AI จะเปลี่ยนแปลงโลกอย่างไร?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
1,109 คำ 200 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: สจวร์ต รัสเซลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI อธิบายว่าเหตุใดเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างตายตัวจึงอาจทำให้เครื่องจักรสร้างผลเสียที่ไม่ตั้งใจ ระบบอัตโนมัติอาจเปลี่ยนงานและทำให้การสืบทอดความรู้ของมนุษย์อ่อนแอลงอย่างไร และเหตุใด AI อเนกประสงค์จึงน่าจะค่อย ๆ เกิดขึ้นตามกรอบเวลาที่ยังไม่แน่นอน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. fixed objective, และ specify everything in the objective. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจว่า objective ในบริบท AI หมายถึงเป้าหมายเชิงเทคนิคที่เข้ารหัสให้ระบบนำไปปรับให้เหมาะที่สุด คำว่า fixed และ specify ช่วยให้เห็นว่าปัญหาความปลอดภัยอยู่ที่การต้องระบุคุณค่าที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ล่วงหน้า แทนที่จะอาศัยวิจารณญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ 2. fully automated weaving machines and plectrums that could pluck the lyre และ technological unemployment — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เชื่อมโยงเครื่องมือทำงานอัตโนมัติที่อริสโตเติลจินตนาการไว้กับคำที่เคนส์ใช้ภายหลังเรียกภาวะงานถูกเทคโนโลยีแทนที่ จึงติดตามข้อโต้แย้งได้ว่าความกังวลเรื่องระบบอัตโนมัติแย่งงานมนุษย์มีมาก่อน AI ยุคใหม่เป็นเวลานาน 3. somewhere between 5 and 500 years. และ several Einsteins — สำนวนและภาษาภาพพจน์: สังเกตว่าช่วงเวลาที่กว้างอย่างยิ่งใช้สื่อความไม่แน่นอนอย่างมีอารมณ์ขัน ส่วนชื่อของนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงใช้แทนอัจฉริยะระดับพิเศษ เบาะแสเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจการประเมินเวลาและความยากในการสร้าง AI อเนกประสงค์ที่ทั้งระมัดระวังและจงใจกล่าวเกินจริง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

In the coming years,

0:06

ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

artificial intelligence is probably going to change your life and likely the entire world. ไวยากรณ์

0:07

ปัญญาประดิษฐ์อาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณ และน่าจะเปลี่ยนโลกทั้งใบด้วย

ไวยากรณ์

is probably going to change: การคาดการณ์อนาคตอย่างระมัดระวัง

be going to + คำกริยารูปพื้นฐานใช้มองไปยังผลลัพธ์ในอนาคต ในที่นี้ is going to change นำเสนอการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นแนวโน้มที่คาดไว้จากข้อมูลที่เรามีอยู่ตอนนี้ probably ลดระดับความแน่นอน is probably going to change หมายถึงการเปลี่ยนแปลงมีแนวโน้มจะเกิดขึ้น แต่ผู้พูดไม่ได้ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมคำคาดการณ์อนาคตอย่างระมัดระวังด้วย probably + be going to: Based on the forecast, the storm ____ reach the coast tonight.

ดูคำตอบ

is probably going to

But people have a hard time agreeing on exactly how. ไวยากรณ์

0:12

แต่ผู้คนมักมีความเห็นไม่ตรงกันว่ามันจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ไวยากรณ์

have a hard time agreeing on: ความยากในการหาข้อตกลง

have a hard time + กริยารูป -ing หมายถึงการทำกิจกรรมนั้นเป็นเรื่องยาก ดังนั้น have a hard time agreeing จึงหมายถึงการหาข้อตกลงร่วมกันไม่ใช่เรื่องง่าย agree on ใช้นำเรื่องที่ผู้คนกำลังพยายามตกลงกัน ใน agreeing on exactly how นั้น exactly how คือคำถามที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นด้วยวิธีใดอย่างชัดเจน ส่วน hard time ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิต

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างเต็ม have a hard time + -ing ร่วมกับ agree on: Our club members ____ a meeting day.

ดูคำตอบ

have a hard time agreeing on

The following are excerpts from a World Economic Forum interview

0:15

ต่อไปนี้เป็นข้อความที่ตัดตอนมาจากการสัมภาษณ์ของสภาเศรษฐกิจโลก

where renowned computer science professor and AI expert Stuart Russell helps separate the sense from the nonsense. สำนวน

0:18

ซึ่งศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ชื่อดังอย่าง สจวร์ต รัสเซลล์ ช่วยแยกแยะสิ่งที่มีเหตุผลออกจากเรื่องไร้สาระ

สำนวน

separate the sense from the nonsense: แยกสิ่งที่มีเหตุผลออกจากเรื่องไร้สาระ

ในประโยคนี้ separate the sense from the nonsense หมายถึงการพิจารณาว่าคำกล่าวใดสมเหตุสมผลและมีหลักฐานรองรับ และคำกล่าวใดเหลวไหล ชวนให้เข้าใจผิด หรือไม่มีหลักฐานรองรับ คำว่า separate ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการแยกสิ่งของจริง ๆ การวางคำว่า sense คู่กับ nonsense ทำให้ความแตกต่างนี้จำได้ง่าย สำนวนนี้ใช้ในสถานการณ์อื่นได้เมื่อมีคนช่วยผู้ฟังประเมินข้อมูลที่ปะปนกันหรือยังเป็นข้อถกเถียง

แบบฝึกหัด

เมื่อพูดถึงคำกล่าวที่ยังเป็นข้อถกเถียง separate the sense from the nonsense หมายความว่าอะไร

  1. พิจารณาว่าความคิดใดสมเหตุสมผลและความคิดใดไม่สมเหตุสมผล
  2. แบ่งกลุ่มหนึ่งออกเป็นสองส่วนจริง ๆ
  3. ทำให้การสนทนาดูน่าตื่นเต้นมากขึ้น
ดูคำตอบ

พิจารณาว่าความคิดใดสมเหตุสมผลและความคิดใดไม่สมเหตุสมผล

There's a big difference between asking a human to do something ไวยากรณ์

0:25

มันมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างการขอให้มนุษย์ทำอะไรบางอย่าง

and giving that as the objective to an AI system.

0:29

กับการมอบสิ่งนั้นเป็นเป้าหมายให้กับระบบ AI

ไวยากรณ์

There's a big difference between A and B: A กับ B แตกต่างกันมาก

There's a big difference between A and B เป็นกรอบการเปรียบเทียบที่เน้นว่าความแตกต่างนั้นสำคัญ ไม่ใช่เพียงเล็กน้อย ในที่นี้ A คือ asking a human to do something และ B คือ giving that as the objective to an AI system หลัง between ส่วนสองส่วนที่นำมาเปรียบเทียบควรมีรูปแบบสอดคล้องกัน ในประโยคนี้ทั้งสองส่วนขึ้นต้นด้วยรูป -ing คือ asking ... และ giving ... กรอบนี้ยังส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะอธิบายว่าทำไมความแตกต่างนั้นจึงสำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมกรอบการเปรียบเทียบให้สมบูรณ์: There's a big difference ____ reading about a skill ____ practicing it.

ดูคำตอบ

between · and

When you ask a human to fetch you a cup of coffee,

0:32

เมื่อคุณขอให้คนไปซื้อกาแฟให้คุณสักแก้ว

you don't mean this should be their life's mission ลำดับความ

0:35

คุณไม่ได้หมายความว่านี่ควรเป็นภารกิจในชีวิตของเขา

and nothing else in the universe matters,

0:37

และสิ่งอื่นใดในจักรวาลนี้ไม่มีความหมายอีกแล้ว

even if they have to kill everybody else in Starbucks to get you the coffee before it closes.

0:39

แม้ว่าพวกเขาจะต้องฆ่าทุกคนในสตาร์บัคส์เพื่อเอากาแฟมาให้คุณก่อนร้านจะปิดก็ตาม

They should do that.

0:44

ว่าพวกเขาควรจะทำแบบนั้น

No, that's not what you mean, right?

