3 วิธีพูดภาษาอังกฤษให้ฟังดูเป็นมิตรมากขึ้น - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ
British Council | English
ภาพรวมวิดีโอ: ผู้สอนใช้คำตอบซ้ำยืดยาวของหุ่นยนต์เพื่ออธิบายว่า กริยาช่วยทำให้การตอบภาษาอังกฤษสั้นลง เป็นมิตรขึ้น และฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้นได้อย่างไร บทเรียนเปรียบเทียบวิธีตอบรับประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ รวมถึงวิธีแสดงความเห็นต่าง พร้อมย้ำว่ากริยาช่วยต้องสอดคล้องกับกาลในประโยคก่อนหน้า ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. So, plus auxiliary verb, plus the subject. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้โครงสร้างกลับคำสำหรับเห็นด้วยกับข้อความเชิงบวกหรือบอกว่าตนมีประสบการณ์เดียวกัน คุณจึงตอบแบบ “So do I” หรือ “So am I” ได้โดยไม่ต้องกล่าววลีกริยาทั้งหมดซ้ำ และเลือกกริยาช่วยให้ตรงกับประโยคก่อนหน้า 2. neither nor plus auxiliary verb plus the subject. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจและใช้โครงสร้างที่สอดคล้องกันเมื่อต้องการเห็นด้วยกับข้อความเชิงปฏิเสธ โครงสร้างนี้ช่วยยืนยันสั้น ๆ ว่าข้อเท็จจริงหรือประสบการณ์เชิงปฏิเสธนั้นเกิดกับคุณเช่นกัน โดยเลือก do, be หรือ have ตามกริยาและกาลที่ใช้ไปก่อนหน้า 3. Subject plus auxiliary in either the positive or negative depending on what the speaker said before. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ประธานตามด้วยกริยาช่วยรูปบอกเล่าหรือปฏิเสธที่แสดงจุดยืนตรงข้าม เพื่อบอกว่าความเห็นหรือประสบการณ์ของคุณต่างออกไป คุณจะตอบอย่างตรงและเป็นธรรมชาติด้วย “I do” หรือ “I don’t” ได้โดยไม่ต้องพูดเนื้อหาทั้งประโยคซ้ำ
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Watch this video and you'll sound as natural as a spinach and avocado oat milk smoothie. ไวยากรณ์
0:00ดูวิดีโอนี้แล้วการพูดของคุณจะเป็นธรรมชาติเหมือนสมูทตี้ผักโขม อะโวคาโด และนมข้าวโอ๊ตเลยล่ะ
as natural as: โครงสร้าง as + คำคุณศัพท์ + as
โครงสร้าง as + คำคุณศัพท์ + as บอกว่าสองสิ่งมีคุณสมบัติหนึ่งในระดับเท่ากัน ใน as natural as คำว่า natural คือคุณสมบัติที่เปรียบเทียบ และคำหลัง as ตัวที่สองบอกว่านำไปเทียบกับอะไร สมูทตีผักโขม อะโวคาโด และนมโอ๊ตในประโยคนี้เป็นการเปรียบเทียบแบบสนุกและเกินจริง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของวลีตายตัว คุณสามารถคงโครงสร้างนี้ไว้แล้วเปลี่ยนคำคุณศัพท์และสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบได้
แบบฝึกหัด
เติมการเปรียบเทียบระดับที่เท่ากันให้สมบูรณ์: The recorded dialogue sounds ____ natural ____ a real conversation.
ดูคำตอบ
as · as
ways to sound friendlier and less robotic: วิธีทำให้ฟังดูเป็นมิตรมากขึ้นและเหมือนเครื่องจักรน้อยลง
ways to sound + คำคุณศัพท์ หมายถึงวิธีทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกหรือภาพลักษณ์บางอย่าง ในที่นี้ sound หมายถึง “ฟังดูเป็นอย่างไรจากวิธีพูด” ไม่ได้หมายถึงแค่ “ทำให้เกิดเสียง” คำว่า to sound บอกผลลัพธ์ที่วิธีเหล่านี้ต้องการให้เกิด friendlier และ less robotic เป็นคำบรรยายผลลัพธ์สองอย่างที่วางคู่กัน คือเป็นมิตรมากขึ้นและฟังดูเหมือนเครื่องจักรน้อยลง
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง ways to sound + คำคุณศัพท์ให้สมบูรณ์: The coach shared three ways to ____ more confident during interviews.
ดูคำตอบ
sound
I've never been to a robotics conference before. ไวยากรณ์
0:21ผมไม่เคยไปงานสัมมนาด้านวิทยาการหุ่นยนต์มาก่อนเลย
I've never been ... before: ประสบการณ์ที่ไม่เคยมีจนถึงตอนนี้
I've never been to ... before ใช้ present perfect เพื่อบอกว่าประสบการณ์หนึ่งไม่เคยเกิดขึ้นเลยจนถึงตอนนี้ I've ย่อมาจาก I have และ been เป็นรูป past participle ของ be ใน have been never ทำให้ประโยคเป็นปฏิเสธอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเติม not ส่วน before ในที่นี้หมายถึง “ในช่วงเวลาใดก็ตามก่อนหน้านี้” ไม่ได้ระบุวันที่ใดวันที่หนึ่งในอดีต
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าจนถึงตอนนี้ผู้พูดยังไม่เคยไปสกอตแลนด์เลย
- I didn't visit Scotland last year.
- I've never visited Scotland before.
