ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตให้ช้าลง: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Life Of Riza

ความยากในการเรียน
521 คำ 225 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทความสะท้อนชีวิตส่วนตัวนี้พูดถึงแรงกดดันที่ต้องทำงานให้เกิดผลงานอยู่เสมอ บทเรียนจากการเดินทางคนเดียว และอิสระในการสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นได้เมื่อผ่อนจังหวะชีวิตลง ข้อสรุปคือช่วงเวลาธรรมดา การหยุดพัก และการเลือกเปลี่ยนแปลงอย่างตั้งใจช่วยให้เรากลับมาเห็นว่าสิ่งใดและใครสำคัญจริง ๆ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. But is it worth doing other things if it means doing more, even if it's not really what you want to be doing? — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้การใช้ is it worth doing, if it means และ even if ร่วมกันเพื่อชั่งน้ำหนักการกระทำกับสิ่งที่ต้องแลก คำถามหลายชั้นนี้ช่วยถามว่าการได้ผลงานมากขึ้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ หากกิจกรรมนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่ใจต้องการ 2. Not pursuing anything grand, but just living through the small moments that I know I'll eventually miss over time. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่า Not..., but... ปฏิเสธความคาดหวังหนึ่งแล้วแทนที่ด้วยสิ่งที่ผู้พูดให้ความสำคัญจริง ๆ โครงสร้างเปรียบต่างนี้ใช้ให้นิยามความสำเร็จใหม่หรืออธิบายคุณค่าส่วนตัวให้ชัดเจนได้ ไม่ใช่เพียงเสนอทางเลือกสองทาง 3. going a thousand miles an hour and don't really know where anymore. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจภาพที่กล่าวเกินจริงนี้ว่าเป็นการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบจนสูญเสียทิศทาง ไม่ได้หมายถึงความเร็วหรือการเดินทางตามตัวอักษร จึงใช้บรรยายความยุ่งที่ถาโถมและไม่เหลือความรู้สึกว่ากำลังมุ่งไปสู่จุดหมายใดได้อย่างเห็นภาพ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

They say it's not enough to be busy. ไวยากรณ์

0:03

เขาว่ากันว่าแค่ยุ่งมันยังไม่พอ

ไวยากรณ์

not enough to be busy: การกระทำอย่างเดียวไม่เพียงพอ

ใน not enough to be busy โครงสร้าง not enough to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าการกระทำอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อมาตรฐานที่ต้องการ ในที่นี้ คนคนหนึ่งอาจยุ่งจริง แต่ความยุ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้สิ่งที่ทำมีคุณค่า โครงสร้างที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ It is not enough to + คำกริยารูปพื้นฐาน โครงสร้างนี้เปลี่ยนจุดสนใจจากปริมาณไปเป็นว่าการกระทำนั้นเพียงพอที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์หรือบรรลุจุดประสงค์หรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเป้าหมายเพื่อให้ประโยคสื่อว่าการกระทำอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ: It is ____ read the safety rules; you must also follow them.

ดูคำตอบ

not enough to

The question is, ลำดับความ

0:06

คำถามก็คือ

what are we busy about?

0:08

เรากำลังยุ่งอยู่กับอะไร?

ลำดับความ

The question is, ...: การเน้นประเด็นหลัก

The question is, ... ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมเปลี่ยนประเด็น โดยรวบยอดสิ่งที่พูดมาก่อนหน้าและบอกผู้ฟังว่าเนื้อหาหลังจากนี้คือประเด็นหลักที่ต้องตอบ ในตัวอย่าง ผู้พูดเปลี่ยนจากแนวคิดกว้าง ๆ เรื่องการยุ่ง ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่าว่าความพยายามนั้นมุ่งไปที่อะไร ในภาษาพูด มักหยุดสั้น ๆ หลัง is ก่อนจะพูดคำถามจริง

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่ใช้เน้นประเด็นหลัก: We have agreed on the goal. ____, how will we pay for it?

ดูคำตอบ

The question is

That is something I've been considering quite a lot recently. ไวยากรณ์

0:14

นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเก็บมาคิดค่อนข้างมากในช่วงนี้

ไวยากรณ์

I've been considering ... recently: กระบวนการคิดที่ยังดำเนินอยู่

I've been considering เป็น present perfect continuous ซึ่งมีโครงสร้าง have + been + คำกริยารูป -ing รูปนี้แสดงว่าการพิจารณาเริ่มก่อนตอนนี้ และดำเนินต่อเนื่องหรือเกิดซ้ำในช่วงที่ผ่านมาไม่นาน quite a lot เพิ่มความหมายด้านความถี่หรือระดับ ส่วน recently กำหนดกรอบเวลาว่าเป็นช่วงไม่นานมานี้ ประโยคเน้นกระบวนการคิดที่ยังดำเนินอยู่ ไม่ใช่การตัดสินใจที่เสร็จสิ้นแล้ว

แบบฝึกหัด

ใช้รูป present perfect continuous ของ consider เติมประโยคให้สมบูรณ์: I ____ changing my study schedule recently.

ดูคำตอบ

have been considering

The past few months have taught me a lot about slowing down. วลี

0:26

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสอนให้ฉันเรียนรู้มากมายเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้ช้าลง

วลี

teach someone a lot about + คำนามหรือรูป -ing

ใน have taught me a lot about slowing down โครงสร้าง teach someone a lot about X หมายความว่าประสบการณ์หนึ่งช่วยให้ใครบางคนเข้าใจ X ได้ดีขึ้นมาก The past few months ถูกมองเป็นครูในเชิงเปรียบเทียบ บทเรียนมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่จากเดือนในปฏิทินเอง หลัง about ใช้คำนามหรือวลี gerund เพื่อระบุหัวข้อ slowing down เป็นวลี gerund ซึ่งในที่นี้หมายถึงการลดจังหวะโดยรวม ไม่ใช่เพียงเคลื่อนไหวช้าลงในช่วงเวลาเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าประสบการณ์หนึ่งช่วยให้ใครบางคนเข้าใจเรื่องความอดทนได้ดีขึ้นมาก

  1. The experience taught to me a lot about patience.
  2. The experience learned me a lot about patience.
  3. The experience taught me a lot about patience.
ดูคำตอบ

The experience taught me a lot about patience.

Not like I really had a choice, น้ำเสียง/เจตนา

0:30

ไม่ใช่ว่าฉันมีทางเลือกมากนักหรอก

but still.

