36 คำถามที่ทำให้คนแปลกหน้าตกหลุมรักกัน (The LAB): บทเรียนภาษาอังกฤษ

AsapSCIENCE

ความยากในการเรียน
981 คำ 202 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: คนแปลกหน้าสองคนตอบคำถามที่เป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้น แบ่งปันความทรงจำและมุมมองต่อความรัก ชมกัน แล้วตัดสินใจว่าจะพบกันอีกหรือไม่ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. “what if I told you that” — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจคำถามสมมติเชิงวาทศิลป์ที่เปิดประเด็นชวนประหลาดใจและสร้างความอยากรู้ ไม่ใช่การเล่าเรื่องที่เคยพูดจริงในอดีต 2. “at ease.” — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าหมายถึงสงบ ผ่อนคลาย และสบายใจ ไม่ใช่สถานที่ และใช้เมื่อใครช่วยลดความตึงเครียดในการพบปะครั้งใหม่ 3. “make out with” — กริยาวลี: เรียนรู้สำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึงการจูบเชิงรักใคร่ แยกจาก make และ go out with และพิจารณาว่าน้ำเสียงใกล้ชิดนี้เหมาะกับสถานการณ์ใด

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hello and welcome back to the LAB where we take your questions and turn them into experiments. กริยาวลี

0:00

สวัสดีครับ ขอต้อนรับกลับสู่ LAB ที่เรานำคำถามของคุณมาเปลี่ยนเป็นการทดลอง

กริยาวลี

turn A into B: เปลี่ยนสิ่งหนึ่งให้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง

ในโครงสร้าง turn A into B นั้น A คือสิ่งที่ถูกเปลี่ยน ส่วน B คือรูปแบบ ผลลัพธ์ หรือการใช้งานใหม่ ในประโยคนี้ them หมายถึง your questions โดย LAB เปลี่ยนคำถามของผู้ชมให้เป็นการทดลอง turn ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “หมุน” หรือ “เปลี่ยนทิศทาง” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้แสดงการเปลี่ยนแปลง คือ turn + กรรม + into + ผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง turn A into B: The editor ____ the long interview ____ a clear two-page article.

ดูคำตอบ

turned · into

My name is Mitch.

0:04

ผมชื่อ Mitch

And I'm Greg.

0:05

ส่วนผม Greg

And what if I told you that there was a list of questions that could make you fall in love with a stranger? โน้ต

0:06

ถ้าผมบอกว่ามีชุดคำถามที่ทำให้คุณตกหลุมรักคนแปลกหน้าได้ล่ะ?

ไวยากรณ์

what if I told you that: คำเกริ่นเชิงสมมติที่สร้างความลุ้น

What if I told you that ...? เป็นคำถามเชิงสมมติที่ใช้เกริ่นข้อกล่าวอ้างซึ่งอาจทำให้ผู้ฟังประหลาดใจ แทนที่จะถามหาข้อมูลตามความหมายตรง ๆ สำนวนนี้สร้างความลุ้นและชวนผู้ฟังคิดถึงสิ่งที่จะตามมา รูปอดีต told แสดงระยะห่างเชิงสมมติ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดเคยบอกเรื่องนี้ไปแล้ว ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บรรจุข้อกล่าวอ้างที่น่าประหลาดใจ

แบบฝึกหัด

เติมคำเกริ่นแบบเร้าอารมณ์ด้วยสำนวนเป้าหมายที่ถูกต้อง: ____ there was a hidden garden beneath the station?

ดูคำตอบ

What if I told you that

วลี

fall in love with someone: ตกหลุมรักใครบางคน

Fall in love with someone หมายถึงเริ่มรู้สึกรักใครบางคนในเชิงโรแมนติก คำว่า fall ตรงนี้สื่อถึงการเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะทางอารมณ์ใหม่ ไม่ได้หมายถึงการล้มจริง ๆ เมื่อระบุคนหรือสิ่งที่เป็นเป้าหมาย ต้องใช้ with ในรูป fall in love with + คำนามหรือคำสรรพนาม ในประโยคนี้ with a stranger ระบุคนที่อาจกลายเป็นเป้าหมายของความรู้สึกดังกล่าว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้สำนวน fall in love จากบทเรียนและคำบุพบทที่ต้องใช้หน้าคน: Over several months, Nina began to ____ her new classmate.

ดูคำตอบ

fall in love with

Well,

0:10

คือว่า

it turns out there was actually a study done where they took a specific set of 36 questions, ลำดับความ

0:11

ปรากฏว่าเคยมีงานวิจัยที่ใช้คำถามชุดหนึ่งโดยเฉพาะจำนวน 36 ข้อ

had two complete strangers ask them to each other,

0:15

แล้วให้คนแปลกหน้าสองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนผลัดกันถามคำถามเหล่านั้น

and it increased the likelihood that they would fall in love. วลี

0:18

ซึ่งทำให้โอกาสที่พวกเขาจะตกหลุมรักกันเพิ่มขึ้น

ลำดับความ

it turns out: เปิดเผยผลที่เพิ่งค้นพบ

It turns out ใช้นำเสนอข้อเท็จจริงที่ชัดเจนขึ้นหลังจากตรวจสอบ สืบค้น หรือเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น มักให้ความหมายว่า “ผลปรากฏว่า” หรือ “เราพบว่า” และบางครั้งแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย ในที่นี้ สำนวนนี้พาเรื่องจากคำถามสมมุติไปสู่หลักฐานสนับสนุน นั่นคือมีการศึกษาจริง โครงสร้างคือ it turns out + อนุประโยค (that) โดยในการสนทนามักละ that ได้

แบบฝึกหัด

คุณตรวจสอบตารางและพบข้อเท็จจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อน ประโยคใดใช้สำนวนได้เหมาะสมที่สุด?

  1. It turns out the museum is closed on Mondays.
  2. In fact, I prefer visiting the museum on Tuesdays.
  3. It seems the museum might be closed on Mondays, but I have not checked.
ดูคำตอบ

It turns out the museum is closed on Mondays.

วลี

increased the likelihood that + อนุประโยค

Increased the likelihood that หมายถึงทำให้เหตุการณ์ในอนุประโยคที่ตามมามีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้น สำนวนนี้อธิบายการเปลี่ยนแปลงของความน่าจะเป็น ไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นแน่นอนหรือพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลโดยตรง โครงสร้างคือ increase the likelihood that + ประธาน + คำกริยา ในที่นี้ that นำหน้าอนุประโยคสมบูรณ์ they would fall in love

แบบฝึกหัด

เติมบทสรุปงานวิจัยด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ทำให้ผลลัพธ์มีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นโดยไม่รับประกัน”: Automatic reminders ____ customers would pay on time.

ดูคำตอบ

increased the likelihood that

And obviously,

0:21

และแน่นอนว่า

in general,

0:22

โดยทั่วไปแล้ว

just doing one experiment doesn't prove anything,

0:22

การทดลองเพียงครั้งเดียวไม่ได้พิสูจน์อะไร

but we thought it would be awesome to get two strangers in here,

0:24

แต่เราคิดว่าคงเจ๋งดีถ้าพาคนแปลกหน้าสองคนมาที่นี่

force them to do this experiment,

0:27

บังคับให้พวกเขาทำการทดลองนี้

and see what happens.

0:28

แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

So,

0:29

ดังนั้น

this is what happened.

0:29

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น

My name is Cam,

0:31

ผมชื่อ Cam

and I'm 24.

0:32

อายุ 24 ปีครับ

My name's Emily,

0:33

ฉันชื่อ Emily

and I'm 22 years old.

0:34

อายุ 22 ปีค่ะ

I'm nervous about today,

0:35

วันนี้ฉันรู้สึกประหม่า

to be perfectly honest. น้ำเสียง/เจตนา

0:37

พูดตามตรงนะ

น้ำเสียง/เจตนา

to be perfectly honest ในฐานะเครื่องหมายแสดงความตรงไปตรงมา

to be perfectly honest เป็นเครื่องหมายทางวาทกรรมที่นำเสนอข้อความใกล้เคียงว่าเป็นการแสดงความเห็นหรือความรู้สึกที่แท้จริงของผู้พูดอย่างตรงไปตรงมา ในบริบทนี้ สำนวนดังกล่าวเน้นการยอมรับอย่างจริงใจว่าผู้พูดรู้สึกประหม่า perfectly ขยายความหมายของ honest ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึง “พูดอย่างตรงไปตรงมาโดยสิ้นเชิง” ไม่ได้หมายความว่าตัวข้อความนั้นสมบูรณ์แบบ

แบบฝึกหัด

โดยทั่วไป to be perfectly honest ทำหน้าที่อะไรเมื่อใช้ประกอบข้อความส่วนตัว?

