ทำไมงานอดิเรกถึงสำคัญ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Life Of Riza

ความยากในการเรียน
503 คำ 194 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: ครีเอเตอร์คนหนึ่งตระหนักว่างานภาพยนตร์เปลี่ยนจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ เธอทบทวนภาวะหมดไฟจากการพยายามสร้างรายได้จากทุกความชอบ แล้วทดลองปีนผาจำลองเป็นกิจกรรมพักจากงานที่ใช้ทั้งสมาธิและร่างกาย ซึ่งเธออยากกลับไปทำอีก ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. leaving that tap running too long. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจภาพเปรียบเทียบที่มองพลังสร้างสรรค์เหมือนก๊อกน้ำที่เปิดทิ้งไว้นานเกินไป การใช้แหล่งพลังเดิมอย่างต่อเนื่องโดยไม่พักอาจทำให้หมดแรงและเกิดภาวะหมดไฟได้ จึงช่วยให้แยกแยะและพูดถึงการใช้พลังทางใจหรือความคิดสร้างสรรค์มากเกินไปโดยไม่ตีความเรื่องก๊อกน้ำตามตัวอักษร 2. The white tape is easy. What's the green tape? — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในชีวิตจริง: เรียนรู้ว่ายิมปีนผามักใช้เทปหรือก้อนจับคนละสีเพื่อกำหนดเส้นทาง และบางครั้งใช้บอกระดับความยาก บริบทนี้ช่วยให้เข้าใจว่าผู้พูดกำลังเลือกเส้นทางปีน ไม่ได้กำลังประเมินเทปกาวธรรมดา 3. to throw myself into something — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เรียนรู้วิธีบอกว่าตนเลือกทุ่มเทและมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ใหม่อย่างเต็มที่ วลีนี้สื่อถึงการจดจ่อและความมุ่งมั่นทั้งหมด จึงใช้พูดถึงกิจกรรมที่ตั้งใจทำจริงจังได้ โดยไม่ได้หมายถึงการโยนร่างกายตามตัวอักษร

คำอธิบายในบทเรียนนี้

I'm in a predicament. วลี

0:30

ฉันกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

วลี

in a predicament: อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

Be in a predicament หมายถึงการอยู่ในสถานการณ์ที่ยากหรือน่าอึดอัด ซึ่งไม่มีคำตอบหรือทางเลือกที่ง่าย ในตัวอย่าง ผู้พูดกำลังบอกว่าตนติดอยู่ในสถานการณ์นั้นและไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร ตรงนี้ in ใช้บอกสภาวะ ไม่ใช่สถานที่จริง ภาษาอังกฤษใช้ in แบบนี้ในวลีอย่าง in trouble และ in danger เช่นกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่ใช้บอกสถานการณ์ยากซึ่งไม่มีทางเลือกง่าย ๆ: Both options will disappoint someone, so I'm ____.

ดูคำตอบ

in a predicament

I realize that I don't have any hobbies.

0:34

ฉันตระหนักว่าตัวเองไม่มีงานอดิเรกอะไรเลย

When I was a kid,

0:41

ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก

I feel like all I ever had were hobbies. โน้ต

0:42

ฉันรู้สึกเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมีคืองานอดิเรก

น้ำเสียง/เจตนา

I feel like + อนุประโยค: แสดงความรู้สึกส่วนตัว

เมื่อ I feel like ตามด้วยอนุประโยคที่สมบูรณ์ วลีนี้จะใช้เกริ่นความรู้สึกหรือการตัดสินของผู้พูด โดยมีความหมายว่า “ฉันคิดว่า” หรือ “สำหรับฉันดูเหมือนว่า” ทำให้ข้อความนั้นฟังเป็นมุมมองส่วนตัวมากกว่าข้อเท็จจริงที่แน่นอน ในประโยคนี้ all I ever had were hobbies คืออนุประโยคที่ตามหลัง like ผู้พูดกำลังมองย้อนกลับไปและสรุปเรื่องนั้นในฐานะความรู้สึกส่วนตัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แม่นยำ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ I feel like เพื่อเกริ่นความคิดเห็นส่วนตัว?

  1. I feel like some hot chocolate.
  2. I feel like we're missing an important detail.
  3. I feel like taking a walk after dinner.
ดูคำตอบ

I feel like we're missing an important detail.

ไวยากรณ์

all I ever had were hobbies: สิ่งเดียวที่มีในอดีตที่นึกย้อนถึง

all I ever had หมายถึง “ทุกสิ่งที่ฉันมีในช่วงอดีตที่กำลังมองย้อนกลับไป” ส่วนนี้ทั้งก้อนทำหน้าที่เป็นวลีนาม ในประโยคนี้ were hobbies บอกว่าสิ่งทั้งหมดนั้นคืองานอดิเรก ผู้พูดจึงสื่อว่าในชีวิตตอนนั้นแทบมีเพียงงานอดิเรกเท่านั้น ever ขยายกรอบเวลาให้หมายถึง “ไม่ว่าจะเป็นช่วงใดในอดีตที่กำลังนึกย้อนถึง” จึงช่วยเน้นความหมายว่าทั้งหมด แต่ไม่ได้แปลว่า “ตลอดไป” รูปประโยคนี้เน้นว่าไม่มีอย่างอื่นมากกว่าการพูดเพียงว่า I had many hobbies

แบบฝึกหัด

“All I ever had were a few old books” เน้นความหมายใด?

  1. หนังสือเก่าไม่กี่เล่มนั้นแทบเป็นสิ่งเดียวที่ฉันมีในอดีตที่กำลังกล่าวถึง
  2. ฉันมักยืมหนังสือเก่ามาสองสามเล่ม แต่ก็มีสิ่งอื่นอีกมากมาย
  3. ฉันจะเก็บหนังสือเก่าไม่กี่เล่มนั้นไว้ตลอดไป
ดูคำตอบ

หนังสือเก่าไม่กี่เล่มนั้นแทบเป็นสิ่งเดียวที่ฉันมีในอดีตที่กำลังกล่าวถึง

And for the past several years,

0:48

และตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

I dedicated my time to learning about film and video and editing. วลี

0:49

ฉันทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนรู้เรื่องภาพยนตร์ วิดีโอ และการตัดต่อ

วลี

dedicated my time to learning: ทุ่มเทเวลาโดยใช้ dedicate time to + -ing

dedicate one’s time to something หมายถึงการมอบเวลาและความใส่ใจอย่างต่อเนื่องให้กับเป้าหมายหนึ่ง ในที่นี้ผู้พูดตั้งใจใช้เวลาเพื่อศึกษาเรื่องภาพยนตร์ วิดีโอ และการตัดต่อ วลีนี้จึงสื่อถึงความมุ่งมั่นและการจดจ่อ ไม่ใช่เพียงบอกว่าได้ทำกิจกรรมนั้น ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยคำนามหรือรูป -ing เช่น dedicate time to a project และ dedicate time to learning ไม่ควรมองว่าเป็น to ที่ใช้สร้างรูปกริยาไม่กำหนดแบบใน to learn

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ rehearse: Last year, Maya dedicated her afternoons to ____ for the school play.

ดูคำตอบ

rehearsing

And now it's really cool

0:56

และตอนนี้มันเจ๋งมากเลย

that I get to earn a living from that through freelance and now sort of YouTube. โน้ต

0:58

ที่ฉันสามารถหาเลี้ยงชีพได้จากสิ่งนั้นผ่านงานฟรีแลนซ์ และตอนนี้ก็เหมือนเป็น YouTube

วลี

get to earn a living: มีโอกาสหาเลี้ยงชีพ

ในประโยคนี้ get to earn a living หมายถึงการมีโอกาสหาเงินได้มากพอสำหรับเลี้ยงดูตัวเอง earn a living หมายถึงการหาเงินสำหรับชีวิตประจำวัน ส่วน get to ทำให้ผลลัพธ์นี้ฟังดูเป็นโอกาสที่น่ายินดี โครงสร้าง get to + คำกริยารูปพื้นฐาน มักแสดงว่าใครบางคนได้รับอนุญาต โชคดี หรือมีโอกาสทำบางสิ่ง ในที่นี้จึงเพิ่มท่าทีเชิงบวกที่ can earn a living ซึ่งเป็นกลางกว่าไม่ได้สื่อเสมอไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงได้ดีที่สุดว่าผู้พูดมองการหาเงินจากงานสร้างสรรค์ว่าเป็นโอกาสที่น่ายินดี

  1. I can earn a living by making music.
  2. I get to earn a living by making music.
  3. I have to earn a living by making music.
ดูคำตอบ

I get to earn a living by making music.

วลี

earn a living from that: ระบุแหล่งที่มาของรายได้

earn a living from something หมายถึงการหาเงินสำหรับชีวิตประจำวันจากกิจกรรม ทักษะ หรือแหล่งรายได้นั้น คำบุพบท from ใช้ระบุแหล่งที่มาของรายได้ ในที่นี้ that อ้างถึงสิ่งที่กล่าวไว้ก่อนหน้า หากประโยคไม่มีบริบทก่อนหน้า ควรบอกแหล่งรายได้โดยตรง เช่น earn a living from writing

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ earn a living from เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Maya ____ teaching piano online.

