รู้ความลับไหม? นั่นแหละคือความย้อนแย้งเชิงละคร - คริสโตเฟอร์ วอร์เนอร์: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
คำอธิบายวิดีโอ: บทเรียนนี้อธิบายว่า dramatic irony เชื่อมโยงหนังสยองขวัญกับหนังตลกอย่างไร ผู้ชมรู้ข้อมูลที่ตัวละครไม่รู้ ความเหลื่อมล้ำของข้อมูลจึงสร้างความลุ้นและขับเคลื่อนโครงเรื่องไปจนกว่าภัยที่ซ่อนอยู่หรือความเข้าใจผิดจะถูกเปิดเผย ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. dramatic irony. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจคำศัพท์สำคัญในการวิเคราะห์วรรณกรรมและภาพยนตร์ ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ผู้ชมมีข้อมูลที่ตัวละครไม่มี และนำไปใช้อธิบายได้ว่าทำไมกลวิธีเล่าเรื่องแบบเดียวกันจึงสร้างความกลัวในเรื่องสยองขวัญ แต่สร้างเสียงหัวเราะในเรื่องตลก 2. in on a secret — สำนวนและภาษาภาพพจน์: รู้ว่าสำนวนนี้หมายถึงการได้รู้หรือมีส่วนรับรู้ข้อมูลลับ ไม่ใช่การแปลแยกทีละคำ และใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อต้องบอกว่าใครรู้ความจริงในเรื่องราว แผนการ หรือสถานการณ์ส่วนตัว 3. The audience wants, no, needs — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่าผู้พูดแก้ wants เป็น needs ที่หนักแน่นกว่าเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ข้อกล่าวอ้าง และใช้การแก้คำพูดของตนเองแบบนี้ในบทวิจารณ์หรือสุนทรพจน์ เมื่อความต้องการทั่วไปยังสื่อความเร่งด่วนหรือแรงกดดันทางอารมณ์ได้ไม่พอ
คำอธิบายในบทเรียนนี้
What do horror movies and comedies have in common? วลี
0:14ภาพยนตร์สยองขวัญและคอเมดี้มีอะไรที่เหมือนกัน?
have in common: การถามถึงจุดร่วม
have in common หมายถึง “มีลักษณะ ความสนใจ ประสบการณ์ หรือคุณสมบัติอื่นร่วมกัน” ในรูปคำถาม What do A and B have in common? คำว่า what ใช้ถามถึงสิ่งที่มีร่วมกัน ส่วน A and B คือสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ ให้มอง have ... in common เป็นสำนวนตายตัวหนึ่งชุด ไม่ใช่วลีบอกสถานที่ตามความหมายตรงตัว ในประโยคบอกเล่า สิ่งที่มีร่วมกันมักอยู่ระหว่าง have กับ in common: A and B have several interests in common.
แบบฝึกหัด
เติมคำถามแบบตายตัวที่ใช้ถามถึงจุดร่วมให้สมบูรณ์: What do these two games ____?
ดูคำตอบ
have in common
The two genres might seem totally different, ไวยากรณ์
0:18ทั้งสองแนวนี้อาจดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
might seem totally different: ความประทับใจแรกที่บอกอย่างเผื่อใจ
ใน might seem totally different คำว่า might บอกความเป็นไปได้ และ seem ทำให้ความแตกต่างเป็นเพียงสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว totally ขยาย different ให้หนักแน่นขึ้น ที่นี่ might พูดถึงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ความสามารถ สำนวนนี้ใช้ได้เมื่อเรายอมรับความประทับใจแรกก่อน แต่ยังเปิดทางให้โต้แย้งหรือแก้ความคิดนั้นในภายหลัง หลัง might ใช้กริยารูปพื้นฐาน seem จึงเป็น might seem ไม่ใช่ might seems หรือ might to seem
แบบฝึกหัด
ประโยคใดนำเสนอความประทับใจแรกอย่างเผื่อใจ แล้วแก้ความคิดนั้นด้วยข้อเท็จจริง?
- They are unrelated, and they serve completely different goals.
- They might seem unrelated, but they share the same goal.
- They must be unrelated because they look different.
ดูคำตอบ
They might seem unrelated, but they share the same goal.
the reason ... is perhaps because of ...: เสนอเหตุผลอย่างระมัดระวัง
โครงสร้าง the reason + ประธาน + กริยา + is because of + ข้อความที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม ใช้เชื่อมผลลัพธ์กับสาเหตุ ในประโยคนี้ they're both so popular คือผลลัพธ์ที่ต้องการอธิบาย ส่วน what they have in common เป็นอนุประโยคที่ทำหน้าที่เหมือนวลีนามหลัง because of Perhaps ทำให้สาเหตุนั้นเป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่คำอธิบายที่แน่นอนหรือครบถ้วน ใจความที่นำไปใช้ต่อได้คือ นี่คือผลลัพธ์ และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่ใช้เชื่อมวลีนามซึ่งเป็นสาเหตุ: The reason the game was postponed is perhaps ____ the heavy rain.
