ทำไมแก้วถึงโปร่งใส? - Mark Miodownik: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
683 คำ 188 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าเหตุใดแก้วจึงเป็นของแข็งและโปร่งใสได้พร้อมกัน โดยไล่จากโครงสร้างโมเลกุลแบบอสัณฐานของควอตซ์ไปจนถึงระดับพลังงานที่กำหนดว่าอิเล็กตรอนจะดูดกลืนแสงหรือไม่ และสรุปว่าเรามักมองข้ามแก้วเพราะความใสและความไม่โดดเด่นทางสายตาของมันเอง ประเด็นหลักในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ: 1. something so solid can be so invisible? — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เข้าใจวิธีที่ผู้บรรยายวิทยาศาสตร์นำคุณสมบัติสองอย่างที่ดูขัดแย้งกันมาวางคู่กันเพื่อกำหนดปริศนาหลัก ผู้เรียนสามารถใช้การตั้งกรอบแบบย้อนแย้งนี้เพื่อกระตุ้นความสงสัยและเริ่มคำอธิบายโดยไม่เฉลยเร็วเกินไป 2. if an atom were the size of / the nucleus would be like / while the electrons would be like — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตการเปรียบเทียบเชิงสมมติที่เปลี่ยนมาตราส่วนระดับอะตอมให้เป็นภาพคุ้นเคยของสนามกีฬา เมล็ดถั่ว และเม็ดทราย ผู้เรียนสามารถใช้โครงสร้างเงื่อนไขร่วมกับ while เพื่อเปรียบต่างขนาดหรือความสัมพันธ์เชิงนามธรรมอย่างชัดเจน 3. It is precisely because the most important and useful quality of glass is being featureless and invisible that we often forget it's even there. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า It is precisely because... that... เป็นโครงสร้างเน้นย้ำเหตุผลที่แท้จริงของข้อสรุป ผู้เรียนสามารถใช้ประโยคเน้นส่วนนี้เพื่อปิดคำอธิบายอย่างหนักแน่น และพาความสนใจจากข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดไปสู่สาเหตุที่ลึกกว่า

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Take a look out your window. Put on your glasses if you wear them. โน้ต

0:07

ลองมองออกไปนอกหน้าต่าง ใส่แว่นตาของคุณด้วยถ้าคุณสายตาสั้น

วลี

Take a look: ชวนให้ใครสักคนสังเกตดู

Take a look หมายถึง “ดูสักครู่” ในวลีตายตัวนี้ look ทำหน้าที่เป็นคำนาม และ take ไม่ได้หมายถึงการหยิบหรือถือสิ่งของจริง ๆ เมื่อใช้เป็นประโยคคำสั่ง Take a look... จะเป็นการชวนหรือชี้นำให้อีกฝ่ายสังเกตบางอย่าง ถ้าระบุสิ่งของชัดเจน ให้ใช้ take a look at + คำนาม หรือจะตามด้วยทิศทางหรือภาพที่มองเห็นก็ได้ เช่น out your window

แบบฝึกหัด

เติมคำชวนด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้: I found an old class photo. ____ at it.

ดูคำตอบ

Take a look

กริยาวลี

Put on: เริ่มสวมสิ่งของ

Put on หมายถึงการสวมเสื้อผ้า แว่นตา หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ลงบนร่างกาย โดยเน้นการเปลี่ยนจากสภาพที่ยังไม่ได้สวมไปเป็นสภาพที่สวมแล้ว Put on เป็นกริยาวลีที่แยกได้ ทั้ง put on your glasses และ put your glasses on เป็นธรรมชาติ ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่างคำกริยากับอนุภาค เช่น put them on ไม่ใช่ put on them

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกให้อีกฝ่ายเริ่มสวมแว่นตานิรภัยก่อนทำการทดลองได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. Put on your safety glasses before the experiment.
  2. Put your safety glasses before the experiment.
  3. Wear your safety glasses every day.
ดูคำตอบ

Put on your safety glasses before the experiment.

You might want to grab a pair of binoculars, น้ำเสียง/เจตนา

0:11

คุณอาจจะอยากหยิบกล้องส่องทางไกลมาด้วย

too,

0:13

ก็ได้

or a magnifying lens.

0:13

หรืออาจจะเป็นแว่นขยาย

น้ำเสียง/เจตนา

might want to: เสนอแนะอย่างนุ่มนวล

might want to + คำกริยารูปพื้นฐาน มักใช้เป็นคำแนะนำที่สุภาพและอ้อม ๆ ในประโยคนี้ You might want to grab... หมายถึง “ลองหยิบ...ไว้ก็ดี” ไม่ได้เน้นการเดาว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรอยู่ในใจ สำนวนนี้เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเลือกได้ จึงฟังนุ่มนวลกว่าคำสั่งตรง ๆ อย่าง Grab.... เหมาะกับคำแนะนำที่ใช้ได้จริงและการเตือนแบบเป็นมิตร

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำที่นุ่มนวลให้สมบูรณ์โดยใช้ might want to: Your tablet battery is low, so you ____ charge it before the trip.

ดูคำตอบ

might want to

Now,

0:15

เอาล่ะ

what do you see?

0:15

คุณเห็นอะไรบ้าง?

Well,

0:17

อืม

whatever it is, ลำดับความ

0:17

ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม

it's not the multiple layers of glass right in front of you. วลี

0:18

มันไม่ใช่กระจกหลายชั้นที่อยู่ตรงหน้าคุณแน่ๆ

ลำดับความ

whatever it is: รวมความเป็นไปได้ที่ยังไม่รู้ก่อนเข้าสู่ใจความหลัก

whatever it is หมายถึง “ไม่ว่าสิ่งที่ยังไม่รู้นั้นจะเป็นอะไร” ในที่นี้ it ชี้ไปที่สิ่งที่ผู้ชมอาจกำลังเห็น ส่วน whatever เปิดกว้างให้ครอบคลุมคำตอบที่เป็นไปได้ทั้งหมด ไม่ได้เป็นคำตอบสั้น ๆ Whatever! ที่แสดงความรำคาญ เมื่อวางไว้ก่อนประโยคหลัก whatever it is จะรวมความเป็นไปได้ที่ยังไม่รู้ทั้งหมดไว้ด้วยกัน จากนั้นผู้พูดไม่จำเป็นต้องพิจารณาวัตถุที่เป็นไปได้ทีละอย่าง และสามารถไปยังข้อเปรียบต่างหลักได้ว่า ชั้นกระจกที่ไม่มีใครสังเกตเห็นไม่ใช่คำตอบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคที่มี whatever เพื่อรวมสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งหมด ก่อนเปลี่ยนไปพูดถึงสิ่งที่ต้องทำ?

  1. The cause is unimportant because there is no leak.
  2. Whatever the cause is, we need to stop the leak now.
  3. Choose any cause, and we need to stop the leak now.
ดูคำตอบ

Whatever the cause is, we need to stop the leak now.

วลี

right in front of you: อยู่ตรงหน้าผู้ฟังพอดี

ใน right in front of you คำว่า in front of you บอกว่าสิ่งหนึ่งอยู่ตรงหน้าผู้ฟังโดยตรง ส่วน right ในที่นี้เป็นคำเน้นที่หมายถึง “ตรง” หรือ “พอดี” ไม่ได้หมายถึงทิศขวาซึ่งตรงข้ามกับซ้าย การเน้นแบบนี้มักใช้ชี้ถึงสิ่งที่อยู่ใกล้มากหรือเห็นได้ชัด แต่ผู้ฟังกลับไม่ได้สังเกต ในประโยคนี้เป็นการเน้นว่ากระจกอยู่ตรงหน้าผู้มองจริง ๆ แม้จะไม่ดึงดูดความสนใจก็ตาม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าแผนที่อยู่ตรงหน้าผู้ฟังพอดี

  1. The map is to your right.
  2. The map is right behind you.
  3. The map is right in front of you.
ดูคำตอบ

The map is right in front of you.

But have you ever wondered how something so solid can be so invisible? ลำดับความ

0:21

แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า สิ่งที่แข็งขนาดนี้ทำไมถึงมองไม่เห็นได้?

ลำดับความ

have you ever wondered how: เปิดคำอธิบายด้วยความสงสัยใคร่รู้

Have you ever wondered how ... ชวนผู้ฟังให้คิดถึงคำถามหนึ่งและสร้างความสงสัยใคร่รู้ก่อนเริ่มคำอธิบาย ในที่นี้สำนวนนี้พาเรื่องจากสิ่งที่สังเกตเห็นไปสู่กลไกที่ผู้พูดกำลังจะอธิบาย จึงเป็นคำถามเปิดหัวข้อ ไม่ได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อถามรายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีตของผู้ฟัง ในด้านไวยากรณ์ how นำอนุประโยคคำถามทางอ้อมหลัง wondered จึงต้องใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how something so solid can be ... ไม่ใช่ how can something so solid be ...

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำถามเปิดเรื่องได้ถูกต้องเพื่อเริ่มอธิบายว่ามดหาทางกลับบ้านอย่างไร

  1. Have you ever wondered how ants find their way home?
  2. Have you ever wondered whether ants find their way home?
  3. Have you ever wondered how do ants find their way home?
ดูคำตอบ

Have you ever wondered how ants find their way home?

