เพลโต: อุปมานิทัศน์เรื่องถ้ำ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
1,052 คำ 176 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: นักโทษของเพลโตคิดว่าเงาคือความจริง ชายคนหนึ่งพบแสง กลับมา แล้วถูกปฏิเสธ ปรัชญาและการถามอย่างอดทนเป็นทางจากภาพลวงที่รับมาสู่การตัดสินที่ชัดเจนขึ้น ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. the Allegory of the Cave. - วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: รู้จักอุปมานิทัศน์ของเพลโตเรื่องการศึกษาและความจริง เพื่อเข้าใจภาพถ้ำ เงา และดวงอาทิตย์ในสื่ออังกฤษ 2. are taken in - กริยาวลี: เข้าใจว่าหมายถึงถูกหลอก ไม่ใช่ถูกพาเข้าไปข้างใน และใช้กับกลโกง ภาพลักษณ์ หรือความเชื่อผิด 3. draw their attention to tricky points - กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม: เรียนรู้วิธีสุภาพในการชี้ความสนใจไปยังจุดยากโดยไม่พูดตรง ๆ ว่าอีกฝ่ายผิด ใช้ได้ในการสอน ข้อเสนอแนะ และการประชุม

คำอธิบายในบทเรียนนี้

The ancient Greeks were emphatic that philosophy was not just an elaborate abstract exercise. โน้ต

0:07

ชาวกรีกโบราณเน้นย้ำว่าปรัชญาไม่ได้เป็นเพียงการฝึกคิดเชิงนามธรรมที่ซับซ้อนเท่านั้น

วลี

were emphatic that: การแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่น

ใน were emphatic that คำว่า emphatic บอกว่าจุดยืนนั้นถูกแสดงออกอย่างชัดเจน หนักแน่น และมั่นใจอย่างมาก ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกเนื้อหาของจุดยืนนั้นว่า ปรัชญาไม่ได้เป็นเพียงแบบฝึกหัดเชิงนามธรรม โครงสร้าง be emphatic that + อนุประโยค มีน้ำหนักมากกว่าการใช้เพียง say หรือ think เพราะนำเสนอความเห็นว่าเป็นสิ่งที่แน่นอนและถูกยืนยันอย่างหนักแน่น

แบบฝึกหัด

เลือกคำที่เติมประโยคให้สมบูรณ์และแสดงจุดยืนที่หนักแน่นและชัดเจน: "The committee was ___ that the deadline would not move."

  1. uncertain
  2. empathic
  3. emphatic
ดูคำตอบ

emphatic

It was, they felt,

0:13

พวกเขารู้สึกว่า

a deeply useful skill that should be learned and practiced by all

0:14

มันเป็นทักษะที่มีประโยชน์อย่างลึกซึ้งที่ทุกคนควรเรียนรู้และฝึกฝน

ไวยากรณ์

not just: ปฏิเสธคำอธิบายที่แคบเกินไป

not just X หมายความว่า X อาจเป็นจริง แต่ X ไม่ใช่เรื่องทั้งหมด ในที่นี้ผู้พูดไม่ได้ปฏิเสธว่าปรัชญาอาจเป็นแบบฝึกหัดเชิงนามธรรมที่ซับซ้อน แต่ปฏิเสธการมองว่านั่นคือคำอธิบายทั้งหมดของปรัชญา ข้อมูลที่เพิ่มเติมไม่จำเป็นต้องอยู่ในโครงสร้าง but also ของประโยคเดียวกัน แต่อาจมาในประโยคใหม่ได้ ดังเช่นที่ข้อความนี้กล่าวต่อว่าปรัชญาเป็นทักษะที่มีประโยชน์อย่างมากด้วย

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เหมาะสมที่สุด: "The job is ___ answering emails; it also involves planning projects." ประโยคต้องหมายความว่าการตอบอีเมลเป็นส่วนหนึ่งของงานจริง แต่ไม่ใช่งานทั้งหมด

  1. not
  2. not just
  3. just
ดูคำตอบ

not just

in order to help us to live and die well.

0:18

เพื่อช่วยให้เรามีชีวิตและตายไปอย่างงดงาม

No one believed this more than Plato,

0:21

ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้มากไปกว่าเพลโต

who was passionate in his defense of philosophy as a kind of therapy for the soul. สำนวน

0:23

ผู้ซึ่งหลงใหลในการปกป้องปรัชญาในฐานะการบำบัดจิตวิญญาณรูปแบบหนึ่ง

สำนวน

ปรัชญาในฐานะการบำบัดจิตวิญญาณรูปแบบหนึ่ง

โครงสร้าง present X as a kind of Y เสนอวิธีทำความเข้าใจ X แบบคร่าว ๆ ไม่ใช่การบอกว่า X และ Y เหมือนกันทุกประการ ในที่นี้ปรัชญาถูกเปรียบกับการบำบัด เพราะมันอาจช่วยให้คนตรวจสอบและแก้ไขวิธีคิดหรือวิถีชีวิตที่สร้างความทุกข์ได้ therapy for the soul เป็นอุปมา ในบริบททางปรัชญานี้ soul หมายถึงชีวิตภายใน จิตใจ หรืออุปนิสัยของคน ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าปรัชญาเป็นการรักษาทางคลินิก

แบบฝึกหัด

as a kind of therapy for the soul ในประโยคนี้สื่อความหมายอะไร?

  1. ปรัชญาศึกษาเฉพาะร่างกายมนุษย์เท่านั้น
  2. ปรัชญาสามารถช่วยให้คนตรวจสอบและพัฒนาชีวิตภายในของตนได้
  3. ปรัชญาเป็นการรักษาทางการแพทย์ที่ทำในคลินิก
ดูคำตอบ

ปรัชญาสามารถช่วยให้คนตรวจสอบและพัฒนาชีวิตภายในของตนได้

One of the most forceful stories he told on behalf of the utility of philosophy วลี

0:29

หนึ่งในเรื่องราวที่ทรงพลังที่สุดที่เขาเล่าเพื่อสนับสนุนประโยชน์ของปรัชญา

was what has become known as the Allegory of the Cave. โน้ต

0:33

ก็คือสิ่งที่กลายมาเป็นที่รู้จักในชื่อ "อุปมานิทัศน์เรื่องถ้ำ" (Allegory of the Cave)

วลี

on behalf of: เป็นตัวแทนหรือออกหน้าสนับสนุน

On behalf of อาจหมายถึง “ในฐานะตัวแทนของ” บุคคลหรือกลุ่ม หรือ “เพื่อสนับสนุน” แนวคิด จุดยืน หรือเป้าหมาย คำที่ตามหลังวลีนี้และการกระทำในประโยคจะช่วยบอกว่ากำลังใช้ความหมายใด ในที่นี้กรรมคือประโยชน์ของปรัชญา ซึ่งเป็นแนวคิด ไม่ใช่บุคคล ดังนั้นเรื่องเล่าของเพลโตจึงเป็นการพูดสนับสนุนและเสริมเหตุผลว่าปรัชญามีประโยชน์ ไม่ได้หมายความว่าเพลโตทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากปรัชญาจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ on behalf of เพื่อสนับสนุนเป้าหมายหรือแนวคิด แทนที่จะใช้ในความหมายว่าเป็นตัวแทนของบุคคลหรือกลุ่ม?

  1. On behalf of our family, I want to thank you.
  2. The writer argued on behalf of free public libraries.
  3. Leo signed the document on behalf of his manager.
ดูคำตอบ

The writer argued on behalf of free public libraries.

วลี

has become known as: ชื่อที่ค่อย ๆ เป็นที่ยอมรับตามเวลา

Has become known as ใช้บอกชื่อที่ผู้คนค่อย ๆ นำมาใช้เรียกสิ่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ในประโยคนี้ เรื่องดังกล่าวเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบันในชื่อ the Allegory of the Cave รูป present perfect คือ has become เชื่อมกระบวนการเกิดชื่อนั้นกับปัจจุบัน กล่าวคือ ชื่อนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการเล่าเรื่องและยังใช้อยู่จนถึงตอนนี้ โครงสร้างคือ something has become known as + ชื่อหรือคำเรียก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง present perfect จากบทเรียนนี้ที่แสดงว่าชื่อค่อย ๆ เกิดขึ้นตามเวลาและยังใช้อยู่ในปัจจุบัน: After years of local use, the trail ____ the Lantern Path.

ดูคำตอบ

has become known as

วัฒนธรรม

the Allegory of the Cave: ภาพของเพลโตเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นและความจริง

The Allegory of the Cave เป็นชื่อเรื่องสอนใจที่มีชื่อเสียงใน Republic ของเพลโต นักโทษในถ้ำมองเห็นเพียงเงาและเข้าใจผิดว่าเงาเหล่านั้นคือความจริงทั้งหมด ส่วนการออกจากถ้ำแทนการก้าวจากสิ่งที่เห็นภายนอกไปสู่ความรู้ เนื่องจากตัวละคร เงา และการเดินทางเป็นตัวแทนของแนวคิดที่ใหญ่กว่าตลอดทั้งเรื่อง allegory จึงมีความหมายมากกว่าเรื่องธรรมดาเกี่ยวกับถ้ำ นักเขียนภาษาอังกฤษอาจอ้างถึง Plato's cave เมื่อกล่าวถึงภาพลวงตา การศึกษา การตื่นรู้ หรือการค้นพบความจริงที่ไม่สบายใจ

แบบฝึกหัด

ในบทความใหม่ ผู้เขียนกล่าวว่า “The workers had been watching shadows on the wall, like people in the Allegory of the Cave.” ผู้เขียนน่าจะกำลังสื่ออะไร?

  1. พวกเขาเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เห็นเพียงบางส่วนคือความจริงทั้งหมด
  2. พวกเขาทำแผนที่ถ้ำจริงอย่างละเอียด
  3. พวกเขาตกลงกันเรื่องชื่อทางการของกำแพง
ดูคำตอบ

พวกเขาเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เห็นเพียงบางส่วนคือความจริงทั้งหมด

It is perhaps the most famous allegory in philosophy.

0:37

ซึ่งอาจจะเป็นอุปมานิทัศน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในทางปรัชญา

This was a story that was intended, as he wrote, ไวยากรณ์

0:40

ดังที่เขาได้เขียนไว้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะ

to compare the effect of education and the lack of it on our nature.

0:42

เปรียบเทียบผลกระทบของการได้รับการศึกษาและการขาดการศึกษาต่อธรรมชาติของเรา

ไวยากรณ์

was intended ... to compare: โครงสร้างบอกจุดประสงค์แบบถูกกระทำที่มีข้อความแทรกคั่น

Was intended to compare เป็นโครงสร้างรูปถูกกระทำ be intended to + คำกริยา ใช้บอกจุดประสงค์ที่ถูกกำหนดให้กับเรื่องนี้ คือเรื่องนี้มีไว้เพื่อเปรียบเทียบผลของการศึกษากับการขาดการศึกษา As he wrote เป็นข้อความแทรกระหว่าง intended กับ to compare เมื่อตัดออก โครงสร้างหลักยังคงเป็น was intended to compare วลี infinitive to compare ทำให้ความหมายของ intended สมบูรณ์ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับ wrote

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำของ intend และวลี infinitive ที่ใช้ compare: The study ____, despite its small size, ____ two teaching methods.

ดูคำตอบ

was intended · to compare

At the start of Book 7 of his masterpiece The Republic, วัฒนธรรม

0:48

ในตอนต้นของหนังสือเล่มที่ 7 จากผลงานชิ้นเอกของเขาเรื่อง The Republic

Plato tells us about some people living imprisoned in a cave.

0:51

เพลโตเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับผู้คนที่ถูกจองจำอยู่ในถ้ำ

วัฒนธรรม

Book 7 of The Republic: การอ้างถึงส่วนหนึ่งของงานคลาสสิก

Book 7 of his masterpiece The Republic ระบุตำแหน่งภายในผลงานของเพลโต ในงานคลาสสิกจำนวนมาก Book + ตัวเลข ใช้เรียกส่วนหลักภายในงาน ดังนั้น Book 7 จึงหมายถึงส่วนที่เจ็ดของ The Republic ไม่ใช่หนังสือเล่มที่เจ็ดที่ซื้อแยกต่างหาก The Republic เป็นชื่อผลงาน ส่วน his masterpiece เป็นคำบรรยายผลงานนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับถ้ำเริ่มต้นในส่วนนี้ของงานต้นฉบับ ไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นเรื่องเดี่ยวที่ไม่เกี่ยวข้องกับต้นฉบับ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Book 7 of The Republic หมายถึงอะไร

  1. หนังสือสมัยใหม่ชื่อ The Republic 7
  2. เล่มที่เจ็ดที่ตีพิมพ์แยกต่างหาก
  3. ส่วนหลักลำดับที่เจ็ดภายในผลงานของเพลโต
ดูคำตอบ

ส่วนหลักลำดับที่เจ็ดภายในผลงานของเพลโต

They've always lived there and don't know anything of the outside world.