0:32

แต่ก็ก็นะ

น้ำเสียง/เจตนา

Not like I really had a choice, but still: การยอมรับแบบมีข้อสงวน

Not like I really had a choice เป็นรูปละคำแบบภาษาพูดของ It's not like I really had a choice ในที่นี้ not like ไม่ได้ใช้เปรียบเทียบ แต่ใช้ปฏิเสธความคิดที่ว่าการชะลอจังหวะลงเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจทั้งหมด But still แสดงการยอมรับข้อจำกัดก่อนจะคงความคิดเดิมไว้ แม้มีข้อจำกัดนั้น ผู้พูดก็ยังไม่ล้มเลิกความรู้สึกหรือข้อสรุปก่อนหน้า ความคิดหลัง still ถูกละไว้เพราะเข้าใจได้จากบริบท ทำให้ประโยคมีน้ำเสียงที่รู้เท่าทันตัวเองและขำขื่นเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

การตีความใดถ่ายทอดการยอมรับแบบมีข้อสงวนของผู้พูดได้ดีที่สุด

  1. ผู้พูดแทบไม่มีทางเลือก แต่นั่นไม่ได้ลบล้างประเด็นที่เพิ่งพูดไป
  2. ผู้พูดถอนความคิดก่อนหน้านี้ทั้งหมด
  3. ผู้พูดเลือกได้อย่างอิสระจากหลายตัวเลือกและพอใจกับเรื่องนั้น
ดูคำตอบ

ผู้พูดแทบไม่มีทางเลือก แต่นั่นไม่ได้ลบล้างประเด็นที่เพิ่งพูดไป

On some days I feel overwhelmed, วลี

0:34

บางวันฉันรู้สึกหนักอึ้ง

thinking I'm not doing enough,

0:37

คิดว่าฉันยังทำได้ไม่ดีพอ

วลี

On some days: วางกรอบเวลาให้สภาวะที่เปลี่ยนแปลง

On some days วางความรู้สึกไว้ในบางวัน แทนที่จะบอกว่าเกิดขึ้นตลอดเวลา วลีนี้ไม่ได้ระบุวันที่แน่นอนในปฏิทิน แต่แสดงว่าอารมณ์นั้นเกิดขึ้นแล้วก็หายไป การวางกรอบเวลานี้ไว้ต้นประโยคช่วยจัดข้อมูลให้ชัดเจน ตั้งแต่ต้นผู้อ่านจะเข้าใจว่า I feel overwhelmed เป็นสภาวะที่เกิดซ้ำในวันบางแบบ ไม่ใช่สภาวะถาวร เมื่อเทียบกับ sometimes แล้ว on some days ช่วยให้นึกภาพวันเหล่านั้นได้ชัดกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีบอกเวลาสามคำที่หมายถึง “ในบางวัน แต่ไม่ใช่ทุกวัน”: ____, I can focus for hours; on other days, I need frequent breaks.

ดูคำตอบ

On some days

and at the same time ไวยากรณ์

0:39

และในขณะเดียวกัน

feeling like everyone else is doing so much more.

0:40

ก็รู้สึกเหมือนคนอื่นๆ กำลังทำอะไรได้มากกว่าตั้งเยอะ

ไวยากรณ์

and at the same time feeling...: การเชื่อมอนุประโยค -ing ที่วางขนานกัน

ในประโยคนี้ and at the same time นำความรู้สึกที่สองเข้ามา ซึ่งเกิดควบคู่กับความคิดแรก วลีนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไร แต่เชื่อมปฏิกิริยาทางใจสองอย่างที่เกิดพร้อมกัน อนุประโยค -ing คือ feeling... วางขนานกับ thinking I'm not doing enough ทั้งสองส่วนช่วยบอกว่าอะไรทำให้ผู้พูดรู้สึกหนักใจ และทำให้แรงกดดันที่เกี่ยวข้องกันสองอย่างอยู่ในประโยคเดียว

แบบฝึกหัด

and at the same time feeling... ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. บอกว่าผู้พูดหยุดคิดก่อนที่จะเริ่มรู้สึกเช่นนั้น
  2. บอกเวลาที่แน่นอนที่ทุกคนทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น
  3. เพิ่มปฏิกิริยาทางใจอย่างที่สองซึ่งเกิดพร้อมกับอย่างแรก
ดูคำตอบ

เพิ่มปฏิกิริยาทางใจอย่างที่สองซึ่งเกิดพร้อมกับอย่างแรก

But is it worth doing other things ไวยากรณ์

0:44

แต่มันคุ้มไหมที่จะไปทำสิ่งอื่น

if it means doing more,

0:47

หากมันหมายถึงการทำอะไรที่มากขึ้น

even if it's not really what you want to be doing?

0:50

แม้ว่ามันอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากทำจริงๆ?

ไวยากรณ์

Is it worth doing... if it means... even if...: การชั่งน้ำหนักประโยชน์กับต้นทุน

Is it worth doing other things? ถามว่าการกระทำนั้นมีคุณค่ามากพอที่จะทำหรือไม่ หลัง worth ภาษาอังกฤษใช้รูป -ing ดังนั้นจึงใช้ worth doing ไม่ใช่ worth to do if it means doing more เพิ่มประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อใช้ในการตัดสิน ส่วน even if it's not really what you want to be doing เพิ่มเงื่อนไขที่ขัดแย้งกัน คือผลงานที่เพิ่มขึ้นอาจมาจากกิจกรรมที่คนนั้นไม่ได้อยากทำจริง ๆ เมื่อนำทุกส่วนมารวมกัน คำถามนี้จึงท้าทายความคิดที่ว่าเพียงแค่ทำได้มากขึ้นก็ทำให้ทางเลือกนั้นคุ้มค่า

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายแนวคิดของคำถามต้นฉบับได้ดีที่สุด

  1. ถือว่าการทำได้มากขึ้นทำให้ทุกทางเลือกคุ้มค่าโดยอัตโนมัติ
  2. ชั่งน้ำหนักผลดีที่อาจได้รับกับความจริงที่ว่ากิจกรรมนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่อยากทำจริง ๆ
  3. ถามเพียงว่าผู้พูดมีเวลามากพอที่จะทำงานให้เสร็จเพิ่มขึ้นหรือไม่
ดูคำตอบ

ชั่งน้ำหนักผลดีที่อาจได้รับกับความจริงที่ว่ากิจกรรมนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่อยากทำจริง ๆ

I wrote that question down and now I don't know if it makes sense.

0:54

ฉันจดคำถามนั้นลงไป และตอนนี้ก็ไม่รู้ว่ามันสมเหตุสมผลหรือเปล่า

Well,

0:59

เอาเถอะ

hopefully you get what I mean.

1:00

หวังว่าคุณจะเข้าใจว่าฉันหมายถึงอะไร

Anyway,

1:08

อย่างไรก็ตาม

the other day I thought it was finally time ลำดับความ

1:09

วันก่อนฉันคิดว่ามันถึงเวลาสักที

to do some things I've been putting off for a while. กริยาวลี

1:11

ที่จะได้ทำในสิ่งที่ฉันผลัดวันประกันพรุ่งมาสักพักแล้ว

ลำดับความ

the other day ... I thought it was finally time: เปิดเรื่องด้วยการตัดสินใจเมื่อไม่นานมานี้

the other day วางกรอบว่าเรื่องเกิดขึ้นในวันหนึ่งของอดีตที่เพิ่งผ่านมาไม่นานโดยไม่ระบุวันแน่ชัด เป็นการให้กรอบเวลาสำหรับประสบการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ใช่การบอกวันที่ที่ชัดเจน I thought it was finally time to... ถ่ายทอดการตัดสินใจของผู้พูดในตอนนั้นว่า ถึงเวลาเริ่มทำสิ่งที่เลื่อนมานานแล้ว เมื่อนำสองส่วนนี้มาใช้ร่วมกัน ผู้ฟังจะถูกพาจากหัวข้อทั่วไปเข้าสู่การตัดสินใจที่เป็นรูปธรรมในอดีตและการกระทำที่ตามมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเปิดเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจในวันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้โดยไม่ระบุวันที่ได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Last Monday, I decided to sort through my old clothes.
  2. The other day, I thought it was finally time to sort through my old clothes.
  3. Every other day, I sort through one drawer of old clothes.
ดูคำตอบ

The other day, I thought it was finally time to sort through my old clothes.