ลำดับความ

something so solid ... so invisible: สร้างปริศนาด้วยความแตกต่าง

วลีนี้นำคุณสมบัติที่น่าประหลาดใจสองอย่างของสิ่งเดียวกันมาวางคู่กัน คือ so solid และ so invisible การใช้โครงสร้าง so + คำคุณศัพท์ซ้ำเน้นว่าคุณสมบัติทั้งสองอยู่ในระดับสูง จึงดูเหมือนเข้ากันได้ยาก คำถามที่ใช้ how ถามว่าคุณสมบัติทั้งสองจะเป็นจริงพร้อมกันได้อย่างไร ผู้พูดไม่ได้เพียงบอกข้อเท็จจริง แต่สร้างปริศนาที่ดูขัดแย้งกันขึ้นมาเพื่อให้คำอธิบายต่อไปคลี่คลาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ความแตกต่างที่เด่นชัดเพื่อสร้างคำถามที่ต้องการคำอธิบาย

  1. The seed grows because it receives water.
  2. The tree is tall, and its leaves are green.
  3. How can such a tiny seed grow into such a tall tree?
ดูคำตอบ

How can such a tiny seed grow into such a tall tree?

To understand that, ลำดับความ

0:25

เพื่อทำความเข้าใจสิ่งนั้น

we have to understand what glass actually is and where it comes from. ไวยากรณ์

0:26

เราต้องมาทำความเข้าใจว่ากระจกคืออะไรและมาจากไหน

ลำดับความ

To understand that: เชื่อมคำถามเข้าสู่คำอธิบาย

To understand that เป็นวลี infinitive ที่บอกจุดประสงค์ หมายถึง 'เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องนั้น' ในที่นี้ that เป็นคำสรรพนามที่ย้อนอ้างถึงคำถามที่เพิ่งพูดไป ไม่ได้ทำหน้าที่เชื่อมอนุประโยคที่ตามมา เมื่ออยู่ต้นประโยค วลีนี้จะเชื่อมปริศนาก่อนหน้ากับคำอธิบายที่ตามมา และบอกว่าข้อเท็จจริงต่อไปนี้เป็นขั้นตอนที่จำเป็นต่อการตอบคำถามใหญ่

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษที่ตรงกับความหมายว่า 'เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องนั้น': Why did the engine stop without warning? ____, we first need to inspect the fuel system.

ดูคำตอบ

To understand that

ไวยากรณ์

what glass actually is ... where it comes from: ลำดับคำในคำถามแฝง

what glass actually is และ where it comes from เป็นคำถามแฝงสองส่วนที่เชื่อมด้วย and ทั้งสองส่วนบอกสิ่งที่เราต้องเข้าใจ ได้แก่ ตัวตนของแก้วและแหล่งที่มาของมัน คำว่า actually ช่วยเน้นความหมายว่าแก้วนั้นแท้จริงแล้วคืออะไร เนื่องจากคำถามเหล่านี้แฝงอยู่หลัง understand จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ glass ... is และ it comes รูปคำถามตรงอย่าง what is glass หรือ where does it come from ใช้ภายในประโยคนี้ไม่ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ลำดับคำของคำถามแฝงได้ถูกต้อง?

  1. We need to find out where the water comes from.
  2. We need to find out where does the water come from.
  3. We need to find out where comes the water from.
ดูคำตอบ

We need to find out where the water comes from.

It all begins in the Earth's crust, ลำดับความ

0:30

ทั้งหมดเริ่มต้นที่เปลือกโลก

ลำดับความ

It all begins in: บอกจุดเริ่มต้นของคำอธิบาย

It all begins in... หมายความว่าเรื่องราวหรือกระบวนการทั้งหมดเริ่มต้น ณ สถานที่หรือช่วงเวลาที่ตามหลังมา It อ้างถึงหัวข้อที่กำลังอธิบาย ส่วน all เน้นว่าสามารถย้อนกระบวนการทั้งหมดกลับไปยังจุดเริ่มต้นเพียงจุดเดียวได้ ไม่ได้หมายถึงหลายสิ่งเริ่มต้นแยกกัน ผู้พูดใช้วลีนี้เป็นสัญญาณก่อนเข้าสู่ขั้นตอนแรกของกระบวนการ ประวัติ หรือคำอธิบายเหตุและผล ในประโยคนี้ in นำหน้าสถานที่ที่คำอธิบายเริ่มต้นขึ้น นั่นคือเปลือกโลก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนให้ตรงทุกคำ: ____ a quiet laboratory where the first prototype was built.

ดูคำตอบ

It all begins in

where the two most common elements are silicon and oxygen.

0:33

ซึ่งธาตุที่พบมากที่สุดสองชนิดคือ ซิลิกอนและออกซิเจน

These react together to form silicon dioxide, วลี

0:37

พวกมันทำปฏิกิริยากันจนเกิดเป็นซิลิกอนไดออกไซด์

วลี

react together to form ...: การบอกผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปฏิกิริยา

ในโครงสร้าง react together to form + ผลิตภัณฑ์ react together บอกว่าสารตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปเข้าร่วมในปฏิกิริยาเคมีเดียวกัน ส่วน to form ซึ่งเป็น infinitive นำเข้าสู่ผลลัพธ์ของปฏิกิริยานั้น ในที่นี้ ผลิตภัณฑ์เต็ม ๆ คือ silicon dioxide คำว่า form เป็นคำกริยาที่หมายถึง “ผลิต” หรือ “ก่อให้เกิด” ไม่ใช่คำนามที่หมายถึง “รูปร่าง” หรือ “แบบฟอร์ม”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายได้ถูกต้องว่าก๊าซสองชนิดทำปฏิกิริยาและเกิดเป็นสารประกอบใหม่?

  1. The two gases react together for form a new compound.
  2. The two gases react together to form a new compound.
  3. The two gases reaction together to form a new compound.
ดูคำตอบ

The two gases react together to form a new compound.

whose molecules arrange themselves into a regular crystalline form known as quartz. โน้ต

0:40

ซึ่งโมเลกุลของมันเรียงตัวเป็นรูปแบบผลึกสม่ำเสมอที่เรียกว่าควอตซ์

ไวยากรณ์

whose molecules arrange themselves into ...: การเชื่อมสารเข้ากับโครงสร้างโมเลกุล

Whose molecules เป็นส่วนเปิดของอนุประโยคสัมพันธ์ Whose ย้อนกลับไปอ้างถึง silicon dioxide และแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสารนั้นกับโมเลกุลของมัน ในภาษาอังกฤษ whose ใช้อ้างถึงสิ่งของและแนวคิดได้ ไม่ได้ใช้เฉพาะกับคน Arrange themselves into อธิบายว่าโมเลกุลจัดระเบียบตัวเองจนเป็นรูปแบบหรือโครงสร้าง โดยไม่ได้ระบุผู้จัดจากภายนอก สรรพนามสะท้อนพหูพจน์ themselves ย้อนกลับไปที่ molecules และ into นำเข้าสู่รูปที่เกิดจากการจัดเรียง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเชื่อมวัสดุกับอะตอมของมันได้ถูกต้อง และบอกว่าอะตอมเหล่านั้นจัดเรียงตัวเองเป็นชั้น ๆ?

  1. We studied a material whose atoms arrange themselves into layers.
  2. We studied a material who's atoms arrange itself into layers.
  3. We studied a material which atoms arrange themselves into layers.
ดูคำตอบ

We studied a material whose atoms arrange themselves into layers.

วลี

known as: การแนะนำชื่อหรือคำศัพท์

known as + ชื่อหรือคำศัพท์ หมายถึง “เรียกว่า” หรือ “มีชื่อว่า” ในประโยคนี้ known as quartz อยู่หลังและขยาย a regular crystalline form เพื่อบอกว่า quartz คือชื่อของรูปผลึกนั้น known as quartz เป็นวลี past participle ซึ่งเป็นรูปย่อของ which is known as quartz โดย known ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “มีชื่อเสียง”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “เรียกว่า”: The change from a gas to a liquid is ____ condensation.

ดูคำตอบ

known as

Quartz is commonly found in sand, วลี

0:45

ควอตซ์พบได้ทั่วไปในทราย

วลี

is commonly found in: การอธิบายตำแหน่งที่มักพบ

is commonly found in ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งมักปรากฏหรือพบอยู่ที่ใด เป็นโครงสร้าง passive โดยประธานคือสิ่งที่กำลังบอกตำแหน่ง และวลีหลัง in ระบุวัสดุ สถานที่ หรือสภาพแวดล้อมที่มักพบสิ่งนั้น commonly หมายถึง “บ่อย” หรือ “ในหลายกรณี” ไม่ได้หมายถึง “เสมอ” ประโยคนี้เป็นเพียงการกล่าวโดยทั่วไปว่ามักพบควอตซ์ในทราย ไม่ได้บอกว่าไม่มีข้อยกเว้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีในบทเรียนที่หมายถึง “มักพบใน”: Iron ____ many types of rock.

ดูคำตอบ

is commonly found in

where it often makes up most of the grains and is the main ingredient in most types of glass. โน้ต

0:47

โดยมักจะเป็นส่วนประกอบหลักของเม็ดทราย และเป็นส่วนผสมหลักในกระจกส่วนใหญ่

กริยาวลี

makes up most of the grains: make up ในความหมายว่า “ประกอบเป็น”

ใน makes up most of the grains คำว่า make up หมายถึง “ประกอบเป็น” หรือ “ก่อเป็น” ประธาน it หมายถึงควอตซ์ ซึ่งเป็นวัสดุที่ก่อเป็นเม็ดต่าง ๆ ส่วน most of the grains ระบุสิ่งที่ควอตซ์ก่อขึ้น โครงสร้างคือ A makes up B โดย A เป็นส่วน วัสดุ หรือกลุ่มที่ประกอบเป็น B ทั้งหมดหรือเป็นสัดส่วนหนึ่งของ B และเนื่องจาก it เป็นประธานเอกพจน์ กริยาจึงเป็น makes up

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ make up ในความหมายว่า “ประกอบเป็น”: Fresh water ____ only a small part of all the water on Earth.

