ไฟคือของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ? - เอลิซาเบธ ค็อกซ์: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: คำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์นี้ตั้งคำถามว่าเปลวไฟคืออะไรกันแน่ และชี้ให้เห็นว่าไฟไม่ใช่สถานะหนึ่งของสสาร แต่เป็นประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่เกิดจากการเผาไหม้ วิดีโออธิบายว่าเชื้อเพลิง ความร้อน ออกซิเจน แรงโน้มถ่วง และโมเลกุลที่เปล่งแสงสร้างรูปร่าง สี เสียง และการดับหายไปของกองไฟได้อย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. One misconception is that fire is a plasma, — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้โครงสร้างที่งานอธิบายวิทยาศาสตร์ใช้เสนอความเชื่อที่แพร่หลายแต่ไม่ถูกต้อง ก่อนนำหลักฐานมาหักล้าง สามารถนำ “One misconception is that…” ไปใช้ในงานนำเสนอหรือบทความวิเคราะห์เพื่อแก้ความเข้าใจผิดโดยไม่ทำให้น้ำเสียงดูโจมตีผู้ฟัง 2. fire heats up, — กริยาวลี: เข้าใจว่า heats up บรรยายกระบวนการที่บางสิ่งค่อย ๆ ร้อนขึ้น ซึ่งในที่นี้เกิดขึ้นเมื่อการเผาไหม้รุนแรงขึ้น จึงช่วยแยกการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิออกจากการบอกเพียงว่าสิ่งนั้นร้อน และนำไปใช้กับอาหาร อุปกรณ์ สภาพอากาศ หรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ 3. emit the yellow-orange light we associate with a campfire. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้ว่า emit ใช้กล่าวถึงการปล่อยแสง ส่วน associate with ใช้เชื่อมลักษณะที่รับรู้ได้กับสิ่งของหรือประสบการณ์ที่คุ้นเคย คำเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดสี เสียง หรือภาพบางอย่างจึงทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม หรือประสบการณ์ส่วนตัว
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Sitting around a campfire: นั่งล้อมรอบกองไฟ
ในวลีนี้ sitting around a campfire หมายถึงการนั่งอยู่ข้างกองไฟ โดยทั่วไปคนหลายคนจะนั่งอยู่คนละด้านของไฟ Around ทำให้กองไฟเป็นจุดศูนย์กลางของการนั่ง ไม่ได้แปลว่า “อยู่ตามที่ต่าง ๆ” และไม่ได้หมายถึงการนั่งบนกองไฟ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่านักเดินป่านั่งโดยมีกองไฟเป็นจุดศูนย์กลางของกลุ่ม
- The hikers sat around the campfire and warmed their hands.
- The hikers sat beside the campfire and warmed their hands.
- The hikers sat behind the campfire and warmed their hands.
ดูคำตอบ
The hikers sat around the campfire and warmed their hands.
can feel ..., smell ..., and hear ...: คำกริยาประสาทสัมผัสแบบขนาน
can เพียงตัวเดียวใช้ร่วมกับคำกริยาประสาทสัมผัสรูปพื้นฐานสามคำที่วางขนานกัน ได้แก่ feel, smell และ hear ประธาน you และกริยาช่วย can ครอบคลุมคำกริยาทั้งสาม จึงไม่ต้องกล่าวซ้ำ ในที่นี้ can หมายถึงสามารถรับรู้สิ่งเหล่านี้ด้วยประสาทสัมผัส ไม่ได้หมายถึงการได้รับอนุญาต ใน hear it crackle คำว่า hear ตามด้วยกรรม it และคำกริยารูปพื้นฐาน crackle หมายถึงการได้ยินไฟส่งเสียงแตกปะทุ โดย hear ยังคงเป็นคำกริยาตัวที่สามในรายการหลักที่วางขนานกัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ can เพียงตัวเดียวกับคำกริยาประสาทสัมผัสสามคำที่วางขนานกันได้ถูกต้อง
- You can see the stars, feeling the cool air, and hearing the waves.
- You can see the stars, feel the cool air, and hear the waves.
- You can see the stars, to feel the cool air, and to hear the waves.
ดูคำตอบ
You can see the stars, feel the cool air, and hear the waves.
If you get too close: if + present เพื่อบอกผลทั่วไป
คำว่า If you get too close เป็นอนุประโยคเงื่อนไขที่บอกสถานการณ์ซึ่งทำให้เกิดผลในประโยคหลัก ในที่นี้ get หมายถึงเข้าสู่สภาพหรือตำแหน่งหนึ่ง ดังนั้น get too close จึงหมายถึงเข้าใกล้เกินระยะที่ปลอดภัย อนุประโยคทั้งสองใช้ simple present: If you get..., it burns... and stings.... รูปแบบนี้บอกผลที่มักเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง ไม่ใช่เหตุการณ์หนึ่งครั้งในอดีต มักเรียกว่า zero conditional
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ if + simple present ในอนุประโยคทั้งสองเพื่อบอกผลทั่วไป
- If you left ice in the sun, it melted yesterday.
- If you leave ice in the sun, it will melt this afternoon.
