ห้องสมุดมนุษย์ - 6 Minute English: บทเรียนภาษาอังกฤษ

BBC Learning English

ความยากในการเรียน
916 คำ 164 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: รายการนี้แนะนำ Human Library ซึ่งให้อาสาสมัครที่เคยเผชิญอคติทำหน้าที่เป็น “หนังสือ” และสนทนาอย่างตรงไปตรงมากับผู้อ่านเป็นเวลา 30 นาที พร้อมอธิบายว่าพื้นที่สนทนาที่ปลอดภัยช่วยให้ผู้คนท้าทายภาพเหมารวมและทำความรู้จักคนที่ปกติอาจหลีกเลี่ยงได้อย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. from all walks of life — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าสำนวนนี้หมายถึงผู้คนจากหลากหลายอาชีพ ภูมิหลังทางสังคม และประสบการณ์ชีวิต ไม่ได้หมายถึงการเดินตามตัวอักษร สามารถใช้บรรยายกลุ่มที่เปิดกว้างหรือผู้คนจากหลายส่วนของสังคมได้อย่างเป็นธรรมชาติ 2. recommend sitting down and meeting — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตว่า recommend ในที่นี้ตามด้วยคำกริยารูป gerund ไม่ใช่ infinitive ที่มี to แล้วนำรูปแบบนี้ไปใช้เมื่อต้องการเสนอแนะกิจกรรมหรือการกระทำ เช่น การนั่งพูดคุยและทำความรู้จักคนแปลกหน้าแม้จะรู้สึกไม่สบายใจบ้าง 3. quite understandably. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เห็นว่าวลีแทรกเชิงประเมินนี้ยอมรับว่าความกังวลว่าจะพูดผิดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ใช้เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจและทำให้ความคิดเห็นนุ่มนวล โดยไม่ลดทอนหรือเยาะเย้ยความกังวลของอีกฝ่าย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Six Minute English from BBCLearningEnglish.com.

0:01

Six Minute English จาก BBCLearningEnglish.com

Hello,

0:08

สวัสดี

this is Six Minute English

0:08

นี่คือ Six Minute English

from BBC Learning English.

0:09

จาก BBC Learning English

I'm Neil.

0:11

ผม นีล

And I'm Sam.

0:12

และฉัน แซม

If you browse through a library, ไวยากรณ์

0:13

หากคุณลองค้นดูในห้องสมุด

you'll find a variety of different books วลี

0:15

คุณจะพบหนังสือที่แตกต่างกันมากมาย

from fiction to crime to romance. วลี

0:17

ตั้งแต่นิยาย อาชญากรรม ไปจนถึงความรัก

ไวยากรณ์

If you browse..., you'll find...: เงื่อนไขและผลที่คาดไว้

โครงสร้าง If + present simple, ... will + กริยารูปพื้นฐาน เชื่อมเงื่อนไขเข้ากับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ในประโยคนี้ browse เป็น present simple ในอนุประโยค if ส่วน you'll find หมายถึง you will find ในอนุประโยคผลลัพธ์ if ในที่นี้นำเสนอสถานการณ์ที่คุ้นเคย ไม่ใช่เรื่องสมมติที่ห่างไกลหรือไม่น่าจะเกิดขึ้น ผู้พูดใช้โครงสร้างนี้เพื่อบอกว่าตามปกติแล้วเราคาดว่าจะพบอะไรหลังจากทำสิ่งนั้น

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างจากบทเรียนและคำกริยาในวงเล็บเติมประโยคให้สมบูรณ์: If you ____ the help page, you ____ the answer. (check / find)

ดูคำตอบ

check · will find

วลี

a variety of different books: หลากหลายประเภท

เมื่อ a variety of ตามด้วยคำนามพหูพจน์ จะหมายถึงสิ่งหลายชนิดที่แตกต่างกัน ในที่นี้วลีนี้ขยาย books ดังนั้นจุดเน้นจึงอยู่ที่ความหลากหลายของประเภทหนังสือ ไม่ใช่แค่จำนวนหนังสือทั้งหมด คำว่า variety มีความหมายเรื่องความหลากหลายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมี different แต่ผู้พูดมักเติม different เพื่อเน้นความหมาย ดังนั้น a variety of different books จึงเป็นธรรมชาติ ส่วน a variety of books กระชับกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นความหลากหลายของประเภทได้ชัดเจนที่สุด แทนที่จะเน้นเพียงจำนวนที่มาก?

  1. The workshop offers a class on Saturday.
  2. The workshop offers a variety of classes, including pottery, photography, and dance.
  3. The workshop has a large classroom.
ดูคำตอบ

The workshop offers a variety of classes, including pottery, photography, and dance.

วลี

from fiction to crime to romance: ไล่ยกตัวอย่างให้เห็นขอบเขตที่หลากหลาย

โครงสร้าง from X to Y to Z เชื่อมตัวอย่างหลายอย่างเข้าด้วยกันเพื่อแสดงว่าขอบเขตกว้างเพียงใด ในที่นี้ fiction, crime และ romance เป็นประเภทของหนังสือ และ to แต่ละตัวใช้เพื่อเพิ่มรายการถัดไปในขอบเขตนั้น ไม่ได้บอกทิศทางการเคลื่อนที่ ตัวอย่างเหล่านี้สื่อถึงความหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเป็นรายการทั้งหมดหรือเรียงตามลำดับจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดสิ้นสุดอย่างเคร่งครัด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง from X to Y to Z และใช้ fresh fruit, cakes และ hot noodles ตามลำดับนี้: The food market has everything ____.

ดูคำตอบ

from fresh fruit to cakes to hot noodles

And if you walk through a city,

0:20

และหากคุณเดินผ่านเมือง

you'll see a variety of people

0:21

คุณจะเห็นผู้คนหลากหลาย

of different ages, body shapes,

0:23

ที่มีอายุ รูปร่าง

skin colors, and genders.

0:25

สีผิว และเพศที่แตกต่างกัน

In this Six Minute English,

0:27

ใน Six Minute English ตอนนี้

we'll be hearing about an unusual library

0:29

เราจะได้ฟังเรื่องราวของห้องสมุดที่ไม่ธรรมดา

where the books are people

0:31

ที่ซึ่งหนังสือคือผู้คน

made of flesh and bone instead of paper. สำนวน

0:33

ที่สร้างจากเลือดเนื้อแทนที่จะเป็นกระดาษ

สำนวน

flesh and bone: เน้นว่าเป็นคนจริงที่มีชีวิต

ในประโยคนี้ flesh and bone หมายถึงสิ่งที่ประกอบเป็นร่างกายของมนุษย์ที่มีชีวิต เมื่อนำไปเทียบกับ paper จึงเน้นว่า “หนังสือ” เหล่านี้คือคนจริง ๆ ที่มีชีวิต ไม่ใช่วัตถุ วลีนี้ใช้เพื่อสร้างภาพเปรียบเทียบ ประเด็นคือคนเหล่านี้มีตัวตนและร่างกายจริง ไม่ใช่การสอนเรื่องกายวิภาค

แบบฝึกหัด

ใน “The guide is a person made of flesh and bone, not a digital avatar,” คำว่า flesh and bone เน้นอะไร?

  1. ผู้นำทางถูกพิมพ์ลงบนกระดาษ
  2. ผู้นำทางเป็นมนุษย์จริง ๆ ที่มีชีวิต
  3. ผู้นำทางกำลังอธิบายกายวิภาคของมนุษย์
ดูคำตอบ

ผู้นำทางเป็นมนุษย์จริง ๆ ที่มีชีวิต

It's called the Human Library, วัฒนธรรม

0:36

มันถูกเรียกว่า ห้องสมุดมนุษย์ (Human Library)

วัฒนธรรม

the Human Library: โครงการที่เปรียบผู้คนเป็น “หนังสือ”

The Human Library เป็นชื่อของโครงการที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ ในกิจกรรมนี้ ผู้ที่มีอัตลักษณ์และประสบการณ์ชีวิตแตกต่างกันจะพูดคุยกับผู้เข้าร่วมโดยตรง ชื่อนี้สร้างภาพเปรียบเทียบกับห้องสมุด ผู้ที่เล่าเรื่องของตนคือ "books" ผู้เข้าร่วมคือ "readers" และการนัดพูดคุยถูกอธิบายว่าเป็นการ "borrowing" คนหนึ่งคน การเข้าใจความหมายนี้จะช่วยให้ตามคำเหล่านี้ที่ปรากฏภายหลังได้

แบบฝึกหัด

ในที่นี้ the Human Library หมายถึงอะไร

  1. โครงการที่ผู้เข้าร่วมพูดคุยกับผู้คนซึ่งแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของตน
  2. ร้านค้าที่ผู้อ่านซื้อชีวประวัติของคนอื่น
  3. ห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์
ดูคำตอบ

โครงการที่ผู้เข้าร่วมพูดคุยกับผู้คนซึ่งแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของตน

and the books are individuals who have faced prejudice, วลี

0:38

และหนังสือเหล่านี้คือบุคคลที่เคยเผชิญกับอคติ

which means an unreasonable dislike ลำดับความ

0:42

ซึ่งหมายถึงความเกลียดชังที่ไม่มีเหตุผล

of certain types of people.

0:44

ต่อคนบางประเภท

วลี

faced prejudice: เคยเผชิญอคติที่ไม่เป็นธรรม

ใน faced prejudice คำว่า face เป็นคำกริยาที่หมายถึง “ประสบหรือรับมือกับ” สิ่งที่ยาก โดย prejudice ตามหลัง face โดยตรงและไม่ใช้ to: face prejudice ในที่นี้ prejudice หมายถึงความคิดที่ไม่เป็นธรรมต่อคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นทั้งที่ยังไม่รู้จักพวกเขา ไม่ใช่เพียงการไม่ชอบคนคนหนึ่ง have faced เป็นรูป present perfect ซึ่งเชื่อมประสบการณ์ที่คนเหล่านี้เคยเผชิญอคติในอดีตเข้ากับบทบาทของพวกเขาในโครงการตอนนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ face prejudice: At school, Amir ____ because of his disability.