- I never visit Scotland before.
ดูคำตอบ
I've never visited Scotland before.
How about you?: ถามคำถามเดิมกลับไปยังอีกฝ่าย
How about you? ใช้ถามอีกฝ่ายกลับในหัวข้อหรือคำถามเดิมโดยไม่ต้องพูดคำถามเต็มซ้ำ ในที่นี้ หลังจากผู้พูดบอกว่าตนไม่เคยเข้าร่วมงานประชุมแบบนี้ ประโยคนี้จึงหมายถึง “คุณเคยเข้าร่วมหรือเปล่า” คำพูดก่อนหน้าช่วยเติมคำถามที่ละไว้ ดังนั้นความหมายที่ชัดเจนจึงเปลี่ยนไปตามหัวข้อก่อนหน้า
แบบฝึกหัด
หลังจากพูดว่า “I work from home.” คำถามใดใช้ถามอีกฝ่ายเกี่ยวกับสถานการณ์เดียวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- What do you mean?
- How are you?
- How about you?
ดูคำตอบ
How about you?
No, I have not been to a robotics conference before.
0:25ไม่ค่ะ ฉันก็ไม่เคยไปงานสัมมนาด้านวิทยาการหุ่นยนต์มาก่อนเลย
I hope they give us a nice three-course meal later on. โน้ต
0:31หวังว่าเดี๋ยวพวกเขาจะมีอาหารมื้ออร่อยสามคอร์สให้เรานะ
three-course meal: มื้ออาหารที่เสิร์ฟเป็นสามลำดับ
three-course meal คือมื้ออาหารที่เสิร์ฟแยกเป็นสามลำดับ โดยมักประกอบด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และของหวาน ในบริบทเกี่ยวกับอาหาร course หมายถึงอาหารหนึ่งลำดับของมื้อนั้น ไม่ได้หมายถึงวิชาเรียน เมื่ออยู่หน้า meal คำว่า three-course ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ประสม จึงต้องมีเครื่องหมายยัติภังค์และใช้ course ในรูปเอกพจน์: a three-course meal
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึงมื้ออาหารซึ่งเสิร์ฟเป็นสามลำดับ: The restaurant offers a ____ with soup, a main dish, and dessert.
ดูคำตอบ
three-course meal
later on: ในภายหลัง
later on หมายถึงช่วงเวลาหลังจากตอนนี้หรือหลังจากเวลาที่กำลังพูดถึง ในประโยคนี้หมายถึงช่วงหลังของกิจกรรมโดยไม่ได้ระบุเวลาที่แน่นอน ทั้งวลีทำหน้าที่เป็นคำบอกเวลาและมักอยู่ท้ายประโยค on เป็นส่วนหนึ่งของวลี ไม่ได้บอกตำแหน่ง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าการสนทนาจะเกิดขึ้นในภายหลัง
- We can talk about it later on.
- We can talk about it on later.
- We can later on about it talk.
ดูคำตอบ
We can talk about it later on.
I'm starving: วิธีพูดแบบกันเองว่า “หิวมาก”
ในการสนทนาทั่วไป I'm starving มักหมายถึง “ฉันหิวมาก” คำว่า starving แรงกว่า hungry และมักเป็นการพูดเกินจริง โดยทั่วไปไม่ได้หมายความว่าผู้พูดไม่มีอาหารกินมานานจนอยู่ในภาวะอันตราย ให้ดูจากสถานการณ์ว่า starving เป็นการพูดเกินจริงแบบกันเอง หรือใช้ในความหมายตามตัวอักษรที่จริงจัง
แบบฝึกหัด
ในการสนทนาแบบกันเอง I'm starving มักหมายความว่าอะไร
- ฉันไม่มีอาหารกินมานานจนอยู่ในภาวะอันตราย
- ฉันกำลังเตรียมอาหาร
- ฉันหิวมาก
ดูคำตอบ
ฉันหิวมาก
I also hope they offer us a nice three-course lunch later on.
0:35ฉันก็หวังว่าพวกเขาจะมีมื้อเที่ยงสามคอร์สอร่อย ๆ ให้เราเหมือนกัน
I too am ...: ตำแหน่งของ too ที่เป็นทางการกว่า
ใน I too am starving คำว่า too หมายถึง “ด้วย” การวาง too ไว้หลังประธาน I ทันทีนั้นถูกต้องตามไวยากรณ์ แต่ฟังดูเป็นทางการหรือตั้งใจกว่าภาษาพูดแบบสบาย ๆ ทั่วไป ในการสนทนาแบบสบาย ๆ ผู้พูดมักวาง too ไว้ท้ายประโยคว่า I'm starving too. ลำดับคำที่ไม่เหมือนภาษาพูดนี้อาจถูกใช้โดยตั้งใจเพื่อให้เสียงพูดดูแข็งหรือเหมือนเครื่องจักร
แบบฝึกหัด
วางคำว่า too ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับการสนทนาแบบกันเอง: A: I'm hungry. B: I'm hungry ____.
