วิธีไม่ทำตัวตั้งแง่หรือปกป้องตัวเองมากไปในความสัมพันธ์: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
809 คำ 155 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: การเป็นฝ่ายถูกไม่อาจคลี่คลายความขัดแย้งได้ หากขาดความปลอดภัย ความเห็นอกเห็นใจ และการให้ความมั่นใจ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. "There are no prizes for winning other than self-satisfied loneliness." - สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจการแข่งขันเชิงประชด และเหตุใดชัยชนะจึงทำร้ายความสัมพันธ์ได้ 2. "not because the accusations are wrong, but because we're terrified." - ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: แทนเหตุผลที่ดูเหมือนจริงด้วยสาเหตุแท้ โดยไม่ต้องบอกว่าเหตุผลแรกผิด 3. "Love is a skill that we can learn." - วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เข้าใจนิยามสั้นที่มองความรักเป็นทักษะซึ่งเรียนรู้ได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

We often operate in romantic life under the mistaken view วลี

0:00

บ่อยครั้งในชีวิตคู่ เรามักจะประพฤติตนภายใต้มุมมองที่ผิดๆ

วลี

under the mistaken view: กระทำภายใต้มุมมองที่ผิด

วลี under the mistaken view หมายถึง “กระทำโดยมีความเชื่อที่ผิดเป็นตัวชี้นำ” คำว่า under ในที่นี้เป็นความหมายเชิงนามธรรม กล่าวคือ ความเชื่อนั้นมีอิทธิพลต่อการกระทำ ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ mistaken ระบุชัดว่ามุมมองนั้นไม่ถูกต้อง โครงสร้างนี้มักตามด้วยอนุประโยค that เพื่อบอกเนื้อหาของความเชื่อที่ผิด: under the mistaken view that ...

แบบฝึกหัด

ในประโยค “They kept changing the plan under the mistaken view that every complaint required a new rule,” วลี under the mistaken view หมายถึงอะไร?

  1. พวกเขาถูกชี้นำด้วยความเชื่อที่ผิด
  2. พวกเขารู้อย่างเปิดเผยว่าความเชื่อนั้นผิด แต่เลือกเพิกเฉย
  3. พวกเขาอยู่ใต้สิ่งที่มองเห็นได้จริง ๆ
ดูคำตอบ

พวกเขาถูกชี้นำด้วยความเชื่อที่ผิด

unconsciously imported from law courts and school debating traditions สำนวน

0:04

ซึ่งถูกนำเข้ามาจากธรรมเนียมของศาลและเวทีโต้วาทีในโรงเรียนโดยไม่รู้ตัว

สำนวน

Unconsciously imported from ...: ถูกนำมาจาก……โดยไม่รู้ตัว

imported ในที่นี้ใช้เป็นอุปมา โดยเปรียบวิธีคิดแบบแข่งขันว่าเป็นสิ่งที่ถูกนำจากศาลและการโต้วาทีในโรงเรียนมาใช้ในชีวิตรัก ไม่ได้หมายถึงสินค้าที่ถูกขนข้ามพรมแดนจริง ๆ unconsciously แสดงว่าการถ่ายโอนนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีใครสังเกตเห็น โครงสร้าง import X from A into B ใช้ระบุสิ่งที่ถูกถ่ายโอน แหล่งที่มา และขอบเขตใหม่ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ imported เป็นอุปมาเชิงนามธรรมเพื่อสื่อถึงการย้ายแนวปฏิบัติระหว่างขอบเขตต่าง ๆ?

  1. The committee imported a decision-making rule from courtroom procedure.
  2. The café imported coffee beans from Colombia.
  3. The association inherited its rules from an older club.
ดูคำตอบ

The committee imported a decision-making rule from courtroom procedure.

that the person who is right or has the stronger case วลี

0:08

ว่าคนที่ถูกต้องหรือมีเหตุผลที่หนักแน่นกว่า

should legitimately win any argument.

0:12

ควรจะเป็นผู้ชนะในการโต้เถียงใดๆ อย่างชอบธรรม

วลี

have the stronger case: มีเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่นกว่า

ในประโยคนี้ has the stronger case หมายถึง “มีชุดเหตุผลและหลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่า” คำว่า case ในที่นี้หมายถึงข้อโต้แย้งที่สนับสนุนจุดยืนหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงคดีทางกฎหมายเท่านั้น คำขั้นกว่า stronger แสดงว่ากำลังเปรียบเทียบจุดยืนตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป วลีนี้บอกว่าเหตุผลสนับสนุนของฝ่ายหนึ่งน่าเชื่อถือกว่า ไม่ได้บอกว่าบุคคลนั้นแข็งแรงกว่าทางร่างกาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปรียบเทียบที่ตรงกับบทเรียน: After hearing both sides, I think Maya ____ because her evidence is more reliable.

ดูคำตอบ

has the stronger case

But this is fundamentally to misunderstand

0:15

แต่นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างพื้นฐาน

what the point of relationships might be. ไวยากรณ์

0:18

ถึงเป้าหมายที่แท้จริงของความสัมพันธ์

ไวยากรณ์

what the point of relationships might be: ความสัมพันธ์อาจมีจุดมุ่งหมายอะไร

ข้อความ what the point of relationships might be เป็นคำถามแบบฝังและทำหน้าที่เป็นกรรมของ misunderstand เนื่องจากคำถามนี้อยู่ภายในประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: what + the point of relationships + might be ไม่ใช่ what might the point of relationships be ในที่นี้ might ทำให้แนวคิดมีลักษณะเป็นการสำรวจความเป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอน วลีนี้พิจารณาจุดมุ่งหมายหรือคุณค่าที่เป็นไปได้ของความสัมพันธ์ โดยไม่ได้ถามผู้ฟังโดยตรง

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้คำถามแบบฝังหลัง discuss ได้ถูกต้อง

  1. We should discuss what might the point of relationships be.
  2. We should discuss what the point might relationships be.
  3. We should discuss what the point of relationships might be.
ดูคำตอบ

We should discuss what the point of relationships might be.

It is not to defeat an opponent.

0:21

มันไม่ใช่การเอาชนะคู่ต่อสู้

There are no prizes for winning สำนวน

0:23

ไม่มีรางวัลใดๆ สำหรับการชนะ

other than self-satisfied loneliness.

0:25

นอกเหนือไปจากความโดดเดี่ยวที่หลงตัวเอง

สำนวน

“รางวัล” เชิงประชดของความโดดเดี่ยวที่พอใจในตัวเอง

ประโยคนี้ยืมภาษาของการแข่งขันมาใช้ โดย winning สื่อถึงการเอาชนะอีกฝ่าย และ prizes สื่อถึงรางวัล แต่ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ผู้พูดกำลังปฏิเสธวิธีคิดเช่นนี้ There are no prizes ... other than self-satisfied loneliness เป็นคำพูดเชิงประชด ความโดดเดี่ยวไม่ใช่รางวัลที่แท้จริง แต่เป็นผลเสียจากการยืนกรานว่าตนเองถูก other than หมายถึง “นอกจาก” ดังนั้นประโยคนี้จึงบอกว่าชัยชนะแบบนี้นำมาเพียงความพอใจในตัวเองและการแยกตัวจากผู้อื่น

แบบฝึกหัด

ประโยคที่เน้นไว้สื่อว่าอย่างไรเกี่ยวกับการพยายามเอาชนะการโต้เถียงกับคนใกล้ชิด?

  1. สิ่งนี้พิสูจน์ว่าอีกฝ่ายคือคู่แข่งของคุณ
  2. คุณอาจรู้สึกภูมิใจในตัวเอง แต่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว
  3. คุณจะได้รับความเคารพและรางวัลที่มีคุณค่า
ดูคำตอบ

คุณอาจรู้สึกภูมิใจในตัวเอง แต่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

The point is more to try to help each other

0:28

จุดประสงค์คือการพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากกว่า

to evolve into the best versions of ourselves. วลี

0:30

เพื่อพัฒนาไปสู่เวอร์ชันที่ดีที่สุดของเราเอง

วลี

evolve into the best versions of ourselves: เติบโตเป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด

ในที่นี้ evolve into หมายถึง “ค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็น” โดยนำเสนอการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามเวลา ไม่ใช่การเปลี่ยนทันทีหรือวิวัฒนาการในความหมายทางชีววิทยา The best versions of ourselves หมายถึงตัวตนที่แข็งแกร่ง สุขภาพดี หรือเป็นผู้ใหญ่มากที่สุดเท่าที่เราจะเป็นได้ คำว่า ourselves รวมทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย ประโยคนี้จึงพูดถึงการเติบโตร่วมกัน ไม่ใช่การที่คนหนึ่งแก้ไขอีกคนหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็น”: Over several years, the small club began to ____ a national organization.