ดูคำตอบ

faced prejudice

ลำดับความ

which means: สัญญาณว่าคำอธิบายหรือคำนิยามกำลังตามมา

ในประโยคนี้ which means ย้อนกลับไปขยายคำว่า prejudice คำที่ตามมาให้คำนิยามสั้น ๆ ว่าเป็นความไม่ชอบคนบางประเภทอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อฟัง ให้มอง which means เป็นสัญญาณว่ากำลังจะมีคำอธิบาย แล้วเชื่อมคำหรือแนวคิดก่อนหน้าเข้ากับคำชี้แจงที่ตามมา ไม่ใช่การเริ่มเล่าเหตุการณ์อีกเรื่องหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ which means เพื่ออธิบายคำว่า biodegradable

  1. The material is biodegradable, which means it can break down naturally.
  2. The material is biodegradable, and the box is green.
  3. The material is biodegradable, which surprised the designer.
ดูคำตอบ

The material is biodegradable, which means it can break down naturally.

Readers may borrow these books, วัฒนธรรม

0:46

ผู้อ่านสามารถยืมหนังสือเหล่านี้ได้

who are people from all walks of life สำนวน

0:49

ซึ่งเป็นผู้คนจากทุกสาขาอาชีพ

for a 30-minute conversation.

0:51

สำหรับการสนทนา 30 นาที

วัฒนธรรม

Readers may borrow these books: คำเปรียบเทียบใน Human Library

ประโยคนี้ใช้คำเปรียบเทียบเรื่องห้องสมุดของ Human Library ต่อเนื่องกันหลายคำ Readers คือผู้มาเข้าร่วมงาน ส่วน books คือผู้ที่อาสาแบ่งปันประสบการณ์ของตน ในที่นี้ borrow หมายถึงการจองเวลาเพื่อสนทนากับคนเหล่านั้นหนึ่งคนเป็นเวลา 30 นาที ไม่มีใครถูกพาตัวไปหรือถูกครอบครอง คำศัพท์ทั่วไปเกี่ยวกับห้องสมุดใช้เป็นชื่อบทบาทและกิจกรรมภายในงาน จึงต้องตีความตามรูปแบบของโครงการ ไม่ใช่ตามความหมายตรงตัว

แบบฝึกหัด

ในการอธิบายงาน Human Library ประโยค “Readers may borrow these books” หมายความว่าอย่างไร

  1. ผู้เข้าร่วมสามารถซื้อเรื่องราวชีวิตของใครคนหนึ่ง
  2. ผู้เข้าร่วมสามารถนัดพูดคุยกับบุคคลที่ได้รับการนำเสนอว่าเป็น “หนังสือ”
  3. ผู้เข้าร่วมสามารถพาคนกลับบ้านแล้วนำมาคืนภายหลัง
ดูคำตอบ

ผู้เข้าร่วมสามารถนัดพูดคุยกับบุคคลที่ได้รับการนำเสนอว่าเป็น “หนังสือ”

สำนวน

from all walks of life: จากทุกสาขาอาชีพและทุกภูมิหลัง

from all walks of life เป็นสำนวนที่หมายถึง “มาจากหลากหลายอาชีพ กลุ่มสังคม และภูมิหลังชีวิต” ในประโยคนี้ สำนวนนี้เน้นว่าผู้ที่ทำหน้าที่เป็น “หนังสือ” มีภูมิหลังที่หลากหลายมาก ตรงนี้ walks ไม่ได้หมายถึงการเดินจริง ๆ a walk of life หมายถึงประเภทงาน สถานะทางสังคม หรือวิถีชีวิตของคนคนหนึ่ง ดังนั้นรูปพหูพจน์นี้จึงบอกว่ากลุ่มดังกล่าวมีความหลากหลายทางสังคม

แบบฝึกหัด

กลุ่มใดเหมาะจะบรรยายด้วย people from all walks of life มากที่สุด

  1. ทีมที่ประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจเท่านั้น
  2. ชมรมเดินที่สมาชิกทุกคนใช้เส้นทางเดียวกัน
  3. กลุ่มคนที่มีทั้งพยาบาล ศิลปิน เจ้าของร้าน ผู้เกษียณอายุ และนักเรียน
ดูคำตอบ

กลุ่มคนที่มีทั้งพยาบาล ศิลปิน เจ้าของร้าน ผู้เกษียณอายุ และนักเรียน

The book titles are short and to the point, วลี

0:54

ชื่อหนังสือจะสั้นและตรงประเด็น

วลี

short and to the point: สั้นและตรงประเด็น

short and to the point ใช้บรรยายภาษาที่ทั้งสั้นและมุ่งตรงไปยังใจความสำคัญ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวชมว่าชื่อหนังสือสื่อความหมายได้ชัดเจนโดยไม่มีรายละเอียดส่วนเกิน short กล่าวถึงความยาว ส่วน to the point กล่าวถึงความเกี่ยวข้องและความตรงประเด็น เนื้อหาอาจสั้นแต่ไม่ชัดเจน หรือมีรายละเอียดมากแต่ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นก็ได้ ดังนั้นสำนวนเต็มจึงระบุคุณสมบัติทั้งสองอย่าง

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำให้สมบูรณ์ด้วยสำนวนห้าคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “สั้นและตรงประเด็น”: Please keep your answer ____.

ดูคำตอบ

short and to the point

titles like transgender, วัฒนธรรม

0:57

ชื่อเช่น คนข้ามเพศ

former criminal,

0:59

อดีตอาชญากร

or immigrant.

1:01

หรือ ผู้อพยพ

วัฒนธรรม

titles like transgender, former criminal, or immigrant ในฐานะชื่อหนังสือของห้องสมุดมนุษย์

ในห้องสมุดมนุษย์ “หนังสือ” คือบุคคลที่สมัครใจมาพูดคุยเกี่ยวกับอัตลักษณ์หรือประสบการณ์ชีวิตของตน ในที่นี้ชื่ออย่าง transgender, former criminal หรือ immigrant เป็นป้ายชื่อสั้น ๆ ของหัวข้อที่บุคคลนั้นเลือกจะพูดคุย ไม่ใช่หมวดหมู่ของหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่ม รูปแบบชื่อนี้ต่อยอดภาพเปรียบเทียบเรื่องห้องสมุด กล่าวคือผู้มาเยือน “ยืม” คนหนึ่งคนเพื่อสนทนาด้วย ป้ายชื่อช่วยบอกหัวข้อที่น่าจะพูดคุยกัน แต่ไม่ได้อธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับบุคคลนั้น

แบบฝึกหัด

ชื่อเหล่านี้ทำหน้าที่อะไรในบริบทของห้องสมุดมนุษย์?

  1. ชื่อเหล่านี้จัดหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่มเข้าหมวดหมู่ทั่วไปของห้องสมุด
  2. ชื่อเหล่านี้ระบุหัวข้อที่อาสาสมัครซึ่งเป็น “หนังสือ” มนุษย์ยินยอมจะพูดคุย
  3. ชื่อเหล่านี้อนุญาตให้ผู้มาเยือนนำป้ายแบบเดียวกันไปใช้เรียกใครก็ได้
ดูคำตอบ

ชื่อเหล่านี้ระบุหัวข้อที่อาสาสมัครซึ่งเป็น “หนังสือ” มนุษย์ยินยอมจะพูดคุย

The human books are volunteers,

1:02

หนังสือมนุษย์เหล่านี้คืออาสาสมัคร

and visiting readers are encouraged ไวยากรณ์

1:04

และผู้อ่านที่มาเยือนจะได้รับการส่งเสริม

to ask those awkward or embarrassing questions การใช้คำ

1:06

ให้ถามคำถามที่น่าอึดอัดหรือน่ากระอักกระอ่วนใจ

ไวยากรณ์

are encouraged to ask: โครงสร้าง be encouraged to do

Are encouraged to ask ใช้โครงสร้างกรรมวาจก be + encouraged + to-infinitive โดย Visiting readers เป็นฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุน ส่วนผู้จัดงานซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนไม่ได้ระบุไว้ในประโยค ในประโยคนี้ ผู้จัดงานยินดีและสนับสนุนให้ผู้อ่านถามคำถามที่ถามได้ยาก สำนวนนี้นุ่มนวลกว่าการกำหนดเป็นข้อบังคับ และไม่ได้หมายความว่าผู้อ่านทุกคนต้องถามคำถาม โดยทั่วไป be encouraged to do หมายถึงการกระทำนั้นได้รับการแนะนำหรือสนับสนุน ส่วนจะถือว่าได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการด้วยหรือไม่นั้นต้องดูจากบริบท

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปกรรมวาจกที่ถูกต้องของ encourage และกริยาในวงเล็บ: Visitors ____ questions during the tour. (ask)

ดูคำตอบ

are encouraged to ask

they've always wondered about. วลี

1:09

ที่พวกเขาสงสัยมาตลอด

การใช้คำ

awkward or embarrassing questions: ความแตกต่างระหว่าง awkward กับ embarrassing

Awkward or embarrassing questions คือคำถามที่ถามหรือตอบได้ยากในสถานการณ์ทางสังคม awkward เน้นที่ปฏิสัมพันธ์ เช่น คำถามอาจทำให้เกิดความเงียบ ความตึงเครียด หรือทำให้ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ส่วน embarrassing เน้นปฏิกิริยาของบุคคล เช่น คำถามอาจทำให้ใครบางคนรู้สึกว่าความเป็นส่วนตัวถูกเปิดเผย รู้สึกอาย หรือไม่สบายใจเกี่ยวกับตัวเอง ความหมายทั้งสองอาจทับซ้อนกัน และ or แสดงว่าอาจเป็นความไม่สบายใจแบบใดแบบหนึ่งก็ได้ ทั้งสองคำไม่ได้หมายเพียงว่าคำถามยากในเชิงความรู้ โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนอาจ difficult แต่ไม่จำเป็นต้อง awkward หรือ embarrassing ในทางสังคม

แบบฝึกหัด

ในการประชุม คำถามหนึ่งทำให้การสนทนาตึงเครียดและไม่มีใครรู้ว่าจะตอบอย่างไร แต่ไม่มีใครรู้สึกอายเป็นการส่วนตัว วลีใดอธิบายคำถามนี้ได้ดีที่สุด?