ดูคำตอบ

earns a living from

น้ำเสียง/เจตนา

now sort of YouTube: ใช้ sort of ลดความตายตัวของคำเรียก

ในที่นี้ sort of ทำให้คำเรียก YouTube ฟังไม่ตายตัวเกินไป ผู้พูดหมายความว่า YouTube กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีหาเลี้ยงชีพ แต่คำว่า YouTube เป็นเพียงคำอธิบายกว้าง ๆ ที่ไม่ตรงทั้งหมดสำหรับงานหรือแหล่งรายได้นั้น now sort of YouTube เป็นภาษาอังกฤษแบบสนทนาที่ละคำบางส่วนไว้ วลี through freelance ก่อนหน้านี้ช่วยเติมความหมายที่หายไปว่า “และตอนนี้ก็ผ่าน YouTube ในแง่หนึ่ง”

แบบฝึกหัด

sort of ทำหน้าที่อะไรในประโยคต้นฉบับ?

  1. หมายถึง YouTube ชนิดพิเศษ
  2. นำเสนอ YouTube เป็นคำเรียกแบบกว้าง ๆ ที่ไม่แม่นยำทั้งหมดสำหรับรายได้ส่วนหนึ่งของผู้พูด
  3. หมายความว่า YouTube เป็นแหล่งรายได้เพียงแหล่งเดียวและมีขอบเขตชัดเจนของผู้พูด
ดูคำตอบ

นำเสนอ YouTube เป็นคำเรียกแบบกว้าง ๆ ที่ไม่แม่นยำทั้งหมดสำหรับรายได้ส่วนหนึ่งของผู้พูด

But

1:02

แต่

But then now that means that um

1:04

แต่ทีนี้ นั่นก็หมายความว่า เอ่อ

I don't have a hobby cuz that was my hobby ลำดับความ

1:06

ฉันไม่มีงานอดิเรกแล้ว เพราะนั่นเคยเป็นงานอดิเรกของฉัน

and then now it's a career.

1:09

และตอนนี้มันก็กลายเป็นอาชีพไปแล้ว

ลำดับความ

that was my hobby ... now it's a career: จุดเปลี่ยนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

อนุประโยคสองส่วนวางกิจกรรมเดียวกันไว้บนเส้นเวลา โดย that was my hobby บอกบทบาทในอดีต ส่วน now it's a career บอกบทบาทในปัจจุบัน รูปแบบซ้ำ X was ... now it's ... ทำให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย การเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันนี้เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่อง เมื่องานอดิเรกกลายเป็นงาน กิจกรรมนั้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นงานอดิเรกที่แยกจากงานอีกต่อไป จึงอธิบายได้ว่าทำไมผู้พูดจึงบอกว่าตอนนี้ไม่มีงานอดิเรก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดจัดข้อมูลด้วยรูปแบบเดียวกัน คือเปลี่ยนจากบทบาทในอดีตไปเป็นบทบาทในปัจจุบัน?

  1. I bought new brushes because the old ones were worn out.
  2. My job gives me enough time to paint on weekends.
  3. Painting used to help me relax, but now it's my full-time job.
ดูคำตอบ

Painting used to help me relax, but now it's my full-time job.

And so that means that I don't have a hobby.

1:12

ดังนั้น มันก็หมายความว่าฉันไม่มีงานอดิเรกเลย

You know how creative types are. น้ำเสียง/เจตนา

1:14

คุณก็รู้ว่าคนประเภทมีความคิดสร้างสรรค์เป็นยังไง

น้ำเสียง/เจตนา

You know how creative types are: การชวนให้ยอมรับภาพจำร่วมกัน

ในที่นี้ You know how ... are ไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบจริง ๆ แต่เป็นการพูดถึงรูปแบบหนึ่งราวกับว่าทั้งสองฝ่ายคุ้นเคยอยู่แล้ว และชวนผู้ฟังให้เห็นด้วย ประมาณว่า “คุณก็รู้ว่าคนแบบนี้มักเป็นอย่างไร” creative types หมายถึงคนที่มีความคิดสร้างสรรค์หรือทำงานด้านสร้างสรรค์ การจัดพฤติกรรมนั้นให้เป็นลักษณะที่พบได้ในคนกลุ่มนี้ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน และอาจฟังเป็นการแซวตัวเองเล็กน้อยหากผู้พูดอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

แบบฝึกหัด

เมื่อพูดว่า You know how creative types are ผู้พูดกำลังทำอะไรเป็นหลัก

  1. ทดสอบความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของบุคคลคนหนึ่ง
  2. ชวนผู้ฟังให้นึกถึงรูปแบบที่คุ้นเคยของคนกลุ่มหนึ่ง
  3. ถามความหมายของคำว่า creative
ดูคำตอบ

ชวนผู้ฟังให้นึกถึงรูปแบบที่คุ้นเคยของคนกลุ่มหนึ่ง

Passions,

1:16

ความหลงใหล

life.

1:18

ชีวิต

Literally my whole life.

1:19

เหมือนเป็นชีวิตทั้งชีวิตของฉันเลยจริง ๆ

Dedicated, committed,

1:20

อุทิศตน มุ่งมั่น

for life.

1:23

เพื่อชีวิต

Um and that can get a little intense, น้ำเสียง/เจตนา

1:24

อืม และนั่นอาจทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นมาได้บ้าง

น้ำเสียง/เจตนา

that can get a little intense: การทำให้คำประเมินเชิงลบฟังนุ่มนวลลง

can get หมายถึงบางสิ่งอาจเปลี่ยนไปเป็นสภาพนั้นในบางสถานการณ์ ไม่ได้บอกว่าเกิดขึ้นเสมอ โครงสร้าง get + adjective แสดงการเปลี่ยนสภาพ และ intense ในที่นี้หมายถึงรุนแรง ตึงเครียด หนัก หรือรับมือยาก a little ช่วยลดความตรงของคำประเมินเชิงลบ เมื่อรวมกัน ผู้พูดกำลังบอกอย่างสุภาพว่าสถานการณ์อาจมากเกินไป โดยไม่พูดตรง ๆ ว่า It is too intense.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าการประชุมอาจตึงเครียดขึ้น พร้อมกับรักษาน้ำเสียงวิจารณ์ให้นุ่มนวล

  1. The meetings can get a little longer near a deadline.
  2. The meetings are always extremely intense near a deadline.
  3. The meetings can get a little intense near a deadline.
ดูคำตอบ

The meetings can get a little intense near a deadline.

you know.

1:27

คุณก็รู้

I'm not saying that's a bad thing, น้ำเสียง/เจตนา

1:27

ฉันไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องแย่นะ

but

1:28

แต่

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not saying that's a bad thing: เกริ่นเพื่อลดความแข็งของข้อโต้แย้ง

I'm not saying that's a bad thing เป็นการคาดถึงความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นแล้วปฏิเสธไว้ก่อน ผู้พูดไม่ได้กำลังบอกว่าสถานการณ์ทั้งหมดนั้นไม่ดี but ที่ตามมาบอกว่ายังมีข้อกังวล ข้อจำกัด หรือมุมมองที่ต่างออกไปกำลังจะถูกกล่าวถึง กรอบประโยคนี้ทำให้ความขัดแย้งฟังสมดุลขึ้น แต่ไม่ได้ลบคำวิจารณ์ที่ตามมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเปิดพื้นที่ให้มุมมองเชิงบวกอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะยกข้อกังวลขึ้นมา?

  1. I'm saying remote work is a bad thing, but it can feel isolating.
  2. I'm not saying remote work is a bad thing, but it can feel isolating.
  3. Remote work is a bad thing, and there is nothing good about it.
ดูคำตอบ

I'm not saying remote work is a bad thing, but it can feel isolating.

good or bad,

1:29

จะดีหรือแย่

that's what makes us who we are. ไวยากรณ์

1:30

นั่นก็คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา

ไวยากรณ์

that's what makes us who we are: บอกว่าอะไรหล่อหลอมอัตลักษณ์

That's what makes us who we are ย้อนกลับไปกล่าวถึงลักษณะ ประสบการณ์ หรือคุณค่าที่พูดไว้ก่อนหน้า และบอกว่าสิ่งนั้นหล่อหลอมอัตลักษณ์ของกลุ่ม What นำอนุประโยคที่ทำหน้าที่เหมือนคำนามและมีความหมายว่า "สิ่งที่" ภายในอนุประโยค makes ใช้โครงสร้าง make + คน + ส่วนเติมเต็ม โดย us คือผู้ที่ได้รับผล และ who we are หมายถึงอัตลักษณ์หรือลักษณะนิสัยของเรา ไม่ใช่คำถามที่ถามชื่อ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายที่หมายถึง "สิ่งที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของเรา": This shared history is ____.

ดูคำตอบ

what makes us who we are

But there can be hazards when leaving that tap running too long. สำนวน

1:32

แต่อาจมีอันตรายได้หากเปิดก๊อกน้ำนั้นทิ้งไว้นานเกินไป

สำนวน

leaving that tap running too long: อุปมาของการสร้างสรรค์โดยไม่หยุดพัก

ในประโยคนี้ leaving that tap running too long เป็นอุปมา คำว่า that tap ย้อนกลับไปหมายถึงความหลงใหลหรือแรงขับในการสร้างสรรค์ที่ถูกเปรียบเป็นแหล่งน้ำไหล ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงการปล่อยให้พลังสร้างสรรค์ไหลออกมานานเกินไป ไม่ได้หมายถึงการเปิดก๊อกน้ำจริง ๆ ทิ้งไว้ ภาพนี้สื่อว่าการสร้างผลงานโดยไม่หยุดอาจทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัดหมดลง โดยทั่วไป หากผู้พูดได้เปรียบพลังงาน ความคิด หรือเงินเป็นสิ่งที่ไหลอยู่แล้ว leaving the tap running ก็อาจหมายถึงการใช้ทรัพยากรนั้นต่อเนื่องโดยไม่หยุด

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ leaving that tap running too long หมายถึงอะไร?