กริยาวลี

been putting off for a while: การผัดผ่อนที่ดำเนินมาระยะหนึ่ง

put off เป็นกริยาวลีแบบแยกคำได้ หมายถึงเลื่อนหรือผัดผ่อนการกระทำ งาน หรือเหตุการณ์ ใน things I've been putting off คำว่า things เป็นกรรมที่เข้าใจได้ภายในอนุประโยคขยาย แม้จะอยู่ก่อนอนุประโยคนั้น แต่ off ก็ยังจำเป็นต้องมี I've been putting off อยู่ในรูป present perfect continuous แสดงว่าการผัดผ่อนดำเนินต่อเนื่องหรือเกิดซ้ำตลอดช่วงเวลาที่เชื่อมมาถึงมุมมองปัจจุบันของผู้พูด ส่วน for a while เพิ่มความหมายว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่ได้ระบุแน่ชัด

แบบฝึกหัด

เติม put off ในรูปที่แสดงการผัดผ่อนซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาก่อนหน้านั้น: I finally did the paperwork I'd ____ for weeks.

ดูคำตอบ

been putting off

I've so many photos piling up กริยาวลี

1:18

ฉันมีรูปถ่ายกองโตพอกพูนขึ้นมา

and something needed to be done about it. ไวยากรณ์

1:20

และมันถึงเวลาต้องจัดการอะไรสักอย่างกับมันแล้ว

กริยาวลี

photos piling up: รูปถ่ายที่สะสมมากขึ้นตามเวลา

ใน photos piling up คำว่า pile up หมายถึง “สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา” เป็นกริยาวลีอกรรม และรูป -ing คือ piling up ใช้บอกว่ารูปถ่ายกำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รูปถ่ายไม่จำเป็นต้องกองเป็นตั้งจริง ๆ ในที่นี้หมายถึงรูปที่ยังไม่ได้จัดระเบียบหรือจัดการกำลังสะสมจนกลายเป็นงานค้างมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ pile up เพื่อบอกว่าสิ่งที่ยังไม่ได้จัดการกำลังสะสมมากขึ้น

  1. Unread messages are piling up in my inbox.
  2. I picked up the messages from my inbox.
  3. I piled the books neatly on one shelf.
ดูคำตอบ

Unread messages are piling up in my inbox.

ไวยากรณ์

something needed to be done about it: จำเป็นต้องลงมือจัดการ

Something needed to be done about it หมายถึงจำเป็นต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้บอกว่าใครต้องทำหรือจะทำอะไรอย่างเจาะจง ในทางไวยากรณ์ needed to be done เป็นโครงสร้าง need ตามด้วย infinitive รูปถูกกระทำ Do something about a situation หมายถึงลงมือจัดการหรือทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ในที่นี้ it หมายถึงจำนวนรูปถ่ายที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น about it ไม่ได้แปลเพียงว่า “พูดถึงเรื่องนั้น” รูปถูกกระทำช่วยเน้นที่ปัญหาแทนคนที่ต้องรับผิดชอบ

แบบฝึกหัด

something needed to be done about it ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร

  1. ใครบางคนต้องพูดถึงสถานการณ์นั้นโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไร
  2. จำเป็นต้องลงมือจัดการสถานการณ์นั้น
  3. สถานการณ์นั้นแก้ไขตัวเองเรียบร้อยแล้ว
ดูคำตอบ

จำเป็นต้องลงมือจัดการสถานการณ์นั้น

My mom always made albums,

1:23

แม่ของฉันมักจะทำอัลบั้มรูปอยู่เสมอ

so

1:25

ดังนั้น

I figured I should start making them too.

1:26

ฉันเลยคิดว่าฉันควรจะเริ่มทำบ้าง

I came across some pictures from 4 years ago. กริยาวลี

1:31

ฉันไปบังเอิญเจอรูปภาพเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

กริยาวลี

came across: พบบางสิ่งโดยบังเอิญ

came across เป็นรูปอดีตของ come across ในที่นี้หมายความว่าผู้พูดเจอบางสิ่งโดยบังเอิญ ผู้พูดไม่ได้ตั้งใจค้นหารูปถ่ายจากเมื่อสี่ปีก่อนเหล่านั้น กรรมอาจเป็นคนได้เช่นกัน come across someone อาจหมายถึงพบคนนั้นโดยไม่คาดคิด บริบทและกรรมจะบอกว่าหมายถึงการเจอสิ่งของหรือพบคน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีรูปอดีตจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “พบโดยบังเอิญ”: While checking the library shelves, I ____ a book about space.

ดูคำตอบ

came across

It was the first time I ever traveled alone ไวยากรณ์

1:34

มันเป็นครั้งแรกที่ฉันเดินทางคนเดียว

halfway across the world.

1:36

ไปอีกซีกโลกหนึ่ง

ไวยากรณ์

It was the first time I ever...: บอกประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต

โครงสร้าง It was the first time... บอกว่าประสบการณ์นั้นเป็นครั้งแรกของผู้พูดจนถึงจุดหนึ่งในอดีต ในประโยคนี้ ผู้พูดไม่เคยเดินทางคนเดียวไกลขนาดนั้นมาก่อน ever ในที่นี้หมายถึง “ในเวลาใดก็ตามจนถึงตอนนั้น” ไม่ได้หมายถึง “ตลอดไป” ในงานเขียนที่เล่าย้อนอดีตอย่างรอบคอบ มักใช้ past perfect หลัง It was the first time: It was the first time I had ever traveled alone. ส่วน simple past ในประโยคต้นฉบับอย่าง I ever traveled ก็ได้ยินในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการของอเมริกาเหนือ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนนี้ที่ใช้บอกประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต: It was ____ I had ever stayed in a hotel by myself.

ดูคำตอบ

the first time

And it's funny because

1:38

และมันตลกดีเพราะ

I felt like I needed to get away from everything กริยาวลี

1:40

ฉันรู้สึกเหมือนฉันจำเป็นต้องหนีจากทุกสิ่ง

to figure everything out.

1:42

เพื่อที่จะเข้าใจทุกอย่าง

กริยาวลี

get away from everything to figure everything out: ถอยออกมาเพื่อคิดทุกอย่างให้กระจ่าง

ในที่นี้ get away from everything หมายถึงการถอยออกจากสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน ภาระ และความกดดันชั่วคราว ไม่ได้หมายถึงแค่การไปพักร้อน ส่วน figure everything out หมายถึงการคิดจนเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดหรือมองเห็นว่าควรเดินหน้าต่ออย่างไร วลี infinitive to figure everything out บอกจุดประสงค์ของการถอยออกมา สองสำนวนนี้จึงสร้างลำดับแบบการกระทำและจุดประสงค์ คือสร้างระยะห่างก่อน แล้วใช้พื้นที่นั้นคิดให้ชัดเจน การพูด everything ซ้ำเน้นว่าผู้พูดรู้สึกว่ามีปัญหาหรือความกดดันหลายอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบเดียวกัน คือถอยออกมาเพื่อคิดเรื่องหนึ่งให้ชัดเจน?

