ไวยากรณ์สำคัญจริงหรือ? - Andreea S. Calude: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายไวยากรณ์ว่าเป็นระบบแบบแผนที่ผู้ใช้ภาษามีร่วมกัน ย้อนให้เห็นว่ามาตรฐานภาษาเขียนมีอำนาจขึ้นมาได้อย่างไร และเปรียบเทียบแนวคิดแบบกำหนดกฎกับแนวคิดแบบพรรณนา ก่อนสรุปว่าไวยากรณ์คือความเคยชินทางภาษาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. so-called linguistic universals — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจว่า so-called ใช้เกริ่นศัพท์ทางวิชาการที่เป็นที่รู้จักพร้อมแสดงระยะห่างหรือข้อกังขาต่อชื่อนั้นได้ และตีความ linguistic universals ว่าเป็นลักษณะที่มีการเสนอว่าทุกภาษามีร่วมกัน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้แน่นอนแล้ว 2. were applied to spoken language — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตโครงสร้างกรรมวาจกที่บอกว่ากฎซึ่งสร้างขึ้นสำหรับภาษาเขียนถูกขยายไปใช้กับภาษาพูด และใช้ apply rules to something เพื่ออธิบายขอบเขตการใช้กฎโดยไม่ต้องเน้นผู้ที่เป็นฝ่ายกำหนดหรือบังคับใช้กฎนั้น 3. on the other hand, — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: ใช้คำเชื่อมระดับวาทกรรมนี้เพื่อเปลี่ยนจากประโยชน์ของแนวคิดแบบกำหนดกฎไปสู่มุมมองของแนวคิดแบบพรรณนาที่แตกต่างแต่เกี่ยวข้องไม่แพ้กัน ช่วยจัดโครงสร้างการเปรียบเทียบอย่างสมดุลและการให้เหตุผลที่พิจารณาทั้งสองฝ่าย
คำอธิบายในบทเรียนนี้
get to the best part: ดำเนินมาถึงช่วงสำคัญของเรื่อง
ในประโยคนี้ get to the best part หมายถึง “ดำเนินมาถึงช่วงที่น่าตื่นเต้นหรือสำคัญที่สุด” ขณะที่เรื่องราวค่อย ๆ ดำเนินไป get to ใช้บอกความคืบหน้าไปถึงช่วงหนึ่ง ส่วน get ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ได้รับ” ใช้โครงสร้าง get to + point, stage หรือ part เพื่อบอกว่าเรื่องราว กระบวนการ หรือกิจกรรมดำเนินมาถึงจุดหรือช่วงนั้นแล้ว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ get to ในความหมายว่า “ดำเนินมาถึงจุดหนึ่งในหนังสือ”
- We got the last chapter from our teacher.
- We got to the last chapter before bedtime.
- We got to read the last chapter before bedtime.
ดูคำตอบ
We got to the last chapter before bedtime.
when suddenly: ใช้เกริ่นเหตุการณ์หักมุมที่ไม่คาดคิด
when suddenly เชื่อมสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่กับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เข้ามาขัดจังหวะหรือเปลี่ยนสถานการณ์นั้น ในประโยคนี้ เรื่องราวมาถึงช่วงที่สนุกที่สุดก่อน จากนั้น when suddenly ก็บอกว่าการขัดจังหวะเกิดขึ้นในจังหวะนั้นพอดี รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ การกระทำที่เป็นฉากหลังหรือเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ + when suddenly + เหตุการณ์ไม่คาดคิด โดย when เชื่อมความสัมพันธ์ด้านเวลา ส่วน suddenly เพิ่มความรู้สึกหักมุมอย่างฉับพลันและน่าประหลาดใจ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำเชื่อมสองคำที่ประกอบจาก when และ suddenly: I was opening my locker ____ the alarm rang.
ดูคำตอบ
when suddenly
The alien and I ไม่ใช่ me and the alien: I และ me ในประธานร่วม
ในการแก้ประโยคนี้ The alien and I เป็นประธานร่วม โดยทั้งมนุษย์ต่างดาวและ I เป็นผู้ทำกริยา ภาษาอังกฤษมาตรฐานใช้คำสรรพนามรูปประธาน I ตรงนี้ ไม่ใช่รูปกรรม me วิธีตรวจสอบอย่างรวดเร็วคือเอาคำนามอีกคำออกชั่วคราว: I did it ถูกต้อง แต่ me did it ไม่ถูกต้อง จุดหลักของการแก้นี้คือรูปกรณีของคำสรรพนาม ไม่ใช่ลำดับคำ การกล่าวถึงอีกคนหรืออีกสิ่งก่อนตนเองเป็นธรรมเนียมด้านความสุภาพ แต่หน้าที่ของกลุ่มคำในประโยคต่างหากที่กำหนดว่าต้องใช้ I หรือ me
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปประธานมาตรฐานที่ตรงกับ me: My cousin and ____ built this robot.
ดูคำตอบ
I
would probably be annoyed: การคาดการณ์ปฏิกิริยาในสถานการณ์สมมติ
would probably be annoyed ใช้คาดการณ์ปฏิกิริยาที่น่าจะเกิดขึ้นในสถานการณ์สมมติหรือสถานการณ์ที่ยังไม่ยืนยัน would บอกว่าผลลัพธ์เป็นสิ่งสมมติ probably แสดงว่าผู้พูดคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นแต่ไม่แน่นอน และ be annoyed อธิบายสภาวะที่รู้สึกรำคาญ ในที่นี้ would ไม่ได้รายงานเหตุการณ์ในอดีต โครงสร้าง would + probably + be + คำคุณศัพท์ ใช้แสดงความคิดเห็นอย่างไม่ฟันธงว่าใครบางคนน่าจะรู้สึกหรืออยู่ในสภาพใดเมื่ออยู่ในสถานการณ์สมมติที่ระบุไว้
แบบฝึกหัด
เติมการคาดการณ์แบบสมมติโดยเรียง would, probably และ be ตามลำดับที่เป็นธรรมชาติ: If the trip were canceled, most children ____ disappointed.
ดูคำตอบ
would probably be
aside from: พักปัจจัยหนึ่งไว้ก่อน
aside from ในที่นี้หมายถึงการพักเรื่องการพูดแทรกอย่างเสียมารยาทไว้ก่อน ผู้พูดยอมรับว่าการพูดแทรกนั้นเสียมารยาท แต่ต้องการให้พิจารณาแยกต่างหากว่าเหตุผลของเพื่อนฟังขึ้นหรือไม่ เมื่อวาง aside from X ไว้ต้นประโยค ผู้พูดจะนำ X ออกจากประเด็นหลักชั่วคราวก่อนประเมินเรื่องที่เหลือ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย aside from เพื่อพักปัญหาหนึ่งไว้ก่อน: ____ the weak Wi-Fi, the hotel was a great place to stay.
ดูคำตอบ
Aside from
have a point?: ถามว่าความคิดเห็นนั้นมีเหตุผลหรือไม่
Have a point หมายถึงคำกล่าวของใครบางคนมีแนวคิดที่สมเหตุสมผลหรือมีประโยชน์ ในคำถามนี้ ผู้พูดกำลังถามว่าการแก้ไขของเพื่อนมีเหตุผลหรือไม่ แม้วิธีพูดของเพื่อนจะเสียมารยาทก็ตาม สำนวนนี้มักใช้ยอมรับเพียงบางส่วนของข้อโต้แย้ง ไม่ได้หมายถึงยอมรับทั้งหมด point ในที่นี้หมายถึงเหตุผลหรือข้อโต้แย้งที่ฟังขึ้น ไม่ใช่จุด ตำแหน่ง หรือเครื่องหมายวรรคตอน
แบบฝึกหัด
You have a point ในคำตอบนี้หมายถึงอะไร? “You have a point, but I still need more evidence.”
- คุณระบุตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่ได้แล้ว
- ฉันเห็นด้วยกับทุกอย่างที่คุณพูด
- เหตุผลของคุณควรนำมาพิจารณา แม้ว่าฉันจะยังไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด
ดูคำตอบ
เหตุผลของคุณควรนำมาพิจารณา แม้ว่าฉันจะยังไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด
Was your sentence actually grammatically incorrect? การใช้คำ
0:23ประโยคของคุณผิดหลักไวยากรณ์จริงหรือ?
grammatically incorrect: การประเมินความถูกต้องทางไวยากรณ์
grammatically incorrect หมายความว่าประโยคหนึ่งไม่เป็นไปตามกฎไวยากรณ์อย่างน้อยหนึ่งข้อ grammatically เป็นคำกริยาวิเศษณ์ที่ขยายคำคุณศัพท์ incorrect จึงระบุว่าด้านที่ตัดสินว่าผิดคือไวยากรณ์ ไม่ใช่ความหมายหรือระดับความสุภาพของประโยค รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำกริยาวิเศษณ์ + คำคุณศัพท์: grammatically incorrect เป็นตัวเลือกที่เป็นธรรมชาติและค่อนข้างเป็นทางการเมื่อวิเคราะห์ภาษา
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุดในการบอกว่าประโยคหนึ่งผิดกฎไวยากรณ์
- The sentence is grammatically incorrect.
- The sentence is incorrect in grammar.
- The sentence is grammatical incorrect.
ดูคำตอบ
The sentence is grammatically incorrect.
if ..., why does it even matter?: การใช้เงื่อนไขเพื่อตั้งคำถามถึงความสำคัญในทางปฏิบัติ
อนุประโยค if ให้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานของการให้เหตุผลก่อน นั่นคือเขายังเข้าใจประโยคนั้นอยู่ จากนั้นคำถามหลักใช้ข้อเท็จจริงนี้เพื่อตั้งคำถามว่าการแก้ไขมีความสำคัญในทางปฏิบัติเพียงใด รูปแบบการให้เหตุผลที่นำไปใช้ต่อได้คือ ถ้าผลลัพธ์ที่ต้องการยังเกิดขึ้น ทำไมกฎหรือปัญหาเล็กน้อยนั้นจึงต้องสำคัญมากขนาดนั้น even ทำให้น้ำเสียงตั้งคำถามแรงขึ้น Why does it matter? อาจเป็นการถามถึงความสำคัญอย่างจริงใจ แต่ why does it even matter? สื่ออย่างชัดเจนว่าผู้พูดคิดว่าเรื่องนั้นอาจไม่สำคัญเลย
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปแบบนี้ได้ถูกต้องเพื่อตั้งคำถามถึงความสำคัญในทางปฏิบัติของข้อผิดพลาดเล็กน้อย
- If the message was clear, when did someone notice the small typo?
- If the message was clear, why the small typo does even matter?
- If the message was clear, why does the small typo even matter?
ดูคำตอบ
If the message was clear, why does the small typo even matter?
From the point of view of linguistics: การกำหนดกรอบมุมมองในการวิเคราะห์
From the point of view of linguistics หมายความว่าข้อความที่ตามมาจะใช้ภาษาศาสตร์เป็นกรอบในการวิเคราะห์ วลีเปิดนี้จำกัดขอบเขตของข้อสรุป เพราะศาสตร์สาขาอื่นอาจอธิบายหัวข้อเดียวกันต่างออกไป รูปแบบ From the point of view of + คำนาม ใช้ระบุสาขา กลุ่ม หรือบทบาทได้ ในที่นี้ point of view ไม่ได้หมายถึงเพียงความคิดเห็นส่วนตัว แต่หมายถึงวิธีวิเคราะห์หัวข้ออย่างเป็นระบบ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเต็มจากบทเรียนนี้ที่ใช้ระบุมุมมอง: ____ public health, prevention is essential.