  1. an embarrassing question
  2. an awkward question
  3. a difficult question
ดูคำตอบ

an awkward question

วลี

they've always wondered about: ความสงสัยที่มีมานานและ about ที่อยู่ท้ายวลี

Wonder about หมายถึงสงสัยหรืออยากรู้เกี่ยวกับบุคคล สิ่งของ หรือหัวข้อ เพราะต้องการรู้มากขึ้น they've always wondered about ใช้ present perfect เพื่อแสดงว่าความสงสัยเริ่มขึ้นในอดีตและยังเกี่ยวข้องมาจนถึงตอนนี้ ในที่นี้วลีดังกล่าวขยาย questions โดยเข้าใจโครงสร้างได้ว่า questions (that) they've always wondered about คำว่า that ที่ละไว้จะเป็นกรรมของ about ดังนั้น about จึงอยู่ท้ายวลีอย่างเป็นธรรมชาติ wonder ในที่นี้หมายถึง “สงสัยหรืออยากรู้” ส่วน wander เป็นอีกคำกริยาหนึ่ง หมายถึงเดินไปมาโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

ใช้ wonder about เติมประโยค present perfect ให้สมบูรณ์: This is the question I've always ____.

ดูคำตอบ

wondered about

This means the Human Library

1:11

นี่หมายความว่าห้องสมุดมนุษย์

needs to be a safe space, การใช้คำ

1:12

จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย (safe space)

a place where people feel protected

1:15

สถานที่ที่ผู้คนรู้สึกได้รับการปกป้อง

from danger and harm.

1:17

จากอันตรายและการทำร้าย

การใช้คำ

safe space: ความปลอดภัยทางสังคมและจิตใจ

ในที่นี้ safe space หมายถึงสภาพแวดล้อมที่ผู้คนเข้าร่วมและพูดอย่างตรงไปตรงมาได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำร้าย ทำให้อับอาย หรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นมิตร ความปลอดภัยนี้ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ส่วนอธิบายที่ตามมาในประโยคช่วยขยายความหมายของสำนวนนี้ โดยทั่วไป safe space เกิดจากความเคารพ ขอบเขตที่ชัดเจน และการปกป้องที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเห็นด้วยกันทั้งหมด

แบบฝึกหัด

safe space ใน “Our youth club aims to be a safe space for honest conversation” หมายถึงอะไร

  1. การประชุมที่กำหนดให้ทุกคนต้องมีความคิดเห็นเหมือนกัน
  2. สภาพแวดล้อมที่ให้เกียรติกันและผู้คนพูดได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำร้ายหรือทำให้อับอาย
  3. ห้องที่ปลอดภัยเพียงเพราะมีกุญแจที่แข็งแรง
ดูคำตอบ

สภาพแวดล้อมที่ให้เกียรติกันและผู้คนพูดได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำร้ายหรือทำให้อับอาย

It's a fascinating idea,

1:19

มันเป็นแนวคิดที่น่าหลงใหลมาก

but before we find out more, ลำดับความ

1:20

แต่ก่อนที่เราจะไปค้นหาเพิ่มเติม

I have a question for you, Sam.

1:22

ผมมีคำถามมาถามคุณ แซม

ลำดับความ

before we find out more: คำเชื่อมเพื่อจัดลำดับขั้นตอน

before we find out more เป็นคำเชื่อมเปลี่ยนช่วงที่ช่วยจัดลำดับขั้นตอนต่อไป อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย before เลื่อนส่วนถัดไปของคำอธิบายออกไปชั่วคราวและบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อน ในที่นี้ผู้พูดหยุดหัวข้อหลักเพื่อถามคำถาม find out more หมายถึงเรียนรู้หรือได้รับข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ใช่หาตำแหน่งของสิ่งของ ในการบรรยาย บทเรียน หรือพอดแคสต์ โครงสร้างนี้บอกผู้ฟังว่าจะทำขั้นตอนที่แทรกเข้ามาก่อน แล้วจึงกลับไปยังหัวข้อหลัก

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Before we find out more, let's answer one quick question,” คำเชื่อมเปลี่ยนช่วงที่อยู่ต้นประโยคทำหน้าที่อะไร

  1. หยุดหัวข้อหลักชั่วคราวเพื่อทำขั้นตอนสั้น ๆ และบอกว่าจะกลับมาดำเนินหัวข้อนี้ต่อภายหลัง
  2. ประกาศว่าหัวข้อจบแล้วและจะไม่พูดถึงอีก
  3. บอกว่าผู้พูดกำลังพยายามหาตำแหน่งของสิ่งของชิ้นหนึ่ง
ดูคำตอบ

หยุดหัวข้อหลักชั่วคราวเพื่อทำขั้นตอนสั้น ๆ และบอกว่าจะกลับมาดำเนินหัวข้อนี้ต่อภายหลัง

The Human Library started out in Denmark, กริยาวลี

1:24

ห้องสมุดมนุษย์เริ่มต้นที่เดนมาร์ก

but soon spread across Europe and the world. วลี

1:26

แต่ไม่นานก็แพร่กระจายไปทั่วยุโรปและทั่วโลก

กริยาวลี

started out: การบอกจุดเริ่มต้น

start out หมายถึง “เริ่มต้น” เมื่อบอกถึงช่วงแรกของโครงการ องค์กร อาชีพ หรือเรื่องราวชีวิต มักใช้เพื่อปูทางไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง ในที่นี้ Human Library เริ่มขึ้นในเดนมาร์กก่อนจะแพร่ขยายออกไปไกลขึ้น ในกริยาวลีนี้ out เป็นคำอนุภาค ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งใดเคลื่อนออกไปด้านนอก ใช้ start out in + สถานที่ เพื่อบอกแหล่งกำเนิด หรือใช้ start out as + บทบาทหรือรูปแบบ เพื่อบอกสถานะเริ่มแรกได้

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ start out as เติมประโยคให้สมบูรณ์: The bakery ____ a market stall before opening three shops.

ดูคำตอบ

started out as

วลี

spread across Europe and the world: การขยายไปทั่วพื้นที่

spread across + พื้นที่ หมายถึงขยายหรือปรากฏอยู่ในขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้าง ในที่นี้โครงการได้ไปถึงสถานที่ต่าง ๆ ในยุโรปและทั่วโลก spread ในที่นี้เป็นอกรรมกริยา คือประธานเป็นสิ่งที่ขยายตัวเอง และ across ใช้นำหน้าพื้นที่ที่ครอบคลุม ไม่ได้หมายถึงการใช้เครื่องมือทาสารบางอย่างให้แผ่ออก

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ spread across เติมประโยคให้สมบูรณ์: The campaign quickly ____ the country after its launch.

ดูคำตอบ

spread across

So, how many countries have a Human Library now?

1:29

แล้วตอนนี้มีกี่ประเทศที่มีห้องสมุดมนุษย์?

Is it A, 75,

1:32

ข้อ A 75

B, 85,

1:35

B 85

or C, 95?

1:36

หรือ C 95?

Hmm.

1:38

อืม

Well, everyone likes to hear a story,

1:39

ทุกคนชอบฟังเรื่องราวอยู่แล้ว

so I'll guess C,

1:41

งั้นฉันขอเดาข้อ C

95.

1:42

95

Okay, Sam.

1:43

โอเค แซม

We'll find out if that's right ลำดับความ

1:44

เราจะมาดูกันว่ามันถูกต้องหรือไม่

later in the program.

1:45

ในภายหลังของรายการ

ลำดับความ

We'll find out ... later in the program: บอกว่าจะเฉลยคำตอบภายหลัง

We'll find out if that's right บอกว่ามีคำถามหรือข้อสันนิษฐานเกิดขึ้นแล้ว แต่ผู้พูดยังไม่เฉลยคำตอบ ในที่นี้ that หมายถึงข้อสันนิษฐานก่อนหน้า และ if that's right หมายถึง “ข้อสันนิษฐานนั้นถูกต้องหรือไม่” Later in the program บอกว่าจะพบคำตอบในช่วงหลังของรายการเดียวกัน สัญญาณบอกลำดับรายการแบบนี้ช่วยให้จำคำถามที่ยังไม่มีคำตอบและสังเกตได้เมื่อผู้พูดกลับมาพูดถึงอีกครั้ง

แบบฝึกหัด

ข้อความบอกลำดับรายการนี้สื่ออะไรแก่ผู้ฟัง?

  1. ผู้พูดจะตรวจสอบข้อสันนิษฐานนั้นในรายการอื่นในอนาคต
  2. ผู้พูดจะกลับมาพูดถึงข้อสันนิษฐานนั้นในช่วงหลังของรายการเดียวกัน
  3. ผู้พูดยืนยันแล้วว่าข้อสันนิษฐานนั้นถูกต้อง
ดูคำตอบ

ผู้พูดจะกลับมาพูดถึงข้อสันนิษฐานนั้นในช่วงหลังของรายการเดียวกัน

The first Human Library

1:48

ห้องสมุดมนุษย์แห่งแรก

was founded in Copenhagen by Ronni Abergel. ไวยากรณ์

1:49

ก่อตั้งขึ้นที่โคเปนเฮเกนโดย Ronni Abergel

ไวยากรณ์

was founded in Copenhagen by: บอกสถานที่และผู้ก่อตั้งด้วยรูปถูกกระทำ

Was founded เป็นรูปอดีตแบบถูกกระทำของ found ซึ่งหมายถึง “ก่อตั้งองค์กรหรือโครงการ” รูปถูกกระทำช่วยให้เริ่มประโยคด้วย The first Human Library ซึ่งเป็นองค์กรที่กำลังแนะนำ แทนที่จะเริ่มด้วยผู้ก่อตั้ง In Copenhagen ระบุสถานที่ก่อตั้ง ส่วน by Ronni Abergel ระบุผู้ก่อตั้ง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ องค์กร + was/were founded + in + สถานที่ + by + ผู้ก่อตั้ง

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบให้สมบูรณ์โดยใช้ was founded, in และ by: The charity ____ Bristol ____ two nurses.