0:54

พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่นมาตลอดและไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกภายนอก

There is no natural light in this cave.

0:58

ในถ้ำนี้ไม่มีแสงสว่างตามธรรมชาติ

The walls are damp and dark.

1:00

ผนังทั้งชื้นและมืดทึบ

All the inhabitants can see ไวยากรณ์

1:02

สิ่งเดียวที่ผู้อยู่อาศัยสามารถมองเห็นได้

comes from the shadows of things thrown up on the wall by the light of a fire.

1:04

มาจากเงาของสิ่งต่างๆ ที่ทาบลงบนผนังโดยแสงจากกองไฟ

ไวยากรณ์

All the inhabitants can see ทั้งกลุ่มทำหน้าที่เป็นประธาน

ในที่นี้ All the inhabitants can see หมายถึง “ทุกสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยมองเห็นได้” โดยละคำเชื่อม that ไว้ รูปเต็มคือ All (that) the inhabitants can see กลุ่มคำนามทั้งหมดนี้เป็นประธานของ comes เนื่องจาก all ในที่นี้หมายถึงข้อมูลที่มองเห็นได้ทั้งหมดในฐานะสิ่งเดียว กริยาหลักจึงใช้รูปเอกพจน์ comes อย่าแบ่งประโยคหลัง inhabitants เพราะ can see เป็นส่วนหนึ่งของประธาน

แบบฝึกหัด

ใน All the inhabitants can see comes from the shadows คำกลุ่มใดเป็นประธานของ comes?

  1. All the inhabitants can see
  2. the shadows
  3. the inhabitants
ดูคำตอบ

All the inhabitants can see

The cave-dwellers get fascinated by these reflections of animals, plants, and people. วลี

1:08

ผู้ที่อาศัยอยู่ในถ้ำต่างหลงใหลในภาพสะท้อนของสัตว์ พืช และผู้คนเหล่านี้

วลี

get fascinated by: เริ่มเข้าสู่ภาวะที่หลงใหลอย่างมาก

Get fascinated by หมายถึงการเข้าสู่ภาวะที่ถูกบางสิ่งดึงดูดอย่างมากหรือจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น Get แสดงการเปลี่ยนแปลง คือผู้อาศัยในถ้ำเริ่มรู้สึกเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงอยู่ในภาวะหลงใหลมาตั้งแต่แรก By ใช้นำสิ่งที่ก่อให้เกิดหรือคงความหลงใหลนั้นไว้ Fascinated มีความรู้สึกแรงกว่า interested โดยสื่อว่าภาพสะท้อนเหล่านั้นดึงดูดความสนใจของพวกเขาอย่างมาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ get fascinated by: At the museum, Nia ____ the moving model of the solar system.

ดูคำตอบ

got fascinated by

Moreover, they assume that these shadows are real

1:13

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังทึกทักเอาว่าเงาเหล่านี้เป็นของจริง

and that if you pay a lot of attention to them, โน้ต

1:16

และหากคุณให้ความสนใจพวกมันมากๆ

you'll understand and succeed in life.

1:18

คุณก็จะเข้าใจและประสบความสำเร็จในชีวิต

ไวยากรณ์

If you pay..., you'll...: เงื่อนไขที่เป็นไปได้และผลลัพธ์

ใน if you pay... อนุประโยค if ใช้ present simple เพื่อบอกเงื่อนไขในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนอนุประโยคหลัก you'll understand and succeed บอกผลลัพธ์ที่คาดไว้ โดย you'll เป็นรูปย่อของ you will รูปประโยคนี้เชื่อมเงื่อนไขกับผลลัพธ์ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าความเชื่อมโยงนั้นเป็นจริง ในที่นี้เป็นการเล่าความเชื่อที่ผิดของคนในถ้ำ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ผู้บรรยายยอมรับ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ if + present simple และ will เพื่อคาดการณ์ผลในอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง?

  1. Charge the battery now, or the camera won't work tomorrow.
  2. If you charged the battery now, the camera would work tomorrow.
  3. If you charge the battery now, the camera will work tomorrow.
ดูคำตอบ

If you charge the battery now, the camera will work tomorrow.

วลี

pay a lot of attention to: จดจ่อกับบางสิ่งอย่างมาก

Pay a lot of attention to หมายถึงตั้งใจจดจ่อกับคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมาก pay เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว ไม่ได้หมายถึงการจ่ายเงิน ส่วน a lot of เพิ่มระดับของความใส่ใจ โครงสร้างคือ pay attention to + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing ในที่นี้ them หมายถึงเงา ดังนั้นคนในถ้ำจึงกำลังจดจ่อกับเงาเหล่านั้นอย่างมาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำเป้าหมายที่หมายถึงการจดจ่ออย่างระมัดระวังมาก When you cross the street, ____ the traffic lights.

ดูคำตอบ

pay a lot of attention to

They don't, of course, realize that they are looking at mere phantoms. โน้ต

1:21

แน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังมองดูเพียงแค่ภาพลวงตา

น้ำเสียง/เจตนา

of course ที่เป็นวลีแทรก: ข้อสันนิษฐานที่ผู้บรรยายมองว่าชัดเจน

ในที่นี้ of course เป็นความเห็นที่แทรกเข้ามา ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่คนเหล่านั้นตระหนัก วลีนี้บอกว่าผู้บรรยายมองว่าการที่พวกเขาไม่เข้าใจความจริงเป็นเรื่องที่ผู้ชมน่าจะคาดได้หรือเห็นได้ชัด การใช้แบบนี้สร้างระยะห่างระหว่างผู้บรรยายที่รู้ความจริงกับคนที่ถูกกล่าวถึง เมื่อ of course เป็นวลีแทรก ให้สังเกตข้อสันนิษฐานหรือท่าทีของผู้พูด ไม่ใช่เพียงแปลตามพจนานุกรมว่า “แน่นอน”

แบบฝึกหัด

of course ที่เป็นวลีแทรกในประโยคนี้สื่ออะไรเป็นหลัก

  1. คนเหล่านั้นยอมรับอย่างเปิดเผยว่าตนเห็นภาพลวงตา
  2. ผู้บรรยายมองว่าข้อเท็จจริงนั้นชัดเจนสำหรับผู้ชม
  3. ผู้บรรยายไม่แน่ใจว่าภาพลวงตาเป็นของจริงหรือไม่
ดูคำตอบ

ผู้บรรยายมองว่าข้อเท็จจริงนั้นชัดเจนสำหรับผู้ชม

การใช้คำ

mere phantoms: เป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่จริง

เมื่อวางหน้าคำนาม mere หมายถึง “ไม่มีอะไรมากไปกว่า” หรือ “เป็นเพียง” ในที่นี้ phantoms หมายถึงภาพที่ไม่จริง ไม่ใช่ผีตามความหมายตรงตัว ดังนั้น mere phantoms จึงลดสิ่งที่พวกเขาเห็นให้เป็นภาพที่ไม่มีตัวตนจริง mere ไม่ได้บอกว่ามีภาพลวงตาจำนวนน้อย แต่บอกว่าลักษณะ ความสำคัญ หรือความเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้นต่ำกว่าที่บางคนอาจคาดไว้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดลดสิ่งที่เห็นว่าเป็นเพียงเงาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The frightening shapes cast several shadows on the wall.
  2. The frightening shapes were mere shadows, not monsters.
  3. There were only a few frightening shadows on the wall.
ดูคำตอบ

The frightening shapes were mere shadows, not monsters.

They chat about shadowy things enthusiastically

1:25

พวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่องของเงาอย่างกระตือรือร้น

and take great pride in their sophistication and wisdom. วลี

1:28

และภาคภูมิใจอย่างมากในความซับซ้อนและภูมิปัญญาของตน

วลี

take great pride in: ความภาคภูมิใจที่หนักแน่นและเน้นย้ำ

take great pride in หมายถึงรู้สึกภาคภูมิใจในบางสิ่งอย่างมาก ในประโยคนี้ สิ่งที่พวกเขาภูมิใจคือความมีรสนิยมและสติปัญญาของตน แต่เพราะคุณสมบัติเหล่านั้นน่าสงสัย ถ้อยคำนี้จึงช่วยสร้างน้ำเสียงเชิงประชดด้วย โครงสร้างคือ take great pride in + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing เป็นวิธีพูดแทน be very proud of ที่เน้นความรู้สึกมากกว่า

Then, one day, quite by chance, วลี

1:31

จนกระทั่งวันหนึ่ง ด้วยความบังเอิญอย่างแท้จริง

someone discovers a way out of the cave, วลี

1:33

มีใครบางคนค้นพบทางออกจากถ้ำ

วลี

quite by chance: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญอย่างแท้จริง

quite by chance หมายถึงเกิดขึ้นโดยบังเอิญอย่างแท้จริงหรือโดยไม่ได้วางแผน ในที่นี้วลีนี้อธิบายว่าคนคนหนึ่งค้นพบทางออกได้อย่างไร กล่าวคือ การค้นพบนั้นไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ by chance เป็นวลีพื้นฐาน ส่วน quite ช่วยเน้นความหมายเรื่องความบังเอิญ วลีทั้งหมดทำหน้าที่เป็นส่วนขยายแบบกริยาวิเศษณ์ และคั่นด้วยจุลภาคได้เมื่อแทรกเป็นความเห็นของผู้เล่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่หมายถึง “โดยบังเอิญอย่างแท้จริง”: I found this old photograph ____ while cleaning the attic.

ดูคำตอบ

quite by chance

out into the open air.

1:36

ออกสู่ที่โล่งแจ้ง

วลี

a way out of: ทางหรือวิธีออกจากสถานการณ์

ในประโยคนี้ a way out of the cave หมายถึงเส้นทางหรือช่องทางที่ทำให้คนออกจากถ้ำได้ คำว่า way ในที่นี้หมายถึงวิธีหลุดออกไป ไม่ได้หมายถึงถนนหรือทิศทางเท่านั้น โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับปัญหาที่เป็นนามธรรมได้ เช่น a way out of debt หรือ a way out of an argument หมายถึงวิธีหลุดพ้นจากหรือแก้ไขสถานการณ์ที่ยาก คำนามหลัง of จะบอกว่าความหมายเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงวิธีหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ยาก: The family needs ____ debt.

ดูคำตอบ

a way out of

At first, it's simply overwhelming.

1:37

ในตอนแรก มันช่างท่วมท้นจนรับไม่ไหว

He is dazzled by the brilliant sunshine การใช้คำ

1:39

เขาตาพร่าด้วยแสงแดดอันเจิดจ้า

in which everything is for the first time properly illuminated.

1:41

ซึ่งทำให้ทุกสิ่งได้รับการส่องสว่างอย่างถูกต้องเป็นครั้งแรก

การใช้คำ

dazzled by: ตาพร่าจากแสงจ้าหรือประทับใจกับความโดดเด่น

ในประโยคนี้ dazzled by the brilliant sunshine ใช้ในความหมายตรง แสงสว่างมากจนเขามองเห็นได้ไม่ชัดหรือไม่สบายตาชั่วคราว วลีนี้จึงบอกปฏิกิริยาทางกายของดวงตา ไม่ใช่แค่ความชื่นชม Be dazzled by ยังใช้ในความหมายเปรียบเทียบได้ เช่น ถูกความสามารถของนักแสดงหรือการแสดงอันยิ่งใหญ่ทำให้ประทับใจอย่างมาก แหล่งที่มาตามหลัง by และบริบทรอบข้างจะช่วยบอกว่ากำลังใช้ความหมายใด

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง dazzled by the brilliant sunshine มีความหมายหลักว่าอะไร

  1. เขาประหลาดใจเพราะอากาศอุ่นขึ้นอย่างกะทันหัน
  2. แสงแดดที่รุนแรงทำให้เขามองเห็นได้ยาก
  3. เขาประทับใจกับความงามของแสงแดด
ดูคำตอบ

แสงแดดที่รุนแรงทำให้เขามองเห็นได้ยาก

Gradually, his eyes adjust and he encounters the true forms วลี

1:45

ค่อยๆ ปรับสายตาได้ และเขาก็ได้พบกับรูปทรงที่แท้จริง

of all those things which he had formerly known only as shadows. วลี

1:48

ของทุกสิ่งทุกอย่างที่เมื่อก่อนเขารู้จักในฐานะเงาเท่านั้น

วลี

his eyes adjust: adjust ที่ไม่ต้องมีกรรม

ใน his eyes adjust คำว่า adjust หมายถึง “ดวงตาค่อย ๆ ปรับจนมองเห็นได้ดีในสภาพแสงใหม่” คำว่า Gradually บอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ต้องใช้เวลา ไม่ได้เกิดขึ้นทันที ตรงนี้ adjust เป็นกริยาอกรรม: his eyes เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง จึงไม่มีกรรมตามหลัง ต่างจาก adjust the screen ซึ่งหมายถึงมีคนปรับบางสิ่งโดยตรง หากต้องการบอกสภาพที่ปรับให้เข้ากับ ให้ใช้ adjust to: Your eyes adjust to the dark.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าดวงตาค่อย ๆ มองเห็นได้ในที่ที่มีแสงน้อย

  1. Give your eyes a moment to adjust the darkness.
  2. Give your eyes a moment to adjust.
  3. Give your eyes a moment to adjust them.
ดูคำตอบ

Give your eyes a moment to adjust.