  1. บอกว่าผู้พูดกำลังแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ
  2. รับรองว่าข้อความนั้นมีหลักฐานเชิงวัตถุรองรับ
  3. อ้างว่าข้อความนั้นเขียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ดูคำตอบ

บอกว่าผู้พูดกำลังแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ

I really want to see if the study works.

0:38

ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่างานวิจัยนี้จะได้ผลไหม

I think it'll be you know,

0:41

ฉันคิดว่ามันคงจะแบบว่า

what if we hate each other or we don't like what we're saying?

0:42

ถ้าเราเกลียดกัน หรือไม่ชอบสิ่งที่อีกฝ่ายพูดขึ้นมาจะทำยังไง?

I I think it'll be cool to see if it's effective.

0:45

ฉันคิดว่าน่าจะน่าสนใจดีที่จะได้ดูว่ามันได้ผลไหม

Hey,

0:49

สวัสดี

how's it going? น้ำเสียง/เจตนา

0:49

เป็นยังไงบ้าง?

น้ำเสียง/เจตนา

“How's it going?” ในฐานะคำทักทายแบบไม่เป็นทางการ

ในที่นี้ “How's it going?” เป็นคำทักทายแบบไม่เป็นทางการ มีความหมายว่า “เป็นอย่างไรบ้าง” หรือ “สบายดีไหม” โดยทั่วไปไม่ได้ถามตามตัวอักษรว่าสิ่งใดกำลังเคลื่อนที่อย่างไร เมื่อใช้เป็นคำทักทาย มักต้องการเพียงคำตอบสั้น ๆ เช่น “Great” หรือ “Pretty good” และอาจถามกลับว่า “How about you?” การเล่ารายละเอียดจำเป็นเฉพาะเมื่อสถานการณ์บ่งชี้ว่าผู้พูดถามสารทุกข์สุกดิบจริง ๆ ไม่ใช่เพียงทักทายตามมารยาท

แบบฝึกหัด

เมื่อพบกันแบบสบาย ๆ มีคนพูดกับคุณว่า “How's it going?” คำตอบใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Pretty good, thanks. How about you?
  2. It goes by train.
  3. At three o'clock.
ดูคำตอบ

Pretty good, thanks. How about you?

Great.

0:50

ดีมากเลย

How are you?

0:50

แล้วคุณล่ะ?

Good.

0:51

ก็ดี

Emily, right?

0:51

Emily ใช่ไหม?

Yes.

0:52

ใช่

Cam.

0:52

Cam ครับ

Cool.

0:53

เยี่ยมเลย

Very nice to meet you.

0:53

ยินดีมากที่ได้รู้จัก

Yeah,

0:54

ใช่

nice to meet you, too.

0:54

ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน

Are you nervous at all for this? ไวยากรณ์

0:55

คุณรู้สึกประหม่ากับเรื่องนี้บ้างไหม?

ไวยากรณ์

“At all” ใน “Are you nervous at all?”

ในคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่นี้ “at all” หมายถึง “ในระดับใดก็ตาม แม้เพียงเล็กน้อย” วลีนี้ขยายคำถามลงไปถึงระดับความประหม่าที่ต่ำที่สุดว่า มีความประหม่าอยู่บ้างหรือไม่ วลีนี้ขยายระดับของคำคุณศัพท์ nervous และไม่ได้หมายถึง “อย่างสมบูรณ์” หรือความหมายตามตัวอักษรของ at + all รูปแบบนี้พบได้บ่อยในคำถามว่ายังมีความรู้สึก ผลกระทบ ความเป็นไปได้ หรือปัญหาอยู่บ้างหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมคำในคำถามเพื่อให้ถามว่ามีความประหม่าแม้เพียงเล็กน้อยหรือไม่: Are you nervous ____?

ดูคำตอบ

at all

Yes.

0:57

ประหม่า

Yeah, me too.

0:58

ใช่ ผมก็เหมือนกัน

We can just get started.

0:59

เราเริ่มกันเลยก็ได้

So, the first question.

1:01

งั้นคำถามแรก

Uh given the choice of anyone in the world, ไวยากรณ์

1:03

เอ่อ ถ้าเลือกใครก็ได้ในโลกนี้

whom would you want as a dinner guest? การใช้คำ

1:05

คุณอยากเชิญใครมากินมื้อค่ำด้วย?

ไวยากรณ์

given the choice of ในฐานะเงื่อนไขแบบละคำ

given the choice of ใช้เกริ่นเงื่อนไขสมมุติ โดยมีความหมายเท่ากับ if you were given the choice of หรือถ้าพูดให้เป็นธรรมชาติกว่าคือ if you could choose from คำว่า given เป็น past participle ในเงื่อนไขรูป passive ที่ย่อไว้ ไม่ใช่กริยาหลักใน simple past ในประโยคนี้ of anyone in the world กำหนดขอบเขตของตัวเลือก วลีนี้ช่วยให้ผู้พูดตั้งขอบเขตดังกล่าวอย่างกระชับก่อนถามว่าผู้ฟังจะเลือกอะไร

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยวลีที่หมายถึง “ถ้าคุณเลือกจากสิ่งเหล่านี้ได้”: ____ any book in the library, which would you take on vacation?

ดูคำตอบ

Given the choice of

การใช้คำ

whom ในฐานะกรรมแบบเป็นทางการของ want

ในคำถามนี้ whom เป็นกรรมตรงของ want กล่าวคือ ผู้พูดถามว่าคุณต้องการบุคคลนั้นมาเป็นแขกหรือไม่ whom เป็นรูปกรรมที่ตามธรรมเนียมจับคู่กับ who เช่นเดียวกับที่ him จับคู่กับ he เนื่องจากกรรมถูกย้ายมาไว้ต้นคำถาม จึงอาจมองข้ามหน้าที่ทางไวยากรณ์ได้ง่าย Whom ทำให้คำถามมีน้ำเสียงพิถีพิถันและเป็นทางการ แต่ในภาษาพูดทั่วไปสมัยใหม่ ผู้พูดจำนวนมากจะใช้ who ตรงนี้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

คำใดเติมคำถามทางการนี้ได้เหมาะสมที่สุด? “____ did the committee nominate for the award?”

  1. Whom
  2. Whoever
  3. Who
ดูคำตอบ

Whom

Um instinctually,

1:07

อืม ถ้าตอบตามสัญชาตญาณ

I want to say Clint Eastwood. น้ำเสียง/เจตนา

1:09

ฉันอยากตอบว่า Clint Eastwood

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ I want to say ... เพื่อตอบแบบยังไม่แน่ใจ

ในคำตอบนี้ I want to say ใช้นำเสนอชื่อที่ผู้พูดคิดว่าน่าจะใช่ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างแน่นอน ความหมายโดยประมาณคือ “คำตอบที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดตอนนี้คือ...” ไม่ได้หมายถึง “ฉันอยากพูด” เป็นหลัก ใช้ I want to say + คำตอบ เมื่อตอบไปพร้อมกับคิดหรือพยายามนึกบางอย่าง วิธีนี้ช่วยให้เสนอคำตอบได้โดยไม่ฟังดูมั่นใจเต็มร้อย

แบบฝึกหัด

คุณกำลังพยายามนึกชื่อร้านอาหารและคิดว่าอาจเป็น Bell Street Cafe แต่ยังไม่แน่ใจ คำตอบใดแสดงความลังเลนี้ได้ดีที่สุด

  1. I want to say Bell Street Cafe.
  2. I have no guess at all.
  3. The name is definitely Bell Street Cafe.
ดูคำตอบ

I want to say Bell Street Cafe.

Nice.