- If you leave ice in the sun, it melts.
ดูคำตอบ
If you leave ice in the sun, it melts.
burns your eyes and stings your nostrils: คำที่เฉพาะเจาะจงสำหรับอาการระคายเคือง
ในประโยคนี้ burns your eyes หมายถึงควันหรือความร้อนทำให้ดวงตารู้สึกร้อน แสบ และระคายเคืองอย่างเจ็บปวด ไม่ได้หมายความว่าดวงตาติดไฟหรือเสียหายถาวรเสมอไป ส่วน stings your nostrils บอกอาการระคายเคืองที่แหลมและเหมือนถูกทิ่มภายในจมูก Burn และ sting บอกความรู้สึกที่ต่างกันได้เฉพาะเจาะจงกว่า hurt โดย burn เน้นความไม่สบายแบบร้อนแสบ ส่วน sting เน้นความรู้สึกแหลมและเหมือนถูกทิ่ม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบรรยายได้ตรงที่สุดว่าน้ำยาทำความสะอาดทำให้ดวงตาร้อนแสบและจมูกรู้สึกแหลมเหมือนถูกทิ่ม
- The strong cleaner hurts my eyes and nose.
- The strong cleaner burns my eyes and stings my nose.
- The strong cleaner warms my eyes and tickles my nose.
ดูคำตอบ
The strong cleaner burns my eyes and stings my nose.
as they twist and flicker in endless incarnations. การใช้คำ
0:19ในขณะที่พวกมันบิดริ้วและกะพริบไปมาในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่สิ้นสุด
could stare at the bright flames forever: การพูดเกินจริงด้วย could ... forever
ในประโยคนี้ could stare ... forever หมายถึงเปลวไฟน่าหลงใหลมากจนคนเรารู้สึกว่าสามารถมองต่อไปอย่างเพลิดเพลินได้นานมาก forever เป็นการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ ไม่ใช่การบอกว่าเวลาจะไม่มีวันสิ้นสุดจริง ๆ could ในที่นี้แสดงปฏิกิริยาหรือการประเมินแบบสมมติ ใกล้เคียงกับความหมายว่า “คุณจะรู้สึกว่าสามารถมองต่อไปได้เรื่อย ๆ” ไม่ได้กล่าวถึงความสามารถที่ใครเคยมีในอดีต โครงสร้าง could + คำกริยา + forever สามารถนำไปใช้เพื่อสื่อความเพลิดเพลินหรือความดื่มด่ำอย่างมากได้
แบบฝึกหัด
“You could stare at the bright flames forever” ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
- ผู้ชมเคยมีความสามารถพิเศษในการมองเปลวไฟในอดีต
- เปลวไฟน่าหลงใหลมากจนคนเราสามารถมองมันอย่างเพลิดเพลินได้นานมาก
- เปลวไฟและผู้ชมจะคงอยู่ตลอดไปจริง ๆ
ดูคำตอบ
เปลวไฟน่าหลงใหลมากจนคนเราสามารถมองมันอย่างเพลิดเพลินได้นานมาก
twist and flicker in endless incarnations: รูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
twist บรรยายว่าเปลวไฟโค้งและม้วนตัวขณะเคลื่อนไหว ส่วน flicker บรรยายแสงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่สม่ำเสมอ เมื่อนำคำกริยาที่สื่อการเคลื่อนไหวทั้งสองคำมาใช้ร่วมกัน เปลวไฟจึงดูมีชีวิตและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา incarnations ในที่นี้หมายถึงรูปแบบหรือรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน in endless incarnations เป็นอุปมาว่าเปลวไฟดูเหมือนเปลี่ยนเป็นรูปร่างนับไม่ถ้วน ไม่ได้หมายถึงการกลับชาติมาเกิดทางศาสนาตามตัวอักษร
แบบฝึกหัด
“twist and flicker in endless incarnations” สร้างภาพแบบใดในที่นี้
- เปลวไฟตายจริง ๆ แล้วกลับมาเกิดใหม่เป็นสิ่งมีชีวิตต่างชนิด
- เปลวไฟโค้งพลิ้ว ริบหรี่ และดูเหมือนเปลี่ยนเป็นรูปร่างใหม่อย่างไม่สิ้นสุด
- เปลวไฟนิ่งสนิท ไม่เคลื่อนไหว และคงอยู่ในรูปร่างเดียว
ดูคำตอบ
เปลวไฟโค้งพลิ้ว ริบหรี่ และดูเหมือนเปลี่ยนเป็นรูปร่างใหม่อย่างไม่สิ้นสุด
But what exactly are you looking at?: การเปลี่ยนเข้าสู่คำถามหลัก
ในประโยคนี้ คำถามไม่ได้ถามว่าสายตาของผู้ชมกำลังมองไปทางไหน แต่ถามว่าเปลวไฟจริง ๆ แล้วคืออะไร นอกเหนือจากรายละเอียดทางประสาทสัมผัสที่เพิ่งอธิบายไป But แสดงการเปลี่ยนจากข้อสังเกตที่คุ้นเคยไปสู่คำถามทางวิทยาศาสตร์หลัก ส่วน exactly ต้องการคำตอบที่แม่นยำ ผู้พูดไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมตอบจริง ๆ คำถามนี้ใช้กระตุ้นความอยากรู้และปูทางไปสู่คำอธิบายต่อไป
แบบฝึกหัด
คำถามนี้มีหน้าที่หลักอะไรในคำอธิบาย?