ดูคำตอบ

was founded in · by

Here he is telling BBC World Service program

1:53

นี่คือตอนที่เขากำลังเล่าให้รายการของ BBC World Service

People Fixing the World

1:55

People Fixing the World

about the inspiration behind his original idea. วลี

1:57

เกี่ยวกับแรงบันดาลใจเบื้องหลังแนวคิดดั้งเดิมของเขา

วลี

the inspiration behind his original idea: แรงบันดาลใจเบื้องหลังแนวคิดริเริ่มของเขา

the inspiration behind an idea หมายถึงบุคคล ประสบการณ์ ปัญหา หรือแหล่งที่มาอื่นที่จุดประกายหรือหล่อหลอมแนวคิดนั้น ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเกริ่นถึงสิ่งที่ทำให้เขาสร้างแนวคิดริเริ่มของตนขึ้นมา behind ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่อยู่ด้านหลัง แต่ชี้ถึงแหล่งที่มาหรือเหตุผลเบื้องลึก โครงสร้าง the inspiration behind + คำนาม ใช้กับแนวคิด งานออกแบบ หนังสือ และโครงการได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่มีความหมายว่า “แหล่งที่มาของแนวคิดสร้างสรรค์” ลงในประโยค: The designer explained ____ the new logo.

ดูคำตอบ

the inspiration behind

We don't have time on the street

2:02

เราไม่มีเวลาบนท้องถนน

to stop and get to know everyone, วลี

2:04

ที่จะหยุดและทำความรู้จักกับทุกคน

วลี

get to know everyone: ค่อย ๆ ทำความรู้จักทุกคน

get to know someone หมายถึงการค่อย ๆ รู้จักคนคนหนึ่งผ่านการสนทนาหรือประสบการณ์ที่มีร่วมกัน โดยเน้นกระบวนการเปลี่ยนจากการยังไม่รู้จักคนนั้นดีไปสู่การรู้จักเขามากขึ้น ในประโยคนี้ get to know everyone หมายถึงการใช้เวลามากพอเพื่อทำความเข้าใจแต่ละคน แทนที่จะอาศัยเพียงความประทับใจแรกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยเรียงคำว่า get, to และ know ให้ถูกต้อง: During the trip, I had time to ____ my teammates.

ดูคำตอบ

get to know

so we drop people in little boxes.

2:05

ดังนั้นเราจึงจัดคนใส่กล่องเล็กๆ (ตัดสินพวกเขา)

So, it's instinct that's guiding us, ไวยากรณ์

2:07

ดังนั้น สัญชาตญาณต่างหากที่นำทางเรา

and we never get beyond the instinct กริยาวลี

2:09

และเราจะไม่มีวันก้าวข้ามสัญชาตญาณนั้นไปได้

ไวยากรณ์

It's instinct that's...: เน้นสิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนจริง ๆ

โครงสร้าง It is X that... เป็นประโยคเน้นแบบ it-cleft ซึ่งทำให้ X เป็นจุดเน้นอย่างชัดเจน ใน it's instinct that's guiding us นั้น X คือ instinct ผู้พูดจึงเน้นว่าสิ่งที่ชี้นำคือสัญชาตญาณ ไม่ใช่ปัจจัยอื่น it ตัวแรกไม่ได้อ้างถึงสิ่งใดโดยเฉพาะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างประโยคเน้น เมื่อตัดโครงสร้างนี้ออก ประโยคพื้นฐานคือ Instinct is guiding us ในที่นี้ it's หมายถึง it is และ that's หมายถึง that is

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างประโยคเน้นแบบย่อเดียวกัน เพื่อเน้นการวางแผนอย่างรอบคอบ: ____ careful planning ____ keeping the project on schedule.

ดูคำตอบ

It's · that's

if we don't get to know the person.

2:11

หากเราไม่เข้าไปทำความรู้จักกับบุคคลนั้น

กริยาวลี

Get beyond the instinct: ก้าวผ่านข้อจำกัดแรก

Get beyond something หมายถึงการก้าวผ่านข้อจำกัด ขั้นตอน ปฏิกิริยา หรือวิธีคิด ในที่นี้ get beyond the instinct หมายถึงการเลิกปล่อยให้การตัดสินครั้งแรกตามสัญชาตญาณเป็นสิ่งเดียวที่ชี้นำเรา beyond ในประโยคนี้มีความหมายเชิงนามธรรม ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไปอยู่อีกด้านหนึ่งของสิ่งใดจริง ๆ แต่หมายถึงการไม่ถูกสิ่งนั้นจำกัดอีกต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “ก้าวผ่านข้อจำกัด” ลงในประโยค: We need to ____ our fear of making mistakes.

ดูคำตอบ

get beyond

So, in our library,

2:13

ดังนั้น ในห้องสมุดของเรา

we recommend sitting down and meeting some of the people ไวยากรณ์

2:14

เราขอแนะนำให้นั่งลงและพบปะกับผู้คนบางคน

ไวยากรณ์

recommend sitting down and meeting: recommend ตามด้วยรูป -ing

ในประโยคนี้ recommend ตามด้วย sitting down and meeting โดยตรง รูป -ing ทั้งสองเชื่อมด้วย and และทำหน้าที่ร่วมกันเป็นกิจกรรมที่ถูกแนะนำ ใช้รูปแบบ recommend doing something ไม่ใช่ recommend to do something หากต้องการระบุว่าใครควรเป็นผู้ลงมือทำ สามารถใช้ recommend that someone do something

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ wear และ bring: For the hike, I recommend ____ sturdy shoes and ____ plenty of water.

ดูคำตอบ

wearing · bringing

that you normally might actually not feel interested in sitting down with ไวยากรณ์

2:16

ที่คุณอาจไม่รู้สึกสนใจที่จะนั่งด้วยในเวลาปกติ

ไวยากรณ์

interested in sitting down with: รูป -ing หลัง in และ with ที่ท้ายประโยค

interested in ตามด้วยคำนามหรือรูป -ing ในที่นี้ sitting down เป็นกิจกรรมในรูป -ing ที่ตามหลัง in จึงไม่ใช้รูปแบบ interested to sit down with เป็นส่วนหนึ่งของ sit down with someone ซึ่งหมายถึงนั่งกับใครสักคนเพื่อพูดคุยหรือหารือบางอย่าง กรรมของ with คือ people ที่ปรากฏก่อนหน้าในอนุประโยคขยาย ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงวาง with ไว้ท้ายประโยคได้อย่างเป็นธรรมชาติ: people that you ... sit down with

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ interested in ได้ถูกต้องและยังคงคำบุพบทที่ work with ต้องใช้ไว้?

  1. These are the artists Mia is interested to work with.
  2. These are the artists Mia is interested in working with.
  3. These are the artists Mia is interested in working.
ดูคำตอบ

These are the artists Mia is interested in working with.

because there's something about them that ไวยากรณ์

2:22

เพราะว่ามีบางอย่างเกี่ยวกับพวกเขาที่

you may feel a little bit uncomfortable about. วลี

2:24

คุณอาจรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง

ไวยากรณ์

There's something about X that... สำหรับลักษณะที่ไม่ได้ระบุชัด

There's something about X that... ใช้เกริ่นถึงลักษณะหรือปัจจัยบางอย่างที่เกี่ยวกับ X แต่ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน ในที่นี้ something ไม่ใช่วัตถุ แต่หมายถึงแง่มุมบางอย่างของคนเหล่านั้นที่ผู้พูดไม่ได้บอกอย่างเจาะจง ในประโยคนี้ that เริ่มอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย something ส่วน about ท้ายประโยคเป็นส่วนหนึ่งของ feel uncomfortable about กล่าวคือ ผู้ฟังอาจรู้สึกไม่สบายใจกับแง่มุมที่ไม่ได้ระบุนั้น โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้พูดถึงผลในทางบวกหรือทางลบก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายที่ใช้กล่าวถึงลักษณะที่ไม่ได้ระบุชัด: ____ this song ____ makes me feel calm.

ดูคำตอบ

There's something about · that

วลี

a little bit uncomfortable เพื่อทำให้ความรู้สึกฟังดูเบาลง

A little bit uncomfortable หมายถึงรู้สึกไม่สบายใจ กระอักกระอ่วน หรือไม่สบายทางกายเพียงเล็กน้อย a little bit เป็นคำลดระดับ คือช่วยลดความแรงของ uncomfortable ไม่ได้เพิ่มความแรง ในประโยคนี้ ผู้พูดกล่าวถึงความไม่สบายใจที่อาจเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง เมื่อเทียบกับ very uncomfortable วลีนี้ฟังดูยับยั้งกว่าและรุนแรงน้อยกว่า

แบบฝึกหัด

ใช้วลีเป้าหมายเพื่อแสดงว่าความรู้สึกนั้นมีระดับเพียงเล็กน้อย: I felt ____ when I entered the crowded room.

ดูคำตอบ

a little bit uncomfortable

You'll learn tremendously not only about them, ไวยากรณ์

2:26

คุณจะได้เรียนรู้อย่างมหาศาลไม่เพียงแต่เกี่ยวกับพวกเขา

but also about yourself.

2:29

แต่ยังเกี่ยวกับตัวคุณเองด้วย

ไวยากรณ์

not only about them, but also about yourself: การเรียนรู้สองด้านที่ขนานกัน

โครงสร้างคู่ not only A but also B เชื่อมสองแนวคิดและบอกว่าทั้งสองอย่างเป็นจริง ในประโยคนี้ วลี about สองวลีบอกสองเรื่องที่คุณจะได้เรียนรู้ คือ them และ yourself not only ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดแรก แต่เพิ่มแนวคิดที่สองเข้ามาและมักเน้นส่วนที่สองมากขึ้น A และ B ควรใช้รูปไวยากรณ์ที่ตรงกัน ที่นี่ทั้งสองด้านเป็น about + คำสรรพนาม

แบบฝึกหัด

ใช้ not only ... but also และทำให้ทั้งสองวลีมีโครงสร้างขนานกัน: The museum has activities ____ children ____ adults.