  1. เป็นคำเตือนให้ซ่อมก๊อกน้ำที่เสีย
  2. หมายถึงการใช้พลังสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้พักอย่างเพียงพอ
  3. หมายถึงความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้เฉพาะใกล้น้ำไหล
ดูคำตอบ

หมายถึงการใช้พลังสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้พักอย่างเพียงพอ

Basically,

1:35

โดยพื้นฐานแล้ว

it can lead to burnout วลี

1:36

มันสามารถนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้

วลี

can lead to burnout: การบอกผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น

Lead to หมายถึงทำให้เกิดหรือนำมาซึ่งผลลัพธ์ โดยตามด้วยนามวลีหรือรูป -ing เช่น lead to burnout และ lead to losing motivation ใน can lead to burnout คำว่า burnout คือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น Can แสดงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ความแน่นอน Burnout คือความเหนื่อยล้าทางจิตใจ อารมณ์ และร่างกายที่ยาวนานจากความเครียดหรือการทำงานหนักต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยหลังจากวันที่ยุ่งเพียงวันเดียว

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปในวลีบอกผลลัพธ์: Constant overwork can lead ____ burnout.

ดูคำตอบ

to

and I don't want to I don't wanna be like that.

1:37

และฉันไม่อยาก ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น

So

1:40

ดังนั้น

I gotta figure that out. กริยาวลี

1:42

ฉันต้องหาทางแก้ไขมัน

กริยาวลี

gotta figure that out: ต้องทำความเข้าใจหรือแก้เรื่องนั้น

ในภาษาพูดแบบกันเอง I gotta หมายถึง “I have got to” หรือ “I need to” ซึ่งก็คือ “ฉันต้อง...” ส่วน figure something out หมายถึงการคิดจนเข้าใจบางสิ่งหรือหาวิธีแก้ปัญหา ในประโยคนี้ วลีทั้งหมดบอกว่าผู้พูดต้องทำความเข้าใจหรือจัดการเรื่องที่ that อ้างถึง figure out เป็นกริยาวลีที่แยกได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนามอย่าง that หรือ it ต้องวางไว้ระหว่าง figure กับ out เช่น figure that out หรือ figure it out

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้สำนวนแบบกันเองได้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกว่าคุณต้องทำความเข้าใจปัญหา

  1. I gotta figure out it.
  2. I gotta figure it out.
  3. I gotta figured it out.
ดูคำตอบ

I gotta figure it out.

Nowadays,

1:46

ทุกวันนี้

if someone has an inkling of an affinity towards something, วลี

1:47

หากใครมีความสนใจในบางสิ่งบางอย่างเพียงเล็กน้อย

วลี

has an inkling of: มีความรู้สึกเลือนรางและยังไม่แน่ใจ

have an inkling of + คำนาม หมายถึงการรู้สึกเพียงเล็กน้อยและเลือนรางว่าบางสิ่งมีอยู่หรืออาจเป็นจริง ในประโยคนี้ has an inkling of an affinity หมายถึงคนคนนั้นสังเกตเห็นเพียงสัญญาณเล็ก ๆ ว่าอาจมีความชอบหรือความรู้สึกดึงดูดตามธรรมชาติ an inkling เป็นความรู้สึกที่ยังไม่แน่ชัด ไม่ใช่ความรู้ที่มั่นคงหรือความสนใจอย่างมาก ความคิดนี้อาจมาจากสัญชาตญาณหรือเบาะแสเล็กน้อยโดยยังไม่มีหลักฐานมากพอให้แน่ใจ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีในบทเรียนที่หมายถึง “ความรู้สึกเลือนรางเกี่ยวกับ”: When the lights flickered, I had ____ trouble.

ดูคำตอบ

an inkling of

วลี

an affinity towards: แนวโน้มตามธรรมชาติ

an affinity towards something หมายถึงความดึงดูด ความผูกพัน หรือแนวโน้มตามธรรมชาติที่มีต่อบางสิ่ง ในประโยคนี้ ผู้พูดหมายถึงคนคนนั้นพอจะรู้สึกว่าตนอาจชอบหรือเข้ากับบางสิ่งได้โดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงอยากได้ชั่วครั้งชั่วคราว วลีคำนามนี้ใช้ an เพราะกล่าวถึง affinity ในฐานะความรู้สึกหรือความผูกพันหนึ่งอย่าง ส่วน towards ใช้นำสิ่งที่แนวโน้มนั้นมุ่งไปหา สำนวนนี้เป็นทางการและเป็นนามธรรมกว่า like

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายสามคำที่หมายถึงแนวโน้มตามธรรมชาติให้สมบูรณ์: Maya feels ____ designing tiny models.

ดูคำตอบ

an affinity towards

there's this pressure to leverage and monetize. โน้ต

1:51

จะมีความกดดันที่จะต้องนำสิ่งนั้นไปใช้ประโยชน์และสร้างรายได้

วลี

there's this pressure to: นำความคาดหวังมาเป็นจุดสนใจ

there's this pressure to do something ใช้กล่าวถึงความคาดหวังหรือแรงกดดันที่ผู้คนรู้สึกได้ แรงกดดันนี้มักมาจากสังคม เพื่อน ที่ทำงาน หรือสถานการณ์ มากกว่าจะเป็นคำสั่งตรง ๆ จากคนคนเดียว ในการสนทนา this ช่วยนำแรงกดดันนั้นมาเป็นจุดสนใจและทำให้ดูเป็นสิ่งที่ผู้ฟังเข้าใจได้ในหัวข้อปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องชี้ถึงสิ่งของหรือสิ่งที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ส่วน infinitive หลัง to บอกการกระทำที่ผู้คนรู้สึกว่าตนถูกคาดหวังให้ทำ

แบบฝึกหัด

เติมกรอบภาษาพูดเป้าหมายให้ประโยคสมบูรณ์: At work, ____ answer emails late at night.

ดูคำตอบ

there's this pressure to

การใช้คำ

leverage and monetize: ใช้ข้อได้เปรียบเพื่อสร้างรายได้

กริยาสองคำที่เชื่อมกันนี้บอกขั้นตอนเชิงพาณิชย์สองขั้น leverage หมายถึงการนำทรัพยากร ทักษะ ฐานผู้ชม หรือข้อได้เปรียบที่มีอยู่มาใช้อย่างมีกลยุทธ์เพื่อให้เกิดผลมากขึ้น ส่วน monetize หมายถึงการสร้างวิธีให้กิจกรรม เนื้อหา หรือสินทรัพย์สร้างรายได้ ประโยคนี้ละกรรมร่วมของกริยาทั้งสอง เพราะเข้าใจได้จากบริบทก่อนหน้า ที่นี่หมายถึงผู้คนอาจรู้สึกว่าต้องใช้ประโยชน์จากความสนใจอย่างจริงจังและเปลี่ยนให้เป็นแหล่งรายได้ monetize สื่อถึงการสร้างช่องทางรายได้ ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาเชิงธุรกิจสองคำจากบทเรียน: The studio wants to ____ its loyal fan base and ____ its behind-the-scenes videos.

ดูคำตอบ

leverage · monetize

But I think that it's okay and actually healthy

1:57

แต่ฉันคิดว่ามันโอเคและก็ส่งผลดีนะ

to have hobbies outside your main hustle or grind, การใช้คำ

1:59

ที่จะมีงานอดิเรกนอกเหนือจากงานหลักหรืองานประจำของคุณ

การใช้คำ

outside your main hustle or grind: นอกเหนือจากงานหลัก

outside ใช้บอกขอบเขตเชิงนามธรรม หมายความว่างานอดิเรกอยู่ในส่วนหนึ่งของชีวิตที่แยกจากงานหลักและความทุ่มเทให้กับงาน ไม่ได้หมายถึงสถานที่กลางแจ้ง main hustle เป็นภาษาไม่เป็นทางการในวัฒนธรรมการทำงาน หมายถึงกิจกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้บุคคลหนึ่ง ส่วน grind เน้นความพยายามในการทำงานที่ซ้ำ ๆ และหนักหน่วง เมื่อเชื่อมด้วย or ทั้งสองคำจะครอบคลุมส่วนของชีวิตที่เกี่ยวกับงานและการมุ่งสู่ความสำเร็จอย่างกว้าง ๆ

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ having hobbies outside your main hustle or grind หมายความว่าอะไร?

  1. แยกความสนใจบางอย่างออกจากงานหลักและความพยายามในการทำงานอย่างต่อเนื่อง
  2. เปลี่ยนงานอดิเรกทุกอย่างให้เป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติม
  3. ทำงานหลักกลางแจ้งทุกครั้งที่งานเริ่มยาก
ดูคำตอบ

แยกความสนใจบางอย่างออกจากงานหลักและความพยายามในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

whether they relate to it in some way or not. ไวยากรณ์

2:03

ไม่ว่ามันจะเกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่งหรือไม่ก็ตาม

ไวยากรณ์

whether ... or not: สองความเป็นไปได้ ผลลัพธ์เหมือนเดิม

whether A or not แสดงความเป็นไปได้สองแบบ คือ A เป็นจริง หรือ A ไม่เป็นจริง ในอนุประโยคนี้ ความเป็นไปได้คือผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งนั้นในทางใดทางหนึ่ง หรือไม่รู้สึกเชื่อมโยง โครงสร้างนี้มักบอกว่าใจความหลักยังคงเดิมไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ในที่นี้ relate to it หมายถึงรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งหนึ่ง หรือมองเห็นประสบการณ์ของตนเองอยู่ในสิ่งนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่มีความเกี่ยวข้องกันตามข้อเท็จจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสองส่วนที่หมายถึง ไม่ว่า...หรือไม่: The outdoor concert will continue ____ it rains ____.