- บอกผู้ชมว่าคำอธิบายจบแล้ว
- เปลี่ยนจากข้อสังเกตที่คุ้นเคยไปสู่คำถามว่าแท้จริงแล้วเปลวไฟคืออะไร
- ถามให้ผู้ชมระบุตำแหน่งที่แน่นอนของกองไฟ
ดูคำตอบ
เปลี่ยนจากข้อสังเกตที่คุ้นเคยไปสู่คำถามว่าแท้จริงแล้วเปลวไฟคืออะไร
nor are they liquid: การกลับลำดับหลัง nor
nor are they liquid เพิ่มข้อความปฏิเสธข้อที่สองต่อจาก The flames are ... not solid โดยหมายถึง “และมันก็ไม่ใช่ของเหลวเช่นกัน” เมื่อ nor ขึ้นต้นอนุประโยคที่สอง กริยา be จะอยู่หน้าประธาน: nor + are + they + liquid นี่คือการกลับลำดับประธานกับกริยาช่วย ไม่ใช่คำถาม เมื่อใช้กริยาอื่น ให้ใช้กริยาช่วยที่เหมาะสมในตำแหน่งเดียวกัน เช่น nor does it bend
แบบฝึกหัด
ใช้การกลับลำดับกับ nor เพื่อเพิ่มความหมายว่า “มันซ่อมไม่ง่ายเช่นกัน”: The device is not cheap, ____.
ดูคำตอบ
nor is it easy to repair
Mingling with the air: วลี -ing ที่วางไว้ต้นประโยค
Mingling with the air เป็นวลี present participle ที่วางไว้ต้นประโยค ทำหน้าที่บอกสภาพเบื้องหลังที่ทำให้ข้อความหลักเป็นจริง ประโยคหลักเริ่มที่ they're ส่วน mingling ไม่ใช่กริยาหลักของประโยค ประธานที่ละไว้ของ mingling คือประธานของประโยคหลัก ได้แก่ they ซึ่งหมายถึงเปลวไฟ โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้เขียนบอกฉากหรือสภาพเบื้องหลังก่อน แล้วจึงให้ข้อมูลหลัก
แบบฝึกหัด
โลมาตัวหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ในน้ำ ประโยคใดใช้วลี -ing ต้นประโยคเพื่อบรรยายโลมาได้ถูกต้อง
- Moving through the water, the dolphin made almost no sound.
- Moving through the water, the waves watched the dolphin.
- Moving through the water, almost no sound came from the dolphin.
ดูคำตอบ
Moving through the water, the dolphin made almost no sound.
they're more like a gas: การจัดประเภทแบบใกล้เคียง
be more like + คำนาม หมายถึง “คล้ายหรือใกล้เคียงกับประเภทนี้มากกว่า” ไม่ได้หมายถึง “เป็นสิ่งเดียวกันทุกประการ” ในที่นี้ they're more like a gas เป็นการเปรียบเทียบอย่างระมัดระวัง กล่าวคือ เปลวไฟมีลักษณะบางอย่างคล้ายก๊าซ แต่ส่วนที่เหลือของประโยคก็ชี้ให้เห็นความแตกต่างด้วย ในโครงสร้างนี้ like เป็นคำบุพบทที่หมายถึง “คล้ายกับ” ไม่ใช่กริยา like ที่หมายถึง “ชอบ” ส่วน more ยังสื่อถึงการแก้คำอธิบายหรือการเลือกคำอธิบายที่ใกล้เคียงกว่าจากหลายแบบได้ด้วย: X is more like Y.
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกอย่างระมัดระวังว่าวัสดุนี้คล้ายพลาสติกอ่อน โดยไม่ได้จัดให้เป็นพลาสติกอ่อนโดยตรง
- The material isn't true leather; it is definitely soft plastic.
- The material isn't true leather; it likes soft plastic.
- The material isn't true leather; it's more like soft plastic.
ดูคำตอบ
The material isn't true leather; it's more like soft plastic.