0:45

ไม่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณหมายถึง ใช่ไหมล่ะ?

ลำดับความ

คุณไม่ได้หมายความว่านี่ควรเป็นภารกิจตลอดชีวิตของพวกเขา

ในที่นี้ you don't mean ... ยกการตีความที่ผู้พูดเห็นว่ารุนแรงเกินไปอย่างชัดเจนขึ้นมา ผู้พูดไม่ได้ถามหาข้อมูลใหม่ แต่กำลังปฏิเสธการตีความนั้นและชี้นำผู้ฟังไปสู่ความหมายที่ตั้งใจไว้และสมเหตุสมผลกว่า their life's mission เป็นการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ กล่าวคือ คำขอนั้นจะกลายเป็นเป้าหมายเพียงอย่างเดียวที่อยู่เหนือทุกสิ่ง เนื้อหาที่เหลวไหลต่อจากนั้นแสดงให้เห็นว่าทำไมการตีความนี้จึงผิด และนำไปสู่ประเด็นว่าคำขอทั่วไปจะถูกเข้าใจควบคู่กับคุณค่าร่วมอื่น ๆ

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักของ you don't mean ... ในข้อความนี้คืออะไร

  1. บอกว่าคำขอนั้นทำเสร็จแล้ว
  2. ปฏิเสธการตีความคำขอที่รุนแรงเกินจริงอย่างไร้เหตุผล
  3. มอบจุดมุ่งหมายจริงจังตลอดชีวิตให้ใครคนหนึ่ง
ดูคำตอบ

ปฏิเสธการตีความคำขอที่รุนแรงเกินจริงอย่างไร้เหตุผล

You mean all the other things that we mutually care about,

0:46

คุณหมายความว่าสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดที่เราต่างใส่ใจร่วมกัน

they should factor into your behavior as well. วลี

0:49

พวกเขาควรนำไปประกอบการพิจารณาในพฤติกรรมของตนด้วย

วลี

ถูกนำมาพิจารณาและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคุณ

factor into หมายถึงถูกนำมาพิจารณาและมีอิทธิพลต่อบางสิ่ง ในโครงสร้าง X factors into Y นั้น X คือปัจจัยที่นำมาพิจารณา ส่วน Y คือพฤติกรรม การตัดสินใจ แผน หรือผลลัพธ์ที่ได้รับอิทธิพล ในประโยคนี้ all the other things we care about คือ X และ your behavior คือ Y กล่าวคือ สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญควรช่วยกำหนดวิธีที่คุณกระทำ

แบบฝึกหัด

ใช้ factor และ into เติมประโยคให้สมบูรณ์: Cost should ____ our final decision.

ดูคำตอบ

factor into

And the problem with the way we build AI systems now is we give them a fixed objective, right? การใช้คำ

0:50

และปัญหาของวิธีที่เราสร้างระบบ AI ในตอนนี้คือเรามอบเป้าหมายที่ตายตัวให้กับพวกมัน ใช่ไหม?

The algorithms require us to specify everything in the objective.

0:55

อัลกอริทึมต้องการให้เราระบุทุกอย่างไว้ในเป้าหมาย

การใช้คำ

fixed objective ... specify everything in the objective: เป้าหมายการหาค่าที่เหมาะที่สุดของ AI

ในบริบทของ AI และการหาค่าที่เหมาะที่สุด objective หมายถึงผลลัพธ์หรือเกณฑ์ที่ระบบได้รับคำสั่งให้ปรับให้เหมาะที่สุด fixed objective คือเป้าหมายที่ตั้งไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่สิ่งที่ระบบพิจารณาเองจากสถานการณ์โดยรวม specify everything in the objective หมายถึงการระบุผลลัพธ์ที่ต้องการและข้อจำกัดทุกอย่างไว้อย่างชัดเจนในเป้าหมายนั้น ประเด็นของผู้พูดคือ อัลกอริทึมจะทำตามสิ่งที่กำหนดไว้ แต่คุณค่าสำคัญที่ไม่ได้ใส่ไว้อาจไม่มีผลต่อการทำงานของมัน

แบบฝึกหัด

ในการพูดถึง AI นี้ objective หมายถึงอะไร

  1. ปัญหาที่ได้รับการซ่อมแซมแล้ว
  2. เป้าหมายที่ระบบได้รับคำสั่งให้ปรับให้เหมาะที่สุด
  3. คำอธิบายที่เป็นกลางและไม่มีอคติ
ดูคำตอบ

เป้าหมายที่ระบบได้รับคำสั่งให้ปรับให้เหมาะที่สุด

And if you say,

0:59

และถ้าคุณพูดว่า

you know, can we fix the acidification of the oceans? การใช้คำ

1:00

คุณรู้ไหม เราสามารถแก้ปัญหาความเป็นกรดในมหาสมุทรได้ไหม?

การใช้คำ

acidification of the oceans: การเป็นกรดของมหาสมุทร

acidification of the oceans คือกระบวนการทางสิ่งแวดล้อมที่น้ำทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งหมายถึงค่า pH ลดลง คำศัพท์มาตรฐานที่สั้นกว่าคือ ocean acidification Acidification หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดขึ้นตามเวลา ไม่ได้หมายความเพียงว่าน้ำทะเลมีรสเปรี้ยว หรือว่าน้ำทะเลทั้งหมดกลายเป็นกรด

แบบฝึกหัด

acidification of the oceans อธิบายถึงอะไร

  1. การเก็บขยะพลาสติกออกจากชายหาด
  2. รสเค็มของน้ำทะเล
  3. การเปลี่ยนแปลงทางเคมีระยะยาวที่ทำให้ค่า pH ของน้ำทะเลลดลง
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงทางเคมีระยะยาวที่ทำให้ค่า pH ของน้ำทะเลลดลง

Yeah, you could have a catalytic reaction that does that extremely efficiently, but,

1:03

ได้สิ คุณสามารถสร้างปฏิกิริยาเร่งปฏิกิริยาที่ทำแบบนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพสุด ๆ แต่

you know, it consumes a quarter of the oxygen in the atmosphere,

1:07

คุณรู้ไหม มันใช้ออกซิเจนไปถึงหนึ่งในสี่ของปริมาณออกซิเจนทั้งหมดในชั้นบรรยากาศ

which would apparently cause us to die fairly slowly and unpleasantly over the course of several hours.

1:10

ซึ่งเห็นได้ชัดว่าจะทำให้เราค่อย ๆ ตายอย่างทรมานในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

Um, so how do we avoid this problem, right?

1:15

อืม แล้วเราจะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้อย่างไร ใช่ไหม?

You might say, okay, well,

1:19

คุณอาจจะบอกว่า โอเค งั้น

just be more careful about specifying the objective, right?

1:20

ก็แค่ระมัดระวังมากขึ้นตอนที่กำหนดเป้าหมาย ใช่ไหม?

Don't forget the, you know, atmospheric oxygen.

1:23

อย่าลืมล่ะ คุณรู้ไหม ออกซิเจนในชั้นบรรยากาศน่ะ

And then, of course,

1:26

แล้วแน่นอนว่า

some side effect of the reaction in the ocean poisons all the fish.

1:26

ผลข้างเคียงบางอย่างของปฏิกิริยาในมหาสมุทรนั้นเป็นพิษต่อปลาทั้งหมด

Okay, well, I meant don't kill the fish

1:30

โอเค งั้น ฉันหมายถึงว่าอย่าฆ่าปลา

either. And then, well, what about the seaweed?

1:33

ด้วย แล้วถ้าอย่างนั้นล่ะ สาหร่ายทะเลล่ะ?

Okay, well, don't do anything that's going to cause all the seaweed to die.

1:34

โอเค งั้น อย่าทำอะไรก็ตามที่จะทำให้สาหร่ายทะเลตายหมด

And on and on and on, right? ลำดับความ

1:37

แล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ใช่ไหม?