ดูคำตอบ

whether · or not

I've tried a couple of things in the past, การใช้คำ

2:07

ฉันเคยลองทำมาบ้างสองสามอย่างในอดีต

การใช้คำ

a couple of: จำนวนเล็กน้อยโดยประมาณ

a couple of ใช้หน้าคำนามนับได้รูปพหูพจน์ ในภาษาอังกฤษทั่วไป มักหมายถึงประมาณสองอย่าง แต่ในการใช้แบบไม่เคร่งครัด อาจหมายถึงจำนวนเล็กน้อยแทนจำนวนที่แน่นอนได้ ใน a couple of things จุดสำคัญคือได้ลองเพียงไม่กี่อย่าง วลีนี้บอกปริมาณ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นจับคู่กันเป็นหนึ่งคู่

แบบฝึกหัด

ใช้วลีทั่วไปจากบทเรียนเพื่อบอกจำนวนเล็กน้อยโดยประมาณ: I need ____ minutes to check the form.

ดูคำตอบ

a couple of

but lately I've just been needing to channel my creativity into something else, โน้ต

2:09

แต่พักหลังนี้ฉันแค่ต้องการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ของฉันไปสู่สิ่งอื่น

ไวยากรณ์

I've just been needing to: ความจำเป็นที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อใช้กับ lately รูป I've been needing to จะใช้ present perfect continuous เพื่อแสดงว่าความจำเป็นนี้ถูกรู้สึกซ้ำ ๆ หรือต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงความจำเป็นที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียว just ในที่นี้ช่วยทำให้น้ำเสียงนุ่มลงหรือเน้นสิ่งที่กำลังพูด โดยมีความหมายประมาณว่า “ฉันแค่รู้สึกอยู่เรื่อย ๆ ว่าจำเป็นต้อง...” ไม่ได้แปลว่า “เมื่อกี้นี้” เมื่อเทียบกับ I need to รูปนี้ทำให้ช่วงเวลาที่ดำเนินต่อเนื่องในระยะหลังเด่นชัดกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present perfect continuous ของ need เพื่อแสดงความจำเป็นที่ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นาน: Lately, I ____ take more breaks.

ดูคำตอบ

have been needing to

วลี

channel my creativity into: นำพลังไปสู่ทางระบายที่เลือกไว้

channel ใน channel my creativity into ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ โดยมองความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังงานที่สามารถนำไปใช้กับกิจกรรมหรือทางระบายที่เลือกไว้ได้ ในประโยคนี้ something else คือจุดหมายใหม่ของความคิดสร้างสรรค์นั้น โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ channel + ทรัพยากรหรือความรู้สึก + into + คำนามหรือรูป -ing คำก่อน into ระบุสิ่งที่ถูกเปลี่ยนทิศทาง ส่วนคำหลัง into ระบุว่ามันถูกนำไปที่ใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง channel A into B: She learned to ____ her frustration ____ painting.

ดูคำตอบ

channel · into

something different.

2:14

สิ่งที่แตกต่างออกไป

Something that I can allow myself to

2:16

สิ่งที่ฉันสามารถอนุญาตให้ตัวเองทำได้

Yo.

2:18

โย่

Switch gears for a while. สำนวน

2:20

เปลี่ยนบรรยากาศสักพัก

สำนวน

Switch gears: เปลี่ยนไปสนใจสิ่งอื่น

Switch gears ตามความหมายตรงตัวคือการเปลี่ยนเกียร์ของยานพาหนะ แต่ในประโยคนี้ใช้เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงการเปลี่ยนจากกิจกรรม หัวข้อ หรือวิธีคิดในปัจจุบันไปเป็นอย่างอื่น for a while แสดงว่าการเปลี่ยนนี้เป็นเพียงชั่วคราว ผู้พูดกำลังเสนอให้เปลี่ยนจุดสนใจหรือจังหวะ ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดทุกอย่างหรือเลิกแผนเดิม

แบบฝึกหัด

ทีมคุยเรื่องการออกแบบเสร็จแล้วและตอนนี้ต้องการคุยเรื่องการเปิดตัว ประโยคใดสื่อถึงการเปลี่ยนจุดสนใจนี้ได้ดีที่สุด

  1. Let's change our minds and cancel the launch.
  2. Let's switch gears and plan the launch.
  3. Let's take a break before we continue discussing design.
ดูคำตอบ

Let's switch gears and plan the launch.

What are you doing tomorrow?

2:22

พรุ่งนี้คุณจะทำอะไร?

Ready?

2:34

พร้อมไหม?

Guys,

2:44

ทุกคน

we did an orientation before getting on this thing วลี

2:45

เราได้ปฐมนิเทศก่อนที่จะขึ้นไปบนนี้

วลี

did an orientation: เข้าร่วมการชี้แจงเบื้องต้น

orientation คือช่วงแนะนำเบื้องต้นที่อธิบายว่าจะพบอะไร ต้องทำอะไร และมักรวมถึงวิธีรักษาความปลอดภัยด้วย ในที่นี้ did an orientation หมายถึงการเข้าร่วมและผ่านการชี้แจงที่จำเป็นก่อนเริ่มกิจกรรม do มอง orientation เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง คำนี้พบได้ทั่วไปในภาษาพูด แต่ตัวคำเองไม่ได้ระบุบทบาทของบุคคลอย่างชัดเจน ต้องดูบริบทว่าเป็นผู้เข้าร่วมการชี้แจงหรือเป็นผู้ดำเนินการ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ do an orientation เพื่อสื่อว่าผู้พูดเข้าร่วมการปฐมนิเทศ

  1. We repaired the equipment before the orientation.
  2. We conducted a safety orientation for the new staff.
  3. We did a safety orientation before using the equipment.
ดูคำตอบ

We did a safety orientation before using the equipment.

and like bro,

2:48

และแบบว่าเพื่อน

we're gonna die. น้ำเสียง/เจตนา

2:50

เรากำลังจะตาย

น้ำเสียง/เจตนา

we're gonna die: พูดเกินจริงแบบขำ ๆ เพื่อแสดงความกลัว

ในประโยคนี้ we're gonna die ไม่ใช่การทำนายอย่างจริงจังว่าจะมีคนเสียชีวิต แต่เป็นการพูดเกินจริงแบบเล่นใหญ่ ผู้พูดใช้ผลลัพธ์ที่รุนแรงสุดขั้วเพื่อแสดงความกลัวหรือความประหม่าอย่างมาก Gonna เป็นรูปพูดแบบไม่เป็นทางการของ going to เมื่อได้ยินประโยคแบบนี้ ให้ดูสถานการณ์และน้ำเสียงเพื่อแยกว่ากำลังพูดถึงอันตรายจริงหรือแค่ตกใจแบบขำ ๆ

แบบฝึกหัด

จริงหรือเท็จ: ในกิจกรรมที่ปลอดภัยแต่น่ากลัว We're gonna die! อาจเป็นการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ ไม่ใช่การทำนายตามความหมายตรงตัว

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

จริง

It was rough. การใช้คำ

2:51

มันหนักหน่วงมาก

It was brutal.

2:51

มันโหดร้ายมาก

การใช้คำ

It was rough: บรรยายประสบการณ์ที่ยากลำบาก

ในที่นี้ rough ไม่ได้บรรยายพื้นผิวที่ขรุขระ แต่เป็นการบอกว่าประสบการณ์นั้นยาก ไม่น่าพอใจ หรือผ่านไปได้ลำบาก It was rough สรุปประสบการณ์ทั้งหมด ความยากอาจเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ หรือปัญหาในทางปฏิบัติ ประโยคถัดไป It was brutal ทำให้คำบรรยายนั้นรุนแรงขึ้น

แบบฝึกหัด

หลังจากผ่านสัปดาห์แรกที่ยากลำบาก มีคนพูดว่า It was rough. เขาหมายความว่าอย่างไร

  1. ประสบการณ์นั้นยากหรือไม่น่าพอใจ
  2. พื้นผิวให้ความรู้สึกขรุขระ
  3. สัปดาห์นั้นง่ายและสบาย
ดูคำตอบ

ประสบการณ์นั้นยากหรือไม่น่าพอใจ

Like I don't even know where I'm supposed to go. ไวยากรณ์

2:53

แบบว่าฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันควรจะไปทางไหน

ไวยากรณ์

don't even know where I'm supposed to go: ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรไปที่ไหน

ใน don't even know คำว่า even ใช้เน้นการปฏิเสธว่าผู้พูดไม่รู้แม้แต่ข้อมูลพื้นฐานอย่างจุดหมายของตนเอง จึงแสดงความสับสนมากกว่า I don't know where I'm supposed to go เป็นคำถามทางอ้อมที่ตามหลัง know ส่วน be supposed to หมายถึงสิ่งที่ถูกคาดหวัง สั่ง หรือกำหนดให้ทำ คำถามทางอ้อมใช้ลำดับแบบประโยคบอกเล่า คือ where + ประธาน + กริยา จึงต้องใช้ where I'm supposed to go ไม่ใช่ where am I supposed to go

แบบฝึกหัด

เปลี่ยนคำถามตรง Where am I supposed to wait? ให้เป็นคำถามทางอ้อมที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยคนี้: The sign is missing, so I don't even know ____.

