วิธีออกเสียง /p/ และ /b/ ให้เป๊ะทุกครั้ง - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
247 คำ 157 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: บทเรียนการออกเสียงนี้เปรียบเทียบเสียง /p/ กับ /b/ ในภาษาอังกฤษ โดยแสดงให้เห็นว่าทั้งสองเสียงใช้ตำแหน่งริมฝีปากแบบเดียวกัน จากนั้นใช้กระดาษที่วางหน้าปากและนิ้วที่แตะลำคอเพื่อทำให้เห็นความต่างระหว่างลมที่พุ่งออกมาเมื่อออกเสียง /p/ กับการสั่นของเส้นเสียงเมื่อออกเสียง /b/ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. I challenge you to say — วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่านี่คือคำชวนให้ลองทำแบบสนุกและท้าทาย ไม่ใช่คำสั่งห้วน ๆ และนำรูปแบบนี้ไปใช้เริ่มแบบฝึกพูด งาน หรือเกม โดยชวนให้อีกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ 2. not only let you make and hear the difference, but also see it. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า not only...but also... เชื่อมประโยชน์สองข้อพร้อมเน้นข้อหลังเพิ่มขึ้นอย่างไร และใช้เพื่ออธิบายว่าเทคนิค แนวคิด หรือการสาธิตหนึ่งอย่างให้ประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งมิติ 3. shouldn't be moving at all. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้การใช้ shouldn't be + -ing at all เพื่อบอกว่าสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นขัดกับผลที่คาดไว้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่ออธิบายสิ่งที่ควรสังเกตในการทดสอบ การสาธิต หรือการตรวจสอบขั้นตอน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

I challenge you to say puff out the candle on the pretty pink cake. โน้ต

0:00

ฉันท้าให้คุณพูดว่า "puff out the candle on the pretty pink cake"

น้ำเสียง/เจตนา

I challenge you to say: ชวนให้ลองทำภารกิจสนุก ๆ

ในที่นี้ I challenge you to say... หมายถึง “ลองพูดสิ่งนี้ดู ถ้าคุณทำได้” โครงสร้างคือ challenge + คน + to + คำกริยารูปพื้นฐาน โดย to say เป็นส่วนที่บอกงานที่ให้ทำ ในบทเรียนหรือเกม สำนวนนี้เปลี่ยนคำสั่งให้เป็นการทดสอบความสามารถแบบสนุก ๆ เป็นการชวนให้มีส่วนร่วม ไม่ใช่การกล่าวหาหรือตำหนิอย่างจริงจัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง challenge + คน + to: I ____ say this tongue twister twice without stopping.

ดูคำตอบ

challenge you to

กริยาวลี

puff out the candle: เป่าดับด้วยลมหายใจสั้น ๆ

ในที่นี้ puff out the candle หมายถึงใช้ลมหายใจสั้น ๆ เป่าให้เปลวเทียนดับ Puff บรรยายการพ่นลมสั้น ๆ ส่วน out แสดงผลของการกระทำ คือเปลวไฟดับลง ถ้อยคำนี้ยังทำให้แบบฝึกพูดมีเสียง /p/ หลายเสียง ในบทสนทนาทั่วไปมักใช้ blow out the candle ส่วนที่นี่เลือก puff out เพื่อบรรยายการพ่นลมและช่วยฝึกเสียง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ puff out the candle หมายถึงอะไร

  1. ใช้ลมหายใจสั้น ๆ เป่าให้เปลวเทียนดับ
  2. ทำให้เทียนพองตัวและใหญ่ขึ้น
  3. ย้ายเทียนออกห่างจากเค้ก
ดูคำตอบ

ใช้ลมหายใจสั้น ๆ เป่าให้เปลวเทียนดับ

Go.

0:05

เริ่มเลย

Did you have any issues? น้ำเสียง/เจตนา

0:09

มีปัญหาอะไรไหม?

Any problems?

0:11

ติดขัดตรงไหนหรือเปล่า?

น้ำเสียง/เจตนา

have any issues? Any problems?: การถามว่าพบความยากลำบากหรือไม่

Did you have any issues? ใช้ถามว่าผู้ฟังพบความยากลำบากระหว่างทำงานหรือไม่ ส่วน Any problems? เป็นคำถามต่อแบบย่อ โดยละประธานและกริยาช่วยที่เข้าใจได้จากบริบท ความหมายเต็มใกล้เคียงกับ Did you have any problems? ในที่นี้ issues และ problems หมายถึงอุปสรรคหรือเรื่องติดขัดในกิจกรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุการณ์ร้ายแรง การถามซ้ำด้วยคำที่คุ้นเคยกว่าอย่าง problems ช่วยเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายบอกสิ่งที่ติดขัด

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานเพิ่งทดลองใช้เครื่องมืออัปโหลดไฟล์ใหม่ คำถามใดใช้ตรวจสอบอย่างเป็นกลางว่าเขาพบความยากลำบากหรือไม่

  1. What was wrong with your upload?
  2. Did you have any issues uploading the file?
  3. Why did you upload the file incorrectly?
ดูคำตอบ

Did you have any issues uploading the file?