ดูคำตอบ
because of
dramatic irony: ผู้ชมรู้สิ่งที่ตัวละครไม่รู้
Dramatic irony คือกลวิธีการเล่าเรื่องที่ผู้ชมหรือผู้อ่านรู้ข้อมูลสำคัญบางอย่าง แต่ตัวละครหนึ่งตัวหรือหลายตัวไม่รู้ เนื่องจากมีช่องว่างด้านข้อมูลนี้ ผู้ชมจึงเข้าใจอันตราย ความผิดพลาด หรือมุกตลกได้ก่อนตัวละคร Dramatic ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวกับละครและการเล่าเรื่อง ไม่ได้หมายถึงมีอารมณ์มากเกินไปหรือเกินจริง
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างของ dramatic irony ที่ชัดเจนที่สุด
- ผู้พูดชมว่าอากาศดีมากท่ามกลางพายุ แต่จริง ๆ หมายถึงตรงกันข้าม
- สถานีดับเพลิงเกิดไฟไหม้อย่างไม่คาดคิด
- ผู้ชมรู้ว่าแผนที่กลับหัว แต่นักสำรวจไม่รู้
ดูคำตอบ
ผู้ชมรู้ว่าแผนที่กลับหัว แต่นักสำรวจไม่รู้
First, let's clarify: คำเกริ่นเพื่อทำให้ประเด็นแรกชัดเจน
First บอกว่านี่คือขั้นตอนแรกของการอธิบาย ส่วน let's clarify เป็นการชวนผู้ฟังให้ช่วยกันทำให้ประเด็นที่อาจสับสนชัดเจนขึ้น ในที่นี้ทั้งประโยคช่วยจัดลำดับการอธิบายก่อนที่ผู้พูดจะแยกแนวคิดที่คล้ายกัน Clarify หมายถึงการขจัดความสับสนหรือทำให้ความหมายแม่นยำขึ้น ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เพิ่มข้อมูลเท่านั้น
แบบฝึกหัด
คุณกำลังจะเปรียบเทียบกฎสองข้อที่คล้ายกัน ประโยคเกริ่นใดสื่อได้ดีที่สุดว่าคุณจะอธิบายความแตกต่างให้ชัดเจนก่อน
- First, let's clarify how these two rules differ.
- First, let's memorize the titles of these two rules.
- First, let's discuss a different topic.
ดูคำตอบ
First, let's clarify how these two rules differ.
การใช้ X is when ... ในนิยามแบบภาษาพูด
X is when + อนุประโยค เป็นรูปแบบที่ใช้บ่อยในภาษาพูดเพื่อให้นิยามแนวคิดผ่านสถานการณ์หรือเงื่อนไขที่แนวคิดนั้นเกิดขึ้น ในที่นี้ when นำเข้าสู่เงื่อนไขที่นิยามการประชดเชิงสถานการณ์ ไม่ได้ชี้ถึงเวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ อนุประโยคนี้เปรียบต่างความคาดหวังกับผลที่เกิดขึ้นจริง คือคุณคาดหวังอย่างหนึ่ง แต่กลับได้ผลตรงกันข้าม ความต่างนี้เป็นเนื้อหาของนิยาม
แบบฝึกหัด
เติมนิยามแบบภาษาพูดโดยใช้รูปแบบ X is when ...: Stage fright ____ someone feels very nervous before performing.
ดูคำตอบ
is when
Verbal irony is when someone says something น้ำเสียง/เจตนา
0:35ความขัดแย้งทางคำพูดคือเมื่อมีคนพูดสิ่งหนึ่ง
someone says something but truly means the opposite: พูดอย่างหนึ่งแต่หมายถึงสิ่งที่ตรงกันข้าม
อนุประโยคนี้อธิบายความต่างระหว่างความหมายตรงตัวของคำพูดกับข้อความที่ผู้พูดตั้งใจจะสื่อจริง ๆ โดย but ใช้เชื่อมความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่พูดออกมากับสิ่งที่หมายถึง truly means ในที่นี้เท่ากับ “ตั้งใจจะสื่อจริง ๆ ว่า” ไม่ได้หมายถึง “พูดอย่างจริงใจ” ส่วน the opposite คือท่าทีหรือการประเมินที่ตรงกันข้าม ซึ่งผู้ฟังต้องอนุมานจากบริบทและน้ำเสียง
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดแสดงให้เห็นชัดที่สุดว่าคนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วหมายถึงสิ่งที่ตรงกันข้าม
- Ava เปียกโชกกลางพายุและพูดว่า "What perfect weather!"
- Ava เห็นท้องฟ้าแจ่มใสและพูดว่า "The weather is beautiful."
- Ava อ่านพยากรณ์อากาศและพูดว่า "It will rain tonight."
ดูคำตอบ
Ava เปียกโชกกลางพายุและพูดว่า "What perfect weather!"
we'll be looking at: ใช้เกริ่นหัวข้อถัดไป
ในบทเรียนหรือการนำเสนอ we'll be looking at หมายถึง “เราจะอภิปราย ตรวจสอบ หรือศึกษา” ส่วน look at ไม่ได้จำกัดเพียงการมองบางสิ่งด้วยตา แต่ยังหมายถึงการมุ่งความสนใจไปที่หัวข้อหนึ่งได้ด้วย วลีนี้ช่วยจัดลำดับการพูดด้วยการบอกประเด็นสำคัญถัดไป ในประโยคนี้ประเด็นนั้นคือ dramatic irony
แบบฝึกหัด
ครูกำลังเกริ่นหัวข้อถัดไป เติมประโยคด้วยวลีที่กำหนด we'll be looking at: Next, ____ how plants store water.