ดูคำตอบ

evolve into

There's a kind of argument that erupts วลี

0:34

มีการโต้เถียงประเภทหนึ่งที่มักจะปะทุขึ้น

วลี

argument that erupts: การโต้เถียงที่ปะทุขึ้น

ในที่นี้ erupts ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ โดยมองว่าการโต้เถียงเริ่มขึ้นอย่างฉับพลันและทวีความรุนแรงเหมือนแรงดันที่ระเบิดออกมา ไม่ได้หมายถึงภูเขาไฟ อนุประโยคขยาย that erupts ระบุว่ากำลังพูดถึงการโต้เถียงแบบใด การใช้คำร่วมกันนี้ทำให้ความขัดแย้งดูเกิดเร็ว รุนแรง และควบคุมได้ยาก

แบบฝึกหัด

argument that erupts สื่อความหมายอย่างไร?

  1. การโต้เถียงเริ่มขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง
  2. มีการพูดถึงข้อโต้เถียงอย่างสงบและละเอียด
  3. มีการพิสูจน์ว่าข้อโต้เถียงนั้นถูกต้อง
ดูคำตอบ

การโต้เถียงเริ่มขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง

when one partner has a largely correct insight

0:36

เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความเข้าใจที่ค่อนข้างถูกต้อง

into the problems of their partner.

0:39

เกี่ยวกับปัญหาของอีกฝ่าย

With a stern, masterful, and almost gleeful tone, น้ำเสียง/เจตนา

0:42

ด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด ควบคุมได้ และเกือบจะดูถูกเหยียดหยาม

they may declare,

0:46

พวกเขาอาจจะประกาศว่า

น้ำเสียง/เจตนา

With a stern, masterful, and almost gleeful tone: ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ทรงอำนาจ และแทบจะยินดี

วลี with ตอนต้นบรรยายว่าคำประกาศนั้นถูกพูดออกมาอย่างไร stern หมายถึงเคร่งขรึมและเข้มงวด ส่วน masterful ในที่นี้หมายถึงทรงอำนาจและควบคุมสถานการณ์อย่างมาก และ almost gleeful หมายถึงเกือบจะแสดงความยินดีหรือตื่นเต้น เมื่อรวมกัน คำคุณศัพท์เหล่านี้ทำให้ผู้พูดดูแข็งกร้าวและวางตนเหนือกว่า อีกทั้งอาจกำลังเพลิดเพลินกับการวิจารณ์ almost ช่วยไม่ให้คำบรรยายฟันธงว่าผู้พูดยินดีอย่างเต็มที่

แบบฝึกหัด

วลีทั้งหมดนี้ถ่ายทอดท่าทีแบบใดในบริบทนี้?

  1. เข้มงวด ชอบควบคุม และแทบจะยินดีที่ได้วิจารณ์
  2. อบอุ่น ลังเล และกังวลว่าจะทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ
  3. เป็นกลางและสนใจเพียงการบอกข้อเท็จจริง
ดูคำตอบ

เข้มงวด ชอบควบคุม และแทบจะยินดีที่ได้วิจารณ์

"You've been drinking too much."

0:47

"คุณดื่มมากเกินไปแล้วนะ"

Or, "You hogged the conversation at the party." การใช้คำ

0:48

หรือ "คุณเอาแต่พูดอยู่คนเดียวในงานปาร์ตี้"

การใช้คำ

hogged the conversation: ผูกขาดการสนทนา

ในที่นี้ hog เป็นคำกริยาแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงการเอาสิ่งที่มีจำกัดไว้กับตัวเองมากเกินไปอย่างเห็นแก่ตัว Hogged the conversation หมายถึงคนคนหนึ่งพูดเกือบตลอดเวลาและแทบไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นเข้าร่วมการสนทนา สำนวนนี้เป็นการตำหนิเรื่องการแบ่งเวลาพูด ไม่ใช่คำบรรยายแบบเป็นกลางว่าคนนั้นกำลังจัดการหรือนำการสนทนา

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนไม่เป็นทางการจากบทเรียนเติมประโยคตำหนินี้ให้สมบูรณ์: At lunch, Leo spoke almost the whole time and did not let anyone else join in. He ____.

ดูคำตอบ

hogged the conversation

Or, "You're always boasting."

0:51

หรือ "คุณเอาแต่ขี้โม้ตลอดเวลา"

Or, "You don't take enough responsibility." วลี

0:53

หรือ "คุณไม่มีความรับผิดชอบมากพอ"

วลี

take enough responsibility: รับผิดชอบให้เพียงพอ

Take responsibility หมายถึงการตระหนักและยอมรับว่าตนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ ปัญหา หรือผลลัพธ์บางอย่าง take เป็นส่วนหนึ่งของคำที่ใช้คู่กัน ไม่ได้หมายถึงการถือหรือขนสิ่งของจริง ๆ ใน You don't take enough responsibility คำว่า enough ใช้บอกระดับของการรับผิดชอบ ผู้พูดไม่ได้จำเป็นต้องหมายความว่าอีกฝ่ายไม่รับผิดชอบเลย แต่เห็นว่าระดับหรือความสม่ำเสมอยังไม่เพียงพอ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ยอมรับความรับผิดชอบ”: After forgetting to send the invitation, I should ____ for the mistake.

ดูคำตอบ

take responsibility

Or, "You waste far too much time online." ไวยากรณ์

0:55

หรือ "คุณเสียเวลาไปกับอินเทอร์เน็ตมากเกินไป"

ไวยากรณ์

far too much: ปริมาณที่มากเกินระดับยอมรับอย่างมาก

far ใช้เน้น too much ให้มีระดับรุนแรงขึ้น ในประโยคนี้ far too much time หมายถึงปริมาณเวลาที่มากเกินกว่าระดับที่ผู้พูดมองว่ายอมรับได้อย่างชัดเจน ตรงนี้ far บอกระดับ ไม่ได้บอกระยะทางจริง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ far too + คำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์, far too much + คำนามนับไม่ได้ และ far too many + คำนามนับได้รูปพหูพจน์ คำว่า too มีความหมายว่า “เกินกว่าที่ยอมรับได้” อยู่แล้ว ส่วน far ทำให้ความเกินนั้นรุนแรงขึ้นมาก

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เป็นธรรมชาติเพื่อบอกว่าราคาสูงเกินระดับที่ยอมรับได้อย่างมาก: The ticket is ___ expensive.

  1. too much
  2. far too
  3. very too
ดูคำตอบ

far too

Or, "You never take enough exercise." การใช้คำ

0:58

หรือ "คุณไม่เคยออกกำลังกายเพียงพอเลย"

การใช้คำ

take enough exercise: กลุ่มคำแบบภาษาอังกฤษบริติช

take exercise เป็นกลุ่มคำที่ใช้ร่วมกันในภาษาอังกฤษแบบบริติช หมายถึง “ทำกิจกรรมทางกาย” หรือ “ออกกำลังกาย” โดย take ไม่ได้หมายถึงการหยิบหรือถือสิ่งของจริง ๆ ในประโยคปฏิเสธ enough บอกปริมาณที่จำเป็น ดังนั้น never take enough exercise จึงหมายถึง “ไม่เคยทำกิจกรรมทางกายมากเท่าที่จำเป็น” exercise เป็นคำนามนับไม่ได้เมื่อหมายถึงกิจกรรมทางกายโดยทั่วไป ดังนั้น enough exercise จึงไม่ต้องมีคำนำหน้านามและไม่เติมรูปพหูพจน์

แบบฝึกหัด

ในประโยค “You never take enough exercise,” คำว่า take enough exercise หมายถึงอะไร และเป็นสำนวนที่เด่นเป็นพิเศษในภาษาอังกฤษแบบใด?

  1. หมายถึง “ถืออุปกรณ์ออกกำลังกายให้เพียงพอ” และเป็นลักษณะเด่นของภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน
  2. หมายถึง “ทำท่าออกกำลังกายแต่ละท่าให้ครบจำนวนเพียงพอ” และไม่มีลักษณะเฉพาะตามภูมิภาค
  3. หมายถึง “ทำกิจกรรมทางกายให้เพียงพอ” และเป็นลักษณะเด่นของภาษาอังกฤษแบบบริติช
ดูคำตอบ

หมายถึง “ทำกิจกรรมทางกายให้เพียงพอ” และเป็นลักษณะเด่นของภาษาอังกฤษแบบบริติช

The insight is maybe not wrong. น้ำเสียง/เจตนา

1:01

สิ่งที่พวกเขามองเห็นนั้นอาจจะไม่ผิด

That is what's so tricky.