ดูคำตอบ
From the point of view of
grammar is a set of patterns for how words are put together to form phrases or clauses, โน้ต
0:32ไวยากรณ์คือชุดของรูปแบบสำหรับวิธีที่คำถูกนำมาเรียงต่อกันเพื่อสร้างวลีหรืออนุประโยค
a set of patterns: การนิยามระบบว่าเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกัน
ใน a set of patterns คำว่า set เป็นคำนามนับได้ หมายถึงกลุ่มของสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน และ of patterns บอกว่ากลุ่มนั้นประกอบด้วยอะไร set ในที่นี้ไม่ใช่คำกริยา โครงสร้าง A is a set of + คำนาม ใช้นิยามระบบที่เป็นนามธรรมว่าเป็นองค์รวมที่มีหลายส่วนเกี่ยวข้องกัน ในประโยคนี้ ไวยากรณ์ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกฎเพียงข้อเดียว แต่เป็นระบบของรูปแบบการนำคำมาประกอบกัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ set เป็นคำนามที่หมายถึงกลุ่มของสิ่งที่เกี่ยวข้องกันได้ถูกต้อง?
- A routine sets of habits that are repeated regularly.
- A routine is a set habits that are repeated regularly.
- A routine is a set of habits that are repeated regularly.
ดูคำตอบ
A routine is a set of habits that are repeated regularly.
how words are put together: ลำดับคำในอนุประโยค how แบบฝัง
ในประโยคนี้ how words are put together เป็นอนุประโยค how แบบฝังที่ตามหลังคำบุพบท for โดยระบุกระบวนการที่รูปแบบเหล่านี้อธิบาย นั่นคือวิธีนำคำมารวมกันเป็นหน่วยภาษาที่ใหญ่ขึ้น เพราะเป็นอนุประโยคที่ฝังอยู่ จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า how + ประธาน + กริยา เช่น how words are ไม่ใช้การสลับลำดับแบบคำถาม how are words ส่วน are put together เป็นรูปกรรมวาจก เพราะ words เป็นสิ่งที่ถูกนำมารวมกัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้อนุประโยค how แบบฝังได้ถูกต้อง
- The guide explains how do the parts fit together.
- The guide explains how are the parts put together.
- The guide explains how the parts are put together.
ดูคำตอบ
The guide explains how the parts are put together.
whether spoken or in writing: การครอบคลุมทั้งสองกรณี
ในที่นี้ whether spoken or in writing หมายถึงไม่ว่าภาษาจะอยู่ในรูปพูดหรือรูปเขียน ในการใช้งานแบบนี้ whether A or B นำเสนอสองทางเลือกและแสดงว่าข้อความก่อนหน้าใช้ได้กับทั้งสองกรณี ไม่ได้ใช้เพื่อตั้งคำถาม นี่เป็นรูปย่อ โดย spoken แทนรูปที่คล้าย whether it is spoken ส่วน in writing หมายถึงในรูปแบบลายลักษณ์อักษร ทั้งสองส่วนมีรูปไวยากรณ์ต่างกัน แต่กล่าวถึงวิธีสื่อสารสองแบบที่คู่กัน คือการพูดและการเขียน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่ากฎใช้ได้กับทั้งสองกรณี แทนที่จะตั้งคำถามหรือเพียงระบุทางเลือก
- Is the message spoken or written?
- The message is either spoken or written.
- The rule applies whether the message is spoken or written.
ดูคำตอบ
The rule applies whether the message is spoken or written.
the subject ... the verb ... the object: ลำดับ SVO ที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ
ประโยคนี้แสดงลำดับคำที่ใช้กันทั่วไปในประโยคบอกเล่าพื้นฐานของภาษาอังกฤษ: ประธาน subject + กริยา verb + กรรม object (SVO) ประธานระบุคนหรือสิ่งที่ทำบางอย่างหรืออยู่ในสภาวะหนึ่ง กริยาแสดงการกระทำหรือสภาวะ และกรรมมักเป็นผู้หรือสิ่งที่รับการกระทำ normally บอกว่านี่เป็นรูปแบบที่พบบ่อย ไม่ใช่กฎตายตัว ประโยคคำถาม ประโยคกรรมวาจก และประโยคบอกเล่าที่ไม่มีกรรมอาจมีโครงสร้างต่างออกไป
แบบฝึกหัด
ใช้คำศัพท์ทางไวยากรณ์จากคำอธิบายเพื่อเติมลำดับคำภาษาอังกฤษที่พบบ่อย: The usual English order is ____, ____, ____.
ดูคำตอบ
subject · verb · object
While in Japanese ...: การใช้ while เพื่อแสดงความแตกต่าง
while ในที่นี้ใช้เปิดประเด็นที่ต่างจากข้อความก่อนหน้า โดยเปลี่ยนคำอธิบายจากลำดับคำทั่วไปของภาษาอังกฤษไปเป็นลำดับที่ต่างออกไปในภาษาญี่ปุ่นและภาษาอื่นอีกหลายภาษา ในการใช้นี้ while มีความหมายว่า whereas หรือ ‘ในทางตรงกันข้าม’ ไม่ได้หมายถึง ‘ในระหว่างที่’ คำขึ้นต้น While in Japanese ... ระบุบริบททางภาษาที่นำมาเปรียบเทียบก่อน แล้วจึงบอกลำดับคำ ในคำอธิบาย while ที่แสดงความแตกต่างช่วยจัดระเบียบข้อมูลด้วยการวางข้อเท็จจริงหรือระบบสองอย่างไว้คู่กัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ while เพื่อเปรียบเทียบสองสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
- We rested for a while after the walk.
- The city center is busy, while the park is peaceful.
- I listened to a podcast while I cooked dinner.
ดูคำตอบ
The city center is busy, while the park is peaceful.
subject, object, verb: ลำดับแบบ SOV
subject, object, verb คือการเขียนลำดับที่เรียกว่า SOV แบบเต็ม โดยประธานมาก่อน ตามด้วยกรรม และกริยาอยู่ท้ายสุด ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวสรุปรูปแบบพื้นฐานที่พบได้ทั่วไปในภาษาญี่ปุ่นและภาษาอื่น ๆ อีกหลายภาษา ต่างจากรูปแบบ SVO ที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษ เพราะ SOV วางกรรมไว้หน้ากริยา นี่เป็นรูปแบบภาษาทั่วไป ไม่ใช่กฎที่ทุกประโยคต้องทำตามอย่างเคร่งครัด
แบบฝึกหัด
เติมรูปเต็มของ SOV: ____, ____, ____.
ดูคำตอบ
subject · object · verb
Some scholars have tried to identify patterns common to all languages. การใช้คำ
0:55นักวิชาการบางคนพยายามระบุรูปแบบที่เหมือนกันในทุกภาษา
patterns common to all languages: การใช้ common to
patterns common to all languages หมายถึง “รูปแบบที่ทุกภาษามีร่วมกัน” ในที่นี้ common to all languages อยู่หลัง patterns และขยายความว่านักวิชาการกำลังมองหารูปแบบใด วลีนี้สามารถเขียนเต็มได้ว่า patterns that are common to all languages ใช้ common to + คนหรือสิ่งของที่กล่าวถึง เพื่อบอกว่าสิ่งเหล่านั้นมีลักษณะเดียวกันร่วมกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเพื่อแสดงว่าทั้งสามระบบมีลักษณะนี้ร่วมกัน: This feature is common ____ all three systems.
ดูคำตอบ
to
few of these so-called linguistic universals have been found. การใช้คำ
1:04แทบไม่พบสิ่งที่เป็นสากลทางภาษาศาสตร์เหล่านี้เลย
apart from some basic features: การกันข้อยกเว้นเล็กน้อยออกจากข้อสรุป
ในที่นี้ apart from some basic features หมายถึง “ยกเว้นลักษณะพื้นฐานเพียงไม่กี่อย่าง” วลีนี้กันข้อยกเว้นที่มีจำกัดออกก่อนจะบอกข้อสรุปหลักว่า มีลักษณะสากลอื่น ๆ ที่เสนอไว้เพียงน้อยมากที่พบจริง โครงสร้าง apart from + นามวลี ใช้แยกข้อยกเว้นออก แล้วจึงบอกสิ่งที่เป็นจริงโดยทั่วไป ส่วน having nouns or verbs เป็นตัวอย่างว่าลักษณะพื้นฐานเหล่านั้นคืออะไร
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ apart from เพื่อตัดข้อยกเว้นเล็กน้อยออกก่อนบอกข้อสรุปโดยรวม
- The report pages were kept apart from the notes.
- Apart from being accurate, the report is also easy to read.
- Apart from one small typo, the report was completely accurate.
ดูคำตอบ
Apart from one small typo, the report was completely accurate.
so-called linguistic universals: คำเรียกที่ผู้พูดยังสงวนท่าที
linguistic universal คือคุณลักษณะที่มีการอ้างว่าภาษามนุษย์ทุกภาษามีร่วมกัน โดย universal ในที่นี้หมายถึง “มีร่วมกันในทุกภาษา” ไม่ใช่ “เกี่ยวกับจักรวาล” so-called ทำให้ผู้พูดเว้นระยะจากคำเรียกนี้อยู่บ้าง เนื่องจากประโยคบอกว่าพบสากลลักษณ์เช่นนี้เพียงไม่กี่อย่าง จึงสื่อถึงความระมัดระวังหรือความสงสัยเล็กน้อยว่าคุณลักษณะเหล่านี้สมควรใช้ชื่อนี้จริงหรือไม่
แบบฝึกหัด
so-called linguistic universals ในประโยคนี้สื่อถึงอะไร
- ผู้พูดบอกว่าคุณลักษณะเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับอวกาศ
- ผู้พูดใช้คำเรียกนี้ แต่ไม่ได้เชื่ออย่างเต็มที่ว่าคุณลักษณะเหล่านั้นเป็นสากลจริง
- ผู้พูดบอกว่าทุกภาษามีคุณลักษณะที่เหมือนกันจำนวนมากอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ
ผู้พูดใช้คำเรียกนี้ แต่ไม่ได้เชื่ออย่างเต็มที่ว่าคุณลักษณะเหล่านั้นเป็นสากลจริง
known as prescriptivism and descriptivism. วัฒนธรรม
1:17ซึ่งรู้จักกันในชื่อคตินิยมทางภาษา (Prescriptivism) และคติพรรณนาทางภาษา (Descriptivism)
while any language needs...: ยอมรับจุดร่วมก่อนเข้าสู่ความขัดแย้ง
อนุประโยคเปิด while any language needs consistent patterns to function เป็นอนุประโยคแสดงการยอมรับก่อนหักมุม โดย while ในที่นี้หมายถึง “แม้ว่า” ไม่ใช่ “ในระหว่างที่” ประโยคนี้นำเสนอว่าภาษาต้องมีรูปแบบเป็นจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ การเปิดแบบนี้จัดลำดับข้อโต้แย้งเป็นสองขั้น คือยอมรับจุดร่วมก่อน แล้วจึงเปลี่ยนไปยังประเด็นที่มีความเห็นต่างในประโยคหลัก จึงแสดงความขัดแย้งได้ชัดโดยไม่ปฏิเสธจุดแรก
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ while เพื่อยอมรับประเด็นหนึ่งก่อน แล้วจึงนำเสนอข้อความที่ขัดแย้งกัน?
- While the library is small, it has an excellent science section.
- While the library was closing, we returned our books.
- We read quietly while the class took a test.
ดูคำตอบ
While the library is small, it has an excellent science section.
opens up an ongoing debate: ก่อให้เกิดข้อถกเถียงที่ดำเนินต่อเนื่อง
ใน opens up an ongoing debate คำว่า opens up หมายถึง “ก่อให้เกิดหรือเปิดพื้นที่ให้” ดังนั้น การศึกษาจึงนำไปสู่ข้อถกเถียง ไม่ได้หมายถึงการเปิดสิ่งของจริง ๆ ส่วน up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ongoing แสดงว่าข้อถกเถียงยังดำเนินต่อไป ไม่ได้จบลงอย่างรวดเร็ว โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ subject + open up + a debate about/over something ซึ่งใช้อธิบายว่างานศึกษา การตัดสินใจ หรือการค้นพบ นำประเด็นที่กว้างขึ้นเข้าสู่การอภิปรายอย่างไร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ในรูปปัจจุบัน: The report ____ about how children use social media.