  1. She got away from work for a day because she had already figured out her next step.
  2. She needed to figure out where she could get away for a day.
  3. She needed to get away from work for a day to figure out her next step.
ดูคำตอบ

She needed to get away from work for a day to figure out her next step.

I remember going there for as long as I possibly could. ไวยากรณ์

1:45

ฉันจำได้ว่าไปอยู่ที่นั่นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไวยากรณ์

for as long as I possibly could: เป็นเวลานานที่สุดเท่าที่ทำได้

for as long as I possibly could หมายถึง “เป็นเวลานานที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้อให้ทำได้” คำว่า for นำเข้าสู่เรื่องระยะเวลา ส่วน as long as ... could กำหนดระยะเวลานั้นไว้ที่ขีดจำกัดที่ผู้พูดทำได้จริง possibly เน้นความหมายของการไปให้ถึงขีดจำกัดนั้น หลัง could ภาษาอังกฤษจะละการกระทำหรือสภาวะที่ซ้ำกัน เพราะเข้าใจได้จากบริบทอยู่แล้ว ในที่นี้ความหมายโดยรวมคือใช้เวลาอยู่ที่นั่นให้นานที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้อ

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึง “เป็นเวลานานที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้อให้ทำได้” ให้ประโยคสมบูรณ์: I stayed at the library for ____.

ดูคำตอบ

as long as I possibly could

It was the first time

1:51

มันเป็นครั้งแรก

I was just with myself and no one else. วลี

1:52

ที่ฉันได้อยู่กับตัวเองและไม่มีใครอื่นเลย

วลี

with myself and no one else: มีเพียงตัวเองเป็นเพื่อน

ใน I was just with myself คำว่า just หมายถึง “เพียงเท่านั้น” กล่าวคือ ผู้พูดมีเพียงตัวเองเป็นเพื่อน ส่วน and no one else ย้ำความหมายนี้ด้วยการระบุชัดว่าไม่มีคนอื่นเลย วลีนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ ในบริบทนี้ การอยู่คนเดียวถูกนำเสนอว่าเป็นการใช้เวลากับตัวเอง โดยมีพื้นที่สำหรับความคิดและการตัดสินใจของตนเอง

แบบฝึกหัด

with myself and no one else เพิ่มความหมายอะไรในประโยคนี้?

  1. ผู้พูดทำงานยากชิ้นหนึ่งเสร็จโดยไม่มีใครช่วย
  2. ผู้พูดพบคนอีกคนที่หน้าตาเหมือนตัวเองทุกอย่าง
  3. ผู้พูดกำลังใช้เวลาอยู่กับตัวเองโดยไม่มีคนอื่นเลย
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังใช้เวลาอยู่กับตัวเองโดยไม่มีคนอื่นเลย

It was lonely

1:56

มันก็เหงาอยู่นะ

some days.

1:57

ในบางวัน

But it's weird because

1:59

แต่มันก็แปลกดี เพราะ

I think I'd be a totally different person ไวยากรณ์

2:00

ฉันคิดว่าฉันคงกลายเป็นคนที่แตกต่างไปจากนี้อย่างสิ้นเชิง

if I didn't do that.

2:02

ถ้าฉันไม่ได้ทำแบบนั้น

ไวยากรณ์

I'd be ... if I didn't do that: จินตนาการถึงปัจจุบันที่ต่างออกไป

ใน I'd be ตัว 'd หมายถึง would โครงสร้าง would + คำกริยารูปพื้นฐานร่วมกับ if + อดีตกาลแบบธรรมดาคือประโยคเงื่อนไขแบบที่สอง ใช้จินตนาการผลในปัจจุบันภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริง ในที่นี้ ผู้พูดจินตนาการว่าตอนนี้ตนเองคงเป็นคนที่ต่างออกไป That หมายถึงการเดินทางคนเดียวที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับอดีต ส่วนผลเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ในภาษาอังกฤษที่ระบุเวลาอย่างรอบคอบ มักใช้ past perfect เพื่อแสดงความสัมพันธ์นี้ให้ชัดเจน: I'd be a totally different person if I hadn't done that. รูปเดิม if I didn't do that เข้าใจได้ในการพูดแบบทันที แต่หากไม่มีบริบทนี้ อาจฟังเหมือนพูดถึงการกระทำในปัจจุบันหรือสิ่งที่ทำเป็นประจำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเงื่อนไขแบบผสมด้วยรูปปฏิเสธแบบย่อของ take: I'd be less independent today if I ____ that summer job.

ดูคำตอบ

hadn't taken

I think I spent a lot of my young adult life

2:07

ฉันคิดว่าฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงวัยรุ่น

looking for answers and a life outside myself. สำนวน

2:09

ไปกับการค้นหาคำตอบและชีวิตนอกเหนือจากตัวเอง

สำนวน

looking for answers and a life outside myself: การแสวงหาเป้าหมายชีวิตจากภายนอกตนเอง

ในที่นี้ looking for ใช้ครอบคลุมทั้ง answers และ a life outside myself โดย answers หมายถึงแนวทางว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร ไม่ใช่คำตอบข้อสอบ ส่วน a life outside myself หมายถึงวิถีชีวิตที่ปรารถนาหรือแหล่งความเติมเต็มซึ่งผู้พูดนึกว่าอยู่ภายนอกตนเอง ผู้พูดนำการค้นหาเป้าหมายภายในใจมาอธิบายเป็นการกระทำทางกายภาพของการมองหาบางสิ่ง ภาษาอังกฤษมักใช้ look for กับแนวคิดนามธรรม เช่น meaning, direction, purpose หรือ clarity

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ looking for answers and a life outside myself หมายถึงอะไร

  1. การออกไปข้างนอกเพื่อหาคำตอบข้อสอบที่เขียนไว้
  2. การตามคนอื่นไปเพื่อเอาหนังสือที่หายไปคืน
  3. การแสวงหาคำชี้แนะและชีวิตที่เติมเต็มจากสิ่งภายนอก แทนที่จะค้นหาภายในตนเอง
ดูคำตอบ

การแสวงหาคำชี้แนะและชีวิตที่เติมเต็มจากสิ่งภายนอก แทนที่จะค้นหาภายในตนเอง

Always chasing, ลำดับความ

2:13

เอาแต่วิ่งตาม

always wanting more.