ดูคำตอบ

makes up

วลี

main ingredient in most types of glass: ingredient ที่ไม่ได้ใช้เฉพาะกับอาหาร

ใน the main ingredient in most types of glass คำว่า main ingredient หมายถึงวัตถุดิบที่สำคัญที่สุดที่ใช้ผลิตสิ่งนั้น main ไม่ได้แปลว่า “เพียงชนิดเดียว” เพราะแก้วอาจมีสารอื่นอยู่ด้วย Ingredient ไม่ได้ใช้กับอาหารเท่านั้น แต่ยังใช้เรียกสารที่ใช้ในส่วนผสม สูตร หรือวัสดุที่ผลิตขึ้นได้ด้วย บุพบท in นำหน้าผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมที่มีหรือใช้สารนั้น ส่วน most types หมายถึงหลายประเภท ไม่ใช่ทุกประเภท

แบบฝึกหัด

เติมคำอธิบายผลิตภัณฑ์ด้วยวลีจากบทเรียน: Water is the ____ this cleaning solution.

ดูคำตอบ

main ingredient in

Of course,

0:52

แน่นอนว่า

you probably noticed that glass isn't made of multiple tiny bits of quartz,

0:53

คุณอาจจะสังเกตเห็นว่ากระจกไม่ได้ทำมาจากเศษควอตซ์ชิ้นเล็กๆ จำนวนมาก

and for good reason. วลี

0:57

และนั่นก็มีเหตุผลที่ดี

วลี

for good reason: บอกว่าสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้ามีเหตุผลรองรับ

for good reason หมายความว่าสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้ามีเหตุผลรองรับที่หนักแน่นและสมเหตุสมผล ในประโยคนี้วลีดังกล่าวกล่าวถึงข้อความก่อนหน้าทั้งหมดว่า การที่แก้วไม่ได้ทำจากควอตซ์ชิ้นเล็ก ๆ จำนวนมากนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเรื่องน่าสงสัยเมื่อทราบสาเหตุแล้ว เมื่อวางไว้หลัง and วลีนี้ยังช่วยจัดลำดับคำอธิบายและบอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีการให้เหตุผลตามมา good บอกว่าเหตุผลนั้นหนักแน่นและสมควร ไม่ได้หมายถึง “เพื่อให้ได้เหตุผลที่ดี”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีในบทเรียนที่บอกว่าการตัดสินใจนี้มีเหตุผลรองรับอย่างดี: The school canceled the field trip, and ____: a severe storm was approaching.

ดูคำตอบ

for good reason

For one thing,

0:58

เหตุผลหนึ่งคือ

the edges of the rigidly formed grains and smaller defects within the crystal structure

0:59

ขอบของเม็ดทรายที่แข็งตัวและจุดบกพร่องเล็กๆ ภายในโครงสร้างผลึก

reflect and disperse light that hits them. การใช้คำ

1:03

จะสะท้อนและกระจายแสงที่ตกกระทบ

การใช้คำ

reflect and disperse light: การกระทำทางแสงสองอย่างที่เชื่อมกัน

reflect and disperse light เชื่อมคำกริยาสองคำที่ใช้กรรมเดียวกันคือ light โดย reflect หมายถึงแสงที่ตกกระทบเปลี่ยนทิศทางเมื่อเจอพื้นผิวและเคลื่อนออกจากพื้นผิวนั้น ส่วน disperse หมายถึงแสงกระจายไปหลายทิศทางหรือครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น ในที่นี้ ขอบของเกรนและข้อบกพร่องในผลึกเป็นประธานของคำกริยาทั้งสองคำ การกระทำทั้งสองร่วมกันอธิบายว่าทำไมแสงจึงไม่เคลื่อนผ่านวัสดุไปตามเส้นทางเดียวที่ชัดเจน ในความหมายทางทัศนศาสตร์นี้ disperse บอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับแสง ไม่ได้หมายถึงการสลายฝูงชน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าพื้นผิวทำให้แสงเคลื่อนออกไปและยังกระจายแสงไปในหลายทิศทางด้วย?

  1. Rough particles reflect and disperse the light that reaches them.
  2. Rough particles disperse the light that reaches them.
  3. Rough particles reflect the light that reaches them.
ดูคำตอบ

Rough particles reflect and disperse the light that reaches them.

But when the quartz is heated high enough, ไวยากรณ์

1:06

แต่เมื่อควอตซ์ได้รับความร้อนสูงมากพอ

ไวยากรณ์

is heated high enough: ถึงเกณฑ์อุณหภูมิ

is heated เป็นรูปถูกกระทำ แสดงว่าควอตซ์ได้รับความร้อน ในที่นี้ high บอกระดับอุณหภูมิที่ไปถึง ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่สูง high enough หมายถึงอุณหภูมิถึงเกณฑ์ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงขั้นถัดไป อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when กำหนดเงื่อนไขนี้ และอนุประโยคถัดไปบอกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อถึงเกณฑ์แล้ว

แบบฝึกหัด

ใช้รูปถูกกระทำใน present simple ของ heat แล้วตามด้วย high enough เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: When the glass ____, it begins to soften.

ดูคำตอบ

is heated high enough

the extra energy makes the molecules vibrate until they break the bonds holding them together and become a flowing liquid, โน้ต

1:08

พลังงานส่วนเกินจะทำให้โมเลกุลสั่นจนพันธะที่ยึดพวกมันไว้แตกออกและกลายเป็นของเหลวที่ไหลได้

ไวยากรณ์

makes the molecules vibrate until: เชื่อมสาเหตุ กระบวนการ และจุดสิ้นสุด

makes the molecules vibrate ใช้โครงสร้าง make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดยบอกว่าพลังงานส่วนเกินทำให้โมเลกุลสั่น หลัง make ในโครงสร้างแบบประธานเป็นผู้กระทำนี้ vibrate ไม่ต้องมี to until นำเข้าสู่จุดสิ้นสุดของการกระทำที่ดำเนินต่อเนื่อง โมเลกุลสั่นต่อไปจนถึงจุดที่มันทำลายพันธะ ดังนั้นโครงสร้างทั้งหมดจึงเชื่อมสาเหตุ กระบวนการที่ดำเนินอยู่ และเหตุการณ์ที่ทำให้กระบวนการนั้นสิ้นสุดลง

แบบฝึกหัด

ใช้ make ใน present simple, spin ในรูปพื้นฐาน และ until เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The motor ____ the fan ____ ____ the room cools down.

ดูคำตอบ

makes · spin · until

วลี

break the bonds holding them together: ทำลายพันธะที่ยึดโมเลกุลไว้ด้วยกัน

ในที่นี้ break the bonds หมายถึงทำให้พันธะเคมีแยกออกจากกัน กรรม bonds ตามด้วย holding them together ซึ่งเป็นวลีที่ใช้กริยารูปปัจจุบันกาลพาร์ทิซิเพิลเพื่อบอกว่าพันธะเหล่านั้นทำหน้าที่อะไร holding them together ขยายคำว่า bonds ไม่ใช่การกระทำหลักอีกอย่างที่เกิดต่อจาก break ส่วน them หมายถึงโมเลกุล โครงสร้าง “คำนาม + วลี -ing” เป็นวิธีอธิบายสิ่งหนึ่งอย่างกระชับผ่านหน้าที่ของมัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ holding the atoms together เพื่ออธิบาย bonds แทนที่จะเป็นการกระทำหลักอีกอย่างหนึ่ง?

  1. The heat breaks, and the bonds hold the atoms together.
  2. The bonds break the heat holding the atoms together.
  3. The heat breaks the bonds holding the atoms together.
ดูคำตอบ

The heat breaks the bonds holding the atoms together.

the same way that ice melts into water. ลำดับความ

1:15

เหมือนกับน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นน้ำ

ลำดับความ

the same way that: เปรียบเทียบวิธีที่กระบวนการต่าง ๆ เกิดขึ้น

the same way that ใช้เกริ่นถึงกระบวนการที่คุ้นเคยเพื่อนำมาเปรียบเทียบ ในที่นี้ ice melts into water เป็นตัวอย่างที่ผู้ฟังคุ้นเคยและช่วยให้เข้าใจว่าวัสดุที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นของเหลวได้อย่างไร way ในที่นี้หมายถึง “ลักษณะหรือวิธีการ” ไม่ใช่ถนน โครงสร้างนี้เชื่อมกระบวนการสองอย่างและบอกว่าทั้งสองเกิดขึ้นคล้ายกันในประเด็นที่กำลังพูดถึง ไม่ได้หมายความว่ารายละเอียดทุกอย่างเหมือนกันทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ the same way that อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเปรียบเทียบว่ากระบวนการสองอย่างเกิดขึ้นอย่างไร?

  1. Clouds form the same as that fog does.
  2. Clouds form the same way that fog does.
  3. Clouds form the same way that fog.
ดูคำตอบ

Clouds form the same way that fog does.

Unlike water, though, ลำดับความ

1:17

แต่ต่างจากน้ำตรงที่

liquid silicon dioxide does not reform into a crystal solid when it cools.

1:19

ซิลิกอนไดออกไซด์เหลวจะไม่ก่อตัวกลับเป็นของแข็งผลึกเมื่อมันเย็นลง

ลำดับความ

Unlike water, though: การชี้ความแตกต่างที่สำคัญ

Unlike water เป็นวลีเปรียบเทียบที่วางไว้ต้นประโยค โดยใช้ water เป็นจุดอ้างอิง และบอกผู้ฟังว่าข้อความถัดไปเกี่ยวกับซิลิคอนไดออกไซด์เหลวจะกล่าวถึงความแตกต่าง though ในที่นี้เป็นคำแสดงความขัดแย้งที่แทรกเข้ามา โดยย้อนเชื่อมกับความคล้ายที่กล่าวไว้ก่อนหน้าและเตือนว่าการเปรียบเทียบนี้มีขอบเขตจำกัด ณ จุดนี้ ในประโยคนี้ though ไม่ได้ขึ้นต้นอนุประโยคแสดงการยอมตาม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Unlike + นามวลี และ though แบบแทรกเพื่อแสดงความแตกต่างได้ถูกต้อง

  1. But unlike the older model, however, this one runs quietly.
  2. Unlike with the older model, though, this one runs quietly.
  3. Unlike the older model, though, this one runs quietly.
ดูคำตอบ

Unlike the older model, though, this one runs quietly.