ดูคำตอบ
we'll be looking at
seems to know more ... than ... do: เปรียบเทียบปริมาณความรู้และใช้ do แทนกริยาที่ซ้ำ
โครงสร้าง seems to know more ... than ... do ใช้เปรียบเทียบว่าคนสองฝ่ายรู้มากน้อยเพียงใด ในที่นี้ผู้ชมถูกนำเสนอว่ามีข้อมูลมากกว่าตัวละคร more แสดงปริมาณที่มากกว่า than นำเข้าสู่อีกฝ่ายที่นำมาเปรียบเทียบ และ seems to ทำให้ข้อความไม่ฟันธงเกินไป โดยมีความหมายว่า ดูเหมือน คำว่า do ที่ท้ายประโยคใช้แทนวลีกริยา know about the event, situation, or conversation ที่ไม่ต้องการกล่าวซ้ำ จึงช่วยหลีกเลี่ยงการใช้คำเดิมและไม่ได้บอกถึงการกระทำใหม่ รูปคำต้องสอดคล้องกับประธานฝ่ายที่สอง: characters ซึ่งเป็นพหูพจน์ใช้ do แต่ one character ซึ่งเป็นเอกพจน์ใช้ does
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเปรียบเทียบให้หมายความว่าครูมีข้อมูลมากกว่า โดยไม่กล่าว know ซ้ำ: The teachers know more about the schedule ____ the parents ____.
ดูคำตอบ
than · do
in on a secret: เป็นหนึ่งในคนที่รู้ความลับ
be in on a secret หมายถึงเป็นหนึ่งในคนที่รู้ข้อมูลที่ถูกปกปิดหรือข้อมูลวงใน ในประโยคนี้ ผู้ชมอยู่ในกลุ่มคนที่รู้ความลับ แต่ตัวละครยังไม่รู้เรื่องนั้น โครงสร้างคือ be + in on + คำนามหรือคำสรรพนาม เช่น be in on a secret, a plan, a joke หรือ it แล้วแต่บริบท วลีนี้อาจสื่อด้วยว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมลับ ไม่ใช่แค่รู้เรื่องเท่านั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่ามีเพียงสามคนที่รู้แผนเซอร์ไพรส์และอาจกำลังช่วยดำเนินแผนนี้อยู่
- Only three people are surprised by the plan.
- Only three people are in on the surprise plan.
- Only three people heard about the surprise plan afterward.
ดูคำตอบ
Only three people are in on the surprise plan.
storytelling device: กลวิธีที่ใช้กำหนดรูปแบบของเรื่อง
ในประโยคนี้ storytelling device หมายถึงกลวิธีที่ผู้สร้างใช้เพื่อทำให้เรื่องเกิดผลบางอย่าง คำว่า This หมายถึง dramatic irony หรือการประชดเชิงละคร ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นเทคนิคที่สร้างอารมณ์อย่างรุนแรง ในกลุ่มคำนี้ device หมายถึงวิธีการหรือเครื่องมือในเชิงนามธรรม ไม่ใช่โทรศัพท์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นักเขียนและผู้สร้างภาพยนตร์อาจใช้การย้อนอดีต ความระทึกใจ หรือผู้เล่าเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือเป็น storytelling devices
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ storytelling device ในความหมายว่ากลวิธีการเล่าเรื่อง
- The director uses silence as a storytelling device to build suspense.
- The new storytelling device has a bright touch screen.
- This storytelling device needs a new battery before the show.
ดูคำตอบ
The director uses silence as a storytelling device to build suspense.
Think about it for a moment: การชวนให้หยุดคิดสักครู่
Think about it for a moment. เป็นสัญญาณที่พูดกับผู้ฟัง ประโยคนี้ทำให้คำอธิบายหยุดชั่วครู่และชวนผู้ฟังพิจารณาแนวคิดนั้นก่อนที่ผู้พูดจะเข้าสู่ตัวอย่าง Think about it เป็นประโยคคำสั่งที่พูดกับผู้ฟังโดยตรง แต่ในการอธิบายอย่างเป็นมิตร มักเป็นคำชวนมากกว่าคำสั่งที่แข็งกร้าว ส่วน For a moment บอกว่าให้หยุดเพียงสั้น ๆ และทำให้คำขอฟังดูเบาลง
แบบฝึกหัด
ในการอธิบายอย่างเป็นมิตร Think about it for a moment. มักทำหน้าที่อะไร
- เป็นการชวนผู้ฟังให้หยุดสั้น ๆ และพิจารณาแนวคิดนั้น
- เป็นการบอกผู้ฟังว่าการสนทนาจบแล้ว
- เป็นการตำหนิผู้ฟังที่ไม่ยอมคิด
ดูคำตอบ
เป็นการชวนผู้ฟังให้หยุดสั้น ๆ และพิจารณาแนวคิดนั้น
How does it feel when ...?: คำถามที่สร้างฉากเพื่อชวนให้นึกถึงความรู้สึก
How does it feel when ...? ใช้ถามว่าสถานการณ์หนึ่งทำให้เกิดอารมณ์หรือความรู้สึกทางร่างกายแบบใด ในประโยคนี้ อนุประโยคที่สมบูรณ์หลัง when บอกสถานการณ์ที่ให้จินตนาการ โดย when ไม่ได้เพียงระบุเวลาเท่านั้น คำถามนี้ยังช่วยจัดลำดับคำอธิบายด้วยการพาผู้ฟังเข้าไปอยู่ในฉากก่อน แทนที่จะบอกทันทีว่าความลุ้นระทึกทำให้ตึงเครียด ผู้พูดชวนให้ผู้ฟังสังเกตปฏิกิริยาของตนเองก่อนอธิบาย
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปแบบนี้ได้ถูกต้องเพื่อชวนให้อีกฝ่ายจินตนาการถึงสถานการณ์และสังเกตความรู้สึกของตน?