ดูคำตอบ
too
doesn't even + คำกริยารูปพื้นฐาน เพื่อเน้นการปฏิเสธที่น่าประหลาดใจ
doesn't even + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้เน้นว่าข้อเท็จจริงเชิงปฏิเสธนั้นน่าประหลาดใจหรือสุดโต่งเป็นพิเศษ ในประโยคนี้ eat ถูกมองว่าเป็นการกระทำพื้นฐานมาก การไม่ทำแม้แต่สิ่งนี้จึงทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน even ในที่นี้ไม่ได้เพียงเพิ่มข้อมูลอีกอย่าง แต่ดึงความสนใจไปยังส่วนที่เหนือความคาดหมาย และทำให้คำพูดมีน้ำเสียงไม่อยากเชื่อหรือแซวเล็กน้อย หลัง doesn't even ให้ใช้คำกริยารูปพื้นฐาน เช่น doesn't even eat
แบบฝึกหัด
เติม doesn't even เพื่อเน้นการกระทำที่ไม่ได้ทำอย่างน่าประหลาดใจ: Ben has the map, but he ____ look at it.
ดูคำตอบ
doesn't even
whenever ในความหมายว่า “ทุกครั้งที่”
whenever ใช้นำหน้าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในที่นี้หมายความว่า ทุกครั้งที่ผู้พูดถามคำถามหรือแสดงความคิดเห็น อีกฝ่ายจะพูดซ้ำสิ่งที่ได้ยิน คำนี้เชื่อมเหตุที่เกิดซ้ำกับผลที่เกิดซ้ำเช่นกัน จุดสำคัญไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่เป็นรูปแบบที่เกิดในทุกครั้งลักษณะนี้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกอย่างชัดเจนว่าสิ่งเดียวกันเกิดขึ้นทุกครั้ง?
- While the bell was ringing, Leo stood by the door.
- When the bell rang yesterday, Leo ran to the door.
- Whenever the bell rings, Leo runs to the door.
ดูคำตอบ
Whenever the bell rings, Leo runs to the door.
make a comment: แสดงความคิดเห็นหรือข้อสังเกต
make a comment เป็นคำที่ใช้คู่กันอย่างเป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษเมื่อต้องการแสดงความคิดเห็นหรือข้อสังเกตสั้น ๆ ในที่นี้ make หมายถึงการกล่าวความคิดเห็น ไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งของขึ้นมาจริง ๆ comment อาจเป็นคำพูดในการสนทนาหรือข้อความที่เขียน รวมถึงความคิดเห็นทางออนไลน์ก็ได้ ในประโยคนี้ make a comment ใช้คู่กับ ask a question เพื่อบอกถึงอีกวิธีหนึ่งที่คนเราสามารถตอบสนองได้
แบบฝึกหัด
เลือกวลีที่เติมประโยคนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ: Before we move on, I'd like to ___ about the new plan.
- say a comment
- do a comment
- make a comment
ดูคำตอบ
make a comment
whole verb phrase: กลุ่มคำทั้งหมดที่มีคำกริยาเป็นแกนกลาง
verb phrase คือกลุ่มคำที่มีคำกริยาเป็นแกนกลาง โดยอาจมีทั้งกริยาช่วยและกริยาหลัก เช่น has been waiting ในคำอธิบายไวยากรณ์แบบกว้าง วลีกริยาอาจรวมคำอื่นที่ช่วยเติมความหมายของกริยาให้สมบูรณ์ด้วย whole เน้นว่าผู้พูดกล่าวซ้ำทั้งกลุ่มคำ ไม่ใช่เพียงกริยาคำเดียว ในคำตอบสั้น ๆ กริยาช่วยอย่าง do มักใช้แทนวลีกริยาที่เข้าใจกันอยู่แล้วได้: Mia likes chess, and I do too.
แบบฝึกหัด
ในประโยค The driver has been waiting ตัวเลือกใดคือวลีกริยาทั้งหมดที่มีกริยาช่วยและกริยาหลักครบถ้วน
- the driver
- waiting
- has been waiting
ดูคำตอบ
has been waiting
We can ... if ...: เชื่อมวิธีการกับผลลัพธ์
โครงสร้าง We can + ผลลัพธ์ + if + เงื่อนไขในรูปปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการกระทำหนึ่งทำให้ผลลัพธ์บางอย่างเป็นไปได้อย่างไร ประโยคหลักบอกประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น ส่วนอนุประโยค if บอกว่าต้องทำอะไร if ในที่นี้ใช้บอกเงื่อนไขที่นำไปทำได้จริง ไม่ใช่การคาดเดาที่ไม่แน่ใจ โครงสร้างนี้เหมาะสำหรับการให้คำแนะนำและอธิบายกฎง่าย ๆ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ can ... if ... ได้ถูกต้องเพื่ออธิบายว่าการวางแผนช่วยประหยัดเวลาได้
- We can saved time if we plan ahead.
- We can save time if we plan ahead.
- We can save time if we will plan ahead.
ดูคำตอบ
We can save time if we plan ahead.