ลำดับความ

on and on and on: ดำเนินต่อไปอย่างเหมือนไม่มีวันจบ

on and on and on หมายความว่ากระบวนการเดิมอาจดำเนินต่อไปโดยไม่มีจุดจบที่ชัดเจน การเติม on ครั้งที่สามช่วยเน้นความรู้สึกว่าการดำเนินต่อนั้นไม่มีวันจบ ในที่นี้ วลีนี้ใช้ปิดลำดับเนื้อหาเรื่องปลาและสาหร่ายทะเล แทนที่จะเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง โดยบอกผู้ฟังว่ายังอาจมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่มีทางเขียนรายการให้ครบได้จริง

แบบฝึกหัด

วลีสุดท้าย on and on and on บอกอะไรแก่ผู้ฟัง?

  1. ผู้พูดได้กล่าวเงื่อนไขสุดท้ายสามข้อพอดี
  2. ผู้พูดกำลังเปลี่ยนหัวข้อไปยังมหาสมุทรอีกแห่ง
  3. ผู้พูดคาดว่าลำดับเงื่อนไขเพิ่มเติมจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ดูคำตอบ

ผู้พูดคาดว่าลำดับเงื่อนไขเพิ่มเติมจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

And the reason that we don't have to do that with humans is that humans often know that they don't know all the things that we care about. โน้ต

1:39

และเหตุผลที่เราไม่ต้องทำแบบนั้นกับมนุษย์ก็คือ มนุษย์มักจะรู้ตัวว่าพวกเขาไม่ได้รู้ทุกสิ่งที่เราใส่ใจ

ไวยากรณ์

the reason that X is that Y: โครงสร้างสำหรับอธิบายสาเหตุ

The reason that X is that Y เป็นโครงสร้างที่สมบูรณ์สำหรับอธิบายสาเหตุ อนุประโยค that หลัง reason ระบุสถานการณ์ที่ต้องการอธิบาย ซึ่งก็คือ X ส่วน is that ใช้นำเข้าสาเหตุ Y ในประโยคนี้ X คือ we don't have to do that with humans และ Y คือ humans often know that they don't know all the things that we care about โครงสร้างนี้แยกสถานการณ์ออกจากคำอธิบาย ทำให้ประโยคเหตุและผลที่ยาวเข้าใจง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง the reason that X is that Y: The ____ the library opens late on Fridays ____ the staff has a weekly meeting.

ดูคำตอบ

reason that · is that

ลำดับความ

know that they don't know: ตระหนักถึงขีดจำกัดของความรู้

know คำแรกหมายถึงการรับรู้หรือตระหนัก ส่วน don't know แสดงถึงขีดจำกัดของความรู้ เมื่อรวมกัน know that they don't know จึงหมายถึงการที่คนเราตระหนักว่ายังขาดข้อมูลที่เกี่ยวข้องบางอย่าง ความขัดแย้งเชิงความหมายนี้ช่วยจัดระเบียบข้อโต้แย้ง ความสามารถสำคัญของมนุษย์ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง แต่คือการสังเกตเห็นความไม่แน่นอน การตระหนักเช่นนี้ทำให้เราตรวจสอบ ถาม หรือปรับแก้การตัดสินใจได้

แบบฝึกหัด

ในข้อโต้แย้งนี้ They know that they don't know หมายความว่าอย่างไร

  1. พวกเขาตระหนักว่าความรู้ของตนมีขีดจำกัด
  2. พวกเขาได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงสำคัญทุกอย่างแล้ว
  3. พวกเขาไม่ตระหนักเลยว่ามีข้อมูลบางอย่างขาดหายไป
ดูคำตอบ

พวกเขาตระหนักว่าความรู้ของตนมีขีดจำกัด

If you ask a human to get you a cup of coffee,

1:48

ถ้าคุณขอให้ใครสักคนไปซื้อกาแฟมาให้สักแก้ว

you know, and you happen to be in the Hotel George Sand in Paris,

1:51

คุณรู้ไหม แล้วคุณบังเอิญอยู่ที่โรงแรมจอร์จแซนด์ในปารีส

where the coffee is, I think, 13 Euros a cup,

1:54

ที่ซึ่งฉันคิดว่ากาแฟน่าจะแก้วละ 13 ยูโร

it's entirely reasonable to come back and say,

1:56

มันสมเหตุสมผลมากที่จะเดินกลับมาแล้วบอกว่า

well, it's 13 Euros.

1:59

เอ่อ มันตั้ง 13 ยูโรแน่ะ

Are you sure you want it or I could go next door and you know get one? น้ำเสียง/เจตนา

2:01

คุณแน่ใจนะว่าอยากได้ หรือฉันสามารถไปร้านข้าง ๆ แล้วซื้อมาให้คุณแทนไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

Are you sure ... or I could ...?: ยืนยันความต้องการก่อนเสนอทางเลือก

Are you sure you want it? ใช้ตรวจสอบว่าอีกฝ่ายยังต้องการตัวเลือกเดิมอยู่หรือไม่ หลังจากมีข้อมูลใหม่ปรากฏขึ้น ซึ่งในที่นี้คือราคาที่สูงมาก คำถามนี้ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธโดยอัตโนมัติ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย or คือ I could go next door and get one เสนอการกระทำอีกแบบหนึ่ง เมื่อใช้ร่วมกัน รูปแบบนี้จะตรวจสอบเจตนาของอีกฝ่ายและเปิดทางให้เปลี่ยนแผนได้ง่าย

แบบฝึกหัด

เพื่อนขอให้คุณซื้อตั๋ว แต่คุณพบว่าราคาแพงกว่าที่คาดไว้สามเท่า คำตอบใดตรวจสอบเจตนาของเพื่อนและเสนอทางเลือกได้ดีที่สุด

  1. The ticket is expensive, but I will buy it without asking.
  2. Are you sure you still want this ticket, or I could look for a cheaper one?
  3. You should not buy any ticket.
ดูคำตอบ

Are you sure you still want this ticket, or I could look for a cheaper one?

It's a perfectly normal thing for a person to do, right?

2:03

มันเป็นเรื่องที่ปกติมาก ๆ สำหรับสิ่งที่คน ๆ หนึ่งจะทำ จริงไหม?

To ask,

2:06

การที่จะถามว่า

you know, I'm going to repaint your house.

2:07

คุณรู้ไหม ฉันกำลังจะทาสีบ้านให้คุณใหม่

Is it okay if I take off the drainpipes and then put them back? น้ำเสียง/เจตนา

2:10

จะเป็นอะไรไหมถ้าฉันถอดท่อระบายน้ำออกแล้วค่อยใส่กลับเข้าไปใหม่?

น้ำเสียง/เจตนา

Is it okay if I...?: การขออนุญาต

Is it okay if I + กริยารูปพื้นฐาน...? ใช้ขออนุญาตก่อนลงมือทำ มีความหมายว่า “คุณอนุญาตให้ฉันทำสิ่งนี้ไหม” และเปิดให้อีกฝ่ายเป็นผู้ตัดสินใจ ในประโยคนี้ take off... and then put them back บอกลำดับการกระทำทั้งหมดที่ต้องขออนุญาต คือถอดออกแล้วนำกลับไปติดตั้ง แม้จะเป็นการกระทำที่จะเกิดขึ้นภายหลัง แต่หลัง I ยังคงใช้กริยารูปปัจจุบัน take

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ Is it okay if I... ตามที่กำหนด: ____ move this chair and put it back afterward?

ดูคำตอบ

Is it okay if I

We don't think of this as a terribly sophisticated capability, การใช้คำ

2:13

เราไม่ได้มองว่านี่เป็นความสามารถที่ซับซ้อนอะไรมากมายเลย

but AI systems don't have it because the way we build them now,

2:16

แต่ระบบ AI ไม่มีสิ่งนี้เพราะวิธีที่เราสร้างมันในปัจจุบัน

การใช้คำ

terribly sophisticated: terribly ที่ใช้เพิ่มระดับ

ใน terribly sophisticated คำว่า terribly เป็นคำวิเศษณ์ที่เพิ่มระดับของคำคุณศัพท์ sophisticated ในที่นี้หมายถึง “มาก” หรือ “เป็นพิเศษ” ไม่ได้บอกว่าความสามารถนั้นแย่ ประโยคเต็มบอกว่า don't think of this as a terribly sophisticated capability คำปฏิเสธครอบคลุมคำอธิบายทั้งหมด จึงหมายถึง “เราไม่ได้มองว่านี่เป็นความสามารถที่ก้าวหน้าหรือซับซ้อนเป็นพิเศษ”

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The new software isn't terribly complicated,” คำว่า terribly หมายถึงอะไร

  1. มากหรือเป็นพิเศษ
  2. ในลักษณะที่น่ากลัว
  3. ถูกสร้างมาไม่ดี
ดูคำตอบ

มากหรือเป็นพิเศษ

they have to know the full objective.