- How does it feel when everyone is waiting for your answer?
- How it does feel when everyone is waiting for your answer?
- How does it feel when everyone waiting for your answer?
ดูคำตอบ
How does it feel when everyone is waiting for your answer?
has to be bad ในความหมายของการอนุมานอย่างหนักแน่น
ใน This has to be bad for the hero วลี has to be bad แสดงข้อสรุปที่หนักแน่นจากสถานการณ์ ผู้พูดเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ไม่ดีแทบจะแน่นอน ความหมายใกล้เคียงกับ This must be bad for the hero Have to ไม่ได้แสดงหน้าที่หรือข้อบังคับเสมอไป เมื่อบริบทให้เบาะแสและข้อความหลัง have to ระบุข้อสรุป have to สามารถแสดงการอนุมานที่หนักแน่นได้ ในที่นี้ไม่มีใครถูกบังคับให้ทำให้สถานการณ์แย่ลง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ has to be เพื่ออนุมานอย่างหนักแน่นจากหลักฐาน?
- Those footprints are fresh, so someone has to be nearby.
- Leo has to be at school by eight because attendance is required.
- Visitors have to wear a badge inside the building.
ดูคำตอบ
Those footprints are fresh, so someone has to be nearby.
that hero must enter the room to find the villain.
1:17ฮีโร่คนนั้นต้องเข้าไปในห้องเพื่อค้นหาตัวร้าย
ใช้ Of course, though, เพื่อบอกเหตุการณ์ที่คาดไว้แต่มีความขัดแย้ง
Of course แสดงว่าการกระทำของฮีโร่เป็นสิ่งที่คาดได้ในเรื่องประเภทนี้ ส่วน though ย้อนกลับไปเชื่อมกับอันตรายที่กล่าวไว้แล้วและส่งสัญญาณถึงความขัดแย้ง กล่าวคือ การเข้าไปเป็นไปตามที่คาด แม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม เมื่อนำมารวมกัน Of course, though, ช่วยจัดลำดับข้อมูลในเรื่อง โดยยอมรับสิ่งที่คาดไว้ก่อน แล้วจึงพาผู้ฟังไปสู่เหตุการณ์ที่ขัดกับคำเตือน ความต้องการ หรือทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
แบบฝึกหัด
Of course, though, ทำหน้าที่อะไรในตัวอย่างนี้?
- สำนวนนี้บอกว่าฮีโร่เข้าไปเพียงเพราะวายร้ายเชิญเขา
- สำนวนนี้ทำให้อันตรายหายไปและแสดงว่าห้องนั้นปลอดภัยอย่างสมบูรณ์
- สำนวนนี้แสดงว่าการกระทำของฮีโร่เป็นสิ่งที่คาดไว้ พร้อมทั้งวางให้ขัดกับอันตรายที่รู้อยู่แล้ว
ดูคำตอบ
สำนวนนี้แสดงว่าการกระทำของฮีโร่เป็นสิ่งที่คาดไว้ พร้อมทั้งวางให้ขัดกับอันตรายที่รู้อยู่แล้ว
will jump out: โผล่ออกมาจากที่ซ่อนอย่างกะทันหัน
jump out หมายถึงออกมาจากที่ซ่อนหรือพื้นที่ปิดอย่างกะทันหันจนมองเห็นได้ ในที่นี้ out เป็นส่วนหนึ่งของความหมายของกริยาวลี จุดสำคัญคือการปรากฏตัวอย่างฉับพลันซึ่งมักทำให้ตกใจหรือกลัว ไม่ใช่แค่การกระโดดเท่านั้น will แสดงว่าการปรากฏตัวที่คาดไว้นี้จะเกิดขึ้นในอนาคต ในประโยคนี้ ผู้ชมรู้ว่าคนที่น่ากลัวจะปรากฏตัวอย่างกะทันหัน แม้ตอนนี้ยังมองไม่เห็นคนนั้นก็ตาม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่านักแสดงปรากฏตัวออกมาจากที่ซ่อนอย่างกะทันหัน
- The actor jumped out from behind the curtain.
- The actor jumped over the curtain.
- The actor jumped beside the curtain.
ดูคำตอบ
The actor jumped out from behind the curtain.
the suspense of knowing that ...: ความลุ้นระทึกจากการรู้ข้อมูลเพียงบางส่วน
วลี the suspense of knowing that ... ระบุที่มาแบบหนึ่งของความลุ้นระทึก หลัง of ใช้ knowing ซึ่งเป็น gerund และ that ใช้นำข้อเท็จจริงที่รู้อยู่แล้ว การรู้เพียงบางส่วนว่าจะเกิดอะไรขึ้นไม่ได้ทำให้ความลุ้นระทึกหายไป ในที่นี้ผู้ชมรู้ว่าจะมีใครบางคนกระโดดออกมา แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร การรอคอยและความไม่แน่นอนจึงสร้างความลุ้นระทึก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่ตรงตัวคือ the suspense of knowing that: We felt ____ the final score was inside the sealed envelope.