auxiliary verbs: ช่วยกริยาหลักและสร้างคำตอบสั้น ๆ
Auxiliary verbs คือกริยาช่วย ทำหน้าที่ช่วยกริยาหลักสร้างรูป continuous หรือ perfect รวมถึงประโยคปฏิเสธและคำถาม รูปต่าง ๆ ของ be, have และ do เป็นกริยาช่วยที่พบบ่อย และ modal verb เช่น can ก็เป็นกริยาช่วยด้วย กริยาช่วยยังทำหน้าที่ด้านไวยากรณ์ในคำตอบสั้น ๆ ได้ จึงไม่ต้องพูดกริยาหลักซ้ำ ในคำตอบ So do I ที่ตอบหลัง I like it คำว่า do ใช้แทนวลีกริยา like it ที่กล่าวไปแล้ว
แบบฝึกหัด
ในประโยค They have already finished คำใดเป็นกริยาช่วย
- already
- have
- finished
ดูคำตอบ
have
we've had the same experience as the speaker: เคยมีประสบการณ์แบบเดียวกับผู้พูด
ในประโยคนี้ we've had the same experience as the speaker หมายถึง เราเคยเจอเรื่องแบบเดียวกับที่ผู้พูดก่อนหน้าเล่าไว้ คำว่า experience หมายถึงสิ่งที่คนคนหนึ่งเคยพบเจอ ไม่ได้จำกัดแค่ประสบการณ์การทำงาน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ have the same experience as + คน โดย we've ย่อมาจาก we have ดังนั้น we've had จึงเป็น present perfect ซึ่งเชื่อมประสบการณ์ในอดีตกับการแสดงความเห็นพ้องในตอนนี้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมาย: Mia and I both got lost on our first day. I've ____ Mia.
ดูคำตอบ
had the same experience as
So + กริยาช่วย + ประธาน สำหรับการเห็นพ้องเชิงบวก
So + กริยาช่วย + ประธาน เป็นโครงสร้างสลับตำแหน่งที่ใช้แสดงความเห็นพ้องกับประโยคบอกเล่าเชิงบวก หมายความว่าข้อความเดิมเป็นจริงกับประธานใหม่ด้วย: Leo enjoys puzzles. So does Maya. วางกริยาช่วยไว้หน้าประธาน เลือกชนิดและกาลของกริยาช่วยจากประโยคแรก แล้วปรับให้เข้ากับประธานใหม่ โดยใช้ do/does/did กับกริยาหลักในกาลแบบง่าย ใช้รูปที่เหมาะสมของ be หรือ have หรือใช้กริยาช่วยประเภท modal ตัวเดิม
แบบฝึกหัด
เติมการแสดงความเห็นพ้องเชิงบวกด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: Leo enjoys puzzles. ____. (Maya enjoys them too.)
ดูคำตอบ
So does Maya
การใช้ So do I เพื่อเห็นด้วยกับข้อความเชิงบวก
So do I เป็นคำตอบสั้น ๆ ที่ใช้แสดงความเห็นด้วยกับประโยคบอกเล่าเชิงบวก และบอกว่าสิ่งเดียวกันนั้นเป็นจริงสำหรับตัวเราเช่นกัน ในที่นี้หมายถึง “ฉันก็ชอบวิทยาการหุ่นยนต์เหมือนกัน” โดยไม่ต้องพูดซ้ำทั้งหมด เนื่องจาก love เป็นกริยาหลักในรูป present simple คำตอบจึงใช้ do ตามโครงสร้าง So + do + ประธาน ในที่นี้ do ใช้แทน love robotics ไม่ได้หมายถึง “ลงมือทำ”
แบบฝึกหัด
เติมคำตอบของ B ด้วย So + กริยาช่วยที่ถูกต้อง + I: A: I enjoy science. B: ____.
ดูคำตอบ
So do I
Neither/Nor + กริยาช่วย + ประธาน เพื่อเห็นด้วยกับประโยคปฏิเสธ
สูตรที่พูดนี้หมายถึงให้เลือกใช้ Either Neither + กริยาช่วย + ประธาน หรือ Nor + กริยาช่วย + ประธาน โครงสร้างนี้ใช้แสดงความเห็นด้วยกับประโยคปฏิเสธ โดยบอกว่าข้อความปฏิเสธเดียวกันเป็นจริงสำหรับบุคคลที่ประธานใหม่กล่าวถึงด้วย กริยาช่วยอยู่หน้าประธานและต้องสอดคล้องกับประโยคแรก: I don't drive. Neither do I. I can't swim. Nor can I. ในคำบรรยาย neither nor เป็นการบอกตัวเลือกเปิดประโยคสองแบบ ไม่ใช่ให้รวมเป็นคำขึ้นต้น Neither nor
แบบฝึกหัด
เติมคำตอบของ B ด้วย Neither + กริยาช่วยที่ตรงกับประโยคแรก + I: A: I can't swim. B: ____.
ดูคำตอบ
Neither can I
I've never been to a robotics conference before.
1:32ผมไม่เคยไปงานสัมมนาด้านวิทยาการหุ่นยนต์มาก่อนเลย
Neither have I: การคล้อยตามประโยคปฏิเสธใน present perfect
Neither have I หมายความว่าผู้พูดมีประสบการณ์เชิงปฏิเสธเหมือนกับคนก่อนหน้า คือผู้พูดก็ไม่เคยไปงานประชุมด้านหุ่นยนต์เช่นกัน คำตอบนี้ช่วยให้ไม่ต้องพูดเนื้อหาทั้งหมดซ้ำ เนื่องจากประโยคแรกใช้ present perfect คำตอบสั้นจึงคงกริยาช่วย have ไว้ Neither มีความหมายปฏิเสธอยู่แล้ว และตามด้วยลำดับคำแบบกลับตำแหน่ง have I ไม่ใช่ I have
แบบฝึกหัด
คุณก็ไม่เคยไปเช่นกัน เติมคำตอบสั้นเพื่อคล้อยตามประโยคปฏิเสธโดยใช้ neither: I've never visited Scotland. — ____.
ดูคำตอบ
Neither have I
What if we feel differently or we don't agree with the speaker? ไวยากรณ์
1:38แล้วถ้าเรารู้สึกต่างออกไป หรือไม่เห็นด้วยกับผู้พูดล่ะ?