1:10

เยี่ยมเลย

I would say probably like Neil Armstrong or something like that. น้ำเสียง/เจตนา

1:11

ผมน่าจะตอบว่า Neil Armstrong หรือใครทำนองนั้น

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ or something like that เพื่อยกตัวอย่างโดยประมาณ

ในประโยคนี้ or something like that แสดงว่า Neil Armstrong เป็นเพียงตัวอย่างโดยประมาณ ไม่ใช่ตัวเลือกที่ตายตัวหรือเฉพาะเจาะจง ผู้พูดหมายถึง “Neil Armstrong หรือคนอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน” วลีนี้ช่วยให้คำตอบแบบเป็นกันเองยังเปิดกว้าง ใช้ทำให้ตัวอย่าง คำบรรยาย หรือถ้อยคำไม่เฉพาะเจาะจงเกินไปได้ เมื่อรายละเอียดที่แน่นอนไม่สำคัญหรือยังไม่ได้ตัดสินใจ

แบบฝึกหัด

คุณกำลังเสนอแบบสบาย ๆ ว่ากลุ่มอาจทำกิจกรรมประเภทใด โดยยังไม่ได้กำหนดตัวเลือกที่แน่นอน ประโยคใดเหมาะที่สุด

  1. We could visit a museum or something like that.
  2. The museum closes at precisely 6:00 p.m.
  3. We must visit exactly one museum named in the contract.
ดูคำตอบ

We could visit a museum or something like that.

I think I would like to be famous,

1:16

ฉันคิดว่าฉันอยากมีชื่อเสียงนะ

I guess.

1:19

คิดว่านะ

Not an A-list celebrity or anything like that. วัฒนธรรม

1:19

ไม่ต้องเป็นคนดังระดับแนวหน้าหรืออะไรแบบนั้น

Maybe a D-list one,

1:22

อาจเป็นคนดังระดับล่าง ๆ

where some people would know who you are.

1:24

ที่มีคนบางกลุ่มรู้ว่าคุณเป็นใคร

วัฒนธรรม

ระดับชื่อเสียงแบบ A-list และ D-list

A-list และ D-list เป็นคำเรียกแบบไม่เป็นทางการที่สื่อใช้จัดระดับคนดังอย่างคร่าว ๆ ตามการเป็นที่รู้จักของสาธารณชน คนดังระดับ A-list คือดาราชั้นแนวหน้าที่คนทั่วไปรู้จักอย่างกว้างขวาง ส่วนคนดังระดับ D-list เป็นที่รู้จักในวงจำกัดและอาจมีเพียงบางคนที่รู้จัก ตัวอักษรเหล่านี้สื่อถึงรายการที่เรียงตามระดับ แต่ไม่ได้มีเกณฑ์มาตรฐานสากลที่วงการรับรองอย่างเป็นทางการ ในประโยคนี้ ผู้พูดปฏิเสธแนวคิดที่ว่าตนจะกลายเป็นดาราดังระดับแนวหน้า แล้วพูดติดตลกว่าขอเป็นระดับ D-list ซึ่งหมายถึงมีชื่อเสียงเพียงเล็กน้อย ส่วนข้อความที่ว่ามีบางคนรู้ว่าคุณเป็นใครช่วยระบุระดับการเป็นที่รู้จักอันพอประมาณที่ผู้พูดต้องการสื่อ

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ ผู้พูดหมายความว่าอย่างไรเมื่อพูดว่า "Maybe a D-list one"?

  1. คนคนนั้นจะเป็นหนึ่งในคนดังที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
  2. คนคนนั้นจะเป็นคนดังระดับเล็ก ๆ ที่มีบางคนรู้จัก
  3. คนคนนั้นจะไม่มีใครรู้จักเลย
  4. คนคนนั้นจะทำงานโดยใช้รายชื่อที่ชื่อขึ้นต้นด้วยตัว D
ดูคำตอบ

คนคนนั้นจะเป็นคนดังระดับเล็ก ๆ ที่มีบางคนรู้จัก

You know,

1:25

แบบว่า

you'd be that guy.

1:25

คุณจะเป็น “คนนั้นไง”

I sung to myself on the car ride over here,

1:26

ฉันร้องเพลงกับตัวเองในรถระหว่างทางมาที่นี่

I was listening to Taylor Swift.

1:30

ตอนนั้นฟัง Taylor Swift อยู่

Nice.

1:31

ดีเลย

What song?

1:32

เพลงอะไร?

The whole album.

1:33

ทั้งอัลบั้มเลย

Oh,

1:34

โอ้

nice.

1:34

ดีเลย

And like Fearless,

1:35

แล้วก็เป็นอัลบั้มอย่าง Fearless นะ

not even her new stuff.

1:36

ไม่ใช่เพลงใหม่ ๆ ของเธอด้วยซ้ำ

So, they're keeping the questions pretty light, การใช้คำ

1:37

ตอนนี้คำถามยังค่อนข้างเบา ๆ อยู่

as you could see.

1:39

อย่างที่คุณเห็น

การใช้คำ

keep the questions pretty light: รักษาน้ำเสียงให้สบาย ๆ

ในโครงสร้าง keep + กรรม + คำคุณศัพท์ keep หมายถึงทำหรือปล่อยให้สิ่งหนึ่งคงอยู่ในสภาพที่คำคุณศัพท์ระบุ ในที่นี้ keeping the questions light หมายถึงพวกเขายังคงเลือกคำถามที่ไม่ทำให้บทสนทนาจริงจัง หนักอึ้งทางอารมณ์ หรือกดดัน Pretty ในที่นี้เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับในภาษาตั้งแต่ไม่เป็นทางการถึงเป็นกลาง มีความหมายว่า “ค่อนข้าง” หรือ “พอสมควร” คำนี้เพิ่มระดับของ light ไม่ได้หมายถึงความสวยงาม โครงสร้างเดียวกันยังใช้อธิบายส่วนอื่นของการโต้ตอบได้ เช่น keep the tone light

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ ซึ่งหมายความว่าพิธีกรยังคงถามคำถามสบาย ๆ และไม่จริงจัง: To avoid sensitive topics at the start, the host is ____.

ดูคำตอบ

keeping the questions pretty light

I used to think I was going to die really young, ไวยากรณ์

1:40

เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าจะตายตั้งแต่อายุยังน้อย

ไวยากรณ์

used to think: ความเชื่อในอดีตที่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว

Used to think แสดงว่าผู้พูดเคยเชื่อแบบนี้ในอดีต มักเป็นความคิดที่มีอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่ได้เชื่อเช่นนั้นแล้ว โครงสร้าง used to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้นำเสนอนิสัยหรือสภาวะในอดีตโดยเปรียบต่างกับปัจจุบัน ในที่นี้ think เป็นคำกริยารูปพื้นฐาน และสิ่งที่เปรียบต่างกันคือความเชื่อเดิมกับมุมมองปัจจุบันของผู้พูด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่ใช้กล่าวถึงความเชื่อในอดีต: I ____ good grades were all that mattered, but now I care about learning too.

ดูคำตอบ

used to think

like in high school,

1:42

ประมาณตอนเรียนมัธยม

when I was angsty. การใช้คำ

1:42

ตอนที่เต็มไปด้วยความกังวลสับสน

การใช้คำ

angsty: ความตึงเครียดทางอารมณ์แบบวัยรุ่นและหม่นหมอง

Angsty เป็นคำคุณศัพท์แบบไม่เป็นทางการ ใช้บรรยายคนที่ดูกังวล หม่นหมอง ไม่พอใจ หรือมีความทุกข์ทางอารมณ์ โดยมักให้ความรู้สึกเชื่อมโยงกับช่วงวัยรุ่น ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังมองย้อนกลับไปยังช่วงนั้นด้วยระยะห่างทางความรู้สึกและแฝงการล้อตัวเองเล็กน้อย คำนี้สื่อถึงท่าทีทางอารมณ์โดยรวม ไม่ใช่แค่ความประหม่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ตรงหน้าเพียงเรื่องเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ angsty ได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Please submit the angsty tax form by Friday.
  2. As a teenager, I filled notebooks with angsty poems about feeling misunderstood.
  3. The doctor gave an angsty explanation of the test results.
ดูคำตอบ

As a teenager, I filled notebooks with angsty poems about feeling misunderstood.

I was like,

1:43

ฉันคิดแบบว่า

I'm going to be that I'm going to be that's going to happen.