on a scientific level: การกำหนดมุมมอง
ในที่นี้ on a scientific level เป็นวลีที่กำหนดกรอบให้ข้อความถัดไป โดยบอกผู้ฟังว่าควรพิจารณาหัวข้อนี้ด้วยคำจำกัดความและการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ดูเพียงรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเท่านั้น ในวลีนี้ level หมายถึงมุมมองหรือระดับของการวิเคราะห์ ไม่ใช่ชั้นของอาคารหรือความสูงทางกายภาพ รูปแบบ on a/an ... level ใช้ระบุมุมมองสำหรับจัดลำดับแนวคิดถัดไปได้
แบบฝึกหัด
on a scientific level ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- เปลี่ยนคำอธิบายไปสู่คำจำกัดความและการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์
- อธิบายความสูงทางกายภาพของไฟ
- บอกว่าการทดลองเกิดขึ้นบนชั้นใดชั้นหนึ่งของอาคาร
ดูคำตอบ
เปลี่ยนคำอธิบายไปสู่คำจำกัดความและการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์
fire differs from gas: โครงสร้าง differ from
Fire differs from gas หมายความว่าไฟไม่เหมือนกับแก๊ส คำกริยา differ ไม่สามารถตามด้วย gas โดยตรงได้ แต่ต้องใช้ from เพื่อนำสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบเข้ามา โครงสร้างคือ A differs from B โครงสร้างนี้ค่อนข้างเป็นทางการและพบได้บ่อยในเนื้อหาวิทยาศาสตร์และคำอธิบายอื่น ๆ หากต้องการระบุว่าต่างกันในด้านใด ให้ใช้ differ from ... in ... เช่น This version differs from the old one in size.
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ differ from เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: This model ____ the older one in two key ways.
ดูคำตอบ
differs from
because ... while ...: บอกเหตุผลแล้วเพิ่มการเปรียบต่าง
because ที่ขึ้นต้นประโยคนำเสนอเหตุผลของใจความหลัก นั่นคือก๊าซสามารถคงอยู่ในสถานะเดิมได้นานไม่สิ้นสุด ภายในเหตุผลนี้ while นำก๊าซกับไฟมาเปรียบต่างกัน โดยไฟจะหยุดลุกไหม้ในที่สุด while ในที่นี้หมายถึง “ส่วน” หรือ “ในทางตรงกันข้าม” คล้าย whereas ไม่ได้หมายถึง “ระหว่างเวลาที่” โครงสร้าง because A, while B ช่วยอธิบายว่าเหตุใดสิ่งหนึ่งจึงเป็นจริง แล้วแสดงในประโยคเดียวกันว่าอีกกรณีแตกต่างอย่างไร
แบบฝึกหัด
เติม because และ while เพื่อให้ประโยคบอกเหตุผลก่อน แล้วจึงแสดงการเปรียบต่าง: Dry regions cool quickly ____ their air holds little moisture, ____ humid regions stay warmer at night.
ดูคำตอบ
because · while
burn out: ไหม้จนเชื้อเพลิงหมด
ในประโยคนี้ burn out หมายถึงไฟยังคงลุกไหม้ต่อไปจนเชื้อเพลิงหมด แล้วจึงดับลง eventually เน้นว่าสุดท้ายแล้วสิ่งนี้จะเกิดขึ้น Burn out เป็น phrasal verb โดย out ทำให้ความหมายของ burn เปลี่ยนไป burn เพียงอย่างเดียวบอกแค่ว่าบางสิ่งกำลังไหม้ แต่ burn out รวมถึงจุดสิ้นสุดที่ไฟไม่สามารถลุกไหม้ต่อไปได้ด้วย
แบบฝึกหัด
เติม phrasal verb ที่หมายถึง “ไหม้จนเชื้อเพลิงหมดแล้วจึงหยุด” ลงในประโยค: With no more wood to add, the campfire will ____ before dawn.
ดูคำตอบ
burn out
One misconception is that ...: เสนอความเข้าใจผิดก่อนนำไปสู่การแก้ไข
One misconception is that ... ใช้เสนอความเชื่อที่ผู้พูดหรือผู้เขียนกำลังจะโต้แย้ง อนุประโยคที่ตามหลัง that ระบุเนื้อหาของความเชื่อที่ผิด ในที่นี้คือข้อกล่าวอ้างว่าไฟเป็นพลาสมา Misconception หมายถึงความคิดที่คนเชื่ออยู่แล้วแต่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่ยังไม่มีความรู้ กรอบนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบายโดยบอกความเชื่อที่ผิดก่อน แล้วจึงให้คำแก้ไขหรือหลักฐาน
แบบฝึกหัด
ใช้กรอบ One misconception is that ... ตามที่กำหนดเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ bats are blind.
ดูคำตอบ
One misconception is that
the fourth state of matter: ชื่อที่ใช้เรียกพลาสมาโดยทั่วไป
the fourth state of matter เป็นชื่อที่ใช้เรียก plasma หรือพลาสมาโดยทั่วไปในวิทยาศาสตร์เบื้องต้น ในลำดับพื้นฐานของของแข็ง ของเหลว แก๊ส และพลาสมา พลาสมาอยู่ในลำดับที่สี่ ในที่นี้ state หมายถึงรูปแบบทางกายภาพ และ matter หมายถึงสสารทางกายภาพ ไม่ใช่เรื่องหรือปัญหา ชื่อนี้ให้ข้อมูลพื้นฐานด้านการจัดประเภทของ plasma แต่ไม่ได้หมายความว่าเปลวไฟทุกชนิดเป็นพลาสมา
แบบฝึกหัด
ในบทความวิทยาศาสตร์เบื้องต้น the fourth state of matter มักหมายถึงอะไร
- heat
- smoke
- plasma
ดูคำตอบ
plasma
in which ... are stripped of ... ในคำนิยามที่เป็นทางการ
in which นำอนุประโยคขยายคำนามที่อธิบายสถานะของสสารซึ่งกล่าวถึงก่อนหน้า คือพลาสมา บุพบท in แสดงว่ากระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในสถานะนั้น รูปแบบ คำนาม + in which + อนุประโยคสมบูรณ์ พบได้บ่อยในคำนิยามที่เป็นทางการ ใน atoms are stripped of their electrons รูปถูกกระทำ are stripped of หมายความว่าอิเล็กตรอนถูกนำออกจากอะตอม รูปประธานเป็นผู้กระทำคือ strip A of B และรูปถูกกระทำคือ A is stripped of B
แบบฝึกหัด
เติมคำนิยามที่เป็นทางการให้สมบูรณ์ด้วย in which: A habitat is an environment ____ an organism naturally lives.