วลี

known only as: ความเข้าใจเดิมที่จำกัด

ใน he had formerly known [those things] only as shadows โครงสร้าง know something as something หมายถึง “รู้จักหรือมองสิ่งหนึ่งในชื่อ บทบาท หรือรูปแบบหนึ่ง” สิ่งเหล่านั้นเป็นวัตถุจริง แต่ความเข้าใจเดิมของเขาไปถึงเพียงเงาของมันเท่านั้น only จำกัดความหมายของ as shadows กล่าวคือ เงาเป็นรูปแบบเดียวที่เขาเคยรู้จักสิ่งเหล่านั้น กรรมของ known คือ which ซึ่งอ้างถึง all those things และอยู่ข้างหน้าเพราะเป็นส่วนหนึ่งของอนุประโยคสัมพันธ์ ตรงนี้ known เป็นรูป past participle ที่ใช้กับ had ไม่ใช่กริยาในรูป passive

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง know A only as B: Before the tour, I had ____ an ordinary warehouse, but I learned that it was once a theater.

ดูคำตอบ

known the building only as

He sees actual flowers,

1:52

เขาเห็นดอกไม้จริงๆ

the colors of birds, the nuances in the bark of trees.

1:54

สีสันของนก และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บนเปลือกไม้

He observes stars

1:58

เขาสังเกตเห็นดวงดาว

and grasps the vastness and sublime nature of the universe. การใช้คำ

1:59

และเข้าใจถึงความกว้างใหญ่และธรรมชาติอันสูงส่งของจักรวาล

การใช้คำ

sublime nature: ลักษณะอันยิ่งใหญ่ที่ก่อให้เกิดความยำเกรง

ใน sublime nature คำว่า sublime หมายถึงความยิ่งใหญ่ ทรงพลัง หรือสูงส่งจนก่อให้เกิดความรู้สึกทึ่งและยำเกรง ไม่ได้หมายเพียงว่าสวยมาก เมื่อใช้คู่กับ vastness จึงแสดงให้เห็นว่าจักรวาลอยู่เหนือมาตรวัดทั่วไปของมนุษย์ nature ในที่นี้หมายถึงคุณสมบัติหรือแก่นลักษณะของจักรวาล ไม่ใช่พืช สัตว์ป่า หรือโลกธรรมชาติ ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “ลักษณะที่ทำให้เกิดความทึ่งและยำเกรง”

แบบฝึกหัด

นักวิจารณ์คนหนึ่งเขียนว่า “ท้องฟ้ายามค่ำคืนทำให้เรารู้สึกเล็กจ้อยต่อหน้าบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินจะวัดได้” คำอธิบายใดตรงกับ sublime มากที่สุด

  1. มันดูน่าพอใจในแบบธรรมดา
  2. มันเป็นส่วนหนึ่งของพืช สัตว์ และโลกกลางแจ้ง
  3. มันยิ่งใหญ่จนทำให้เกิดความทึ่งและยำเกรง
ดูคำตอบ

มันยิ่งใหญ่จนทำให้เกิดความทึ่งและยำเกรง

As Plato puts it in solemn terms, โน้ต

2:03

ดังที่เพลโตกล่าวไว้ด้วยถ้อยคำที่เคร่งขรึมว่า

previously he had been looking merely at phantoms.

2:06

ก่อนหน้านี้เขามองเห็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น

ลำดับความ

As Plato puts it: การระบุที่มาของถ้อยคำ

As Plato puts it เป็นกรอบภาษาสำหรับระบุที่มาของถ้อยคำ โดยบอกผู้ฟังว่าถ้อยคำหรือวิธีเรียบเรียงต่อจากนี้เชื่อมโยงกับเพลโต ผู้พูดจึงนำวิธีที่บุคคลอื่นใช้แสดงความคิดเข้ามาในการสนทนาได้ puts ในที่นี้หมายถึง “แสดงออก” หรือ “เรียบเรียงเป็นถ้อยคำ” ไม่ใช่ “วาง” กรอบนี้ใช้เกริ่นคำพูดที่ยกมาตรง ๆ หรือการถอดความที่ซื่อตรงก็ได้ แต่ตัวกรอบเองไม่ได้รับรองว่าทุกคำต่อจากนั้นเป็นถ้อยคำดั้งเดิมของเพลโต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบระบุที่มาสี่คำซึ่งใช้ puts และระบุว่าถ้อยคำเป็นของเพลโต: ____, the prisoners had mistaken shadows for reality.

ดูคำตอบ

As Plato puts it

วลี

in solemn terms: ถ้อยคำที่จริงจังและเป็นทางการ

ในประโยคนี้ in solemn terms บอกว่าเพลโตถ่ายทอดแนวคิดนั้นอย่างไร ตรงนี้ terms หมายถึง “ถ้อยคำหรือวิธีแสดงความคิด” และ solemn หมายถึงจริงจังและเป็นทางการ วลีนี้บรรยายโทนของถ้อยคำ ไม่ได้บอกว่าแนวคิดนั้นจริงหรือไม่ และ solemn ก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเศร้า

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The doctor explained the news in solemn terms.” วลี in solemn terms หมายถึงอะไร

  1. โดยใช้ถ้อยคำที่จริงจังและเป็นทางการ
  2. ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดของข้อตกลง
  3. ด้วยถ้อยคำที่ต้องแสดงความเศร้าเสมอ
ดูคำตอบ

โดยใช้ถ้อยคำที่จริงจังและเป็นทางการ

Now, he is nearer to the true nature of being. การใช้คำ

2:09

บัดนี้ เขาได้เข้าใกล้ธรรมชาติที่แท้จริงของการดำรงอยู่มากขึ้นแล้ว

การใช้คำ

the true nature of being: การดำรงอยู่เอง

ในวลีเชิงปรัชญานี้ being เป็นคำนามนามธรรมที่หมายถึงการดำรงอยู่เอง the true nature of being จึงหมายถึงว่าโดยพื้นฐานแล้วการดำรงอยู่หรือความเป็นจริงมีลักษณะอย่างไร being ตรงนี้เป็นคำนามนับไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงสิ่งมีชีวิตแบบใน a being หรือ a human being

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The book explores the nature of being.” คำว่า being หมายถึงอะไร

  1. พฤติกรรมชั่วคราวในวลีกริยา
  2. สิ่งมีชีวิตหนึ่งตน
  3. การดำรงอยู่เอง
ดูคำตอบ

การดำรงอยู่เอง

Out of compassion, this newly enlightened man วลี

2:13

ด้วยความเมตตา ชายผู้เพิ่งรู้แจ้งคนนี้

decides to leave the sunlit upper world

2:16

จึงตัดสินใจทิ้งโลกเบื้องบนที่มีแสงแดดส่องถึง

วลี

Out of compassion: บอกแรงจูงใจทางอารมณ์

ในประโยคนี้ out of compassion หมายถึง “เพราะเขารู้สึกเมตตา” Compassion คือความรู้สึกห่วงใยที่ทำให้เขาอยากช่วย ดังนั้นวลีนี้จึงบอกแรงจูงใจในการตัดสินใจของเขา โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ out of + คำนามที่แสดงอารมณ์หรือเหตุผล เช่น out of curiosity, out of fear หรือ out of respect โครงสร้างนี้ตอบคำถามว่า “ทำไมคนนั้นจึงลงมือทำ” ไม่ได้บอกการเคลื่อนที่ทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “ได้รับแรงจูงใจจากความเห็นใจและความอยากช่วย”: Maya checked on the injured bird ____.

ดูคำตอบ

out of compassion

and makes his way back into the cave วลี

2:18

และเดินทางกลับเข้าไปในถ้ำ

วลี

makes his way back into the cave: การเดินทางกลับและเข้าไปด้านใน

Make one's way หมายถึงเคลื่อนที่ไปยังหรือผ่านสถานที่หนึ่ง โดยเน้นเส้นทาง ความคืบหน้า หรือความพยายาม ในที่นี้ his สอดคล้องกับ man และ makes สอดคล้องกับประธานเอกพจน์ Back แสดงว่าเขากำลังกลับไป ส่วน into แสดงว่าเขาเคลื่อนจากด้านนอกเข้าไปด้านในถ้ำ วลีนี้ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าเขาสร้างทางขึ้นมา

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวน make one's way เติมประโยคให้สมบูรณ์: After the lights came on, Liam ____ back into the theater.

ดูคำตอบ

made his way

to try to help out his companions, กริยาวลี

2:20

เพื่อพยายามช่วยเหลือสหายของเขา

กริยาวลี

help out: ลงมือช่วยเหลือ

help out หมายถึงการลงมือช่วยเมื่อมีความจำเป็น มักเป็นงานเฉพาะอย่างหรือช่วยในช่วงเวลาจำกัด ในประโยคนี้ บุคคลนั้นกำลังพยายามช่วยเหลือเพื่อน ๆ ของเขา ส่วน out ไม่ได้สื่อถึงการเคลื่อนที่ออกไปข้างนอก help out ใช้โดยไม่มีกรรมได้ เช่น I can help out หรือใช้บุคคลหรือกลุ่มคนเป็นกรรมก็ได้ หากกรรมเป็นคำนาม ใช้ได้ทั้ง help out his companions และ help his companions out แต่หากเป็นคำสรรพนามให้พูดว่า help them out

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำที่หมายถึงการให้ความช่วยเหลือที่ลงมือทำจริงเมื่อมีความจำเป็น: Could you ____ at the school fair for an hour?

ดูคำตอบ

help out

who are still mired in confusion and error. สำนวน

2:22

ผู้ซึ่งยังคงติดหล่มอยู่ในความสับสนและผิดพลาด

สำนวน

mired in: ติดอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก

mired in หมายถึงการติดอยู่ลึก ๆ ในสถานการณ์หรือสภาวะที่ยากลำบากจนไม่สามารถก้าวหน้าได้ง่าย ในที่นี้ confusion and error ไม่ใช่โคลนจริง ๆ แต่วลีนี้เปรียบว่าความคิดของเพื่อน ๆ ติดกับและออกมาได้ยาก วลีนี้มาจากภาพตามตัวอักษรของการติดอยู่ใน mire หรือพื้นดินที่เป็นโคลน ภาพดังกล่าวทำให้ความหมายเชิงเปรียบเทียบมีน้ำหนักมากกว่าการพูดเพียงว่า in confusion

แบบฝึกหัด

mired in สื่อความหมายอะไรในประโยคนี้? The project is mired in legal disputes.

  1. โครงการกำลังจดจ่อกับการวิจัยทางกฎหมายอย่างสงบ
  2. โครงการเพิ่งทำงานด้านกฎหมายทั้งหมดเสร็จ
  3. โครงการติดขัดอย่างหนักและไม่สามารถเดินหน้าได้ง่าย
ดูคำตอบ

โครงการติดขัดอย่างหนักและไม่สามารถเดินหน้าได้ง่าย

Because he's become used to the bright upper world, ไวยากรณ์

2:26

เนื่องจากเขาเคยชินกับโลกเบื้องบนที่สว่างไสวไปแล้ว

he can hardly see anything underground.

2:28

เขาจึงแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลยในใต้ดิน

ไวยากรณ์

become used to + คำนามหรือรูป -ing

become used to หมายถึงค่อย ๆ ไปถึงจุดที่บางสิ่งรู้สึกเป็นเรื่องปกติหรือไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ในประโยคนี้ โลกเบื้องบนที่สว่างกลายเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยแล้ว ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยคำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing: become used to the light; become used to waking early รูปของ become เปลี่ยนตามกาลได้: became used to, has become used to

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่า Leo ค่อย ๆ ปรับตัวจนชินกับการทำงานกลางคืน

  1. Leo used to work at night.
  2. Leo was used to working at night.
  3. Leo became used to working at night.
ดูคำตอบ

Leo became used to working at night.