ดูคำตอบ
the suspense of knowing that
but you just don't know when: เหตุการณ์แน่นอน แต่ไม่รู้เวลา
อนุประโยคหลัง but เปรียบต่างสถานะของข้อมูลสองแบบ คือคุณรู้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้น แต่ยังไม่รู้เวลาที่จะเกิด รูปแบบที่สิ่งหนึ่งแน่นอนแต่อีกสิ่งหนึ่งไม่แน่นอนนี้อธิบายการสร้างความลุ้นระทึกได้ ผู้ชมรอเหตุการณ์ที่คาดไว้โดยไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด just เน้นช่องว่างของข้อมูลที่ยังเหลืออยู่ และแสดงว่าเวลาเป็นรายละเอียดเพียงอย่างเดียวที่ยังไม่รู้ when เป็นคำแสดงคำถามในคำถามทางอ้อม ส่วนข้อความที่เหลือเข้าใจได้จากบริบทว่าเป็น when it will happen
แบบฝึกหัด
ประโยคใดแสดงอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นแน่นอนแต่ไม่รู้เวลา
- Maybe the package will arrive today, but nobody has confirmed it.
- We know the package will arrive today, but we just don't know when.
- We know exactly when the package will arrive today.
ดูคำตอบ
We know the package will arrive today, but we just don't know when.
take the typical comedy: ใช้ take เพื่อยกตัวอย่าง
ใน take the typical comedy คำว่า take หมายถึง “ให้นำสิ่งนี้มาเป็นตัวอย่างเพื่อพิจารณา” เป็นรูปคำสั่งที่ดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังภาพยนตร์ตลกที่เป็นตัวแทน ไม่ใช่คำสั่งให้หยิบหรือเอาอะไรไปจริง ๆ รูปแบบนี้ช่วยให้ผู้พูดเปลี่ยนไปยังกรณีใหม่ แล้วอธิบายว่ากรณีนั้นแสดงให้เห็นอะไร โดยปกติเนื้อหาถัดไปจะวิเคราะห์ตัวอย่างนั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ take เพื่อยกกรณีสำหรับการอภิปราย?
- Take city parks, for example: they give people space to exercise.
- Take the city parks map with you when you leave.
- Take the bus to the city park before noon.
ดูคำตอบ
Take city parks, for example: they give people space to exercise.
There will probably be some type of misunderstanding. ไวยากรณ์
1:37อาจมีความเข้าใจผิดบางอย่างเกิดขึ้น
will probably be: คาดการณ์สถานการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น
There will probably be ... ใช้คาดการณ์ว่าสถานการณ์หนึ่งมีแนวโน้มที่จะมีอยู่หรือเกิดขึ้น ในโครงสร้างนี้ there นำเสนอสถานการณ์ที่คาดไว้ will แสดงการคาดการณ์ และ probably บอกว่ามีโอกาสสูงแต่ไม่แน่นอน Some type of misunderstanding ไม่ได้ระบุว่าเป็นความเข้าใจผิดแบบใดโดยเฉพาะ เมื่อรวมกันแล้ว คำเหล่านี้แสดงว่าผู้พูดคาดว่าจะเกิดความเข้าใจผิด แต่ไม่ได้ยืนยันว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดคาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่แน่นอน?
- There will probably be heavy traffic after the game.
- There will definitely be heavy traffic after the game.
- There might be heavy traffic after the game.
ดูคำตอบ
There will probably be heavy traffic after the game.
what is going on: การเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน
ตรงนี้ what is going on หมายถึง “กำลังเกิดอะไรขึ้น” หรือ “สถานการณ์จริง” ในบริบทนี้ go on หมายถึง “เกิดขึ้น” ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จริง ๆ หรือ “เดินหน้าต่อไป” อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่คล้ายคำนามหลัง of ใน more of what is going on โดยใช้เรียกสถานการณ์ที่กำลังทำความเข้าใจ การเปรียบเทียบนี้บอกว่าผู้ชมมีข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์นั้นมากกว่าตัวละคร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษ 4 คำที่หมายถึง “กำลังเกิดอะไรขึ้น”: The workers hear loud noises upstairs, but no one knows ____.
ดูคำตอบ
what is going on
Picture two characters making a plan: การชวนผู้ฟังจินตนาการถึงฉากหนึ่ง
Picture ในที่นี้เป็นคำกริยารูปคำสั่งที่หมายถึง “ลองจินตนาการ” เป็นการขอให้ผู้ฟังสร้างภาพเหตุการณ์ขึ้นในใจ ไม่ได้หมายถึง “ถ่ายรูป” โครงสร้าง Picture + คำนาม + รูป -ing นำเสนอคนที่กำลังทำการกระทำในจินตนาการ เช่น two characters making a plan การเปิดเรื่องแบบนี้สร้างสถานการณ์สมมติไว้ก่อน เพื่อให้ผู้พูดใช้สถานการณ์นั้นอธิบายแนวคิดถัดไป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ Picture เพื่อชวนให้ผู้ฟังจินตนาการถึงฉากหนึ่ง?
- Take a picture of the team after the game.
- Picture a team celebrating its first victory.
- Hang the team picture beside the door.