Today's mini English lesson is all about ลำดับความ

0:20

บทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ ในวันนี้เกี่ยวกับ

how to pronounce p and b sounds correctly every single time. วลี

0:22

วิธีการออกเสียง p และ b ให้ถูกต้องทุกครั้ง

ลำดับความ

all about how to pronounce: การระบุจุดเน้นหลัก

ในโครงสร้าง be all about + หัวข้อ คำว่า all about หมายถึง “เน้นเป็นหลัก” ในที่นี้ is all about how to pronounce... บอกผู้ฟังอย่างชัดเจนว่าบทเรียนจะสอนอะไร ไม่ได้หมายความว่าจะครอบคลุมรายละเอียดการออกเสียงทุกอย่างที่เป็นไปได้ รูปแบบคือ be all about + how to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้ได้ดีใกล้ช่วงต้นของบทเรียน การบรรยาย หรือคู่มือ เพราะช่วยเปลี่ยนหัวข้อกว้าง ๆ ให้เป็นเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมบทแนะนำบทเรียนด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: Today's lesson ____ organize your notes clearly.

ดูคำตอบ

is all about how to

วลี

every single time: ทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น

every single time หมายถึง “ทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น” คำว่า single ช่วยเน้น every ให้หนักแน่นขึ้น และในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “โสด” วลีนี้ตอบคำถามว่า “บ่อยแค่ไหน” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเป็นการรับรองอย่างหนักแน่นว่าสามารถออกเสียงให้ถูกต้องได้อย่างสม่ำเสมอทุกครั้ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสามคำที่หมายถึง “ทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น”: This simple check works ____.

ดูคำตอบ

every single time

Some languages like Japanese, Korean, or Arabic

0:28

บางภาษาเช่น ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี หรือภาษาอาหรับ

find it really difficult when words have p and b sounds ไวยากรณ์

0:31

จะรู้สึกว่าการออกเสียงคำที่มีเสียง p และ b นั้นยากมาก

ไวยากรณ์

find it really difficult when...: ระบุสถานการณ์ที่ยาก

ใช้โครงสร้าง find + it + คำคุณศัพท์ + when + อนุประโยค เพื่อบอกว่าคนหนึ่งรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์หนึ่ง ใน find it really difficult when... คำว่า it เป็นคำที่ใช้แทนตำแหน่งกรรม really เน้น difficult ให้แรงขึ้น และอนุประโยค when บอกว่าสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นเมื่อใด ในคำบรรยาย Some languages ใช้แทนคนที่พูดภาษาเหล่านั้น เมื่อต้องแต่งประโยคเอง การใช้คนหรือกลุ่มคนเป็นประธานมักชัดเจนกว่า เช่น Speakers find it difficult when two sounds are similar.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างห้าคำที่เน้นไว้: Many children ____ instructions are unclear.

ดูคำตอบ

find it really difficult when

because they either have a very subtle, small difference between them, โน้ต

0:35

เพราะเสียงสองเสียงนี้มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยมากๆ ในภาษาของพวกเขา

วลี

a subtle difference between ...: ความแตกต่างเล็กน้อยที่สังเกตได้ยาก

a subtle difference หมายถึงความแตกต่างที่มีอยู่จริงแต่สังเกตได้ยาก ในที่นี้ very เพิ่มระดับความหมายของ subtle ส่วน small บอกด้วยว่าขนาดของความแตกต่างนั้นเล็ก วลีนี้อธิบายความแตกต่างที่ละเอียดระหว่างเสียงสองเสียง ใช้โครงสร้าง a subtle difference between A and B เพื่อระบุสองสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบกัน ในคำบรรยาย them หมายถึงเสียงสองเสียงนั้น

แบบฝึกหัด

สีฟ้าสองเฉดดูเกือบเหมือนกัน วลีใดเน้นโดยเฉพาะว่าความแตกต่างนั้นสังเกตได้ยาก

  1. a major difference
  2. a small difference
  3. a subtle difference
ดูคำตอบ

a subtle difference

or they don't have the p sound at all, วลี

0:40

หรือบางทีก็ไม่มีเสียง p อยู่เลย

ไวยากรณ์

either ... or ... สำหรับบอกคำอธิบายที่เป็นไปได้สองอย่าง

either ... or ... ใช้เชื่อมทางเลือกหรือคำอธิบายที่เป็นไปได้สองอย่าง ในประโยคนี้ ความเป็นไปได้แรกคือเสียงทั้งสองแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ส่วนความเป็นไปได้ที่สองคือภาษานั้นไม่มีเสียง p วาง either ไว้หน้าทางเลือกแรกและวาง or ไว้หน้าทางเลือกที่สอง พยายามทำให้โครงสร้างทั้งสองข้างขนานกัน: they have ... / they don't have .... either ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ด้วย” แต่ใช้คู่กับ or เพื่อแสดงความเป็นไปได้สองอย่าง

แบบฝึกหัด

ใช้ either ... or ... เติมประโยคให้สมบูรณ์: We can ____ walk to the library ____ take the bus.