1:04

นั่นคือสิ่งที่ยากลำบากมาก

น้ำเสียง/เจตนา

maybe not wrong: การเห็นด้วยอย่างระมัดระวังและมีขอบเขต

maybe ลดระดับความมั่นใจของผู้พูด ส่วน not wrong แสดงการเห็นด้วยอย่างจำกัดด้วยการปฏิเสธว่าเรื่องนั้น “ผิด” แทนที่จะพูดตรง ๆ ว่า “ถูก” เมื่อใช้ร่วมกันจึงหมายความว่าแนวคิดนั้นอาจมีเหตุผลอยู่บ้าง ไม่ได้หมายความว่าถูกทั้งหมด นี่เป็นการยอมรับอย่างระมัดระวัง ผู้พูดยอมรับว่ามุมมองของอีกฝ่ายอาจถูกในบางจุด แต่ยังคงเว้นระยะและไม่ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่

แบบฝึกหัด

ในการสนทนาที่ละเอียดอ่อน คนหนึ่งพูดว่า "Her concern is maybe not wrong." ความหมายที่เป็นธรรมชาติที่สุดคือข้อใด

  1. ผู้พูดเห็นด้วยกับเธออย่างมากและกระตือรือร้น
  2. ความกังวลของเธออาจมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ผู้พูดไม่ได้สนับสนุนทั้งหมด
  3. ความกังวลของเธอผิดอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ

ความกังวลของเธออาจมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ผู้พูดไม่ได้สนับสนุนทั้งหมด

The critic is correct,

1:06

ผู้วิจารณ์นั้นพูดถูก

but they are unable to win

1:07

แต่พวกเขาไม่สามารถชนะได้

because there are no prizes in love

1:10

เพราะไม่มีรางวัลในความรัก

for correctly discerning the flaws of our partners. การใช้คำ

1:13

สำหรับการมองเห็นข้อบกพร่องของคู่รักของเราได้อย่างถูกต้อง

การใช้คำ

correctly discerning the flaws: ระบุข้อบกพร่องอย่างแม่นยำ

ใน correctly discerning the flaws คำว่า correctly ขยาย discerning ส่วน discern เป็นคำกริยาที่ค่อนข้างเป็นทางการ หมายถึงการระบุหรือมองเห็นบางสิ่งอย่างชัดเจน โดยมักอาศัยความคิดหรือการสังเกตอย่างรอบคอบ และ flaws หมายถึงข้อบกพร่องหรือจุดอ่อน ในที่นี้ วลีดังกล่าวหมายความว่าผู้วิจารณ์มองเห็นจุดอ่อนของคนรักได้อย่างแม่นยำ ตัว discern เองไม่ได้แปลว่าวิพากษ์วิจารณ์หรือประณาม ความหมายเชิงลบมาจาก flaws และข้อโต้แย้งโดยรวม ไม่ได้มาจากคำกริยา

แบบฝึกหัด

เลือกคำกริยาที่เติมประโยคได้เหมาะสมที่สุดด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการและเชิงวิเคราะห์: "After comparing the reports, the analyst could ___ a recurring weakness in the method."

  1. congratulate
  2. discern
  3. criticize
ดูคำตอบ

discern

Indeed, paradoxically,

1:17

อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ขัดแย้งกันก็คือ

by attacking a partner with clinical energy, โน้ต

1:18

การโจมตีคู่รักด้วยพลังงานที่เย็นชาเหมือนการวินิจฉัยโรค

สำนวน

with clinical energy: clinical ในความหมายของความรุนแรงที่เย็นชาและห่างเหิน

ใน with clinical energy คำว่า clinical ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ โดยบรรยายการโจมตีว่าเย็นชา ห่างเหิน และเป็นระบบ ราวกับกำลังตรวจสอบคนรักเป็นกรณีศึกษามากกว่าจะปฏิบัติต่อเขาด้วยความอบอุ่น Energy เพิ่มความเข้มข้นและพลัง เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้หมายถึงการโจมตีอย่างรุนแรงแต่ไร้ความเห็นอกเห็นใจ clinical ในที่นี้เป็นคำวิจารณ์ ไม่ใช่คำชมเรื่องทักษะทางการแพทย์หรือความเป็นมืออาชีพ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ with clinical energy สื่อว่าคนรักถูกโจมตีด้วยลักษณะอย่างไร

  1. การโจมตีรุนแรง เป็นระบบ และเย็นชาทางอารมณ์
  2. การโจมตีเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาทางการแพทย์
  3. การโจมตีอบอุ่น เป็นธรรมชาติ และเต็มไปด้วยความรัก
ดูคำตอบ

การโจมตีรุนแรง เป็นระบบ และเย็นชาทางอารมณ์

we reduce our chances of ever reaching the real goal,

1:21

เรากลับลดโอกาสที่เราจะบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงลง

ไวยากรณ์

by attacking ...: ใช้ by + -ing เพื่อบอกว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างไร

โครงสร้าง by + -ing นำเสนอการกระทำที่ก่อให้เกิดหรืออธิบายผลลัพธ์ในประโยคหลัก ในที่นี้ by attacking ... บอกว่าเราลดโอกาสสำเร็จอย่างไร และยังเข้าใจได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์นั้น โครงสร้างนี้เชื่อมการกระทำกับผลที่ตามมาโดยตรง กระชับกว่าการใช้อนุประโยค because แยกต่างหาก และมักตอบคำถามว่า “ผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร”

แบบฝึกหัด

เติมคำหนึ่งคำเพื่อสร้างวลี by + -ing ที่บอกว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นได้อย่างไร: The group solved the problem ____ sharing all the clues.

ดูคำตอบ

by

the evolution of the person we have to live with.

1:25

นั่นคือการพัฒนาของคนที่เราต้องใช้ชีวิตร่วมด้วย

When we are on the receiving end สำนวน

1:30

เมื่อเราเป็นฝ่ายที่ต้องรับฟัง

of a difficult insight into our failings,

1:31

ความจริงที่ฟังดูเจ็บปวดเกี่ยวกับความล้มเหลวของเรา

สำนวน

on the receiving end of: เป็นฝ่ายที่ได้รับผล

be on the receiving end of something หมายถึง เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งนั้นหรือต้องรับสิ่งนั้น ในประโยคนี้หมายถึงคนที่ต้องฟังข้อสังเกตอันเจ็บปวดเกี่ยวกับข้อบกพร่องของตนเอง สำนวนนี้แสดงทิศทางของการกระทำ คือคนอื่นเป็นฝ่ายวิจารณ์หรือทำบางอย่าง ส่วนคุณเป็นฝ่ายได้รับผลของมัน โดยมากมักสื่อถึงประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจ แต่ถ้าคำนามที่ตามมามีความหมายเชิงบวกอย่างชัดเจน ประสบการณ์นั้นก็อาจเป็นเชิงบวกได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “ตกเป็นเป้าของ”: After the team lost, the coach was ____ a wave of angry messages.

ดูคำตอบ

on the receiving end of

what makes us bristle and deny everything ไวยากรณ์

1:34

สิ่งที่ทำให้เราโกรธเคืองและปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่าง

isn't generally the accusation itself.

1:36

โดยทั่วไปแล้วไม่ใช่ตัวข้อกล่าวหาเอง

ไวยากรณ์

What makes us ... isn't ... itself: โครงสร้างปฏิเสธสาเหตุที่ดูเหมือนจริง

ในที่นี้ what makes us bristle and deny everything เป็นอนุประโยคคำนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานของ isn't ส่วน What ไม่ได้ใช้ตั้งคำถาม แต่หมายถึง “สิ่งหรือสาเหตุที่ทำให้เราตอบสนองแบบนี้” โครงสร้าง What makes + คน + ปฏิกิริยา + isn't + สาเหตุที่ดูเหมือนจริง ช่วยให้ผู้พูดปฏิเสธคำอธิบายที่ดูชัดเจนก่อนจะบอกสาเหตุที่แท้จริง Itself เน้นสาเหตุที่ดูเหมือนจริง โดย the accusation itself หมายถึงคำกล่าวหานั้นเอง ไม่ใช่น้ำเสียงหรือสถานการณ์รอบ ๆ ในที่นี้ถือว่า what-clause ทั้งหมดเป็นแนวคิดเดียว จึงใช้รูปเอกพจน์ isn't

แบบฝึกหัด

เติม What และ isn't ลงในโครงสร้างเพื่อปฏิเสธสาเหตุที่ดูเหมือนจริง: ____ makes Lena upset ____ the delay itself; it's the lack of an explanation.