Instead,

1:24

แต่ในทางกลับกัน

as the molecules lose energy, ไวยากรณ์

1:25

เมื่อโมเลกุลสูญเสียพลังงาน

they are less and less able to move into an ordered position, ไวยากรณ์

1:27

พวกมันจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ตำแหน่งที่เป็นระเบียบได้น้อยลงเรื่อยๆ

ไวยากรณ์

as the molecules lose energy: การเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่ดำเนินควบคู่กัน

as ในที่นี้หมายถึง “ในขณะที่” หรือ “เมื่อบางสิ่งค่อย ๆ เปลี่ยนไป” อนุประโยค as the molecules lose energy นำเสนอกระบวนการหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง ส่วนประโยคหลักนำเสนออีกการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินควบคู่กัน ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ as + อนุประโยค มักใช้เชื่อมแนวโน้มสองอย่างที่เปลี่ยนไปตามเวลา บริบทอาจสื่อด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงแรกมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอง แต่ as เน้นว่าทั้งสองอย่างดำเนินควบคู่กัน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ในฐานะ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงได้ชัดเจนที่สุดว่าการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปสองอย่างดำเนินไปพร้อมกัน

  1. When the battery loses power, the screen grows dimmer.
  2. As the battery loses power, the screen grows dimmer.
  3. Because the battery loses power, the screen grows dimmer.
ดูคำตอบ

As the battery loses power, the screen grows dimmer.

ไวยากรณ์

less and less able to: ความสามารถที่ลดลงเรื่อย ๆ

less and less able to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงความสามารถในการทำบางสิ่งกำลังลดลงทีละน้อย ในประโยคนี้ พวกมันค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนเข้าสู่ตำแหน่งที่เป็นระเบียบ รูปเปรียบเทียบซ้ำ less and less แสดงแนวโน้มที่ดำเนินต่อเนื่อง ไม่ใช่สภาพครั้งเดียวที่ทำได้ไม่ค่อยดี โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ be หรือ become less and less able to + คำกริยา

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างที่เน้นไว้เพื่อแสดงว่าความสามารถลดลงเรื่อย ๆ: As fatigue increases, the driver becomes ____ react quickly.

ดูคำตอบ

less and less able to

and the result is what is called an amorphous solid. การใช้คำ

1:30

และผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งที่เรียกว่าของแข็งอสัณฐาน

การใช้คำ

what is called an amorphous solid: การแนะนำชื่อทางเทคนิค

อนุประโยค what is called an amorphous solid ระบุผลลัพธ์ด้วยชื่อทางเทคนิค โดยตามหลังคำกริยา is และหมายถึงสิ่งที่เรียกว่า ของแข็งอสัณฐาน ส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม amorphous solid คือของแข็งที่ไม่มีการจัดเรียงผลึกอย่างเป็นระเบียบ โครงสร้าง what is called + นามวลี สามารถใช้เพื่อแนะนำชื่อหรือคำศัพท์ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างแนะนำคำศัพท์ที่เน้นไว้: A liquid changing into a gas is ____ evaporation.

ดูคำตอบ

what is called

A solid material with the chaotic structure of a liquid,

1:34

วัสดุของแข็งที่มีโครงสร้างวุ่นวายเหมือนของเหลว

which allows the molecules to freely fill in any gaps. กริยาวลี

1:37

ซึ่งช่วยให้โมเลกุลสามารถเติมเต็มช่องว่างใดๆ ได้อย่างอิสระ

กริยาวลี

fill in any gaps: เติมส่วนที่ขาดหายไป

ในประโยคนี้ fill in any gaps หมายถึงการเข้าไปอยู่และเติมพื้นที่ว่างให้เต็ม คำว่า gaps ซึ่งเป็นกรรมบอกให้รู้ว่า fill in เน้นการทำให้ส่วนที่ขาดหรือว่างสมบูรณ์ขึ้น โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับช่องว่างที่ไม่ใช่สิ่งของจริงได้ เช่น ข้อมูลหรือความรู้ที่ขาดไป จึงไม่ได้หมายถึงแค่การเขียนคำตอบลงในช่องว่างหรือกรอกแบบฟอร์มเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ใช้วลีเดียวกับที่เรียนมาเติมประโยคให้สมบูรณ์: Before the quiz, review your notes and ____ in your understanding.

ดูคำตอบ

fill in any gaps

This makes the surface of glass uniform on a microscopic level, การใช้คำ

1:41

สิ่งนี้ทำให้พื้นผิวของกระจกมีความสม่ำเสมอในระดับจุลภาค

การใช้คำ

on a microscopic level: กำหนดมาตราส่วนของการสังเกต

On a microscopic level หมายถึง “เมื่อพิจารณาในระดับจุลภาคที่เล็กมาก” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวจำกัดขอบเขตของคำว่า uniform โดยบอกว่าพื้นผิวแก้วสม่ำเสมอในระดับนี้ คำว่า level ในที่นี้หมายถึงระดับหรือมาตราส่วนของการวิเคราะห์ ไม่ใช่ชั้นของอาคารหรือระดับความสามารถของคน โครงสร้าง on a ... level ยังใช้กำหนดมุมมองอื่นได้ เช่น on a molecular level หรือ on a practical level

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The coating is uneven on a microscopic level,' วลี on a microscopic level หมายถึงอะไร?

  1. ที่ชั้นล่างของอาคาร
  2. ด้วยระดับทักษะที่ต่ำ
  3. เมื่อตรวจดูในมาตราส่วนที่เล็กมาก
ดูคำตอบ

เมื่อตรวจดูในมาตราส่วนที่เล็กมาก

allowing light to strike it without being scattered in different directions. ไวยากรณ์

1:44

ช่วยให้แสงตกกระทบโดยไม่กระเจิงไปในทิศทางต่างๆ

ไวยากรณ์

without being scattered: คำกริยารูป -ing แบบถูกกระทำหลัง without

without being scattered in different directions หมายความว่าแสงไปถึงผิวกระจกโดยไม่ถูกส่งออกไปหลายทิศทาง วลีที่ขึ้นต้นด้วย without เพิ่มผลลัพธ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับการกระทำหลัก หลังคำบุพบท without ต้องใช้คำกริยารูป -ing เนื่องจากแสงเป็นฝ่ายรับการกระทำของ scatter รูป -ing แบบถูกกระทำจึงเป็น being + คำกริยาช่องที่ 3 คือ being scattered รูปนี้ไม่ใช่กริยา present progressive ของประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยารูป -ing แบบถูกกระทำของ damage หลัง without: The package arrived without ____.

ดูคำตอบ

being damaged

But this still doesn't explain why light is able to pass through glass กริยาวลี

1:49

แต่นี่ยังไม่ได้อธิบายว่าทำไมแสงถึงส่องผ่านกระจกได้

rather than being absorbed, ไวยากรณ์

1:53

แทนที่จะถูกดูดกลืน

กริยาวลี

pass through: การเคลื่อนผ่านภายในสิ่งหนึ่ง

pass through หมายถึงเข้าไปและเคลื่อนผ่านภายในวัตถุ วัสดุ หรือพื้นที่ ในประโยคนี้ แสงเคลื่อนผ่านกระจกแทนที่จะถูกกระจกดูดกลืน through บอกเส้นทางการเคลื่อนที่ โดยกระจกคือวัสดุที่แสงผ่าน ส่วน pass เมื่อใช้เดี่ยว ๆ มีความหมายอื่นอีกหลายอย่าง และไม่สามารถสื่อความหมายนี้หน้า glass ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้ถูกต้องว่าอากาศเคลื่อนผ่านช่องเปิดของตะแกรง?

  1. Air can pass the tiny holes through.
  2. Air can pass through the tiny holes in the screen.
  3. Air can pass by the tiny holes in the screen.
ดูคำตอบ

Air can pass through the tiny holes in the screen.

ไวยากรณ์

rather than being absorbed: การเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ทางเลือกในรูปถูกกระทำ

rather than being absorbed หมายถึง “แทนที่จะถูกดูดกลืน” วลีนี้เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่กำลังกล่าวถึง คือแสงผ่านกระจก กับอีกผลลัพธ์หนึ่งที่อาจเกิดขึ้น คือกระจกดูดกลืนแสง ประธานที่เข้าใจได้ของ being absorbed คือ light โครงสร้าง being + คำกริยาช่องที่ 3 ทำให้ทางเลือกนี้เป็นรูปถูกกระทำ กล่าวคือแสงเป็นฝ่ายรับการกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายทำ rather than ใช้แนะนำทางเลือกที่ไม่ได้เกิดขึ้นในที่นี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย rather than และรูป -ing แบบถูกกระทำของ damage: The package reached us safely ____ during shipping.

ดูคำตอบ

rather than being damaged

as with most solids.