What if ...?: การเสนอเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
What if ใช้เสนอเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหรือเป็นสมมติฐานให้คนพิจารณา มีความหมายว่า “สมมติว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้น ต่อไปจะเป็นอย่างไรหรือเราควรทำอย่างไร” ในประโยคนี้ใช้เปิดกรณีที่คนรู้สึกต่างกันหรือไม่เห็นด้วย โครงสร้างคือ What if + ประธาน + กริยา อนุประโยคหลัง if ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า แม้ว่าทั้งสำนวนจะทำหน้าที่เป็นคำถาม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเสนอความเป็นไปได้ว่ารถบัสอาจมาสายและขอให้ทุกคนพิจารณาสถานการณ์นั้น?
- Is the bus late?
- What if the bus is late?
- Why is the bus late?
ดูคำตอบ
What if the bus is late?
Well: เชื่อมเข้าสู่คำอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติ
ในที่นี้ Well เป็นคำสั้น ๆ ที่ใช้เป็นสัญญาณในการพูด หรือเรียกว่าคำเชื่อมในบทสนทนา คำนี้เชื่อมคำตอบกับสิ่งที่พูดมาก่อน และบอกว่าผู้พูดกำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่การอธิบายสูตรอย่างเป็นธรรมชาติ ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “มีสุขภาพดี” และไม่ได้ใช้เพียงเพื่อบอกว่าสิ่งใด “ดี” เมื่อวาง Well ไว้ต้นคำตอบ ผู้พูดยังมีเวลาสั้น ๆ เพื่อจัดลำดับความคิดถัดไป ทำให้คำอธิบายไม่ฟังดูกะทันหันเกินไป
แบบฝึกหัด
Well ทำหน้าที่อะไรใน “Well, we use the following formula.”?
- คำนี้เชื่อมจากบริบทก่อนหน้าเข้าสู่คำอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติ
- คำนี้บอกว่าคำอธิบายจบแล้ว
- คำนี้บอกว่าสูตรมีสุขภาพดี
ดูคำตอบ
คำนี้เชื่อมจากบริบทก่อนหน้าเข้าสู่คำอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติ
Subject + auxiliary: เลือกรูปบอกเล่าหรือรูปปฏิเสธ
รูปแบบนี้สร้างคำตอบสั้น ๆ ด้วยประธานและกริยาช่วย เช่น I do, I don't, I can หรือ I can't กริยาช่วยใช้แทนคำที่เข้าใจได้ชัดเจนจากประโยคแรกแล้ว จึงไม่ต้องพูดความหมายทั้งหมดซ้ำ ขั้นแรกให้เลือกกริยาช่วยให้ตรงกับกริยาหรือ modal ในข้อความก่อนหน้า แล้วเลือกรูปบอกเล่าหรือรูปปฏิเสธตามความหมายที่ต้องการ เมื่อตอบให้มีความหมายตรงข้าม ข้อความบอกเล่ามักตามด้วยคำตอบปฏิเสธ ส่วนข้อความปฏิเสธมักตามด้วยคำตอบบอกเล่า
แบบฝึกหัด
ใช้เฉพาะประธานและกริยาช่วยเพื่อเติมคำตอบที่มีความหมายตรงข้าม Noah เล่นสเกตไม่ได้ แต่คุณเล่นได้: Noah: “I can't skate.” You: “____.”
ดูคำตอบ
I can
I don't. ในฐานะคำตอบปฏิเสธสั้น ๆ
ในที่นี้ I don't หมายถึง I don't like the food here ผู้ตอบใช้กริยาช่วยปฏิเสธ don't เพื่อแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับประโยคบอกเล่าเชิงบวกก่อนหน้า ละวลีกริยา like the food here ได้เพราะความหมายชัดเจนอยู่แล้ว นี่เป็นคำตอบสั้นที่สมบูรณ์ ใน present simple สามารถใช้ do แทนวลีกริยาที่กล่าวซ้ำได้
แบบฝึกหัด
เติมคำตอบแบบย่อสองคำของ B เพื่อแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับ A: A: I like rainy days. B: ____.
ดูคำตอบ
I don't
I do. ในฐานะคำตอบบอกเล่าสั้น ๆ
ในที่นี้ I do หมายถึง I like the food here ผู้ตอบใช้ do รูปบอกเล่าเพื่อแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับประโยคปฏิเสธก่อนหน้า ละวลีกริยา like the food here ที่กล่าวซ้ำไว้ นี่เป็นคำตอบสั้นที่สมบูรณ์ do แสดงรูป present simple และแทนความหมายที่ละไว้ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการลงมือทำสิ่งใด
แบบฝึกหัด
เติมคำตอบสองคำของ B เพื่อแสดงว่า B ชอบเกมปริศนา: A: I don't enjoy puzzle games. B: ____.
ดูคำตอบ
I do
So let's recap: สัญญาณเริ่มการทบทวน
So let's recap เป็นวลีเชื่อมที่บอกผู้ฟังว่ากำลังจะเริ่มทบทวนสั้น ๆ ในที่นี้ so ใช้พาคำพูดเข้าสู่ช่วงถัดไป ไม่ได้เน้นความสัมพันธ์แบบเหตุและผลอย่างเคร่งครัด Let's รวมทั้งผู้พูดและผู้ฟังไว้ในการกระทำถัดไป ส่วน recap หมายถึงการกล่าวย้ำประเด็นสำคัญอย่างสั้น ๆ ทั้งวลีนี้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติในชั้นเรียน การนำเสนอ และการประชุม
แบบฝึกหัด
คุณอธิบายกฎความปลอดภัยสามข้อจบแล้ว ประโยคใดใช้ส่งสัญญาณว่าจะเริ่มทบทวนสั้น ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- So let's change the subject.