2:19

พวกมันจะต้องรู้เป้าหมายทั้งหมด

If we build systems that know that they don't know what the objective is,

2:21

ถ้าเราสร้างระบบที่รู้ตัวว่าพวกมันไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร

then they start to exhibit these behaviors like asking for permission

2:25

พวกมันก็จะเริ่มแสดงพฤติกรรมแบบนี้ เช่น การขออนุญาต

before getting rid of all the oxygen in the atmosphere. กริยาวลี

2:29

ก่อนที่จะกำจัดออกซิเจนทั้งหมดในชั้นบรรยากาศ

กริยาวลี

getting rid of: กำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการ

get rid of เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงเอาออก ทิ้ง หรือทำให้ตนเองพ้นจากสิ่งที่ไม่ต้องการ ในประโยคนี้ getting rid of all the oxygen หมายถึงการกำจัดออกซิเจนทั้งหมดออกจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงและอันตราย ใช้รูป -ing เพราะสำนวนนี้อยู่หลัง before ดังใน before getting rid of all the oxygen ให้เข้าใจ get rid of เป็นหน่วยเดียว และวางกรรมไว้หลัง of

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “กำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการ”: We need to get ____ these broken boxes before moving day.

ดูคำตอบ

rid of

In all these senses,

2:32

ในแง่เหล่านี้ทั้งหมด

control over the AI system comes from the machine's uncertainty about what the true objective is. ลำดับความ

2:34

การควบคุมระบบ AI มาจากความไม่แน่นอนของเครื่องจักรเกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริง

ลำดับความ

control over the AI system comes from...: สรุปข้ออ้างหลัก

โครงสร้าง control over X comes from Y บอกทั้งหัวข้อและแหล่งที่มา กล่าวคือ การควบคุมระบบ AI ถูกอธิบายว่ามาจากความไม่แน่ใจของเครื่องเกี่ยวกับจุดประสงค์ที่แท้จริง ในที่นี้ความไม่แน่ใจไม่ได้เป็นเพียงจุดอ่อน แต่เปิดโอกาสให้เครื่องถาม หยุด หรือยอมรับการแก้ไข คำเปิด In all these senses ย้อนกลับไปยังกรณีก่อนหน้าและบอกว่าประโยคนี้กำลังสรุปข้ออ้างหลัก นี่เป็นรูปแบบการให้เหตุผลที่พบบ่อย คือทบทวนหลายตัวอย่าง แล้วใช้ข้อความบอกแหล่งที่มาอย่าง X comes from Y เพื่อบอกว่าตัวอย่างเหล่านั้นแสดงอะไรเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคที่เน้นทำหน้าที่อะไรในการให้เหตุผลนี้?

  1. ประโยคนี้ให้คำแนะนำทีละขั้นสำหรับการเขียนโปรแกรมเครื่อง
  2. ประโยคนี้เปลี่ยนหัวข้อไปเป็นคำจำกัดความใหม่ของออกซิเจน
  3. ประโยคนี้สรุปกรณีก่อนหน้าและกล่าวว่าการควบคุมมาจากความไม่แน่ใจของเครื่อง
ดูคำตอบ

ประโยคนี้สรุปกรณีก่อนหน้าและกล่าวว่าการควบคุมมาจากความไม่แน่ใจของเครื่อง

It's when you build machines that believe with certainty that they have the objective, ไวยากรณ์

2:41

เมื่อคุณสร้างเครื่องจักรที่เชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าพวกมันมีเป้าหมายแล้ว

that's when you get this sort of psychopathic behavior. การใช้คำ

2:45

นั่นคือตอนที่คุณจะได้เห็นพฤติกรรมโรคจิตแบบนี้

ไวยากรณ์

It's when X, that's when Y: เน้นเงื่อนไขที่เป็นตัวกระตุ้น

รูปแบบ It's when X, that's when Y ใช้ when ซ้ำเพื่อชี้ว่า X คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ Y เกิดขึ้น ความหมายคือผลลัพธ์เกิดขึ้นตรงเงื่อนไขนี้พอดี ไม่ใช่การกล่าวถึงเวลาสองช่วงที่แยกจากกัน ในประโยคนี้ การสร้างเครื่องจักรที่มั่นใจอย่างเต็มที่เกี่ยวกับเป้าหมายของตนถูกนำเสนอเป็นตัวกระตุ้น และพฤติกรรมที่น่ากังวลคือผลลัพธ์ การใช้กรอบประโยคซ้ำให้การเน้นที่หนักแน่นกว่า When X, Y แบบธรรมดา

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบที่เน้นเงื่อนไขกระตุ้นและผลลัพธ์ให้สมบูรณ์: ____ people stop checking the facts, ____ small errors become big decisions.

ดูคำตอบ

It's when · that's when

การใช้คำ

psychopathic behavior ในฐานะคำเปรียบเทียบที่รุนแรง

ในประโยคนี้ psychopathic behavior เป็นคำเปรียบเทียบเชิงลบที่รุนแรง หมายถึงพฤติกรรมที่เย็นชา มุ่งตามเป้าหมายอย่างไร้ความปรานี และไม่สนใจคุณค่าอื่นหรือผลเสียที่ตามมา ผู้พูดกำลังประณามรูปแบบการกระทำของเครื่องจักร ไม่ได้กำลังวินิจฉัยทางการแพทย์ คำคุณศัพท์นี้รุนแรงกว่า strange, bad หรือ mistaken มาก โดยสื่อการตัดสินทางศีลธรรมอย่างหนักและทำให้คำเตือนฟังดูจริงจัง

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: ในประโยคนี้ psychopathic behavior เป็นการประณามพฤติกรรมไร้ความปรานีด้วยคำเปรียบเทียบ ไม่ใช่การวินิจฉัยทางคลินิกของเครื่องจักร

  1. ถูก
  2. ผิด
ดูคำตอบ

ถูก

And I think we see the same thing in humans.

2:48

และฉันคิดว่าเราก็เห็นสิ่งเดียวกันนี้ในมนุษย์ด้วย

What happens when general purpose AI hits the real economy? การใช้คำ

2:50

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ AI เอนกประสงค์ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง?

การใช้คำ

general purpose AI hits the real economy: AI อเนกประสงค์ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคจริง

general purpose AI หมายถึง AI ที่ทำงานได้หลายประเภท ไม่ใช่ระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำงานเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว ส่วน the real economy หมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง เช่น การผลิตสินค้าและบริการ การดำเนินธุรกิจ และการจ้างงาน hits ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการชนจริง ๆ แต่หมายถึง “เริ่มส่งผลกระทบ” และอาจสื่อว่าผลนั้นเห็นได้ชัดหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรง คำถามนี้ถามว่าอาจเกิดอะไรขึ้นเมื่อ AI ที่มีความสามารถหลากหลายเริ่มเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในโลกจริง

แบบฝึกหัด

ในคำถามเดิม hits the real economy หมายถึงอะไร

  1. AI ยังคงอยู่แต่ในห้องปฏิบัติการวิจัยและไม่ส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน
  2. AI เริ่มส่งผลอย่างเห็นได้ชัดต่อการผลิต งาน และกิจกรรมทางธุรกิจ
  3. AI ชนเข้ากับอาคารที่นักเศรษฐศาสตร์ทำงานอยู่จริง ๆ
ดูคำตอบ

AI เริ่มส่งผลอย่างเห็นได้ชัดต่อการผลิต งาน และกิจกรรมทางธุรกิจ

How do things change?