ดูคำตอบ
in which
Like fire and unlike ...: จัดความเหมือนควบคู่กับความต่าง
Like fire และ unlike the other kinds of matter เป็นวลีบุพบทสองวลีที่วางไว้ต้นประโยค ทั้งสองวลีชี้ไปยังประธาน plasmas ที่ตามมา โดยประโยคจัดพลาสมาให้อยู่กลุ่มเดียวกับไฟก่อน แล้วจึงแยกออกจากสสารชนิดอื่น กรอบนี้จัดข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติเดียวจากสองทิศทาง: Like A and unlike B, X ... หมายความว่า X มีคุณสมบัติที่กล่าวถึงเหมือน A แต่ต่างจาก B ในด้านเดียวกัน like ในที่นี้หมายถึง “คล้ายกับ” ไม่ใช่คำกริยา “ชอบ”
แบบฝึกหัด
แสดงว่าสกูตเตอร์คล้ายจักรยาน ไม่ใช่รถยนต์ แล้วเติมการเปรียบเทียบแบบคู่ให้สมบูรณ์: ____ a bicycle and ____ a car, this scooter is easy to park.
ดูคำตอบ
Like · unlike
exist in a stable state on Earth: ดำรงอยู่ในสภาวะเสถียรบนโลก
“exist in a stable state” หมายถึง การมีอยู่โดยยังคงมีสภาวะเสถียร ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือหายไปอย่างรวดเร็ว วลีนี้มักใช้ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสสาร อนุภาค และระบบ “in a stable state” บอกสภาวะที่สิ่งนั้นดำรงอยู่ ส่วน “on Earth” จำกัดข้อความนี้ไว้ที่เงื่อนไขบนโลก ในที่นี้ “state” หมายถึงสภาวะทางกายภาพ ไม่ใช่ประเทศหรือรัฐในสหรัฐอเมริกา
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ “exist in a stable state” ได้ถูกต้องเพื่ออธิบายเงื่อนไขทางวิทยาศาสตร์
- The compound can exist on a stable state at low temperatures.
- The compound can exist a stable state at low temperatures.
- The compound can exist in a stable state at low temperatures.
ดูคำตอบ
The compound can exist in a stable state at low temperatures.
They only form when gas is exposed to an electric field ไวยากรณ์
1:03พวกมันจะก่อตัวขึ้นเมื่อก๊าซสัมผัสกับสนามไฟฟ้า
is exposed to an electric field: อยู่ภายใต้อิทธิพลของสนามไฟฟ้า
“Gas is exposed to an electric field” ใช้โครงสร้างกรรมวาจก be + exposed + to + คำนาม โดยก๊าซเป็นฝ่ายได้รับอิทธิพลจากสนามไฟฟ้า ไม่ใช่ฝ่ายสร้างหรือใช้สนามนั้น ในงานเขียนทางวิทยาศาสตร์ “be exposed to” อาจมีความหมายกลาง ๆ ว่า “ถูกทำให้สัมผัสกับ” หรือ “อยู่ภายใต้อิทธิพลของ” ปัจจัยหนึ่ง และไม่ได้สื่อถึงอันตรายเสมอไป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดกล่าวได้ถูกต้องว่าตัวอย่างได้รับอิทธิพลจากแสงอัลตราไวโอเลต
- The sample changes color when it exposes to ultraviolet light.
- The sample changes color when it is exposed to ultraviolet light.
- The sample changes color when it is exposed with ultraviolet light.
ดูคำตอบ
The sample changes color when it is exposed to ultraviolet light.
superheated to temperatures of thousands or tens of thousands of degrees: ถูกทำให้ร้อนจัดถึงระดับหลายพันหรือหลายหมื่นองศา
ในสำนวนเชิงเทคนิคนี้ superheated to temperatures of ... หมายถึงถูกทำให้ร้อนจนถึงอุณหภูมิที่สูงมาก โครงสร้างคือ superheat something to a temperature และเมื่อเป็นรูปถูกกระทำจะเป็น something is superheated to a temperature คำนำหน้า super- เพิ่มความหมายว่าร้อนเกินกว่าการให้ความร้อนตามปกติอย่างมาก Thousands of degrees หมายถึงค่าในระดับหลายพันองศา ส่วน tens of thousands of degrees หมายถึงค่าในระดับหลายหมื่น เช่น ประมาณ 20,000 หรือ 30,000 องศา ทั้งสองแบบบอกขนาดโดยประมาณ ไม่ใช่อุณหภูมิที่แน่นอน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าวัสดุมีอุณหภูมิสูงมากในระดับหลายพันหรือหลายหมื่นองศา
- The material was heated by thousands or tens of thousands of degrees.