1:44

“ฉันจะเป็นแบบนั้น ฉันจะ... มันจะต้องเกิดขึ้น”

But then I hit 18, การใช้คำ

1:47

แต่พออายุครบ 18 ปี

การใช้คำ

hit 18: มีอายุถึงช่วงหนึ่ง

ในประโยคนี้ hit 18 หมายถึง “มีอายุครบ 18 ปี” hit ไม่ได้หมายถึงการตีสิ่งใด แต่แสดงให้อายุ 18 ปีเป็นจุดหรือหมุดหมายที่ผู้พูดเดินทางมาถึง ในการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นทางการ hit สามารถนำหน้าอายุ ตัวเลข หรือหมุดหมายที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น hit 30, hit 100 subscribers และ hit a major milestone ในที่นี้ อายุ 18 ปีคือจุดที่ความคิดของผู้พูดเปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

hit 18 ในตัวอย่างหมายถึงอะไร?

  1. ทำคะแนนได้ 18 แต้มในการแข่งขัน
  2. ตีเลข 18 จริง ๆ
  3. มีอายุครบ 18 ปี
ดูคำตอบ

มีอายุครบ 18 ปี

and I was like,

1:48

ฉันก็บอกตัวเองว่า

forget that, Emily.

1:48

“เลิกคิดแบบนั้นเถอะ Emily

You're going to live to a hundred.

1:49

เธอจะอยู่ถึงหนึ่งร้อยปี

You're making the century club.

1:50

เธอจะได้เข้าชมรมคนอายุครบศตวรรษ”

I've always wanted to be a good artist.

1:51

ฉันอยากเป็นศิลปินที่เก่งมาตลอด

I'd like to be maybe a bit more assertive. การใช้คำ

1:54

ฉันอยากกล้าแสดงจุดยืนมากกว่านี้อีกสักหน่อย

การใช้คำ

assertive: การแสดงออกอย่างชัดเจนและเคารพผู้อื่น

Assertive หมายถึงการสื่อสารความต้องการ ความคิดเห็น หรือขอบเขตของตนอย่างชัดเจนและมั่นใจ โดยยังคงเคารพผู้อื่น ในประโยคนี้ ผู้พูดต้องการกล้าพูดมากขึ้น ไม่ใช่บังคับให้คนอื่นยอมทำตาม แนวคิดสำคัญคือการแสดงออกอย่างสมดุล ซึ่งตรงไปตรงมากว่าการเป็นฝ่ายยอมตาม แต่ไม่เป็นปฏิปักษ์ ข่มขู่ หรือควบคุมผู้อื่น

แบบฝึกหัด

พฤติกรรมใดอธิบายได้ดีที่สุดว่าเป็นแบบ assertive?

  1. ข่มขู่อีกฝ่ายจนกว่าจะยอม
  2. ไม่พูดถึงขอบเขตของตนเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทุกอย่าง
  3. บอกขอบเขตอย่างใจเย็นและเสนอทางเลือกที่ทำได้จริง
ดูคำตอบ

บอกขอบเขตอย่างใจเย็นและเสนอทางเลือกที่ทำได้จริง

Like,

1:58

แบบว่า

uh

1:58

เอ่อ

maybe not too much so, though.

1:59

แต่อาจไม่ต้องมากเกินไป

I don't want to push people into doing anything they don't want to do. ไวยากรณ์

2:01

ฉันไม่อยากกดดันให้คนอื่นทำสิ่งที่พวกเขาไม่อยากทำ

ไวยากรณ์

push someone into doing something: กดดันให้ใครทำบางอย่าง

ในประโยคนี้ push people into doing หมายถึงการกดดันหรือโน้มน้าวอย่างหนักให้คนทำสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เลือกอย่างสมัครใจ คำว่า push ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการผลักทางกายภาพ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ push + person + into + -ing form โดย into เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วย doing ไม่ใช่ do เช่น push someone into accepting/signing/leaving

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง push + object + into: The recruiter kept trying to ____ accepting an offer I was unsure about.

ดูคำตอบ

push me into

My most terrible memory was the morning my sister called me to tell me that my mom had had a heart attack. ไวยากรณ์

2:04

ความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดของฉันคือตอนเช้าที่พี่สาวโทรมาบอกว่าแม่หัวใจวาย

ไวยากรณ์

had had a heart attack: had สองคำใน past perfect

had ทั้งสองคำถูกใช้โดยตั้งใจ had คำแรกเป็นกริยาช่วยที่สร้าง past perfect ส่วน had คำที่สองเป็นกริยาช่องสามของกริยาหลัก have ในสำนวนตายตัว have a heart attack past perfect วางเหตุการณ์หัวใจวายไว้ก่อนจุดอ้างอิงอีกจุดหนึ่งในอดีต คือการโทรมาของพี่สาว ลำดับเวลาคือหัวใจวายก่อน แล้วจึงมีการโทรมา หากมี had เพียงคำเดียวจะเป็น simple past และไม่เน้นความสัมพันธ์ว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่งในอดีตด้วยตัวมันเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป past perfect ของ have: By the time the ambulance arrived, the patient ____ a heart attack.

ดูคำตอบ

had had

Yeah.

2:11

ใช่

She's okay.

2:11

ตอนนี้แม่ไม่เป็นไรแล้ว

Okay,

2:12

โอเค

that's good that she's okay,

2:13

ดีแล้วที่ท่านไม่เป็นอะไร

but I can imagine that is terrifying. น้ำเสียง/เจตนา

2:14

แต่ผมนึกออกเลยว่ามันคงน่ากลัวมาก

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ I can imagine that is terrifying เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างระมัดระวัง

ในประโยคนี้ “I can imagine...” เป็นการตอบรับด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่การเน้นว่าผู้พูดกำลังตั้งใจสร้างภาพเหตุการณ์ในใจ หมายถึงผู้พูดเข้าใจได้ว่าทำไมประสบการณ์นั้นจึงน่ากลัว ถ้อยคำนี้รักษาระยะอย่างให้เกียรติ โดยยอมรับอารมณ์ของอีกฝ่าย แต่ไม่อ้างว่าตนเคยผ่านเหตุการณ์นั้นหรือเข้าใจทั้งหมด โครงสร้าง I can imagine + อนุประโยคสามารถใช้ตอบรับเมื่อผู้อื่นเล่าประสบการณ์ที่ยากลำบากได้

แบบฝึกหัด

มีคนเล่าว่าได้รับข่าวที่น่ากลัวเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัว “I can imagine that is terrifying” สื่อความหมายใดอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. ฉันยอมรับว่าประสบการณ์นั้นคงน่ากลัวมาก แต่ไม่ได้อ้างว่าตนเคยผ่านหรือเข้าใจทั้งหมด
  2. ฉันกำลังสร้างภาพอย่างละเอียดในใจเพราะเรื่องนี้ให้ความบันเทิง
  3. ฉันรู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร เพราะเรื่องเดียวกันเคยเกิดกับฉัน
ดูคำตอบ

ฉันยอมรับว่าประสบการณ์นั้นคงน่ากลัวมาก แต่ไม่ได้อ้างว่าตนเคยผ่านหรือเข้าใจทั้งหมด

Yeah,

2:16

ใช่

that was a that was a bad memory.

2:16

นั่นเป็นความทรงจำที่แย่มาก

She's doing she's

2:18

ตอนนี้แม่ก็... แม่...

Yeah.

2:19

ใช่

She's doing well.

2:20

แม่สบายดี

Good.

2:21

ดีแล้ว

She's doing very well.

2:21

แม่สบายดีมาก

Uh I would say mine would be when

2:22

ของผมน่าจะเป็นตอนที่

um my grandma's mind just kind of started deteriorating.

2:26

ความจำของคุณยายเริ่มเสื่อมลงเรื่อย ๆ

Um

2:30

อืม

cuz she lived with us for my whole life,

2:31

เพราะคุณยายอยู่กับครอบครัวเรามาตลอดชีวิตของผม

you know,

2:34

คือว่า

to see her forget who I am and you know, call me a different name,

2:35

การได้เห็นคุณยายลืมว่าผมเป็นใคร แล้วก็เรียกผมเป็นชื่ออื่น

and she would wake up some days and you know,

2:40

และบางวันท่านก็ตื่นขึ้นมา แล้วก็แบบว่า

and she's a 90-year-old woman and wonder why she didn't have school.

2:43

ทั้งที่เป็นผู้หญิงอายุ 90 ปี แต่กลับสงสัยว่าทำไมตัวเองไม่ได้ไปโรงเรียน

That whole part is pretty terrible,

2:46

ช่วงเวลาทั้งหมดนั้นเลวร้ายมาก

I would say.