ดูคำตอบ
opens up an ongoing debate
prescriptivism และ descriptivism: สองจุดยืนเรื่องกฎของภาษา
prescriptivism และ descriptivism เป็นจุดยืนกว้าง ๆ สองแบบในการถกเถียงเรื่องกฎภาษา prescriptivism เน้นมาตรฐานว่าควรใช้ภาษาอย่างไร ส่วน descriptivism สังเกตและอธิบายว่าผู้คนใช้ภาษาจริงอย่างไร รวมถึงความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลง ในประโยคนี้ คำทั้งคู่ใช้เรียกสองฝ่ายของข้อถกเถียงที่ผู้พูดกำลังจะอธิบาย ส่วนท้าย -ism ในที่นี้บอกว่าเป็นมุมมองหรือแนวทาง ไม่ได้หมายถึงอุดมการณ์ทางการเมืองโดยอัตโนมัติ
แบบฝึกหัด
ข้อความใดจับคู่สองจุดยืนได้ถูกต้อง
- prescriptivism บันทึกการเปลี่ยนแปลงของภาษา ส่วน descriptivism กำหนดให้ใช้มาตรฐานเดียวที่ตายตัว
- ทั้งสองคำหมายถึงอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่มุมมองเกี่ยวกับภาษา
- prescriptivism ถามว่าควรใช้ภาษาอย่างไร ส่วน descriptivism ศึกษาว่าภาษาถูกใช้จริงอย่างไร
ดูคำตอบ
prescriptivism ถามว่าควรใช้ภาษาอย่างไร ส่วน descriptivism ศึกษาว่าภาษาถูกใช้จริงอย่างไร
Grossly simplified: คำเตือนที่ชัดเจนก่อนสรุปแบบคร่าว ๆ
Grossly simplified เป็นวลีเกริ่นที่วางไว้ก่อนการสรุป วลีนี้บอกผู้ฟังว่าสิ่งที่จะกล่าวต่อไปเป็นฉบับคร่าว ๆ ที่ตั้งใจตัดรายละเอียดสำคัญออก จึงไม่ควรถือว่าเป็นคำนิยามที่ครบถ้วน grossly ในที่นี้หมายถึง “ในระดับที่มากหรือเกินไป” ไม่ได้หมายถึง “อย่างน่าขยะแขยง” วลีนี้ลดระดับการรับรองความแม่นยำของผู้พูด และบอกว่ากำลังเปลี่ยนจากหัวข้อซับซ้อนไปสู่ภาพรวมสั้น ๆ
แบบฝึกหัด
คำขึ้นต้นใดเตือนได้ชัดที่สุดว่า คำอธิบายต่อไปเป็นเพียงการสรุปคร่าว ๆ ที่ตัดรายละเอียดสำคัญออก
- Simply put, the legal process has three basic stages.
- Grossly simplified, the legal process has three basic stages.
- More precisely, the legal process has three basic stages.
ดูคำตอบ
Grossly simplified, the legal process has three basic stages.
prescriptivists think a given language should follow consistent rules, โน้ต
1:22กลุ่มคตินิยมเชื่อว่าภาษาใดภาษาหนึ่งควรปฏิบัติตามกฎที่สม่ำเสมอ
a given language: ภาษาใดภาษาหนึ่งที่เจาะจง
ในประโยคนี้ a given language หมายถึงภาษาใดภาษาหนึ่งที่เจาะจงซึ่งนำมาพิจารณาเป็นตัวอย่าง ไม่ได้หมายความว่าภาษานั้นถูกกล่าวถึงมาก่อน หรือถูกมอบให้ใครตามความหมายตรงตัว โครงสร้าง a given + คำนามนับได้เอกพจน์ ใช้เลือกสมาชิกหนึ่งอย่างที่เจาะจงจากกลุ่มที่ใหญ่กว่าโดยไม่ต้องระบุว่าเป็นสิ่งใด โครงสร้างนี้พบได้บ่อยในการอธิบายทั่วไปและการวิเคราะห์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ a given ในความหมายว่า “กรณีใดกรณีหนึ่งที่เจาะจงซึ่งกำลังพิจารณาอยู่”
- They have given the class extra homework.
- She was given a new dictionary yesterday.
- For a given temperature, the machine uses the same amount of power each time.
ดูคำตอบ
For a given temperature, the machine uses the same amount of power each time.
follow consistent rules: ปฏิบัติตามกฎที่มั่นคงและสอดคล้องกัน
ในที่นี้ follow rules หมายถึงปฏิบัติตามกฎหรือทำตามกฎ ไม่ใช่ follow ในความหมายว่าเคลื่อนที่ตามหลังใคร ส่วน consistent ขยายคำว่า rules โดยบอกว่ากฎต่าง ๆ ไม่ขัดแย้งกันและไม่เปลี่ยนไปอย่างคาดเดาไม่ได้ เมื่อรวมกัน follow consistent rules หมายถึงดำเนินการตามชุดมาตรฐานที่มั่นคงและสอดคล้องกัน วลีนี้ใช้ได้กับนโยบายภาษา ห้องเรียน องค์กร ขั้นตอนการทำงาน และเกม
แบบฝึกหัด
เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ปฏิบัติตามชุดกฎที่มั่นคงและสอดคล้องกัน”: To make the classroom fair, every group must ____.
ดูคำตอบ
follow consistent rules
while descriptivists see variation and adaptation as a natural and necessary part of language. ไวยากรณ์
1:26ในขณะที่กลุ่มคติพรรณนามองว่าการแปรผันและการปรับตัวเป็นส่วนที่เป็นธรรมชาติและจำเป็นของภาษา
see variation and adaptation as: รูปแบบ see X as Y
see X as Y หมายถึง “มองหรือเข้าใจ X ว่าเป็น Y” ในประโยคนี้ variation and adaptation คือ X และ a natural and necessary part of language คือ Y ในรูปแบบนี้ see แสดงความเห็นหรือการตัดสิน ไม่ได้หมายถึงการมองเห็นด้วยตา ใช้โครงสร้าง see + กรรม + as + คำอธิบาย บทบาท หรือประเภท เพื่อบอกว่าใครคนหนึ่งเข้าใจสิ่งนั้นอย่างไร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบ see X as Y: Good coaches ____ mistakes ____ chances to improve.
ดูคำตอบ
see · as
For much of history: การกำหนดกรอบประวัติศาสตร์ระยะยาว
For much of history หมายถึง “ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ในอดีต” ในที่นี้ for ใช้นำหน้าช่วงเวลา ไม่ได้หมายถึง “เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง” เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลีนี้จะสร้างฉากหลังทางประวัติศาสตร์ที่กว้างให้กับข้อความหลัก much บอกว่าข้อความนั้นครอบคลุมประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าครอบคลุมทุกช่วงเวลาโดยไม่มีข้อยกเว้น
แบบฝึกหัด
เติมภาพรวมทางประวัติศาสตร์ด้วยวลีที่หมายถึง “ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ในอดีต”: ____, long-distance messages traveled slowly.
ดูคำตอบ
For much of history
the vast majority of language: สัดส่วนที่สูงมากอย่างท่วมท้น
โครงสร้าง the vast majority of + คำนาม หมายถึงส่วนหรือจำนวนที่มากอย่างท่วมท้นของสิ่งนั้น vast ขยายความหมายของ majority จึงสื่อว่ามากกว่าเพียงแค่เกินครึ่งเล็กน้อยมาก ในประโยคนี้ language เป็นคำนามนับไม่ได้ที่หมายถึงการใช้ภาษาหรือการสื่อสารของมนุษย์ เมื่อมองเป็นสิ่งเดียวโดยรวม จึงใช้กริยาเอกพจน์ was
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายแบบเป็นทางการที่หมายถึง “สัดส่วนที่สูงมาก”: In the survey, the ____ respondents supported the plan.
ดูคำตอบ
vast majority of
But as people became more interconnected and writing gained importance, โน้ต
1:38แต่เมื่อผู้คนเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้นและการเขียนมีความสำคัญมากขึ้น
as people became more interconnected: ฉากหลังที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง
ในที่นี้ as นำหน้าประโยคย่อยที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงซึ่งค่อย ๆ เกิดขึ้นตามเวลา นั่นคือผู้คนเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น สามารถเข้าใจได้ว่า “ระหว่างที่การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้น” หรือ “ไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้” ประโยคย่อยที่ขึ้นต้นด้วย as วางเงื่อนไขที่กำลังเปลี่ยนแปลงไว้เป็นฉากหลัง เพื่อให้ประโยคหลักที่ตามมานำเสนอผลซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กัน ในบรรทัดเต็ม writing gained importance เชื่อมขนานเป็นการเปลี่ยนแปลงเบื้องหลังอย่างที่สอง as ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ในบทบาทของ” และไม่ได้ระบุเหตุโดยตรงชัดเจนเท่า because
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ as เพื่อนำเสนอการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นฉากหลังของอีกการเปลี่ยนแปลงหนึ่ง
- Because the neighborhood grew, the bus service became more frequent.
- As the neighborhood grew, the bus service became more frequent.
- As a neighborhood, the bus service became more frequent.
ดูคำตอบ
As the neighborhood grew, the bus service became more frequent.
gained importance: มีความสำคัญมากขึ้นตามเวลา
ในประโยคนี้ gained importance หมายถึง “มีความสำคัญมากขึ้น” คำว่า gain ใช้บอกว่าบทบาทหรืออิทธิพลของการเขียนเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าการเขียนได้รับสิ่งของที่จับต้องได้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + gain importance ซึ่งมองว่าความสำคัญเพิ่มขึ้นตามเวลา และต้องเปลี่ยนรูป gain ให้เข้ากับเวลา เช่น gains importance, gained importance หรือ has gained importance
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตธรรมดาของ gain importance: As the town grew, public transportation ____.
ดูคำตอบ
gained importance
written language was standardized to allow broader communication ไวยากรณ์
1:42ภาษาเขียนจึงถูกกำหนดเป็นมาตรฐานเพื่อให้สามารถสื่อสารได้กว้างขวางขึ้น
was standardized to allow: รูปถูกกระทำร่วมกับ to-infinitive บอกจุดประสงค์
ใน written language was standardized ประธานเป็นผู้รับการกระทำ ดังนั้น was standardized จึงเป็นรูปอดีตของประโยคถูกกระทำ หมายความว่ามีบุคคลหรือกลุ่มหนึ่งทำให้ภาษาเขียนเป็นไปตามมาตรฐานร่วมกัน โดยไม่ระบุผู้กระทำเพราะเน้นที่การเปลี่ยนแปลงนั้นเอง To allow broader communication เป็น to-infinitive ที่บอกจุดประสงค์ และตอบคำถามว่า “ทำไมจึงทำให้เป็นมาตรฐาน” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ สิ่งของ + be + กริยาช่องที่ 3 + to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้อธิบายจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้ของการออกแบบ กฎ หรือการเปลี่ยนแปลง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ โดยเปลี่ยน simplify เป็นรูปอดีตของประโยคถูกกระทำ แล้วใช้ to help เพื่อบอกจุดประสงค์: The instructions ____ new users understand the app.