ดูคำตอบ

What · isn't

We know our flaws all too well. วลี

1:39

เรารู้จุดบกพร่องของเราดีเกินพอ

วลี

all too well: รู้ดีจากประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจ

ใน all too well คำว่า all ใช้เพิ่มระดับให้ too well ไม่ได้ขยายคำว่า flaws วลีทั้งหมดหมายถึง “รู้อย่างชัดเจนมาก” หรือ “รู้ดีจนรู้สึกเจ็บปวด” วลีนี้มักบอกเป็นนัยว่าความรู้นั้นมาจากประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจ หรือผู้พูดไม่อยากคุ้นเคยกับเรื่องนั้นมากขนาดนี้ ในประโยคนี้ ผู้พูดเน้นว่าคนเรารู้ข้อบกพร่องของตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว พร้อมความรู้สึกไม่สบายใจหรือจำใจยอมรับ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะกับ “I know that feeling all too well” มากที่สุด

  1. ผู้พูดสนุกกับการอธิบายงานอดิเรกโปรดที่ตนรู้จักเป็นอย่างดี
  2. ผู้พูดไม่เคยพบความรู้สึกนั้น แต่พอเดาได้ว่าเป็นอย่างไร
  3. ผู้พูดเคยพบความรู้สึกที่ไม่น่าพอใจนั้นหลายครั้งและรู้จักมันอย่างลึกซึ้ง
ดูคำตอบ

ผู้พูดเคยพบความรู้สึกที่ไม่น่าพอใจนั้นหลายครั้งและรู้จักมันอย่างลึกซึ้ง

It's the surrounding atmosphere.

1:42

แต่มันคือบรรยากาศรอบๆ ตัวต่างหาก

We know the other person is right.

1:44

เรารู้ว่าอีกฝ่ายพูดถูก

We just can't bear to take their criticism on board กริยาวลี

1:46

เราแค่ทนรับคำวิจารณ์ของพวกเขาไม่ได้

given how severely it's been delivered.

1:50

เมื่อดูจากความรุนแรงของวิธีที่พวกเขาสื่อสารออกมา

กริยาวลี

take their criticism on board: รับและพิจารณาคำวิจารณ์อย่างจริงจัง

take criticism on board หมายถึงการฟังคำวิจารณ์อย่างจริงจัง ยอมรับว่าคำวิจารณ์นั้นอาจมีเหตุผล และปล่อยให้มันส่งผลต่อความคิดหรือการกระทำของตน on board เป็นส่วนหนึ่งของสำนวน ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งใดขึ้นยานพาหนะจริง ๆ ในประโยคนี้ can't bear to take it on board หมายถึงวิธีพูดที่รุนแรงทำให้ผู้พูดไม่สามารถหรือไม่เต็มใจจะรับและทำความเข้าใจคำวิจารณ์นั้น ไม่ได้หมายความว่าตัวคำวิจารณ์จำเป็นต้องผิด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวน take ... on board ให้ถูกต้อง: The coach promised to ____ the players' concerns ____ before changing the schedule.

ดูคำตอบ

take · on board

So we start to deny everything,

1:53

ดังนั้นเราจึงเริ่มปฏิเสธทุกสิ่ง

not because the accusations are wrong, ไวยากรณ์

1:55

ไม่ใช่เพราะข้อกล่าวหานั้นผิด

but because we're terrified.

1:57

แต่เพราะเรากำลังหวาดกลัว

ไวยากรณ์

not because A, but because B: ไม่ใช่เพราะ A แต่เพราะ B

โครงสร้าง not because A, but because B ปฏิเสธว่า A เป็นคำอธิบาย แล้วเสนอว่า B คือเหตุผลที่แท้จริง ในประโยคนี้ ผู้พูดบอกว่าการปฏิเสธเกิดจากความกลัว ไม่ใช่จากการเชื่อว่าข้อกล่าวหานั้นผิด ส่วนแรกปฏิเสธความเป็น “เหตุผล” ของ A ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธว่าเนื้อหาภายใน A จริงหรือเท็จ กล่าวอีกอย่างคือ โครงสร้างนี้ไม่ได้บอกด้วยตัวมันเองว่าข้อกล่าวหาถูกหรือผิด แต่บอกว่าแรงจูงใจใดอธิบายพฤติกรรมนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างเปรียบต่างเหตุผล: I stayed quiet ____ I agreed, ____ I needed time to think.

ดูคำตอบ

not because · but because

The light of truth is shining too brightly. สำนวน

1:59

แสงแห่งความจริงนั้นสว่างจ้าเกินไป

สำนวน

The light of truth is shining too brightly: คำอุปมาของการเปิดเผยที่เจ็บปวด

ประโยคนี้ใช้คำอุปมา โดยจินตนาการว่าความจริงคือแสง และการเข้าใจหรือการเปิดเผยคือการที่แสงนั้นส่องออกมา ประโยคนี้ไม่ได้กล่าวถึงแสงจริงทางกายภาพ too brightly หมายถึงสว่างกว่าระดับที่ผู้คนจะเผชิญได้อย่างสบายใจ ดังนั้นภาพนี้ไม่ได้เพียงชื่นชมความชัดเจน แต่สื่อว่าความจริงเปิดเผยสิ่งต่าง ๆ อย่างเจ็บปวด จนทำให้ผู้คนถอยหนีหรือตั้งรับ

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ "The light of truth is shining too brightly." สื่อความหมายใดเด่นชัดที่สุด

  1. โคมไฟจริงกำลังทำให้ห้องไม่น่าอยู่
  2. ความจริงกำลังได้รับคำชมว่าเป็นสิ่งที่น่าพอใจและทุกคนยินดีต้อนรับอย่างเต็มที่
  3. ความจริงทำให้ผู้คนรู้สึกว่าถูกเปิดเผยมากจนต้องตั้งรับ
ดูคำตอบ

ความจริงทำให้ผู้คนรู้สึกว่าถูกเปิดเผยมากจนต้องตั้งรับ

The fear is that if we admitted our failings, ไวยากรณ์

2:03

ความกลัวก็คือ หากเรายอมรับความล้มเหลวของเรา

we would be crushed, shown up as worthless, กริยาวลี

2:05

เราจะถูกบดขยี้ ถูกประจานว่าไร้ค่า

ไวยากรณ์

If we admitted..., we would...: ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2

ใน if we admitted our failings, we would be crushed อนุประโยค if ใช้รูปอดีต admitted เพื่อทำให้เงื่อนไขในปัจจุบันหรืออนาคตเป็นเรื่องสมมติหรือเป็นสิ่งที่ผู้พูดรู้สึกว่าห่างจากความเป็นจริง ส่วนอนุประโยคผลลัพธ์ใช้ would + กริยารูปพื้นฐาน admitted ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าการยอมรับเกิดขึ้นแล้ว crushed ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ผู้พูดกลัวว่าหลังจากยอมรับจุดอ่อนแล้วจะรู้สึกพังทลายทางอารมณ์และถูกตัดสินว่าไร้คุณค่า ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 ช่วยให้พูดถึงผลลัพธ์ที่หวาดกลัวโดยไม่ยืนยันว่าเงื่อนไขนั้นเป็นจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 ของ admit และ be: If Nora ____ the problem, she ____ more likely to get help.

ดูคำตอบ

admitted · would be

กริยาวลี

Shown up as worthless: be shown up as + คำบรรยาย

ใน shown up as worthless คำว่า shown up เป็นรูปถูกกระทำของ show someone up as + คำบรรยาย หมายถึงการเปิดโปงหรือเผยตัวตนของคนหนึ่งในลักษณะที่ทำให้เขาดูมีคุณสมบัติด้านลบ ส่วน as worthless คือคำตัดสินที่รุนแรงว่าเขา “ไร้คุณค่า” ไม่ได้หมายถึงการมาถึง รูปถูกกระทำไม่ได้ระบุว่าใครหรือสิ่งใดเป็นผู้เปิดโปง แต่เน้นความอับอายที่ผู้พูดหวาดกลัวจากการถูกจับได้และถูกตัดสินว่าไม่มีคุณค่า

แบบฝึกหัด

ในประโยค "The seller was shown up as dishonest by the records," คำว่า shown up as หมายถึงอะไร

  1. บันทึกเหล่านั้นแสดงรูปภาพของผู้ขาย
  2. ผู้ขายมาถึงเพื่อตรวจดูบันทึก
  3. บันทึกเหล่านั้นเปิดโปงว่าผู้ขายไม่ซื่อสัตย์
ดูคำตอบ