1:54

เหมือนกับของแข็งส่วนใหญ่

For that,

1:56

สำหรับเรื่องนั้น

we need to go all the way down to the subatomic level. สำนวน

1:56

เราต้องลงลึกไปถึงระดับอนุภาคย่อยของอะตอม

สำนวน

go all the way down to the subatomic level: อุปมาเชิงพื้นที่ที่ใช้บอกมาตราส่วน

go all the way down to the subatomic level เป็นอุปมาเชิงพื้นที่ ไม่มีใครกำลังเคลื่อนที่ลงด้านล่างจริง ๆ แต่หมายความว่าคำอธิบายต้องเปลี่ยนไปพิจารณามาตราส่วนที่เล็กกว่าอะตอม go ... down to นำเสนอระดับที่เล็กกว่าหรือพื้นฐานกว่าเหมือนเป็นระดับที่อยู่ต่ำกว่า ส่วน all the way ใช้เน้นว่าการหยุดอยู่ที่มาตราส่วนที่ใหญ่กว่านั้นยังไม่เพียงพอ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ go all the way down to the subatomic level หมายความว่าอย่างไร

  1. หยุดอยู่ที่มาตราส่วนอะตอมทั่วไป
  2. วิเคราะห์ปัญหาในมาตราส่วนที่เล็กกว่าอะตอม
  3. เคลื่อนตัวลงไปยังชั้นที่ต่ำกว่าจริง ๆ
ดูคำตอบ

วิเคราะห์ปัญหาในมาตราส่วนที่เล็กกว่าอะตอม

You may know that an atom consists of a nucleus with electrons orbiting around it, วลี

2:00

คุณอาจรู้ว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสและมีอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบๆ

วลี

consists of: บอกส่วนประกอบของสิ่งที่เป็นองค์รวม

consists of หมายความว่าสิ่งที่เป็นองค์รวมเกิดจากส่วนประกอบบางอย่าง ประธานระบุสิ่งที่เป็นองค์รวม และนามวลีหลัง of ระบุส่วนประกอบ ในประโยคนี้ an atom คือองค์รวม ส่วน a nucleus และ electrons คือส่วนประกอบ เนื่องจาก an atom เป็นประธานเอกพจน์ จึงใช้ consists โครงสร้าง “องค์รวม + consist of + ส่วนประกอบ” พบได้บ่อยในคำนิยามและคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ consist of: The emergency kit ____ a flashlight, a radio, and batteries.

ดูคำตอบ

consists of

but you may be surprised to know that it's mostly empty space. น้ำเสียง/เจตนา

2:04

แต่คุณอาจแปลกใจที่รู้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า

น้ำเสียง/เจตนา

you may be surprised to know: เกริ่นข้อเท็จจริงที่เหนือความคาดหมาย

You may be surprised to know that ใช้เตรียมผู้ฟังก่อนบอกข้อมูลที่น่าจะรู้สึกว่าเหนือความคาดหมาย และดึงความสนใจไปยังอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ในที่นี้วลีดังกล่าวใช้เกริ่นแนวคิดที่ว่าอะตอมส่วนใหญ่เป็นที่ว่างเปล่า may ช่วยลดความหนักแน่นของการคาดเดาปฏิกิริยาของผู้ฟัง ผู้พูดไม่ได้ยืนยันว่าทุกคนจะต้องประหลาดใจ และไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงหลัง that มีความไม่แน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่ช่วยเตรียมผู้ฟังอย่างนุ่มนวลก่อนบอกข้อเท็จจริงที่เหนือความคาดหมาย: You ____ that sharks existed before trees.

ดูคำตอบ

may be surprised to know

In fact,

2:07

ในความเป็นจริง

if an atom were the size of a sports stadium, ไวยากรณ์

2:08

ถ้าอะตอมมีขนาดเท่ากับสนามกีฬา

the nucleus would be like a single pea in the center,

2:11

นิวเคลียสก็เปรียบเสมือนถั่วเพียงเมล็ดเดียวที่อยู่ตรงกลาง

while the electrons would be like grains of sand in the outer seats.

2:13

ในขณะที่อิเล็กตรอนก็เปรียบเสมือนเม็ดทรายบนที่นั่งด้านนอก

ไวยากรณ์

If an atom were the size of ... the nucleus would be like ... while the electrons would be like ...: การเปรียบเทียบขนาดแบบสมมติ

อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if สร้างการเปลี่ยนขนาดในจินตนาการ โดยให้เราสมมติว่าอะตอมมีขนาดใหญ่เท่าสนามกีฬา ในกรอบสมมตินี้ were แสดงเงื่อนไขที่ไม่ใช่ความจริง และ would be like แสดงสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบภายใต้เงื่อนไขนั้น ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าอะตอมมีขนาดใหญ่เช่นนั้นจริง ๆ while วางผลลัพธ์สองอย่างไว้คู่กันเพื่อเปรียบต่าง นิวเคลียสถูกเปรียบกับเมล็ดถั่วลันเตาหนึ่งเมล็ดใกล้จุดกึ่งกลาง ส่วนอิเล็กตรอนถูกเปรียบกับเม็ดทรายในที่นั่งซึ่งอยู่ไกลออกไป โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ If X were the size of Y, A would be like B, while C would be like D.

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบเทียบแบบสมมติให้สมบูรณ์ด้วย were และ would be like: If the library ____ the size of a dollhouse, each room ____ a small box, while each table ____ a postage stamp.

ดูคำตอบ

were · would be like · would be like

That should leave plenty of space for light to pass through without hitting any of these particles.

2:18

นั่นน่าจะเหลือพื้นที่กว้างขวางให้แสงส่องผ่านได้โดยไม่กระทบอนุภาคเหล่านี้

So the real question is not why is glass transparent, ลำดับความ

2:22

ดังนั้นคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่าทำไมกระจกถึงโปร่งใส

but why aren't all materials transparent?

2:26

แต่ทำไมวัสดุทั้งหมดถึงไม่โปร่งใสต่างหากล่ะ?

ลำดับความ

The real question is not ... but ...: การตั้งจุดสนใจใหม่

โครงสร้าง The real question is not A, but B ใช้แก้วิธีที่ผู้ฟังตั้งประเด็นในตอนแรก A คือคำถามที่ผู้พูดวางไว้ก่อน ส่วน B คือคำถามที่ควรเป็นแนวทางให้คำอธิบายต่อจากนี้ คำถามทั้งสองไม่ได้มีความสำคัญเท่ากัน แต่คำถามที่สองคือจุดสนใจใหม่ ในที่นี้ why is glass transparent? และ why aren't all materials transparent? ใช้รูปแบบคำถามตรงภายในประโยคที่ใหญ่กว่า ทำให้การอธิบายด้วยคำพูดมีน้ำหนักเหมือนกำลังยกคำถามเหล่านั้นมาโดยตรง วิธีจัดข้อมูลที่สำคัญคือการเปรียบต่างแบบ not A, but B ซึ่งสามารถนำไปใช้เปลี่ยนจุดสนใจของคำถาม ประเด็น หรือลำดับความสำคัญได้

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำที่ใช้เปลี่ยนจุดสนใจให้ประโยคสมบูรณ์: The real issue is ____ how quickly we finish, ____ how accurately we work.

ดูคำตอบ

not · but

The answer has to do with the different energy levels that electrons in an atom can have. โน้ต

2:29

คำตอบเกี่ยวข้องกับระดับพลังงานที่แตกต่างกันที่อิเล็กตรอนในอะตอมสามารถมีได้

วลี

has to do with: การบอกความเกี่ยวข้อง

has to do with หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” หรือ “เป็นเรื่องของ” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเชื่อมโยงคำตอบเข้ากับระดับพลังงานต่าง ๆ ที่อิเล็กตรอนสามารถมีได้ วลีนี้ชี้ถึงปัจจัยหรือหัวข้อที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้ยืนยันเสมอไปว่าเป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียว ให้เข้าใจ has to do with เป็นวลีเดียว ในประโยคนี้ has to ไม่ได้แปลว่า “ต้อง” เพราะต้องมี do with จึงจะเป็นสำนวนที่สมบูรณ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวที่หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ”: The error ____ a missing file.

ดูคำตอบ

has to do with

การใช้คำ

energy levels: สถานะพลังงานที่อนุญาตในอะตอม

ในฟิสิกส์อะตอม energy levels หมายถึงสถานะพลังงานเฉพาะที่อิเล็กตรอนในอะตอมได้รับอนุญาตให้มีได้ ในที่นี้ level หมายถึงตำแหน่งบนมาตราพลังงาน ไม่ใช่การตัดสินระดับทักษะหรือคุณภาพ การใช้รูปพหูพจน์มีความสำคัญ เพราะอิเล็กตรอนสามารถย้ายจากสถานะที่อนุญาตสถานะหนึ่งไปยังอีกสถานะหนึ่งได้เมื่อได้รับหรือสูญเสียพลังงานในปริมาณที่เหมาะสม โดยทั่วไปอิเล็กตรอนจะไม่อยู่ที่ค่าพลังงานใดก็ได้ระหว่างสถานะเหล่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ energy level ในความหมายทางฟิสิกส์อะตอม

  1. When the atom absorbs energy, an electron can move to a higher energy level.
  2. The game has five difficulty levels.
  3. After a nap, Maya's energy level was higher.
ดูคำตอบ

When the atom absorbs energy, an electron can move to a higher energy level.

Think of these as different rows of seats in the stadium stands. ลำดับความ

2:34

ลองคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นที่นั่งแถวต่างๆ บนอัฒจันทร์สนามกีฬา

ลำดับความ

Think of these as ...: การสร้างการเปรียบเทียบชั่วคราว

Think of these as ... เป็นคำชวนให้ผู้ฟังนึกภาพ these ซึ่งในที่นี้หมายถึงระดับพลังงานที่กล่าวถึงไปแล้ว ว่าเป็นสิ่งที่ตามหลัง as โครงสร้างคือ think of A as B โดย A เป็นแนวคิดที่ยังไม่คุ้นเคย และ B เป็นแบบจำลองที่คุ้นเคยซึ่งช่วยให้เข้าใจ แถวที่นั่งในสนามกีฬาเป็นเพียงแบบจำลองเพื่อการอธิบาย ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าระดับพลังงานคือที่นั่งจริง ๆ สำนวนนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบายด้วยการสร้างภาพในใจให้ผู้ฟังใช้ทำความเข้าใจส่วนต่อไป

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง think of A as B และคำว่า this plan เพื่อเติมการเปรียบเทียบให้สมบูรณ์: ____ a road map for the project.