2:48

ผมว่านะ

So,

2:49

ดังนั้น

yeah.

2:50

ใช่

Yeah.

2:51

ใช่

That'd be really hard. น้ำเสียง/เจตนา

2:51

มันคงยากมากจริง ๆ

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ That'd be really hard เพื่อตอบอย่างเห็นอกเห็นใจโดยไม่ก้าวก่าย

“That” อ้างกลับไปถึงสถานการณ์ที่ยากซึ่งเพิ่งกล่าวถึง และ “That’d” เป็นรูปย่อของ That would ในที่นี้ would ทำให้คำบรรยายเป็นการประเมินโดยลองนึกแทนอย่างเห็นอกเห็นใจ กล่าวคือผู้พูดกำลังบอกว่าสถานการณ์นั้นดูยากมาก แทนที่จะกำหนดความรู้สึกของอีกฝ่ายว่าเป็นข้อเท็จจริง ในฐานะคำตอบสั้น ๆ วลีนี้ช่วยคงความสนใจไว้ที่ผู้เล่าและยอมรับน้ำหนักของประสบการณ์ โดยไม่รีบให้คำแนะนำทันที

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษทั้งประโยค แล้วเลือกประโยคที่มีรูปย่อของ that would อยู่หน้า be

  1. That has been really hard.
  2. That can be really hard.
  3. That'd be really hard.
ดูคำตอบ

That'd be really hard.

Mhm.

2:52

อืม

I know people need affection,

2:55

ฉันรู้ว่าคนเราต้องการความรักความเอาใจใส่

and I do, too.

2:57

ฉันเองก็เหมือนกัน

But I have to like more think about sometimes my actions.

2:58

แต่บางครั้งฉันต้องคิดให้มากขึ้นเกี่ยวกับการกระทำของตัวเอง

People need validation sometimes, การใช้คำ

3:02

บางครั้งคนเราต้องการการยืนยันว่าตัวเองมีคุณค่า

การใช้คำ

Validation ในความหมายของการยอมรับความรู้สึก

ในที่นี้ validation หมายถึงการยอมรับว่าความรู้สึก ความต้องการ หรือความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าของอีกฝ่ายเป็นเรื่องจริงและสมควรได้รับความใส่ใจ เป็นการยอมรับทางอารมณ์ ไม่ใช่การตรวจสอบความถูกต้องทางเทคนิค การให้ validation แก่ใครบางคนไม่ได้หมายความว่าต้องเห็นด้วยกับข้อสรุปทุกอย่างหรือเห็นชอบกับการกระทำทุกอย่างของเขา คุณสามารถยอมรับอารมณ์ของเขาได้ แม้จะยังไม่เห็นด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นหรือควรทำอะไรต่อไป

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ validation น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. เห็นด้วยว่าทุกอย่างที่คนนั้นพูดถูกต้อง
  2. ตรวจสอบว่าข้อมูลเป็นไปตามกฎทางเทคนิคหรือไม่
  3. ยอมรับว่าความรู้สึกหรือความต้องการของใครบางคนมีความสำคัญ
ดูคำตอบ

ยอมรับว่าความรู้สึกหรือความต้องการของใครบางคนมีความสำคัญ

and they need to hear that or see you by touch,

3:03

และต้องได้ยินคำพูดนั้นหรือสัมผัสได้ผ่านการแตะต้อง

stuff like that.

3:07

อะไรแบบนั้น

Romantic love hasn't hasn't been a big role in in my life for the past

3:07

ความรักแบบคนรักไม่ได้มีบทบาทสำคัญในชีวิตฉันตลอดช่วง

a little over a year now.

3:12

หนึ่งปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา

I'm trying to be a bit more cautious about who I give and receive that love from, วลี

3:14

ฉันพยายามระมัดระวังมากขึ้นว่าจะมอบและรับความรักนั้นจากใคร

วลี

be a bit more cautious about ...: ระมัดระวังเรื่อง…ให้มากขึ้นอีกนิด

ใน be cautious about ... คำว่า cautious หมายถึงการตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและพร้อมเลือกอย่างรอบคอบ ส่วน about ใช้นำเรื่องที่ต้องระวัง และตามด้วยคำนาม รูป -ing หรืออนุประโยค wh ได้ ในที่นี้ who ... ระบุบุคคลที่เกี่ยวข้อง a bit more เปรียบเทียบระดับความระมัดระวังใหม่ของผู้พูดกับระดับก่อนหน้า โดย a bit ช่วยทำให้ถ้อยคำอ่อนลง จึงฟังดูพอดี ไม่เด็ดขาดหรือตื่นตระหนกเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่ใช้ cautious: After the scam call, I decided to ____ which numbers I answer.

ดูคำตอบ

be a bit more cautious about

because it is so important.

3:22

เพราะมันสำคัญมาก

I have a stuffed animal Buster.

3:24

ผมมีตุ๊กตาผ้าชื่อ Buster

He's a dog.

3:25

มันเป็นสุนัข

So,

3:27

ดังนั้น

I probably might save Buster. ไวยากรณ์

3:28

ผมน่าจะเลือกช่วย Buster

ไวยากรณ์

probably might กับการซ้อนความไม่แน่ใจ

ใน “I probably might save Buster.” ทั้ง probably และ might ต่างลดระดับความแน่นอน การวางสองคำนี้ซ้อนกันทำให้คำตอบฟังดูเหมือนคิดสด ๆ และลังเลมาก ราวกับผู้พูดเริ่มใช้โครงสร้างแสดงความไม่แน่ใจแบบหนึ่งแล้วเติมอีกแบบเข้าไป การซ้อนเช่นนี้พบได้ในการพูดแบบฉับพลัน แต่ฉบับที่เรียบเรียงให้ชัดเจนมักคงไว้เพียงโครงสร้างเดียว คือ “I might save Buster” สำหรับการบอกความเป็นไปได้ หรือ “I probably would save Buster” สำหรับตัวเลือกสมมุติที่มีแนวโน้มว่าจะทำมากกว่า

แบบฝึกหัด

ถ้าผู้พูดต้องการบอกเพียงความเป็นไปได้ ประโยคใดเป็นฉบับแก้ไขที่ชัดเจนและเหมาะกับการใช้ภาษาอย่างรอบคอบที่สุด

  1. I probably would save Buster.
  2. I probably might save Buster.
  3. I might save Buster.
ดูคำตอบ

I might save Buster.

Mine's Fluffy.

3:31

ของฉันชื่อ Fluffy

He's also a dog.

3:32

มันเป็นสุนัขเหมือนกัน

Oh, okay.

3:33

อ๋อ โอเค

Buster and Fluffy should meet one day.

3:33

สักวัน Buster กับ Fluffy น่าจะได้เจอกันนะ

Yeah.

3:35

ใช่

I was worried about this coming into it because I can be a little bit awkward. วลี

3:35

ก่อนเริ่มผมกังวลเรื่องนี้ เพราะผมอาจทำตัวเก้ ๆ กัง ๆ นิดหน่อย

วลี

coming into it เพื่อแสดงมุมมองตอนเริ่มต้น

ในประโยคนี้ coming into it หมายถึง “ก่อนหรือในตอนที่ฉันเริ่มเข้าสู่ประสบการณ์นี้” วลีนี้กำหนดเวลาและมุมมองให้กับ was worried กล่าวคือ ความกังวลมีอยู่ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นตามสิ่งที่ผู้พูดคาดไว้ล่วงหน้า it อ้างถึงสถานการณ์ที่ระบุไว้แล้ว ไม่ได้หมายถึงการเข้าไปข้างในวัตถุจริง ๆ หรือการได้รับมรดก โครงสร้างนี้ใช้เกริ่นถึงความคาดหวัง ความรู้สึก หรือข้อสันนิษฐานที่ใครคนหนึ่งมีในช่วงเริ่มต้นเหตุการณ์ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้: Before the workshop, I expected it to be uncomfortable. I felt nervous ____, but everyone was friendly.