ดูคำตอบ

where I'm supposed to wait

Okay, you got it. น้ำเสียง/เจตนา

2:56

โอเค คุณทำได้

น้ำเสียง/เจตนา

You got it ในความหมายให้กำลังใจ

ในที่นี้ you got it เป็นคำให้กำลังใจทันทีขณะที่อีกฝ่ายกำลังพยายามทำงานบางอย่าง หมายถึง “ใช่ แบบนั้นแหละ ทำต่อไป คุณทำได้” ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายได้รับสิ่งของจริง ๆ คำเดียวกันนี้ยังใช้ตอบรับคำขอในความหมายว่า “ได้เลย” หรือ “ฉันจะทำให้” และใช้ยืนยันว่าอีกฝ่ายเข้าใจแล้วได้ด้วย กิจกรรมที่กำลังทำและน้ำเสียงจะบอกว่าตั้งใจใช้ในหน้าที่ใด

แบบฝึกหัด

เด็กคนหนึ่งกำลังหัดขี่จักรยานและเพิ่งเริ่มทรงตัวได้ ประโยคใดใช้ you got it เพื่อให้กำลังใจเด็ก?

  1. You got it—I'll bring the book tomorrow.
  2. Yes, you got the package.
  3. Keep looking ahead—you got it!
ดูคำตอบ

Keep looking ahead—you got it!

Okay, jump.

2:57

โอเค กระโดดเลย

Just jump.

2:58

แค่กระโดด

Yeah, let go. กริยาวลี

2:58

ใช่ ปล่อยมือเลย

Just push off. กริยาวลี

2:59

แค่ถีบตัวออกไป

กริยาวลี

let go: หยุดจับและปล่อยมือ

ในคำสั่งการเคลื่อนไหวนี้ let go หมายถึง “หยุดจับ” หรือ “ปล่อยมือ” สามารถใช้เดี่ยว ๆ ได้ เพราะสถานการณ์ทำให้รู้อยู่แล้วว่ากำลังจับอะไร หากต้องการระบุสิ่งของ ให้ใช้ let go of + คำนาม: Let go of the rope. ต้องมี of ก่อนสิ่งของที่ระบุชื่อ

แบบฝึกหัด

นักปีนเขากำลังจับบาร์อยู่ คำสั่งใดบอกให้เขาปล่อยมือ?

  1. Hold on.
  2. Pick it up.
  3. Let go.
ดูคำตอบ

Let go.

กริยาวลี

push off: ใช้พื้นผิวส่งตัวออกไป

Push off หมายถึงใช้มือหรือเท้าออกแรงดันพื้นผิว เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนออกจากพื้นผิวนั้น คำว่า off เพิ่มผลของการเคลื่อนออกจากพื้นผิวหรือตำแหน่งเริ่มต้น เมื่อใช้เป็นคำสั่งการเคลื่อนไหวสั้น ๆ Push off คือการบอกให้อีกฝ่ายทำการเคลื่อนไหวนั้น สามารถระบุพื้นผิวได้ในวลีอย่าง push off the wall หรือ push off from the wall

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีที่หมายถึง “ออกแรงกับพื้นผิวเพื่อเคลื่อนตัวออกไป” ให้สมบูรณ์: At the pool wall, ____ with both feet.

ดูคำตอบ

push off

Yep.

3:00

ใช่

Let go, bro.

3:04

ปล่อยมือเถอะเพื่อน

All right,

3:08

เอาล่ะ

you got this. น้ำเสียง/เจตนา

3:09

คุณทำได้

น้ำเสียง/เจตนา

You got this: คำให้กำลังใจแบบไม่เป็นทางการ

“You got this” เป็นสำนวนภาษาพูดที่ใช้บ่อยมากเพื่อบอกใครสักคนว่า “ฉันเชื่อว่าคุณทำได้” โดย this ในที่นี้หมายถึงงานหรือความท้าทายที่ผู้ฟังกำลังเผชิญ ไม่ใช่สิ่งของที่ผู้ฟังมีอยู่ สำนวนนี้ช่วยสร้างความมั่นใจและให้กำลังใจ โดยเฉพาะก่อนหรือระหว่างการทำสิ่งที่ยาก เป็นการให้กำลังใจ ไม่ใช่การรับประกันความสำเร็จ

แบบฝึกหัด

เพื่อนกำลังกังวลก่อนนำเสนองาน ข้อใดเป็นคำตอบที่ให้กำลังใจอย่างเป็นธรรมชาติ

  1. I understand what you said.
  2. This result is guaranteed.
  3. You got this. Take a slow breath.
ดูคำตอบ

You got this. Take a slow breath.

Shit.

3:10

บ้าจริง

Shit.

3:12

บ้าจริง

How about that one? น้ำเสียง/เจตนา

3:13

อันนั้นล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ How about that one? เพื่อเสนอตัวเลือก

“How about + นามวลี?” ใช้เสนอสิ่งหนึ่งเป็นคำแนะนำหรือตัวเลือกที่เป็นไปได้ และชวนให้อีกฝ่ายพิจารณา ในที่นี้ that one ชี้ถึงตัวเลือกหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายระบุได้ one ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์ที่เข้าใจกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องพูดคำนามนั้นซ้ำ คำถามนี้ชวนให้พิจารณาตัวเลือก ไม่ได้ถามว่าสิ่งนั้นทำงานอย่างไร

แบบฝึกหัด

คุณกำลังเลือกกระเป๋าเป้และต้องการเสนอใบสีแดง ประโยคใดเป็นธรรมชาติ

  1. Where is the red one?
  2. How is the red one?
  3. How about the red one?
ดูคำตอบ

How about the red one?

You think that one would be...?

3:13

คุณคิดว่าอันนั้นจะ...?

Do you see how scarce ไวยากรณ์

3:15

คุณเห็นไหมว่าหินมัน

the rocks are?

3:17

หายากแค่ไหน?

ไวยากรณ์

how scarce the rocks are: ลำดับคำในอนุประโยค how ที่ซ้อนอยู่ในประโยค

ใน how scarce the rocks are คำว่า how หมายถึง “มากน้อยเพียงใด” โครงสร้าง how + คำคุณศัพท์ + ประธาน + คำกริยา ใช้บอกระดับของลักษณะหนึ่ง ๆ ในที่นี้เน้นว่าจุดจับมีน้อยมากและอยู่ห่างกัน อนุประโยค how นี้อยู่หลัง Do you see จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ the rocks are อย่าสลับเป็น are the rocks เพียงเพราะทั้งประโยคเป็นคำถาม เพราะมีเพียงประโยคชั้นนอก Do you see เท่านั้นที่ใช้ลำดับคำแบบคำถาม

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ลำดับคำหลัง Do you realize ได้ถูกต้อง

  1. Do you realize how difficult is the route?
  2. Do you realize how is the route difficult?
  3. Do you realize how difficult the route is?
ดูคำตอบ

Do you realize how difficult the route is?

The white tape is easy. วัฒนธรรม

3:18

เทปสีขาวนั้นง่ายมาก

What's the green tape?

3:19

เทปสีเขียวคืออะไร?

วัฒนธรรม

The white tape ... the green tape: เส้นทางปีนผาที่ทำเครื่องหมายด้วยสี

ในยิมปีนผา เทปสีต่าง ๆ สามารถใช้บอกได้ว่าจุดจับใดอยู่ในเส้นทางเดียวกัน ผู้ปีนจะตามจุดจับที่ทำเครื่องหมายด้วยสีเดียวกัน ระบบสีขึ้นอยู่กับแต่ละยิม สีหนึ่งอาจใช้ระบุเส้นทาง และในบางยิมอาจเชื่อมโยงกับระดับความยากด้วย แต่ความหมายของสีไม่ได้เหมือนกันทุกแห่ง ในที่นี้ the white tape และ the green tape หมายถึงเส้นทางที่ทำเครื่องหมายด้วยสีนั้น ๆ คำว่า easy บอกว่าเส้นทางสีขาวง่าย ไม่ได้บอกว่าตัวเทปง่าย ส่วน What's the green tape? ในบทสนทนานี้ใช้ถามความยากหรือระดับของเส้นทางสีเขียว

แบบฝึกหัด

ในฉากนี้ the white tape และ the green tape หมายถึงอะไร

  1. บอกสีเสื้อผ้าของผู้ปีน
  2. บอกว่าเทปฉีกได้ง่ายเพียงใด
  3. หมายถึงเส้นทางปีนผาที่ทำเครื่องหมายด้วยเทปสีนั้น ๆ
ดูคำตอบ

หมายถึงเส้นทางปีนผาที่ทำเครื่องหมายด้วยเทปสีนั้น ๆ

Hard as fuck. การใช้คำ

3:20

โคตรยากเลย

การใช้คำ

Hard as fuck: คำเน้นระดับที่หยาบคาย

ใน Hard as fuck คำว่า as fuck วางหลังคำคุณศัพท์ hard และทำหน้าที่เน้นระดับอย่างรุนแรง โดยหมายถึง “extremely hard” ประโยคนี้ไม่ใช่โครงสร้างเปรียบเทียบ as ... as และ fuck ก็ไม่ได้ใช้ตามความหมายตรงตัว นอกจากจะเพิ่มระดับแล้ว สำนวนนี้ยังแสดงอารมณ์ที่รุนแรงด้วย เมื่อพบในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการหรือในสื่อ ให้เข้าใจว่าเป็นการเน้นด้วยคำหยาบ ไม่ใช่วิธีพูด very แบบเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

ตัดสินสถานการณ์: นักเรียนคนหนึ่งพูดว่า “The assignment was hard as fuck.” ระหว่างการนำเสนออย่างเป็นทางการต่อหน้าครู การพูดแบบนี้เหมาะสมหรือไม่?