ดูคำตอบ
Picture a team celebrating its first victory.
overhears the entire conversation: บังเอิญได้ยินคำพูดของผู้อื่น
ในที่นี้ overhears หมายถึง “บังเอิญได้ยินสิ่งที่ไม่ได้พูดให้ตนฟัง” เพื่อนร่วมห้องอยู่ที่โถงทางเดิน บทสนทนาจึงไม่ได้พูดกับเขาโดยตรง แต่เขาบังเอิญได้ยินเพราะอยู่ใกล้ ๆ Overhears ตามด้วยกรรมโดยตรงโดยไม่ใช้ to เช่น overhears the conversation ส่วน the entire conversation บอกเพิ่มว่าเพื่อนร่วมห้องได้ยินทั้งหมด ไม่ใช่เพียงไม่กี่คำ
แบบฝึกหัด
เลือกวลีที่แม่นยำที่สุด: Leo was walking past the kitchen when he accidentally ___ his parents discussing a gift.
- eavesdropped on
- overheard
- listened to
ดูคำตอบ
overheard
From there: เชื่อมจุดก่อนหน้ากับพัฒนาการที่ตามมา
ในที่นี้ From there ย้อนกลับไปอ้างถึงสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสถานที่จริง โดยหมายถึง “เริ่มจากจุดหรือสถานการณ์นั้น” ในฐานะคำเชื่อมการเล่าเรื่อง วลีนี้ทำให้เหตุการณ์ก่อนหน้าเป็นจุดเริ่มต้น แล้วพาผู้ฟังไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป นั่นคือความสับสนและความเข้าใจผิดเริ่มเกิดขึ้น พร้อมกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The team found the cause of the error. From there, the repair was simple,” คำว่า From there ทำหน้าที่อะไร?
- บอกสถานที่ที่แน่นอนซึ่งมีการซ่อมเกิดขึ้น
- เชื่อมการพบสาเหตุกับขั้นตอนถัดไปของกระบวนการ
- หมายความว่าทีมกลับไปยังสถานที่ก่อนหน้า
ดูคำตอบ
เชื่อมการพบสาเหตุกับขั้นตอนถัดไปของกระบวนการ
the tension builds: ความตึงเครียดค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
the tension builds หมายถึงความกังวล ความลุ้นระทึก หรือความขัดแย้งค่อย ๆ รุนแรงขึ้น คำว่า builds ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งของที่เป็นรูปธรรม การใช้ tension เป็นประธานคู่กับ builds เป็นรูปแบบที่พบบ่อยเมื่อต้องการอธิบายว่าเรื่องราว การแข่งขัน การประชุม หรือสถานการณ์อื่นตึงเครียดขึ้นตามเวลาอย่างไร
แบบฝึกหัด
เติมรูปที่ถูกต้องของ build เพื่อทำให้สำนวนเล่าเรื่องนี้สมบูรณ์: As the two teams wait for the final score, the tension ____.
ดูคำตอบ
builds
This isn't the same tension as the horror film,
1:56นี่ไม่ใช่ความตึงเครียดแบบเดียวกับภาพยนตร์สยองขวัญ
since it is probably pretty funny: since ที่ใช้บอกเหตุผล
ใน since it is probably pretty funny คำว่า since ใช้นำเหตุผลของข้อความก่อนหน้า ในที่นี้หมายถึง because ไม่ใช่ “นับจากจุดเริ่มต้นหนึ่งในอดีตเป็นต้นมา” เมื่อต้องการเลือกความหมายของ since ให้ดูข้อความที่ตามมา ถ้าอนุประโยคนั้นอธิบายว่าทำไมบางอย่างจึงเป็นจริง ก็เป็นความหมายด้านเหตุผล แต่ถ้าเป็นจุดเริ่มต้นอย่าง since Monday ก็เป็นความหมายด้านเวลา
แบบฝึกหัด
คำใดใช้แทน since ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยน? Since every ticket is free, no one needs to pay.
- although
- because
- until
ดูคำตอบ
because
tries to figure out: พยายามทำความเข้าใจ
ในประโยคนี้ tries to figure out หมายถึง “พยายามทำความเข้าใจหรือแก้ปัญหา” โครงสร้าง try to + กริยารูปพื้นฐานแสดงถึงความพยายาม ส่วน figure out เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการได้คำตอบด้วยการคิด ตรวจสอบ หรือใช้เหตุผล หลัง figure out สามารถตามด้วยชื่อปัญหาหรืออนุประโยคคำถามได้ เช่น figure out the answer, figure out who called หรือ figure out why it happened ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรูปร่างของคนหรือการวาดรูปทรง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเน้นการหาสาเหตุด้วยการคิดจากเบาะแสมากที่สุด
- Leah is trying to find out what time the repair shop opens.
- Leah is trying to look out for the repair truck.
- Leah is trying to figure out why the alarm keeps beeping.
ดูคำตอบ
Leah is trying to figure out why the alarm keeps beeping.
the whos and the whats: รายละเอียดของผู้คนและเหตุการณ์
ใน the whos and the whats คำคำถาม who และ what ถูกใช้เป็นคำนามพหูพจน์ the whos หมายถึงผู้คนหรือตัวตนที่เกี่ยวข้อง ส่วน the whats หมายถึงเหตุการณ์ การกระทำ หรือรายละเอียดสำคัญอื่น ๆ คำนำหน้านาม the และคำลงท้ายพหูพจน์ -s แสดงว่าคำเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นคำนาม สำนวนนี้รวมรายละเอียดที่ยังไม่รู้อยู่หลายอย่างไว้ในวลีสั้น ๆ ที่ฟังสบายและขี้เล่น ไม่ใช่ชื่อหมวดไวยากรณ์อย่างเป็นทางการ
แบบฝึกหัด
the whos and the whats ในประโยคนี้สรุปถึงอะไร
- ผู้คนที่เกี่ยวข้องและสิ่งที่เกิดขึ้น
- เฉพาะเวลาและสถานที่
- กฎสองข้อเกี่ยวกับคำคำถาม
ดูคำตอบ
ผู้คนที่เกี่ยวข้องและสิ่งที่เกิดขึ้น
of the tension and suspense of dramatic irony.