ดูคำตอบ

Think of this plan as

An electron is initially assigned to sit in a certain row,

2:38

ในตอนแรกอิเล็กตรอนจะถูกกำหนดให้นั่งในแถวใดแถวหนึ่ง

but it could jump to a better row if it only had the energy. ไวยากรณ์

2:41

แต่มันอาจจะกระโดดไปแถวที่ดีกว่าได้หากมีพลังงานเพียงพอ

ไวยากรณ์

could ... if it only had ...: ความเป็นไปได้ที่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไข

Could jump ... if it only had the energy นำเสนอการกระโดดว่าเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน could แนะนำผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ ส่วนอนุประโยค if ระบุเงื่อนไขที่จะทำให้ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นได้ ใน if it only had the energy คำว่า had เป็นรูปอดีตที่ใช้พูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันแบบสมมติ only ทำให้พลังงานดูเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ยังขาดอยู่ better row ยังคงเป็นการเปรียบเทียบกับแถวที่นั่งเพื่อแทนระดับพลังงานที่สูงขึ้น ดังนั้นประโยคนี้จึงอธิบายการเปลี่ยนระดับพลังงานที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่การเคลื่อนที่จริงในสนามกีฬา

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง could ... if it only had ... กริยา cross และวลี enough power เพื่อเติมประโยคสมมตินี้ให้สมบูรณ์: The rover ____ the crater ____.

ดูคำตอบ

could cross · if it only had enough power

As luck would have it, สำนวน

2:45

ด้วยความบังเอิญ

สำนวน

As luck would have it: การเกริ่นถึงเหตุบังเอิญ

As luck would have it เป็นสำนวนตายตัว หมายถึง “เหตุการณ์บังเอิญเป็นเช่นนั้น” เมื่อวางไว้ต้นประโยค จะบอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีเหตุบังเอิญสำคัญตามมา ในที่นี้ สำนวนนี้เกริ่นถึงเหตุบังเอิญที่เป็นประโยชน์ คือโฟตอนที่ผ่านมาสามารถให้พลังงานที่ต้องการได้ ควรเข้าใจสำนวนนี้ทั้งชุด ไม่ใช่ตีความตรงตัวว่า luck “มี” หรือเป็นเจ้าของสิ่งใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนห้าคำแบบตรงตามบทเรียนนี้ ซึ่งใช้เกริ่นถึงเหตุบังเอิญ: ____, the only open pharmacy was across the street.

ดูคำตอบ

As luck would have it

absorbing one of those light photons passing through the atom can provide just the energy the electron needs. ไวยากรณ์

2:46

การดูดกลืนโฟตอนของแสงตัวใดตัวหนึ่งที่ผ่านอะตอมสามารถให้พลังงานในปริมาณที่อิเล็กตรอนต้องการพอดี

ไวยากรณ์

absorbing ... can provide ...: วลี gerund ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน

วลี absorbing one of those light photons passing through the atom ทั้งหมดเป็นประธานทางไวยากรณ์ โดยมี gerund คือ absorbing เป็นคำหลัก และภาคแสดงหลักเริ่มที่ can provide ลองย่อประโยคให้เหลือโครงว่า Absorbing ... can provide ... โครงสร้างนี้ทำให้การกระทำหรือกระบวนการกลายเป็นเรื่องที่ประโยคกล่าวถึง ภายในประธานนั้น passing through the atom เป็นวลี participle ที่ขยาย light photons เพื่อบอกว่าหมายถึงโฟตอนใด ส่วน passing ไม่ใช่กริยาหลักของประโยค

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลี gerund แบบยาวเป็นประธานได้ถูกต้อง และมีส่วนขยายรูป -ing อยู่ภายในวลีนั้น?

  1. Observing birds nesting near the river can reveal changes in migration.
  2. Observing birds nesting near the river it can reveal changes in migration.
  3. Observe birds nesting near the river can reveals changes in migration.
ดูคำตอบ

Observing birds nesting near the river can reveal changes in migration.

But there's a catch. สำนวน

2:52

แต่มีข้อแม้อยู่ว่า

สำนวน

there's a catch: เกริ่นถึงเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่

There's a catch หมายความว่า สิ่งที่ดูดี ง่าย หรือเป็นไปได้นั้นมีปัญหา ข้อจำกัด หรือเงื่อนไขที่ยังซ่อนอยู่ ในประโยคนี้ วลีนี้ใช้เกริ่นข้อกำหนดเรื่องค่าพลังงานที่แน่นอนซึ่งจะอธิบายต่อไป ส่วน catch ไม่ได้หมายถึงการจับสิ่งของ ผู้พูดใช้วลีสั้น ๆ นี้เพื่อเปลี่ยนจากแนวคิดที่ดูน่าสนใจหรือคำอธิบายที่ดูง่าย ไปสู่จุดที่ซับซ้อน รูปขยายที่พบบ่อยคือ The catch is that + อนุประโยค

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเตือนอย่างเป็นธรรมชาติว่าข้อเสนอที่ดูดีมีเงื่อนไขแอบแฝง?

  1. The offer sounds great, so I accepted it immediately.
  2. The offer sounds great, and the meeting starts at noon.
  3. The offer sounds great, but there's a catch.
ดูคำตอบ

The offer sounds great, but there's a catch.

The energy from the photon has to be the right amount to get an electron to the next row. ไวยากรณ์

2:54

พลังงานจากโฟตอนจะต้องมีปริมาณที่เหมาะสมที่จะทำให้อิเล็กตรอนขยับไปยังแถวถัดไป

ไวยากรณ์

has to be the right amount to ...: บอกว่าปริมาณที่พอดีเป็นเงื่อนไขจำเป็น

Has to be the right amount to ... หมายความว่า ปริมาณหนึ่งต้องมีค่าที่เหมาะสม จึงจะเกิดผลลัพธ์ที่แสดงด้วย to-infinitive ได้ ในประโยคนี้ พลังงานของโฟตอนต้องมีค่าตามที่กำหนด อิเล็กตรอนจึงจะเคลื่อนไปยังแถวถัดไปได้ ในที่นี้ right หมายถึงเหมาะสมหรือถูกต้อง ไม่ได้หมายถึงทิศขวา The right amount ไม่ได้หมายถึงปริมาณมากที่สุดโดยอัตโนมัติ หรือปริมาณใดก็ได้ที่แค่เพียงพอ แต่หมายถึงปริมาณที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ตามที่กล่าวไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายที่บอกว่าปริมาณต้องเหมาะสมกับผลลัพธ์: The dose ____ be both safe and effective.

ดูคำตอบ

has to be the right amount to

Otherwise,

2:59

มิฉะนั้น

it will just let the photon pass by. ไวยากรณ์

2:59

มันก็จะปล่อยให้โฟตอนผ่านไปเฉยๆ

ไวยากรณ์

let the photon pass by: let + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

let the photon pass by ใช้โครงสร้าง let + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดย the photon เป็นกรรม และ pass คงอยู่ในรูปพื้นฐาน หลัง let ไม่ใช้ to และไม่เติม -s ให้ pass ในที่นี้ pass by หมายถึงเคลื่อนผ่านไปโดยไม่ถูกหยุดหรือดูดกลืน ในบริบทอื่นอาจหมายถึงผ่านข้างคนหรือสถานที่ แต่ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงหยุดเพื่อแวะเยี่ยม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ pass by หลัง let: The guard will let the delivery truck ____.

ดูคำตอบ

pass by

And it just so happens that in glass, วลี

3:02

และบังเอิญว่าในกระจก

วลี

it just so happens that: เกริ่นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

It just so happens that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญและเกี่ยวข้องกับหัวข้อปัจจุบัน เป็นวิธีพูดอย่างเป็นธรรมชาติว่า โดยบังเอิญ หรือ ปรากฏว่า It เป็นประธานสมมติ ส่วนข้อมูลจริงอยู่ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that คำว่า Just so ช่วยเน้นว่าข้อเท็จจริงนั้นเข้ากับสถานการณ์อย่างไม่คาดคิด จึงไม่ควรแปลวลีนี้ทีละคำว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวแบบเน้นย้ำโดยใช้ทั้ง just และ so: It ____ I have an extra ticket.

ดูคำตอบ

just so happens that

the rows are so far apart ไวยากรณ์

3:04

แถวเหล่านั้นอยู่ห่างกันมาก

that a photon of visible light can't provide enough energy for an electron to jump between them. ไวยากรณ์

3:06

จนโฟตอนของแสงที่มองเห็นไม่สามารถให้พลังงานมากพอที่อิเล็กตรอนจะกระโดดข้ามระหว่างแถวได้

ไวยากรณ์

so far apart that: ระดับที่นำไปสู่ผลลัพธ์

โครงสร้าง so + วลีบอกระดับ + อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that เชื่อมระดับที่มากเข้ากับผลที่ตามมา ในที่นี้ so far apart บอกว่าระยะห่างมากเพียงใด และอนุประโยคหลัง that บอกผลว่าแสงที่มองเห็นไม่สามารถให้พลังงานที่ต้องการได้ ในโครงสร้างนี้ that ใช้นำอนุประโยคบอกผล ไม่ได้นำอนุประโยคคำนาม และ so ... that ไม่ได้แปลว่า “มากเกินไป” เสมอไป เพราะผลที่ตามมาอาจเป็นผลแบบใดก็ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ so ... that เพื่อเชื่อมระดับกับผลที่ตามมาได้ถูกต้อง

  1. The two campsites were so far apart to we had to drive between them.
  2. The two campsites were so far apart that we had to drive between them.
  3. The two campsites were such far apart that we had to drive between them.
ดูคำตอบ

The two campsites were so far apart that we had to drive between them.