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

She's doing a lot better than I did. ไวยากรณ์

3:22

เธอทำได้ดีกว่าฉันเยอะเลย

ไวยากรณ์

doing a lot better than I did: did ใช้แทนการกระทำที่เข้าใจกันแล้ว

ใน doing a lot better คำว่า better แสดงถึงระดับผลงานที่สูงกว่า และ a lot ช่วยเน้นให้เห็นว่าความแตกต่างนั้นมาก กล่าวคือ ผลงานของเธอดีกว่ามาก ใน than I did คำว่า did ใช้แทนการกระทำในอดีตที่เข้าใจกันอยู่แล้ว เพื่อไม่ต้องพูดกริยาวลีทั้งหมดซ้ำ นอกจากนี้ยังวางการเปรียบเทียบของผู้พูดไว้ในอดีตด้วย หมายความว่า ตอนนี้เธอทำได้ดีกว่าที่ผู้พูดเคยทำมาก่อน

แบบฝึกหัด

ใช้หนึ่งคำแทนการกระทำในอดีต finished the race ที่ซ้ำกัน: Nina finished the race a lot faster than I ____.

ดูคำตอบ

did

Are you really gonna try to reach for that black one? โน้ต

3:24

คุณจะพยายามเอื้อมไปจับอันสีดำนั่นจริง ๆ เหรอ?

น้ำเสียง/เจตนา

really gonna try to: ความแปลกใจหรือความสงสัยต่อแผน

ใน Are you really gonna try to ...? คำว่า really ไม่ได้เพียงถามว่าอีกฝ่ายมีแผนเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ยังสื่อความแปลกใจ ความสงสัย หรือความกังวล ผู้พูดมองว่าการลองทำสิ่งนั้นอาจยากหรือเกินคาด gonna เป็นรูปภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการของ going to และหลัง try to ใช้คำกริยารูปพื้นฐาน โครงสร้าง gonna try to + คำกริยา จึงหมายถึง “ตั้งใจว่าจะลองทำบางอย่าง”

แบบฝึกหัด

really เพิ่มท่าทีแบบใดให้กับคำถามนี้?

  1. ผู้พูดมั่นใจว่าผู้ฟังทำสำเร็จแล้ว
  2. ผู้พูดเพียงถามว่าผู้ฟังชอบสีไหน
  3. ผู้พูดแปลกใจหรือสงสัยที่ผู้ฟังวางแผนจะลองทำสิ่งนั้น
ดูคำตอบ

ผู้พูดแปลกใจหรือสงสัยที่ผู้ฟังวางแผนจะลองทำสิ่งนั้น

วลี

reach for: ยื่นมือไปทางเป้าหมาย

reach for something หมายถึงการยื่นมือหรือแขนไปทางสิ่งหนึ่งเพื่อพยายามแตะ หยิบ หรือจับสิ่งนั้น โดย for ใช้บอกเป้าหมายของการเคลื่อนไหว วลีนี้เน้นการเอื้อมและความตั้งใจ ไม่ได้บอกว่าบุคคลนั้นแตะหรือหยิบสิ่งของได้สำเร็จแล้ว

แบบฝึกหัด

ใช้วลีภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ยื่นมือไปทาง” เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: When the bus moved suddenly, Maya had to ____ the rail.

ดูคำตอบ

reach for

Go for it. น้ำเสียง/เจตนา

3:28

เอาเลย

น้ำเสียง/เจตนา

Go for it: ใช้ให้กำลังใจให้อีกฝ่ายลองทำ

Go for it เป็นสำนวนภาษาพูดแบบตายตัว ใช้ให้กำลังใจใครบางคนให้ลงมือทำสิ่งที่กำลังคิดอยู่ มีความหมายว่า “ลองดู” หรือ “ทำเลย ฉันสนับสนุนเธอ” ในที่นี้ it หมายถึงแผน โอกาส หรือความท้าทายที่พูดถึงอยู่แล้ว โดยปกติวลีนี้ไม่ได้สั่งให้อีกฝ่ายเดินทางไปที่ใด

แบบฝึกหัด

เพื่อนของคุณพูดว่า "I'm thinking about trying out for the school play." คำตอบใดให้กำลังใจเพื่อนให้ลองได้เหมาะสมที่สุด

  1. Go for it!
  2. Leave it alone!
  3. I doubt it.
ดูคำตอบ

Go for it!

As long as you I will catch you. ไวยากรณ์

3:29

ตราบใดที่คุณ... ฉันจะจับคุณไว้

ไวยากรณ์

As long as: ใช้บอกเงื่อนไข

As long as ใช้เพื่อบอกเงื่อนไข มีความหมายว่า “ขอเพียงว่า” หรือ “โดยมีเงื่อนไขว่า” หากทำตามเงื่อนไขนั้น ผลลัพธ์ การอนุญาต หรือคำสัญญาในประโยคหลักก็จะมีผล โครงสร้างทั่วไปคือ as long as + ประธาน + คำกริยา แล้วตามด้วยประโยคหลัก ส่วนที่เป็นเงื่อนไขต้องเป็นอนุประโยคที่สมบูรณ์ และโครงสร้างนี้มักใช้กับการอนุญาต คำสัญญา และข้อจำกัด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “โดยมีเงื่อนไขว่า”: You can borrow my tablet ____ you handle it carefully.

ดูคำตอบ

as long as

Shit, no you won't. น้ำเสียง/เจตนา

3:32

บ้าจริง คุณไม่จับหรอก

น้ำเสียง/เจตนา

No, you won't: ปฏิเสธคำสัญญาโดยตรง

“No, you won't” ปฏิเสธคำพูดเกี่ยวกับอนาคตหรือคำสัญญาที่อีกฝ่ายเพิ่งพูดโดยตรง วลีกริยาหลักหลัง won't ถูกละไว้ เพราะทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าหมายถึงการกระทำใด ในที่นี้ การแย้งทันทีแสดงว่าผู้พูดไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะทำตามที่พูด หากเป็นคนสนิทและใช้น้ำเสียงเบา ๆ อาจฟังเหมือนหยอกล้อ แต่ถ้าใช้น้ำเสียงแข็งจะฟังเหมือนท้าทาย

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “I’ll remember this time.” คำว่า “No, you won’t” สื่อความหมายอะไร?

  1. บอกตรง ๆ ว่าผู้พูดไม่เชื่อว่าเพื่อนจะจำได้
  2. ถามอย่างสุภาพว่าเพื่อนจะจำได้หรือไม่
  3. สัญญาว่าจะเตือนเพื่อน
ดูคำตอบ

บอกตรง ๆ ว่าผู้พูดไม่เชื่อว่าเพื่อนจะจำได้

I will try to catch you. น้ำเสียง/เจตนา

3:33

ฉันจะพยายามจับคุณไว้

น้ำเสียง/เจตนา

I will try to catch: รับปากว่าจะพยายาม ไม่ใช่รับประกันผลลัพธ์

“I will try to catch you” ใช้โครงสร้าง will + try to + กริยารูปพื้นฐาน ผู้พูดรับปากว่าจะพยายามรับอีกฝ่ายไว้ แต่ยังเปิดโอกาสที่ความพยายามนั้นอาจไม่สำเร็จ โครงสร้างนี้ใช้ได้เมื่อคุณตั้งใจจะลงมือทำจริง แต่ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดรับปากว่าจะพยายาม แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะสำเร็จ?

  1. I will definitely fix the bike.
  2. I have already fixed the bike.
  3. I will try to fix the bike.
ดูคำตอบ

I will try to fix the bike.

All right,

3:46

เอาล่ะ

so this is actually proving to be a lot harder than I thought. โน้ต

3:47

ดังนั้น สิ่งนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ายากกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลย

วลี

proving to be: ข้อสรุปที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นตามเวลา

Proving to be หมายถึง “ค่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าเป็น…” เมื่อมีประสบการณ์หรือหลักฐานเพิ่มขึ้น ในโครงสร้าง be proving to be + คำคุณศัพท์หรือคำนาม การประเมินจะชัดเจนขึ้นขณะที่สถานการณ์ยังดำเนินอยู่ ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังค้นพบระดับความยากผ่านประสบการณ์จริง การใช้ be แบบธรรมดาจะบอกสภาพนั้นโดยตรงเท่านั้น แต่ proving to be เน้นว่าข้อสรุปกำลังค่อย ๆ ปรากฏชัด ไม่ได้หมายถึงการพิสูจน์อย่างเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

ใช้ proving to be เติมประโยคให้สมบูรณ์: After three days of testing, the new plan is ____ more expensive than expected.

