

แบบฝึกหัด

ใน “That new timetable you're talking about, when does it start?” วลีเปิดทำหน้าที่อะไร

  1. เปิดคำถามที่สองซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน
  2. ตอบคำถามก่อนที่จะถาม
  3. บอกหัวข้อก่อนเข้าสู่คำถามหลัก
ดูคำตอบ

บอกหัวข้อก่อนเข้าสู่คำถามหลัก

น้ำเสียง/เจตนา

why do we have to ... เพื่อถามหรือคัดค้านเหตุผลของหน้าที่

Why do we have to ... ใช้ถามเหตุผลว่าทำไมการกระทำหนึ่งจึงจำเป็น have to แสดงว่าการกระทำนั้นเป็นหน้าที่หรือสิ่งที่ต้องทำเพราะกฎ สถานการณ์ หรือคำสั่งของผู้อื่น ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ผู้พูดอยากทำ คำถามนี้อาจเป็นกลางได้ โดยขึ้นอยู่กับน้ำเสียงและบริบท แต่ก็มักสื่อถึงความไม่เต็มใจหรือการตั้งคำถามต่อข้อกำหนด ในที่นี้ ผู้พูดไม่ได้เพียงขอข้อมูล แต่กำลังถามด้วยว่าทำไมงานนี้ถึงจำเป็นต้องทำ

แบบฝึกหัด

โค้ชพูดว่า “Everyone must wear a helmet.” ผู้เล่นถามว่า “Why do we have to wear one?” ผู้เล่นกำลังถามอะไร

  1. ทำไมจึงมีข้อกำหนดนั้น
  2. จะหาหมวกนิรภัยได้ที่ไหน
  3. มีข้อกำหนดนั้นอยู่จริงหรือไม่
ดูคำตอบ

ทำไมจึงมีข้อกำหนดนั้น

They don't belong to us. วลี

1:41

มันไม่ใช่ของเราซะหน่อย

วลี

belong to: แสดงความเป็นเจ้าของ

belong to หมายถึง “เป็นของ” หรือ “สังกัดอยู่กับบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” ในที่นี้ They หมายถึงเศษหญ้าที่ตัดแล้ว They don't belong to us หมายถึง “มันไม่ใช่ของเรา” และผู้พูดใช้ข้อที่ว่าไม่ได้เป็นเจ้าของมาให้เหตุผลว่าเศษหญ้านั้นไม่ใช่ความรับผิดชอบของฝ่ายตน เมื่อ belong ระบุว่าใครเป็นเจ้าของ ต้องมี to: something belongs to someone รูปของ belong เปลี่ยนตามประธาน แต่ to คงเดิม: It belongs to me; They belong to us.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ belong to: The red bicycle ____ my sister.

ดูคำตอบ

belongs to

Well, you know all that food in the fridge? ลำดับความ

1:43

เอาล่ะ ลูกรู้ใช่มั้ยว่าอาหารในตู้เย็นทั้งหมดนั่น

ลำดับความ

You know ...?: ดึงข้อมูลร่วมกลับมาอยู่ในความสนใจ

ในคำถามนี้ You know...? ไม่ได้มีหน้าที่หลักเพื่อทดสอบความจำของผู้ฟัง แต่ชวนให้ผู้ฟังนึกถึงสิ่งที่คุ้นเคยอีกครั้ง นั่นคือ all that food in the fridge เมื่อข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้วกลับมาอยู่ในความสนใจ ผู้พูดก็ใช้ข้อมูลนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของคำอธิบายหรือข้อโต้แย้งถัดไปได้ รูปแบบนี้จัดลำดับบทสนทนาเป็นสองขั้น คือเตือนให้นึกถึงสิ่งที่คุ้นเคยก่อน แล้วจึงบอกประเด็นหลัก

แบบฝึกหัด

คำถามแรกในบทสนทนานี้ทำหน้าที่อะไร?: “You know that café near the station? It has closed.”