ดูคำตอบ

either · or

วลี

at all ที่ใช้เน้นความหมายปฏิเสธ

ใน don't have the p sound at all คำว่า at all ช่วยเน้นการปฏิเสธ หมายความว่าไม่มีเสียงนั้นอยู่เลย ไม่ใช่เพียงแค่พบไม่บ่อยหรือฟังได้ยาก ในที่นี้ at all บอกระดับของการปฏิเสธ ไม่ได้หมายถึงสถานที่หรือเวลา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ at all อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเน้นความหมายปฏิเสธ

  1. The room at all sounds noisy.
  2. The room is noisy at all.
  3. The room isn't noisy at all.
ดูคำตอบ

The room isn't noisy at all.

which makes it really difficult. ไวยากรณ์

0:44

ซึ่งทำให้มันเป็นเรื่องยากจริงๆ

ไวยากรณ์

which makes it really difficult: การเสริมผลลัพธ์

อนุประโยค which makes it really difficult บอกผลของสถานการณ์ทั้งหมดก่อนหน้า นั่นคือเสียงทั้งสองแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยมาก หรือเสียงหนึ่งไม่มีอยู่เลย Which ไม่ได้อ้างถึงแค่คำที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ the p sound รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ “ข้อความ, which makes + กรรม + คำคุณศัพท์” ใช้เพื่อเสริมว่าข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์หนึ่งก่อให้เกิดผลอย่างไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ which เพื่อแสดงผลของสถานการณ์ทั้งหมดก่อนหน้า

  1. The map is missing a page, that makes it difficult to find the museum.
  2. The map is missing a page, which makes it difficult to find the museum.
  3. The map is missing a page, which make it difficult to find the museum.
ดูคำตอบ

The map is missing a page, which makes it difficult to find the museum.

Even I find it tricky sometimes. น้ำเสียง/เจตนา

0:46

แม้แต่ฉันเองก็ยังรู้สึกว่ามันยากในบางครั้ง

น้ำเสียง/เจตนา

Even I: การปลอบใจผู้อื่นด้วยการบอกว่าตนก็พบความยากเหมือนกัน

Even I ยกผู้พูดเองเป็นตัวอย่างที่คาดไม่ถึง ความหมายคือ ผู้ฟังอาจคิดว่าผู้พูดไม่น่าจะรู้สึกว่าสิ่งนี้ยาก แต่บางครั้งผู้พูดก็รู้สึกว่ายากเช่นกัน ในที่นี้ ครูยอมรับว่าตนก็พบความยากแบบเดียวกันเพื่อให้ผู้เรียนสบายใจ แสดงให้เห็นว่าการรู้สึกว่าเรื่องหนึ่งยากเป็นเรื่องปกติและช่วยลดความกดดัน

แบบฝึกหัด

โค้ชที่มีความมั่นใจต้องการปลอบเด็กที่กังวลก่อนการแข่งขัน ประโยคใดใช้ Even I ได้เหมาะสมที่สุดเพื่อแสดงว่าโค้ชก็พบความยากแบบเดียวกัน?

  1. Even I get nervous before a big race.
  2. You get nervous before a big race.
  3. I never get nervous before a big race.
ดูคำตอบ

Even I get nervous before a big race.

So,

0:48

ดังนั้น

how do you say them? ลำดับความ

0:49

คุณจะออกเสียงยังไงดี?

ลำดับความ

“how do you say them?”: การเปลี่ยนจากความยากไปสู่วิธีทำ

ในที่นี้ them หมายถึงเสียงสองเสียงที่กล่าวถึงก่อนหน้า คือ /p/ และ /b/ ส่วน say หมายถึงการเปล่งหรือออกเสียงเหล่านี้ ไม่ได้หมายถึงการพูดคำหลายคำ คำถามนี้ยังช่วยจัดลำดับบทเรียน โดยพาจากการอธิบายว่าส่วนไหนยากไปสู่ขั้นต่อไป คือการสาธิตวิธีออกเสียง ครูสามารถถามด้วย How do you...? แล้วตามด้วยวิธีทำหรือการสาธิต

แบบฝึกหัด

ในบทเรียนการออกเสียง ครูพูดว่า “The two sounds can be confusing. How do you say them?” คำถามนี้ทำหน้าที่อะไรในบทเรียน?

  1. คำถามนี้นำเข้าสู่วิธีที่ครูจะแสดงต่อไป
  2. คำถามนี้จบบทเรียนโดยไม่อธิบายเสียงเหล่านั้น
  3. คำถามนี้ถามถึงประวัติการสะกดของเสียงเหล่านั้น
ดูคำตอบ

คำถามนี้นำเข้าสู่วิธีที่ครูจะแสดงต่อไป

First, ลำดับความ

0:51

ขั้นแรก

put your lips together. วลี

0:52

เม้มริมฝีปากเข้าหากัน

วลี

put your lips together: การขยับอวัยวะให้ชิดกัน

Put your lips together หมายถึงขยับริมฝีปากบนและล่างจนแตะกัน ในที่นี้ together บอกตำแหน่งสุดท้ายของริมฝีปากทั้งสอง ไม่ได้หมายถึงทำสิ่งนี้ร่วมกับอีกคนหนึ่ง โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ put + body part + together เป็นคำสั่งการเคลื่อนไหวโดยตรงให้ขยับอวัยวะสองส่วนที่เป็นคู่กันหรือแยกจากกันให้เข้าใกล้กัน

แบบฝึกหัด

ใช้ put + body part + together เติมคำสั่งที่หมายถึง “ขยับมือทั้งสองจนแตะกัน”: To make a roof shape, ____ above your head.