- So let's recap.
- So let's skip the main points.
ดูคำตอบ
So let's recap.
When we agree with the speaker's positive comment or question,
2:02เมื่อเราเห็นด้วยกับความคิดเห็นหรือคำถามเชิงบวกของผู้พูด
When we agree with the speaker's negative sentence or question,
2:10เมื่อเราเห็นด้วยกับประโยคหรือคำถามเชิงปฏิเสธของผู้พูด
should match the tense the speaker uses: การเลือกคำกริยาช่วยที่ถูกต้อง
ใน should match the tense the speaker uses คำว่า match หมายถึง “สอดคล้องกับ” ส่วนอนุประโยค the speaker uses ระบุว่าต้องทำตามกาลใด นั่นคือกาลที่อยู่ในประโยคก่อนหน้าของอีกฝ่าย ในการตอบรับสั้น ๆ เช่น So did I หรือ Neither have I ให้สังเกตโครงสร้างกริยาในประโยคก่อนหน้า แล้วเลือกคำกริยาช่วยที่สอดคล้องกัน ปัจจุบันกาลธรรมดามักใช้ do หรือ does อดีตกาลธรรมดาใช้ did และปัจจุบันกาลสมบูรณ์คง have หรือ has ไว้ ส่วนรูปของ be และ modal verbs ก็ใช้ตามประโยคก่อนหน้าเช่นกัน
แบบฝึกหัด
เพื่อนพูดว่า "I visited York last year." และคุณก็มีประสบการณ์เดียวกัน คำตอบใดใช้กาลได้สอดคล้องกัน
- So have I.
- So did I.
- So do I.
ดูคำตอบ
So did I.
present perfect ... verb have: เลือกกริยาช่วยให้ตรงกัน
present perfect สร้างด้วย have หรือ has + กริยาช่องที่ 3 ในคำตอบสั้น ๆ ที่บอกว่าเราก็เป็นเช่นเดียวกัน ให้คงกริยาช่วยนี้ไว้แทนที่จะเปลี่ยนเป็น do เมื่อประธานเป็น I ให้ใช้ have: I haven't seen it. — Neither have I. เมื่อประธานเป็น he หรือ she ให้ใช้ has: She has finished. — So has he.
แบบฝึกหัด
เติมกริยาช่วยที่สอดคล้องกับ present perfect ให้สมบูรณ์: "I haven't seen that film." — "Neither ____ I."
ดูคำตอบ
have
shall we practice it?: การชวนให้ทำกิจกรรมร่วมกัน
ใน shall we practice it? โครงสร้าง shall we + กริยารูปพื้นฐานไม่ได้เป็นเพียงการถามถึงอนาคต แต่เป็นการเสนออย่างสุภาพให้ผู้พูดและผู้ฟังทำกิจกรรมร่วมกัน รูปคำถามทำให้คำชวนนุ่มนวลกว่าคำสั่ง Practice it และในที่นี้ยังช่วยพาบทเรียนเข้าสู่ช่วงฝึกด้วย
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเสนออย่างเป็นธรรมชาติให้ผู้พูดและผู้ฟังทำกิจกรรมร่วมกัน
- Shall we start the game?
- Will you start the game?
- Did we start the game?
ดูคำตอบ
Shall we start the game?
let's see if: เกริ่นการทดสอบหรือการตรวจสอบ
Let's see if ใช้เกริ่นสิ่งที่ผู้พูดกำลังจะทดลอง สังเกต หรือตรวจสอบ เป็นการบอกผู้ฟังว่าส่วนต่อไปจะแสดงให้เห็นว่าเธอสามารถฟังดูเหมือนหุ่นยนต์น้อยลงได้หรือไม่ ตรงนี้ see หมายถึง “หาคำตอบให้รู้” ไม่ใช่แค่ “มองด้วยตา” หลัง if ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าปกติ เช่น if she can sound less robotic ไม่ใช้ลำดับคำแบบคำถามอย่าง if can she sound less robotic
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้เกริ่นการทดสอบว่าแผนใหม่ได้ผลหรือไม่อย่างเป็นธรรมชาติ
- Let's see if the new plan works.
- Let's see if does the new plan work.
- Let's see does the new plan work.
ดูคำตอบ
Let's see if the new plan works.
stay nice and dry: คงความแห้งสบายไว้
stay + คำคุณศัพท์ หมายถึง “ยังคงอยู่ในสภาพนั้น” ใน I like to stay nice and dry คำว่า dry บอกสภาพที่ผู้พูดต้องการรักษาไว้ nice and + คำคุณศัพท์ เป็นรูปแบบไม่เป็นทางการที่เน้นคำคุณศัพท์ด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองแบบบทสนทนา ในที่นี้ nice and dry หมายถึง “แห้งอย่างสบายและแห้งสนิท” โดย nice ไม่ได้แยกออกมาหมายถึง “ดูดี”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “คงความแห้งสบายไว้”: Take an umbrella so you can ____.