บันทึกเหล่านั้นเปิดโปงว่าผู้ขายไม่ซื่อสัตย์

required to attempt an arduous miserable process of change

2:08

ถูกบังคับให้พยายามเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากและน่าสังเวช

without requisite sympathy,

2:12

โดยปราศจากความเห็นอกเห็นใจที่จำเป็น

and that unless and until we reform ourselves, วลี

2:14

และเว้นแต่ว่าเราจะปรับปรุงตัวเอง

we would have no claim on the affections or forgiveness of the other. วลี

2:16

เราก็จะไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความรักหรือการให้อภัยจากอีกฝ่าย

วลี

“Unless and until” ในความหมายเงื่อนไขและขอบเขตที่เน้นย้ำ

ในประโยคนี้ unless and until นำเสนอเงื่อนไขที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนที่ผลลัพธ์จะเปลี่ยนได้ นั่นคือการปรับปรุงตัวเอง ก่อนที่จะทำเช่นนั้น การมีสิทธิ์เรียกร้องความรักหรือการให้อภัยจากอีกฝ่ายถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ วลีคู่นี้รวมเกณฑ์ด้านเงื่อนไขจาก unless เข้ากับขอบเขตด้านเวลาจาก until จึงเน้นกว่าการใช้คำใดคำหนึ่งเพียงคำเดียว กล่าวคือ ผลลัพธ์จะยังเกิดขึ้นไม่ได้ตราบใดที่ยังไม่ทำตามเงื่อนไข

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมคู่ที่ใช้เน้นว่าข้อจำกัดจะยังคงมีผลก่อนการตรวจสอบเสร็จสมบูรณ์: “The restriction will remain in place ____ the safety review is complete.”

ดูคำตอบ

unless and until

วลี

“Have no claim on” ในความหมายว่าไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง

Have no claim on หมายถึงไม่มีสิทธิ์หรือเหตุผลอันชอบธรรมที่จะเรียกร้อง คาดหวัง หรือควบคุมสิ่งใด ในประโยคนี้ ความรักและการให้อภัยจากอีกฝ่ายถูกมองว่าไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายติดค้างและจำเป็นต้องมอบให้ โครงสร้างคือ have + no claim + on + บุคคล ทรัพยากร ความภักดี เวลา หรือการตอบสนองที่กล่าวถึง claim ในที่นี้เป็นคำนามที่หมายถึงสิทธิ์ที่อ้างขึ้น ไม่ใช่คำกริยาที่หมายถึง “กล่าวอ้างว่าบางสิ่งเป็นความจริง”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ claim ในความหมายว่าสิทธิ์หรือข้อเรียกร้องที่มีเหตุผลต่อทรัพยากรของผู้อื่น

  1. Lena claimed that the meeting had ended early.
  2. After leaving the committee, Lena knew she had no claim on its members' time.
  3. Lena filed a claim for her damaged phone.
ดูคำตอบ

After leaving the committee, Lena knew she had no claim on its members' time.

That's why we insist that we do actually do enough exercise, ไวยากรณ์

2:21

นั่นคือเหตุผลที่เรายืนกรานว่าจริงๆ แล้วเราออกกำลังกายเพียงพอแล้ว

ไวยากรณ์

do ที่ใช้เน้นใน do actually do enough exercise

do ตัวแรกเป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้น และวางไว้หน้ากริยารูปพื้นฐาน do ทำให้ประโยคบอกเล่าหนักแน่นขึ้น กล่าวคือ ผู้พูดยืนยันว่าได้ออกกำลังกายจริง ๆ ไม่ได้เพียงบอกกิจวัตรตามปกติ Actually ทำให้ความหมายของการแก้ความเข้าใจผิดชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อรวมกัน do actually do จึงโต้แย้งความคิดที่ว่าผู้พูดไม่ได้ออกกำลังกาย การใช้ do ซ้ำถูกต้องตามไวยากรณ์เพราะ do ทั้งสองคำทำหน้าที่ต่างกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคแก้ความเข้าใจผิดด้วย do ที่ใช้เน้น actually และกริยาหลัก do: “I ____ my share of the cleaning, even if you do not notice.”

ดูคำตอบ

do actually do

that we have been working very hard,

2:24

ว่าเราทำงานหนักมาโดยตลอด

and that we've never wasted any time on any embarrassing websites.

2:26

และว่าเราไม่เคยเสียเวลาไปกับเว็บไซต์ที่น่าอับอายใดๆ

We feel so burdened with shame and guilt already. วลี

2:31

เรารู้สึกเป็นภาระกับความละอายใจและความรู้สึกผิดมากพออยู่แล้ว

วลี

หนักอึ้งเพราะความละอายและความรู้สึกผิด

Burdened with shame and guilt หมายถึงการรู้สึกถูกอารมณ์เหล่านั้นกดทับ ความหนักเป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ กล่าวคือ ความละอายและความรู้สึกผิดให้ความรู้สึกเหมือนภาระที่แบกได้ยากและสร้างแรงกดดันต่อเนื่อง โครงสร้าง be หรือ feel burdened with + คำนาม ใช้เรียกภาระที่ร้ายแรงและต่อเนื่อง เช่น อารมณ์ หน้าที่ หนี้ หรือความกังวล ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวแสดงว่าแรงกดดันทางอารมณ์หนักมากอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึงภาระร้ายแรงและต่อเนื่อง: “After taking on three extra projects, Nina felt ____ the responsibility of managing them.”

ดูคำตอบ

burdened with

A lover's further upbraiding feels impossible to listen to. การใช้คำ

2:34

การถูกคนรักต่อว่าเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งที่ทนฟังไม่ได้

การใช้คำ

“Upbraiding” ในความหมายว่าการตำหนิที่รุนแรงและเป็นทางการ

Upbraiding เป็นคำนามที่เป็นทางการและมีลักษณะทางวรรณกรรม หมายถึงการดุด่าหรือตำหนิอย่างรุนแรง ในที่นี้ a lover's further upbraiding หมายถึงการโจมตีด้วยคำพูดที่รุนแรงและกล่าวโทษจากคนรักอีกครั้ง ไม่ใช่คำแนะนำหรือคำวิจารณ์อย่างอ่อนโยน คำนี้เพิ่มความรุนแรงทางอารมณ์ เพราะบุคคลนั้นรู้สึกละอายหรือผิดอยู่แล้ว การถูกคนรักประณามเพิ่มเติมจึงให้ความรู้สึกว่าเกินจะทนได้

แบบฝึกหัด

ในคำบรรยายเชิงวรรณกรรม คำใดเหมาะที่สุดสำหรับการตำหนิอย่างรุนแรงและกล่าวโทษจากคนรัก

  1. upbraiding
  2. advice
  3. criticism
ดูคำตอบ

upbraiding

There's too much pre-existing fragility in our psyches

2:39

มีความเปราะบางที่ดำรงอยู่ก่อนแล้วมากมายในจิตใจของเรา

for us to admit to another difficult insight into what's wrong with us.

2:42

เกินกว่าที่เราจะยอมรับความจริงอันยากลำบากอีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับความผิดปกติของเรา

The irony of the defensive argument

2:47

ความย้อนแย้งของการโต้เถียงแบบป้องกันตัว

is that it is the overly confrontational pursuit of truth ลำดับความ

2:49

คือการแสวงหาความจริงแบบเผชิญหน้ากันมากเกินไปต่างหาก

that makes the truth impossible to reach.

2:53

ที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้

ลำดับความ

“is that ... it is ... that ...”: อธิบายและเน้นจุดย้อนแย้ง

The irony of the defensive argument is that ใช้เปิดคำอธิบายความย้อนแย้ง ทุกสิ่งหลัง is that ระบุว่าความย้อนแย้งคืออะไร นั่นคือวิธีที่มีไว้เพื่อเข้าถึงความจริงกลับกลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางความจริง ภายในคำอธิบายนั้น it is the overly confrontational pursuit of truth that makes ... เป็นประโยคแยกแบบ it-cleft โครงสร้างนี้เน้น the overly confrontational pursuit of truth ให้เป็นสาเหตุ ขณะที่การกล่าว truth ซ้ำเชื่อมเป้าหมายที่ตั้งใจไว้กับผลลัพธ์ที่ล้มเหลว สิ่งที่ถูกวิจารณ์คือวิธีการแบบเผชิญหน้า ไม่ใช่ความจริงเอง ในที่นี้ reaching truth หมายถึงการไปถึงจุดที่ยอมรับอย่างซื่อสัตย์และจัดการกับปัญหา ไม่ใช่เพียงค้นพบข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดอธิบายได้ดีที่สุดว่าอนุประโยคที่เน้นไว้จัดระเบียบข้อโต้แย้งอย่างไร

  1. ประโยคนี้โต้แย้งว่าการแสวงหาความจริงเป็นอันตรายเสมอ
  2. “is that” เปิดคำอธิบาย และ “it is X that Y” เน้น X ว่าเป็นสาเหตุ
  3. การใช้ “it” ทั้งสองครั้งอ้างกลับไปที่ข้อโต้แย้งเชิงป้องกัน
ดูคำตอบ

“is that” เปิดคำอธิบาย และ “it is X that Y” เน้น X ว่าเป็นสาเหตุ

In the Philosophy of lying,

2:57

ในปรัชญาของการโกหก

there is a central historical example of what is termed the just lie, วัฒนธรรม

2:58

มีตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการถูกเรียกว่าคำโกหกที่ยุติธรรม

outlined by the ancient Greek philosopher Plato.