ดูคำตอบ

put your hands together

Next,

0:54

ต่อมา

block the air out for a moment วลี

0:55

กั้นอากาศไว้สักครู่

วลี

block the air out for a moment: หยุดกระแสลมชั่วครู่

ในคำแนะนำการออกเสียงนี้ block the air out for a moment หมายถึงหยุดกระแสลมไว้ชั่วครู่เพื่อไม่ให้อากาศออกมา ส่วน for a moment บอกว่าการกระทำนี้ใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ตรงนี้อย่าเข้าใจ out ว่าเป็นคำสั่งให้ดันอากาศออกไปด้านนอก คุณสามารถนำโครงสร้าง การกระทำ + for a moment ไปใช้เพื่อบอกให้ทำบางอย่างชั่วครู่แล้วจึงทำต่อ

แบบฝึกหัด

block the air out for a moment ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. ปล่อยให้อากาศไหลต่อเนื่องโดยไม่กั้นไว้
  2. หยุดกระแสลมชั่วครู่ก่อนปล่อยออกมา
  3. ดันอากาศออกไปด้านนอกเป็นเวลานาน
ดูคำตอบ

หยุดกระแสลมชั่วครู่ก่อนปล่อยออกมา

and then suddenly release it like a little explosion. สำนวน

0:57

แล้วปล่อยออกมาทันทีเหมือนการระเบิดเล็กๆ

ลำดับความ

First, ... Next, ... and then: การเรียงลำดับขั้นตอน

First ใช้บอกการกระทำเริ่มต้น Next ใช้เปลี่ยนไปยังขั้นตอนหลักถัดไป และ and then ใช้เชื่อมการกระทำอีกอย่างที่เกิดหลังจากกักลมไว้ คำเหล่านี้ช่วยจัดลำดับคำแนะนำ ไม่ได้เพิ่มความหมายด้านการเคลื่อนไหวให้กับการกระทำ ใช้โครงสร้าง First, ... Next, ... and then ... เพื่อทำให้ลำดับในคำสาธิต สูตรอาหาร คำบอกทาง และขั้นตอนอื่น ๆ ติดตามได้ง่าย

แบบฝึกหัด

ใช้ First, Next และ and then อย่างละหนึ่งครั้งเพื่อเติมคำแนะนำให้สมบูรณ์: ____, rinse the brush. ____, add soap, ____ scrub the cup.

ดูคำตอบ

First · Next · and then

สำนวน

release it like a little explosion: การเปรียบเทียบกับลมที่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

ในประโยคนี้ it หมายถึงอากาศที่ถูกกั้นไว้ชั่วครู่ release it หมายถึงปล่อยให้อากาศนั้นออกมา และ suddenly บอกว่าปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว like a little explosion เป็นการเปรียบเทียบที่ชวนให้นึกถึงการพุ่งออกมาครั้งเล็ก ๆ อย่างฉับพลันและชัดเจน ไม่ได้เกิดการระเบิดจริง ๆ โครงสร้าง like + นามวลี สามารถใช้เปรียบเทียบการกระทำหรือความรู้สึกกับภาพที่คุ้นเคยได้

แบบฝึกหัด

like a little explosion ในประโยคนี้ชวนให้นึกถึงอะไร?

  1. กระแสลมที่ไหลช้าและสม่ำเสมอ
  2. ลมปริมาณเล็กน้อยที่ถูกปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว
  3. การระเบิดจริงที่เป็นอันตราย
ดูคำตอบ

ลมปริมาณเล็กน้อยที่ถูกปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว

/p/ /p/

1:01

/p/ /p/

But,

1:05

แต่ว่า

there's a key difference. ลำดับความ

1:05

มีข้อแตกต่างที่สำคัญอยู่

ลำดับความ

there's a key difference: ส่งสัญญาณถึงความแตกต่างที่สำคัญ

“There's a key difference.” ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทางในคำอธิบาย เป็นการบอกผู้ฟังว่ากำลังจะกล่าวถึงความแตกต่างที่สำคัญที่สุด จึงควรตั้งใจฟังเป็นพิเศษ คำว่า key ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “สำคัญที่สุด” หรือ “เป็นหลัก” ไม่ใช่คำนามที่แปลว่า “กุญแจ” คุณสามารถพูดประโยคนี้ก่อนแล้วค่อยอธิบายความแตกต่าง หรือเติม between A and B เมื่อต้องการระบุสองสิ่งที่เปรียบเทียบกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้ดีที่สุดว่ากำลังจะมีการอธิบายความแตกต่างที่สำคัญ?