ดูคำตอบ

proving to be

ไวยากรณ์

harder than I thought: เปรียบเทียบความเป็นจริงกับสิ่งที่คาดไว้

Harder than I thought ใช้โครงสร้างคำคุณศัพท์ขั้นกว่า + than + อนุประโยค หมายความว่าความยากจริงมากกว่าที่ผู้พูดคาดไว้ก่อนจะได้ลองทำ ในการเปรียบเทียบแบบย่อที่ใช้กันทั่วไปนี้ เราเข้าใจว่ามี it would be ตามหลัง thought แม้จะไม่พูดออกมา: harder than I thought (it would be) โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับคำขั้นกว่าอื่นได้ เช่น better than I thought และ longer than I thought

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย harder than I thought เพื่อแสดงว่าความยากจริงเกินกว่าที่คุณคาดไว้: The math problem was ____.

ดูคำตอบ

harder than I thought

Understatement. น้ำเสียง/เจตนา

3:51

พูดน้อยไป

น้ำเสียง/เจตนา

Understatement. เมื่อใช้เป็นคำตอบคำเดียว

เมื่อใช้ “Understatement.” เป็นคำตอบเดี่ยว ๆ คำนี้เป็นรูปย่อของ “That's an understatement.” หมายความว่าคำพูดก่อนหน้าทำให้สถานการณ์ดูเบา รุนแรงน้อย หรือจริงจังน้อยกว่าความเป็นจริง ผู้พูดกำลังประเมินคำพูดก่อนหน้า ไม่ได้เล่าสถานการณ์ซ้ำ การตอบสั้นมากช่วยเน้นการโต้แย้งและอาจสร้างอารมณ์ขันแบบนิ่ง ๆ

แบบฝึกหัด

พายุหิมะทำให้ถนนทุกสายปิด มีคนพูดว่า “The weather is a little inconvenient.” คำตอบใดหมายความว่าคำบรรยายนี้เบากว่าความจริงมาก?

  1. That's an exaggeration.
  2. Understatement.
  3. That's accurate.
ดูคำตอบ

Understatement.

The amount of upper body strength วลี

3:52

ปริมาณความแข็งแรงของร่างกายส่วนบน

วลี

upper body strength: กำลังจากกล้ามเนื้อร่างกายส่วนบน

“Upper body strength” หมายถึงแรงที่สร้างได้จากกล้ามเนื้อแขน ไหล่ หน้าอก และหลังส่วนบน เป็นนามวลีที่ใช้บ่อยในการออกกำลังกาย กีฬา และการบรรยายงานที่ต้องใช้แรงกาย “Strength” เป็นคำนามนับไม่ได้ในการใช้นี้ ดังนั้น “the amount of upper body strength” จึงหมายถึงว่ามีแรงเกี่ยวข้องมากเพียงใด โดยปกติจะไม่ใช้ “an” ในวลี “an upper body strength”

แบบฝึกหัด

ใช้วลีด้านการออกกำลังกายสามคำที่หมายถึงกำลังของแขน ไหล่ หน้าอก และหลังส่วนบน: Pull-ups help build ____.

ดูคำตอบ

upper body strength

None on my part. น้ำเสียง/เจตนา

3:53

ในส่วนของฉันไม่มีเลย

น้ำเสียง/เจตนา

None on my part: คำตอบแบบย่อที่แซวตัวเอง

None ใช้แทนคุณสมบัติที่เพิ่งพูดถึง ซึ่งในที่นี้คือ upper-body strength หรือกำลังช่วงบนของร่างกาย ส่วน on my part หมายถึง “ในกรณีของฉัน” หรือ “ฝั่งฉัน” ดังนั้นผู้พูดจึงบอกว่าตนไม่มีกำลังแบบนั้นเลย เนื่องจากหัวข้อชัดเจนอยู่แล้ว จึงไม่พูดเป็นประโยคเต็ม การตอบสั้น ๆ อย่างตรงไปตรงมาด้วย none ทำให้เกิดอารมณ์ขันแบบแซวตัวเองเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “We need some artistic talent for this poster.” คำตอบใดบอกแบบขำ ๆ ว่าคุณไม่มีพรสวรรค์ด้านนั้นเลย

  1. None on my part.
  2. Not on my part.
  3. All on my part.
ดูคำตอบ

None on my part.

She is surprisingly good.

3:55

เธอเก่งอย่างน่าประหลาดใจ

There's no one really on the harnesses วัฒนธรรม

4:02

แทบจะไม่มีใครใส่สายรัดเลย

right now.

4:03

ในตอนนี้

วัฒนธรรม

on the harnesses: การใช้ระบบสายรัดนิรภัย

harness คืออุปกรณ์นิรภัยที่สวมรอบตัวในการปีนหรือทำกิจกรรมบนที่สูง ใช้เชื่อมตัวคนเข้ากับเชือกหรือระบบพยุงอื่น ในประโยคนี้ on the harnesses หมายถึงกำลังใช้หรือเชื่อมต่ออยู่กับระบบสายรัดนิรภัยของสถานที่ ไม่ได้หมายถึงยืนอยู่บนสายรัด ผู้พูดกำลังบอกว่าตอนนี้แทบไม่มีใครใช้ระบบนั้น

แบบฝึกหัด

ที่ศูนย์ปีนผา ประโยค “There's no one really on the harnesses right now” น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด

  1. ไม่มีใครกำลังยืนอยู่บนสายรัดหลายเส้น
  2. ไม่มีใครนำรองเท้าปีนเขามา
  3. ตอนนี้ไม่มีใครกำลังใช้ระบบสายรัดนิรภัย
ดูคำตอบ

ตอนนี้ไม่มีใครกำลังใช้ระบบสายรัดนิรภัย

You totally got this.

4:07

คุณทำได้แน่นอน

Okay.

4:08

โอเค

Shoot, dude. การใช้คำ

4:09

ลุยเลยเพื่อน

การใช้คำ

Shoot, dude: คำอุทานเบา ๆ และคำเรียกแบบกันเอง

ในที่นี้ Shoot! เป็นคำอุทานแบบไม่เป็นทางการและค่อนข้างเบา ใช้แสดงปฏิกิริยาฉับพลัน เช่น ความประหลาดใจ ความกังวล หรือความหงุดหงิด ไม่ได้หมายถึง “ยิงอาวุธ” Dude เป็นคำเรียกเพื่อนหรือคนรุ่นเดียวกันแบบกันเอง เมื่อรวมกัน Shoot, dude. คือปฏิกิริยาทางอารมณ์สั้น ๆ ที่พูดกับอีกฝ่าย ส่วนอารมณ์ที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับสถานการณ์และน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

ใน “Shoot, dude.” ผู้พูดน่าจะกำลังทำอะไรอยู่มากที่สุด

  1. ทักทายอีกคนอย่างเป็นทางการ
  2. บอกให้อีกคนยิงอาวุธ
  3. แสดงความประหลาดใจหรือความกังวลแบบเบา ๆ และเป็นกันเอง
ดูคำตอบ

แสดงความประหลาดใจหรือความกังวลแบบเบา ๆ และเป็นกันเอง

She knows what she's doing. วลี

4:10

เธอรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

วลี

She knows what she's doing: การบอกถึงความสามารถและประสบการณ์

ในประโยคนี้ knows what she's doing มีความหมายมากกว่าแค่การรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่บอกว่าเธอมีความสามารถหรือประสบการณ์ และรู้วิธีจัดการงานนั้นอย่างถูกต้อง โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้จะเปลี่ยนตามประธาน: He knows what he's doing; They know what they're doing. มักใช้เพื่อทำให้คนที่กังวลสบายใจขึ้น หรือแสดงความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของผู้อื่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างจากบทเรียนเพื่อสื่อว่าเขามีประสบการณ์และสามารถจัดการงานนี้ได้: The mechanic has repaired this model for years, so he ____.

ดูคำตอบ

knows what he's doing

All right.

4:13

เอาล่ะ

Just jump.

4:17

แค่กระโดด

Yeah.

4:27

เย้

Well, it's raining outside,

4:35

เอาล่ะ ข้างนอกฝนตก

but that was fun.

4:38

แต่มันก็สนุกดี

And

4:39

และ

I would totally do that again. ไวยากรณ์

4:40

ฉันจะทำอีกแน่นอน

ไวยากรณ์

I would totally do that again: แสดงความเต็มใจอย่างมากที่จะทำประสบการณ์นั้นซ้ำ

ในประโยคนี้ would แสดงความเต็มใจภายใต้เงื่อนไขในอนาคตที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องกล่าวตรง ๆ กล่าวคือ ถ้ามีโอกาสอีก ผู้พูดก็ยินดีทำกิจกรรมเดิมซ้ำ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดทำซ้ำไปแล้วหรือเคยทำเป็นนิสัยในอดีต totally เป็นคำเน้นแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งมีความหมายใกล้กับ definitely เมื่อใช้ร่วมกันจึงสื่อว่าผู้พูดประเมินประสบการณ์นั้นในแง่บวกอย่างมาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่แสดงความเต็มใจอย่างมากที่จะทำประสบการณ์นั้นซ้ำ: The escape room was so much fun. I ____.

ดูคำตอบ

would totally do that again

That was great.

4:41

มันเยี่ยมมาก

It's been a while since I've tried something new ไวยากรณ์

4:42

นานแล้วนะที่ฉันไม่ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ

ไวยากรณ์

It's been a while since...: เวลาที่ผ่านไปนับจากครั้งล่าสุด

รูปแบบ It's been a while since + อนุประโยค บอกว่าเวลาผ่านไปพอสมควรแล้วนับจากครั้งล่าสุดที่บางสิ่งเกิดขึ้น ในที่นี้ผู้พูดหมายความว่าช่วงหลังมานี้ยังไม่ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ It's been เป็นรูปย่อของ It has been ส่วนอนุประโยคที่ตามหลัง since ระบุเหตุการณ์ก่อนหน้าซึ่งใช้เป็นจุดอ้างอิงด้านเวลา ในภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน พบทั้ง since I tried... และ since I've tried... โดยประโยคนี้ใช้รูป present perfect

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบจากบทเรียนที่บอกว่าเวลาผ่านไปนานแล้วนับจากการไปเยือนครั้งล่าสุด: It's ____ I visited the science museum.