2:15

เอาแต่ต้องการมากขึ้นอยู่เสมอ

ลำดับความ

Always chasing, always wanting more: ส่วนประโยค -ing แบบขนานที่สรุปรูปแบบซ้ำ ๆ

Always chasing และ always wanting more เป็นส่วนประโยคสองส่วนที่วางขนานกันและสร้างจาก always + รูป -ing ประธานและกริยาช่วยถูกละไว้ เพราะเรื่องราวรอบข้างทำให้เข้าใจได้ว่าคืออะไร หากเขียนเต็ม แนวคิดนี้คือ I was always chasing something and always wanting more. การซ้ำ always และรูปไวยากรณ์เดียวกันทำให้ประโยคมีจังหวะชัดเจน และรวมการกระทำทั้งสองเป็นรูปแบบต่อเนื่องเดียวกัน ในที่นี้ chasing เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงการไล่ตามเป้าหมายหรือความเติมเต็มซ้ำ ๆ ไม่ใช่การวิ่งไล่ใครจริง ๆ

แบบฝึกหัด

โครงสร้างใน Always chasing, always wanting more มีผลหลักอย่างไร

  1. ให้คำสั่งสมบูรณ์สองข้อว่าคนหนึ่งควรทำอะไรต่อไป
  2. ใช้ส่วนประโยค -ing แบบขนานเพื่อสรุปรูปแบบที่เกิดซ้ำด้วยจังหวะที่ชัดเจน
  3. รายงานการกระทำแยกกันสองอย่างซึ่งแต่ละอย่างเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
ดูคำตอบ

ใช้ส่วนประโยค -ing แบบขนานเพื่อสรุปรูปแบบที่เกิดซ้ำด้วยจังหวะที่ชัดเจน

Only a couple of years later

2:17

เพียงเพื่อที่จะพบในไม่กี่ปีต่อมา

to find out that the real peace ลำดับความ

2:18

ว่าความสงบสุขที่แท้จริง

is being content in the everyday stuff.

2:20

คือการพอใจกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ลำดับความ

to find out that... กับการตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นภายหลัง

ในที่นี้ to find out that... ทำให้เรื่องดำเนินไปถึงสิ่งที่ผู้พูดเพิ่งเข้าใจในภายหลัง infinitive ที่มี to นี้เป็นส่วนหนึ่งของลำดับเวลาที่ใหญ่กว่า จึงนำเสนอผลลัพธ์หรือการตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้บอกจุดประสงค์อย่าง “เพื่อสืบค้น” หลัง find out that จะตามด้วยประโยคย่อยที่สมบูรณ์เพื่อบอกสิ่งที่ค้นพบ รูปแบบนี้ใช้ได้เมื่อต้องการย้อนมองประสบการณ์และบอกว่าในที่สุดได้เรียนรู้อะไร

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ to find out that... ทำหน้าที่อะไร

  1. ใช้บอกจุดประสงค์ของการสืบค้น
  2. ใช้กล่าวถึงสิ่งที่เพิ่งตระหนักได้ในภายหลัง
  3. ใช้บอกเส้นทางเพื่อค้นหาสถานที่
ดูคำตอบ

ใช้กล่าวถึงสิ่งที่เพิ่งตระหนักได้ในภายหลัง

And that the small things that happen everyday

2:25

และเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน

matter more than the big things ไวยากรณ์

2:27

สำคัญมากกว่าเรื่องใหญ่ๆ

that happen every once in a while.

2:28

ที่นานๆ จะเกิดขึ้นที

ไวยากรณ์

matter more than... เพื่อเปรียบเทียบว่าอะไรสำคัญกว่า

ในที่นี้ matter เป็นคำกริยาที่หมายถึง “สำคัญ” หรือ “มีความหมาย” รูปแบบ A matters more than B บอกว่า A สำคัญกว่า B โดย matter ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสสารทางกายภาพ ใน the big things that happen every once in a while อนุประโยคสัมพันธ์ that happen every once in a while ระบุว่ากำลังเปรียบเทียบเรื่องใหญ่แบบใด Every once in a while หมายถึง “เป็นครั้งคราว” ดังนั้นประโยคนี้จึงเปรียบเทียบเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยกับเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าการฝึกเป็นประจำสำคัญกว่าการเรียนยาว ๆ เพียงครั้งเดียว

  1. Regular practice happens more often than one long study session.
  2. Regular practice matters more than one long study session.
  3. Regular practice takes more time than one long study session.
ดูคำตอบ

Regular practice matters more than one long study session.

So much has changed since then.

2:32

มีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่นั้น

But in a way I feel like I'm there again. วลี

2:35

แต่ในแง่หนึ่ง ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปอยู่จุดนั้นอีกครั้ง

วลี

In a way I feel like...: การทำให้คำตัดสินส่วนตัวนุ่มนวลลง

in a way หมายถึง “ในระดับหนึ่ง” หรือ “เมื่อมองจากมุมหนึ่ง” ใช้จำกัดขอบเขตของข้อความที่ตามมา ผู้พูดจึงไม่ได้บอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิมทุกประการ I feel like ใช้นำเสนอความรู้สึกหรือความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แน่นอน เมื่อรวมเป็น But in a way I feel like... ผู้พูดยอมรับว่าหลายอย่างเปลี่ยนไปแล้ว แต่ประสบการณ์บางส่วนยังให้ความรู้สึกคุ้นเคย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ in a way ในความหมายว่า “ในระดับหนึ่ง” เพื่อทำให้คำตัดสินส่วนตัวไม่เด็ดขาดเกินไป

  1. We're on the way to the science museum.
  2. In a way, joining the new team feels like starting school again.
  3. The suitcase is in the way of the door.
ดูคำตอบ

In a way, joining the new team feels like starting school again.

Taking it day by day, สำนวน

2:39

ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปในแต่ละวัน

สำนวน

Taking it day by day: จดจ่อกับชีวิตไปทีละวัน

Take it day by day เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงการรับมือกับปัจจุบันไปทีละวัน แทนที่จะพยายามแก้ปัญหาหรือวางแผนทุกอย่างพร้อมกัน ในที่นี้ it หมายถึงชีวิตหรือสถานการณ์โดยรวมของผู้พูด ไม่ใช่สิ่งของชิ้นหนึ่ง คำบรรยายใช้ Taking... เป็นข้อความบรรยายสั้น ๆ รูปประโยคสมบูรณ์ที่ใช้กันบ่อยคือ I'm taking it day by day

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “รับมือกับชีวิตไปทีละวัน”: I can't plan far ahead, so I'm ____.

ดูคำตอบ

taking it day by day

Observing what things actually matter to me

2:41

สังเกตว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับฉันจริงๆ

and where I would like to go from here. ลำดับความ

2:43

และฉันอยากจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางไหนจากจุดนี้

ลำดับความ

where I would like to go from here: การเลือกทิศทางในอนาคต

ในที่นี้ where I would like to go from here กล่าวถึงทิศทางในอนาคต ไม่ใช่จุดหมายทางกายภาพ here หมายถึงช่วงชีวิตหรือสถานการณ์ปัจจุบันของผู้พูด ส่วน go เปรียบการพัฒนาในอนาคตเหมือนการเดินไปตามเส้นทาง อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย where เชื่อมด้วย and กับอนุประโยค what ก่อนหน้า คือ what things actually matter to me ทั้งสองส่วนจัดความคิดทบทวนออกเป็นสองเรื่อง ได้แก่ สิ่งที่สำคัญในตอนนี้และทิศทางในอนาคต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ where to go from here ในความหมายว่าตัดสินใจเลือกทิศทางในอนาคต ไม่ใช่เลือกเส้นทางจริง

  1. From this corner, I can see where the hiking trail goes from here.
  2. After the internship ends, I need to decide where I want to go from here.
  3. The sign tells visitors where to walk from here to reach the lake.
ดูคำตอบ

After the internship ends, I need to decide where I want to go from here.