He stumbles along the damp wet corridors and gets confused.

2:30

เขาเดินสะดุดไปตามโถงทางเดินที่เปียกชื้นและเกิดความสับสน

He seems to the others totally unimpressive.

2:33

เขาดูไม่น่าประทับใจเลยในสายตาของคนอื่นๆ

When he in turn is unimpressed by them วลี

2:37

เมื่อถึงคราวที่เขาไม่รู้สึกประทับใจในตัวพวกคนเหล่านั้นบ้าง

and insists on explaining what the sun is ไวยากรณ์

2:39

และยืนกรานที่จะอธิบายว่าดวงอาทิตย์คืออะไร

or what a real tree is like,

2:41

หรือต้นไม้ของจริงมีหน้าตาเป็นอย่างไร

วลี

in turn สำหรับปฏิกิริยาที่สอดคล้องกัน

ในที่นี้ in turn หมายถึง “ในส่วนของเขา” หรือ “เป็นการตอบสนองกลับในลักษณะที่สอดคล้องกัน” คนอื่นไม่ประทับใจเขา และในทางกลับกัน เขาก็ไม่ประทับใจคนเหล่านั้นเช่นกัน วลีนี้ย้ายความสนใจไปยังอีกฝ่ายและเชื่อมปฏิกิริยาของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน ในบริบทอื่น in turn ใช้บอกลำดับได้: Each person answered in turn. แนวคิดร่วมคือบทบาท การกระทำ หรือผลกระทบส่งต่อไปยังคนหรือขั้นตอนถัดไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ in turn เพื่อแสดงปฏิกิริยาที่สอดคล้องกันจากอีกฝ่าย

  1. The team criticized Ava's plan, and she in turn questioned their assumptions.
  2. Each speaker presented in turn.
  3. Ava thanked the team in return for their help.
ดูคำตอบ

The team criticized Ava's plan, and she in turn questioned their assumptions.

ไวยากรณ์

insists on explaining: insist on + รูป -ing

ใน insists on explaining คำบุพบท on ตามด้วยรูป -ing คือ explaining โครงสร้าง insist on doing something หมายถึงยังคงเลือกหรือเรียกร้องให้ทำสิ่งหนึ่งอย่างหนักแน่น แม้คนอื่นจะคัดค้าน ในประโยคนี้ he คือคนที่ยังคงอธิบาย ใช้ insist on + คำนามหรือรูป -ing และในโครงสร้างนี้ภาษาอังกฤษไม่ใช้ insist to explain

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ insist on + -ing: Even after everyone said the list was fine, Nina ____ every name again.

ดูคำตอบ

insisted on checking

ไวยากรณ์

what the sun is ... what a real tree is like: อัตลักษณ์กับคำบรรยาย

what the sun is ใช้ถามอัตลักษณ์ ประเภท หรือคำจำกัดความ ส่วน what a real tree is like ใช้ถามคุณสมบัติ รูปลักษณ์ หรือประสบการณ์ที่มีต่อสิ่งนั้น ในโครงสร้างนี้ like เป็นคำบุพบท ไม่ใช่คำกริยาที่หมายถึง “ชอบ” ทั้งสองส่วนเป็นคำถามทางอ้อมหลัง explaining จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: what the sun is และ what a real tree is like อย่าเปลี่ยนเป็นลำดับคำของคำถามตรง เช่น what is the sun

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ถามคำบรรยายได้ถูกต้องภายในคำถามทางอ้อม

  1. Can you tell me what the new teacher is?
  2. Can you tell me what the new teacher is like?
  3. Can you tell me what is the new teacher like?
ดูคำตอบ

Can you tell me what the new teacher is like?

the cave-dwellers get sarcastic, then very angry, ลำดับความ

2:43

ชาวถ้ำก็เริ่มประชดประชัน จากนั้นก็โกรธจัด

and eventually plot to kill him.

2:46

และท้ายที่สุดก็วางแผนที่จะฆ่าเขา

ลำดับความ

get sarcastic, then ... eventually plot to kill: ลำดับที่ทวีความรุนแรง

get + คำคุณศัพท์ หมายถึง “กลายเป็น...” get sarcastic, then very angry แสดงการเปลี่ยนแปลงด้านท่าทีและอารมณ์สองขั้นตามลำดับ โดย then ใช้บอกขั้นถัดไป eventually เลื่อนลำดับเวลาไปข้างหน้าอีกและนำไปสู่จุดสุดท้ายหลังความขัดแย้งรุนแรงขึ้น คือ plot to kill him ส่วน plot to + คำกริยา หมายถึงการวางแผนอย่างจงใจ ดังนั้นลำดับนี้จึงยกระดับจากท่าทีไปสู่อารมณ์ แล้วไปสู่การกระทำที่วางแผนไว้

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดอธิบายได้ดีที่สุดว่า then และ eventually จัดลำดับข้อมูลในตัวอย่างอย่างไร

  1. eventually นำเสนอปฏิกิริยาแรก ส่วน then นำเสนอสาเหตุของปฏิกิริยานั้น
  2. then และ eventually ต่างบอกว่าปฏิกิริยาทั้งสามเกิดขึ้นพร้อมกันพอดี
  3. then บอกขั้นถัดไป ส่วน eventually นำเสนอผลลัพธ์สุดท้ายหลังความขัดแย้งพัฒนาขึ้น
ดูคำตอบ

then บอกขั้นถัดไป ส่วน eventually นำเสนอผลลัพธ์สุดท้ายหลังความขัดแย้งพัฒนาขึ้น

The story of the cave is an allegory of the life of all enlightened people. ลำดับความ

2:48

เรื่องราวของถ้ำเป็นอุปมานิทัศน์ถึงชีวิตของผู้รู้แจ้งทุกคน

ลำดับความ

X is an allegory of Y: จากเรื่องเล่าไปสู่การตีความ

รูปแบบ X is an allegory of Y ส่งสัญญาณว่าไม่ควรมอง X เป็นเพียงเนื้อเรื่อง แต่ควรตีความว่าเป็นตัวแทนของ Y ในที่นี้ เรื่องราวของถ้ำเป็นตัวแทนประสบการณ์ของผู้ที่ได้รับความรู้หรือความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น ประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม โดยปิดส่วนการเล่าเรื่องและเริ่มอธิบายว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ของเรื่องหมายถึงอะไร enlightened ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ได้รับความรู้หรือความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงคนที่ฉลาด

แบบฝึกหัด

รูปแบบ X is an allegory of Y ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. เปลี่ยนจากเหตุการณ์ในเรื่องไปสู่ความหมายที่กว้างกว่าซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นตัวแทน
  2. บอกผู้ฟังว่าผู้รู้แจ้งอาศัยอยู่ที่ใดจริง ๆ
  3. พิสูจน์ว่ารายละเอียดทุกอย่างในเรื่องเกิดขึ้นจริง
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจากเหตุการณ์ในเรื่องไปสู่ความหมายที่กว้างกว่าซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นตัวแทน

The cave-dwellers are humans before philosophy.

2:53

ชาวถ้ำคือมนุษย์ก่อนที่จะรู้จักปรัชญา

The sun is the light of reason. สำนวน

2:56

ดวงอาทิตย์คือแสงสว่างแห่งเหตุผล

สำนวน

The sun is the light of reason: แสงในฐานะอุปลักษณ์ของความเข้าใจ

ในประโยคนี้ ดวงอาทิตย์และแสงของมันเป็นสัญลักษณ์แทนเหตุผลเชิงตรรกะ ซึ่งคือความสามารถของมนุษย์ในการคิดอย่างชัดเจนและตัดสินว่าอะไรจริง เช่นเดียวกับที่แสงทำให้มองเห็นสิ่งของได้ เหตุผลเชิงตรรกะก็ทำให้เราเข้าใจความจริงและสภาพความเป็นจริงได้ นี่เป็นอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ ไม่ใช่คำกล่าวทางวิทยาศาสตร์ ในที่นี้ reason หมายถึงการคิดอย่างมีเหตุผล ไม่ได้หมายถึงสาเหตุหรือคำอธิบาย

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the light of reason หมายถึงอะไร

  1. ดวงอาทิตย์ให้เหตุผลแก่ผู้คนในการเข้าไปในถ้ำ
  2. เหตุผลเชิงตรรกะทำให้เข้าใจความจริงได้ง่ายขึ้น
  3. เหตุผลเชิงตรรกะเป็นวัตถุที่ทำจากแสงอาทิตย์
ดูคำตอบ

เหตุผลเชิงตรรกะทำให้เข้าใจความจริงได้ง่ายขึ้น

The alienation of the returned philosopher

2:58

ความรู้สึกแปลกแยกของนักปรัชญาที่กลับมา

is what all truth-tellers can expect ไวยากรณ์

3:01

คือสิ่งที่ผู้พูดความจริงทุกคนสามารถคาดเดาได้

ไวยากรณ์

what all truth-tellers can expect: อนุประโยคสัมพันธ์ที่รวมความหมายของคำนามไว้ในตัว

what all truth-tellers can expect เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่รวมความหมายของคำนามไว้ในตัว what มีความหมายของ “the thing that” หรือ “สิ่งที่...” อยู่แล้ว ดังนั้นอนุประโยคทั้งส่วนจึงเรียกประสบการณ์ที่คาดหมายได้ และทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มหลัง is นี่ไม่ใช่คำถามโดยตรง จึงคงลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า all truth-tellers can expect ในประโยคนี้ อนุประโยคทั้งส่วนชี้ว่าความแปลกแยกของนักปรัชญาที่กลับมา คือประสบการณ์ที่ผู้พูดความจริงอาจคาดหมายได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำสัมพันธ์ที่หมายถึง “the thing that”: Being doubted is ____ honest witnesses may expect.

ดูคำตอบ

what

when they take their knowledge back to people วลี

3:03

เมื่อพวกเขานำความรู้กลับไปมอบให้กับผู้คน

วลี

นำความรู้กลับไปแบ่งปันกับผู้คน

ในที่นี้ take ... back to ... หมายถึงการนำสิ่งที่ได้รับจากที่อื่นกลับไปยังสถานที่หรือกลุ่มเดิม เนื่องจากความรู้ไม่ใช่วัตถุจริง วลีนี้จึงหมายถึงการกลับไปหาผู้คนและแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ take + ข้อมูล ความคิด หรือประสบการณ์ + back to + บุคคล กลุ่ม หรือสถานที่ คำว่า back ชี้ถึงการกลับไปยังกลุ่มหรือสถานที่เดิม ไม่ได้หมายถึงการถอนความรู้นั้นคืน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ take ... back to ในความหมายว่านำข้อมูลที่เพิ่งเรียนรู้กลับไปแบ่งปันกับกลุ่มหนึ่ง?

  1. After lunch, Mia took the damaged kettle back to the store.
  2. During the meeting, Mia took back her claim about the schedule.
  3. After the workshop, Mia took the new safety ideas back to her team.
ดูคำตอบ

After the workshop, Mia took the new safety ideas back to her team.

who have not devoted themselves to thinking. วลี

3:05

ที่ไม่ได้อุทิศตนให้กับการคิดใคร่ครวญ

วลี

devoted themselves to thinking: ทุ่มเทตนเองให้กับการคิด

Devote oneself to something หมายถึงการให้เวลา ความพยายาม และความใส่ใจกับสิ่งหนึ่งอย่างมากและต่อเนื่อง ในประโยคนี้ themselves ย้อนกลับไปที่ people ส่วน thinking คือกิจกรรมที่พวกเขาทุ่มเทให้ ในโครงสร้าง devote oneself to doing คำว่า to เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยคำนามหรือรูป -ing: devoted themselves to thinking เป็นรูปที่ถูกต้อง ไม่ใช่ devoted themselves to think สรรพนามสะท้อนกลับต้องสอดคล้องกับประธาน: I ... myself, she ... herself, they ... themselves.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ devote oneself to: Last year, she ____ learning sign language.