ไวยากรณ์

enough energy for an electron to jump: enough + คำนาม + for + นามวลี + to-infinitive

วลีนี้ใช้โครงสร้าง enough + คำนาม + for + นามวลี + to-infinitive โดย enough อยู่หน้า energy และหมายถึงมีพลังงานในปริมาณที่จำเป็นสำหรับการกระทำนั้น For an electron ระบุผู้กระทำที่เข้าใจได้ของ to jump หรือประธานเชิงความหมายของการกระทำนั้น ไม่ได้บอกเหตุผล เนื่องจากทั้งประโยคใช้ can't provide enough energy จึงหมายความว่าปริมาณพลังงานที่ต้องการนั้นไม่มีเพียงพอ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความอย่างถูกต้องว่าแบตเตอรี่มีพลังงานเพียงพอให้มอเตอร์เริ่มทำงานได้

  1. The battery has enough power for the motor to start.
  2. The battery has power enough for the motor start.
  3. The battery has enough power for starting the motor to.
ดูคำตอบ

The battery has enough power for the motor to start.

Photons from ultraviolet light, การใช้คำ

3:12

โฟตอนจากแสงอัลตราไวโอเลต

on the other hand, ลำดับความ

3:13

ในทางกลับกัน

give just the right amount of energy and are absorbed, วลี

3:14

ให้พลังงานในปริมาณที่พอเหมาะและถูกดูดกลืน

การใช้คำ

ultraviolet light: แสงที่อยู่เลยปลายสีม่วงของแสงที่มองเห็นได้

ultraviolet light หมายถึงรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่เลยปลายสีม่วงของสเปกตรัมแสงที่มองเห็นได้ โดยทั่วไปมนุษย์มองไม่เห็น จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อของสีม่วงธรรมดา ในประโยคนี้ โฟตอนจากแสงอัลตราไวโอเลตมีพลังงานในปริมาณที่วัสดุสามารถดูดกลืนได้ คำนี้ระบุชนิดของแสงที่กำลังนำมาเปรียบเทียบกับแสงที่มองเห็นได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบาย ultraviolet light ได้ถูกต้อง?

  1. Ultraviolet light lies beyond the violet end of the visible spectrum.
  2. Ultraviolet light means any light that passes through violet glass.
  3. Ultraviolet light is simply a dark shade of purple.
ดูคำตอบ

Ultraviolet light lies beyond the violet end of the visible spectrum.

ลำดับความ

on the other hand: การเปลี่ยนไปสู่อีกด้านที่แตกต่าง

on the other hand เป็นคำเชื่อมที่พาเนื้อหาจากด้านหนึ่งของการเปรียบเทียบไปสู่อีกด้านที่แตกต่างกัน ในที่นี้ คำนี้บอกว่าเนื้อหากำลังเปลี่ยนจากสิ่งที่เกิดกับโฟตอนของแสงที่มองเห็นได้ ไปยังผลลัพธ์ที่ต่างออกไปของโฟตอนจากแสงอัลตราไวโอเลต คำนี้ช่วยจัดความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดสองอย่าง โดย hand ไม่ได้หมายถึงมือจริง ๆ เมื่อพบคำนี้ในการพูดหรือการเขียน ให้คาดว่าใจความถัดไปจะแตกต่างจากใจความก่อนหน้าในประเด็นสำคัญ

แบบฝึกหัด

ข้อความใดใช้ on the other hand เพื่อนำเสนอความแตกต่างที่แท้จริง?

  1. First, open the box. On the other hand, take out the book.
  2. The apartment is small. On the other hand, it is close to school.
  3. The apartment is small. On the other hand, it has very little space.
ดูคำตอบ

The apartment is small. On the other hand, it is close to school.

วลี

just the right amount of energy: ปริมาณพลังงานที่พอดีอย่างแท้จริง

ในประโยคนี้ just the right amount of energy หมายถึงปริมาณพลังงานที่พอดีกับกระบวนการ คือไม่น้อยและไม่มากเกินไป ตรงนี้ just แปลว่า “พอดี” ไม่ใช่ “เพียงแค่” โครงสร้าง just the right amount of + คำนามนับไม่ได้ ใช้บอกปริมาณที่เหมาะกับความต้องการหรือเงื่อนไข เช่น just the right amount of water, time หรือ pressure

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นอย่างเป็นธรรมชาติว่าปริมาณน้ำพอดีที่สุด คือไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป

  1. Add just the right number of water to make the dough smooth.
  2. Add just the right amount of water to make the dough smooth.
  3. Add just enough water to stop the dough from crumbling.
ดูคำตอบ

Add just the right amount of water to make the dough smooth.

which is why you can't get a suntan through glass. โน้ต

3:17

นี่คือสาเหตุที่คุณไม่สามารถทำผิวแทนผ่านกระจกได้

ลำดับความ

which is why: เชื่อมเหตุเข้ากับผลที่ตามมา

which is why เชื่อมข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้ากับผลที่ตามมา ในตัวอย่างนี้ which ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อเท็จจริงก่อนหน้าว่าแสงอัลตราไวโอเลตถูกกระจกดูดกลืน ส่วน why นำเข้าสู่ผลที่ว่าคุณไม่สามารถทำให้ผิวเป็นสีแทนผ่านกระจกได้ ลำดับข้อมูลคือ เหตุ, which is why + ผล โครงสร้างนี้ช่วยสรุปคำอธิบายด้วยการทำให้ผลที่ตามมาชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย which is why: The road is flooded, ____ the bus is late.

ดูคำตอบ

which is why

วลี

get a suntan through glass: ทำให้ผิวเป็นสีแทนขณะอยู่หลังกระจก

ใน get a suntan คำว่า get หมายถึง “เปลี่ยนไปอยู่ในสภาพหนึ่ง” หรือ “เริ่มมีสภาพนั้น” ส่วน a suntan คือสีผิวที่เข้มขึ้นจากแสงแดด วลีนี้จึงหมายถึง “ผิวเป็นสีแทนจากแดด” ไม่ได้หมายถึงการได้รับสิ่งของชิ้นหนึ่ง Through glass หมายถึงแสงแดดไปถึงคนหลังจากผ่านสิ่งกั้นที่เป็นกระจก ในประโยคนี้ วลีทั้งหมดกล่าวถึงการพยายามทำให้ผิวเป็นสีแทนขณะอยู่หลังกระจก โดยอธิบายว่ากระจกกั้นรังสีอัลตราไวโอเลตที่จะทำให้ผิวเป็นสีแทน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าแสงแดดอาจผ่านกระจกเข้ามาได้ แต่ผิวของคนอาจไม่เป็นสีแทน?

  1. Even in bright sunlight, you may not get a sunburn through glass.
  2. Even in bright sunlight, you may not get a suntan through glass.
  3. Even in bright sunlight, you may not get a suntan next to the glass.
ดูคำตอบ

Even in bright sunlight, you may not get a suntan through glass.

This amazing property of being both solid and transparent has given glass many uses throughout the centuries, ไวยากรณ์

3:20

คุณสมบัติอันน่าทึ่งของการเป็นทั้งของแข็งและโปร่งใสนี้ทำให้กระจกมีการใช้งานมากมายตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา

ไวยากรณ์

being both solid and transparent: ทำให้คุณสมบัติสองอย่างที่มีพร้อมกันเป็นนามวลี

หลังบุพบท of คำว่า being ทำให้คุณสมบัติเหล่านี้กลายเป็นแนวคิดที่ทำหน้าที่คล้ายคำนาม คือ “สภาพหรือคุณลักษณะของการมีคุณสมบัติเหล่านี้” being ในที่นี้เป็นกริยารูป -ing ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรูปกาลต่อเนื่อง Both solid and transparent ใช้ both ... and ... เชื่อมคำคุณศัพท์ solid และ transparent ที่มีโครงสร้างขนานกัน โดยเน้นว่าแก้วมีคุณสมบัติทั้งสองอย่างพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย being both ... and ...: The material has the advantage of ____ light ____ strong.

ดูคำตอบ

being both · and

from windows that let in light while keeping out the elements, โน้ต

3:27

ตั้งแต่หน้าต่างที่เปิดรับแสงแต่กันลมและฝน

กริยาวลี

let in: ยอมให้คนหรือสิ่งของเข้ามา

ใน let in คำว่า let หมายถึงอนุญาต ส่วน in แสดงการเคลื่อนจากข้างนอกเข้ามาข้างใน ในประโยคนี้ let in light หมายถึงหน้าต่างยอมให้แสงเข้ามาในห้อง คำว่า in เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกริยาวลีนี้ เมื่อกรรมเป็นคำนาม ทั้ง let in light และ let light in เป็นธรรมชาติ แต่เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางคำสรรพนามไว้ระหว่าง let กับ in โดยใช้ let it in ไม่ใช่ let in it

แบบฝึกหัด

ใช้กริยาวลีที่หมายถึง “ยอมให้เข้ามา” เติมประโยคให้สมบูรณ์: Open the curtains to ____ more sunlight.

ดูคำตอบ

let in

กริยาวลี

keeping out the elements: กันลมฝนและสภาพอากาศไว้ข้างนอก

Keeping out the elements หมายถึงการกันลม ฝน ความหนาว ความร้อน และสภาพอากาศภายนอกอื่น ๆ ไม่ให้เข้ามาข้างใน ในที่นี้ the elements หมายถึงสภาพอากาศตามธรรมชาติ ไม่ใช่ธาตุทางเคมี คำรูป -ing คือ keeping มีประธานเดียวกับ windows และอยู่หลัง while หน้าต่างปล่อยให้แสงเข้ามาในเวลาเดียวกับที่กันสภาพอากาศที่ไม่ต้องการไว้ข้างนอก จึงเกิดความต่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่ให้เข้ามากับสิ่งที่กันไว้ภายนอก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตรงตามบทเรียน: The cabin windows let in sunlight while ____.