  1. The two routes look similar, so I will repeat their names.
  2. The two routes look similar, but there's a key difference: one is much safer.
  3. The two routes look similar, and here is a picture of them.
ดูคำตอบ

The two routes look similar, but there's a key difference: one is much safer.

I will tell you a little trick วลี

1:07

ฉันจะบอกเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ให้

วลี

tell you a little trick: เกริ่นเคล็ดลับที่ใช้ได้จริง

ในวลี tell you a little trick คำว่า tell ใช้โครงสร้าง tell + คน + สิ่งที่บอก โดย you คือผู้รับข้อมูล และ a little trick คือสิ่งที่นำมาแบ่งปัน ในบริบทการสอนหรือการให้คำแนะนำ trick หมายถึงวิธีที่มีประโยชน์ซึ่งช่วยให้ทำบางอย่างได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายถึงการหลอกคน ส่วน little ทำให้วลีฟังเป็นมิตรและดูลองทำตามได้ง่าย ไม่ได้เน้นขนาดจริงเป็นหลัก

แบบฝึกหัด

เติมวลีห้าคำจากบทเรียนที่ใช้เกริ่นเคล็ดลับง่าย ๆ และมีประโยชน์ให้สมบูรณ์: Let me ____ for opening a tight jar.

ดูคำตอบ

tell you a little trick

that will not only let you make and hear the difference, ไวยากรณ์

1:09

ที่ไม่เพียงแต่จะให้คุณได้ออกเสียงและได้ยินความแตกต่าง

but also see it.

1:13

แต่คุณยังจะได้เห็นมันด้วย

ไวยากรณ์

ใช้ not only ... but also ... เชื่อมข้อดีสองอย่าง

not only ... but also ... เชื่อมความคิดสองอย่างที่มีโครงสร้างขนานกัน และเน้นความคิดที่สองเพิ่มขึ้น ในประโยคนี้ เคล็ดลับช่วยให้คุณทำและได้ยินความแตกต่างก่อน แล้วเพิ่มข้อดีอีกอย่างคือช่วยให้คุณมองเห็นความแตกต่างนั้นได้ เมื่อเติมส่วนที่ละไว้ โครงสร้างคือ will not only let you make and hear the difference but also let you see it โดยไม่ได้พูด let you ครั้งที่สองออกมา ดังนั้น will และ let you จึงยังใช้ร่วมกับ make, hear และ see ส่วน but also see it ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของอนุประโยคเดียวกัน ไม่ใช่ประโยคใหม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย not only ... but also: The new robot will ____ carry the boxes ____ sort them.

ดูคำตอบ

not only · but also

Ready? น้ำเสียง/เจตนา

1:14

พร้อมไหม?

Let's go.

1:16

ลุยกันเลย

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ Ready? Let's go. เป็นสัญญาณเริ่มต้น

Ready? เป็นรูปพูดสั้น ๆ ของ Are you ready? ใช้ตรวจสอบอย่างรวดเร็วว่าผู้ฟังพร้อมเริ่มหรือไม่ ไม่ได้ถามความคิดเห็นที่ต้องตอบยาว ๆ จากนั้น Let's go จะเปลี่ยนการตรวจสอบความพร้อมให้เป็นการลงมือทำ ในที่นี้หมายถึง Let's start ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเดินทางไปที่อื่น เมื่อใช้สองประโยคสั้น ๆ นี้ต่อกัน จะกลายเป็นสัญญาณที่กระตือรือร้นเพื่อเริ่มขั้นตอนถัดไป

แบบฝึกหัด

โค้ชกำลังจะเริ่มการอบอุ่นร่างกาย ประโยคใดเป็นธรรมชาติที่สุดในการตรวจสอบว่าทุกคนพร้อมแล้วจึงเริ่มกิจกรรม

  1. Ready? Let's go.
  2. Ready? Maybe later.
  3. Ready? Take your time.
ดูคำตอบ

Ready? Let's go.

Put your lips together.

1:17

เม้มริมฝีปากเข้าหากัน

Release the air. /p/ วลี

1:19

ปล่อยอากาศออกมา /p/

วลี

Release the air: ปล่อยให้กระแสลมออกมา

ในที่นี้ release the air หมายถึง “ปล่อยให้อากาศหรือกระแสลมออกมา” กริยา release มองว่าอากาศเป็นสิ่งที่ถูกกักหรือควบคุมไว้ แล้วจึงปล่อยให้ไหลออก ในคำสั่งฝึกออกเสียง วลีนี้หมายถึงลมสั้น ๆ ที่พุ่งออกมาเมื่อริมฝีปากเปิดเพื่อออกเสียง /p/ วลีเดียวกันนี้ใช้บรรยายอากาศที่ออกจากลูกโป่ง วาล์ว หรือพื้นที่ปิดอื่น ๆ ได้ ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการเผยแพร่สิ่งใดหรือปล่อยตัวบุคคล

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งให้สมบูรณ์ด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ปล่อยอากาศที่กักอยู่ให้ออกมา”: Open the valve to ____.