ดูคำตอบ

devoted herself to

For Plato, we are all for much of our lives in shadow. สำนวน

3:08

สำหรับเพลโต เราทุกคนล้วนอยู่ในเงามืดมาเป็นเวลาส่วนใหญ่ของชีวิต

สำนวน

in shadow ในฐานะอุปมาของความเข้าใจที่จำกัด

ในที่นี้ in shadow เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ในภาพถ้ำของเพลโต เงาคือสิ่งที่คนเข้าใจผิดว่าเป็นความจริง ดังนั้น การอยู่ in shadow จึงหมายถึงการใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจที่ไม่ชัดเจนและผิดไปบางส่วนเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นจริง วลีนี้ขยายภาพของถ้ำให้เป็นข้อสังเกตทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ไม่ได้หมายถึงเพียงการอยู่ในสถานที่มืด แต่ใช้แสงที่จำกัดแทนความเข้าใจที่จำกัด

แบบฝึกหัด

in shadow ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลที่มีชื่อเสียง
  2. ผู้คนใช้ชีวิตส่วนใหญ่ด้วยมุมมองต่อความจริงที่ไม่ชัดเจนหรือผิดพลาด
  3. ผู้คนมักยืนอยู่ในสถานที่ที่มีแสงน้อยมาก
ดูคำตอบ

ผู้คนใช้ชีวิตส่วนใหญ่ด้วยมุมมองต่อความจริงที่ไม่ชัดเจนหรือผิดพลาด

Many of the things we get excited about, วลี

3:12

หลายสิ่งที่เราตื่นเต้นไปกับมัน

like fame, the perfect partner, a high-status job,

3:14

อย่างเช่น ชื่อเสียง คู่ครองที่สมบูรณ์แบบ หรืองานที่มีสถานะสูง

are infinitely less real than we suppose. ไวยากรณ์

3:17

มีความเป็นจริงน้อยกว่าที่เราคิดไว้อย่างหาที่สุดไม่ได้

วลี

ความหมายและโครงสร้างของ get excited about

Get excited about ตามด้วยคำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing หมายถึงเริ่มรู้สึกตื่นเต้นหรือกระตือรือร้นเพราะสิ่งนั้นหรือความเป็นไปได้นั้น get เน้นการเปลี่ยนเข้าสู่ความรู้สึก ส่วน about นำเข้าสิ่งที่ทำให้เกิดความตื่นเต้น ใน many of the things [that] we get excited about คำเชื่อมสัมพันธ์ที่ละไว้ย้อนกลับไปหา things และทำหน้าที่เป็นกรรมของ about ซึ่งมีความหมายเท่ากับ we get excited about the things จากนั้นประโยคตั้งคำถามต่อสิ่งที่ผู้คนตื่นเต้น ไม่ได้ตั้งคำถามว่าความตื่นเต้นนั้นมีจริงหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “เริ่มรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับ”: I always ____ our class science fair.

ดูคำตอบ

get excited about

ไวยากรณ์

มีความเป็นจริงน้อยกว่าที่เราคิดไว้อย่างมาก

โครงสร้าง less + adjective + than we suppose ใช้เปรียบเทียบความเป็นจริงกับการตัดสินเดิมของเรา ในที่นี้ less real ไม่ได้หมายความว่าชื่อเสียง คู่ชีวิต หรืองานไม่มีอยู่จริง แต่หมายความว่าคุณค่าและความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มั่นคงหรือน่าเชื่อถือเท่าที่ผู้คนจินตนาการไว้ Infinitely ขยายช่องว่างระหว่างความเชื่อกับความเป็นจริงอย่างมาก เป็นการเน้นเชิงวาทศิลป์คล้าย vastly หรือ far ไม่ใช่คำกล่าวที่วัดได้ว่าความแตกต่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุดตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ใช้ infinitely เติมโครงสร้างเปรียบเทียบที่เน้นไว้ให้สมบูรณ์: The threat was ____ than we supposed.

ดูคำตอบ

infinitely less real

They are, for the most part,

3:20

โดยส่วนใหญ่แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็คือ

phantoms projected by our culture สำนวน

3:22

ภาพลวงตาที่วัฒนธรรมของเราฉายภาพ

onto the walls of our fragile and flawed minds.

3:24

ลงบนผนังของจิตใจที่เปราะบางและมีตำหนิของเรา

สำนวน

ภาพลวงที่วัฒนธรรมฉายลงบนผนังแห่งจิตใจที่เปราะบางและมีข้อบกพร่อง

They หมายถึงสิ่งที่ผู้คนปรารถนาซึ่งกล่าวถึงก่อนหน้านี้ การเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า phantoms สื่อว่าสิ่งเหล่านั้นอาจดึงดูดและมีอิทธิพลต่อเราได้ แต่ไม่มีคุณค่าที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างที่เรามอบให้ สิ่งเหล่านั้นอาจมีอยู่จริง แต่ประโยคนี้กำลังตั้งคำถามต่อความสำคัญที่ผู้คนเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นจะมอบให้ ประโยคนี้ขยายภาพเดียวผ่านคำหลายคำ วัฒนธรรมถูกจินตนาการให้เป็นเครื่องฉาย ความปรารถนาเป็นภาพลวง และจิตใจที่เปราะบางและมีข้อบกพร่องของเราเป็นผนังที่รับภาพเหล่านั้น อุปลักษณ์ที่คล้ายภาพในถ้ำนี้บอกเป็นนัยว่า ความเชื่อทางสังคมอาจทำให้จิตใจที่ไม่สมบูรณ์และถูกชักจูงได้ง่ายมองภาพที่ถูกฉายว่าเป็นความจริง

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดรักษาความหมายของอุปลักษณ์ต่อเนื่องในประโยคได้ดีที่สุด

  1. จิตใจที่เปราะบางไม่สามารถเข้าใจสารทางวัฒนธรรมใด ๆ ได้เลย
  2. วัฒนธรรมแสดงภาพงานและคู่ชีวิตไว้ภายในสมองจริง ๆ
  3. วัฒนธรรมหล่อหลอมจิตใจที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เป้าหมายที่น่าปรารถนาดูมั่นคงและสำคัญกว่าความเป็นจริง
ดูคำตอบ

วัฒนธรรมหล่อหลอมจิตใจที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เป้าหมายที่น่าปรารถนาดูมั่นคงและสำคัญกว่าความเป็นจริง

But because everyone around us is insisting that they are genuine,

3:27

แต่เพราะทุกคนรอบตัวเรายืนยันว่ามันเป็นของแท้

we are taken in from a young age. โน้ต

3:31

เราจึงถูกหลอกมาตั้งแต่ยังเด็ก

กริยาวลี

are taken in: ความหมายรูปประธานถูกกระทำว่า “ถูกหลอก”

ในที่นี้ are taken in เป็นรูปประธานถูกกระทำของกริยาวลี take someone in ซึ่งหมายถึง “หลอกใครบางคนให้เชื่อสิ่งที่ไม่จริง” ประธาน we เป็นฝ่ายได้รับผลนั้น กล่าวคือ คำยืนยันซ้ำ ๆ ของคนอื่นทำให้เรายอมรับสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ความหมายนี้เป็นสำนวน ไม่ได้หมายถึงการพาใครเข้าไปข้างในจริง ๆ ในบริบทเชิงนามธรรมที่เกี่ยวกับคำกล่าว ภาพลักษณ์ การหลอกลวง หรือเรื่องเท็จ be taken in มักหมายถึง “ถูกหลอกหรือถูกทำให้เข้าใจผิด”

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The reviews looked convincing, and I was completely taken in,” คำว่า was taken in หมายความว่าอย่างไร?

  1. ฉันถูกเชิญให้เข้าไปข้างใน
  2. ฉันถูกหลอก
  3. ฉันได้รับรูปถ่ายหนึ่งใบ
ดูคำตอบ

ฉันถูกหลอก

วลี

from a young age: วัยเด็กในฐานะจุดเริ่มต้น

From a young age ระบุว่าวัยเด็กเป็นจุดเริ่มต้นของอิทธิพล นิสัย ทักษะ หรือประสบการณ์บางอย่าง โดยมักสื่อว่ารูปแบบนั้นเริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ และดำเนินต่อมา หรือยังส่งผลต่อบุคคลนั้นในภายหลัง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเน้นว่าอิทธิพลเริ่มขึ้นก่อนที่ผู้คนจะสามารถพิจารณาเรื่องนั้นได้ด้วยตนเอง ในวลีที่เน้นไว้ ต้องมีคำนำหน้านาม a: from a young age

แบบฝึกหัด

เติมคำนำหน้านามที่จำเป็นให้สำนวนสมบูรณ์: “Maya learned to cook from ____ young age.”

ดูคำตอบ

a

It's not our fault individually.

3:33

โดยส่วนตัวแล้ว มันไม่ใช่ความผิดของเรา

No one chooses to be in the cave.

3:35

ไม่มีใครเลือกที่จะเข้าไปอยู่ในถ้ำ

That's just where we happen to begin. ไวยากรณ์

3:37

นั่นเป็นแค่สถานที่ที่เราบังเอิญได้เริ่มต้นเท่านั้น

ไวยากรณ์

happen to begin: เริ่มเพราะสถานการณ์ ไม่ใช่การเลือก

ในโครงสร้าง happen to + กริยารูปพื้นฐาน happen to แสดงว่าการกระทำนั้นเกิดจากความบังเอิญหรือสถานการณ์ ไม่ใช่การเลือกโดยตั้งใจ ในประโยคนี้ happen to begin หมายถึง “ตรงนี้บังเอิญเป็นจุดที่กระบวนการเริ่มต้น” ไม่ได้หมายถึง “เราเริ่มเกิดขึ้น” ใช้โครงสร้างนี้เมื่อต้องการลดการเน้นเรื่องเจตนา เช่น บางคนบังเอิญรู้อะไรบางอย่าง พบใคร หรืออยู่ที่ใดที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าจุดเริ่มต้นถูกกำหนดโดยสถานการณ์ ไม่ได้ถูกเลือกโดยตั้งใจ

  1. We begin here every Monday.
  2. We happen to begin here.
  3. We choose to begin here.
ดูคำตอบ

We happen to begin here.

We're all starting from a very difficult place. สำนวน

3:39

เราทุกคนต่างเริ่มต้นจากจุดที่ยากลำบากมาก

สำนวน

starting from a very difficult place ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ

Starting from ระบุจุดเริ่มต้นของกระบวนการหรือพัฒนาการ จุดนั้นอาจเป็นสภาวะ ไม่ใช่สถานที่ ในที่นี้ a very difficult place เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงสภาวะที่เสียเปรียบด้านความรู้หรือความเข้าใจ ประโยคนี้ยอมรับว่าทุกคนเริ่มต้นภายใต้เงื่อนไขที่ยาก ไม่ได้ระบุสถานที่จริง

แบบฝึกหัด

ในประโยคใด place หมายถึงสถานการณ์ ไม่ใช่สถานที่จริง

  1. After months without practice, she was starting from a difficult place.
  2. The race was starting from a difficult place near the old bridge.
  3. The map shows a difficult place to cross the river.
ดูคำตอบ

After months without practice, she was starting from a difficult place.

If, like the man in Plato's story,

3:42

หากเหมือนชายในเรื่องของเพลโต

you bluntly tell people they're wrong, you get nowhere. โน้ต

3:44

ที่คุณบอกคนอื่นไปตรงๆ ว่าพวกเขาคิดผิด คุณจะไม่ได้อะไรเลย

น้ำเสียง/เจตนา

Bluntly tell people they're wrong: แก้ความเห็นโดยไม่ทำให้คำพูดนุ่มนวล

ในประโยคนี้ bluntly บอกวิธีที่ผู้พูดแก้ความเห็นของอีกฝ่าย คือพูดตรง ๆ โดยแทบไม่พยายามทำให้คำพูดนุ่มนวลหรือรักษาความรู้สึกของผู้ฟัง คำนี้มักมีนัยวิจารณ์ จึงมีความหมายมากกว่าแค่ “อย่างชัดเจน” หรือ “อย่างซื่อสัตย์” โครงสร้าง bluntly tell + บุคคล + อนุประโยค ใช้บรรยายข้อความที่ไม่ได้ทำให้นุ่มนวล เมื่อใช้กับ they're wrong ผู้พูดจะปฏิเสธความคิดเห็นของผู้ฟังอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่ได้รับความเคารพและทำให้โน้มน้าวได้ยากขึ้น

แบบฝึกหัด

bluntly เพิ่มความหมายอะไรให้กับประโยค “You tell people they're wrong”?

  1. หมายถึงการแก้ความเห็นที่มีหลักฐานหนักแน่นกว่าสนับสนุน
  2. หมายถึงการแก้ความเห็นโดยแทบไม่พยายามทำให้คำพูดนุ่มนวล
  3. หมายถึงการพูดแก้ซ้ำไปเรื่อย ๆ จนทุกคนเห็นด้วย
ดูคำตอบ

หมายถึงการแก้ความเห็นโดยแทบไม่พยายามทำให้คำพูดนุ่มนวล

สำนวน

Get nowhere: ไม่คืบหน้าเลย

ในที่นี้ get nowhere หมายถึงไม่คืบหน้าหรือไม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ วิธีพูดที่ห้วนและตรงเกินไปไม่ได้ทำให้การสนทนาเข้าใกล้เป้าหมายของการโน้มน้าว และวลีนี้ไม่ได้หมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่จริง ใช้โครงสร้าง บุคคล + get nowhere เมื่อความพยายามของใครไม่ก่อให้เกิดความคืบหน้า วลีนี้มักใช้กับ with + คำนาม หรือ by + รูป -ing เพื่อบอกวิธีที่ไม่ได้ผล และ get จะเปลี่ยนตามกาล โดย got nowhere เป็นรูปอดีต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ get nowhere: I tried every password, but I ____.