ดูคำตอบ

been a while since

and it was nice to throw myself into something สำนวน

4:45

และมันก็รู้สึกดีที่ได้ทุ่มเทตัวเองให้กับบางสิ่ง

สำนวน

to throw myself into something: ทุ่มเทให้กับบางสิ่งอย่างเต็มที่

Throw oneself into something เป็นสำนวนที่หมายถึงการเริ่มหรือทำกิจกรรมด้วยพลัง ความใส่ใจ และความมุ่งมั่นอย่างมาก ในประโยคนี้ to เริ่มวลี infinitive หลัง it was nice และ myself สอดคล้องกับประธาน I สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงการโยนร่างกายไปที่ใดจริง ๆ คำสรรพนามสะท้อนกลับต้องเปลี่ยนให้ตรงกับประธาน เช่น she threw herself into the work และ they threw themselves into rehearsing หลัง into ใช้คำนามหรือรูป -ing เพื่อระบุกิจกรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ throw oneself into: After weeks of hesitation, Maya decided to ____ organizing the school festival.

ดูคำตอบ

throw herself into

that required a lot of focus and physicality. วลี

4:47

ที่ต้องใช้สมาธิและพละกำลังอย่างมาก

วลี

required a lot of focus and physicality: ระบุสิ่งที่กิจกรรมต้องใช้

required ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อทำกิจกรรมนั้น คำนี้ตามด้วยนามวลี a lot of focus and physicality ดังนั้นอนุประโยคนี้จึงอธิบายสิ่งที่กิจกรรมต้องใช้ ไม่ใช่กฎที่ใครกำหนดให้ผู้อื่น focus หมายถึงการจดจ่ออย่างต่อเนื่อง ส่วน physicality ในที่นี้หมายถึงการใช้ร่างกายอย่างแข็งแรงหรือชำนาญ รวมถึงการเคลื่อนไหว การประสานงาน ความพยายาม หรือการแสดงออกทางร่างกาย รวมกันแล้ววลีนี้บอกว่ากิจกรรมดังกล่าวท้าทายทั้งทางความคิดและทางร่างกาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายสิ่งที่ท่าเต้นที่ยากต้องใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The routine requires focus and physicality.
  2. The routine is requiring focused and physical.
  3. The routine requires to focus and physicality.
ดูคำตอบ

The routine requires focus and physicality.

And also I just wanna say thank you so much น้ำเสียง/เจตนา

4:50

และฉันก็แค่อยากจะบอกว่าขอบคุณมาก ๆ นะ

น้ำเสียง/เจตนา

I just wanna say thank you so much: การเกริ่นคำขอบคุณจากใจ

I just wanna say... เป็นคำเกริ่นแบบกันเองที่บอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีข้อความส่วนตัวตามมา ในประโยคนี้ ข้อความนั้นคือ thank you so much ซึ่งแสดงความขอบคุณอย่างมากและจริงใจ just ในที่นี้ช่วยให้คำเกริ่นนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้ความขอบคุณลดลง ทั้งประโยคจึงเหมาะมากสำหรับใช้ปิดท้ายอย่างอบอุ่น

แบบฝึกหัด

เติมคำปิดท้ายแบบกันเองด้วยถ้อยคำเดียวกับในบทเรียน: Before we finish, I just ____ thank you so much.

ดูคำตอบ

wanna say

to like all the support on my first few vlogs.

4:53

สำหรับทุก ๆ การสนับสนุนใน vlog แรก ๆ ของฉัน

Like that is so insane. การใช้คำ

4:56

มันบ้ามาก

การใช้คำ

that is so insane: ปฏิกิริยาแสดงความทึ่งแบบกันเอง

ในการพูดที่เป็นกันเองมาก that is so insane อาจหมายถึง “นั่นน่าประหลาดใจ เหลือเชื่อ หรือน่าทึ่งมาก” ในประโยคนี้เป็นปฏิกิริยาเชิงบวกที่แสดงความทึ่ง ไม่ใช่การพูดตามความหมายตรงเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิต so ช่วยเพิ่มระดับความหมายของ insane วลีนี้ไม่ได้เป็นเชิงบวกเสมอไป เพราะบริบทและน้ำเสียงอาจทำให้คำเดียวกันสื่อถึงความตกใจ ความกังวล หรือการวิจารณ์ได้

แบบฝึกหัด

เพื่อนแสดงกลที่น่าทึ่งให้คุณดู แล้วคุณตอบว่า “That is so insane!” คำตอบนี้น่าจะหมายความว่าอะไรที่สุด?

  1. มันธรรมดาและเป็นไปตามที่คาดไว้
  2. มันน่าทึ่งและน่าประหลาดใจอย่างมาก
  3. ฉันกำลังวินิจฉัยทางการแพทย์
ดูคำตอบ

มันน่าทึ่งและน่าประหลาดใจอย่างมาก

You guys killed it สำนวน

4:57

พวกคุณสุดยอดมาก

สำนวน

You guys killed it: คำชมอย่างกระตือรือร้น

ในที่นี้ You guys killed it เป็นคำชมอย่างกระตือรือร้นที่หมายถึง “พวกคุณทุกคนทำได้ยอดเยี่ยมมาก” Kill it เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่ใช้เมื่อใครทำการแสดงหรืองานได้ดีมาก ไม่ได้หมายถึงการฆ่าอะไรจริง ๆ You guys ใช้เรียกคนทั้งกลุ่ม ส่วน it กล่าวถึงการแสดง งาน หรือผลงานที่เพิ่งเสร็จไปอย่างกว้าง ๆ ผู้พูดจึงไม่จำเป็นต้องระบุสิ่งนั้นซ้ำอีกครั้ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ชมอย่างมากและไม่เป็นทางการได้อย่างเป็นธรรมชาติหลังการแสดงของโรงเรียน?

  1. You killed it on stage tonight!
  2. You hurt it on stage tonight!
  3. You ended it on stage tonight!
ดูคำตอบ

You killed it on stage tonight!

and I'm excited to continue doing the weekly vlog วลี

4:58

และฉันก็ตื่นเต้นที่จะทำ vlog ประจำสัปดาห์ต่อไป

วลี

I'm excited to continue doing: ตื่นเต้นที่จะทำต่อไป

I'm excited to continue doing ... แสดงถึงความรู้สึกเชิงบวกและความตั้งใจที่จะทำกิจกรรมที่เริ่มไปแล้วต่อไป ในคำบรรยาย กิจกรรมนั้นคือวล็อกรายสัปดาห์ ผู้พูดจึงกำลังบอกว่าตนตั้งตารอที่จะทำโครงการนี้ต่อ โครงสร้างคือ be excited + infinitive ที่มี to และในที่นี้ตามด้วย continue + -ing: I'm excited + to continue + doing ในหลายบริบท continue สามารถตามด้วย infinitive ที่มี to ได้เช่นกัน แต่ continue doing เป็นธรรมชาติเมื่อเน้นกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่

แบบฝึกหัด

ใช้กริยา train ในโครงสร้าง continue + -ing เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: I'm excited to ____ with the swim team next season.

ดูคำตอบ

continue training

So, thanks ลำดับความ

5:00

ดังนั้น ขอบคุณนะ

and I love you guys.

5:01

และฉันรักพวกคุณทุกคน

ลำดับความ

การใช้ “So, thanks and I love you guys.” เพื่อปิดท้ายอย่างอบอุ่น

So ที่ต้นประโยคนี้บอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากเนื้อหาหลักไปสู่ช่วงปิดท้าย ในทางไวยากรณ์ So เป็นคำเชื่อมเชิงวาทกรรมในที่นี้ ไม่ใช่คำที่แสดงความสัมพันธ์แบบเหตุและผลอย่างเคร่งครัด thanks เป็นการขอบคุณผู้ชม ส่วน I love you guys เพิ่มความอบอุ่นและความใกล้ชิด เมื่อพูดกับผู้ชมแบบนี้ love มักหมายถึงความรักใคร่และความขอบคุณอย่างมาก ไม่ใช่ความรักเชิงโรแมนติก และ you guys หมายถึงผู้ชมทั้งกลุ่ม เมื่อนำมารวมกัน ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยปิดข้อความพร้อมกับรักษาความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดอธิบายหน้าที่ของประโยคนี้ในตอนจบของวิดีโอแบบไม่เป็นทางการได้ดีที่สุด

  1. So บอกว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงปิดท้าย thanks แสดงความขอบคุณ และ I love you guys เพิ่มความอบอุ่นที่มีต่อผู้ชม
  2. So ให้เหตุผลที่ชัดเจนตายตัว ส่วนที่เหลือเริ่มหัวข้อใหม่
  3. So แสดงความไม่เห็นด้วย และ I love you guys เป็นการสารภาพรักเชิงโรแมนติกต่อผู้ชมคนเดียว
ดูคำตอบ

So บอกว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงปิดท้าย thanks แสดงความขอบคุณ และ I love you guys เพิ่มความอบอุ่นที่มีต่อผู้ชม