ดูคำตอบ

release the air

And put a paper in front of your mouth. วลี

1:21

แล้วเอากระดาษมาวางไว้หน้าปาก

วลี

put a paper in front of your mouth: วางสิ่งของไว้ด้านหน้าจุดอ้างอิง

Put + object + in front of + reference point เป็นรูปแบบคำสั่งให้ย้ายสิ่งหนึ่งไปยังตำแหน่งด้านหน้าของอีกสิ่งหนึ่ง ในที่นี้ a paper คือสิ่งของ และ your mouth คือจุดอ้างอิงของตำแหน่ง In front of ระบุพื้นที่ด้านหน้าจุดอ้างอิง ต่างจาก on ตรงที่ไม่ได้บอกว่าสองสิ่งสัมผัสกัน ในคำสั่งนี้ควรวางกระดาษใกล้ปากและอยู่ด้านหน้า แต่ไม่วางติดบนปาก เพื่อให้ลมที่เคลื่อนออกมาสัมผัสกระดาษได้

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบเป้าหมาย put + object + in front of + reference point: ____ a piece of paper ____ the fan.

ดูคำตอบ

Put · in front of

Have your fingers right here on your throat ไวยากรณ์

1:25

เอานิ้วแตะไว้ที่คอตรงนี้

and say it again.

1:28

แล้วพูดอีกครั้ง

ไวยากรณ์

Have your fingers ... on your throat: have + กรรม + ตำแหน่ง

ในคำสั่งนี้ have หมายถึง “วางหรือคงไว้” ไม่ได้หมายถึง “มีหรือเป็นเจ้าของ” Have your fingers right here on your throat บอกให้ผู้ฟังวางนิ้วตรงนั้นบนลำคอและคงท่านั้นไว้ รูปแบบคือคำสั่ง have + กรรม + ตำแหน่งหรือสภาพ โดยบอกสิ่งที่ต้องจัดวางก่อน แล้วจึงอธิบายตำแหน่งหรือสภาพที่ต้องการ

แบบฝึกหัด

โค้ชต้องการให้เด็กวางเท้าทั้งสองข้างราบกับพื้นและคงท่านั้นไว้ คำสั่งใดใช้รูปแบบเป้าหมาย have + กรรม + ตำแหน่ง

  1. Have both feet flat on the floor.
  2. Put both feet flat on the floor.
  3. Both feet have flat on the floor.
ดูคำตอบ

Have both feet flat on the floor.

The paper should be moving. ไวยากรณ์

1:32

กระดาษควรจะขยับนะ

ไวยากรณ์

should be moving: การกระทำที่คาดว่ากำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

Should be moving รวม should เข้ากับรูปต่อเนื่อง be moving ในที่นี้ should แสดงผลที่คาดได้อย่างสมเหตุสมผลหากทำตามขั้นตอนถูกต้อง ส่วน be moving แสดงว่าคาดว่าการเคลื่อนไหวกำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ รูปนี้ไม่ได้แสดงหน้าที่ทางศีลธรรมหรือออกคำสั่งให้กระดาษเคลื่อนที่ แต่ช่วยตรวจสอบขั้นตอน เพราะการเห็นกระดาษขยับคือสัญญาณที่คาดไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย should be และรูป -ing ของ move เพื่อแสดงการกระทำที่คาดว่ากำลังเกิดขึ้นในตอนนี้: If the fan is on, the curtain ____.

ดูคำตอบ

should be moving

Well done. น้ำเสียง/เจตนา

1:34

ทำได้ดีมาก

น้ำเสียง/เจตนา

Well done: คำชมหลังทำงานสำเร็จ

Well done. เป็นสำนวนชมเชยสั้น ๆ ที่ใช้เป็นคำตายตัว ในที่นี้หมายถึง “คุณทำสำเร็จแล้ว” ไม่ใช่แค่ “เสร็จแล้ว” สำนวนนี้ตอบรับผลงานที่ผู้ฟังเพิ่งทำสำเร็จและให้กำลังใจในทันที

แบบฝึกหัด

เด็กคนหนึ่งเพิ่งทำทุกขั้นตอนได้ถูกต้อง คำตอบใดเป็นคำชมที่เป็นธรรมชาติ

  1. Never mind! You completed every step correctly.
  2. Well done! You completed every step correctly.
  3. Good luck! You completed every step correctly.
ดูคำตอบ

Well done! You completed every step correctly.

You just made /p/ sound.

1:35

คุณเพิ่งออกเสียง /p/ ไป

Now we're going to make the /b/ sound. ลำดับความ

1:39

ตอนนี้เราจะมาออกเสียง /b/ กันบ้าง

ลำดับความ

Now we're going to make ...: การนำเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

Now we're going to make ... ใช้พาบทเรียนเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป Now บอกว่ากำลังเปลี่ยนขั้นตอน ส่วน we're going to + คำกริยารูปพื้นฐาน บอกผู้ฟังว่ากลุ่มจะทำอะไรต่อไป ในที่นี้ going to แสดงแผนที่จะทำทันที ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง การใช้ we ที่รวมผู้ฟังด้วยทำให้ผู้สอนและผู้ชมดูเหมือนกำลังทำกิจกรรมร่วมกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปลี่ยนขั้นตอนในบทเรียนด้วยข้อความที่เน้นไว้: '____ a paper airplane.'