ดูคำตอบ
were simplified to help
and ensure that people in different parts of a realm could understand each other. โน้ต
1:46และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้คนในส่วนต่างๆ ของอาณาจักรสามารถเข้าใจกันได้
ensure that: การรับรองผลลัพธ์อย่างเป็นทางการ
โครงสร้าง ensure that + อนุประโยค หมายถึงการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อให้ผลลัพธ์ที่กล่าวไว้เกิดขึ้นหรือยังคงเป็นจริง อนุประโยคหลัง that ระบุผลลัพธ์ที่ต้องการรับรอง ในประโยคนี้คือผู้คนทั่วอาณาจักรสามารถเข้าใจกันได้ โครงสร้างนี้พบบ่อยในคำอธิบาย คำแนะนำ นโยบาย และการบอกจุดประสงค์ของแผนที่เป็นทางการ ในภาษาพูดทั่วไป make sure that มักสื่อความหมายพื้นฐานเดียวกันแต่เป็นกันเองกว่า
แบบฝึกหัด
เติมคำแนะนำอย่างเป็นทางการด้วยสำนวนเป้าหมาย: Check the lid to ____ the container is tightly closed.
ดูคำตอบ
ensure that
a realm: ดินแดนทางประวัติศาสตร์ภายใต้ผู้ปกครอง
ในประโยคนี้ a realm หมายถึงดินแดนทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ผู้ปกครองหรืออำนาจการปกครองเดียวกัน กล่าวโดยคร่าว ๆ คือราชอาณาจักรหรือเขตปกครองที่มองในฐานะพื้นที่อำนาจ ดังนั้น different parts of a realm จึงหมายถึงภูมิภาคต่าง ๆ ภายในดินแดนทางการเมืองในประวัติศาสตร์เดียวกัน คำนี้ช่วยบอกว่าฉากหลังเกี่ยวข้องกับการปกครองและอำนาจเหนือดินแดน ไม่ใช่เพียงสถานที่ทั่วไป น้ำเสียงเชิงประวัติศาสตร์หรือวรรณกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของความหมายในที่นี้
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Messengers carried the new law to every village in the realm,” คำว่า realm หมายถึงอะไร?
- สาขาวิชาทางวิชาการ
- ห้องธรรมดาภายในบ้าน
- ดินแดนที่อยู่ภายใต้ผู้ปกครองคนหนึ่ง
ดูคำตอบ
ดินแดนที่อยู่ภายใต้ผู้ปกครองคนหนึ่ง
this standard form came to be considered the only proper one, โน้ต
1:52รูปแบบมาตรฐานนี้กลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นรูปแบบที่ถูกต้องเพียงรูปแบบเดียว
came to be considered: การประเมินที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
Come to + คำกริยา อาจหมายถึงการค่อย ๆ เข้าสู่สภาวะหนึ่ง ไม่ใช่การเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง ใน came to be considered นั้น came to แสดงว่าการประเมินนี้ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตามเวลา ส่วน be considered เป็นรูปประโยคแบบถูกกระทำ ซึ่งบอกว่าคนอื่นมองประธานอย่างไร โครงสร้าง come to be + กริยาช่องที่สาม ใช้อธิบายชื่อเสียง สถานะ หรือความเชื่อร่วมที่ค่อย ๆ เป็นที่ยอมรับได้ ในที่นี้แสดงว่ารูปแบบมาตรฐานไม่ได้ถูกมองเช่นนี้มาโดยตลอด
แบบฝึกหัด
ใช้ come to be + กริยาช่องที่สามของ consider ในรูปอดีตเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Over time, the old station ____ a city landmark.
ดูคำตอบ
came to be considered
the only proper one: รูปแบบเดียวที่ได้รับการยอมรับว่าถูกต้อง
ในที่นี้ proper หมายถึงได้รับการยอมรับว่าถูกต้องตามมาตรฐานภาษา ไม่ได้หมายถึงเพียงเป็นทางการ สุภาพ หรือเหมาะสมเท่านั้น One ใช้แทน standard form เพื่อไม่ให้กล่าวซ้ำ Only ทำให้ข้อความนี้มีความหมายแบบกีดกันตัวเลือกอื่น รูปแบบนี้ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกเดียวที่ถูกต้อง ดังนั้นรูปแบบอื่นจึงถูกมองโดยนัยว่าไม่ถูกต้อง ประโยคนี้รายงานการตัดสินทางสังคมแบบยึดกฎเกณฑ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่าภาษารูปแบบอื่นไม่มีกฎของตนเอง
แบบฝึกหัด
วลี the only proper one สื่อความหมายใดในประโยคนี้?
- รูปแบบนี้ใช้เฉพาะในโอกาสที่เป็นทางการ
- รูปแบบหนึ่งถูกมองว่าถูกต้อง ส่วนรูปแบบอื่นถูกตัดออก
- ทุกรูปแบบถูกมองว่ายอมรับได้เท่าเทียมกัน
ดูคำตอบ
รูปแบบหนึ่งถูกมองว่าถูกต้อง ส่วนรูปแบบอื่นถูกตัดออก
despite being derived from just one of many spoken varieties, โน้ต
1:56ทั้งๆ ที่มันมาจากความหลากหลายของการพูดเพียงรูปแบบเดียว
despite being derived from: โครงสร้างแสดงความขัดแย้งแบบกระชับ
despite ใช้เกริ่นข้อมูลที่ยอมรับว่าเป็นจริงแต่ตัดกับข้อความที่ตามมา กล่าวคือ การที่สิ่งหนึ่งมีที่มาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งไม่ได้ขัดขวางข้อเท็จจริงอีกด้านที่ตามมา ในที่นี้ being derived from เป็นอนุประโยค -ing รูปถูกกระทำ โดยมีประธานที่เข้าใจกันอยู่แล้วคือสิ่งที่มีที่มาจากหนึ่งในรูปแบบภาษาพูด after despite ต้องตามด้วยนามวลีหรืออนุประโยค -ing ดังนั้น despite being derived from จึงเป็นรูปย่อที่กระชับกว่าของ although it was derived from โครงสร้างนี้เหมาะเป็นพิเศษกับคำอธิบายที่ค่อนข้างเป็นทางการ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย despite + being + รูป past participle ของ derive: ____ an older design, the app looks modern.
ดูคำตอบ
Despite being derived from
spoken varieties: รูปแบบภาษาพูดที่มีระบบ
ในการศึกษาภาษา spoken varieties หมายถึงรูปแบบต่าง ๆ ของภาษาที่คนใช้พูดจริงและมีระบบของตนเอง ความแตกต่างอาจเกี่ยวข้องกับภูมิภาค กลุ่มสังคม หรือสถานการณ์ โดย variety เป็นคำรวมที่เป็นกลาง ในวลี one of many คำว่า varieties เป็นพหูพจน์ เพราะกำลังกล่าวถึงรูปแบบภาษาพูดที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ คำนี้ไม่ได้ตัดสินว่ารูปแบบหนึ่งดีกว่าอีกรูปแบบโดยธรรมชาติ
แบบฝึกหัด
ในการอภิปรายเรื่องภาษา spoken varieties หมายถึงอะไร?
- ความผิดพลาดในการพูดแบบสุ่มที่ไม่มีแบบแผนร่วมกัน
- อุปกรณ์เสียงยี่ห้อต่าง ๆ
- รูปแบบภาษาพูดที่มีระบบซึ่งใช้โดยกลุ่มต่าง ๆ หรือในสถานการณ์ต่าง ๆ
ดูคำตอบ
รูปแบบภาษาพูดที่มีระบบซึ่งใช้โดยกลุ่มต่าง ๆ หรือในสถานการณ์ต่าง ๆ
people in power. — ผู้มีอำนาจ
people in power หมายถึงผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง อำนาจในสถาบัน หรืออำนาจในองค์กรอยู่ในปัจจุบัน และสามารถตัดสินใจหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสำคัญได้ ส่วน in power บอกถึงสถานะที่มีอำนาจ ไม่ได้เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกับไฟฟ้า ในประโยคนี้ that อ้างกลับไปถึง spoken variety หรือรูปแบบภาษาพูดที่กล่าวถึงก่อนหน้า ดังนั้นวลีนี้จึงบอกว่ารูปแบบภาษาของใครมักกลายเป็นมาตรฐาน นั่นคือรูปแบบภาษาของกลุ่มคนที่มีอำนาจทางสังคม ประโยคนี้เชื่อมโยงมาตรฐานภาษากับอำนาจ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ people in power ในความหมายว่า ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ
- The people in the power station repaired the cables.
- The people in power approved the new law.
- The people with power banks charged their phones.
ดูคำตอบ
The people in power approved the new law.
Language purists worked to establish and propagate this standard โน้ต
2:02ผู้ที่ยึดติดในความบริสุทธิ์ของภาษาได้ทำงานเพื่อสร้างและเผยแพร่มาตรฐานนี้
Language purists — ผู้พิทักษ์ภาษาที่เชื่อว่าบริสุทธิ์
Language purists หมายถึงผู้ที่เชื่อว่าภาษาควรคงอยู่ใกล้กับรูปแบบดั้งเดิมหรือรูปแบบที่เชื่อว่า “บริสุทธิ์” คนกลุ่มนี้มักคัดค้านคำยืม สำนวนใหม่ หรือรูปแบบที่พวกเขาตัดสินว่าไม่เป็นมาตรฐาน ในประโยคนี้ กลุ่มคนดังกล่าวถูกนำเสนอว่าเป็นพลังที่พยายามสร้างและเผยแพร่มาตรฐานหนึ่ง ๆ Purist ไม่ได้เกี่ยวกับความสะอาด แต่เป็นคำเรียกที่อาจสื่อว่าผู้พูดมองจุดยืนของกลุ่มนี้ว่าเคร่งครัดหรือจำกัดมากเกินไป
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ language purists มากที่สุดในการอภิปรายเรื่องคำใหม่
- ผู้ที่สนับสนุนอย่างมากให้ใช้รูปแบบภาษาดั้งเดิมหรือรูปแบบที่เชื่อว่าบริสุทธิ์
- ผู้ที่แปลทุกคำเป็นภาษาอื่น
- ผู้ที่ศึกษาว่าเด็กเรียนรู้การพูดอย่างไร
ดูคำตอบ
ผู้ที่สนับสนุนอย่างมากให้ใช้รูปแบบภาษาดั้งเดิมหรือรูปแบบที่เชื่อว่าบริสุทธิ์
establish and propagate this standard: วางและเผยแพร่มาตรฐาน
ในประโยคนี้ establish หมายถึงทำให้มาตรฐานได้รับการยอมรับหรือตั้งมั่นอย่างชัดเจน ส่วน propagate หมายถึงเผยแพร่มาตรฐานนั้นไปสู่คนจำนวนมากขึ้น เมื่อนำมาใช้ด้วยกัน คำกริยาทั้งสองแสดงสองขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกัน คือทำให้มาตรฐานได้รับการยอมรับ แล้วจึงขยายอิทธิพลของมาตรฐานนั้น ในที่นี้ propagate หมายถึงการเผยแพร่มาตรฐานหรือแนวคิด ไม่ได้ใช้ในความหมายทางชีววิทยาที่หมายถึงการขยายพันธุ์พืช สัตว์ หรือเซลล์
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ establish และ propagate ในรูปที่ถูกต้อง: The institute worked to ____ the new safety standard.
ดูคำตอบ
establish and propagate
by detailing a set of rules that reflected the established grammar of their times. โน้ต
2:07โดยการให้รายละเอียดของชุดกฎที่สะท้อนถึงไวยากรณ์ที่เป็นที่ยอมรับในยุคสมัยของพวกเขา
by detailing a set of rules: ใช้ by + -ing เพื่อบอกวิธี
By detailing a set of rules หมายถึง “ด้วยการอธิบายชุดกฎอย่างละเอียด” รูปแบบ by + คำกริยา-ing แสดงว่าการกระทำก่อนหน้านี้ทำสำเร็จด้วยวิธีใด ในที่นี้เป็นการบอกวิธีที่ใช้ในการวางและเผยแพร่มาตรฐาน Detailing เป็นรูป -ing ของคำกริยา detail ซึ่งหมายถึงให้ข้อมูลเฉพาะอย่างละเอียด ส่วน A set of rules หมายถึงกลุ่มกฎที่เกี่ยวข้องกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย by และรูปที่ถูกต้องของ check เพื่อแสดงวิธีการ: The team reduced errors ____ every report twice.