2:55

สิ่งต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปอย่างไร?

Can we adapt?

2:57

เราจะปรับตัวได้ไหม?

You know, this is a very old point.

2:59

คุณรู้ไหม นี่เป็นประเด็นที่เก่าแก่มาก

Amazingly,

3:01

น่าแปลกที่

Aristotle actually has a passage where he says,

3:01

อริสโตเติลมีข้อความตอนหนึ่งที่เขากล่าวไว้ว่า

look,

3:04

ดูสิ

if we had fully automated weaving machines and plectrums that could pluck the lyre and produce music without any humans, วัฒนธรรม

3:04

หากเรามีเครื่องทอผ้าอัตโนมัติเต็มรูปแบบ และมีปิ๊กที่สามารถดีดพิณและเล่นดนตรีได้โดยไม่ต้องใช้มนุษย์เลย

then we wouldn't need any workers.

3:11

เราก็คงไม่ต้องใช้คนงานเลยสักคน

That idea,

3:14

แนวคิดนั้น

which I think it was Keynes who called it technological unemployment in 1930,

3:14

ซึ่งฉันคิดว่าเป็นเคนส์ที่เรียกมันว่าการว่างงานทางเทคโนโลยีในปี 1930

วัฒนธรรม

fully automated weaving machines ... technological unemployment: เครื่องทอผ้าอัตโนมัติและการว่างงานจากเทคโนโลยี

ภาพแรกมาจากอริสโตเติล โดยเครื่องจักรทอผ้าได้เอง และ plectrums หรือปิ๊กสามารถดีด lyre ซึ่งเป็นเครื่องสายโบราณได้โดยไม่ต้องมีนักดนตรี นี่เป็นการทดลองทางความคิดในยุคแรกเกี่ยวกับเครื่องมือที่ทำงานแทนสิ่งที่มนุษย์เคยทำ วลีที่สอง technological unemployment เป็นคำที่เคนส์ใช้ในปี 1930 เพื่อกล่าวถึงการสูญเสียงานจากเทคโนโลยีที่ลดความต้องการแรงงาน การเชื่อมภาพของอริสโตเติลกับคำของเคนส์แสดงให้เห็นว่า ความกังวลเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่คนงานมีมานานกว่า AI สมัยใหม่มาก

แบบฝึกหัด

เหตุใดผู้พูดจึงเชื่อมโยงเครื่องจักรในจินตนาการของอริสโตเติลกับคำว่า technological unemployment ของเคนส์

  1. เพื่ออธิบายว่า technological unemployment หมายถึงคนทำงานด้านเทคโนโลยีหางานไม่ได้
  2. เพื่ออ้างว่าอริสโตเติลสร้างหุ่นยนต์โรงงานสมัยใหม่
  3. เพื่อแสดงว่าความกังวลเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์มีประวัติยาวนาน
ดูคำตอบ

เพื่อแสดงว่าความกังวลเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์มีประวัติยาวนาน

is very obvious to people, right?

3:19

เป็นเรื่องที่ชัดเจนมากสำหรับผู้คน ใช่ไหม?

They think,

3:21

พวกเขาคิดว่า

yeah, of course,

3:22

ใช่ แน่นอนสิ

if the machine does the work,

3:22

ถ้าเครื่องจักรทำงานแทน

then I'm going to be unemployed.

3:24

ฉันก็จะตกงาน

If you think about the warehouses that companies like Amazon are operating for e-commerce,

3:26

หากคุณนึกถึงโกดังที่บริษัทอย่างแอมะซอนใช้สำหรับอีคอมเมิร์ซ

they are half automated.

3:30

มันเป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ

The way it works is that on an old warehouse where you've got tons of stuff piled up all over the place ลำดับความ

3:32

วิธีที่มันทำงานก็คือ ในโกดังเก่า ๆ ที่มีข้าวของมากมายกองอยู่ทุกที่

and the humans go and rummage around and then bring it back and send it off, กริยาวลี

3:37

มนุษย์จะเข้าไปค้นหา จากนั้นก็นำมันกลับมาและส่งออกไป

กริยาวลี

rummage around: รื้อค้นท่ามกลางสิ่งของที่รก

rummage around หมายถึงค้นหาโดยขยับหรือหยิบจับสิ่งของ มักเกิดขึ้นในที่ที่มีของรก เช่น กล่อง กระเป๋า ลิ้นชัก หรือโกดัง คำว่า around เพิ่มความรู้สึกว่าค้นหาตรงนั้นทีตรงนี้ที แทนที่จะตรงไปยังจุดที่แน่นอน ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวทำให้กระบวนการในโกดังดูต้องใช้แรงคนและไม่มีประสิทธิภาพ เพราะคนต้องรื้อกองของเพื่อหาสิ่งที่ต้องการ เมื่อเทียบกับคำทั่วไปอย่าง search แล้ว สำนวนนี้ให้ภาพของการค้นหาที่จับต้องได้และยุ่งเหยิงกว่า

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดตรงกับความหมายของ rummage around มากที่สุด?

  1. อ่านรายการที่มีป้ายชัดเจนโดยไม่แตะต้องอะไร
  2. ค้นหาในกระเป๋าที่รกโดยขยับสิ่งของไปมา
  3. นำสิ่งของกลับไปจัดบนชั้นอย่างเรียบร้อย
ดูคำตอบ

ค้นหาในกระเป๋าที่รกโดยขยับสิ่งของไปมา

there's a robot who goes and gets the shelving unit that contains the thing that you need,

3:40

แต่เดี๋ยวนี้มีหุ่นยนต์ที่ไปดึงเอาชั้นวางของที่มีสิ่งที่คุณต้องการมาให้

but the human has to pick the object out of the bin or the off the shelf because that's still too difficult. กริยาวลี

3:46

แต่มนุษย์ยังคงต้องหยิบสิ่งของนั้นออกจากกล่องหรือออกจากชั้นวาง เพราะนั่นยังเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับหุ่นยนต์

ลำดับความ

The way it works is that: เริ่มอธิบายกระบวนการทำงาน

โครงสร้าง “The way it works is that + อนุประโยค” บอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับกลไกหรือขั้นตอนการทำงาน ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวทำให้คำบรรยายยาว ๆ เกี่ยวกับโกดังกลายเป็นคำตอบของคำถามว่า “ระบบนี้ทำงานอย่างไร” “The way it works” หมายถึงวิธีการทำงาน ส่วน “is that” ใช้นำเข้าสู่อนุประโยคที่ให้รายละเอียด ใช้โครงสร้างนี้เป็นสัญญาณก่อนอธิบายลำดับขั้นหรือข้อมูลที่เป็นเหตุและผลได้

แบบฝึกหัด

The way it works is that ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. บอกว่าระบบทำงานได้ดีเป็นพิเศษ
  2. แสดงว่าผู้พูดไม่แน่ใจว่าระบบทำงานอย่างไร
  3. ใช้เริ่มต้นคำอธิบายกระบวนการทำงานของระบบ
ดูคำตอบ

ใช้เริ่มต้นคำอธิบายกระบวนการทำงานของระบบ

กริยาวลี

pick the object out of the bin: เลือกและนำออกด้วย pick ... out of

ใน pick the object out of the bin รูปแบบ pick ... out of หมายถึงการระบุหรือเลือกสิ่งของที่ต้องการจากของอื่น ๆ แล้วนำออกจากถัง สิ่งของจะอยู่ระหว่าง pick กับ out of ส่วนวลีหลัง out of ระบุแหล่งที่นำออกมา โดยมีโครงสร้าง pick + สิ่งของ + out of + ภาชนะหรือกลุ่ม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงให้เลือกสายเคเบิลสีน้ำเงินแล้วนำออกมาจากในกล่อง

  1. Please put the blue cable into the box.
  2. Please pick the blue cable out of the box.
  3. Please pick up the blue cable next to the box.
ดูคำตอบ

Please pick the blue cable out of the box.