ดูคำตอบ

not only for · but also for

When we meet someone new,

2:32

เมื่อเราพบคนใหม่ๆ

we often already have ideas about what they are like. ไวยากรณ์

2:34

เรามักจะมีความคิดอยู่แล้วว่าพวกเขาเป็นคนอย่างไร

ไวยากรณ์

what they are like: ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าในคำถามทางอ้อม

what they are like หมายถึง “พวกเขาเป็นคนแบบไหน” หรือ “พวกเขามีลักษณะอย่างไร” เมื่ออยู่หลัง about วลีทั้งหมดทำหน้าที่เป็นคำถามทางอ้อม คำถามทางอ้อมใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ what + ประธาน + be จึงต้องใช้ what they are like ส่วนคำถามตรงคือ What are they like? ในที่นี้ like ใช้ถามถึงลักษณะ ไม่ได้หมายถึง “ชอบ”

แบบฝึกหัด

เปลี่ยน What is the new teacher like? ให้เป็นคำถามทางอ้อม: Do you know ____?

ดูคำตอบ

what the new teacher is like

Ronni says we put someone in a box, สำนวน

2:37

Ronni บอกว่าเราจัดคนใส่กล่อง (put someone in a box)

an expression meaning to judge what kind of person someone is

2:40

ซึ่งเป็นสำนวนที่หมายถึงการตัดสินว่าใครสักคนเป็นคนแบบไหน

based on their appearance วลี

2:44

โดยพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก

or on a limited understanding of who they are.

2:45

หรือจากความเข้าใจที่จำกัดว่าพวกเขาเป็นใคร

สำนวน

put someone in a box: จำกัดคนด้วยป้ายตายตัว

put someone in a box เป็นคำเปรียบ หมายถึงการใช้ข้อมูลเพียงเล็กน้อยแล้วตัดสินว่าคนคนหนึ่งต้องอยู่ในประเภทหรือติดป้ายแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น ในประโยคนี้ รูปลักษณ์หรือความรู้ที่จำกัดกลายเป็นพื้นฐานของการตัดสินนั้น สำนวนนี้มักมีนัยเชิงวิจารณ์ โดยสื่อว่าป้ายดังกล่าวทำให้มองบุคคลนั้นแบบเรียบง่ายเกินไป และอาจจำกัดวิธีที่ผู้อื่นมองความสามารถ อัตลักษณ์ หรือทางเลือกของเขา

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดงความหมายของ put someone in a box ได้ดีที่สุด?

  1. พวกเขาถาม Mia ว่าเธอชอบวิชาอะไร
  2. พวกเขาให้ Mia ยืมกล่องเพื่อใช้ขนหนังสือ
  3. พวกเขาคิดว่า Mia ไม่ชอบวิทยาศาสตร์เพียงเพราะเธอชอบศิลปะ
ดูคำตอบ

พวกเขาคิดว่า Mia ไม่ชอบวิทยาศาสตร์เพียงเพราะเธอชอบศิลปะ

วลี

based on their appearance: ระบุพื้นฐานของการตัดสิน

based on ใช้นำหน้าข้อมูลที่เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจ ความเชื่อ หรือการตัดสินคน ในที่นี้ based on their appearance หมายถึงการใช้รูปลักษณ์ของบุคคลมาตัดสินว่าเขาเป็นคนแบบไหน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ based on + คำนามหรือนามวลี เช่น based on evidence, based on data, based on experience คำว่า on เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนนี้ และไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพในที่นี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ใช้บางสิ่งเป็นพื้นฐาน”: The committee made its decision ____ the evidence.

ดูคำตอบ

based on

He recommends meeting people

2:49

เขาแนะนำให้ไปพบกับผู้คน

who you wouldn't usually spend time with, วลี

2:50

ที่คุณมักจะไม่ใช้เวลาด้วย

วลี

spend time with someone: ใช้เวลาร่วมกับใครสักคน

spend time with someone หมายถึงการอยู่กับคนนั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยมักพูดคุยหรือทำบางอย่างร่วมกัน ในกลุ่มคำนี้ time เป็นกรรมของ spend และ with ใช้บอกบุคคลที่อยู่ด้วย จึงละ with ไม่ได้ ใน people who you wouldn't usually spend time with คำว่า who อ้างกลับไปที่ people และเข้าใจได้ว่าเป็นบุคคลที่อยู่หลัง with ภาษาอังกฤษมักวาง with ไว้ท้ายอนุประโยคขยายแบบนี้

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ขาดไปในกลุ่มคำที่ใช้กันทั่วไป: I enjoy spending time ____ my grandparents.

ดูคำตอบ

with

even if this makes you feel uncomfortable, ไวยากรณ์

2:53

แม้ว่าสิ่งนี้จะทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ

ไวยากรณ์

even if this makes you feel uncomfortable: คำแนะนำยังคงเดิม

even if ใช้นำเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นหรือเป็นเพียงสมมติฐาน โดยเงื่อนไขนั้นไม่เปลี่ยนการตัดสินใจ คำแนะนำ หรือผลลัพธ์หลัก ในที่นี้ this หมายถึงการพบปะคนที่ปกติคุณจะไม่ใช้เวลาด้วย การรู้สึกไม่สบายใจอาจเป็นอุปสรรค แต่คำแนะนำยังคงเดิม เงื่อนไขจะอยู่หลัง even if ส่วนประโยคหลักบอกว่าสิ่งใดยังคงเป็นจริง โครงสร้างนี้ช่วยให้ยอมรับว่ามีความยากลำบาก โดยไม่ปล่อยให้สิ่งนั้นเปลี่ยนผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่ใช้กับเงื่อนไขซึ่งอาจเกิดขึ้นแต่จะไม่เปลี่ยนแผน: The picnic will go ahead ____ it rains tomorrow.

ดูคำตอบ

even if

feel slightly worried,

2:56

รู้สึกกังวลเล็กน้อย

or embarrassed in a social situation.

2:57

หรือเขินอายในสถานการณ์ทางสังคมก็ตาม

So, the main idea of the Human Library

3:00

ดังนั้น แนวคิดหลักของห้องสมุดมนุษย์

is to challenge the assumptions and stereotypes วลี

3:02

คือการท้าทายข้อสันนิษฐานและแบบแผนตายตัว

that we all have about other people.

3:05

ที่เราทุกคนมีต่อคนอื่นๆ

วลี

challenge the assumptions and stereotypes: ตั้งคำถามต่อความเชื่อแบบตายตัว

challenge ในที่นี้หมายถึงการตั้งคำถามและตรวจสอบแนวคิด ไม่ได้หมายถึงการท้าใครมาแข่งขัน challenge the assumptions and stereotypes จึงหมายถึงการตรวจสอบความเชื่อเกี่ยวกับผู้อื่น แทนที่จะยอมรับทันทีว่าความเชื่อนั้นจริงหรือยุติธรรม assumption คือความเชื่อที่ยอมรับโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ ส่วน stereotype คือความเชื่อแบบตายตัวและเหมารวมเกี่ยวกับคนกลุ่มหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The workshop challenges assumptions about new employees.” คำว่า challenges assumptions หมายถึงอะไร

  1. ตั้งคำถามต่อความเชื่อที่อาจไม่มีหลักฐานรองรับ
  2. กล่าวซ้ำความเชื่อโดยไม่ตรวจสอบ
  3. เชิญความเชื่อเหล่านั้นมาแข่งขัน
ดูคำตอบ

ตั้งคำถามต่อความเชื่อที่อาจไม่มีหลักฐานรองรับ

Ronni uses social media to find volunteers

3:08

Ronni ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อค้นหาอาสาสมัคร

who are willing to talk about their lives at public meetings, วลี

3:11

ผู้ที่เต็มใจจะพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาในการประชุมสาธารณะ

which anyone can attend.

3:14

ซึ่งใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้

วลี

are willing to talk about: ยินดีลงมือทำ

be willing to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงยอมทำหรือพร้อมที่จะทำบางสิ่ง ใน are willing to talk about their lives อาสาสมัครยอมพูดถึงประสบการณ์ของตนอย่างเปิดเผย การยินดีทำไม่เหมือนกับการอยากทำอย่างมาก คนคนหนึ่งอาจยินดีทำบางสิ่งแม้ว่าจะยากหรือไม่ใช่ตัวเลือกแรกของตน

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนจากบทเรียนนี้เติมประโยคให้สมบูรณ์: The expert is ____ the possible risks.

ดูคำตอบ

willing to talk about

As the Human Library spreads around the world, ลำดับความ

3:16

เมื่อห้องสมุดมนุษย์แพร่กระจายไปทั่วโลก

more money is needed to keep the project going. วลี

3:18

ก็จำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อให้โครงการดำเนินต่อไปได้

ลำดับความ

As the Human Library spreads around the world: การวางภูมิหลังที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ในประโยคนี้ As the Human Library spreads around the world หมายถึง “ในขณะที่ Human Library ขยายตัวและสอดคล้องไปกับการขยายตัวนั้น” อนุประโยคที่ใช้ as วางแนวโน้มที่กำลังเปลี่ยนแปลงไว้เป็นพื้นหลัง ส่วนประโยคหลักเน้นความต้องการเงินเพิ่มที่เกี่ยวข้องกัน รูปแบบที่นำไปใช้ได้อีกคือ As + สถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง แล้วตามด้วยประโยคหลักที่บอกพัฒนาการที่เกี่ยวข้อง รูปแบบนี้แสดงว่าพัฒนาการหนึ่งเกิดควบคู่กับอีกพัฒนาการหนึ่ง ในที่นี้ as ไม่ได้หมายถึง “ในฐานะ” แบบใน as a teacher

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as เพื่อวางแนวโน้มที่กำลังเปลี่ยนแปลงไว้เป็นพื้นหลัง แล้วนำไปสู่ความต้องการที่เกี่ยวข้อง?