ดูคำตอบ
by checking
the established grammar of their times: ไวยากรณ์ที่ได้รับการยอมรับในยุคนั้น
ในประโยคนี้ established หมายถึง “ได้รับการยอมรับและถือเป็นมาตรฐานแล้ว” ไม่ได้หมายถึงเพียง “ถูกสร้างขึ้น” วลี the established grammar of their times หมายถึงกฎไวยากรณ์ที่ผู้คนในช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์นั้นมองว่าเป็นเรื่องปกติหรือมีอำนาจเป็นมาตรฐาน โครงสร้าง established + คำนาม มักใช้บอกกฎ แนวปฏิบัติ หรือระบบที่ได้รับการยอมรับและใช้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นยุติธรรม ถูกต้อง หรือจะไม่เปลี่ยนแปลงเสมอไป
แบบฝึกหัด
“the established grammar of their times” ในที่นี้หมายถึงอะไร?
- หมายถึงไวยากรณ์ใหม่ที่กำลังถูกคิดค้นขึ้นในขณะนั้น
- หมายถึงไวยากรณ์ที่ใช้เพื่อสร้างประโยคเท่านั้น
- หมายถึงไวยากรณ์ที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นมาตรฐานในยุคนั้น
ดูคำตอบ
หมายถึงไวยากรณ์ที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นมาตรฐานในยุคนั้น
And rules for written grammar were applied to spoken language as well. ไวยากรณ์
2:12และกฎของไวยากรณ์ในการเขียนก็ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับภาษาพูดด้วยเช่นกัน
were applied to spoken language: รูปถูกกระทำของ apply A to B
Were applied to spoken language เป็นรูปถูกกระทำของ apply A to B ในที่นี้กฎไวยากรณ์ภาษาเขียนคือ A และ spoken language คือ B หมายความว่าผู้คนนำกฎเหล่านั้นมาใช้กับการพูดด้วย รูปถูกกระทำเน้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับกฎ โดยไม่ระบุว่าใครเป็นผู้นำกฎไปใช้ ในโครงสร้างนี้ apply หมายถึง “นำบางสิ่งไปใช้ในสถานการณ์หนึ่ง” ไม่ได้หมายถึง “สมัครหรือยื่นคำขอ”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำในอดีตของ apply A to B: The new safety rules ____ every department.
ดูคำตอบ
were applied to
Speech patterns that deviated from the written rules were considered corruptions or signs of low social status, โน้ต
2:17รูปแบบการพูดที่เบี่ยงเบนไปจากกฎของการเขียนถูกมองว่าเป็นความบกพร่องหรือสัญญาณของสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อย
deviated from the written rules: เบี่ยงเบนจากกฎภาษาเขียน
Deviated from หมายถึง “เบี่ยงเบนออกจาก” หรือ “ไม่ทำตาม” มาตรฐาน ในที่นี้กฎภาษาเขียนเป็นมาตรฐาน และรูปแบบการพูดเหล่านั้นไม่ได้ทำตามกฎดังกล่าว สำนวนนี้ไม่ได้เพียงบอกว่าสองสิ่งแตกต่างกัน แต่ deviate from กำหนดให้สิ่งหนึ่งเป็นเส้นทางหรือกฎที่คาดไว้ และอีกสิ่งหนึ่งออกห่างจากจุดอ้างอิงนั้น โครงสร้างคือ deviate from + กฎ แผน บรรทัดฐาน เส้นทาง หรือผลลัพธ์ที่คาดไว้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตกาลของ deviate from: During the storm, the flight ____ its planned route.
ดูคำตอบ
deviated from
corruptions or signs of low social status: ความเสื่อมของภาษาหรือสัญญาณของสถานะทางสังคมที่ต่ำ
ในที่นี้คำว่า corruptions หมายถึงรูปแบบภาษาที่ผู้คนตัดสินว่าเสื่อมเสีย ไม่บริสุทธิ์ หรือไม่ถูกต้อง ไม่ได้หมายถึงการติดสินบนหรือการทุจริตของรัฐบาล ส่วน signs of low social status หมายถึงร่องรอยที่คนคิดว่าแสดงว่าผู้พูดอยู่ในชนชั้นทางสังคมที่ต่ำกว่า รูปประโยคแบบถูกกระทำ were considered แสดงว่านี่คือการตัดสินทางสังคม ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วเกี่ยวกับคุณภาพของการพูด วลีนี้เผยให้เห็นว่ากฎเกี่ยวกับภาษาที่ “ถูกต้อง” ถูกใช้เพื่อตีตราผู้พูดอย่างไร
แบบฝึกหัด
ในประโยคเดิม were considered corruptions or signs of low social status สื่อความหมายอะไร?
- ผู้คนเชื่อว่ารูปแบบการพูดเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการติดสินบนทางการเมือง
- ผู้คนพิสูจน์อย่างเป็นกลางว่ารูปแบบการพูดเหล่านี้ด้อยกว่าในทางภาษา
- ผู้คนตัดสินว่ารูปแบบการพูดเหล่านี้เสื่อมเสียและเชื่อมโยงกับชนชั้นทางสังคมที่ต่ำกว่า
ดูคำตอบ
ผู้คนตัดสินว่ารูปแบบการพูดเหล่านี้เสื่อมเสียและเชื่อมโยงกับชนชั้นทางสังคมที่ต่ำกว่า
and many people who had grown up speaking in these ways were forced to adopt the standardized form. ไวยากรณ์
2:24และผู้คนมากมายที่เติบโตขึ้นมากับการพูดในรูปแบบเหล่านี้ถูกบังคับให้ยอมรับรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน
had grown up speaking: นิสัยทางภาษาที่ก่อตัวในวัยเด็กก่อนเหตุการณ์อดีตอีกเหตุการณ์หนึ่ง
Grow up + -ing ใช้บอกกิจกรรมหรือนิสัยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงวัยเด็ก ใน had grown up speaking คำว่า speaking คือสิ่งที่พวกเขาทำเป็นประจำระหว่างเติบโต ไม่ใช่จุดประสงค์ของการเติบโต Had grown up เป็น past perfect โดยมองย้อนกลับไปจากเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดภายหลังคือ were forced และแสดงว่าวิธีพูดของพวกเขาได้ก่อตัวขึ้นแล้วก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป past perfect ของ grow up speaking: Before Maya moved abroad, she ____ two languages at home.
ดูคำตอบ
had grown up speaking
were forced to adopt: รูปถูกกระทำที่แสดงการบังคับ
Be forced to + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นรูปถูกกระทำของ force someone to do something ส่วน were forced to adopt แสดงว่าอำนาจ แรงกดดัน หรือสถานการณ์ภายนอกทำให้คนเหล่านี้ไม่มีทางเลือกอย่างแท้จริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบภาษา ในที่นี้ adopt หมายถึงยอมรับและเริ่มใช้รูปแบบ ระบบ วิธีการ หรือแนวปฏิบัติ ไม่ได้หมายถึงการรับเด็กมาเป็นบุตรบุญธรรม
แบบฝึกหัด
ใช้ force และ adopt ในรูปถูกกระทำเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: When the school removed the old system, the teachers ____ the new one.
ดูคำตอบ
were forced to adopt
More recently, however: เลื่อนเวลาไปข้างหน้าและส่งสัญญาณความขัดแย้ง
More recently เลื่อนกรอบเวลาจากช่วงก่อนหน้าไปยังช่วงที่ใกล้ปัจจุบันมากขึ้น ส่วน however บอกว่าแนวคิดถัดไปขัดแย้งกับคำอธิบายหรือสิ่งที่คาดไว้ก่อนหน้า คำบอกสัญญาณทั้งสองช่วยจัดระเบียบการเปลี่ยนทั้งด้านเวลาและมุมมอง กล่าวคือ จุดยืนเดิมตามมาด้วยจุดยืนที่ใหม่กว่าและแตกต่างออกไป เครื่องหมายจุลภาคแยก however ในฐานะคำวิเศษณ์ที่ขยายทั้งประโยค แต่หน้าที่หลักในที่นี้คือชี้ความขัดแย้งกับเนื้อหาก่อนหน้า
แบบฝึกหัด
บทความเพิ่งอธิบายความเชื่อเก่าไป ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับนำเสนอข้อค้นพบที่ใหม่กว่าและโต้แย้งความเชื่อนั้น
- More recently, for example, researchers have provided another illustration of that belief.
- More recently, however, researchers have questioned that belief.
- At the same time, researchers described the belief in detail.
ดูคำตอบ
More recently, however, researchers have questioned that belief.
linguists have understood that speech is a separate phenomenon from writing, การใช้คำ
2:31นักภาษาศาสตร์ได้เข้าใจว่าการพูดเป็นปรากฏการณ์ที่แยกออกจากการเขียน
a separate phenomenon from writing: ชี้ความแตกต่างเชิงแนวคิด
วลี a separate phenomenon from writing อธิบายว่าภาษาพูดเป็นสิ่งที่แตกต่างจากภาษาเขียนในเชิงแนวคิด Separate from ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงระยะห่างทางกายภาพ แต่หมายความว่าภาษาพูดมีรูปแบบของตนเองและไม่ได้เป็นเพียงภาษาเขียนที่เปลี่ยนเป็นเสียง โครงสร้าง A is a separate phenomenon from B สามารถนำไปใช้เพื่อเสนอหัวข้อสองอย่างที่เกี่ยวข้องกันว่าเป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจหรือศึกษาแยกกัน โครงสร้างนี้ชี้ความแตกต่างที่แท้จริงโดยไม่ได้อ้างว่า A และ B ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
แบบฝึกหัด
ประโยคใดกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติว่าผลลัพธ์สองอย่างที่เกี่ยวข้องกันไม่ควรถูกมองว่าเป็นปรากฏการณ์เดียวกัน
- Online popularity has no possible connection to professional success.
- Online popularity is a reliable measure of professional success.
- Online popularity is a separate phenomenon from professional success.
ดูคำตอบ
Online popularity is a separate phenomenon from professional success.
with its own regularities and patterns: ความสม่ำเสมอและรูปแบบเฉพาะของตัวเอง
วลีบุพบท with its own regularities and patterns เพิ่มลักษณะอย่างหนึ่งของภาษาพูด นั่นคือ ภาษาพูดมีระบบที่เป็นของตัวเอง ในที่นี้ its หมายถึง speech และ own เน้นว่าระบบนี้อาจแตกต่างจากรูปแบบของภาษาอีกลักษณะหนึ่ง เช่น ภาษาเขียน regularities เป็นคำนามพหูพจน์ หมายถึงลักษณะที่สม่ำเสมอและสังเกตเห็นซ้ำ ๆ ได้ ส่วน patterns หมายถึงการจัดวางหรือรูปแบบที่เกิดซ้ำ สองคำนี้แสดงว่าภาษาพูดมีการจัดระบบ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ with its own ได้ถูกต้องเพื่อแสดงว่าอุปกรณ์มีระบบเฉพาะของตัวเอง
- The device operates with it's own set of safety rules.
- The device operates with its owns set of safety rules.
- The device operates with its own set of safety rules.
ดูคำตอบ
The device operates with its own set of safety rules.
Most of us learn to speak at such an early age that we don't even remember it. ไวยากรณ์
2:38พวกเราส่วนใหญ่เรียนรู้ที่จะพูดตั้งแต่อายุยังน้อยจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำ
such an early age that: ระดับและผลลัพธ์
โครงสร้าง such + a/an + คำคุณศัพท์ + คำนามนับได้เอกพจน์ + อนุประโยค that เชื่อมระดับที่มากเข้ากับผลที่เกิดขึ้น ใน at such an early age that... คำว่า such ขยายกลุ่มคำนาม an early age ทั้งกลุ่ม และอนุประโยค that บอกผลว่า คนส่วนใหญ่จำไม่ได้ว่าเคยเรียนพูดอย่างไร การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตามมา ใช้ such หน้ากลุ่มคำนามเต็มแบบนี้ แต่ถ้าขยายคำคุณศัพท์โดยตรง ให้ใช้ so เช่น so young that...