- The material was warmed to a few hundred degrees.
- The material was superheated to temperatures of thousands or tens of thousands of degrees.
ดูคำตอบ
The material was superheated to temperatures of thousands or tens of thousands of degrees.
fuels like wood and paper burn at a few hundred degrees, วลี
1:14เชื้อเพลิงอย่างไม้และกระดาษจะเผาไหม้ในอุณหภูมิไม่กี่ร้อยองศา
By contrast: ใช้เกริ่นข้อมูลที่แตกต่างอย่างชัดเจน
By contrast เป็นคำเชื่อมทางข้อความที่หมายถึง “เมื่อเทียบกับสิ่งที่เพิ่งกล่าวไป” คำนี้ส่งสัญญาณว่าข้อเท็จจริงถัดไปแตกต่างจากข้อเท็จจริงก่อนหน้าอย่างชัดเจน ในที่นี้ คำดังกล่าวเปลี่ยนจากอุณหภูมิที่สูงมากซึ่งกล่าวถึงก่อนหน้า ไปสู่อุณหภูมิที่ต่ำกว่ามากซึ่งไม้และกระดาษเผาไหม้ วลีนี้ทำหน้าที่จัดระเบียบข้อมูลเปรียบเทียบ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคำบรรยายเชื้อเพลิง
แบบฝึกหัด
โทรศัพท์เครื่องแรกใช้งานได้นานสองวันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ประโยคถัดไปข้อใดใช้คำเชื่อมได้เหมาะสมที่สุดเพื่อเกริ่นผลลัพธ์ที่แตกต่างมากของโทรศัพท์รุ่นเก่า
- For example, the older phone lasted only four hours.
- In other words, the older phone lasted only four hours.
- By contrast, the older phone lasted only four hours.
ดูคำตอบ
By contrast, the older phone lasted only four hours.
burn at a few hundred degrees: เผาไหม้ที่อุณหภูมิไม่กี่ร้อยองศา
ใน burn at a few hundred degrees คำว่า at ใช้นำหน้าเงื่อนไขด้านอุณหภูมิที่การเผาไหม้เกิดขึ้น ใช้ at หน้าค่าอุณหภูมิ ความเร็ว ความดัน หรือระดับที่วัดได้อื่น ๆ เมื่อต้องการบอกว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขนั้น A few hundred degrees หมายถึงจำนวนโดยประมาณในหลักร้อย ไม่ใช่อุณหภูมิที่แน่นอนเพียงค่าเดียว ในสำนวนจำนวนนี้ hundred ไม่เติม s หลัง a few
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่ระบุอุณหภูมิซึ่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น: Water freezes ____ 0 degrees Celsius.
ดูคำตอบ
at
far below the threshold of what's usually considered a plasma. วลี
1:18ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ของสิ่งที่มักจะถือว่าเป็นพลาสมามาก
far below the threshold of what's usually considered a plasma: ต่ำกว่าเกณฑ์ของสภาวะที่โดยทั่วไปถือว่าเป็นพลาสมาอยู่มาก
ใน far below the threshold คำว่า threshold หมายถึงเส้นแบ่งหรือตำแหน่งขั้นต่ำในเชิงนามธรรม Below the threshold หมายถึงยังไม่ถึงเงื่อนไขที่จำเป็น ส่วน far เน้นว่าห่างจากเกณฑ์มาก ไม่ใช่เพียงเล็กน้อย What's เป็นรูปย่อของ what is ในที่นี้ what's usually considered a plasma หมายถึงสภาวะที่คนทั่วไปจัดว่าเป็นพลาสมา ทั้งวลีจึงบอกว่าอุณหภูมิต่ำเกินกว่าจะข้ามเกณฑ์การจำแนกตามปกตินั้นได้
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ต่ำกว่ามาก” ลงในประโยค: The reading is ____ the safety threshold.
ดูคำตอบ
far below
So if ... what does that leave? สำหรับการให้เหตุผลแบบตัดตัวเลือก
โครงสร้าง So if ..., what does that leave? รวบรวมตัวเลือกที่เพิ่งถูกตัดออก แล้วถามว่ายังเหลือความเป็นไปได้ใดอยู่ ในประโยคนี้ อนุประโยค if สรุปว่าไฟไม่ใช่สถานะทั้งสี่ที่กล่าวมา ส่วนคำถามช่วยพาคำอธิบายไปสู่คำตอบอื่น leave ในที่นี้หมายถึง 'ทำให้เหลือหรือเหลือไว้' ไม่ได้หมายถึง 'จากไป' คำถามนี้อาจเป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ฟังคิดครู่หนึ่งก่อนที่ผู้พูดจะเฉลยข้อสรุป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง what does that leave: If neither key opens the door, ____?