ดูคำตอบ

got nowhere

You cause deep offense and may endanger your own life. วลี

3:47

คุณจะทำให้เกิดความขุ่นเคืองอย่างลึกซึ้งและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของคุณเอง

วลี

cause deep offense: ทำให้ผู้อื่นขุ่นเคืองอย่างรุนแรง

ในประโยคนี้ cause deep offense หมายถึง “ทำให้ผู้อื่นรู้สึกถูกดูหมิ่นอย่างรุนแรง” เพราะไปลบหลู่สิ่งที่สำคัญต่อพวกเขา เช่น ศักดิ์ศรี ความเชื่อ หรือค่านิยม Offense คือความรู้สึกว่าถูกดูหมิ่น ส่วน deep เน้นว่าความเสียหายทางความรู้สึกนั้นรุนแรงมาก โครงสร้างคือ cause + นามวลี กล่าวคือ คำพูดหรือการกระทำของคนคนหนึ่ง cause offense ในที่นี้ offense ไม่ได้หมายถึงอาชญากรรมหรือฝ่ายรุกในกีฬา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนทางการจากบทเรียนนี้: His mocking comments could ____ to the whole community.

ดูคำตอบ

cause deep offense

Athens had, after all, ลำดับความ

3:50

ท้ายที่สุดแล้ว เอเธนส์ก็เพิ่งจะ

recently put Socrates, Plato's friend, to death. วัฒนธรรม

3:52

ประหารชีวิตโสกราตีส เพื่อนของเพลโตไปเมื่อไม่นานมานี้

ลำดับความ

after all: ใช้แนะนำเหตุผลสนับสนุน

after all ใช้นำเสนอข้อเท็จจริงที่สนับสนุนหรืออธิบายข้อความก่อนหน้า ผู้พูดมองว่าผู้ฟังสามารถเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงนั้นเกี่ยวข้องกัน กล่าวคือ เอเธนส์อาจเป็นอันตรายต่อนักคิดที่พูดอย่างตรงไปตรงมาจริง เพราะเพิ่งประหารโสเครตีสไปไม่นาน เมื่ออยู่ระหว่างเครื่องหมายจุลภาค after all เป็นเครื่องหมายเชื่อมความระดับข้อความที่แทรกเข้ามาเพื่อจัดลำดับเหตุผล ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด และในที่นี้ไม่ได้หมายถึง in the end

แบบฝึกหัด

เลือกคำเชื่อมที่ใช้แนะนำเหตุผลสนับสนุน: We should take an umbrella; _____, the forecast says it will rain.

  1. in the end
  2. after all
  3. at first
ดูคำตอบ

after all

วัฒนธรรม

put Socrates, Plato's friend, to death: ประหารโสเครตีส เพื่อนของเพลโต

ในภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของประโยคนี้ เอเธนส์นำตัวโสเครตีสขึ้นพิจารณาคดีและประหารชีวิตในปี 399 ก่อนคริสตกาล คำว่า "Athens" ใช้แทนรัฐนครเอเธนส์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเมือง ไม่ได้หมายถึงตัวเมืองในเชิงสถานที่ วลีแทรก "Plato's friend" ระบุตัวโสเครตีสผ่านความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเพลโต โสเครตีสยังเป็นอาจารย์ของเพลโตและมีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดของเขา การประหารครั้งนี้จึงทำให้อันตรายที่ผู้พูดความจริงต้องเผชิญมีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์จริง ๆ ส่วน "recently" หมายถึงค่อนข้างไม่นานเมื่อมองจากยุคของเพลโต ไม่ใช่เมื่อมองจากปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ "Athens ... put Socrates ... to death" หมายความว่าอย่างไร

  1. รัฐนครเอเธนส์สั่งประหารโสเครตีสอย่างเป็นทางการ
  2. โสเครตีสทำให้เพลโตเสียชีวิตในเอเธนส์
  3. โสเครตีสเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุระหว่างไปเยือนเอเธนส์
ดูคำตอบ

รัฐนครเอเธนส์สั่งประหารโสเครตีสอย่างเป็นทางการ

Plato knew from close experience

3:55

เพลโตรู้จากประสบการณ์ที่ใกล้ชิด

just what the cave-dwellers might do

3:57

ว่าพวกชาวถ้ำอาจจะทำอะไร

to those who claim to know the sun.

3:59

กับผู้ที่อ้างว่ารู้จักดวงอาทิตย์

The solution, Plato says,

4:02

วิธีแก้ปัญหาที่เพลโตกล่าวไว้

is a process of widespread,

4:04

คือกระบวนการที่แพร่หลาย

carefully administered philosophical education การใช้คำ

4:06

ของการจัดการศึกษาทางปรัชญาอย่างรอบคอบ

การใช้คำ

carefully administered philosophical education: การศึกษาด้านปรัชญาที่ดำเนินการอย่างรอบคอบ

ในที่นี้ administered เป็นรูป past participle ของ administer และขยายคำว่า education โดยหมายถึง “จัดระบบและดำเนินการตามแผน” ส่วน carefully บอกว่ากระบวนการนี้ได้รับการควบคุมและไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ดังนั้น วลีนี้จึงนำเสนอการศึกษาด้านปรัชญาในฐานะโครงการที่กว้างขวางและเป็นระบบ ไม่ใช่บทเรียนเพียงครั้งเดียวหรือยาหนึ่งขนาน เมื่อใช้กับโครงการ การศึกษา การสอบ หรือการรักษา administer มักหมายถึงดำเนินการหรือจัดให้มีบางสิ่งอย่างเป็นระบบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ administer ในความหมายเดียวกับ "carefully administered philosophical education"

  1. The director carefully managed the staff during the event.
  2. The town carefully administered the relief program after the storm.
  3. The nurse carefully administered the medicine to the patient.
ดูคำตอบ

The town carefully administered the relief program after the storm.

by which he understood the method of inquiry pioneered by Socrates

4:09

ซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นวิธีการสืบเสาะที่โสกราตีสเป็นผู้ริเริ่ม

and known to us as the Socratic method. วัฒนธรรม

4:13

และเป็นที่รู้จักสำหรับเราในนามวิธีแบบโสกราตีส (Socratic method)

วัฒนธรรม

วิธีการแบบโสเครติส

วิธีการแบบโสเครติสคือการสำรวจแนวคิดผ่านคำถามที่ต่อเนื่องกัน คำถามเหล่านี้ใช้ทดสอบข้อสันนิษฐาน เปิดเผยความขัดแย้ง และช่วยให้อีกฝ่ายตระหนักว่าตนรู้อะไรและไม่รู้อะไร วิธีนี้เป็นบทสนทนาเพื่อการสืบค้น ไม่ใช่ชุดคำถามตายตัวและไม่ใช่เพียงการบอกคำตอบให้อีกฝ่าย ในบริบทการศึกษา กฎหมาย และการคิดเชิงวิพากษ์ ชื่อนี้หมายถึงกระบวนการตรวจสอบที่มีการชี้นำดังกล่าว

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดงวิธีการแบบโสเครติสได้ดีที่สุด

  1. ครูพูดคำตอบเดิมซ้ำด้วยเสียงที่ดังขึ้น
  2. ครูถามคำถามต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ผู้เรียนค้นพบความขัดแย้งในข้ออ้างของตนเอง
  3. ครูให้รายการข้อเท็จจริงแก่ทั้งชั้นเพื่อท่องจำโดยไม่มีการอภิปราย
ดูคำตอบ

ครูถามคำถามต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ผู้เรียนค้นพบความขัดแย้งในข้ออ้างของตนเอง

It's a very gentle process.

4:16

มันเป็นกระบวนการที่อ่อนโยนมาก

You don't lecture or harangue การใช้คำ

4:17

คุณไม่ได้สั่งสอนหรือพูดจาข่มขู่

การใช้คำ

lecture or harangue: เทศนาสั่งสอนหรือด่ากราดยืดยาว

ในที่นี้คำกริยาทั้งสองคำหมายถึงการพูดใส่อีกฝ่ายแบบฝ่ายเดียว แทนที่จะใช้คำถาม Lecture เป็นคำที่เบากว่า หมายถึงการพูดวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงที่วางตัวเหนือกว่า ส่วน harangue เพิ่มความหมายว่าพูดยาว โกรธ และรุนแรง ผู้พูดใช้ or เชื่อมพฤติกรรมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันในฐานะสิ่งที่ไม่ควรทำ Lecture ในที่นี้ไม่ใช่ความหมายเชิงวิชาการที่เป็นกลางว่าการสอนในชั้นเรียน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดตรงกับความหมายและระดับความรุนแรงของ harangue มากที่สุด

  1. The furious coach harangued the players for twenty minutes after the loss.
  2. The professor gave a lecture on the history of maps.
  3. Leah briefly reminded me to bring an umbrella.
ดูคำตอบ

The furious coach harangued the players for twenty minutes after the loss.

or force someone to read a particular book. ไวยากรณ์

4:19

หรือบังคับให้ใครอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง

ไวยากรณ์

force someone to read: force + กรรม + to-infinitive

force someone to read หมายถึงบังคับให้คนหนึ่งอ่าน แม้เขาอาจไม่อยากอ่านก็ตาม force เป็นคำกริยา someone เป็นกรรม และ to read เป็น to-infinitive ที่บอกการกระทำซึ่งถูกบังคับให้คนนั้นทำ โครงสร้างที่นำไปใช้กับสถานการณ์อื่นได้คือ force + คน + to + คำกริยารูปพื้นฐาน เช่น force her to wait และ force them to leave หลัง force ต้องมีคำว่า to เสมอ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ force someone to do ในรูปอดีตธรรมดา: The coach ____ every player ____ practice in the rain.

ดูคำตอบ

forced · to

You just start with a general declaration

4:21

คุณเพียงแค่เริ่มต้นด้วยการประกาศกว้างๆ

of intellectual modesty. การใช้คำ

4:23

ถึงความถ่อมตนทางสติปัญญา

การใช้คำ

ความถ่อมตนทางปัญญา: ยอมรับขีดจำกัดของความรู้ตนเอง

ความถ่อมตนทางปัญญาคือท่าทีที่ยอมรับว่าความรู้และการตัดสินของตนมีขีดจำกัด ในประโยคนี้ การประกาศท่าทีดังกล่าวแบบกว้าง ๆ หมายถึงการเริ่มด้วยการยอมรับว่าไม่มีใครรู้ทุกอย่าง ไม่ได้หมายถึงการดูถูกตัวเองหรือแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไร แต่หมายถึงการไม่มั่นใจเกินจริง และพร้อมปรับความเห็นเมื่อเหตุผลหรือหลักฐานแสดงว่าความเห็นนั้นอาจผิด

แบบฝึกหัด

ข้อความใดแสดงความถ่อมตนทางปัญญาได้ดีที่สุด

  1. ฉันไม่เคยแสดงความคิดเห็น เพราะฉันไม่ฉลาดพอ
  2. ฉันรู้ว่าฉันถูก และฉันจะไม่พิจารณาหลักฐานใหม่
  3. ฉันอาจผิดก็ได้ เพราะฉะนั้นเรามาตรวจสอบหลักฐานกัน
ดูคำตอบ

ฉันอาจผิดก็ได้ เพราะฉะนั้นเรามาตรวจสอบหลักฐานกัน

No one knows very much.

4:24

ไม่มีใครรู้มากนัก

It's always good to insist.

4:26

การยืนกรานเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ดีเสมอ

And wisdom starts with owning up to ignorance. กริยาวลี

4:27

และภูมิปัญญาเริ่มต้นจากการยอมรับในความไม่รู้

กริยาวลี

owning up to ignorance: การยอมรับว่าตนเองไม่รู้

Own up to หมายถึงยอมรับอย่างเปิดเผยในสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจหรือยอมรับได้ยาก ในที่นี้ owning up to ignorance หมายถึงการยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่าตนเองไม่รู้ ถ้อยคำนี้มองว่าการยอมรับอย่างซื่อสัตย์คือจุดเริ่มต้นของปัญญา เพราะการตระหนักถึงขีดจำกัดทำให้เราตั้งคำถามและเรียนรู้ต่อไปได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ own up to ได้ถูกต้อง

  1. Rina owned up to copy the answer.
  2. Rina owned up to copying the answer.
  3. Rina owned up copying the answer.
ดูคำตอบ

Rina owned up to copying the answer.