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างบอกผล such...that: It was ____ difficult puzzle ____ nobody could solve it.
ดูคำตอบ
such a · that
spoken repertoire: ชุดทรัพยากรภาษาพูดส่วนบุคคล
ในประโยคนี้ spoken repertoire หมายถึงชุดของสำนวน รูปแบบประโยค นิสัยด้านการออกเสียง และวิธีพูดที่คนคนหนึ่งสามารถนำมาใช้ขณะพูดได้ จึงเป็นทรัพยากรภาษาพูดส่วนบุคคลที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่สุนทรพจน์หนึ่งบทที่เตรียมไว้ repertoire มักหมายถึงผลงานที่นักแสดงสามารถนำมาแสดงได้ แต่ยังมีความหมายกว้างกว่านั้น คือชุดทักษะหรือวิธีตอบสนองที่พร้อมนำมาใช้ คำว่า spoken จำกัดความหมายกว้างนี้ให้อยู่ในเรื่องการพูด
แบบฝึกหัด
spoken repertoire ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- ชุดทรัพยากรภาษาพูดที่บุคคลสามารถนำมาใช้ได้
- รายการกฎไวยากรณ์ที่เขียนไว้เพื่อท่องจำ
- สุนทรพจน์หนึ่งบทที่บุคคลซ้อมไว้
ดูคำตอบ
ชุดทรัพยากรภาษาพูดที่บุคคลสามารถนำมาใช้ได้
through unconscious habits, not memorized rules: รูปแบบ through A, not B
Through unconscious habits บอกวิธีที่ทำให้คลังภาษาพูดพัฒนาขึ้น ในที่นี้ through หมายถึง “โดยอาศัย” ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนผ่านจากด้านหนึ่งของสถานที่ไปยังอีกด้านหนึ่ง รูปแบบ through A, not B นำเสนอวิธีที่เกิดขึ้นจริงคือ A ก่อน แล้วตัดคำอธิบายอีกแบบคือ B ออกทันที การทำให้ A และ B มีโครงสร้างขนานกันช่วยให้ความแตกต่างชัดเจน ในประโยคนี้ทั้งสองส่วนเป็นนามวลี
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ through A, not B อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเปรียบเทียบวิธีสองแบบที่มีโครงสร้างขนานกัน
- We improved the plan through careful, not guessing the answer.
- We improved the plan because careful testing, not guesswork.
- We improved the plan through careful testing, not guesswork.
ดูคำตอบ
We improved the plan through careful testing, not guesswork.
And because speech also uses mood and intonation for meaning, การใช้คำ
2:48และเนื่องจากการพูดใช้อารมณ์และน้ำเสียงเพื่อสื่อความหมายด้วย
mood and intonation: ความหมายที่ถ่ายทอดผ่านเสียง
ในประโยคนี้ mood หมายถึงท่าทีหรือสีสันทางอารมณ์ที่ถ่ายทอดผ่านวิธีพูด เช่น ความอบอุ่น ความสงสัย ความไม่อดทน หรือการประชด ไม่ได้หมายถึงเพียงความรู้สึกภายในของผู้พูด ส่วน intonation คือรูปแบบการขึ้นลงของเสียง ซึ่งมักทำงานร่วมกับการเน้นเสียง สิ่งเหล่านี้เพิ่มความหมายที่นอกเหนือจากคำศัพท์และไวยากรณ์ได้ คำพูดเดียวกันอาจฟังดูจริงใจ สงสัย เหมือนกำลังถาม หรือประชดประชันได้ ขึ้นอยู่กับ mood และ intonation
แบบฝึกหัด
mood and intonation ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- ท่าทีของผู้พูดและการขึ้นลงของเสียง
- กฎไวยากรณ์และเครื่องหมายวรรคตอนที่ใช้ในการเขียน
- ความรู้สึกระยะยาวของผู้พูดและการสะกดคำ
ดูคำตอบ
ท่าทีของผู้พูดและการขึ้นลงของเสียง
adapting to the needs of speakers and listeners. วลี
2:55ปรับให้เข้ากับความต้องการของผู้พูดและผู้ฟัง
adapting to the needs of speakers and listeners: ปรับตามความต้องการของผู้พูดและผู้ฟัง
รูปแบบ adapt to the needs of someone หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สิ่งหนึ่งเหมาะหรือใช้งานได้ดีขึ้นสำหรับบุคคลหรือกลุ่มนั้น ในที่นี้ โครงสร้างของภาษาพูดยืดหยุ่นได้ เพราะปรับตามสิ่งที่ผู้พูดและผู้ฟังต้องการ Adapting เป็นวลี participle รูป -ing ที่เพิ่มข้อมูลว่าโครงสร้างที่ยืดหยุ่นนั้นทำอะไร คือปรับตามความต้องการของผู้คน ไม่ใช่กริยาหลักอีกตัวหนึ่ง รูปแบบพื้นฐานคือ adapt to + คำนาม: adapt to the needs of users.
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่อได้ถูกต้องว่าหลักสูตรปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้เรียนอายุน้อย
- The course adapts with the needs from young learners.
- The course adapts to the needs of young learners.
- The course adapts the needs of young learners.
ดูคำตอบ
The course adapts to the needs of young learners.
This could mean avoiding complex clauses that are hard to parse in real time, โน้ต
2:58สิ่งนี้อาจหมายถึงการหลีกเลี่ยงอนุประโยคที่ซับซ้อนซึ่งยากต่อการแยกแยะในเวลาจริง
hard to parse in real time: เข้าใจโครงสร้างขณะที่ได้ยินคำพูด
ในที่นี้ parse หมายถึงการระบุโครงสร้างทางไวยากรณ์ของภาษาเพื่อให้เข้าใจส่วนต่าง ๆ และความสัมพันธ์ระหว่างส่วนนั้นได้ คำนี้ใช้บรรยายสิ่งที่มนุษย์ทำขณะฟังได้ ไม่ได้หมายถึงการประมวลผลของซอฟต์แวร์เท่านั้น in real time หมายถึงการประมวลผลคำในขณะที่คำกำลังเข้ามา โดยไม่หยุดไว้ศึกษาในภายหลัง ดังนั้น hard to parse in real time จึงบรรยายอนุประโยคที่จับโครงสร้างได้ยากทันทีขณะฟัง แม้ว่าอาจเข้าใจได้ในภายหลัง
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ hard to parse in real time หมายถึงอะไร
- คอมพิวเตอร์พิมพ์อนุประโยคนั้นออกมาอย่างรวดเร็วได้ยาก
- อนุประโยคนั้นไม่มีทางเข้าใจได้แม้จะอ่านซ้ำอย่างละเอียด
- ยากที่จะจับโครงสร้างของอนุประโยคในขณะที่กำลังฟัง
ดูคำตอบ
ยากที่จะจับโครงสร้างของอนุประโยคในขณะที่กำลังฟัง
making changes to avoid awkward pronunciation, วลี
3:03การเปลี่ยนแปลงเพื่อหลีกเลี่ยงการออกเสียงที่ตะกุกตะกัก
awkward pronunciation: การออกเสียงที่พูดยากหรือไม่เป็นธรรมชาติ
awkward pronunciation หมายถึงการออกเสียงเสียงหนึ่งหรือชุดเสียงหนึ่งที่พูดให้ลื่นไหลได้ยาก หรือฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ ในที่นี้ awkward บอกถึงความรู้สึกขณะพูดหรือผลของการพูด ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ผิดทางศีลธรรม ในวลี avoid awkward pronunciation แนวคิดคือผู้พูดอาจปรับวิธีที่เสียงเชื่อมต่อกัน เพื่อให้พูดคำต่าง ๆ ได้ง่ายและลื่นไหลขึ้น โดยทั่วไป awkward ยังใช้บรรยายคำพูด การเคลื่อนไหว หรือสถานการณ์ทางสังคมที่ไม่ลื่นไหลหรือไม่เป็นธรรมชาติได้
แบบฝึกหัด
ใน making changes to avoid awkward pronunciation คำว่า awkward pronunciation หมายถึงอะไร
- การออกเสียงที่ยอมรับไม่ได้ในทางศีลธรรม
- ชุดเสียงที่พูดได้ยากหรือฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ
- รูปแบบการสะกดที่ใช้เฉพาะในงานเขียนทางการ
ดูคำตอบ
ชุดเสียงที่พูดได้ยากหรือฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ
could mean avoiding ... making ... or removing: การกระทำรูป -ing ที่วางขนานกัน
could mean + รูป -ing นำเสนอการกระทำว่าเป็นความหมายหรือผลในทางปฏิบัติอย่างหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ ในที่นี้ could ทำให้ข้อความไม่ใช่การยืนยันอย่างแน่นอน กล่าวคือ สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีที่ This อาจทำงาน ไม่ใช่ผลที่ต้องเกิดขึ้นเสมอ avoiding..., making... และ removing... เป็นวลี -ing สามชุดที่วางขนานกันและเติมเนื้อหาให้ mean วลีเหล่านี้เรียกการกระทำในลักษณะคล้ายคำนาม ไม่ใช่รูปกำลังกระทำ การแจกแจงแต่ละรายการต้องใช้รูป -ing เหมือนกัน และใช้ or หน้าตัวเลือกสุดท้าย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ reduce, simplify และ remove: Making the app easier to use could mean ____ the number of menus, ____ the instructions, or ____ an unnecessary step.
ดูคำตอบ
reducing · simplifying · removing
understand and map such differences: ทำความเข้าใจและจัดระบบความแตกต่างเหล่านั้น
ใน understand and map such differences คำว่า understand หมายถึงการทำความเข้าใจว่าความแตกต่างคืออะไรและเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ส่วน map เป็นคำกริยาที่มีความหมายเชิงนามธรรม คือระบุความแตกต่างอย่างเป็นระบบและแสดงรูปแบบ การกระจายตัว หรือความสัมพันธ์ของความแตกต่างเหล่านั้น คำกริยาทั้งสองแสดงการวิเคราะห์สองขั้นตอน ได้แก่ ทำความเข้าใจความแตกต่างก่อน แล้วจึงจัดระเบียบให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน ส่วน such differences ย้อนกลับไปหมายถึงความแตกต่างที่กล่าวถึงแล้ว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ map ในความหมายเชิงนามธรรมแบบเดียวกับ map such differences
- The report maps changes in rainfall across the region.
- She drew a map of the island.
- We checked the map before leaving the station.
ดูคำตอบ
The report maps changes in rainfall across the region.
without dictating correct ones: กำหนดขอบเขตด้วย without + -ing
without + -ing แสดงว่ามีการทำกริยาหลักโดยไม่ได้ทำอีกกริยาหนึ่ง ในที่นี้ แนวทางดังกล่าวพยายามทำความเข้าใจและจัดระบบความแตกต่าง แต่ไม่ได้ตั้งกฎว่ารูปแบบภาษาใดถูกต้อง วลีนี้จึงกำหนดขอบเขตว่าแนวทางดังกล่าวทำอะไรบ้าง ในบริบทนี้ dictate หมายถึง “ตัดสินหรือกำหนดโดยใช้อำนาจ” ไม่ใช่ “พูดให้ผู้อื่นเขียนตาม” ส่วน ones ใช้แทนรูปแบบหรือการใช้ภาษาเพื่อไม่ต้องกล่าวคำนามซ้ำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ without และรูป -ing ของ impose: The coach offered several options ____ one solution.