ดูคำตอบ
what does that leave
It turns out สำหรับเผยผลลัพธ์ที่ค้นพบภายหลัง
It turns out ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่ได้รู้หรือยืนยันหลังจากการสืบค้น การสังเกต หรือการให้เหตุผล ในที่นี้เป็นสัญญาณว่าข้อสรุปที่น่าประหลาดใจคือไฟไม่ใช่สสารเลย ในโครงสร้างตายตัวนี้ it ไม่ได้แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ แต่อนุประโยคที่ตามมาเป็นส่วนที่บอกผลลัพธ์ Turn out หมายถึง 'ปรากฏว่าความจริงเป็นเช่นนั้น' ไม่ได้หมายถึงการหันตัวหรือเคลื่อนออกไปข้างนอก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย It turns out เพื่อเกริ่นผลที่ค้นพบภายหลัง: ____ the missing file was in the wrong folder.
ดูคำตอบ
It turns out
isn't actually ... at all: แก้ความคาดหมายด้วยการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
โครงสร้าง not ... at all เป็นการปฏิเสธโดยสิ้นเชิง หมายถึงสิ่งนั้นไม่จริงในแง่ใดหรือในระดับใดเลย ในประโยคนี้ isn't ... matter at all ปฏิเสธอย่างเต็มที่ว่าไฟเป็นสสาร ส่วน at all ไม่ได้หมายถึงทั้งหมด Actually บอกว่าผู้พูดกำลังแก้ความคาดหมายหรือความเชื่อ เมื่อนำมารวมกัน isn't actually matter at all จึงนำเสนอข้อเท็จจริงว่าเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ และหักล้างความคิดที่ว่าไฟเป็นสสารอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้กลุ่มคำ isn't actually และ at all ตามที่กำหนด: Everyone warned me, but the trail ____ dangerous ____.
ดูคำตอบ
isn't actually · at all
it's our sensory experience of a chemical reaction called combustion. โน้ต
1:34มันคือประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของเราจากปฏิกิริยาเคมีที่เรียกว่าการเผาไหม้
our sensory experience of ...: บอกสิ่งที่ประสาทสัมผัสรับรู้
นามวลี a sensory experience of something หมายถึงประสบการณ์ที่ได้รับผ่านการมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส การสัมผัส หรือประสาทสัมผัสทางร่างกายอื่น ๆ ส่วน of ใช้นำเข้าสิ่งที่ถูกรับรู้หรือได้รับประสบการณ์ ใน our sensory experience of a chemical reaction คำว่า our ระบุผู้ที่มีประสบการณ์นั้น สำนวนนี้แยกตัวปฏิกิริยาออกจากสิ่งที่ผู้คนมองเห็น รู้สึก หรือรับรู้ด้วยวิธีอื่นเพราะปฏิกิริยานั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ sensory experience of ได้ถูกต้องเพื่ออธิบายวิธีที่ผู้คนรับรู้ห้องผ่านประสาทสัมผัส
- The lighting has a sensory experience of the room.
- The lighting changes our sensory experience of the room.
- The designer makes a sensible decision about the room.
ดูคำตอบ
The lighting changes our sensory experience of the room.
chemical reaction called combustion: การใช้ called เพื่อบอกชื่อศัพท์เฉพาะ
called combustion วางหลังวลีนาม a chemical reaction เพื่อบอกชื่อของปฏิกิริยานั้น หมายถึง “a chemical reaction that is called combustion” หรือ “ปฏิกิริยาเคมีที่เรียกว่าการเผาไหม้” ในที่นี้ called หมายถึง “ที่เรียกว่า” ไม่ใช่การตะโกนเรียกสิ่งใด โครงสร้าง คำนาม + called + ชื่อ เป็นรูปย่อของ คำนาม + that is called + ชื่อ ซึ่งพบบ่อยในคำจำกัดความ โดยบอกประเภททั่วไปก่อน แล้วจึงเติมศัพท์เฉพาะ
แบบฝึกหัด
ใช้ called เพื่อบอกชื่อศัพท์เฉพาะ combustion: The engine releases energy through a chemical reaction ____.
ดูคำตอบ
called combustion
as it ripens: การเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่ค่อย ๆ ดำเนินไปพร้อมกัน
ใน as it ripens คำว่า as เป็นคำสันธานบอกเวลา หมายถึง “ในขณะที่” หรือ “เมื่อกระบวนการค่อย ๆ ดำเนินไป” คำนี้เชื่อมการสุกของผลไม้กับการเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงของกลิ่นในกระบวนการเดียวกัน คำสรรพนาม it หมายถึง fruit ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และ ripens หมายถึง “สุก” ในที่นี้ as ไม่ได้หมายถึง “ในบทบาทของ” อย่างที่ใช้ใน work as a guide
แบบฝึกหัด
ใช้ as เชื่อมการเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นพร้อมกัน: ____ the morning gets warmer, the fog slowly disappears.