Confess that you don't know exactly ไวยากรณ์

4:30

สารภาพว่าคุณไม่รู้แน่ชัด

what the government should do,

4:32

ว่ารัฐบาลควรทำอะไร

what wars meant to achieve,

4:33

สงครามมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้อะไรมา

or how good relationships work.

4:35

หรือความสัมพันธ์ที่ดีมีกลไกอย่างไร

ไวยากรณ์

don't know what ... what ... or how ...: คำถามแฝงแบบขนาน

Confess that ใช้นำข้อความที่ผู้พูดยอมรับ ภายในข้อความนั้น don't know ตามด้วยคำถามแฝงแบบขนานสามส่วน ได้แก่ what the government should do, what wars meant to achieve และ how good relationships work เนื่องจากทั้งหมดเป็นคำถามแฝง แต่ละส่วนจึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ คำแสดงคำถาม + ประธาน + กริยา คำถามตรง What should the government do? จะเปลี่ยนเป็น what the government should do เมื่ออยู่หลัง don't know รูปแบบเดียวกันนี้ช่วยให้เรียงสิ่งที่ไม่รู้หลายอย่างได้อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำถามแฝงหลัง I don't know ได้ถูกต้อง

  1. I don't know what the team should do.
  2. I don't know what should the team do.
  3. I don't know what does the team do.
ดูคำตอบ

I don't know what the team should do.

You then get the other person to say what they think ไวยากรณ์

4:37

จากนั้นคุณก็ให้อีกฝ่ายพูดในสิ่งที่พวกเขาคิด

and gradually together you investigate the answers.

4:40

และค่อยๆ ตรวจสอบคำตอบไปด้วยกัน

ไวยากรณ์

get the other person to say: โครงสร้าง get someone to do something

โครงสร้าง get + คน + to-infinitive หมายถึงการทำให้ ชักชวน สนับสนุน หรือจัดการให้อีกคนทำบางสิ่ง ใน get the other person to say กรรมคือ the other person และการกระทำคือ to say ในประโยคนี้ get หมายถึงการชักนำให้อีกฝ่ายแสดงความคิดเห็น ตัวคำนี้ไม่ได้หมายถึงการบังคับหรือหลอกลวงเสมอไป โครงสร้างที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ get someone to do something โดยต้องมี to หน้าคำกริยา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง get + คน + to-infinitive โดยใช้รูปอดีตของ get พร้อมกับ Mia และ run: Yesterday, the coach ____ one more lap by explaining how it would help.

ดูคำตอบ

got Mia to run

Most likely, the other person will be confident

4:43

เป็นไปได้มากว่า อีกฝ่ายจะมีความมั่นใจ

or rather painfully overconfident. การใช้คำ

4:45

หรือค่อนข้างจะมั่นใจมากเกินไปจนน่าปวดหัว

การใช้คำ

rather painfully overconfident: แก้ confident พร้อมเพิ่มการประเมินเชิงลบ

ในประโยคนี้ rather ต้องเข้าใจร่วมกับ or ที่อยู่ข้างหน้า โดย or rather หมายถึง “หรือพูดให้ตรงกว่านั้น” ผู้พูดเริ่มจากเรียกอีกฝ่ายว่า confident แล้วแก้คำบรรยายที่เป็นกลางนั้นเป็น overconfident ซึ่งหมายถึงมั่นใจมากเกินกว่าระดับที่สมเหตุสมผล painfully ขยาย overconfident ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ โดยบอกว่าความมั่นใจที่มากเกินไปนั้นเห็นได้ชัดหรือน่าอึดอัดจนผู้สังเกตรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ได้หมายถึงความเจ็บปวดทางร่างกาย การแก้คำพูดและคำวิเศษณ์นี้จึงแสดงการประเมินเชิงลบอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

ในประโยค "The presenter was confident, or rather, painfully overconfident," ผู้พูดกำลังทำอะไร?

  1. ผู้พูดกำลังแก้คำบรรยายที่เป็นกลางและเพิ่มการประเมินเชิงลบ
  2. ผู้พูดกำลังบอกว่าคนนั้นมั่นใจเพียงเล็กน้อยและได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย
  3. ผู้พูดกำลังให้คำบรรยายเชิงบวกสองแบบที่เท่าเทียมกัน
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังแก้คำบรรยายที่เป็นกลางและเพิ่มการประเมินเชิงลบ

They may tell you it's all quite simple, really,

4:48

พวกเขาอาจจะบอกคุณว่าจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องง่ายๆ

and everyone knows the answer already.

4:50

และทุกคนก็รู้คำตอบอยู่แล้ว

You must be supremely patient with this kind of bravado. การใช้คำ

4:52

คุณจะต้องอดทนอย่างสูงสุดกับความอวดดีแบบนี้

การใช้คำ

this kind of bravado(การวางท่าอวดเก่งแบบนี้)

ในที่นี้ bravado หมายถึงการแสดงท่าทีมั่นใจและกล้าเกินกว่าที่เจ้าตัวอาจรู้สึกจริง วลี this kind of bravado ชี้ถึงการแสดงความมั่นใจที่ดูเกินจริงแบบหนึ่ง ไม่ใช่ความกล้าหาญที่แท้จริง bravado มักมีน้ำเสียงเชิงวิจารณ์หรือไม่ค่อยเชื่อ ผู้พูดมองว่าพฤติกรรมนั้นเป็นการวางท่าและอาจใช้ปกปิดความไม่มั่นใจ คำนี้จึงช่วยแยกความมั่นใจที่แสดงออกมาให้คนเห็นจาก confidence ที่แท้จริง

แบบฝึกหัด

ในประโยคเดิม this kind of bravado หมายถึงอะไร

  1. ความเชื่อมั่นอย่างสงบในความสามารถของตนเองแบบนี้
  2. การแสดงความมั่นใจที่เกินจริงแบบนี้
  3. การกระทำที่กล้าหาญอย่างแท้จริงแบบนี้
ดูคำตอบ

การแสดงความมั่นใจที่เกินจริงแบบนี้

If they go off topic, กริยาวลี

4:55

หากพวกเขาออกนอกเรื่อง

กริยาวลี

go off topic(ออกนอกเรื่อง)

Go off topic หมายถึงการออกห่างจากเรื่องที่กำลังพูดถึง แล้วเริ่มพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง off ในที่นี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าหัวข้อถูกปิด ใน If they go off topic อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if เสนอปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและนำไปสู่การตอบสนอง เช่น การพาบทสนทนากลับเข้าสู่เรื่องเดิม สำนวนนี้ใช้กับการประชุม บทเรียน และงานเขียนได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “ออกห่างจากหัวข้อหลัก” ลงในประโยค: During the meeting, we sometimes ____, so the chairperson brings us back to the agenda.

ดูคำตอบ

go off topic

you must cheerfully double back. กริยาวลี

4:56

คุณจะต้องวกกลับมาอย่างร่าเริง

กริยาวลี

double back: ย้อนกลับไปยังประเด็นก่อนหน้า

Double back เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการหันกลับและกลับไปตามเส้นทางที่เพิ่งผ่านมา ในที่นี้เส้นทางเป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือการสนทนาออกห่างจากคำถามก่อนหน้า และต้องพากลับไปยังจุดนั้น ในสำนวนนี้ double ไม่ได้หมายถึง “สองครั้ง” แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนทิศและกลับไปยังสถานที่เดิมหรือจุดก่อนหน้าในการสนทนา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “กลับไปตามเส้นทางเดิม”: We left the map at the campsite, so we had to ____.

ดูคำตอบ

double back

You must take a lot of time วลี

4:58

คุณจะต้องใช้เวลาให้มาก

and be ready to have chats over many days.

5:00

และพร้อมที่จะพูดคุยกันเป็นเวลาหลายวัน

วลี

take a lot of time: ทุ่มเทเวลาเป็นจำนวนมาก

ในประโยคนี้ take a lot of time หมายถึงการทุ่มเทเวลาเป็นจำนวนมากให้กับกระบวนการ เนื่องจาก You เป็นประธานและ must แสดงหน้าที่ที่ต้องทำ จุดเน้นจึงอยู่ที่เวลาและความอดทนที่ผู้ฟังต้องทุ่มเท ไม่ใช่เพียงระยะเวลาของกระบวนการ โครงสร้างที่ใช้คนเป็นประธานแบบเดียวกันนี้สามารถสื่อว่าเวลาเป็นสิ่งที่ตั้งใจลงทุน เช่น ใช้เวลาเพื่อฟัง คิด หรือทำงานอย่างรอบคอบ a lot of บอกปริมาณของคำนามนับไม่ได้ time

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างชัดเจนให้บุคคลหนึ่งทุ่มเทเวลามากกับงานที่ต้องทำอย่างรอบคอบ

  1. It takes a lot of time for the paint to dry.
  2. You must take a lot of time to examine every detail.
  3. Take your time; there is no need to hurry.
ดูคำตอบ

You must take a lot of time to examine every detail.

This method of talking is founded on a lovely confidence วลี

5:03

วิธีการพูดคุยนี้ก่อตั้งขึ้นบนความเชื่อมั่นอันงดงาม

that with the right encouragement, วลี

5:06

ว่าหากได้รับการส่งเสริมที่ถูกต้อง

วลี

is founded on: แสดงหลักการที่เป็นรากฐาน

ในประโยคนี้ is founded on หมายถึง “มีหลักการหรือความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังเป็นรากฐาน” วิธีนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจริง ๆ แต่สำนวนนี้ใช้อธิบายแนวคิดที่ค้ำจุนวิธีดังกล่าว Founded เป็นรูป past participle ของ found ที่แปลว่า “ก่อตั้ง” ในโครงสร้างแบบถูกกระทำ be founded on + รากฐาน ไม่ใช่รูปอดีตของ find

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่หมายถึง “มีความเชื่อนี้เป็นรากฐาน”: The community project ____ the idea that everyone should have a voice.

ดูคำตอบ

is founded on

วลี

with the right encouragement: ระบุเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์

With the right encouragement หมายถึง “เมื่อได้รับการสนับสนุน คำชม หรือกำลังใจที่เหมาะสม” ในที่นี้ with + นามวลีใช้ระบุเงื่อนไขที่อาจทำให้ผลลัพธ์ต่อมามีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้น Right หมายถึงเหมาะกับบุคคลและสถานการณ์ ไม่ได้หมายถึงทิศ “ขวา” หรือถูกต้องสมบูรณ์ในทางศีลธรรม วลีนี้ระบุเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเงื่อนไขสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม”: ____, a nervous speaker may find the courage to continue.

ดูคำตอบ

With the right encouragement

people can eventually work out things for themselves กริยาวลี

5:07

ในท้ายที่สุดผู้คนก็สามารถคิดหาคำตอบได้ด้วยตนเอง

and detect errors in their own reasoning วลี

5:11

และตรวจพบข้อผิดพลาดในการให้เหตุผลของตนเองได้

กริยาวลี

คิดหาคำตอบด้วยตนเอง

ในประโยคนี้ work out หมายถึงเข้าใจหรือแก้บางสิ่งได้ด้วยการคิด ส่วนกรรม things หมายถึงปัญหาหรือแนวคิดที่กำลังพยายามทำความเข้าใจ ในที่นี้ work out ไม่ได้หมายถึงออกกำลังกายหรือการที่บางอย่างจบลงด้วยดี For themselves เน้นว่าผู้คนเข้าใจได้ด้วยความคิดของตนเอง แทนที่จะมีคนบอกคำตอบโดยตรง work out เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ กรรมที่เป็นคำนามจึงวางหลัง out หรือวางระหว่าง work กับ out ก็ได้ เช่น work out the answer หรือ work the answer out แต่กรรมที่เป็นคำสรรพนามต้องอยู่ตรงกลาง จึงต้องพูดว่า work it out ไม่ใช่ work out it

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้กริยาวลี work out คำสรรพนามที่เป็นกรรม it และ for themselves: The puzzle is challenging, but the children can ____.

ดูคำตอบ

work it out for themselves

วลี

ตรวจพบข้อผิดพลาดในการให้เหตุผลของตนเอง

ในวลีนี้ detect หมายถึงสังเกตเห็นและระบุสิ่งที่อาจไม่เห็นได้ชัด ส่วน errors in their own reasoning หมายถึงข้อบกพร่องในลำดับความคิดที่ใช้ไปสู่ข้อสรุป โดย own เชื่อมการให้เหตุผลนั้นกลับไปยังคนกลุ่มเดิม วลีนี้เน้นการมองเห็นปัญหาในกระบวนการคิด ไม่ใช่เพียงการตอบผิดในตอนสุดท้าย มีน้ำเสียงเป็นทางการและเชิงวิเคราะห์ จึงเหมาะกับการคิดเชิงวิพากษ์ งานวิจัย การทบทวน และการตรวจสอบตนเองอย่างรอบคอบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อได้ดีที่สุดว่านักวิจัยระบุข้อบกพร่องในกระบวนการคิดของตนได้ โดยไม่ได้บอกว่าเธอแก้ไขแล้ว?