ดูคำตอบ
without imposing
is known as descriptivism: แนะนำศัพท์ด้วย be known as
be known as หมายถึง “ถูกเรียกว่า” และใช้เพื่อแนะนำชื่อ ตำแหน่ง หรือศัพท์เฉพาะที่เป็นที่ยอมรับ ในที่นี้ มีการอธิบายวิธีการก่อน แล้วจึงระบุศัพท์ว่า descriptivism โครงสร้างคือ A + be known as + B โดย A คือสิ่งที่ได้รับการตั้งชื่อ และ B คือชื่อนั้น รูปประโยคแบบถูกกระทำเน้นชื่อที่ผู้คนใช้เรียก ไม่ได้เน้นว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งรู้จัก A หรือไม่
แบบฝึกหัด
ใช้ be known as ในรูปที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยค: A word formed from the first letters of other words ____ an acronym.
ดูคำตอบ
is known as
Rather than deciding how language should be used, ไวยากรณ์
3:17แทนที่จะเป็นคนตัดสินว่าควรใช้ภาษาอย่างไร
Rather than deciding: เปรียบเทียบการกระทำด้วย rather than + -ing
ในประโยคนี้ Rather than deciding ระบุการกระทำที่ไม่ได้เลือกทำ เนื่องจาก decide อยู่หลัง rather than ในรูป -ing วลีนี้จึงหมายถึงไม่ตัดสินหรือแทนที่จะตัดสิน อีกด้านของการเปรียบต่างอยู่ในประโยคหลักที่ตามมา กล่าวคือ ประธานไม่ทำ A แต่ทำ B รูปแบบนี้ช่วยให้เปรียบเทียบสองทางเลือกหรือสองวิธีได้อย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
ใช้ rather than และรูป -ing ของ buy เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ a new bike, Ava repaired the old one.
ดูคำตอบ
Rather than buying
how language should be used: ลำดับคำในอนุประโยค how ที่ฝังอยู่
how language should be used เป็นอนุประโยค how ที่ฝังอยู่ในประโยคที่ใหญ่กว่า อนุประโยคทั้งหมดเป็นเนื้อหาของ deciding โดยบอกว่ากำลังตัดสินเรื่องอะไร ภายในอนุประโยค should be used ประกอบด้วยคำกริยาช่วย should กับรูปถูกกระทำ be used ดังนั้น language จึงเป็นสิ่งที่รับการกระทำ เนื่องจากอนุประโยคนี้ฝังอยู่ในประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: how + ประธาน + should + be used ส่วนคำถามโดยตรงจะสลับตำแหน่งประธานกับคำกริยาช่วย: How should language be used?
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยอนุประโยค how ที่ฝังอยู่ โดยใช้ language, should และ use: The guide explains ____.
ดูคำตอบ
how language should be used
and tracks the innovations they come up with in the process. โน้ต
3:23และติดตามนวัตกรรมที่พวกเขาคิดค้นขึ้นในกระบวนการนี้
come up with: คิดหรือสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา
come up with หมายถึง คิดขึ้น เสนอ หรือสร้างสิ่งใหม่ เช่น ไอเดีย คำตอบ แผน หรือสำนวน เป็นกริยาวลี จึงไม่ควรแปลแต่ละคำแยกกันตามตัวอักษร ใน the innovations they come up with คำว่า innovations เป็นกรรมของ come up with โครงสร้างเต็มคือ the innovations (that) they come up with โดยละสรรพนามเชื่อมความ that ไว้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกริยาวลีสามคำที่หมายถึง “คิดขึ้นหรือสร้างขึ้น”: We need to ____ a name for our club.
ดูคำตอบ
come up with
in the process: ระหว่างที่ทำสิ่งนั้น
in the process หมายถึง “ระหว่างที่กำลังทำกิจกรรมนั้น” ในที่นี้หมายย้อนกลับไปถึงการที่ผู้คนใช้ภาษา และบอกว่านวัตกรรมเกิดขึ้นระหว่างการใช้ภาษานั้น วลีนี้ใช้เชื่อมการกระทำกับผลลัพธ์หรือการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นระหว่างทาง มักวางไว้ท้ายประโยคย่อย เพื่อบอกว่าขณะทำสิ่งหนึ่งก็ได้เรียนรู้ พบเจอ หรือเปลี่ยนแปลงอีกสิ่งหนึ่งไปด้วย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีคงที่รูป in the + คำนาม ซึ่งหมายถึง “ระหว่างที่ทำสิ่งนั้น”: Leo fixed his bike and learned how the brakes worked ____.
ดูคำตอบ
in the process
while the debate ... continues: ยอมรับข้อเท็จจริงก่อนเสนอใจความหลัก
ในประโยคนี้ while ใช้แสดงการยอมรับข้อเท็จจริงก่อนเสนอข้อโต้แย้ง ไม่ได้บอกความสัมพันธ์ด้านเวลา อนุประโยคนี้ยอมรับว่าการถกเถียงยังดำเนินอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ข้อสรุปหลักของผู้เขียน ใจความสำคัญอยู่ในประโยคหลักว่าแนวคิดทั้งสองไม่ได้ขัดกันจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ โครงสร้างนี้จัดลำดับเหตุผลโดยยอมรับข้อเท็จจริงที่อาจทำให้คิดไปทางหนึ่งก่อน แล้วจึงเสนอข้ออ้างที่จำกัดหรือแก้ไขความเข้าใจนั้น
แบบฝึกหัด
อนุประโยคที่มี while ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- แสดงว่าเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันพอดี
- สรุปว่าการถกเถียงยังดำเนินอยู่เป็นใจความหลัก
- ยอมรับก่อนว่าการถกเถียงยังดำเนินอยู่ แล้วจึงเสนอใจความหลัก
ดูคำตอบ
ยอมรับก่อนว่าการถกเถียงยังดำเนินอยู่ แล้วจึงเสนอใจความหลัก
not mutually exclusive: ทั้งสองอย่างอยู่ร่วมกันได้
Mutually exclusive หมายถึงสองสิ่งไม่สามารถเป็นจริง เกิดขึ้น หรือถูกเลือกพร้อมกันได้ เมื่อเติม not ความหมายจะกลับกัน คือแนวคิดทั้งสองสามารถอยู่ร่วมกันหรือมีบทบาทได้ทั้งคู่ วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดทั้งสองเหมือนกัน หรือเข้ากันได้ในทุกรายละเอียดเสมอไป ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเพียงปฏิเสธความคิดที่ว่าการเลือกหรือให้ความสำคัญกับแนวคิดหนึ่งต้องตัดอีกแนวคิดหนึ่งออกโดยสิ้นเชิง
แบบฝึกหัด
ถ้าเป้าหมายสองอย่างถูกอธิบายว่า not mutually exclusive สถานการณ์ใดต้องเป็นไปได้?
- สามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้เพียงอย่างเดียว
- สามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายทั้งสองพร้อมกันได้
- เป้าหมายทั้งสองมีความหมายเหมือนกันทุกประการ
ดูคำตอบ
สามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายทั้งสองพร้อมกันได้
At its best: จำกัดคำประเมินไว้ที่สภาพที่ดีที่สุด
At its best หมายถึง “เมื่อสิ่งหนึ่งทำงานได้ดีที่สุดหรือแสดงคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุด” ในที่นี้ its อ้างถึง prescriptivism ดังนั้นวลีนี้จึงเกริ่นถึงสิ่งที่แนวคิดการใช้กฎกำหนดภาษาสามารถทำได้ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ที่สุด เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลีนี้จะจำกัดขอบเขตของคำชมที่ตามมา ผู้พูดไม่ได้บอกว่าแนวคิดนี้มีประโยชน์เสมอไป แต่กำลังยอมรับด้านที่ดีที่สุดของมันเพื่อให้การประเมินมีความสมดุล
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่าโครงการช่วยให้เด็กสนุกกับการอ่านเมื่อโครงการทำงานได้ดีที่สุด?
- At best, the program helps children enjoy reading.
- At its best, the program helps children enjoy reading.
ดูคำตอบ
At its best, the program helps children enjoy reading.
prescriptivism is useful for informing people about the most common established patterns วลี
3:34คตินิยมมีประโยชน์ในการแจ้งให้ผู้คนทราบเกี่ยวกับรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปมากที่สุด
useful for informing people about: อธิบายประโยชน์หรือจุดประสงค์
Be useful for + กริยา-ing ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งช่วยในการทำกิจกรรมหรือมีประโยชน์ต่อจุดประสงค์บางอย่าง ใน useful for informing คำว่า for เป็นคำบุพบท ดังนั้น inform จึงต้องอยู่ในรูป -ing คือ informing ไม่ใช่รูปพื้นฐาน inform Inform someone about something หมายถึง “ให้ข้อมูลแก่ใครบางคนเกี่ยวกับหัวข้อหนึ่ง” ในที่นี้ people คือผู้รับข้อมูล และ the most common established patterns คือหัวข้อ ดังนั้นวลีทั้งหมดจึงอธิบายประโยชน์ในทางปฏิบัติของแนวคิดการใช้กฎกำหนดภาษา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ useful for + กริยา-ing และ inform someone about something: The guide is ____ visitors ____ local rules.
ดูคำตอบ
useful for informing · about
at a given point in time: จำกัดข้อความไว้ที่เวลาใดเวลาหนึ่ง
At a given point in time หมายถึง “ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่กำลังกล่าวถึง” ในที่นี้ given เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “ที่กำหนดไว้” หรือ “เฉพาะเจาะจง” ไม่ได้หมายความว่าเวลานั้นถูกมอบให้ใคร วลีนี้จำกัดข้อความให้เป็นจริง ณ เวลานั้น ในประโยคนี้ รูปแบบเหล่านั้นเป็นรูปแบบที่ใช้กันมากที่สุดและเป็นที่ยอมรับในตอนนั้น จึงไม่ได้บอกว่าเป็นสิ่งที่คงอยู่ถาวรหรือไม่เปลี่ยนแปลง
แบบฝึกหัด
at a given point in time ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
- ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่กำลังกล่าวถึง
- เป็นครั้งคราว ในหลายเวลาที่เกิดซ้ำ
- ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้
ดูคำตอบ
ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่กำลังกล่าวถึง
This is important not only for formal contexts, โน้ต
3:41สิ่งนี้มีความสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับบริบทที่เป็นทางการเท่านั้น
formal contexts: สถานการณ์ที่ต้องใช้ภาษาทางการ
วลี formal contexts หมายถึงสถานการณ์หรือรูปแบบการสื่อสารที่ผู้คนควรใช้ภาษาที่รอบคอบ เป็นมาตรฐาน และสุภาพมากขึ้น เช่น ใบสมัคร งานเขียนเชิงวิชาการ ข้อความทางการ หรือการนำเสนออย่างเป็นทางการ formal ในที่นี้บอกลักษณะของสถานการณ์และรูปแบบการสื่อสาร ไม่ได้หมายความเพียงว่าผู้คนสวมเสื้อผ้าที่เป็นทางการ
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นบริบทที่เป็นทางการอย่างชัดเจนที่สุด
- เล่าเรื่องตลกระหว่างเล่นเกมกับครอบครัว
- เขียนเรียงความสมัครมหาวิทยาลัย
- ส่งข้อความหาเพื่อนสนิทเรื่องอาหารกลางวัน
ดูคำตอบ
เขียนเรียงความสมัครมหาวิทยาลัย
but it also makes communication easier between non-native speakers from different backgrounds. การใช้คำ
3:44แต่ยังทำให้การสื่อสารระหว่างผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาเป็นภาษาแม่ซึ่งมาจากพื้นเพที่ต่างกันง่ายขึ้นอีกด้วย
not only ... but it also ...: เพิ่มประเด็นที่สอง
Not only ... but also ... ใช้เพิ่มประเด็นที่สองซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นแรก และมักเน้นประเด็นที่สองมากขึ้น ประโยคนี้บอกก่อนว่าสิ่งนี้สำคัญในบริบทที่เป็นทางการ แล้วจึงเพิ่มประโยชน์อีกอย่าง คือช่วยให้สื่อสารได้ง่ายขึ้น ในที่นี้ but เริ่มอนุประโยคใหม่ อนุประโยคนี้มีประธานของตัวเองคือ it และ also อยู่หน้าคำกริยา ดังใน but it also makes communication easier ประธานสามารถอยู่ระหว่าง but กับ also ได้ สิ่งสำคัญคือประเด็นทั้งสองต้องเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างคู่จากบทเรียน: The update ____ cuts costs, ____ makes the system safer.