  1. ทดสอบอย่างเป็นทางการว่าผู้ฟังจำตำแหน่งของร้านกาแฟได้หรือไม่
  2. ทำให้นึกถึงข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้ว ก่อนที่ผู้พูดจะบอกประเด็นหลัก
  3. แสดงว่าผู้พูดไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงร้านกาแฟแห่งไหน
ดูคำตอบ

ทำให้นึกถึงข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้ว ก่อนที่ผู้พูดจะบอกประเด็นหลัก

That doesn't belong to you either. ไวยากรณ์

1:45

ก็ไม่ใช่ของลูกเหมือนกัน

ไวยากรณ์

doesn't belong to you either: เพิ่มความหมายว่า “ก็ไม่...เช่นกัน”

ในประโยคปฏิเสธ either ที่ท้ายประโยคหมายถึง “ก็ไม่...เช่นกัน” โดยเพิ่มบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์อีกอย่างเข้ากับความหมายปฏิเสธเดียวกัน ในที่นี้ doesn't belong to you either หมายความว่าสิ่งนี้ก็ไม่ได้เป็นของคุณเช่นกัน รูปแบบทั่วไปคือ ประธาน + กริยาปฏิเสธ + ... + either เช่น I don't like it either. either ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองตัวเลือก

แบบฝึกหัด

เติมคำที่มักอยู่ท้ายประโยคและหมายถึง “ก็ไม่...เช่นกัน”: Lena doesn't own this bag, and I don't own it ____.

ดูคำตอบ

either

But if you want to keep eating it, ไวยากรณ์

1:46

แต่ถ้าลูกยังอยากกินมันต่อล่ะก็

ไวยากรณ์

if you want to keep eating it: ตั้งเงื่อนไขสำหรับการทำต่อ

If you want to keep eating it เป็นอนุประโยคเงื่อนไขที่ใช้ if ในโครงสร้าง keep + กริยา-ing คำว่า keep หมายถึง “ทำต่อไป” ดังนั้น keep eating คือ “กินต่อ” ไม่ได้หมายถึงเก็บหรือจัดเก็บอาหารไว้ อนุประโยคนี้ทำให้การกินต่อขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่บอกในประโยคหลัก รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ If you want to keep + กริยา-ing, ... ใช้บอกว่าต้องทำอะไรเพื่อจะทำกิจกรรมต่อหรือได้รับประโยชน์นั้นต่อไป

แบบฝึกหัด

ใช้ keep + กริยา-ing กับ use เพื่อเติมประโยคเงื่อนไขให้สมบูรณ์: If you want to ____ this computer, you need to follow the lab rules.

ดูคำตอบ

keep using

I suggest you get to work. น้ำเสียง/เจตนา

1:47

พ่อแนะนำให้เริ่มทำงานได้แล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

I suggest you get to work: คำสั่งในรูปของคำแนะนำ

เมื่อดูจากรูปประโยค I suggest you get to work เหมือนเป็นการให้คำแนะนำ แต่เมื่อพ่อแม่ ครู หรือผู้จัดการใช้เพื่อยุติการต่อต้านหรือการประวิงเวลา ประโยคนี้อาจทำหน้าที่เป็นคำสั่งที่หนักแน่น กล่าวคือ ผู้ฟังถูกคาดหวังให้เริ่มทันที โครงสร้างคือ I suggest (that) + ประธาน + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ get to work หมายถึง “เริ่มทำงาน” หรือ “ลงมือทำงาน” ไม่ได้หมายถึง “เดินทางไปยังสถานที่ทำงาน”

แบบฝึกหัด

ผู้จัดการพูดว่า 'I suggest you get to work' หลังจากคุณไม่สนใจคำเตือนสองครั้ง ประโยคนี้น่าจะทำหน้าที่อะไร?