ดูคำตอบ

coming into it

But y- you make me feel at ease. สำนวน

3:40

แต่ค-คุณทำให้ผมรู้สึกสบายใจ

สำนวน

at ease: รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ

ในประโยคนี้ at ease หมายถึงรู้สึกผ่อนคลายและไม่มีความประหม่าหรือความอึดอัดทางสังคม ผู้พูดกำลังบอกว่าอีกฝ่ายทำให้ตนรู้สึกสบายใจทางอารมณ์ วลีนี้มักตามหลัง be หรือ feel และยังใช้ make หรือ put someone at ease เพื่อบอกว่าทำให้อีกคนผ่อนคลายได้ด้วย ในที่นี้ make me feel at ease อธิบายผลทางความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีต่อผู้พูด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึง “ผ่อนคลายและไม่ประหม่า”: After a warm welcome, the new student felt ____ in the group.

ดูคำตอบ

at ease

You know,

3:42

คือว่า

you seem very cool and calm and very confident at the same time.

3:42

คุณดูทั้งเท่และสงบมาก แถมยังมั่นใจในตัวเองมากด้วย

So, I guess that's three.

3:47

งั้นก็นับเป็นสามข้อแล้วกัน

But, yeah.

3:49

แต่ก็ใช่

You have a you definitely have a good personality.

3:50

คุณมีนิสัยดีมากจริง ๆ

I also like what you're wearing.

3:52

ฉันชอบชุดที่คุณใส่อยู่ด้วย

Oh, thank you.

3:53

โอ้ ขอบคุณ

Those colors really complement you, การใช้คำ

3:54

สีพวกนั้นเข้ากับคุณมาก

การใช้คำ

complement you: สีที่ช่วยขับรูปลักษณ์ให้โดดเด่น

ในประโยคนี้ complement you หมายถึงสีเหล่านั้นเข้ากับบุคคลนั้นและช่วยขับให้รูปลักษณ์ดูเด่นขึ้น เป็นการอธิบายผลทางสายตา กล่าวคือสีเหล่านั้นทำให้บุคคลนั้นดูดีขึ้น ในที่นี้ complement เป็นสกรรมกริยา โดยมีโครงสร้าง something complements someone or something กรรม you คือบุคคลที่รูปลักษณ์ได้รับการขับให้เด่นขึ้น

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยค: Those warm colors really ___; they make you look vibrant.

  1. compliment you
  2. complement you
  3. complements you
ดูคำตอบ

complement you

and

3:57

และ

they make you look handsome. ไวยากรณ์

3:58

ทำให้คุณดูหล่อด้วย

ไวยากรณ์

make you look: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

ใน make you look handsome คำว่า make ทำหน้าที่เป็นกริยาแสดงเหตุให้เกิดผล กล่าวคือ สีเหล่านั้นทำให้บุคคลนั้นมีภาพลักษณ์ที่ดูหล่อ you เป็นกรรมของ make และ look เชื่อมไปยังคำบรรยายรูปลักษณ์ handsome โครงสร้างที่นำไปใช้กับสถานการณ์อื่นได้คือ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน + ส่วนเติมเต็ม หลัง make ในโครงสร้างแบบประธานเป็นผู้กระทำนี้ให้ใช้ look ไม่ใช่ to look: These colors make you look handsome.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ make + กรรม + look: This jacket ____ taller.

ดูคำตอบ

makes her look

Cool.

3:59

เยี่ยมเลย

Thank you.

4:00

ขอบคุณ

You're welcome.

4:00

ไม่เป็นไร

Um I like your face.

4:01

อืม ฉันชอบใบหน้าของคุณ

It's a nice face.

4:03

เป็นใบหน้าที่ดูดีนะ

Your face is very symmetrical,

4:04

ใบหน้าของคุณสมมาตรมาก

which Nice.

4:06

ซึ่ง... ดีเลย

is something we subconsciously look for.

4:08

เป็นสิ่งที่เรามองหาโดยไม่รู้ตัว

But because I know that,

4:10

แต่เพราะฉันรู้เรื่องนั้น

I consciously look for.

4:11

ฉันเลยมองหามันอย่างตั้งใจ

I say like a lot. การใช้คำ

4:12

ฉันพูดคำว่า “แบบว่า” บ่อยมาก

Like like this, like that.

4:13

แบบว่านี่ แบบว่านั่น

การใช้คำ

like ในฐานะคำแทรกแบบไม่เป็นทางการ

ใน I say like a lot ผู้พูดกำลังกล่าวถึง like ว่าเป็นคำที่ตนใช้ซ้ำ ๆ เป็นคำแทรก คำพูดถัดไปจงใจพูดซ้ำเพื่อแสดงนิสัยนี้ ในที่นี้ like ไม่ได้หมายถึงชอบหรือคล้ายกับ like ที่เป็นคำแทรกช่วยให้ผู้พูดมีเวลาวางแผนว่าจะพูดอะไร ลดความชัดเจนตายตัวของข้อความ หรือบอกจังหวะหยุดแบบไม่เป็นทางการ โดยมากสามารถตัดออกได้โดยไม่เปลี่ยนใจความหลัก แต่เมื่อเอาออก น้ำเสียงอาจฟังตรงขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค I was, like, completely surprised คำว่า like ทำหน้าที่หลักอย่างไร

  1. หมายความว่าผู้พูดชอบการรู้สึกประหลาดใจ
  2. บอกจังหวะหยุดแบบไม่เป็นทางการขณะที่ผู้พูดกำลังเรียบเรียงข้อความ
  3. เปรียบเทียบผู้พูดกับสิ่งที่เรียกว่า surprise
ดูคำตอบ

บอกจังหวะหยุดแบบไม่เป็นทางการขณะที่ผู้พูดกำลังเรียบเรียงข้อความ

But you're very very well-spoken. การใช้คำ

4:15

แต่คุณพูดจาฉะฉานมาก ๆ

การใช้คำ

well-spoken: การสื่อสารที่ชัดเจนและเหมาะสม

well-spoken ใช้อธิบายคนที่ถ่ายทอดความคิดได้ชัดเจน เหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นระเบียบ ในประโยคนี้ very very ช่วยเน้นคำชมให้แรงขึ้น คำนี้ประเมินวิธีที่บุคคลสื่อสาร ทั้งการเลือกคำและวิธีถ่ายทอด ไม่ได้บอกว่าความคิดเห็นของเขาถูกต้องหรือไม่ พูดมากหรือไม่ หรือมีสำเนียงที่ถือว่าเป็นมาตรฐานหรือไม่

แบบฝึกหัด

well-spoken ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร

  1. เธอพูดแทบไม่หยุดเลย
  2. เธอมีเสียงร้องเพลงที่ไพเราะ
  3. เธอถ่ายทอดความคิดของตนได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม
ดูคำตอบ

เธอถ่ายทอดความคิดของตนได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม

I actually swear all the time. การใช้คำ

4:16

จริง ๆ แล้วฉันสบถตลอดเวลา

การใช้คำ

swear all the time: พูดคำหยาบบ่อยมาก

swear ในที่นี้หมายถึงการใช้คำหยาบหรือคำต้องห้าม ส่วน all the time บรรยายพฤติกรรมที่เกิดซ้ำเป็นนิสัย และโดยทั่วไปหมายถึง “บ่อยมาก” ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าทุกวินาที swear ยังมีความหมายเกี่ยวกับการให้คำมั่นและการสาบาน แต่การใช้โดยไม่มีกรรมร่วมกับวลีบอกความถี่และบริบทรอบข้างสนับสนุนความหมายว่า “สบถหรือพูดคำหยาบ” ในที่นี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ swear ในความหมายว่าใช้ภาษาหยาบหรือคำต้องห้าม

  1. She swore that she had sent the email.
  2. He tends to swear when the game goes badly.
  3. The witness swore an oath before speaking.
ดูคำตอบ

He tends to swear when the game goes badly.

I'm trying really hard.

4:18

ตอนนี้กำลังพยายามกลั้นไว้อย่างหนัก

Shit.

4:19

แม่ง

Fuck.

4:20

เชี่ย

All right.