ดูคำตอบ
not only · but it also
non-native speakers from different backgrounds: ภูมิหลังทางภาษา ไม่ใช่ระดับความสามารถ
วลี non-native speakers หมายถึงผู้ที่ใช้ภาษาหนึ่งซึ่งไม่ได้เรียนรู้มาในฐานะภาษาแม่ ส่วน from different backgrounds เสริมว่าคนเหล่านั้นอาจมีประสบการณ์ด้านภาษา วัฒนธรรม การศึกษา หรือชีวิตที่แตกต่างกัน ทั้งวลีบอกประวัติทางภาษาและความหลากหลายของผู้พูด ไม่ได้บอกว่าพวกเขามีทักษะต่ำ ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาก็อาจใช้ภาษาได้คล่องแคล่วมาก
แบบฝึกหัด
ข้อความใดเกี่ยวกับ non-native speaker ถูกต้อง
- บุคคลนั้นอาจยังพูดภาษานั้นได้อย่างคล่องแคล่วมาก
- บุคคลนั้นต้องเป็นผู้เริ่มต้น
- บุคคลนั้นต้องเป็นผู้มาเยือนจากอีกประเทศหนึ่ง
ดูคำตอบ
บุคคลนั้นอาจยังพูดภาษานั้นได้อย่างคล่องแคล่วมาก
on the other hand: เปลี่ยนไปกล่าวถึงอีกด้านที่ขัดแย้งกัน
on the other hand เป็นคำเชื่อมทางความคิดที่ใช้เปลี่ยนไปกล่าวถึงอีกด้านของหัวข้อเดียวกัน ซึ่งมีความแตกต่างหรือช่วยถ่วงดุลกับสิ่งที่กล่าวไปแล้ว ในที่นี้ วลีนี้เปลี่ยนจุดสนใจจากการกล่าวถึงแนวคิดกำหนดนิยมก่อนหน้าไปยังแนวคิดพรรณนานิยม และส่งสัญญาณให้ผู้ฟังรู้ว่าจะมีประเด็นที่ต่างออกไปตามมา วลีนี้ไม่ได้ใช้เพื่อเพิ่มข้อเท็จจริงอีกข้อเท่านั้น และคำว่า hand ก็ไม่ได้หมายถึง “มือ” ตามตัวอักษร วลีนี้ช่วยให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังติดตามการเปรียบเทียบสองด้านได้
แบบฝึกหัด
เลือกคำเชื่อมที่เหมาะที่สุดสำหรับการแสดงความขัดแย้งนี้: The route is longer. ___, it is much safer.
- In addition
- On the other hand
- For example
ดูคำตอบ
On the other hand
gives us insight into: ช่วยให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้น
Give someone insight into something หมายถึง “ช่วยให้ใครบางคนเข้าใจบางสิ่งได้ลึกซึ้งขึ้น” โดยเฉพาะสาเหตุ รูปแบบ หรือวิธีการทำงานของสิ่งนั้น insight สื่อถึงมากกว่าข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเพียงหนึ่งชิ้น ในประโยคนี้ us ระบุคนที่ได้รับความเข้าใจ ส่วน how our minds work คือคำถามที่เป็นหัวข้อของความเข้าใจ โครงสร้างคือ give + person + insight into + topic or question
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลี gives us insight into ตามนี้ทุกคำ: The experiment ____ how plants respond to light.
ดูคำตอบ
gives us insight into
and the instinctive ways in which we structure our view of the world. โน้ต
3:54และสัญชาตญาณที่เราใช้ในการจัดโครงสร้างมุมมองต่อโลก
ways in which: รูปแบบทางการสำหรับบอกว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอย่างไร
“Ways in which” ใช้นำอนุประโยคสัมพันธ์ที่อธิบายวิธีเฉพาะที่กำลังกล่าวถึง ในตัวอย่าง “in which we structure...” มีความหมายว่า “how we structure...” โดย “in which” ในที่นี้บอกวิธี ไม่ได้บอกสถานที่ทางกายภาพ รูปแบบคือ “ways in which + ประธาน + กริยา” ซึ่งพบได้บ่อยเป็นพิเศษในคำอธิบายที่เป็นทางการและงานเขียนเชิงวิชาการ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบทางการจากบทเรียน: The article explains the ways ____ music can support memory.
ดูคำตอบ
in which
structure our view of the world: structure ที่ใช้เป็นคำกริยา
ในที่นี้ “structure” เป็นคำกริยาที่หมายถึง “จัดระเบียบ” หรือ “ทำให้มีรูปแบบที่ชัดเจน” กรรมของคำกริยาคือ “our view of the world” ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงการจัดระเบียบแนวคิดและหมวดหมู่ที่เราใช้ทำความเข้าใจความเป็นจริง เมื่อเป็นคำกริยา “structure” สามารถใช้กับกรรมที่เป็นนามธรรม เช่น an argument, information หรือ thinking ในที่นี้ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงอาคารหรือโครงทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ “structure” เป็นคำกริยาที่หมายถึง “จัดระเบียบหรือสร้างรูปแบบให้กับวิธีทำความเข้าใจเชิงนามธรรม”?
- Cultural stories can structure our view of the past.
- The museum is a large stone structure.
- They photographed the structure from above.
ดูคำตอบ
Cultural stories can structure our view of the past.
grammar is best thought of as a set of linguistic habits โน้ต
4:00ไวยากรณ์ถือได้ว่าเป็นชุดของนิสัยทางภาษา
is best thought of as: วิธีที่มีประโยชน์ที่สุดในการทำความเข้าใจบางสิ่ง
โครงสร้าง X is best thought of as Y หมายความว่า Y เป็นวิธีที่มีประโยชน์หรือแม่นยำที่สุดในการทำความเข้าใจ X ในที่นี้ ผู้เขียนไม่ได้ชมว่า grammar “ดีที่สุด” แต่ best บอกว่าวิธีมอง grammar แบบใดเหมาะสมที่สุด โครงสร้างนี้เป็นรูปถูกกระทำของ think of X as Y โดย X กลายเป็นประธาน และ Y อยู่หลัง as: Grammar is best thought of as a set of linguistic habits.
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้สำนวนเป้าหมายจากบทเรียนนี้: A school library ____ a shared learning space, not just a room full of books.
ดูคำตอบ
is best thought of as
a set of linguistic habits: รูปแบบการใช้ภาษาที่มีร่วมกัน
นามวลี a set of linguistic habits หมายถึงกลุ่มรูปแบบที่เกิดซ้ำในการใช้ภาษาของผู้คน linguistic แปลว่า “เกี่ยวกับภาษา” ส่วน habits ในที่นี้หมายถึงแนวปฏิบัติที่ชุมชนภาษาใช้ร่วมกันและทำซ้ำ ไม่ใช่นิสัยเสียของคนคนเดียว การเรียกไวยากรณ์ว่า a set of linguistic habits เน้นรูปแบบที่เกิดขึ้นและคงอยู่จากการใช้ซ้ำ ๆ จึงมองไวยากรณ์เป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน ไม่ใช่เพียงรายการคำสั่งตายตัว
แบบฝึกหัด
a set of linguistic habits ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?
- นิสัยการเรียนส่วนตัวที่ใช้ท่องจำกฎไวยากรณ์
- รูปแบบร่วมกันที่พัฒนาจากการใช้ภาษาซ้ำ ๆ
- ข้อผิดพลาดจากความไม่ระมัดระวังที่ผู้พูดควรกำจัด
ดูคำตอบ
รูปแบบร่วมกันที่พัฒนาจากการใช้ภาษาซ้ำ ๆ
that are constantly being negotiated and reinvented ไวยากรณ์
4:03ที่มีการเจรจาต่อรองและคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
constantly being negotiated and reinvented: กระบวนการแบบถูกกระทำที่ดำเนินต่อเนื่อง
วลีเต็มคือ are constantly being negotiated and reinvented ใช้รูป present progressive passive โดยมีโครงสร้าง are + being + กริยาช่อง 3 นิสัยเหล่านี้เป็นฝ่ายรับการกระทำ และ constantly ทำให้การปรับร่วมกันและการสร้างใหม่ถูกมองว่าเป็นกระบวนการที่กำลังดำเนินต่อไป ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เสร็จแล้ว ในที่นี้ negotiated ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่หมายถึงผู้คนค่อย ๆ หาข้อตกลงเรื่องนิสัยร่วมกันผ่านปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน คำสรรพนามสัมพัทธ์ that อ้างถึง linguistic habits ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า
แบบฝึกหัด
เติมคำที่ทำให้เป็นรูป passive แบบกำลังดำเนินอยู่: The safety rules are constantly ____ reviewed and updated as new risks appear.
ดูคำตอบ
being
woven through the contributions of speakers and listeners,
4:13ซึ่งถูกถักทอผ่านการมีส่วนร่วมของผู้พูดและผู้ฟัง
a wonderful and complex fabric, woven through the contributions: อุปลักษณ์ของการร่วมกันสร้าง
คำว่า fabric และ woven ร่วมกันสร้างอุปลักษณ์หนึ่งภาพ ผืนผ้าเกิดจากเส้นด้ายจำนวนมากที่ไขว้กัน ในที่นี้ระบบที่กำลังพูดถึง ซึ่งก็คือไวยากรณ์เช่นเดียวกับตัวภาษา ถูกนำเสนอเป็นผืนผ้า ส่วนการมีส่วนร่วมของผู้พูดและผู้ฟังคือเส้นด้ายแต่ละเส้น ดังนั้น woven through the contributions จึงหมายความว่าองค์รวมที่ซับซ้อนเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของคนจำนวนมาก ประโยคนี้ช่วยให้มองเห็นกระบวนการทางสังคมที่เป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้น ไม่ได้กำลังบรรยายผ้าจริง ๆ
แบบฝึกหัด
อุปลักษณ์ fabric และ woven ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?
- ภาษาเป็นวัสดุจริงที่ใช้ทำเสื้อผ้าของผู้พูด
- ระบบภาษาที่ใช้ร่วมกันถูกหล่อหลอมจากการมีส่วนร่วมที่เชื่อมโยงกันของคนจำนวนมาก
- ภาษาถูกสร้างเพียงครั้งเดียวแล้วไม่เปลี่ยนแปลงอีก
ดูคำตอบ
ระบบภาษาที่ใช้ร่วมกันถูกหล่อหลอมจากการมีส่วนร่วมที่เชื่อมโยงกันของคนจำนวนมาก
from both near and far: ต้นทางที่ครอบคลุมทั้งใกล้และไกล
from both near and far หมายถึง “จากทั้งสถานที่ใกล้และไกล” เป็นการสรุปว่ามีต้นทางที่หลากหลาย ไม่ได้บอกระยะทางที่แน่นอน ในโครงสร้าง from both near and far นั้น both ... and ... เชื่อมแนวคิดที่ตรงข้ามกันคือ near และ far วลีนี้ใช้ปิดท้ายการกล่าวถึงคนหลายกลุ่มด้วยใจความรวมว่า พวกเขามาจากหลายสถานที่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวน from both ... and ... เพื่อแสดงว่าผู้สนับสนุนมาจากทั้งสถานที่ใกล้และไกล: Supporters came ____ to attend the final.
ดูคำตอบ
from both near and far