  1. She found mistakes in the final answer.
  2. She detected errors in her own reasoning.
  3. She corrected errors in her own reasoning.
ดูคำตอบ

She detected errors in her own reasoning.

if you carefully and quietly draw their attention to tricky points วลี

5:13

หากคุณดึงความสนใจของพวกเขาไปที่ประเด็นที่ยุ่งยากอย่างระมัดระวังและเงียบๆ

วลี

draw their attention to tricky points: ชี้ให้พวกเขาสังเกตจุดที่ยาก

To draw someone's attention to something หมายถึงช่วยหรือทำให้คนนั้นสังเกตเห็นบางสิ่ง ในที่นี้ draw หมายถึงชี้นำหรือดึงดูด ไม่ได้หมายถึงวาดรูป โครงสร้างคือ draw + someone's attention + to + สิ่งที่ต้องการให้สังเกต ในประโยคนี้ carefully and quietly ทำให้การเตือนดูนุ่มนวลและไม่โจ่งแจ้ง ผู้พูดแนะนำให้ช่วยผู้อื่นสังเกตจุดที่ยากโดยไม่ทำให้พวกเขาอับอาย

แบบฝึกหัด

เติมคำเตือนที่สุภาพนี้ด้วยสำนวนจากบทเรียน: I'd like to ____ the final paragraph.

ดูคำตอบ

draw your attention to

and don't cast blame or ever get annoyed. วลี

5:17

โดยไม่กล่าวโทษหรือแสดงอาการหงุดหงิดเลย

วลี

cast blame: โยนความผิดหรือกล่าวโทษ

To cast blame หมายถึงโยนหรือชี้ความผิดไปยังบุคคลหรือกลุ่ม ในที่นี้ cast เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ โดยมองความผิดว่าเป็นสิ่งที่ส่งไปยังเป้าหมาย ไม่ใช่วัตถุจริงที่ถูกขว้าง ใน don't cast blame ไม่มีการระบุว่าโทษใคร ข้อความต้องการให้พูดคุยเรื่องจุดที่ยากโดยไม่เปลี่ยนการสนทนาให้กลายเป็นการกล่าวหา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ cast blame ได้ถูกต้องเพื่อบอกว่ารายงานชี้ความผิดไปยังผู้จัดหา?

  1. The report casts blame on the supplier.
  2. The report casts the supplier for the delay.
  3. The report assigns blame on the supplier.
ดูคำตอบ

The report casts blame on the supplier.

You'll never teach anyone anything by making them feel stupid, ไวยากรณ์

5:19

คุณจะไม่มีวันสอนอะไรใครได้ด้วยการทำให้พวกเขารู้สึกโง่

even if they are, at first. ไวยากรณ์

5:23

แม้ว่าในตอนแรกพวกเขาจะโง่จริงๆ ก็ตาม

ไวยากรณ์

by making them feel stupid: การบอกวิธีที่ไม่ได้ผล

ในที่นี้ by + รูป -ing ใช้บอกวิธีที่นำมาใช้เพื่อพยายามให้ได้ผลลัพธ์ คือการสอนใครสักคน never บอกว่าวิธีนี้ไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้ ส่วน by ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงก่อนถึงกำหนดเวลา ใน making them feel stupid คำว่า make ตามด้วยกรรม กริยารูปพื้นฐาน feel และคำคุณศัพท์ โครงสร้างนี้หมายถึงการทำให้ใครสักคนเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย by และรูป -ing ของ make: You cannot help a new player ____ them feel useless.

ดูคำตอบ

by making

ไวยากรณ์

even if they are, at first: เงื่อนไขยอมรับเชิงสมมติและการละคำ

even if ใช้นำเงื่อนไขเชิงยอมรับ กล่าวคือ ใจความหลักยังคงเป็นจริงไม่ว่าเงื่อนไขนั้นจะจริงหรือไม่ ในที่นี้ การทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองโง่จะไม่ช่วยสอนพวกเขา แม้มีความเป็นไปได้ว่าในตอนแรกพวกเขาอาจเป็นเช่นนั้นจริง วลีนี้ไม่ได้ยืนยันว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง หลัง are มีการละคำคุณศัพท์ stupid เพราะเข้าใจได้จาก feel stupid ที่อยู่ก่อนหน้า at first จำกัดคำบรรยายที่ละไว้นั้นไว้เฉพาะช่วงแรก และเครื่องหมายจุลภาคทำให้ส่วนนี้ฟังเหมือนคำเสริมท้ายที่มีน้ำเสียงเหน็บแนม

แบบฝึกหัด

ข้อความใดถอดความ “even if they are, at first” ในประโยคเดิมได้ตรงที่สุด?

  1. เพราะตอนแรกพวกเขาโง่ วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ยอมรับได้
  2. วิธีนี้ได้ผลจนกว่าพวกเขาจะเลิกโง่
  3. ไม่ว่าตอนแรกพวกเขาจะโง่หรือไม่ คำวิจารณ์ต่อวิธีนี้ก็ยังคงใช้ได้
ดูคำตอบ

ไม่ว่าตอนแรกพวกเขาจะโง่หรือไม่ คำวิจารณ์ต่อวิธีนี้ก็ยังคงใช้ได้

We have all started in that cave,

5:25

เราทุกคนเริ่มต้นมาในถ้ำแห่งนั้น

but it is Plato's deepest insight

5:28

แต่มันเป็นความเข้าใจอันลึกซึ้งที่สุดของเพลโต

that we don't have to stay there. ไวยากรณ์

5:30

ว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่นตลอดไป

ไวยากรณ์

don't have to: ไม่จำเป็นต้องทำ ไม่ใช่การห้าม

ใน we don't have to stay there โครงสร้าง don't have to + กริยารูปพื้นฐาน หมายความว่า การอยู่ต่อไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นหรือเป็นหน้าที่ ยังเลือกอยู่ได้ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ ในที่นี้ there หมายถึงถ้ำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความไม่รู้ ประโยคนี้เปลี่ยนแนวคิดจากการติดอยู่เพราะชะตากรรมมาเป็นการมีทางเลือก ผู้คนสามารถออกไปแทนที่จะอยู่ในสภาวะนั้นต่อไป

แบบฝึกหัด

we don't have to stay there หมายความว่าอย่างไร

  1. ห้ามอยู่ที่นั่น
  2. ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่น แต่ยังเลือกอยู่ได้
  3. ไม่สามารถออกไปได้
ดูคำตอบ

ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่น แต่ยังเลือกอยู่ได้

And the road out is called, สำนวน

5:32

และหนทางออกนั้นถูกเรียกว่า

quite simply, philosophy.

5:33

ปรัชญา อย่างเรียบง่าย

สำนวน

the road out is called ... philosophy: หนทางเชิงเปรียบเทียบออกจากความไม่รู้

ใน the road out คำว่า road เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงถนนจริง ๆ แต่หมายถึงวิธีออกจากสภาวะแห่งความไม่รู้ที่ถ้ำเป็นตัวแทน การบอกว่าหนทางนี้ is called philosophy เป็นการนำเสนอว่าการคิดเชิงปรัชญาคือทางออกจากความไม่รู้ ส่วน Quite simply บอกว่านี่คือการสรุปแนวคิดหลักในตอนท้ายอย่างสั้นและตรงไปตรงมา

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้แสดงแนวคิดใด

  1. การคิดเชิงปรัชญาถูกนำเสนอว่าเป็นหนทางออกจากความไม่รู้
  2. ถนนจริงสายหนึ่งได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ปรัชญา”
  3. ปรัชญาเป็นสถานที่ที่อยู่นอกถ้ำ
ดูคำตอบ

การคิดเชิงปรัชญาถูกนำเสนอว่าเป็นหนทางออกจากความไม่รู้

This is the sun whose light we can follow สำนวน

5:35

นี่คือดวงอาทิตย์ซึ่งมีแสงสว่างที่เราสามารถเดินตามได้

and by whose rays the proper nature of things can become clear.

5:38

และธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ จะสามารถปรากฏชัดเจนได้ด้วยรังสีของมัน

สำนวน

อุปลักษณ์ที่เชื่อมโยงดวงอาทิตย์ แสง และลำแสง

ตรงนี้ This หมายถึงปรัชญา ซึ่งประโยคเปรียบให้เป็นดวงอาทิตย์ คำว่า light และ rays อยู่ในภาพของดวงอาทิตย์เดียวกัน จึงร่วมกันสร้างอุปลักษณ์ที่ขยายต่อเนื่องหนึ่งภาพ ไม่ใช่คำบรรยายตามตัวอักษรหลายส่วนที่แยกจากกัน follow the light หมายถึงการใช้ปรัชญาเป็นสิ่งนำทาง ส่วน things become clear หมายถึงการเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ ภาพที่เชื่อมโยงกันนี้ช่วยรวบยอดตอนจบ โดยนำเสนอปรัชญาว่าเป็นพลังที่ช่วยให้ผู้คนมองเห็นและเข้าใจ

แบบฝึกหัด

ภาพที่เชื่อมโยงกันของดวงอาทิตย์ แสง และลำแสง สื่อถึงอะไรเป็นหลัก?

  1. ผู้พูดกำลังให้คำแนะนำที่ใช้ได้จริงเกี่ยวกับการเดินตามแสงอาทิตย์
  2. มีเพียงแสงอาทิตย์จริง ๆ เท่านั้นที่เผยให้เห็นว่าวัตถุทำจากอะไร
  3. ปรัชญานำทางผู้คนให้เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น
ดูคำตอบ

ปรัชญานำทางผู้คนให้เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น

If you enjoy the films on this channel,

5:43

หากคุณสนุกกับภาพยนตร์ในช่องนี้

you might want to hear about another น้ำเสียง/เจตนา

5:45

คุณอาจต้องการรู้จักอีกช่องหนึ่ง

smart, insightful channel we love called Wisecrack.

5:46

เป็นช่องที่ฉลาดและลึกซึ้งที่เราชื่นชอบชื่อว่า Wisecrack

น้ำเสียง/เจตนา

you might want to hear about: คำแนะนำที่ปรับให้นุ่มนวล

ใน you might want to hear about คำว่า might ไม่ได้สื่อเป็นหลักว่าโอกาสที่คนฟังจะอยากทำนั้นต่ำ แต่ช่วยทำให้คำแนะนำอ่อนลงและนำเสนอเป็นทางเลือก จึงลดความรู้สึกเหมือนกำลังขายของหรือออกคำสั่ง โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ you might want to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้เพื่อแนะนำ เตือน หรือเสนอสิ่งใดอย่างสุภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตัดสินใจเอง ในประโยคนี้ hear about ใช้เกริ่นถึงช่องที่กำลังแนะนำ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดให้คำแนะนำอย่างเป็นมิตรและเปิดโอกาสให้ผู้ฟังเลือกได้ชัดเจนที่สุด?

  1. You must hear about this new science podcast.
  2. You should hear about this new science podcast.
  3. You might want to hear about this new science podcast.
ดูคำตอบ

You might want to hear about this new science podcast.

Click here to visit their channel page

5:50

คลิกที่นี่เพื่อไปที่หน้าช่องของพวกเขา

and discover a succession of videos

5:53

และค้นพบวิดีโอที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง

on world literature,

5:54

เกี่ยวกับวรรณกรรมโลก

philosophy, cinema history, and more,

5:56

ปรัชญา ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย

all delivered with a playful, beguiling sense of humor.

5:58

ทั้งหมดนี้นำเสนอด้วยอารมณ์ขันที่สนุกสนานและมีเสน่ห์

They're in LA,

6:02

พวกเขาอยู่ในแอลเอ

we're here in London,

6:03

เราอยู่ที่ลอนดอน

but The School of Life and Wisecrack

6:04

แต่ The School of Life และ Wisecrack

have become firm friends based around shared values

6:06

ได้กลายมาเป็นเพื่อนที่มั่นคงโดยมีพื้นฐานมาจากค่านิยมร่วมกัน

about making education compelling.

6:09

เกี่ยวกับการทำให้การศึกษาน่าสนใจ

We'd love you to befriend us both in turn.

6:11

เราอยากให้คุณมาเป็นเพื่อนกับเราทั้งสองช่องเช่นกัน