4:20

เอาล่ะ

Curse like a sailor. สำนวน

4:21

สบถอย่างกับกะลาสีเลย

สำนวน

Curse like a sailor: คำเปรียบเทียบเกินจริงว่าพูดคำสบถมาก

ในคำเปรียบเทียบนี้ curse หมายถึง “ใช้คำสบถหรือคำหยาบ” ส่วน like a sailor หมายถึงทำเช่นนั้นอย่างไม่ยับยั้ง บ่อย หรือรุนแรง ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเป็นกะลาสีจริง ๆ การพูดเกินจริงนี้อาศัยภาพเหมารวมแบบเก่าว่ากะลาสีใช้ภาษาหยาบคาย โดยอาจสื่ออารมณ์ขันหรือการล้อเลียนตัวเองแทนการตัดสินอย่างจริงจัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบท

แบบฝึกหัด

ใน “Nina curses like a sailor when she loses a game,” คำว่า curses like a sailor หมายความว่าอย่างไร

  1. เธอใช้เวทมนตร์สาปเหล่ากะลาสี
  2. เธอใช้คำสบถมาก
  3. เธอทำงานบนเรือ
ดูคำตอบ

เธอใช้คำสบถมาก

Yeah.

4:22

ใช่

It'd be nice to have someone that you could literally say anything and everything, วลี

4:22

คงดีถ้ามีใครสักคนที่คุณพูดทุกเรื่องได้อย่างแท้จริง

and they would still like you and respect you and not think you're a big weirdo.

4:28

แล้วเขายังชอบและเคารพคุณเหมือนเดิม โดยไม่คิดว่าคุณเป็นคนประหลาดสุด ๆ

วลี

Anything and everything เพื่อเน้นความครบถ้วนทั้งหมด

Anything and everything เป็นคำคู่ที่ใช้เน้นว่ารวมทุกหัวข้อที่เป็นไปได้โดยไม่ปิดบังอะไร ใน say anything and everything คำสองคำนี้ไม่ได้แจกแจงสิ่งของคนละประเภท แต่ทำงานร่วมกันเพื่อเน้นแนวคิดเรื่องความเปิดเผยที่ไม่มีข้อจำกัด เมื่อเทียบกับ anything เพียงคำเดียว คำคู่นี้ฟังดูครอบคลุมทางอารมณ์มากกว่า มักใช้ทำให้อีกฝ่ายสบายใจว่าแม้แต่ความคิดส่วนตัว แปลก หรือพูดยากก็สามารถเล่าได้

แบบฝึกหัด

เติมคำคู่แบบเน้นที่หมายถึง “ไม่ปิดบังหัวข้อใดเลย” ให้สมบูรณ์: You can tell me ____; I won't judge you.

ดูคำตอบ

anything and everything

You have a very very nice smile.

4:32

คุณยิ้มสวยมาก ๆ

I would definitely make out with you. กริยาวลี

4:34

ผมอยากจูบกับคุณแน่นอน

กริยาวลี

“make out with” สำหรับการจูบแบบใกล้ชิด

ในประโยคนี้ make out with someone เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึงจูบคนนั้นอย่างดูดดื่มหรือเป็นเวลานาน การกระทำนี้สื่อถึงความใกล้ชิดเชิงโรแมนติกหรือทางเพศ ไม่ใช่เพียงการจูบแบบเป็นมิตรสั้น ๆ ให้มอง make out with เป็นหน่วยเดียว โดยมีโครงสร้าง make out with + บุคคล กรรมจะอยู่หลัง with เช่นใน make out with you

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึง “จูบอย่างดูดดื่ม”: At the end of the date, they wanted to ____ each other.

ดูคำตอบ

make out with

Okay.

4:38

โอเค

Yeah, I was kind of thinking about that.

4:39

ใช่ ฉันก็แอบคิดเรื่องนั้นอยู่

Like on our break,

4:41

อย่างตอนช่วงพัก

I was like,

4:41

ฉันคิดว่า

yeah, I would definitely make out with him.

4:42

“ใช่ ฉันจูบกับเขาได้แน่นอน”

Yeah, I think he's pretty attractive. การใช้คำ

4:44

ใช่ ฉันคิดว่าเขามีเสน่ห์ทีเดียว

การใช้คำ

“pretty attractive” ที่ใช้ pretty บอกระดับ

pretty ในที่นี้เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับแบบไม่เป็นทางการที่ขยาย attractive โดยหมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “พอสมควร” ผู้พูดจึงมองว่าเขามีเสน่ห์อย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้อยคำนี้มักฟังดูนุ่มนวลหรือไม่เด็ดขาดเท่า very attractive คำคุณศัพท์ attractive เป็นคำที่บอกการประเมินรูปลักษณ์ ส่วน pretty ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “สวย” เมื่ออยู่หน้าคำคุณศัพท์อีกคำ pretty มักทำหน้าที่บอกระดับ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The apartment is pretty small,” คำว่า pretty หมายถึงอะไร?

  1. อะพาร์ตเมนต์นั้นค่อนข้างเล็ก
  2. อะพาร์ตเมนต์นั้นทั้งเล็กและดูดี
  3. อะพาร์ตเมนต์นั้นสวย
ดูคำตอบ

อะพาร์ตเมนต์นั้นค่อนข้างเล็ก

We have a lot of things in common, วลี

4:46

เรามีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง

วลี

Have a lot of things in common: มีหลายอย่างร่วมกัน

Have a lot of things in common หมายถึงคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีความสนใจ ประสบการณ์ คุณลักษณะ หรือสถานการณ์หลายอย่างร่วมกัน โครงสร้างคือ have + คำบอกปริมาณหรือวลีนาม + in common ในที่นี้ common เป็นส่วนหนึ่งของวลีตายตัว in common ซึ่งหมายถึงมีร่วมกัน ไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านั้นธรรมดาหรือพบได้ทั่วไป วลีนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมผู้คนจึงรู้สึกว่าคล้ายคลึงหรือเชื่อมโยงกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวจากบทเรียน โดยต้องมีคำว่า things: Nina and I enjoy the same music and hobbies, so we ____.

ดูคำตอบ

have a lot of things in common

and I like what I like. ลำดับความ

4:48

และฉันก็ชอบสิ่งที่ฉันชอบ

ลำดับความ

I like what I like: ฉันชอบสิ่งที่ฉันชอบ

I like what I like เป็นการพูดซ้ำโดยตั้งใจ ไม่ใช่การขอข้อมูลเพิ่มเติม อนุประโยค what หมายถึง the things that I like หรือสิ่งที่ฉันชอบ ดังนั้นความหมายตามตัวอักษรคือผู้พูดชอบสิ่งที่ตนชอบ หน้าที่จริงในบทสนทนาคือการปิดประเด็น ผู้พูดยอมรับความชอบของตนโดยไม่วิเคราะห์หรือแก้ต่างให้มัน วลีนี้อาจฟังดูสงบและมั่นใจ หรือท้าทายเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

หลังจากเพื่อนถามว่าทำไม Leo จึงชอบวงดนตรีที่ไม่ทันสมัย เขาตอบว่า “I like what I like.” เขากำลังทำอะไรเป็นหลัก?

  1. ยอมรับความชอบของตนโดยไม่พยายามแก้ต่าง
  2. บอกว่าเขาชอบทุกอย่างที่เพื่อนชอบ
  3. อธิบายคุณสมบัติทางดนตรีที่เขาชื่นชม
  4. ยอมรับว่าเขาไม่แน่ใจว่าตนชอบอะไร
ดูคำตอบ

ยอมรับความชอบของตนโดยไม่พยายามแก้ต่าง

So, it's a good thing I think it's a good thing that you know,

4:50

เพราะงั้นถือเป็นเรื่องดี ฉันคิดว่ามันดีนะที่

we kind of a lot of stuff in common.

4:53

เรามีอะไรเหมือนกันค่อนข้างเยอะ

I expected it to be a lot more awkward, ไวยากรณ์

4:58

ฉันคิดไว้ว่ามันจะกระอักกระอ่วนกว่านี้มาก

but it was it was more just exciting.

5:01

แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า

ไวยากรณ์

expected it to be a lot more awkward: คิดไว้ว่าจะน่าอึดอัดกว่านี้มาก

Expect + กรรม + to be + ส่วนเติมเต็ม ใช้บอกการคาดการณ์ว่าสิ่งของ บุคคล หรือประสบการณ์จะอยู่ในสภาพใด ในที่นี้ expected it to be ... awkward หมายถึงผู้พูดคาดไว้ก่อนว่าประสบการณ์นั้นจะชวนให้อึดอัด A lot ใช้เพิ่มระดับให้คำเปรียบเทียบ more awkward จากนั้นผู้พูดเปรียบเทียบความคาดหวังที่ชัดเจนนี้กับความเป็นจริง โดยประสบการณ์จริงให้ความรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าอึดอัด

แบบฝึกหัด

เรียงส่วนต่อไปนี้ให้ถูกต้องเพื่อเติมช่องว่าง: expected / it / to be / a lot more formal. I ____, but the relaxed conversation surprised me.