  1. More schools are needed before the town grows.
  2. As a town, it needs more schools.
  3. As the town grows, more schools are needed.
ดูคำตอบ

As the town grows, more schools are needed.

วลี

keep the project going: ทำให้บางสิ่งดำเนินงานต่อไป

Keep the project going หมายถึงทำให้แน่ใจว่าโครงการยังดำเนินงานต่อไปแทนที่จะหยุดลง ในประโยคนี้ เงินเป็นทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำเนินงานต่อเนื่องนั้น รูปแบบที่นำไปใช้ได้อีกคือ keep + กรรม + going ในที่นี้ going หมายถึง “ดำเนินต่อไป” หรือ “ทำงานต่อไป” ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

เรียง keep, the shelter และ going ให้ถูกต้อง: The donations will help ____ through the winter.

ดูคำตอบ

keep the shelter going

This mostly comes from hosting events for private companies, วลี

3:21

เงินส่วนใหญ่มาจากการจัดงานให้กับบริษัทเอกชน

วลี

comes from hosting events: บอกแหล่งที่มาด้วย come from + gerund

ในประโยคนี้ This หมายถึงเงินที่จำเป็นต่อการดำเนินโครงการต่อไป comes from hosting events หมายความว่า การจัดงานให้บริษัทเอกชนเป็นแหล่งเงินหลัก โดย come from ในที่นี้บอกที่มาหรือแหล่งกำเนิด ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จริง เนื่องจาก from เป็นคำบุพบท คำกริยาที่ตามหลังจึงมักอยู่ในรูป -ing: come from + gerund โครงสร้างนี้ใช้บอกได้ว่าเงิน รายได้ การสนับสนุน หรือผลลัพธ์อื่นมาจากไหน

แบบฝึกหัด

ใช้ come from และรูป gerund ของ sell เติมประโยคให้สมบูรณ์: Most of the museum's income ____ tickets.

ดูคำตอบ

comes from selling

including famous businesses like Google.

3:25

รวมถึงธุรกิจชื่อดังอย่าง Google

Transgender volunteer

3:27

อาสาสมัครข้ามเพศ

Katy Jon Went

3:29

Katy Jon Went

is a regular host for the Human Library's business events.

3:30

เป็นพิธีกรประจำสำหรับงานธุรกิจของห้องสมุดมนุษย์

Listen to this clip

3:34

ลองฟังคลิปนี้

of her introducing the project to a group

3:35

ที่เธอแนะนำโครงการนี้ให้กับกลุ่ม

of Dutch businessmen from BBC World Service program

3:37

นักธุรกิจชาวดัตช์จากรายการ BBC World Service

People Fixing the World.

3:40

People Fixing the World

When we're in the workplace or on social media,

3:45

เมื่อเราอยู่ในที่ทำงานหรือบนโซเชียลมีเดีย

what we often find is we're walking on โน้ต

3:47

สิ่งที่เรามักพบก็คือเรากำลังเดินอยู่บน

eggshells around diversity and difference. การใช้คำ

3:48

เปลือกไข่ในเรื่องของความหลากหลายและความแตกต่าง

สำนวน

walking on eggshells: ระมัดระวังอย่างมากเพื่อไม่ให้ผู้อื่นไม่พอใจ

Walking on eggshells เป็นสำนวนที่หมายถึงการพูดหรือทำสิ่งต่าง ๆ อย่างระมัดระวังมาก เพราะกังวลว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจหรือเกิดความขัดแย้ง ไม่ได้หมายถึงการเดินบนเปลือกไข่จริง ๆ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวแสดงถึงความตึงเครียดที่ผู้คนอาจรู้สึกเมื่อพูดถึงความหลากหลายและความแตกต่าง โดยทั่วไปหมายถึงความระมัดระวังเพราะกลัวปฏิกิริยาในทางลบ ไม่ใช่เพียงความละเอียดรอบคอบตามปกติ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “ระมัดระวังอย่างมากเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไม่พอใจ” ลงในประโยค: I feel as if I'm ____ whenever I mention the budget.

ดูคำตอบ

walking on eggshells

ไวยากรณ์

what we often find is: เกริ่นผลที่ได้จากการสังเกต

what we often find is ใช้เกริ่นข้อสรุปที่ได้จากประสบการณ์หรือการสังเกตซ้ำ ๆ ในที่นี้ find หมายถึงการสังเกตเห็นหรือค้นพบว่าสถานการณ์หนึ่งเป็นจริง ไม่ใช่การหาตำแหน่งของสิ่งของ what-clause ทั้งหมดคือ what we often find ทำหน้าที่เป็นประธาน และ is ชี้ไปยังผลจากการสังเกตที่ตามมา โครงสร้าง what we often find is (that) + clause ทำให้แนวคิดถัดไปถูกนำเสนอเป็นสิ่งที่มักสังเกตพบและได้รับการเน้น ในประโยคต้นฉบับละ that ไว้หน้า we're ซึ่งพบได้บ่อยในภาษาพูด

แบบฝึกหัด

ใช้กรอบการสังเกตห้าคำจากบทเรียนเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ that small changes make a big difference.

ดูคำตอบ

What we often find is

การใช้คำ

around diversity and difference: around ที่หมายถึง “เกี่ยวกับ”

ในที่นี้ around ใช้นำเข้าสู่ขอบเขตหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความระมัดระวังนั้น คือ diversity and difference โดยหมายถึง “เกี่ยวกับ” หรือ “ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ” ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ การใช้เพื่อระบุขอบเขตของหัวข้อแบบนี้พบได้บ่อยหลังคำหรือวลี เช่น questions, concerns, discussion, policy และ language ตัวอย่างเช่น questions around safety หมายถึงคำถามที่เกี่ยวกับความปลอดภัย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ around ในความหมายว่า “เกี่ยวกับหัวข้อหนึ่ง”?

  1. We walked around the school.
  2. She tied a ribbon around the box.
  3. We had a discussion around online safety.
ดูคำตอบ

We had a discussion around online safety.

Many people don't want to get it wrong, วลี

3:51

หลายคนไม่อยากทำผิดพลาด

quite understandably. น้ำเสียง/เจตนา

3:52

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

วลี

get it wrong: ทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งผิด

get it wrong หมายถึง พูด เข้าใจ ตอบ หรือจัดการเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างผิดพลาด ในโครงสร้างนี้ get สื่อว่าเกิดผลลัพธ์บางอย่าง wrong บอกว่าผลลัพธ์นั้นผิด และ it แทนเรื่องที่พูดถึงอยู่ก่อนแล้ว ในประโยคนี้ it หมายถึงวิธีพูดเรื่องความหลากหลายและความแตกต่าง วลีนี้ไม่ได้ระบุชนิดของความผิดไว้ตายตัว จึงอาจหมายถึงการเลือกคำไม่เหมาะสมหรือการจัดการหัวข้อไม่เหมาะสมก็ได้

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง get + object + wrong เติมประโยคให้สมบูรณ์: I checked the room number twice because I didn't want to ____.

ดูคำตอบ

get it wrong

น้ำเสียง/เจตนา

quite understandably: เพิ่มความคิดเห็นที่แสดงความเข้าใจ

quite understandably เป็นคำแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้สื่อว่าการที่ผู้คนไม่อยากจัดการหัวข้อนี้ผิดมีเหตุผลที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล เมื่ออยู่ท้ายประโยค เครื่องหมายจุลภาคจะแยกวลีนี้ออกจากใจความหลัก ผู้พูดใช้วลีนี้เพื่อแสดงความเข้าใจและทำให้ความเห็นนุ่มนวลขึ้น โดยมองว่าความกังวลนั้นสมเหตุสมผล ไม่ใช่เรื่องน่าขัน quite ช่วยเน้นการประเมินนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าผู้พูดเห็นด้วยกับทุกปฏิกิริยาอย่างสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ quite understandably เพื่อแสดงว่าผู้พูดมองว่าปฏิกิริยาของคนคนหนึ่งสมเหตุสมผล

  1. After missing the last bus, Leo was frustrated, quite understandably.
  2. Leo quite understood the map after one look.
  3. Leo explained the route quite understandably to the tourists.
ดูคำตอบ

After missing the last bus, Leo was frustrated, quite understandably.

The important thing to remember ลำดับความ

3:54

สิ่งที่สำคัญที่ต้องจำไว้

is that you can ask them anything. น้ำเสียง/เจตนา

3:56

คือคุณสามารถถามพวกเขาได้ทุกเรื่อง

ลำดับความ

The important thing to remember is that: การเกริ่นประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

โครงสร้าง The important thing to remember is that บอกผู้ฟังว่าอนุประโยคหลัง that คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องจำ โครงสร้างนี้ดึงความสนใจไปที่ประเด็นหลักก่อน แล้วจึงบอกรายละเอียด ในที่นี้ thing หมายถึง “ประเด็น” หรือ “ข้อเท็จจริง” ไม่ใช่สิ่งของ ใช้โครงสร้างนี้เพื่อจัดลำดับคำแนะนำ คำสั่ง หรือคำอธิบาย เมื่อมีข้อมูลหนึ่งที่ควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเต็มจากบทเรียนนี้ซึ่งขึ้นต้นด้วย The important thing: ____ the gate closes at six.