3:04

ซึ่งถูกกล่าวถึงโดยเพลโต นักปรัชญากรีกโบราณ

วัฒนธรรม

“the just lie”: just หมายถึง “มีเหตุผลรองรับทางศีลธรรม”

ในวลีนี้ just เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “ถูกต้องหรือมีเหตุผลรองรับในทางศีลธรรม” ดังนั้น the just lie จึงหมายถึงคำโกหกที่ถือว่ายอมรับได้ในทางจริยธรรม เพราะการบอกความจริงอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง วลีนี้ใช้เรียกข้อยกเว้นทางปรัชญา ไม่ได้อ้างว่าการโกหกเป็นเรื่องดีโดยทั่วไป ในตัวอย่างของเนื้อหานี้ อันตรายที่อาจเกิดกับผู้อื่นคือสิ่งที่ทำให้คำโกหกนั้น “ชอบธรรม”

แบบฝึกหัด

just ในวลี the just lie หมายความว่าอย่างไร

  1. เพียงหรือแค่
  2. เมื่อไม่นานมานี้
  3. มีเหตุผลรองรับทางศีลธรรมในสถานการณ์นั้น
ดูคำตอบ

มีเหตุผลรองรับทางศีลธรรมในสถานการณ์นั้น

If a crazed person comes to us and asks,

3:07

หากมีคนบ้าวิ่งมาหาเราแล้วถามว่า

"Where's the axe?"

3:10

"ขวานอยู่ไหน?"

We're entitled to lie and say, วลี

3:11

เรามีสิทธิ์ที่จะโกหกและพูดว่า

"We don't know."

3:13

"เราไม่รู้"

วลี

“be entitled to do”: มีสิทธิหรือเหตุผลที่ชอบธรรมในการทำบางสิ่ง

Be entitled to + คำกริยา หมายถึงมีสิทธิที่ได้รับการยอมรับหรือมีเหตุผลเพียงพอที่จะทำบางสิ่ง ใน We’re entitled to lie นั้น entitled to ตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน lie สิ่งที่กล่าวอ้างในที่นี้เป็นความชอบธรรมทางศีลธรรม ไม่ใช่สิทธิทางกฎหมาย ผู้พูดบอกว่าสถานการณ์อันตรายทำให้การโกหกมีเหตุผลรองรับ ไม่ได้หมายถึงเพียงว่าสามารถโกหกได้ และ entitled ในที่นี้ก็ไม่ได้เป็นคำเชิงลบที่ใช้เรียกคนที่คิดว่าตนสมควรได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present simple ของ be entitled to: Under the policy, every employee ____ take one paid volunteer day.

ดูคำตอบ

is entitled to

because we understand that were we to tell them the truth, ไวยากรณ์

3:15

เพราะเราเข้าใจว่า หากเราบอกความจริงกับพวกเขา

they'd probably use the tool to do something horrendous to us.

3:17

พวกเขาอาจจะใช้เครื่องมือนั้นทำเรื่องเลวร้ายกับเรา

ไวยากรณ์

Were we to tell them the truth: การสลับตำแหน่งในประโยคเงื่อนไขแบบเป็นทางการ

“Were we to tell them the truth” เป็นประโยคเงื่อนไขแบบสลับตำแหน่งที่เป็นทางการ มีความหมายเท่ากับ “if we were to tell them the truth” โดยเสนอความเป็นไปได้เชิงสมมติ ไม่ได้หมายความว่าได้บอกความจริงแก่พวกเขาไปแล้ว การละ if และวาง were ไว้หน้าประธานเป็นสัญญาณของเงื่อนไข ไม่ใช่คำถาม ส่วน “they'd probably use the tool” ที่ตามมาอธิบายผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดจากการกระทำสมมตินั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเงื่อนไขแบบสลับตำแหน่งที่เป็นทางการให้สมบูรณ์: ____ the pilot to change course, the flight would arrive late.

ดูคำตอบ

Were

That is,

3:21

นั่นก็คือ

we can reasonably tell a lie when our life is in danger.

3:22

เราสามารถพูดโกหกได้อย่างสมเหตุสมผลเมื่อชีวิตของเราตกอยู่ในอันตราย

In a couple,

3:27

ในชีวิตคู่

our partner may not literally be searching for an axe ลำดับความ

3:28

คู่ของเราอาจจะไม่ได้กำลังตามหาขวานจริงๆ

when they ask us an inquisitorial question, การใช้คำ

3:31

เมื่อพวกเขาตั้งคำถามราวกับกำลังสอบสวนเรา

การใช้คำ

an inquisitorial question: คำถามที่ให้ความรู้สึกเหมือนการสอบสวน

ในประโยคนี้ an inquisitorial question หมายถึงคำถามที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวน ไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่อยากรู้อยากเห็นหรือถามอย่างละเอียด แต่กดดันผู้ฟังและอาจสื่อถึงความสงสัย การกล่าวหา หรือความไม่เท่าเทียมทางอำนาจ คำคุณศัพท์นี้บอกลักษณะและผลของการตั้งคำถาม ไม่ใช่รูปแบบไวยากรณ์ของประโยคคำถาม โดยสื่อว่าการถามถูกนำเสนอว่าเป็นการคุกคาม ควบคุม หรือไล่บี้เอาผิด

แบบฝึกหัด

วลีใดเหมาะที่สุดสำหรับคำถามที่ให้ความรู้สึกเหมือนการสอบสวนและมีแรงกดดันหรือการกล่าวหา?

  1. an inquisitive question
  2. a probing question
  3. an inquisitorial question
ดูคำตอบ

an inquisitorial question

but psychologically,

3:33

แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว

this is precisely how we might experience them,

3:34

นี่คือสิ่งที่เราอาจจะรู้สึกได้อย่างชัดเจน

ลำดับความ

may not literally ... but psychologically: ข้อเท็จจริงกับประสบการณ์ทางจิตใจ

รูปแบบ “may not literally ... but psychologically ...” แยกความหมายออกเป็นสองระดับ ส่วนแรกปฏิเสธว่าภาพนั้นเป็นข้อเท็จจริงทางกายภาพ ส่วนที่สองเปลี่ยนความสนใจไปยังความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นในจิตใจ วิธีนี้ทำให้ผู้พูดใช้ขวานเป็นภาพเปรียบเทียบของความรู้สึกว่าถูกคุกคามได้ โดยไม่ได้อ้างว่าคู่ของตนมีขวานจริง หรือว่าสองสถานการณ์มีอันตรายตามความเป็นจริงเท่ากัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแยกข้อเท็จจริงเชิงวัตถุออกจากประสบการณ์ทางจิตใจได้ถูกต้อง

  1. The email is literally shouting at me, so psychologically it makes no sound.
  2. The email is not literally shouting at me, but psychologically, its harsh wording can feel threatening.
  3. The email may be harsh, but literally I feel nervous.
ดูคำตอบ

The email is not literally shouting at me, but psychologically, its harsh wording can feel threatening.

which makes it at least a little understandable

3:38

ซึ่งทำให้พอจะเข้าใจได้อย่างน้อยก็นิดหน่อย

if we say we simply don't know what they're talking about.