ดูคำตอบ

keeping out the elements

to lenses that allow us to see both the vast worlds beyond our planet ไวยากรณ์

3:30

ไปจนถึงเลนส์ที่ช่วยให้เรามองเห็นทั้งโลกอันกว้างใหญ่ไกลโพ้นนอกโลก

ลำดับความ

from windows ... to lenses: ระบุช่วงของตัวอย่าง

ในที่นี้ from windows ... to lenses ใช้โครงสร้าง from A to B เพื่อระบุปลายทั้งสองด้านของช่วงตัวอย่าง ไม่ได้บอกการเดินทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แต่แสดงให้เห็นว่าแก้วมีการใช้งานที่หลากหลายเพียงใด ปลายทั้งสองด้านเป็นนามวลีที่วางขนานกัน คือ windows ... และ lenses .... หลังคำนามแต่ละคำมีอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that เพื่ออธิบายว่าตัวอย่างนั้นทำหน้าที่อะไร รูปแบบนี้ช่วยให้ผู้พูดเรียงข้อมูลจากตัวอย่างที่ปลายด้านหนึ่งไปยังตัวอย่างที่อีกด้านได้อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

ใช้ from ... to เพื่อแสดงช่วง: The club offers activities ____ chess ____ rock climbing.

ดูคำตอบ

from · to

and the tiny ones right around us.

3:34

และสิ่งเล็กๆ รอบตัวเรา

ไวยากรณ์

allow us to see both ... and ...: ทำให้เราเห็นสิ่งสองกลุ่มได้

โครงสร้าง allow + กรรม + to + คำกริยา หมายถึงคนหรือสิ่งหนึ่งทำให้คนหนึ่งสามารถทำบางอย่างได้ เมื่อประธานคือ lenses คำว่า allow ไม่ได้หมายถึงการอนุญาต แต่ allow us to see หมายถึงทำให้เราสามารถมองเห็นได้ us เป็นกรรมของ allow และเป็นผู้ทำกริยา see ด้วย Both ... and ... เชื่อมกรรมสองส่วนของ see คือ the vast worlds beyond our planet และ the tiny ones right around us คำว่า ones ใช้แทนคำนามพหูพจน์ worlds เพื่อไม่ให้พูดซ้ำ ไม่ได้หมายถึงเลขหนึ่ง โครงสร้างคู่นี้เน้นความต่างสองคู่พร้อมกัน คือกว้างใหญ่กับเล็กจิ๋ว และห่างไกลกับอยู่ใกล้

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ allow + กรรม + to + คำกริยา, both ... and ... และ ones ได้ถูกต้อง

  1. These tools allow researchers examine both large crystals and tiny ones.
  2. These tools allow researchers to examine both large crystals and tiny ones.
  3. These tools allow researchers to examine both large crystals or tiny ones.
ดูคำตอบ

These tools allow researchers to examine both large crystals and tiny ones.

It is hard to imagine modern civilization without glass. ไวยากรณ์

3:36

มันยากที่จะจินตนาการถึงอารยธรรมสมัยใหม่ที่ไม่มีกระจก

ไวยากรณ์

It is hard to imagine: บอกว่าสถานการณ์หนึ่งนึกภาพได้ยาก

“It is hard to imagine ...” หมายถึงสถานการณ์หนึ่งยากที่จะนึกภาพในใจ ในประโยคนี้ สถานการณ์ที่จินตนาการคืออารยธรรมสมัยใหม่ที่ดำรงอยู่โดยไม่มีแก้ว จึงเป็นการเน้นว่าแก้วมีความสำคัญอย่างยิ่ง It เป็นประธานสมมติและไม่ได้หมายถึง glass โครงสร้างคือ It + be + adjective + to-infinitive ส่วนเนื้อหาจริงที่ถูกประเมินว่า hard อยู่หลัง to imagine วิธีนี้ทำให้ผู้พูดบอกระดับความยากก่อน แล้วจึงบอกสถานการณ์ที่จะจินตนาการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายที่หมายถึง “นึกภาพได้ยาก”: ____ daily life without clean water.

ดูคำตอบ

It is hard to imagine

And yet, ลำดับความ

3:39

ถึงกระนั้น

for such an important material,

3:40

สำหรับวัสดุที่สำคัญเช่นนี้

we rarely think about glass and its impact.

3:42

เราแทบไม่เคยนึกถึงกระจกและผลกระทบของมันเลย

ลำดับความ

And yet: นำเสนอความขัดแย้งที่ไม่คาดคิด

“And yet” เชื่อมความคิดก่อนหน้ากับข้อเท็จจริงที่ขัดกับสิ่งที่ความคิดนั้นทำให้เราคาดไว้ แก้วมีความสำคัญมาก เราจึงอาจคาดว่าผู้คนจะนึกถึงมันบ่อย ๆ แต่ประโยคนี้กลับบอกตรงกันข้าม ในฐานะคำที่ช่วยจัดลำดับข้อมูล And yet ส่งสัญญาณให้ผู้ฟังเข้าใจข้อความถัดไปว่าเป็นความขัดแย้งที่เด่นชัด yet ในที่นี้หมายถึง “ถึงอย่างนั้น” ไม่ใช่ความหมายเกี่ยวกับเวลาแบบใน We haven't finished yet.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ And yet เพื่อนำเสนอความขัดแย้งที่ไม่คาดคิดอย่างแท้จริง

  1. The team practiced for weeks. And yet, it trained every afternoon.
  2. The team practiced for weeks. And yet, its uniforms were blue.
  3. The team practiced for weeks. And yet, it lost its first game.
ดูคำตอบ

The team practiced for weeks. And yet, it lost its first game.

It is precisely because the most important and useful quality of glass is being featureless and invisible โน้ต

3:44

เป็นเพราะคุณสมบัติที่สำคัญและมีประโยชน์ที่สุดของกระจกคือความไร้ร่องรอยและมองไม่เห็น

การใช้คำ

featureless and invisible: ไม่มีลักษณะเด่นและถูกมองข้ามได้ง่าย

Featureless หมายถึงไม่มีลักษณะที่สังเกตเห็นได้หรือใช้แยกแยะได้ ปัจจัย -less หมายถึงไม่มี ดังนั้น featureless จึงบรรยายรูปลักษณ์ ไม่ได้หมายถึงไม่มีหน้าที่ ส่วน invisible หมายถึงมองไม่เห็นหรือมองเห็นได้ยาก คำคุณศัพท์ทั้งสองเชื่อมด้วย and เพื่อบอกว่าแก้วไม่มีรายละเอียดที่เด่นชัดและไม่ดึงดูดความสนใจ ในประโยคนี้ invisible ไม่ได้หมายความว่าแก้วไม่มีอยู่จริง แต่เป็นการพูดเกินเล็กน้อยเพื่อบอกว่าแก้วที่โปร่งใสและดูเรียบ ๆ ถูกมองข้ามได้ง่าย

แบบฝึกหัด

ผู้พูดบรรยายแก้วโปร่งใสว่า featureless and invisible ต้องการสื่อความหมายใด?

  1. มันไม่มีลักษณะทางสายตาที่เด่นชัดและถูกมองข้ามได้ง่าย
  2. มันมีสีเรียบ แต่มีรายละเอียดที่จดจำได้มากมาย
  3. มันไม่มีหน้าที่ที่เป็นประโยชน์และมองไม่เห็นในทุกสถานการณ์
ดูคำตอบ

มันไม่มีลักษณะทางสายตาที่เด่นชัดและถูกมองข้ามได้ง่าย

that we often forget it's even there. วลี

3:50

จนเรามักจะลืมไปว่ามีมันอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ

ไวยากรณ์

It is precisely because X that Y: เน้นเหตุผลที่ตรงจุด

It is precisely because X that Y เป็นรูปแบบที่ใช้เน้นว่า X คือเหตุผลที่ตรงจุดหรือสำคัญเป็นพิเศษของ Y คำว่า precisely ทำให้น้ำหนักชัดขึ้นว่า นี่แหละคือเหตุผล ในประโยคนี้ X คือการที่แก้วไม่มีลักษณะเด่นและแทบมองไม่เห็น ส่วน Y คือการที่ผู้คนลืมว่าแก้วอยู่ตรงนั้น รูปแบบนี้ดึงสาเหตุที่ค่อนข้างน่าแปลกใจขึ้นมาเป็นจุดเด่น that ใช้นำเข้าส่วนผลลัพธ์และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเต็ม ส่วน Because X, Y แสดงความสัมพันธ์เดียวกันแต่เน้นน้อยกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเน้นเหตุผลแบบเต็ม: It is ____ the path is slippery ____ we are walking slowly.

ดูคำตอบ

precisely because · that

วลี

forget it's even there: ไม่ทันสังเกตว่ามีบางสิ่งอยู่

ในที่นี้ forget it's even there หมายถึงการไม่ทันสังเกตหรือไม่ตระหนักแล้วว่ามีบางสิ่งอยู่ตรงนั้น มักเป็นเพราะสิ่งนั้นธรรมดา เงียบ โปร่งใส เบา หรือไม่สะดุดตา ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดจำไม่ได้ว่าสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน สิ่งที่ถูกลืมคืออนุประโยค it's even there โดยละ that ที่นำหน้าอนุประโยคไว้ ซึ่งพบได้บ่อยหลัง forget คำว่า even เพิ่มน้ำหนักจนหมายถึงลืมไปโดยสิ้นเชิงว่าสิ่งนั้นอยู่ตรงนั้น และเน้นว่าสิ่งนั้นหลุดพ้นจากความสนใจมากเพียงใด

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนเป้าหมายเติมประโยคให้สมบูรณ์: The air purifier is so quiet that I sometimes ____.

ดูคำตอบ

forget it's even there