ดูคำตอบ

The important thing to remember is that

น้ำเสียง/เจตนา

you can ask them anything: can ที่ใช้แสดงการอนุญาต

ใน you can ask them anything คำว่า can แสดงการอนุญาต ไม่ได้บอกความสามารถ ผู้พูดกำลังบอกว่าสามารถถามคำถามได้และยินดีรับคำถาม anything ทำให้การอนุญาตฟังดูกว้างและช่วยลดความลังเลของผู้ฟัง แต่ไม่ได้บังคับให้อีกฝ่ายต้องตอบ เพียงเปิดโอกาสให้ถามคำถามเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: หลังจากมีคนพูดว่า 'You can ask me anything' เราสามารถดูหมิ่นหรือกดดันให้เขาตอบได้

  1. ไม่จริง: การอนุญาตให้ถามได้อย่างกว้างยังไม่ยกเลิกความเคารพหรือขอบเขตของอีกฝ่าย
  2. จริง: anything ยกเลิกขอบเขตด้านความสุภาพทั้งหมด
ดูคำตอบ

ไม่จริง: การอนุญาตให้ถามได้อย่างกว้างยังไม่ยกเลิกความเคารพหรือขอบเขตของอีกฝ่าย

They're never going to make you wrong น้ำเสียง/เจตนา

3:58

พวกเขาจะไม่มีวันทำให้คุณรู้สึกผิด

for the question you ask today,

3:59

สำหรับคำถามที่คุณถามในวันนี้

which is an incredibly rare offer. การใช้คำ

4:01

ซึ่งถือเป็นข้อเสนอที่หาได้ยากอย่างเหลือเชื่อ

น้ำเสียง/เจตนา

make you wrong for the question: ตำหนิคุณเพราะถามคำถาม

ในประโยคนี้ make you wrong for the question หมายถึง “ปฏิบัติต่อคุณราวกับว่าคุณเป็นฝ่ายผิดเพราะถามคำถามนั้น” อาจรวมถึงการตำหนิ ตัดสิน หรือทำให้คุณอับอาย ไม่ได้หมายถึงการทำให้คุณกลายเป็นสิ่งที่ “ผิด” ตามตัวอักษร รูปแบบคือ make someone wrong for something โดยส่วนที่ตามหลัง for ระบุการกระทำที่ถูกใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินคนนั้น ในที่นี้ผู้พูดสัญญาว่าจะให้พื้นที่ที่ไม่ตัดสินกัน แม้จะเป็นคำถามที่ละเอียดอ่อนก็ตาม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบาย make you wrong for the question ในบริบทนี้ได้ดีที่สุด

  1. พวกเขาจะเขียนคำถามใหม่ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
  2. พวกเขาจะทำให้คุณเลือกคำตอบที่ผิด
  3. พวกเขาจะไม่ตำหนิหรือทำให้คุณอับอายเพียงเพราะคุณถามคำถามนั้น
ดูคำตอบ

พวกเขาจะไม่ตำหนิหรือทำให้คุณอับอายเพียงเพราะคุณถามคำถามนั้น

การใช้คำ

an incredibly rare offer: โอกาสหรือคำมั่นที่หาได้ยากอย่างยิ่ง

ในที่นี้ offer คือสิ่งที่ตั้งใจมอบให้ผู้อื่น ไม่จำเป็นต้องเป็นราคา คำนามนี้ใช้เรียกคำมั่นก่อนหน้า ซึ่งก็คือผู้คนสามารถถามคำถามได้โดยไม่ถูกตำหนิเพราะถามคำถามนั้น rare บอกว่าการอนุญาตหรือคำมั่นเช่นนี้ไม่ค่อยพบ ส่วน incredibly เน้นระดับของ rare อย่างมาก ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึง “โอกาสหรือคำมั่นที่หาได้ยากเป็นพิเศษ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ offer ในความหมายว่าเป็นโอกาสที่มีผู้ตั้งใจมอบให้ ไม่ใช่ราคา

  1. The mechanic sent us a quote for the repair.
  2. The head teacher made us an unusual offer: we could design the new reading room.
  3. The break in the rain gave us an opportunity to finish the match.
ดูคำตอบ

The head teacher made us an unusual offer: we could design the new reading room.

When meeting someone

4:05

เมื่อได้พบกับใครสักคน

with completely different life

4:06

ที่มีชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

experiences, people can be worried about saying the wrong thing

4:08

จากประสบการณ์ ผู้คนอาจกังวลว่าจะพูดผิด

or asking embarrassing questions.

4:11

หรือถามคำถามที่น่าอึดอัดใจ

Katie says they are walking on eggshells,

4:14

Katie บอกว่าพวกเขากำลังเดินบนเปลือกไข่ (walking on eggshells)

an expression which means to be very careful

4:16

เป็นสำนวนที่หมายถึงการต้องระมัดระวังให้มาก

about what you do and say

4:19

เกี่ยวกับสิ่งที่คุณทำและพูด

because you don't want to offend or upset anyone.

4:20

เพราะคุณไม่อยากทำให้ใครขุ่นเคืองหรือเสียใจ

But in fact,

4:23

แต่อันที่จริงแล้ว

the human books are rarely offended.

4:24

หนังสือมนุษย์แทบจะไม่รู้สึกขุ่นเคืองเลย

The event is all about วลี

4:27

งานนี้เป็นเรื่องของ

celebrating people's difference and diversity, การใช้คำ

4:29

การเฉลิมฉลองความแตกต่างและความหลากหลายของผู้คน

วลี

be all about celebrating: บอกจุดประสงค์หลัก

โครงสร้าง be all about + คำกริยารูป -ing หมายความว่าแก่นสำคัญหรือจุดประสงค์หลักของกิจกรรมคือการทำสิ่งนั้น ในที่นี้ all about celebrating เน้นว่าการเฉลิมฉลองคือจุดสำคัญของงาน โดย all ใช้เพิ่มน้ำหนัก ไม่ได้หมายความว่างานนี้ไม่มีสิ่งอื่นเลย เนื่องจาก about เป็นคำบุพบท คำกริยาที่ตามหลังจึงต้องเป็นรูป -ing คือ celebrating ไม่ใช่ celebrate

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ build เติมประโยคให้สมบูรณ์: The workshop is all about ____ confidence.

ดูคำตอบ

building

a term which describes how many different types of people

4:32

เป็นคำที่อธิบายว่าผู้คนหลากหลายประเภท

are included together.

4:35

ถูกรวมเข้าด้วยกันมากแค่ไหน

การใช้คำ

difference and diversity: ความแตกต่างของแต่ละคนและความหลากหลายของกลุ่ม

difference หมายถึงจุดใดจุดหนึ่งที่คนหรือสิ่งหนึ่งไม่เหมือนกับอีกคนหรืออีกสิ่งหนึ่ง ส่วน diversity หมายถึงการที่กลุ่มหนึ่งมีผู้คนซึ่งมีภูมิหลัง อัตลักษณ์ ประสบการณ์ หรือมุมมองที่หลากหลาย ในประโยคนี้ difference กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างผู้คน ส่วน diversity อธิบายถึงการที่ผู้คนที่แตกต่างกันได้รับการรวมไว้ด้วยกัน วลีถัดมา a term which describes... ใช้อธิบาย diversity

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ diversity เพื่ออธิบายกลุ่มที่ประกอบด้วยผู้คนจากภูมิหลังที่หลากหลาย?

  1. There is a difference of ten minutes between the two schedules.
  2. Please find the difference between these two pictures.
  3. The club values diversity because its members come from many cultural backgrounds.
ดูคำตอบ

The club values diversity because its members come from many cultural backgrounds.

Exactly.

4:37

ถูกต้องเลย

It's a celebration for everyone,

4:38

มันคือการเฉลิมฉลองสำหรับทุกคน

regardless of race, age, or gender. วลี

4:40

โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ อายุ หรือเพศ

วลี

regardless of race, age, or gender: โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ อายุ หรือเพศ

regardless of หมายความว่าปัจจัยหนึ่งไม่ทำให้การตัดสินใจ ผลลัพธ์ หรือผู้ที่ถูกนับรวมเปลี่ยนไป ในประโยคนี้ เชื้อชาติ อายุ และเพศไม่มีผลต่อการที่บุคคลหนึ่งจะถูกรวมอยู่ในงานเฉลิมฉลองนี้หรือไม่ โครงสร้างคือ regardless of + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing เหมาะอย่างยิ่งสำหรับบอกว่ากฎหรือโอกาสใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม แม้จะมีความแตกต่างกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย regardless of: The scholarship is open to everyone, ____ age.

ดูคำตอบ

regardless of

Or nationality.

4:42

หรือสัญชาติ

And that reminds me, ลำดับความ

4:43

และนั่นทำให้ผมนึกขึ้นได้

what was the answer to your question,

4:45

คำตอบของคำถามคุณคืออะไร

Neil?

4:46

นีล?

ลำดับความ

that reminds me: เชื่อมไปยังเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรมชาติ

that reminds me บอกว่าสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงทำให้ผู้พูดนึกถึงอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ในประโยคนี้ that ชี้ไปยังหัวข้อก่อนหน้าโดยตรง ไม่ได้หมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างคลุมเครือ ในฐานะคำเชื่อมทางบทสนทนา วลีนี้เชื่อมหัวข้อเดิมกับคำถามถัดไป และทำให้การย้อนกลับไปยังประเด็นก่อนหน้าที่ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติแทนที่จะเปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหัน

แบบฝึกหัด

คุณกำลังคุยเรื่องการเดินทางพรุ่งนี้ แล้วจู่ ๆ ก็นึกถึงงานเกี่ยวกับการเดินทางที่ยังทำไม่เสร็จ คำตอบใดเชื่อมไปยังเรื่องที่เกี่ยวข้องนั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. That reminds me—did you book the train tickets?
  2. That reminds me of the train journey we took last year.
  3. Anyway, did you like the concert?
ดูคำตอบ

That reminds me—did you book the train tickets?

Oh,

4:47

โอ้

yes. I asked how many countries

4:47

ใช่แล้ว ผมถามว่ามีกี่ประเทศ

today have a Human Library.

4:49

ที่มีห้องสมุดมนุษย์ในปัจจุบัน

What did you say,

4:50

คุณตอบว่าอะไรนะ

Sam?

4:51

แซม?

I guessed it was

4:51

ฉันเดาว่ามันคือ

C, 95 countries.