2:06ของความตึงเครียดและความลุ้นระทึกของความขัดแย้งเชิงละคร
serves as a great example: เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก
ในที่นี้ serves as หมายถึง “ทำหน้าที่เป็น” หรือ “มีบทบาทเป็น” ไม่ได้หมายถึง “ให้บริการใครบางคน” ทั้งวลีใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและมีน้ำหนัก รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ A serves as a great example of B โดย A คือกรณีที่กำลังพูดถึง และ B คือแนวคิดหรือลักษณะที่ A แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายในประโยควิเคราะห์ให้สมบูรณ์: In our lesson, this failed experiment ____ of why careful measurement matters.
ดูคำตอบ
serves as a great example
drives the story and keeps the plot progressing. วลี
2:11ขับเคลื่อนเรื่องราวและทำให้โครงเรื่องดำเนินต่อไป
drives the story: ทำให้โครงเรื่องเดินหน้า
ในที่นี้ drives หมายถึง “ทำให้เดินหน้า” ในความหมายเชิงนามธรรม ความตึงเครียดทำให้เกิดเหตุการณ์ต่อมาและทำให้เรื่องเล่าพัฒนาต่อไป โดยไม่เกี่ยวกับยานพาหนะ รูปแบบ X drives the story ใช้บอกแรงที่ทำให้โครงเรื่องดำเนินต่อ เช่น เป้าหมาย ความขัดแย้ง ความลับ หรือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายในประโยควิเคราะห์ให้สมบูรณ์: The hero's search for his missing sister ____, leading him from one clue to the next.
ดูคำตอบ
drives the story
keeps the plot progressing: keep + กรรม + -ing
ในประโยคนี้ keeps the plot progressing หมายถึงบางสิ่งทำให้เหตุการณ์ในเรื่องพัฒนาต่อไป Plot หมายถึงลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง ส่วน progressing แสดงว่าลำดับเหตุการณ์นั้นเดินหน้าต่อแทนที่จะหยุดลง โครงสร้าง keep + กรรม + -ing หมายถึง “ทำให้คนหรือสิ่งใดทำการกระทำหรือกระบวนการหนึ่งต่อไป” ในที่นี้ ความตึงเครียดหรือความลุ้นระทึกคือสิ่งที่ทำให้โครงเรื่องพัฒนาต่อไป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ keep + กรรม + -ing อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อสื่อว่าบางสิ่งทำให้กระบวนการดำเนินต่อไป
- A clear agenda keeps the discussion move.
- A clear agenda keeps moving the discussion is.
- A clear agenda keeps the discussion moving.
ดูคำตอบ
A clear agenda keeps the discussion moving.
to see the tension of the dramatic irony broken, วลี
2:17เห็นความตึงเครียดของความขัดแย้งเชิงละครถูกทำลายลง
The audience wants, no, needs: การแก้คำพูดเพื่อเน้นความหมาย
The audience wants, no, needs เป็นการแก้คำพูดของตัวเองทันที ผู้พูดเลือก wants ก่อน จากนั้นใช้ no ขัดจังหวะถ้อยคำนั้น แล้วแทนด้วย needs ที่มีน้ำหนักมากกว่า no ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ชมไม่ต้องการสิ่งนี้ รูปแบบนี้จัดข้อมูลเป็น “คำที่น้ำหนักเบากว่า + no + คำที่น้ำหนักมากกว่า” ทำให้คำที่สองเป็นจุดเน้นที่แท้จริงและเพิ่มความเข้มของข้อความอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ no เพื่อเปลี่ยนจากคำที่มีน้ำหนักเบากว่าไปเป็นคำที่มีน้ำหนักมากกว่า
- She was surprised—no, shocked—by the result.
- She was surprised, so she checked the result.
- She was not surprised or shocked by the result.
ดูคำตอบ
She was surprised—no, shocked—by the result.
the tension ... broken: ภาวะตึงเครียดที่เป็นนามธรรมสิ้นสุดลง
ในประโยคนี้ the tension of the dramatic irony คือความลุ้นระทึกที่เกิดขึ้นเพราะผู้ชมรู้บางอย่างที่ตัวละครไม่รู้ broken หมายถึงภาวะตึงเครียดนี้สิ้นสุดหรือคลี่คลาย ไม่ได้หมายถึงสิ่งของแตกเสียหาย วลีนี้ใช้โครงสร้าง see + กรรม + กริยาช่องสาม: see [the tension of the dramatic irony] [broken] กรรมเป็นสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำ จึงหมายถึงผู้ชมต้องการเห็นความลุ้นระทึกคลี่คลายลง
แบบฝึกหัด
ส่วนที่เน้นในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?