ดูคำตอบ
stay nice and dry
get on: เข้ากันได้ดี
ในประโยคนี้ get on หมายถึง “มีความสัมพันธ์ที่ดี” หรือ “เข้ากันได้ดี” ไม่ได้หมายถึงการขึ้นไปบนสิ่งใด ผู้พูดกล่าวถึงคอมพิวเตอร์ราวกับเป็นคน จึงสื่อว่าการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องง่ายและรู้สึกสบายใจ เมื่อทั้งสองฝ่ายอยู่หน้าคำกริยาและเป็นประธาน ใช้ A and B get on หากระบุอีกฝ่ายไว้หลังคำกริยา ให้ใช้ get on with: I get on well with my neighbors.
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ get on อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกว่า Nina มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมห้องคนใหม่?
- Nina gets on well with her new roommate.
- Nina gets her new roommate on well.
- Nina gets on well her new roommate.
ดูคำตอบ
Nina gets on well with her new roommate.
like a house on fire: เข้ากันได้ดีมากอย่างรวดเร็ว
like a house on fire เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว get on like a house on fire หมายถึงสนิทกันอย่างรวดเร็วและเข้ากันได้ดีมาก ในประโยคนี้ใช้การพูดเกินจริงอย่างขบขันเพื่อเน้นว่าผู้พูดกับคอมพิวเตอร์เข้ากันได้ดีเพียงใด ภาพนี้ไม่ได้หมายถึงไฟไหม้จริง ให้เข้าใจคำเปรียบเทียบทั้งหมดเป็นสำนวนเดียว ซึ่งมักสื่อด้วยว่าความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและสบายใจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “สนิทกันอย่างรวดเร็วมาก” ให้สมบูรณ์: Ben and Tariq met at camp and got on ____.
ดูคำตอบ
like a house on fire
So you know I don't like programming computers,
3:08คุณก็รู้ใช่ไหมว่าผมไม่ชอบเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
I tell you what: ส่งสัญญาณว่าจะเปลี่ยนทิศทางการพูด
I tell you what ดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังสิ่งที่จะพูดต่อ และช่วยให้ผู้พูดเปลี่ยนทิศทางของเรื่อง เมื่อใช้ร่วมกับ but ผู้พูดจะเปลี่ยนจากเรื่องก่อนหน้าไปสู่ประเด็นใหม่เชิงบวก คือสิ่งที่ตนทำได้ดี ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวต่อเนื่องเข้าไปใน what I am good at ทันที ดังนั้นในเชิงบทสนทนา วลีนี้จึงช่วยเกริ่นข้อมูลใหม่ ขณะเดียวกันในเชิงไวยากรณ์ what ก็เป็นคำเริ่มต้นของเนื้อหาที่จะบอก
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ I tell you what เป็นเครื่องหมายบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเกริ่นข้อเสนอใหม่
- I tell you what I made yesterday.
- I tell you what—let's make a paper aeroplane.
- What I tell you—let's make a paper aeroplane.
ดูคำตอบ
I tell you what—let's make a paper aeroplane.
what I am good at: ลำดับคำแบบบอกเล่าในอนุประโยคฝัง
what I am good at เป็นอนุประโยค wh ที่ฝังอยู่ในประโยคใหญ่ มีความหมายว่า “สิ่งที่ฉันทำได้ดี” และทำหน้าที่เป็นข้อมูลที่ตามหลัง tell you เพราะเป็นส่วนหนึ่งของประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบบอกเล่า I am ไม่ใช่ am I วลี good at ยังคงใช้บุพบท at และ at อยู่ท้ายอนุประโยคได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะ what แทนสิ่งที่จะตามหลัง at
แบบฝึกหัด
เรียงคำทั้งห้าคำให้ถูกต้องเพื่อเติมอนุประโยคแบบฝังให้สมบูรณ์: what / I / am / good / at. Can you guess ____?
ดูคำตอบ
what I am good at
So am I: ใช้ be ให้ตรงกันเมื่อแสดงความเห็นด้วย
So am I หมายถึง “ฉันก็เหมือนกัน” ใช้เห็นด้วยกับประโยคบอกเล่าเชิงบวกที่มี be เป็นกริยาหลัก ในที่นี้ใจความก่อนหน้าใช้ I am ... จึงใช้ am ซ้ำในคำตอบ โครงสร้างคือ So + กริยาช่วยหรือ be + ประธาน ต้องเลือกกริยาให้ตรงกับประโยคก่อนหน้าและประธานใหม่ ไม่ใช่ใช้ do กับการเห็นด้วยเชิงบวกทุกครั้ง
แบบฝึกหัด
คำตอบใดใช้เห็นด้วยกับ “I'm ready” ได้อย่างถูกต้อง
- So do I.
- So am I.
- So have I.
ดูคำตอบ
So am I.
Do you know what?: ใช้เกริ่นความคิดหรือการตัดสินใจใหม่
เมื่อใช้เป็นคำถามสั้นที่จบในตัวเองในการสนทนา Do you know what? มักไม่ได้ถามเพื่อขอข้อมูลจริง ๆ แต่ใช้ดึงความสนใจของผู้ฟังและส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีความคิด การตัดสินใจ ข้อเสนอ หรือท่าทีใหม่ ผู้พูดสามารถหยุดเล็กน้อยหลังประโยคนี้แล้วจึงพูดใจความสำคัญ ในที่นี้ควรเข้าใจว่าเป็นคำเกริ่นในการสนทนา คล้ายกับ “ฉันจะบอกว่าฉันตัดสินใจอย่างไร”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ Do you know what? เพื่อเกริ่นการตัดสินใจใหม่
- Do you know what? I'm going home early today.