3:40

หากเราบอกว่าเราไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร

It may feel unfair to ask an accuser to take responsibility for our vulnerability,

3:44

มันอาจรู้สึกไม่ยุติธรรมที่จะขอให้ผู้กล่าวหามารับผิดชอบต่อความเปราะบางของเรา

but if they want to help their relationship,

3:50

แต่หากพวกเขาต้องการช่วยรักษาความสัมพันธ์ของพวกเขา

they will need to make it abundantly clear วลี

3:53

พวกเขาจำเป็นต้องทำให้ชัดเจนอย่างมาก

วลี

make it abundantly clear: ทำให้ชัดเจนโดยไม่เหลือข้อสงสัย

Make it abundantly clear หมายถึงการสื่อสารบางอย่างอย่างชัดแจ้งและหนักแน่นจนแทบไม่เหลือหรือไม่เหลือช่องให้สงสัยเลย abundantly ใช้เพิ่มน้ำหนักให้ clear ไม่ได้หมายความว่ามีบางสิ่งอยู่เป็นจำนวนมาก ในโครงสร้าง make it + adjective + that-clause คำว่า it เป็นกรรมแทนที่เตรียมไว้สำหรับเนื้อหาจริงในอนุประโยค that ที่ตามมา เช่น They made it abundantly clear that the rule applied to everyone. โครงสร้างนี้มีประโยชน์เมื่อต้องประกาศขอบเขต เงื่อนไข กฎ หรือคำมั่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “กล่าวเรื่องนี้โดยไม่เหลือช่องให้สงสัย”: The principal wanted to ____ that bullying would not be tolerated.

ดูคำตอบ

make it abundantly clear

that they won't ever use the truth, สำนวน

3:55

ว่าพวกเขาจะไม่ใช้ความจริงนั้น

if it's acknowledged, as a weapon.

3:57

มาเป็นอาวุธหากมันถูกยอมรับ

สำนวน

use the truth ... as a weapon: ใช้ความจริงเป็นอาวุธ

ในโครงสร้าง use A as B คำว่า B ระบุบทบาทหรือหน้าที่ที่มอบให้ A ในที่นี้ truth ถูกเปรียบเชิงอุปมาว่าเป็น weapon กล่าวคือ เมื่อคนคนหนึ่งยอมรับข้อเท็จจริงที่เจ็บปวดแล้ว คนอื่นอาจจงใจนำข้อเท็จจริงนั้นมาเล่นงาน เพื่อทำให้อับอาย ควบคุม หรือโจมตีเขา ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าความจริงเป็นอันตรายในตัวเอง อันตรายเกิดจากวิธีที่คนอื่นนำข้อมูลที่ได้รับการยอมรับแล้วไปใช้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ use the truth as a weapon หมายความว่าอย่างไร

  1. พิสูจน์ว่าข้อความจริงทุกข้อความเป็นอันตรายทางกายภาพ
  2. ซ่อนความจริงเพื่อไม่ให้ใครยอมรับมันได้
  3. ใช้ข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายยอมรับแล้วเพื่อทำให้อับอาย ควบคุม หรือโจมตีใครบางคน
ดูคำตอบ

ใช้ข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายยอมรับแล้วเพื่อทำให้อับอาย ควบคุม หรือโจมตีใครบางคน

What's so sad is how easily we,

4:00

สิ่งที่น่าเศร้ามากก็คือพวกเราง่ายดายแค่ไหน

as the accused, might,

4:02

ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ที่อาจจะ

if only the circumstances were more sympathetic, ไวยากรณ์

4:04

หากเพียงแค่สถานการณ์นั้นมีความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่านี้

confess to everything.

4:07

สารภาพทุกสิ่งทุกอย่าง

ไวยากรณ์

if only the circumstances were more sympathetic: หากเพียงแต่สถานการณ์เอื้ออาทรกว่านี้

ในที่นี้ if only + รูปอดีต (were) แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าเกี่ยวกับปัจจุบัน ผู้พูดจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เอื้ออาทรกว่าเดิม พร้อมทั้งสื่อว่าสถานการณ์จริงในตอนนี้ยังไม่เอื้ออาทรมากพอ รูปอดีตในที่นี้ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์อยู่ในอดีต แต่สร้างระยะห่างจากความจริงเพื่อแสดงสิ่งที่ไม่เป็นจริงหรือเป็นเพียงสมมติ ส่วนแสดงความปรารถนานี้แทรกอยู่ก่อน confess จึงหมายความว่า หากมีสถานการณ์อย่างที่หวัง ผู้ถูกกล่าวหาอาจเต็มใจสารภาพ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่าอากาศวันนี้น่าจะอุ่นกว่าที่เป็นจริง

  1. If the weather gets warmer today, we'll eat outside.
  2. If only the weather were warmer today!
  3. I'll eat outside only if the weather gets warmer today.
ดูคำตอบ

If only the weather were warmer today!

We would in fact love to unburden ourselves การใช้คำ

4:09

อันที่จริงเราอยากจะปลดเปลื้องภาระของตัวเอง

and admit to all that's broken and wounded in us.

4:12

และยอมรับในสิ่งที่แตกสลายและบอบช้ำทั้งหมดในตัวเรา

การใช้คำ

unburden ourselves: ระบายสิ่งที่หนักอึ้งในใจ

ในที่นี้ unburden ourselves หมายถึงการพูดความคิด ความรู้สึก หรือความจริงอันเจ็บปวดที่เก็บไว้ในใจออกมา เพื่อให้ภาระทางอารมณ์เบาลง ส่วน admit to all that's broken and wounded in us ที่ตามมาระบุชัดว่าผู้พูดต้องการเปิดเผยอะไร คำกริยานี้ใช้ในโครงสร้างสะท้อนกลับ unburden + oneself โดยต้องเปลี่ยนสรรพนามสะท้อนกลับให้ตรงกับประธาน เช่น I unburden myself และ they unburden themselves แนวคิดสำคัญคือการปลดปล่อยทางอารมณ์ ไม่ใช่เพียงการส่งต่อข้อมูล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ unburden oneself: After keeping the fear secret for months, Maya finally decided to ____ to her closest friend.

ดูคำตอบ

unburden herself

The answer is to try and create a situation

4:16

คำตอบคือการพยายามสร้างสถานการณ์

where both partners accept that they are flawed,

4:19

ที่คู่รักทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าพวกเขาต่างก็มีข้อบกพร่อง

but not on this basis,

4:22

แต่สิ่งนี้จะไม่มีวันพรากพวกเขา

ever beyond a need for love and kindness,

4:24

ไปจากความต้องการความรักและความเมตตาได้เลย

where the mutual need for evolution is taken as a given, สำนวน

4:27

ที่ซึ่งความต้องการร่วมกันในการพัฒนาถูกมองว่าเป็นเรื่องที่แน่นอน

สำนวน

is taken as a given: ข้อสมมติเริ่มต้นที่ยอมรับกันแล้ว

ใน is taken as a given คำว่า a given เป็นคำนาม หมายถึงข้อเท็จจริงหรือเงื่อนไขที่ยอมรับกันแล้วว่าแน่นอน ประโยคนี้บอกว่าความจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องพัฒนาตนเองถูกใช้เป็นข้อสมมติเริ่มต้นร่วมกัน จึงไม่ต้องพิสูจน์หรือโต้แย้งเรื่องนี้ก่อน โครงสร้างนี้เป็นรูปกรรมวาจกของ take X as a given คือ X is taken as a given ใช้อธิบายว่าแนวคิดหนึ่งถูกวางกรอบอย่างไรในการอภิปราย ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดนั้นได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นกลางแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปกรรมวาจกของ take something as a given: In this discussion, mutual respect ____.

ดูคำตอบ

is taken as a given

and where every well-considered criticism is handled

4:31

และที่ซึ่งทุกคำวิจารณ์ที่ไตร่ตรองมาอย่างดีได้รับการจัดการ

as both correct

4:34

อย่างถูกต้อง

and yet needing to be wrapped up in extraordinary layers of reassurance. สำนวน

4:36

และในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องถูกห่อหุ้มด้วยความรู้สึกปลอดภัยในระดับที่พิเศษ

สำนวน

wrapped up in extraordinary layers of reassurance: ห่อหุ้มด้วยคำพูดปลอบใจหลายชั้น

ในประโยคนี้ คำวิจารณ์ถูกเปรียบเป็นสิ่งของที่ต้องห่อด้วยวัสดุป้องกัน wrapped up in reassurance หมายถึงการนำเสนอคำวิจารณ์พร้อมคำพูดปลอบใจและการสนับสนุนทางอารมณ์อย่างมาก เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกปลอดภัยและรับได้ง่ายขึ้น extraordinary layers กล่าวเกินจริงเพื่อเน้นว่าต้องให้ความมั่นใจมากเพียงใด ภาพเปรียบนี้บอกว่าแค่พูดถูกยังไม่พอ ข้อเสนอแนะที่รับได้ยากอาจต้องถูกทำให้นุ่มนวลหลายชั้นและมาพร้อมการสนับสนุน ในที่นี้ wrapped up ไม่ได้แปลว่า “ทำให้เสร็จ”

แบบฝึกหัด

ในที่นี้ needing to be wrapped up in extraordinary layers of reassurance สื่อถึงอะไร?