When you're an artist, ไวยากรณ์

2:55

เมื่อคุณเป็นศิลปิน

a photographer,

2:56

เป็นช่างภาพ

a filmmaker,

2:58

เป็นนักทำหนัง

everything we make feels like it has to be amazing

3:00

ทุกสิ่งที่เราสร้างสรรค์มันรู้สึกเหมือนจะต้องออกมายอดเยี่ยม

to the point where we almost get afraid to make mistakes. วลี

3:03

จนถึงจุดที่เราแทบจะกลัวการทำผิดพลาด

ไวยากรณ์

When you're..., everything... feels like it has to...: แรงกดดันที่เกี่ยวข้องกับบทบาท

When you're an artist, a photographer, a filmmaker ใช้ you แบบกล่าวรวม หมายถึงใครก็ตามที่อยู่ในบทบาทเหล่านี้ ไม่ได้หมายถึงผู้ฟังตรงหน้าเพียงคนเดียว การเปลี่ยนเป็น we ใน everything we make ทำให้ผู้พูดรวมตัวเองไว้ในกลุ่มเดียวกันด้วย Feels like it has to be amazing นำเสนอข้อเรียกร้องที่หนักแน่นในฐานะแรงกดดันที่รู้สึกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎจริง ส่วน To the point where นำไปสู่ผลลัพธ์ขั้นรุนแรงของแรงกดดันนั้น คือผู้สร้างผลงานแทบจะเริ่มกลัวการทำผิดพลาด ประโยคจัดข้อมูลจากบทบาท ไปสู่แรงกดดันที่รับรู้ และตามด้วยผลที่เกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ you แบบกล่าวรวมและ feels like... อย่างเป็นธรรมชาติเพื่ออธิบายแรงกดดันที่เกี่ยวข้องกับบทบาท

  1. When Elena leads the team, I feel like taking a walk.
  2. When you're leading a team, the weekly meeting starts at nine.
  3. When you're leading a team, every decision can feel like it has to be perfect.
ดูคำตอบ

When you're leading a team, every decision can feel like it has to be perfect.

วลี

get afraid to make mistakes: เริ่มกลัวการทำผิดพลาด

ใน get afraid โครงสร้าง get + คำคุณศัพท์แสดงการเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะหนึ่ง แรงกดดันทำให้ผู้สร้างเริ่มรู้สึกกลัว ส่วน be afraid จะบรรยายเพียงสภาวะที่กลัวอยู่แล้ว almost ทำให้คำกล่าวไม่เด็ดขาดเกินไป คือพวกเขาเกือบจะเริ่มกลัว ไม่ได้ยืนยันชัดเจนว่าความกลัวเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์ ส่วน to make mistakes บอกว่าพวกเขาเริ่มกลัวที่จะทำอะไร

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ get + afraid เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะ: After the dog barked at him twice, Ben ____ to walk past that house.

ดูคำตอบ

got afraid

And we lose that sense of play that we had in the beginning. วลี

3:08

และเราก็สูญเสียความสนุกสนานแบบที่เราเคยมีในตอนเริ่มต้นไป

วลี

lose that sense of play that ...: สูญเสียทัศนคติที่สนุกและชอบสำรวจ

lose a sense of play หมายถึงการเลิกนำความอยากรู้อยากเห็น ความเป็นอิสระ และความเต็มใจที่จะทดลองมาใช้ในกิจกรรม ในที่นี้ play ไม่ได้หมายถึงเกมตามตัวอักษร แต่หมายถึงทัศนคติที่ผ่อนคลายและชอบสำรวจซึ่งผู้สร้างเคยมีในตอนแรก ใน that sense of play that we had... คำว่า that ตัวแรกชี้ไปยังความรู้สึกเฉพาะที่กำลังพูดถึงอยู่ ส่วน that ตัวสุดท้ายเริ่มอนุประโยคขยาย that we had in the beginning ซึ่งระบุความรู้สึกสนุกและอยากทดลองที่เคยมีมาก่อน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ sense of play หมายถึงอะไร? Strict rules made the art club lose its sense of play.

  1. พวกเขาแพ้การแข่งขันกับชมรมอื่น
  2. พวกเขาไม่รู้วิธีเล่นเกมบางเกมอีกต่อไป
  3. พวกเขาเต็มใจที่จะสำรวจและทดลองน้อยลง
ดูคำตอบ

พวกเขาเต็มใจที่จะสำรวจและทดลองน้อยลง

But I think I've found some freedom in slowing down. สำนวน

3:14

แต่ฉันคิดว่าฉันได้พบอิสระบางอย่างในการใช้ชีวิตให้ช้าลง

สำนวน

find freedom in slowing down: พบความเป็นอิสระจากการใช้ชีวิตให้ช้าลง

Find freedom in doing something หมายถึงการรู้สึกผ่อนคลายหรือเป็นอิสระผ่านการทำสิ่งหนึ่ง ๆ ในที่นี้ in ใช้นำหน้ากิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกนั้น และ slowing down คือรูป -ing ของ slow down freedom ในประโยคนี้เป็นความรู้สึกทางใจ ไม่ใช่อิสรภาพตามกฎหมาย การใช้ชีวิตให้ช้าลงทำให้ผู้พูดรู้สึกกดดันน้อยลงและไม่ถูกความรู้สึกว่าต้องรีบอยู่ตลอดเวลาควบคุมมากเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ in และรูป -ing ของ slow down: After I stopped rushing every morning, I found freedom ____.

ดูคำตอบ

in slowing down

I want to be able to remember the everyday trivial things, น้ำเสียง/เจตนา

3:20

ฉันอยากจะสามารถจดจำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน

you know?

3:24

เข้าใจใช่ไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

you know? ท้ายประโยค: ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจความรู้สึก

you know? ที่ท้ายประโยคในที่นี้เป็นคำกำกับบทสนทนา ไม่ใช่คำถามที่ต้องการข้อมูลจริง ๆ คำนี้ชวนให้ผู้ฟังติดตามความคิดหรือเข้าใจความรู้สึกของผู้พูดเรื่องการจดจำช่วงเวลาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน คำลงท้ายนี้ทำให้การเล่าเรื่องคนเดียวฟังเหมือนเป็นบทสนทนาที่แบ่งปันความรู้สึกร่วมกัน เมื่อนำไปแปล อาจใช้ความหมายประมาณว่า “เข้าใจที่ฉันพูดไหม” หรือไม่ต้องแปลออกมาทีละคำก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาษาและบริบท

แบบฝึกหัด

you know? ท้ายประโยคนี้ทำหน้าที่อะไร: “It can be hard to say goodbye, you know?”

  1. ถามว่าผู้ฟังรู้ข้อเท็จจริงเฉพาะอย่างหรือไม่
  2. สั่งให้ผู้ฟังอธิบายสถานการณ์
  3. ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจความรู้สึกของผู้พูด
ดูคำตอบ

ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจความรู้สึกของผู้พูด

Not pursuing anything grand, ลำดับความ

3:26

ไม่ต้องไขว่คว้าหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่

but just living through the small moments

3:28

แต่แค่ใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาเล็กๆ

that I know I'll eventually miss over time.