- Do you know what time the train leaves?
- Do you know what the answer is?
ดูคำตอบ
Do you know what? I'm going home early today.
I've had enough of ...: บอกว่าถึงขีดจำกัดความอดทนแล้ว
I've had enough of ... หมายถึงบางสิ่งดำเนินต่อเนื่องมาจนผู้พูดไม่ต้องการทนอีกแล้ว ในประโยคนี้ ผู้พูดเบื่อการประชุมนี้เต็มทีและอยากให้จบลงหรืออยากออกไป โครงสร้างคือ I've had enough of + คำนามหรือคำสรรพนาม ในสำนวนนี้ had enough ไม่ได้หมายถึง “มีในปริมาณที่เพียงพอ” แต่หมายถึงตอนนี้ความอดทนถึงขีดจำกัดแล้ว
แบบฝึกหัด
ผู้พูดหมายความว่าอย่างไรเมื่อพูดว่า I've had enough of this conference.?
- ผู้พูดเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการประชุม
- ผู้พูดทนการประชุมนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
- ผู้พูดเข้าร่วมการประชุมมามากพอจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ดูคำตอบ
ผู้พูดทนการประชุมนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
it's time for + นามวลี: เริ่มกิจกรรมถัดไป
it's time for + นามวลี ใช้บอกว่าถึงเวลาที่จะเริ่มกิจกรรมหรือเปลี่ยนไปยังช่วงถัดไปของตารางแล้ว ในประโยคนี้ a games break เป็นนามวลีหลัง for ผู้พูดจึงเสนอให้หยุดการประชุมชั่วคราวเพื่อพักเล่นเกม ใช้ It's time for + นามวลี: It's time for lunch. หากต้องการระบุการกระทำด้วยคำกริยา ให้ใช้ It's time to + คำกริยารูปพื้นฐาน: It's time to eat.
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกได้ถูกต้องว่าตอนนี้ชั้นเรียนควรรับประทานอาหารกลางวันแล้ว?
- It's time for lunch.
- It's time for we eat lunch.
- It's time for eat lunch.
ดูคำตอบ
It's time for lunch.
Come on: การกระตุ้นให้อีกฝ่ายลงมือทำ
ในประโยคนี้ Come on ใช้กระตุ้นให้ BCBot ลงมือและไปด้วยกัน ความหมายใกล้กับ “ไปกันเถอะ” หรือ “มากับฉัน” มากกว่าจะเป็นคำสั่งตรงตัวให้เคลื่อนมาหาผู้พูด วลีเดียวกันนี้อาจใช้ให้กำลังใจ เร่งให้อีกฝ่ายรีบ หรือแสดงความไม่เชื่อก็ได้ ต้องดูสถานการณ์และน้ำเสียงเพื่อรู้หน้าที่ของวลี ในที่นี้ใช้ให้อีกตัวละครเริ่มเคลื่อนไหว
แบบฝึกหัด
ผู้พูดกำลังทำอะไรเมื่อพูดว่า Come on, BCBot?
- กำลังบอกว่า BCBot อยู่ที่ไหน
- กำลังถาม BCBot ว่าคิดอย่างไร
- กำลังกระตุ้นให้ BCBot ไปด้วยกัน
ดูคำตอบ
กำลังกระตุ้นให้ BCBot ไปด้วยกัน
Do you reckon...?: การถามความคิดเห็นแบบไม่เป็นทางการ
Do you reckon...? ในที่นี้หมายถึง “คุณคิดว่า...ไหม” และทำหน้าที่เหมือน Do you think...? คำว่า reckon ใช้ถามการตัดสินใจหรือความเห็นส่วนตัวของอีกฝ่าย ไม่ได้หมายถึงการคำนวณอย่างเป็นทางการ หลัง Do you reckon ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าในอนุประโยค คือ you can beat me ไม่ใช่ can you beat me ในบริบทนี้ คำถามทั้งประโยคฟังเหมือนการท้าทายแบบสนุก ๆ
แบบฝึกหัด
คำถามใดใช้อนุประโยคหลัง Do you reckon...? ได้ถูกต้อง?
- Do you reckon will it rain later?
- Do you reckon it'll rain later?
- Do you reckon does it rain later?
ดูคำตอบ
Do you reckon it'll rain later?
I don't think so: การตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
I don't think so เป็นคำตอบที่สมบูรณ์ในตัว หมายถึง “ฉันคิดว่านั่นไม่จริง” หรือ “ฉันคิดว่าสิ่งนั้นคงไม่เกิดขึ้น” ในที่นี้ผู้พูดกำลังให้คำตอบเชิงปฏิเสธ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดไม่ได้คิด ในโครงสร้าง I don't think so คำว่า so ใช้แทนความคิด การคาดการณ์ หรือความเป็นไปได้ที่เพิ่งกล่าวถึง การพูดแบบนี้มักทำให้การไม่เห็นด้วยฟังนุ่มนวลกว่าการตอบเพียง No
แบบฝึกหัด
เพื่อนถามว่า “Do you think our team will win?” คุณคิดว่าทีมน่าจะไม่ชนะ แต่อยากตอบอย่างนุ่มนวล คำตอบใดเหมาะที่สุด
- I haven't thought about it.
- I don't think so.
- No way!
ดูคำตอบ
I don't think so.