But, you know, at the same time,

3:52

แต่คุณรู้ไหม ในขณะเดียวกัน

would you make a robot that is accurate enough to be able to pick pretty much any object ไวยากรณ์

3:54

คุณจะสร้างหุ่นยนต์ที่มีความแม่นยำมากพอที่จะสามารถหยิบสิ่งของได้แทบทุกอย่าง

within a very wide variety of objects that you can buy?

3:59

ภายในสินค้าที่หลากหลายมาก ๆ ที่คุณสามารถซื้อได้ไหม?

ไวยากรณ์

accurate enough to be able to: คำคุณศัพท์ + enough + to

accurate enough to be able to เชื่อมระดับความแม่นยำเข้ากับความสามารถที่ระดับนั้นทำให้เกิดขึ้น accurate ใช้อธิบายหุ่นยนต์ enough แสดงว่าความแม่นยำถึงเกณฑ์ที่จำเป็น และ to be able to นำเข้าสู่ความสามารถที่ตามมา รูปแบบที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้คือ คำคุณศัพท์ + enough + to + กริยารูปพื้นฐาน ซึ่งแสดงว่าคุณสมบัติหนึ่งได้ถึงระดับที่จำเป็นสำหรับการกระทำหรือผลลัพธ์ที่ตามมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวได้ถูกต้องว่าความแม่นยำของกล้องถึงระดับที่จำเป็นสำหรับการอ่านรหัสขนาดเล็ก

  1. The camera is accurate enough to be able to read the tiny code.
  2. The camera is accurate enough being able to read the tiny code.
  3. The camera is enough accurate to be able to read the tiny code.
ดูคำตอบ

The camera is accurate enough to be able to read the tiny code.

And that would at a stroke eliminate three or four million jobs. สำนวน

4:02

และนั่นจะเป็นการกำจัดงาน 3 หรือ 4 ล้านตำแหน่งไปในพริบตา

สำนวน

at a stroke: การกระทำครั้งเดียวที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ครั้งใหญ่ทันที

at a stroke เป็นสำนวนที่หมายถึง “ด้วยการกระทำเพียงครั้งเดียวและเกิดผลทันที” ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้งานหลายล้านตำแหน่งหายไปในคราวเดียว ไม่ใช่ค่อย ๆ หายไปเป็นขั้นตอน สำนวนนี้เน้นทั้งความรวดเร็วและขนาดของผลกระทบ กล่าวคือ การตัดสินใจ สิ่งประดิษฐ์ หรือเหตุการณ์เพียงอย่างเดียวก่อให้เกิดผลลัพธ์ครั้งใหญ่

แบบฝึกหัด

at a stroke ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร?

  1. อย่างช้า ๆ โดยแบ่งเป็นหลายขั้นตอน
  2. ด้วยการกระทำเพียงครั้งเดียวและเกิดขึ้นทั้งหมดพร้อมกัน
  3. ด้วยการใช้ปากกาทำเครื่องหมาย
ดูคำตอบ

ด้วยการกระทำเพียงครั้งเดียวและเกิดขึ้นทั้งหมดพร้อมกัน

There's an interesting story that E.M. Forster wrote where everyone is entirely machine dependent. วัฒนธรรม

4:06

มีเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่ง อี.เอ็ม. ฟอร์สเตอร์ เขียนไว้ ซึ่งทุกคนต้องพึ่งพาเครื่องจักรอย่างสิ้นเชิง

The story is really about the fact that if you hand over the management of your civilization to machines, กริยาวลี

4:13

เรื่องราวนี้แท้จริงแล้วพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า หากคุณมอบหมายการจัดการอารยธรรมของคุณให้กับเครื่องจักร

you then lose the incentive to understand it yourself or to teach the next generation how to understand it. วลี

4:20

คุณก็จะสูญเสียแรงจูงใจในการที่จะทำความเข้าใจมันด้วยตัวเอง หรือที่จะสอนคนรุ่นต่อไปให้เข้าใจมัน

กริยาวลี

hand over the management of ... to ...: โอนอำนาจควบคุม

hand over หมายถึงการโอนความรับผิดชอบหรืออำนาจควบคุมจากบุคคลหรือกลุ่มหนึ่งไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง โครงสร้างคือ hand over + สิ่งที่ถูกบริหาร + to + ผู้ควบคุมคนใหม่ ในที่นี้ กรรมคือ the management of your civilization และฝ่ายที่รับช่วงคือ machines ไม่ได้หมายถึงเพียงให้เครื่องจักรช่วย แต่หมายถึงการมอบบทบาทในการบริหารอารยธรรมให้เครื่องจักร

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง hand over ... to ... ให้สมบูรณ์: Next month, the director will ____ control of the program ____ a new team.

ดูคำตอบ

hand over · to

วลี

lose the incentive to: สูญเสียแรงจูงใจ ไม่ใช่ความสามารถ

lose the incentive to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงไม่มีเหตุผลหรือแรงจูงใจที่จะทำสิ่งนั้นอีกต่อไป incentive อาจเป็นรางวัลจากภายนอก แต่ในที่นี้หมายถึงเหตุผลในทางปฏิบัติที่ทำให้รู้สึกว่าความพยายามนั้นคุ้มค่า ในประโยคนี้ ผู้คนอาจยังมีความสามารถที่จะทำความเข้าใจและสอนระบบดังกล่าว ประเด็นคือเมื่อเครื่องจักรเป็นฝ่ายบริหาร ผู้คนก็ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องพยายามทำสิ่งนั้นอีก

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึงไม่มีเหตุผลหรือแรงจูงใจอีกต่อไป: If the software fixes every mistake automatically, people may ____ check their own work.

ดูคำตอบ

lose the incentive to

And you can see WALL-E actually as a modern version where everyone is enfeebled and infantilized by the machine. การใช้คำ

4:26

และจริง ๆ แล้วคุณสามารถมองว่า WALL-E เป็นเวอร์ชันสมัยใหม่ที่ทุกคนถูกทำให้ไร้เรี่ยวแรงและกลายเป็นเหมือนเด็กโดยเครื่องจักร

วัฒนธรรม

E. M. Forster ... WALL-E ในฐานะฉบับสมัยใหม่: การอ้างอิงถึงการพึ่งพาเครื่องจักร

E. M. Forster เป็นผู้เขียน The Machine Stops ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมที่ผู้คนพึ่งพาเครื่องจักรที่ควบคุมทุกสิ่ง WALL-E เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่มนุษย์ในอนาคตพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างมากเช่นกัน การรู้ภูมิหลังร่วมกันเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเข้าใจการเปรียบเทียบ เมื่อเรียก WALL-E ว่า “ฉบับสมัยใหม่” ผู้พูดกำลังเชื่อมโยงคำเตือนทางวรรณกรรมในอดีตกับภาพยนตร์ยุคใหม่ที่คุ้นเคยกว่า การอ้างอิงทั้งสองเรื่องสรุปข้อโต้แย้งเดียวกันว่า เมื่อเครื่องจักรรับหน้าที่บริหารชีวิตและสังคม มนุษย์อาจสูญเสียความรู้ ความสามารถ และความเป็นอิสระ

แบบฝึกหัด

เหตุใดผู้พูดจึงกล่าวถึงทั้ง E. M. Forster และ WALL-E?