  1. ต้องถ่ายทอดคำวิจารณ์พร้อมคำปลอบใจและการสนับสนุนอย่างมาก
  2. ควรรีบทำให้คำวิจารณ์จบลง
  3. ต้องซ่อนคำวิจารณ์เพราะมันไม่ถูกต้อง
ดูคำตอบ

ต้องถ่ายทอดคำวิจารณ์พร้อมคำปลอบใจและการสนับสนุนอย่างมาก

There should be a recognition that people don't change ลำดับความ

4:41

ควรจะมีการยอมรับว่าคนเราจะไม่เปลี่ยนแปลง

when they're told what's wrong with them.

4:44

เมื่อถูกบอกว่าตัวเองมีอะไรที่ผิดปกติ

They change when they feel sufficiently supported

4:47

พวกเขาจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ

to undertake the change they, almost always,

4:50

ที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกือบทุกครั้ง

already know is due. การใช้คำ

4:54

พวกเขารู้อยู่แล้วว่าถึงเวลาต้องทำ

ลำดับความ

โครงสร้างเปรียบต่างแบบขนาน People don't change when ... They change when ...

สองประโยคนี้ใช้กรอบเดียวกันคือ people don't change when X; they change when Y โดยเปลี่ยนเฉพาะเงื่อนไข ประโยคแรกบอกว่าการถูกชี้ว่ามีอะไรผิดไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวมันเอง ส่วนประโยคที่สองเสนอว่าการรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ลงมือได้ การย้ำ change และ when ทำให้เห็นความเปรียบต่างได้ง่ายและทำให้ข้อสรุปหนักแน่นขึ้น ข้อกล่าวนี้แยกการรู้กับการลงมือทำ ไม่ได้บอกว่าคำวิจารณ์ไม่มีคุณค่า ใน they almost always already know คำว่า almost always ลดความเด็ดขาดของข้อกล่าวว่าผู้คนรู้บ่อยเพียงใดว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน ไม่ได้หมายความว่าการสนับสนุนจะรับประกันการเปลี่ยนแปลงเสมอ

แบบฝึกหัด

ข้อความต่อข้อใดสร้างความเปรียบต่างแบบขนานชนิดเดียวกัน โดยปฏิเสธเงื่อนไขหนึ่งแล้วเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่า? People don't ask honest questions when they expect ridicule. ...

  1. They feel safe, and honest questions can be difficult.
  2. They ask honest questions when they feel safe.
  3. Ridicule is sometimes meant as a joke.
ดูคำตอบ

They ask honest questions when they feel safe.

การใช้คำ

the change ... is due: ถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว

ส่วน they already know is due เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย the change: they already know [the change is due] โดยละสรรพนามสัมพันธ์ that หลัง change ไว้ due เป็นคำคุณศัพท์ที่อยู่หลัง is และบอกว่าเวลาที่เหมาะสมหรือเวลาที่คาดไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้นมาถึงแล้ว นี่เป็นวิธีพูดที่กระชับและค่อนข้างเป็นทางการว่าการเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าใครติดค้างอะไรอยู่

แบบฝึกหัด

ใน “The annual review is due,” ถ้าควรทำการทบทวนประจำปีตอนนี้ due หมายถึงอะไร?

  1. มีบางสิ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการทบทวน
  2. ถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทบทวนแล้ว
  3. มีคนต้องจ่ายเงินสำหรับการทบทวน
ดูคำตอบ

ถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทบทวนแล้ว

It isn't enough to be sometimes right in relationships. ไวยากรณ์

4:56

แค่การเป็นฝ่ายถูกในความสัมพันธ์นั้นบางครั้งยังไม่พอ

ไวยากรณ์

It isn't enough to ...: บอกว่าเงื่อนไขเดียวไม่เพียงพอ

It isn't enough to + กริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าการกระทำหรือคุณสมบัติอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความจำเป็นหรือบรรลุเป้าหมายได้ ในประโยคนี้ การเป็นฝ่ายถูกในบางครั้งอาจสำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับความสัมพันธ์ โครงสร้างนี้มักปูไปสู่เงื่อนไขอีกอย่างหนึ่ง เช่น It isn't enough to X; you also need to Y โดยตัดสินว่า X เพียงพอหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่า X ไม่มีคุณค่าเลย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยโครงสร้างที่บอกว่าการขอโทษเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ: “____ apologize; you also need to repair the harm.”

ดูคำตอบ

It isn't enough to

We need to be generous enough in our love

4:59

เราจำเป็นต้องมีความใจกว้างมากพอในความรักของเรา

in order that our partner can admit when they are in the wrong. โน้ต

5:02

เพื่อที่คู่รักของเราจะสามารถยอมรับได้เมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายผิด

ไวยากรณ์

in order that + อนุประโยคบอกจุดประสงค์แบบสมบูรณ์

in order that ใช้นำอนุประโยคบอกจุดประสงค์ โดยอธิบายเป้าหมายของการมีใจกว้างในความรัก ตรงนี้ that เป็นคำสันธาน ไม่ใช่คำชี้เฉพาะที่หมายถึงสิ่งนั้น ประธานของสองส่วนต่างกัน คือ we เป็นฝ่ายแสดงความใจกว้าง ส่วน our partner เป็นผู้ที่สามารถยอมรับความผิดได้ can แสดงเงื่อนไขหรือความเป็นไปได้ที่เกิดจากการกระทำแรก

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมแบบเป็นทางการสามคำที่ใช้นำอนุประโยคบอกจุดประสงค์แบบสมบูรณ์: The coach repeated the instructions ____ every player could understand the plan.

ดูคำตอบ

in order that

วลี

be in the wrong: เป็นฝ่ายผิด

Be in the wrong เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงเป็นฝ่ายเข้าใจผิดหรือเป็นฝ่ายมีความผิดในการโต้แย้ง การตัดสินใจ หรือเหตุการณ์หนึ่ง ในประโยคนี้ คนรักอาจตระหนักว่าจุดยืนหรือพฤติกรรมของตนเป็นฝ่ายที่ผิด สำนวนนี้ตัดสินเฉพาะเรื่อง ไม่ได้ตัดสินคุณค่าทั้งหมดของบุคคล และไม่ได้หมายถึงการอยู่ในสถานที่ที่ผิด

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสามคำที่ขึ้นต้นด้วย in และหมายถึงเป็นฝ่ายผิด: After reading the messages, Nina admitted that she had been ____.

ดูคำตอบ

in the wrong

Love is a skill that we can learn. ลำดับความ

5:10

ความรักคือทักษะที่เราสามารถเรียนรู้ได้

ลำดับความ

ความรักคือทักษะที่เราเรียนรู้ได้: การปรับกรอบความคิดเพื่อสรุปประเด็น

ในที่นี้ “Love is a skill” ปรับกรอบความหมายของความรักใหม่ แทนที่จะมองว่าความรักเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ผู้พูดนำเสนอว่าความรักเป็นความสามารถที่ฝึกฝนและพัฒนาได้ อนุประโยคขยายคำนาม “that we can learn” ระบุให้ชัดว่า skill ในที่นี้หมายถึงอะไร และเน้นการเติบโต ไม่ใช่การทำให้ความรักกลายเป็นเทคนิคที่เย็นชา ประโยคสั้นกระชับแบบ “A is B” กลั่นเหตุผลก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปที่ชัดเจนและจดจำง่าย นี่คือคำนิยามเชิงวาทศิลป์ กล่าวคือ เลือกเน้นมุมหนึ่งของความรักที่เป็นประโยชน์ต่อข้อโต้แย้งนี้ ไม่ใช่คำนิยามในพจนานุกรมที่ครอบคลุมทุกความหมาย

แบบฝึกหัด

ข้อใดใช้โครงสร้าง A is B แบบเดียวกันได้ดีที่สุด เพื่อปรับกรอบ patience ให้เป็นความสามารถที่เรียนรู้ได้และสรุปประเด็นอย่างกระชับ?

  1. Patience is a skill that we can learn.
  2. Learning patience takes time.
  3. Patience can make long waits feel easier.
ดูคำตอบ

Patience is a skill that we can learn.

Our Relationships book calmly guides us with calm and charm

5:13

หนังสือ Relationships ของเราจะช่วยนำทางคุณอย่างใจเย็นและมีเสน่ห์

through the key issues of relationships

5:17

ผ่านประเด็นสำคัญต่างๆ ของความสัมพันธ์

to ensure that success in love need not be a matter of good luck.

5:19

เพื่อให้มั่นใจว่าความสำเร็จในความรักไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่ความโชคดี

For more, click the link now.

5:24

หากต้องการอ่านเพิ่มเติม คลิกที่ลิงก์ตอนนี้