ดูคำตอบ

Now we're going to make

Keep the same movement and position of your lips and the air. วลี

1:41

ให้เคลื่อนไหวและจัดตำแหน่งของริมฝีปากและลมให้เหมือนเดิม

วลี

Keep the same movement and position: คงการเคลื่อนไหวและตำแหน่งไว้เหมือนเดิม

Keep the same movement and position หมายถึงทำต่อโดยคงการเคลื่อนไหวและตำแหน่งไว้ไม่เปลี่ยน ในโครงสร้าง keep the same + คำนาม คำว่า the same ขยายทั้ง movement และ position ที่เชื่อมด้วย and ดังนั้นเงื่อนไขทั้งสองอย่างจึงต้องเหมือนเดิม รูปแบบคำสั่งนี้ใช้ได้ดีเมื่อเปรียบเทียบสองขั้นตอน โดยคงเงื่อนไขที่ระบุไว้ให้เหมือนเดิม แล้วเปลี่ยนหรือสังเกตสิ่งอื่น

แบบฝึกหัด

คำสั่งใดใช้ keep the same + คำนาม ได้ถูกต้อง เพื่อบอกให้คงเงื่อนไขทั้งสองอย่างไว้เหมือนเดิม

  1. Keep moving in the same direction.
  2. Keep the same speed and direction.
  3. Keep the speed but change direction.
ดูคำตอบ

Keep the same speed and direction.

b

1:46

b

This time, when you put your hands on your throat, โน้ต

1:47

คราวนี้ เมื่อคุณเอามือแตะที่คอ

วลี

put your hands on your throat: การสัมผัสพื้นผิวของร่างกาย

ใน put your hands on your throat คำว่า put หมายถึงการขยับมือไปวางในตำแหน่งหนึ่ง และ on บอกว่ามือสัมผัสพื้นผิวด้านนอกของลำคอ คำว่า hands เป็นพหูพจน์ จึงมักหมายถึงมือทั้งสองข้าง ถ้าใช้มือข้างเดียวให้ใช้ hand รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ put + สิ่งของ + on + ส่วนของร่างกายหรือพื้นผิว เช่น Put your hand on your chest. เมื่อพูดถึงส่วนของร่างกาย ภาษาอังกฤษมักใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของอย่าง your

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกให้อีกฝ่ายวางมือข้างหนึ่งให้สัมผัสพื้นผิวของหน้าอกได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Put your hand in your chest and take a slow breath.
  2. Put your hand beside your chest and take a slow breath.
  3. Put your hand on your chest and take a slow breath.
ดูคำตอบ

Put your hand on your chest and take a slow breath.

right here,

1:50

ตรงนี้เลย

you should be making a vibration ไวยากรณ์

1:51

คุณควรจะสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือน

ลำดับความ

This time: คำที่ใช้ระบุรอบปัจจุบัน

เมื่ออยู่ต้นประโยค This time ใช้ระบุการลองหรือรอบที่กำลังทำอยู่ และเปรียบเทียบกับรอบก่อนหน้า ทำให้ผู้ฟังรู้ว่าคำสั่งหรือผลที่ตามมาเป็นของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ในที่นี้มีการทำท่าพื้นฐานซ้ำ แต่สิ่งใหม่ที่ต้องสังเกตคือการสั่นที่ลำคอ ดังนั้นวลีนี้จึงช่วยจัดลำดับคำอธิบาย ไม่ได้บอกเวลาเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ผู้เรียนกำลังเริ่มลองเป็นครั้งที่สองในตอนนี้ ประโยคใดระบุรอบปัจจุบันและบอกจุดสนใจใหม่ในการฟัง

  1. Next time, listen for the final sound.
  2. This time, listen for the final sound.
  3. Last time, you listened for the final sound.
ดูคำตอบ

This time, listen for the final sound.

ไวยากรณ์

should be making a vibration: ผลที่คาดว่ากำลังเกิดขึ้น

should be making a vibration หมายความว่า ถ้าทำสิ่งนั้นได้ถูกต้อง ก็คาดว่าตอนนี้ควรมีการสั่นเกิดขึ้น should แสดงผลที่คาดไว้ ส่วน be making แสดงว่าผลนั้นกำลังเกิดขึ้นอยู่ ในที่นี้ make a vibration หมายถึง “ทำให้เกิดหรือสร้างการสั่น” ไม่ใช่การประดิษฐ์สิ่งของด้วยมือ ในบริบทอื่น ๆ หลายกรณี สามารถใช้ส่วนของร่างกายหรือเครื่องจักรเป็นประธานได้ เช่น Your throat should be vibrating.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าคาดว่ามอเตอร์กำลังทำให้เกิดการสั่นในขณะนี้

  1. The motor should have made a slight vibration before it stopped.
  2. The motor should make a slight vibration whenever it starts.
  3. The motor should be making a slight vibration right now.
ดูคำตอบ

The motor should be making a slight vibration right now.