  1. ทั้งสองเรื่องพิสูจน์ว่าเครื่องจักรทุกเครื่องจะหยุดทำงานในที่สุด
  2. ทั้งสองเรื่องเป็นตัวอย่างเก่าและใหม่ที่แสดงว่าการพึ่งพาเครื่องจักรอาจทำให้ความสามารถของมนุษย์ลดลง
  3. ทั้งสองเรื่องแสดงว่า E. M. Forster เป็นผู้สร้างภาพยนตร์ WALL-E
ดูคำตอบ

ทั้งสองเรื่องเป็นตัวอย่างเก่าและใหม่ที่แสดงว่าการพึ่งพาเครื่องจักรอาจทำให้ความสามารถของมนุษย์ลดลง

การใช้คำ

enfeebled and infantilized: คำบรรยายเชิงวิจารณ์อย่างแรงสองคำ

Enfeebled หมายถึงถูกทำให้อ่อนแอลงหรือมีความสามารถลดลง ส่วน infantilized หมายถึงถูกปฏิบัติหรือหล่อหลอมราวกับเป็นเด็ก จึงมีความเป็นอิสระและความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่น้อยลง คำกริยาช่องสามสองคำนี้ใช้ร่วมกันเพื่อบรรยายผลจากอิทธิพลของเครื่องจักร และสื่อการตัดสินเชิงลบอย่างแรงว่า ผู้คนสูญเสียทั้งความสามารถและความเป็นอิสระในการตัดสินใจ

แบบฝึกหัด

enfeebled and infantilized แสดงการตัดสินแบบใดในประโยคนี้

  1. เครื่องจักรทำให้ผู้คนอ่อนแอลงและเป็นอิสระน้อยลง
  2. เครื่องจักรทำให้ผู้คนแข็งแรงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้น
  3. เครื่องจักรทำให้ผู้คนมีวัยเด็กตามปกติ
ดูคำตอบ

เครื่องจักรทำให้ผู้คนอ่อนแอลงและเป็นอิสระน้อยลง

And that hasn't been possible up to now,

4:32

และนั่นยังเป็นไปไม่ได้จนถึงปัจจุบัน

right?

4:34

ใช่ไหมล่ะ?

We put a lot of our civilization into books,

4:34

เราได้นำอารยธรรมของเราส่วนใหญ่ใส่ไว้ในหนังสือ

but the books can't run it for us. การใช้คำ

4:37

แต่หนังสือไม่สามารถบริหารงานแทนเราได้

การใช้คำ

run it for us: run ในความหมายว่าบริหารหรือทำให้ดำเนินงานต่อไป

ใน run it for us คำว่า run หมายถึงบริหาร ดำเนินงาน หรือทำให้บางสิ่งทำงานต่อไป ไม่ได้หมายถึงวิ่ง ส่วน it หมายถึง civilization และ for us หมายถึงแทนเราหรือในนามของเรา ใจความเปรียบต่างคือ หนังสือเก็บรักษาความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมได้ แต่ไม่สามารถทำให้สถาบันและระบบในชีวิตประจำวันของอารยธรรมนั้นทำงานได้ โดยทั่วไป เมื่อ run ตามด้วยองค์กร บริการ ระบบ หรือกิจกรรม ก็มักมีความหมายเกี่ยวกับการบริหารแบบนี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ run ในความหมายเดียวกับ run it for us

  1. The paint runs when it gets wet.
  2. Maya runs five kilometers on weekends.
  3. Maya runs the community center on weekends.
ดูคำตอบ

Maya runs the community center on weekends.

And so we always have to teach the next generation.

4:38

และดังนั้นเราจึงต้องคอยสอนคนรุ่นต่อไปเสมอ

If you work it out,

4:41

ถ้าคุณลองคำนวณดู

it's about a trillion person years of teaching and learning in an unbroken chain ลำดับความ

4:42

รวมเป็นเวลาประมาณหนึ่งล้านล้านคน-ปีของการสอนและการเรียนรู้ในห่วงโซ่ที่ไม่ขาดสาย

that goes back tens of thousands of generations.

4:47

ย้อนกลับไปหลายหมื่นรุ่น

What happens if that chain breaks?

4:50

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าห่วงโซ่นั้นขาดลง?

ลำดับความ

a trillion person years ... in an unbroken chain: ขนาดและความต่อเนื่อง

วลี a trillion person years รวมความพยายามที่ผู้คนจำนวนมากสะสมไว้ตลอดหลายปีให้เป็นปริมาณมหาศาลเพียงค่าเดียว หนึ่ง person-year หมายถึงความพยายามของหนึ่งคนเป็นเวลาหนึ่งปี ดังนั้นตัวเลขนี้จึงหมายถึงเวลารวม ไม่ได้หมายความว่ามีผู้คนหนึ่งล้านล้านคนหรือเวลาตามปฏิทินผ่านไปจริงหนึ่งล้านล้านปี จากนั้นประโยคเปรียบการสอนและการเรียนรู้เป็นสายโซ่ที่ไม่เคยขาดและทอดผ่านหลายชั่วอายุคน ตัวเลขทำให้เห็นขนาด ส่วนสายโซ่ทำให้เห็นความต่อเนื่อง การถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากสายโซ่ขาดจึงทำให้การสูญเสียการถ่ายทอดดูเป็นความเสี่ยงร้ายแรง

แบบฝึกหัด

ปริมาณมหาศาลกับอุปมาสายโซ่ในตัวอย่างทำหน้าที่ร่วมกันอย่างไร?

  1. ทั้งสองอย่างระบุจำนวนครูทุกคนในประวัติศาสตร์อย่างแม่นยำ
  2. ทั้งสองอย่างอธิบายสายโซ่จริงที่ใช้ในการสอน
  3. ทั้งสองอย่างนำเสนอว่าความพยายามสะสมนั้นมหาศาลและการถ่ายทอดความรู้นั้นต่อเนื่อง
ดูคำตอบ

ทั้งสองอย่างนำเสนอว่าความพยายามสะสมนั้นมหาศาลและการถ่ายทอดความรู้นั้นต่อเนื่อง

And I think that's something we have to understand as AI moves forward.

4:52

และฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องเข้าใจเมื่อ AI ก้าวไปข้างหน้า

The actual date of arrival of general purpose AI you're not going to be able to pinpoint, right? การใช้คำ

4:55

วันที่มาถึงอย่างแท้จริงของ AI เอนกประสงค์นั้นคุณจะไม่สามารถระบุได้อย่างเจาะจง ใช่ไหม?

การใช้คำ

be able to pinpoint: ระบุบางสิ่งอย่างแม่นยำ

To pinpoint something หมายถึงการระบุหรือค้นหาบางสิ่งด้วยความแม่นยำสูงมาก ดังนั้น be able to pinpoint จึงหมายถึง “มีข้อมูลหรือความสามารถเพียงพอที่จะระบุได้อย่างแน่นอน” ในประโยคนี้ สิ่งที่ต้องระบุคือ actual date ผู้พูดบอกว่าไม่มีใครสามารถบอกวันที่มาถึงที่แน่นอนได้เพียงวันเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถให้ช่วงเวลาโดยประมาณหรือคาดการณ์ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาจากบทเรียนที่หมายถึง “ระบุอย่างแม่นยำ”: After comparing the test results, the lab was able to ____ the source of the contamination.

ดูคำตอบ

pinpoint

It isn't a single day.

5:01

มันไม่ใช่วันใดวันหนึ่ง

It's also not the case that it's all or nothing. สำนวน

5:02

และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นแบบทั้งหมดหรือไม่มีเลย

สำนวน

all or nothing: มีเพียงสองผลลัพธ์สุดขั้ว

All or nothing ใช้บรรยายสถานการณ์หรือวิธีคิดที่มีเพียงสองทางสุดขั้ว คือสำเร็จทั้งหมดหรือล้มเหลวทั้งหมด โดยไม่มีทางสายกลาง ในที่นี้ โครงสร้าง It's not the case that... ปฏิเสธมุมมองแบบสองขั้วดังกล่าว ผู้พูดหมายความว่าความสามารถของ AI สามารถขยายขึ้นเป็นขั้น ๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ในคราวเดียว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “มีเพียงสองผลลัพธ์สุดขั้ว” ลงในประโยค: The plan doesn't have to be ____; a partial solution can still help.

ดูคำตอบ

all or nothing

The impact is going to be increasing.

5:04

ผลกระทบของมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

So with every advance in AI,

5:07

ดังนั้นกับทุกความก้าวหน้าของ AI

it significantly expands the range of tasks. วลี

5:09

มันจะขยายขอบเขตของงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

วลี

expand the range of tasks: ขยายขอบเขตของงาน

Expand the range of tasks หมายถึงเพิ่มความหลากหลายหรือขอบเขตของงานที่สามารถทำได้ คำว่า range เน้นว่าครอบคลุมงานที่แตกต่างกันได้กี่ประเภท ไม่ใช่เพียงทำงานประเภทเดิมให้มากขึ้น รูปแบบ expand the range of + คำนามพหูพจน์ ใช้อธิบายขอบเขตความสามารถที่กว้างขึ้นได้ ในประโยคนี้ ทุกความก้าวหน้าทำให้ AI รองรับงานได้หลากหลายประเภทมากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึง “ขยายความหลากหลายของงาน” ลงในประโยค: The new feature ____ the assistant can handle.