4:52

ข้อ C 95 ประเทศ

Which was the wrong answer,

4:54

ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด

I'm afraid. น้ำเสียง/เจตนา

4:57

ผมเกรงว่านะ

น้ำเสียง/เจตนา

I'm afraid สำหรับบอกข่าวร้ายอย่างนุ่มนวล

ในประโยคนี้ I'm afraid ไม่ได้บอกว่าผู้พูดรู้สึกกลัว แต่เป็นถ้อยคำสุภาพที่แสดงว่าผู้พูดเสียใจที่ต้องแจ้งข้อมูลที่ไม่น่ายินดี นั่นคือคำตอบผิด เมื่อวางไว้ท้ายประโยค ถ้อยคำนี้จะช่วยลดความตรงของการแก้คำตอบ ทำให้ฟังดูไม่แข็งเกินไป นอกจากนี้ยังใช้เพื่อเกริ่นข่าวร้าย การปฏิเสธ หรือความเห็นที่ไม่ตรงกันอย่างสุภาพได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ I'm afraid เพื่อทำให้ข่าวร้ายฟังนุ่มนวลขึ้น แทนที่จะบอกถึงความกลัว?

  1. I'm afraid your booking has been cancelled.
  2. I'm afraid when storms shake the windows.
  3. I'm afraid of large dogs.
ดูคำตอบ

I'm afraid your booking has been cancelled.

The correct answer

4:58

คำตอบที่ถูกต้อง

was B, 85 countries,

4:58

คือ B 85 ประเทศ

from Norway and Hungary

5:01

ตั้งแต่ประเทศนอร์เวย์และฮังการี

all the way to Australia and Mongolia. วลี

5:02

ไปจนถึงออสเตรเลียและมองโกเลีย

วลี

all the way to Australia and Mongolia เพื่อเน้นขอบเขตที่กว้าง

all the way to ในที่นี้เน้นว่าขอบเขตทางภูมิศาสตร์ทอดยาวไปถึงออสเตรเลียและมองโกเลีย ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าช่วงดังกล่าวกว้างมาก ไม่ใช่เพียงการบอกจุดปลายทาง รูปแบบ from A all the way to B ใช้บอกเส้นทางได้ แต่ยังใช้บอกขอบเขตของบริการ อิทธิพล หรือช่วงประเภทอื่นได้ด้วย ตัวถ้อยคำเองไม่ได้หมายความว่ามีใครเดินทางตลอดระยะทางนั้นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ all the way to เพื่อเน้นขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้าง?

  1. The radio station is located on the outer islands.
  2. The radio signal reaches from the capital all the way to the outer islands.
  3. The radio signal travels to the outer islands.
ดูคำตอบ

The radio signal reaches from the capital all the way to the outer islands.

Wow.

5:05

ว้าว

I bet that makes a lot น้ำเสียง/เจตนา

5:05

ฉันพนันได้เลยว่านั่นต้องสร้างเรื่องราว

of interesting stories.

5:06

ที่น่าสนใจมากมายทีเดียว

น้ำเสียง/เจตนา

I bet that makes...: การคาดเดาอย่างมั่นใจในบทสนทนา

ในประโยคนี้ I bet หมายถึง “ฉันค่อนข้างมั่นใจ” หรือ “ฉันคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น” ไม่ได้หมายถึง “ฉันกำลังพนัน” ผู้พูดใช้ข้อมูลที่เพิ่งกล่าวถึงมาคาดเดาอย่างมั่นใจ ในทางไวยากรณ์ I bet ใช้เกริ่นการคาดเดา ส่วน that เป็นประธานของ makes และหมายถึงสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึง that makes + กลุ่มคำนาม จึงบอกว่าสถานการณ์ก่อนหน้าน่าจะทำให้เกิดผลบางอย่าง และคำตอบทั้งหมดยังแสดงความสนใจและความเห็นด้วยด้วย

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วย I bet that makes เพื่อคาดเดาอย่างมั่นใจในบทสนทนา: “Nina has a studio at home.” “____ her work much easier.”

ดูคำตอบ

I bet that makes

Okay,

5:08

โอเค

let's recap the vocabulary for this program ลำดับความ

5:09

เรามาทบทวนคำศัพท์สำหรับรายการนี้กัน

ลำดับความ

let's recap the vocabulary: การบอกช่วงทบทวนสั้น ๆ

let's recap the vocabulary บอกผู้ฟังว่ารายการกำลังเปลี่ยนจากเนื้อหาหลักไปสู่การทบทวนคำสำคัญแบบสั้น ๆ จึงช่วยจัดลำดับข้อมูลด้วยการบอกช่วงสรุปท้ายอย่างชัดเจน let's + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นการชวนผู้พูดและผู้ฟังให้ทำบางอย่างร่วมกัน recap หมายถึงการกล่าวย้ำประเด็นหลักอย่างสั้น ๆ ไม่ใช่อธิบายทุกอย่างซ้ำใหม่ทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ใช้ recap เพื่อบอกว่าจะเริ่มทบทวนสั้น ๆ: Before we finish, let's ____ the three main points.

ดูคำตอบ

recap

about people sharing their experience of facing prejudice,

5:12

เกี่ยวกับผู้คนที่แบ่งปันประสบการณ์การเผชิญกับอคติ

the unreasonable dislike

5:16

ความเกลียดชังที่ไม่มีเหตุผล

of certain groups of people.

5:17

ต่อคนบางกลุ่ม

A safe space

5:19

พื้นที่ปลอดภัย (safe space)

is a place where you feel protected

5:20

คือสถานที่ที่คุณรู้สึกได้รับการปกป้อง

from danger and harm.

5:22

จากอันตรายและการทำร้าย

When we put someone in a box,

5:24

เมื่อเราจัดใครบางคนใส่กล่อง (put someone in a box)

we judge them based on their appearance

5:27

เราตัดสินพวกเขาตามรูปลักษณ์ภายนอก

or a limited understanding of them.

5:29

หรือมีความเข้าใจอย่างจำกัดเกี่ยวกับพวกเขา

If you feel uncomfortable,

5:31

หากคุณรู้สึกอึดอัด (uncomfortable)

you feel slightly worried or embarrassed

5:33

คุณจะรู้สึกกังวลหรือเขินอายเล็กน้อย

in a social situation.

5:35

ในสถานการณ์ทางสังคม

The expression walking on eggshells

5:37

สำนวนการเดินบนเปลือกไข่ (walking on eggshells)

means being very careful

5:39

หมายถึงการต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก

about what you do and say

5:41

เกี่ยวกับสิ่งที่คุณทำและพูด

because you don't want to offend anyone.

5:43

เพราะคุณไม่อยากทำให้ใครขุ่นเคือง

And finally,

5:45

และสุดท้าย

diversity

5:46

ความหลากหลาย (diversity)

is a term describing many different types

5:46

เป็นคำที่อธิบายถึงคนหลากหลายประเภท

of people being included together.

5:49

ที่ถูกรวมเข้าด้วยกัน

Well,

5:51

เอาล่ะ

it's time to return these human books ลำดับความ

5:52

ได้เวลาคืนหนังสือมนุษย์เหล่านี้

back to the library shelves

5:54

กลับคืนสู่ชั้นวางของห้องสมุดแล้ว

because our six minutes are up. วลี

5:55

เพราะเวลา 6 นาทีของเราหมดลงแล้ว

ลำดับความ

return these human books back to the library shelves: การย้อนกลับมาหาภาพเปรียบเทียบหลัก

ในประโยคนี้ human books และ library shelves สานต่อภาพเปรียบเทียบของ Human Library ซึ่งผู้คนแบ่งปันเรื่องราวชีวิตของตนราวกับเป็นหนังสือที่ผู้อื่นอ่านได้ ไม่ได้หมายถึงการนำคนไปวางบนชั้นหนังสือจริง ๆ การนำภาพสำคัญของรายการกลับมาใช้อีกครั้งในตอนท้ายช่วยให้ผู้ดำเนินรายการย้อนถึงเนื้อหาก่อนหน้าอย่างขบขันและส่งสัญญาณว่ารายการกำลังจบ การนำภาพหรือถ้อยคำเดิมกลับมาใช้ทำให้ตอนจบเชื่อมโยงกับหัวข้อหลัก แทนที่จะเป็นเพียงคำบอกลาธรรมดา

แบบฝึกหัด

ถ้อยคำที่เน้นไว้ในตอนท้ายรายการมีหน้าที่หลักอย่างไร

  1. ถ้อยคำนี้ย้อนถึงภาพเปรียบเทียบ Human Library ของรายการอย่างขบขันและปิดหัวข้อ
  2. ถ้อยคำนี้สั่งให้นำคนไปวางบนชั้นหนังสือในห้องสมุดจริง ๆ
  3. ถ้อยคำนี้เปลี่ยนหัวข้อไปเป็นกฎทั่วไปในการคืนหนังสือ
ดูคำตอบ

ถ้อยคำนี้ย้อนถึงภาพเปรียบเทียบ Human Library ของรายการอย่างขบขันและปิดหัวข้อ

วลี

our six minutes are up: เวลาที่กำหนดไว้สิ้นสุดลงแล้ว

Our six minutes are up หมายถึงช่วงเวลาหกนาทีที่จัดไว้ให้รายการสิ้นสุดลงแล้ว ในโครงสร้าง a period of time + be up คำว่า up หมายถึงจบลงหรือหมดเวลา ไม่ได้หมายถึงอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า รูปทั่วไปคือ Time is up นอกจากนี้ยังใช้ระยะเวลาที่เจาะจงเป็นประธานได้ เช่น Your ten minutes are up

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนที่เรียนด้านบนเติมประโยคให้สมบูรณ์: Please stop writing; your ten minutes are ____.

ดูคำตอบ

up

Join us again

5:57

กลับมาร่วมกับเราอีกครั้ง

for more real life stories

5:58

สำหรับเรื่องราวในชีวิตจริงเพิ่มเติม

and topical vocabulary

6:00

และคำศัพท์ที่น่าสนใจ

here at Six Minute English

6:01

ที่นี่ใน Six Minute English

from BBC Learning English.

6:02

จาก BBC Learning English

Goodbye for now.

6:04

ลาก่อนสำหรับตอนนี้

Bye.

6:05

ลาก่อน

Six Minute English

6:07

Six Minute English

from the BBC.

6:08

จาก BBC