- สิ่งของชิ้นหนึ่งในฉากแตกเสียหาย
- ผู้ชมไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวได้อีกต่อไป
- ความลุ้นระทึกที่เกิดจากดรามาติกไอรอนีสิ้นสุดลง
ดูคำตอบ
ความลุ้นระทึกที่เกิดจากดรามาติกไอรอนีสิ้นสุดลง
ใครบางคนเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของใครอีกคนในที่สุด
ในที่นี้ someone finally revealing someone's true identity หมายถึงคนหนึ่งเปิดเผยตัวตนของใครบางคนที่เคยถูกซ่อนหรือไม่มีใครรู้ในที่สุด Reveal สื่อว่าข้อมูลนั้นเคยถูกปิดบังหรือยังไม่เป็นที่เข้าใจมาก่อน True identity อาจมีความหมายมากกว่าชื่อตามกฎหมาย ในเรื่องเล่า อาจหมายถึงบทบาทที่แท้จริงหรือคนที่อยู่เบื้องหลังการปลอมตัวหรือตัวตนปลอม อนุประโยค -ing อยู่หลัง by และแสดงว่าการกระทำนี้เป็นวิธีที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ reveal someone's true identity: After the final song, the masked singer surprised everyone by ____.
ดูคำตอบ
revealing her true identity
either by ... or by ... สำหรับเสนอวิธีทางเลือกสองวิธี
either by ... or by ... เชื่อมวิธีที่เป็นไปได้สองวิธีซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกัน ในที่นี้ by หมายถึง “ด้วยวิธี” ไม่ได้หมายถึง “ข้าง ๆ” หรือ “เขียนโดย” ในประโยคนี้ วิธีหนึ่งคือการที่คนที่น่ากลัวกระโดดออกมา ส่วนอีกวิธีคือการที่ใครบางคนเปิดเผยตัวตนและคลี่คลายความสับสน การใช้ by ซ้ำช่วยให้เห็นชัดว่าทั้งสองส่วนเป็นวิธีการ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย either by ... or by ...: You can submit the form ____ emailing it ____ delivering it in person.
ดูคำตอบ
either by · or by
clearing up the confusion: ขจัดความสับสน
ในประโยคนี้ clearing up the confusion หมายถึงการทำให้สถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนหรือถูกเข้าใจผิดกลายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ Clear up เป็นกริยาวลี ส่วน the confusion คือปัญหาที่ได้รับการแก้ไข Clearing อยู่ในรูป -ing เพราะเชื่อมขนานกับ revealing ด้วย and หลัง by: by someone ... revealing ... and clearing up.... สำนวนนี้เน้นการขจัดความไม่แน่ใจด้วยคำอธิบายหรือข้อมูลใหม่ ไม่ได้หมายถึงการทำความสะอาดสิ่งของจริง ๆ
แบบฝึกหัด
วลีใดเติมประโยคได้เหมาะสมที่สุด? One clear diagram should ______ about how the machine works.
- clear up the confusion
- clean up the confusion
- clear the explanation
ดูคำตอบ
clear up the confusion
A hallmark of: ลักษณะเด่นที่เป็นตัวแทนอย่างชัดเจน
“A hallmark of” หมายถึง “ลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ...” hallmark คือคุณลักษณะที่เป็นตัวแทนอย่างชัดเจนจนช่วยให้เราจำแนกบุคคล สไตล์ ผลงาน หรือคุณภาพได้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเท่านั้น รูปแบบที่พบบ่อยคือ “A is a hallmark of B” หมายความว่า A เป็นลักษณะที่แสดงถึง B ได้อย่างเด่นชัด ในคำบรรยาย วลีคำนามนี้เชื่อมกับบริบทก่อนหน้าและระบุว่าเทคนิคที่พูดถึงไปแล้วเป็นลักษณะสำคัญของนักเล่าเรื่องผู้ยิ่งใหญ่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่ไฮไลต์ไว้: Curiosity is ____ a good scientist.
ดูคำตอบ
a hallmark of
from Shakespeare to Hitchcock: ใช้ชื่อบุคคลเป็นตัวแทนของขอบเขต
เชกสเปียร์เชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับละครและวรรณกรรม ส่วนฮิตช์ค็อกเชื่อมโยงกับภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ ดังนั้นชื่อทั้งสองจึงชวนให้นึกถึงยุคสมัยและสื่อที่ต่างกันได้โดยแทบไม่ต้องมีข้อมูลพื้นหลัง ในที่นี้ “from Shakespeare to Hitchcock” ใช้ผู้สร้างสรรค์ที่มีชื่อเสียงเป็นจุดปลายตัวแทนของขอบเขตที่กว้าง ไม่ได้กล่าวถึงการเดินทางหรือจำกัดข้อความไว้แค่สองคนนี้ แต่ขยาย “all the great writers” ให้ครอบคลุมธรรมเนียมการเล่าเรื่องที่กว้างไกล
แบบฝึกหัด
“from Shakespeare to Hitchcock” ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้
- ระบุจุดแวะสองแห่งในการเดินทางจริง
- ใช้ผู้สร้างสรรค์ชื่อดังสองคนเป็นจุดปลายของขอบเขตกว้างที่ครอบคลุมหลายยุคสมัยและหลายสื่อ
- จำกัดข้อความไว้เฉพาะเชกสเปียร์และฮิตช์ค็อกเท่านั้น
ดูคำตอบ
ใช้ผู้สร้างสรรค์ชื่อดังสองคนเป็นจุดปลายของขอบเขตกว้างที่ครอบคลุมหลายยุคสมัยและหลายสื่อ