3:30

ที่ฉันรู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ฉันจะคิดถึงมันในที่สุด

ลำดับความ

Not pursuing..., but just living...: การเปลี่ยนจุดเน้นไปยังประเด็นที่แท้จริง

โครงสร้าง not X, but Y เริ่มจากปฏิเสธว่า X เป็นคำอธิบายที่ถูกต้อง แล้วจึงเสนอ Y เป็นประเด็นที่ผู้พูดต้องการสื่อจริง ๆ ในที่นี้ not pursuing anything grand ตัดแนวคิดเรื่องการไล่ตามเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ออกไป ส่วน but just living through the small moments บอกถึงชีวิตที่ผู้พูดให้คุณค่าจริง ๆ pursuing และ living เป็นรูป -ing ที่วางขนานกัน จึงทำให้เห็นการแก้ความเข้าใจได้ง่าย อย่าหยุดตีความแค่คำปฏิเสธตอนต้น เพราะในโครงสร้างนี้ จุดเน้นหลักของข้อมูลอยู่หลัง but

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ not..., but... เพื่อปฏิเสธจุดเน้นหนึ่งแล้วบอกจุดเน้นที่แท้จริง

  1. She's not trying to win attention, but sharing an idea she cares about.
  2. She's not only trying to win attention, but also sharing an idea she cares about.
  3. She's trying to win attention, but she has no idea what she cares about.
ดูคำตอบ

She's not trying to win attention, but sharing an idea she cares about.

There's a quote from C.S. Lewis. วัฒนธรรม

3:36

มีคำคมหนึ่งจาก ซี.เอส. ลิวอิส

It's funny how day by day nothing changes, ลำดับความ

3:40

มันตลกดีที่วันแล้ววันเล่าดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยน

but when you look back,

3:43

แต่พอมองย้อนกลับไป

everything is different.

3:45

ทุกสิ่งทุกอย่างกลับแตกต่างไปแล้ว

วัฒนธรรม

C.S. Lewis: การระบุที่มาของคำกล่าว

C.S. Lewis เป็นนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง ใน There's a quote from C.S. Lewis ชื่อของเขาระบุว่าประโยคถัดไปถูกยกให้เป็นคำพูดของใคร การจำชื่อนี้ได้ช่วยให้เข้าใจว่าแนวคิดถัดไปถูกนำเสนอในฐานะคำกล่าวอ้าง ไม่ใช่ความเห็นที่ผู้พูดคิดขึ้นทันที สำหรับข้อความนี้ ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นมีเพียงการรู้ว่าเขาเป็นใคร

แบบฝึกหัด

การกล่าวถึง C.S. Lewis ในข้อความนี้มีหน้าที่อะไร

  1. บอกชื่อสถานที่ที่ผู้พูดเคยอาศัยอยู่
  2. ระบุว่านักเขียนคนใดเป็นเจ้าของคำพูดที่ตามมา
  3. แนะนำผู้พูดคนที่สองซึ่งเข้าร่วมการสนทนา
ดูคำตอบ

ระบุว่านักเขียนคนใดเป็นเจ้าของคำพูดที่ตามมา

ลำดับความ

day by day ... but when you look back ...: การเปรียบต่างของมุมมองด้านเวลา

ประโยคนี้ใช้ but เปรียบต่างมุมมองต่อเวลาสองแบบ Day by day หมายถึงการมองการเปลี่ยนแปลงทีละวัน จึงอาจรู้สึกว่าแต่ละก้าวเล็ก ๆ มองไม่เห็น ส่วน when you look back หมายถึงการย้อนมองช่วงเวลาที่ยาวกว่า ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ได้สะสมจนชัดเจน nothing changes และ everything is different เป็นข้อความที่จงใจวางให้ตรงข้ามกัน ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าทุกวันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย โครงสร้างนี้จัดแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปว่า เมื่อมองใกล้ ๆ อาจไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อย้อนคิดในภายหลังจึงจะเห็นชัด

แบบฝึกหัด

แนวคิดใดตรงกับประโยคที่เน้นไว้มากที่สุด

  1. ถ้าวันนี้มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น
  2. การหันไปมองข้างหลังทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป
  3. การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในแต่ละวันอาจเห็นได้ชัดเมื่อมองตลอดช่วงเวลาที่ยาวขึ้น
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในแต่ละวันอาจเห็นได้ชัดเมื่อมองตลอดช่วงเวลาที่ยาวขึ้น

I guess it's a good reminder that we don't always have to stick to what we know. วลี

3:48

ฉันว่ามันเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าเราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสิ่งที่เราเคยรู้เสมอไป

วลี

don't always have to stick to what we know: ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสิ่งที่คุ้นเคยเสมอไป

Stick to what we know หมายถึงการใช้แนวคิด วิธีการ หรือตัวเลือกที่คุ้นเคยต่อไปเท่านั้น ในที่นี้ stick to ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการทำตามหรืออยู่กับสิ่งหนึ่งต่อไป ไม่ได้หมายถึงติดอยู่กับสิ่งนั้นทางกายภาพ Don't always have to หมายถึงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นทุกครั้ง ประโยคนี้ยังเปิดโอกาสให้เลือกสิ่งที่คุ้นเคยเมื่อสิ่งนั้นมีประโยชน์ แต่ก็บอกว่าเราสามารถลองสิ่งใหม่ได้ในบางครั้ง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องห้ามใช้สิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีในบทเรียนที่หมายถึง “ใช้วิธีที่คุ้นเคยต่อไปแทนที่จะลองวิธีใหม่”: The old method is comfortable, but we don't always have to ____.

ดูคำตอบ

stick to what we know

And we have the choice to change things if we're not happy with it. ไวยากรณ์

3:52

และเรามีทางเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงหากเราไม่มีความสุขกับมัน

ไวยากรณ์

have the choice to... if...: เน้นการตัดสินใจที่จะเปลี่ยน

have the choice to do something หมายถึง การกระทำนั้นเป็นทางเลือกที่เราตัดสินใจได้ว่าจะทำหรือไม่ จุดเน้นคืออำนาจในการเลือก ไม่ใช่แค่มีความสามารถเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ แต่เลือกได้ว่าจะเปลี่ยนหรือไม่ to change things บอกการกระทำที่เลือกได้ ส่วน if we're not happy with it บอกเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การเลือกนั้น โดยสรรพนาม it หมายถึงสถานการณ์หรือวิถีชีวิตในปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นได้ดีที่สุดว่าการเปลี่ยนตารางเป็นการตัดสินใจที่เลือกได้ ไม่ใช่เพียงความสามารถ?

  1. We can change the schedule if it no longer works.
  2. We know how to change the schedule if it no longer works.
  3. We have the choice to change the schedule if it no longer works.
ดูคำตอบ

We have the choice to change the schedule if it no longer works.

If we did it before, ไวยากรณ์

3:57

ถ้าเราเคยทำมันมาแล้ว

then we'll survive if we do it again.