ดูคำตอบ

expands the range of tasks

So in that sense,

5:12

ดังนั้นในแง่นี้

I think most experts say by the end of the century,

5:13

ฉันคิดว่าผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักบอกว่าภายในสิ้นศตวรรษนี้

we're very very likely to have general purpose AI. ไวยากรณ์

5:17

เรามีแนวโน้มสูงมาก ๆ ที่จะมี AI เอนกประสงค์

ไวยากรณ์

very very likely to have: มีความเป็นไปได้สูงมาก แต่ไม่แน่นอน

ในโครงสร้าง be likely to + คำกริยารูปพื้นฐาน คำว่า likely ใช้บอกการประเมินความเป็นไปได้ ในที่นี้ likely to have หมายถึงมีการคาดว่าเราจะมี AI อเนกประสงค์ การพูด very ซ้ำช่วยเพิ่มระดับความมั่นใจของผู้พูดอย่างมาก แต่ก็ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่คำสัญญาหรือการยืนยันว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน

แบบฝึกหัด

very very likely ในตัวอย่างสื่อความหมายอะไร?

  1. มีความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อย
  2. ความเป็นไปได้ที่สูงมาก แต่ไม่แน่นอน
  3. การรับประกันว่าจะเกิดขึ้น
ดูคำตอบ

ความเป็นไปได้ที่สูงมาก แต่ไม่แน่นอน

The median is something around 2045. การใช้คำ

5:20

ค่ามัธยฐานน่าจะอยู่ราว ๆ ปี 2045

การใช้คำ

median: ค่าตรงกลางของชุดข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว

Median หมายถึงค่ามัธยฐาน ซึ่งเป็นค่าที่อยู่ตรงกลางหลังจากนำชุดตัวเลขมาเรียงลำดับแล้ว หากมีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคู่ ค่ามัธยฐานคือค่าเฉลี่ยของตัวเลขตรงกลางสองค่า ในที่นี้ ตัวเลขคือปีที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ ดังนั้น something around 2045 จึงหมายถึงค่ากลางของคำทำนายอยู่ที่ประมาณปี 2045 ไม่ได้หมายความว่าผู้เชี่ยวชาญทุกคนเลือกปี 2045 หรือปี 2045 เป็นค่าเฉลี่ยเลขคณิต

แบบฝึกหัด

ข้อมูลคือ 2, 4, 7, 9 และ 30 ค่ามัธยฐานคือเท่าใด?

  1. 7
  2. 30
  3. 10.4
ดูคำตอบ

7

I'm a little more on the conservative side. การใช้คำ

5:24

ฉันค่อนข้างจะอยู่ฝั่งอนุรักษ์นิยมมากกว่านิดหน่อย

การใช้คำ

on the conservative side สำหรับการประเมินอย่างระมัดระวัง

ในบริบทของการคาดการณ์นี้ on the conservative side หมายถึงการเอนเอียงไปทางค่าประมาณที่ระมัดระวัง แทนที่จะเป็นค่าประมาณที่กล้าเสี่ยงหรือมองโลกในแง่ดีเกินไป ผู้พูดกำลังอธิบายวิธีประเมินกรอบเวลา ไม่ได้พูดถึงจุดยืนทางการเมือง โครงสร้าง on the ... side แสดงแนวโน้มที่ค่อนข้างเอนไปทางคุณลักษณะหนึ่ง ไม่ใช่การติดป้ายแบบตายตัว และ a little more ช่วยทำให้น้ำเสียงของการเปรียบเทียบนุ่มนวลลงอีก

แบบฝึกหัด

ในการพูดคุยเรื่องกรอบเวลาที่คาดการณ์ไว้ "I'm a little more on the conservative side" หมายความว่าอย่างไร

  1. ความคิดเห็นทางการเมืองของฉันอนุรักษนิยมมากกว่า
  2. ค่าประมาณของฉันค่อนข้างระมัดระวังมากกว่า
  3. ฉันปฏิเสธที่จะให้ค่าประมาณใด ๆ
ดูคำตอบ

ค่าประมาณของฉันค่อนข้างระมัดระวังมากกว่า

I think the problem is harder than we think.

5:26

ฉันคิดว่าปัญหานี้มันยากกว่าที่เราคิดไว้

I like what John McCarthy,

5:28

ฉันชอบสิ่งที่ จอห์น แมคคาร์ธีย์

who was sort of one of the founders of AI,

5:29

ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง AI

when he was asked this question,

5:32

เมื่อเขาถูกถามคำถามนี้

he said,

5:33

เขากล่าวว่า

well, somewhere between 5 and 500 years. สำนวน

5:33

อืม น่าจะอยู่ระหว่าง 5 ถึง 500 ปีนะ

And we're going to need,

5:35

และเราจำเป็นต้องมี

I think,

5:36

ฉันคิดว่านะ

several Einsteins to make it happen.

5:36

ไอน์สไตน์หลาย ๆ คนเพื่อที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริง

สำนวน

somewhere between 5 and 500 years ... several Einsteins: ความไม่แน่นอนและการกล่าวเกินจริง

ในที่นี้ somewhere between 5 and 500 years ให้ช่วงเวลาที่กว้างผิดปกติอย่างมาก จึงสื่อถึงความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง แทนที่จะเป็นการคาดการณ์ที่แม่นยำและใช้งานได้จริง คำว่า somewhere บอกว่าช่วงดังกล่าวเป็นเพียงค่าคร่าว ๆ several Einsteins ใช้ Einstein เป็นคำเรียกที่นับจำนวนได้สำหรับคนที่มีอัจฉริยภาพโดดเด่น ไม่ได้หมายถึงคนที่มีชื่อว่า Einstein จริง ๆ การกล่าวเกินจริงทั้งสองส่วนทำให้เกิดอารมณ์ขัน พร้อมสื่อว่าทั้งช่วงเวลาและระดับความยากล้วนประเมินได้ยาก เนื่องจากคำพูดนี้มาจากจอห์น แม็กคาร์ธี ผู้บุกเบิกยุคแรกของปัญญาประดิษฐ์ มุกนี้จึงยังบอกเป็นนัยว่าแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าก็ไม่สามารถให้คำตอบที่แคบกว่านี้ได้

แบบฝึกหัด

"somewhere between 5 and 500 years" และ "several Einsteins" เมื่อนำมารวมกันสื่ออะไรเป็นหลัก

  1. ช่วงเวลาไม่แน่นอนอย่างมาก และความสำเร็จอาจต้องอาศัยอัจฉริยภาพที่โดดเด่น
  2. งานนี้จะใช้เวลา 500 ปีพอดีและต้องทำโดยญาติของไอน์สไตน์
  3. จอห์น แม็กคาร์ธีได้เลือกนักวิทยาศาสตร์หลายคนสำหรับงานนี้ไว้แล้ว
ดูคำตอบ

ช่วงเวลาไม่แน่นอนอย่างมาก และความสำเร็จอาจต้องอาศัยอัจฉริยภาพที่โดดเด่น

But how will the economy change in the meantime?

5:40

แต่เศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรในระหว่างนี้?

Will it be able to keep growing?

5:42

มันจะสามารถเติบโตต่อไปได้หรือไม่?

Watch this video to hear economist Kate Raworth explain why growth is not always a good thing.

5:44

ชมวิดีโอนี้เพื่อฟังนักเศรษฐศาสตร์ เคท เรเวิร์ธ อธิบายว่าเหตุใดการเติบโตจึงไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

Or continue to expand your understanding of economics

5:49

หรือขยายความเข้าใจของคุณในด้านเศรษฐศาสตร์ต่อไป

on the World Economic Forum's YouTube channel.

5:52

บนช่อง YouTube ของสภาเศรษฐกิจโลก