/b/

1:53

/b/

/b/

1:54

/b/

When you put your paper again in front of your mouth,

1:55

เมื่อคุณเอากระดาษมาวางหน้าปากอีกครั้ง

it shouldn't be moving at all. ไวยากรณ์

1:58

กระดาษก็ไม่ควรขยับเลย

ไวยากรณ์

shouldn't be moving at all: ผลที่คาดว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวเลย

โครงสร้าง shouldn't be + คำกริยา-ing บอกว่า ภายใต้เงื่อนไขที่คาดไว้ การกระทำนั้นไม่ควรกำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ส่วน at all เน้นการปฏิเสธว่าไม่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ในประโยคนี้ การที่กระดาษอยู่นิ่งคือผลการตรวจสอบที่คาดไว้ ไม่ใช่คำสั่งหรือการตำหนิ หากกระดาษขยับ แสดงว่าผลจริงไม่ตรงกับที่คาดไว้

แบบฝึกหัด

ใช้ turn กับโครงสร้าง shouldn't be + คำกริยา-ing + at all เพื่อเติมผลที่คาดไว้ให้สมบูรณ์: If the machine is switched off, its wheel ____.

ดูคำตอบ

shouldn't be turning at all

/b/

2:00

/b/

/b/

2:01

/b/

Can you feel that? น้ำเสียง/เจตนา

2:02

รู้สึกถึงมันไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

Can you feel that?: ใช้ตรวจสอบความรู้สึกทางร่างกาย

Can you feel that? ใช้ถามให้อีกฝ่ายตรวจสอบว่ารับรู้ความรู้สึกทางร่างกายที่เพิ่งสาธิตหรือทำให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ ในที่นี้ feel หมายถึงการรับรู้ด้วยร่างกาย ส่วน that ชี้ถึงความรู้สึกที่ทั้งสองคนกำลังสนใจร่วมกัน คำถามนี้เปลี่ยนคำอธิบายให้เป็นการตรวจสอบแบบโต้ตอบสั้น ๆ ความรู้สึกนั้นอาจเป็นแรงสั่น แรงกด ความอุ่น หรือความตึงจากการยืด ตราบใดที่สถานการณ์ทำให้รู้ชัดว่าหมายถึงอะไร

แบบฝึกหัด

โค้ชต้องการตรวจสอบว่าอีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึกทางร่างกายขณะยืดหรือไม่ คำถามใดเหมาะสม

  1. Can you feel that gentle pull in your leg?
  2. Can you see the clock on the wall?
  3. Do you enjoy stretching after school?
ดูคำตอบ

Can you feel that gentle pull in your leg?

Keep practicing,

2:03

ฝึกฝนต่อไปนะ

so next time you're ordering pink bananas and blue peppers for breakfast, ไวยากรณ์

2:04

แล้วคราวหน้าเวลาที่คุณสั่งกล้วยสีชมพูและพริกหยวกสีฟ้าเป็นอาหารเช้า

you'll smash your order. สำนวน

2:09

คุณจะสั่งได้เป๊ะปังสุดๆ ไปเลย

ไวยากรณ์

next time you're ordering: การกำหนดสถานการณ์ในอนาคต

next time you're ordering ใช้เกริ่นถึงสถานการณ์ในอนาคตที่ผลลัพธ์จะเกิดขึ้น ในที่นี้ next time ทำหน้าที่เชื่อมเรื่องเวลา จึงตามด้วยอนุประโยค you're ordering ได้โดยตรงโดยไม่ต้องมีคำบุพบท แม้จะพูดถึงอนาคต แต่ภาษาอังกฤษมักใช้รูปปัจจุบันในอนุประโยคบอกเวลาแบบนี้ Present progressive ใน you're ordering แสดงภาพว่ากิจกรรมกำลังดำเนินอยู่ ส่วน will ในประโยคหลัก you'll smash your order แสดงผลลัพธ์ในอนาคต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ next time เพื่อเกริ่นถึงสถานการณ์ในอนาคตได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Next time you'll be ordering lunch, you'll know what to ask for.
  2. Next time you were ordering lunch, you'll know what to ask for.
  3. Next time you're ordering lunch, you'll know what to ask for.
ดูคำตอบ

Next time you're ordering lunch, you'll know what to ask for.

สำนวน

smash your order: ความสำเร็จแบบภาษากันเอง ไม่ใช่การทุบทำลาย

ในประโยคให้กำลังใจนี้ smash หมายถึงทำบางสิ่งได้ดีมากหรือจัดการได้สำเร็จ You'll smash your order หมายถึงผู้ฟังจะสั่งอาหารได้อย่างมั่นใจและสำเร็จด้วยดี ความหมายนี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่ทางกายภาพ ไม่มีใครกำลังทุบหรือทำให้รายการสั่งซื้อเสียหาย บริบทการให้กำลังใจในทางบวกช่วยบอกว่าต้องเข้าใจความหมายใด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ smash ในความหมายว่าทำได้ดีมาก

  1. The chef smashed the garlic with a knife.
  2. The falling box smashed the glass door.
  3. After weeks of rehearsal, Maya smashed her audition.
ดูคำตอบ

After weeks of rehearsal, Maya smashed her audition.