3:59

เราก็จะผ่านมันไปได้ถ้าเราทำมันอีกครั้ง

ไวยากรณ์

If we did it before... we'll survive if we do it again: ใช้ประสบการณ์ในอดีตสร้างความมั่นใจ

อนุประโยค if แรก If we did it before กล่าวถึงประสบการณ์ในอดีตที่ผู้พูดถือว่าเป็นเรื่องจริงและใช้เป็นหลักฐาน ในบริบทนี้มีน้ำหนักใกล้กับความหมายว่า ในเมื่อเราเคยทำมาก่อน then we'll survive บอกข้อสรุปเกี่ยวกับอนาคตอย่างมั่นใจ ส่วน if we do it again บอกเงื่อนไขในอนาคต survive ในที่นี้เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบในภาษาสนทนา หมายถึงผ่านการเปลี่ยนแปลงหรือความยากลำบากไปได้ ไม่ได้หมายถึงรอดชีวิตตามตัวอักษร it ทั้งสองแห่งย้อนกลับไปหมายถึงการลงมือเปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ความสำเร็จในอดีตเป็นเหตุผลให้มั่นใจเมื่อต้องเผชิญความท้าทายเดิมอีกครั้ง?

  1. If we do the school play tomorrow, it will be our first time.
  2. If we handled the school play once, then we'll survive if we do it again.
  3. We handled the school play once, but that does not mean we can do it again.
ดูคำตอบ

If we handled the school play once, then we'll survive if we do it again.

I guess what I'm trying to say is ลำดับความ

4:02

ฉันคิดว่าสิ่งที่ฉันพยายามจะสื่อก็คือ

all we can do is give ourselves the time we need, น้ำเสียง/เจตนา

4:05

สิ่งที่เราทำได้คือการให้เวลาที่เราต้องการกับตัวเอง

ลำดับความ

I guess what I'm trying to say is: สัญญาณว่ากำลังจะสรุปประเด็นหลัก

I guess what I'm trying to say is ใช้เริ่มสรุปหลังจากผู้พูดเล่าความคิดที่อาจกระจัดกระจายหรือจัดเรียงได้ยาก เป็นสัญญาณให้ผู้ฟังรู้ว่าประเด็นหลักกำลังจะตามมา ในที่นี้ trying to say หมายถึงการพยายามถ่ายทอดหรือสรุปความคิด ไม่ใช่การมีปัญหาทางร่างกายจนพูดไม่ได้ ส่วน I guess ทำให้คำเกริ่นฟังดูครุ่นคิดและไม่เด็ดขาดเกินไป ข้อสรุปจึงนุ่มนวลขึ้น

แบบฝึกหัด

วลีเปิดในประโยคนี้ทำหน้าที่อะไร: "I guess what I'm trying to say is that we need a simpler plan."?

  1. หมายความว่าผู้พูดไม่สามารถเปล่งคำพูดออกมาได้ทางร่างกาย
  2. นำเสนอหัวข้อใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความคิดก่อนหน้า
  3. เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะสรุปประเด็นหลัก
ดูคำตอบ

เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะสรุปประเด็นหลัก

น้ำเสียง/เจตนา

all we can do is give ourselves the time we need: ยอมรับข้อจำกัดและให้เวลาตัวเอง

All we can do is + กริยารูปพื้นฐาน ใช้นำเสนอการกระทำหลัง is ว่าเป็นทางเลือกเดียวที่ทำได้จริงหรือควบคุมได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน มักใช้เพื่อลดความคาดหวังและยอมรับข้อจำกัด แต่ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรเสมอไปว่าไม่มีสิ่งอื่นให้ทำเลย Give ourselves the time we need หมายถึงการอนุญาตให้ตัวเองมีเวลามากพอที่จะฟื้นตัว คิด หรือค่อย ๆ ก้าวหน้า ในโครงสร้างนี้ให้ใช้กริยารูปพื้นฐานหลัง is เช่น all we can do is give ไม่ใช่ is giving

แบบฝึกหัด

เติมช่องว่างโดยเรียงคำห้าคำนี้ให้ถูกต้อง: all / we / can / do / is. The roads are closed by snow, so ____ wait until morning.

ดูคำตอบ

all we can do is

the break we need,

4:09

การพักผ่อนที่เราต้องการ

from people,

4:11

จากผู้คน

from work,

4:12

จากการทำงาน

to figure things out,

4:13

เพื่อจะได้เข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น

maybe to remind ourselves what really matters, ลำดับความ

4:15

อาจจะเพื่อเตือนตัวเองว่าอะไรคือสิ่งสำคัญจริงๆ

who matters.

4:18

ว่าใครที่สำคัญ

ลำดับความ

what really matters, who matters: อนุประโยค wh แบบคู่ขนาน

หลัง remind ourselves ผู้พูดวางอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำ wh สองส่วนไว้คู่กัน what really matters หมายถึง “สิ่งที่สำคัญจริง ๆ” และ who matters หมายถึง “คนที่สำคัญจริง ๆ” ในทั้งสองส่วน matters เป็นคำกริยาที่แปลว่า “สำคัญ” การเปลี่ยนจาก what ไปเป็น who ช่วยจัดลำดับการไตร่ตรองจากเรื่องและสิ่งที่ควรให้ความสำคัญไปสู่ผู้คน เครื่องหมายจุลภาคทำให้ส่วนที่สองเป็นการต่อยอดสั้น ๆ ว่า “ไม่ใช่แค่อะไรสำคัญ แต่ใครสำคัญด้วย” โครงสร้างคู่ขนานนี้จึงทำให้บทสรุปหรือช่วงปิดท้ายมีจุดเน้นมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค wh แบบคู่ขนานเพื่อกล่าวถึงทั้งสิ่งสำคัญและคนสำคัญ

  1. The quiet weekend reminded us that everyone was busy.
  2. The quiet weekend reminded us what really matters and who really matters.
  3. The quiet weekend reminded us where to go and when to leave.
ดูคำตอบ

The quiet weekend reminded us what really matters and who really matters.

Maybe just to slow down

4:22

หรืออาจจะแค่เพื่อช้าลงสักนิด

because we're going a thousand miles an hour and don't really know where anymore. สำนวน

4:24

เพราะตอนนี้เรากำลังวิ่งด้วยความเร็วพันไมล์ต่อชั่วโมงจนไม่รู้ว่าจะไปไหนอีกแล้ว

สำนวน

going a thousand miles an hour ... don't really know where: เร็วแต่ไร้ทิศทาง

going a thousand miles an hour เป็นการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ โดยเปรียบชีวิตประจำวันเหมือนการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก ในที่นี้หมายถึงการยุ่งมากและใช้ชีวิตเร็วเกินไป ไม่ใช่ความเร็วที่วัดได้จริง don't really know where anymore มี where ที่เข้าใจได้ว่าเป็น where we're going เมื่อนำสองส่วนมาเชื่อมด้วย and จึงเกิดความขัดแย้งว่า มีทั้งความเร็วและกิจกรรมมากมาย แต่ไม่มีทิศทางหรือเป้าหมายที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนพูดเกินจริงที่หมายถึงการดำเนินไปด้วยจังหวะที่ยุ่งมากให้สมบูรณ์: Our club has been going ____ all week, so everyone needs a break.

ดูคำตอบ

a thousand miles an hour