ดูคำตอบ

expected it to be a lot more formal

Mhm,

5:04

อืม

yeah.

5:04

ใช่

I like you.

5:04

ฉันชอบคุณนะ

You're cool.

5:05

คุณเจ๋งดี

Yeah, thank you.

5:05

ใช่ ขอบคุณ

Uh yeah, it was interesting getting to know a lot about you cuz วลี

5:06

เอ่อ ใช่ การได้รู้เรื่องของคุณหลายอย่างน่าสนใจดี เพราะ

a lot of those questions aren't necessarily stuff you'd say right away or even sometimes ever to someone. โน้ต

5:12

คำถามหลายข้อนั้นไม่ใช่เรื่องที่ปกติเราจะบอกใครทันที หรือบางทีก็อาจไม่เคยบอกเลย

วลี

getting to know: ค่อย ๆ ทำความรู้จัก

Get to know หมายถึงการค่อย ๆ คุ้นเคยกับคน สถานที่ หรือหัวข้อ ผ่านการติดต่อหรือประสบการณ์ ใน getting to know a lot about you อนุประโยค -ing ระบุถึงกระบวนการทำความรู้จักที่ผู้พูดรู้สึกว่าน่าสนใจ Know มักบอกสภาวะที่รู้จักหรือคุ้นเคยอยู่แล้ว ส่วน get to know เน้นการเปลี่ยนจากไม่คุ้นเคยไปเป็นคุ้นเคย ดังนั้น ในที่นี้จึงหมายถึงความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ไม่ใช่การได้รู้ข้อเท็จจริงเพียงเรื่องเดียว

แบบฝึกหัด

เรียง get, to และ know ให้ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: I want to ____ my new teammates over the next few weeks.

ดูคำตอบ

get to know

ไวยากรณ์

aren't necessarily: การจำกัดข้อสรุปเชิงลบ

ในที่นี้ aren't necessarily หมายถึง “ไม่ได้เป็นเช่นนั้นโดยอัตโนมัติ” หรือ “ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป” คำปฏิเสธไปจำกัด necessarily ผู้พูดจึงไม่ได้ยืนยันอย่างเด็ดขาดว่าคำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีวันพูด โครงสร้าง X isn't necessarily Y ใช้เมื่อ Y อาจเป็นจริงในบางกรณี แต่ไม่ได้เป็นผลที่ตามมาในทุกกรณี จึงช่วยให้การแก้ความเข้าใจหรือการโต้แย้งแม่นยำและไม่เหมารวมเกินไป

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: A high price doesn't necessarily mean better quality. ประโยคนี้สื่อความหมายอย่างไร?

  1. สินค้าที่ดีกว่ามักมีราคาแพงเสมอ
  2. สินค้าราคาแพงไม่ได้ดีกว่าเสมอไป
  3. สินค้าราคาแพงไม่มีวันดีกว่า
ดูคำตอบ

สินค้าราคาแพงไม่ได้ดีกว่าเสมอไป

วลี

right away: ความหมายว่า “ทันที”

Right away เป็นวลีวิเศษณ์ตายตัวที่หมายถึง “ทันที” หรือ “โดยไม่ล่าช้า” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าจะพูดคำถามเหล่านั้นเมื่อใด ไม่ได้บรรยายการเคลื่อนที่หรือทิศทาง ในวลีนี้ right ช่วยเน้นความหมาย ส่วน away เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว สามารถวาง right away หลังวลีกริยาหรือท้ายอนุประโยคได้ เช่น Please reply right away.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย right away: The pipe is leaking, so please call a plumber ____.

ดูคำตอบ

right away

Um would you guys like to see each other again after this? น้ำเสียง/เจตนา

5:18

เอ่อ หลังจากนี้พวกคุณอยากเจอกันอีกไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ Would you guys like to + คำกริยาเพื่อเชิญคนเป็นกลุ่มอย่างสุภาพ

โครงสร้าง Would you guys like to + คำกริยารูปพื้นฐาน? ใช้ถามคนเป็นกลุ่มอย่างสุภาพว่าอยากทำบางอย่างไหม ในประโยคนี้ ผู้พูดถามว่าคนทั้งสองสนใจจะพบกันอีกหรือไม่ พร้อมเปิดโอกาสให้ปฏิเสธได้ Would like to เป็นวิธีแสดงความหมายของ want to ที่สุภาพและตรงน้อยกว่าเมื่อใช้เชิญหรือถามความสมัครใจ คำกริยาหลัง to ต้องเป็นรูปพื้นฐาน เช่น would you guys like to see...?

แบบฝึกหัด

เติมคำเชิญอย่างสุภาพด้วยวลีสำหรับเรียกกลุ่มตามที่เรียนมา: “____ join us for lunch?”

ดูคำตอบ

Would you guys like to

Yeah.

5:22

อยาก

Yeah.

5:23

อยาก

I would like to see him again.

5:23

ฉันอยากเจอเขาอีก

Okay.

5:25

โอเค

Um and if you guys want to,

5:25

แล้วถ้าพวกคุณต้องการ

and there's no pressure, น้ำเสียง/เจตนา

5:27

ไม่ต้องรู้สึกกดดันนะ

uh you guys can kiss if you would like to.

5:28

พวกคุณจะจูบกันก็ได้ถ้าอยาก

น้ำเสียง/เจตนา

There's no pressure สำหรับทางเลือกที่สมัครใจจริง

There's no pressure หมายความว่าอีกฝ่ายมีอิสระที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ โดยไม่ถูกตำหนิ เร่งรัด หรือลงโทษทางสังคม ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวช่วยลดแรงบังคับของข้อเสนอที่ละเอียดอ่อน และระบุชัดว่าผู้พูดตั้งใจเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย วลีนี้หมายถึงแรงกดดันทางสังคมหรืออารมณ์ ไม่ใช่แรงทางกาย เป็นคำพูดเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่พฤติกรรมที่ตามมาก็ต้องเปิดโอกาสให้เลือกได้จริงด้วย

แบบฝึกหัด

ตัดสินสถานการณ์นี้: ผู้จัดการพูดว่า “There's no pressure” แต่ยังถามต่อหลังจากพนักงานปฏิเสธแล้ว เพียงแค่ใช้วลีนี้ทำให้สถานการณ์ไม่มีแรงกดดันจริงหรือไม่

  1. ไม่ใช่ การถามซ้ำยังคงสร้างแรงกดดันได้
  2. ใช่ คำพูดนั้นขจัดแรงกดดันทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ การถามซ้ำยังคงสร้างแรงกดดันได้

Sure.

5:30

ได้สิ

Sounds good.

5:32

ฟังดูดี

Thank you, guys.

5:43

ขอบคุณทั้งคู่

So, maybe we'll follow up in like a few months. กริยาวลี

5:45

ไว้อีกสักสองสามเดือนเราอาจมาติดตามผลกัน

กริยาวลี

follow up: ติดต่ออีกครั้งเพื่อตรวจสอบความคืบหน้า

ในประโยคนี้ follow up เป็นกริยาวลีสองคำที่อยู่หลังคำกริยาช่วย will หมายถึงการติดต่อหรือกลับไปตรวจสอบอีกครั้งในภายหลัง เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นหรือรายงานความคืบหน้า ส่วน in like a few months บอกเวลาโดยประมาณของการติดต่อครั้งต่อไป คำนี้ไม่ได้หมายถึงการเดินตามหลังใครจริง ๆ วลีนี้มักใช้กล่าวถึงการดำเนินการภายหลังที่สานต่อจากการสนทนา การสัมภาษณ์ การนัดหมาย หรือเรื่องก่อนหน้า ในที่นี้ไม่ได้ระบุกรรม เพราะเข้าใจได้จากบริบทว่ากำลังติดตามเรื่องใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย follow และคำช่วยที่ถูกต้องเพื่อให้หมายถึง “ติดต่ออีกครั้งเพื่อตรวจสอบความคืบหน้า”: “If the client does not reply today, I'll ____ with her tomorrow.”

ดูคำตอบ

follow up