  1. เป็นคำแนะนำสบาย ๆ ที่คุณจะไม่สนใจก็ได้
  2. เป็นคำสั่งที่หนักแน่นซึ่งพูดในรูปของคำแนะนำ
  3. เป็นคำถามว่าต้องเดินทางไปสถานที่ทำงานอย่างไร
ดูคำตอบ

เป็นคำสั่งที่หนักแน่นซึ่งพูดในรูปของคำแนะนำ

Okay, he's cereal. สำนวน

1:49

โอเค เขาซีเรียลมาก

สำนวน

he's cereal: มุกเสียงคล้ายกับ he's serious

He's cereal ไม่ใช่ข้อความตามตัวอักษรเกี่ยวกับอาหารเช้า เด็กจงใจใช้ cereal แทน serious เพราะสองคำนี้ออกเสียงคล้ายกัน ดังนั้นความหมายที่ตั้งใจคือ He's serious. ความหมายตามตัวอักษรที่ฟังดูแปลกเป็นส่วนหนึ่งของมุก บริบทบอกให้รู้ว่า cereal เป็นการนำมุกคำเดิมกลับมาเล่นอีกครั้ง ไม่ใช่คำคุณศัพท์ทั่วไปที่มีความหมายว่า serious

แบบฝึกหัด

ในมุก 'Okay, he's cereal' ผู้พูดต้องการสื่อความหมายจริง ๆ ว่าอะไร?

  1. He's eating cereal.
  2. He's serious.
  3. He's made of cereal.
ดูคำตอบ

He's serious.

Wheelbarrow!

1:51

รถเข็น!

Mini Bluey,

1:54

มินิบลูอี้

that's quite loud.

1:55

เสียงดังไปหน่อยนะ

Yeah, Mini Bluey.

1:56

ใช่ มินิบลูอี้

I don't really sing when I'm doing chores.

1:57

จริงๆ ฉันไม่ได้ร้องเพลงตอนทำงานบ้านหรอกนะ

I usually whinge and do the job a lot slower โน้ต

2:00

ปกติฉันจะบ่นแล้วก็ทำงานช้ากว่าที่เธอทำ

การใช้คำ

whinge: การบ่นแบบไม่เป็นทางการที่มีนัยลบ

Whinge หมายถึงบ่นซ้ำ ๆ ในลักษณะที่ฟังดูน่ารำคาญหรือเหมือนเด็ก คำนี้เน้นวิธีการบ่น ไม่ได้หมายถึงเพียงการร้องไห้หรือรู้สึกไม่พอใจเท่านั้น ในประโยคนี้ whinge เชื่อมแบบขนานกับ do โดยกริยาทั้งสองคำบอกสิ่งที่ผู้พูดมักทำขณะทำงาน เมื่อผู้พูดใช้คำเชิงลบนี้กับตัวเอง จึงฟังเหมือนกำลังวิจารณ์ตัวเองอย่างขบขัน

แบบฝึกหัด

whinge หมายถึงอะไรในประโยคนี้? He always whinges when it is his turn to wash the dishes.

  1. จู่ ๆ เขาก็ร้องไห้เพราะได้รับบาดเจ็บ
  2. เขาทำงานบ้านจนเสร็จอย่างเงียบ ๆ
  3. เขาบ่นซ้ำ ๆ ในลักษณะที่น่ารำคาญ
ดูคำตอบ

เขาบ่นซ้ำ ๆ ในลักษณะที่น่ารำคาญ

than what you are doing.

2:04

อยู่ตอนนี้เยอะเลย

ไวยากรณ์

a lot slower than what you are doing: การแสดงความแตกต่างที่มากในการเปรียบเทียบ

A lot วางไว้หน้าคำขั้นกว่า slower เพื่อเพิ่มระดับความหมาย โดย a lot slower หมายถึงช้ากว่ามาก จึงแสดงว่าความเร็วแตกต่างกันมาก ในที่นี้ a lot บอกระดับ ไม่ได้หมายถึงสิ่งของจำนวนมาก Than what you are doing นำเข้าสิ่งอีกด้านหนึ่งที่ใช้เปรียบเทียบ ในประโยคพูดนี้ what you are doing หมายถึงวิธีหรือความเร็วที่อีกคนกำลังทำงานอยู่ แบบที่ชัดเจนและกระชับกว่าคือ I do the job a lot more slowly than you do.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ a lot ร่วมกับคำขั้นกว่าของ slow: Because of the roadworks, this route is ____ than the highway.

ดูคำตอบ

a lot slower

Watch!

2:05

ดูนะ!