ดูคำตอบ
As
In a way: การจำกัดขอบเขตของการเปรียบเทียบ
In a way หมายถึง “จากมุมมองหนึ่ง” หรือ “ในแง่หนึ่ง” วลีนี้กำหนดกรอบให้การเปรียบเทียบที่ตามมาเป็นจริงเพียงบางส่วน ไม่ใช่จริงในทุกรายละเอียด ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกผู้ฟังให้มองตัวอย่างเป็นการเปรียบเทียบที่ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น วลีเปิดประโยคนี้จัดลำดับข้อมูลโดยบอกขอบเขตก่อนนำเสนอการเปรียบเทียบ
แบบฝึกหัด
เติมวลีที่หมายถึง “จากมุมมองหนึ่ง” ให้สมบูรณ์: ____, a library is like a shared memory for a community.
ดูคำตอบ
In a way
X is like A, B, or C: การสร้างอุปมาด้วยหลายตัวอย่าง
โครงสร้าง X is like A, B, or C นำสิ่งที่สังเกตได้และคุ้นเคยหลายอย่างมารวมเป็นอุปมาเดียว แต่ละตัวอย่างช่วยชี้ไปยังแนวคิดร่วมจากคนละมุม ทำให้เรื่องที่ไม่คุ้นเคยหรือเป็นนามธรรมเข้าใจง่ายขึ้น ในประโยคนี้ ใบไม้ที่เปลี่ยนสี กลิ่นของผลไม้ที่กำลังสุก และแสงกะพริบของหิ่งห้อย ล้วนเป็นสัญญาณหรือผลที่สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิกิริยา การเปรียบเทียบนี้เชื่อมไฟเข้ากับลักษณะร่วมดังกล่าว ไม่ได้บอกว่าไฟเหมือนสิ่งเหล่านั้นทุกด้าน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ตัวอย่างที่คุ้นเคยหลายอย่างเพื่อสร้างอุปมาเดียว?
- Curiosity is like a flashlight, a map, or an open door: each one can help you discover something new.
- Curiosity is exactly the same object as a flashlight.
- Curiosity uses a flashlight, a map, and an open door.
ดูคำตอบ
Curiosity is like a flashlight, a map, or an open door: each one can help you discover something new.
All of these are sensory clues that a chemical reaction is taking place. วลี
1:49สิ่งเหล่านี้คือเบาะแสทางประสาทสัมผัสว่ามีปฏิกิริยาเคมีกำลังเกิดขึ้น
sensory clues that ... is taking place: เบาะแสจากประสาทสัมผัสว่าบางสิ่งกำลังเกิดขึ้น
Sensory clues คือสิ่งที่เรามองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รับรส หรือสัมผัสได้ และใช้เป็นหลักฐานได้ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกข้อสรุปที่เบาะแสเหล่านี้สนับสนุน นั่นคือกำลังเกิดปฏิกิริยาเคมี Is taking place หมายถึง is happening หรือ “กำลังเกิดขึ้น” รูปปัจจุบันกำลังกระทำแสดงว่าปฏิกิริยากำลังดำเนินอยู่ในช่วงเวลาที่กล่าวถึง ส่วน take place เป็นสำนวนตายตัว ไม่ได้หมายถึงสถานที่ตามตัวอักษร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปสองคำของ take place ที่หมายถึง “กำลังเกิดขึ้น”: The color change is a clue that a reaction is ____.
ดูคำตอบ
taking place
What differs about fire is that it engages a lot of our senses at the same time, โน้ต
1:54สิ่งที่แตกต่างของไฟคือมันดึงดูดประสาทสัมผัสของเราหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
What differs about fire is that ...: สิ่งที่ทำให้ไฟแตกต่างคือ...
What differs about fire เป็นอนุประโยค what ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของทั้งประโยค ในที่นี้ what หมายถึงลักษณะหรือแง่มุมที่แตกต่าง ดังนั้นประโยคนี้เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถามโดยตรง คำว่า is that ใช้นำอนุประโยคที่บอกว่าความแตกต่างนั้นคืออะไร โครงสร้าง What differs about X is that Y เน้นข้อเท็จจริง Y ที่ทำให้ X แตกต่าง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคบอกเล่าโดยใช้ differ: ____ this model is that it works without batteries.
ดูคำตอบ
What differs about
engages a lot of our senses at the same time: กระตุ้นประสาทสัมผัสหลายอย่างพร้อมกัน
ในที่นี้ engages หมายถึงทำให้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่หรือกระตุ้น ประธาน it ทำให้ประสาทสัมผัสหลายอย่าง เช่น การมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น และการสัมผัส เข้ามามีส่วนร่วมในประสบการณ์เดียวกัน at the same time บอกว่าประสาทสัมผัสเหล่านี้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ทีละอย่าง ดังนั้นวลีนี้จึงบรรยายประสบการณ์ที่เข้มข้นและใช้ประสาทสัมผัสหลายด้าน
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ engage เติมประโยคให้สมบูรณ์: The interactive display ____ several senses at the same time.
ดูคำตอบ
engages
creating the kind of vivid experience we expect to come from a physical thing. ไวยากรณ์
1:59สร้างประสบการณ์ที่แจ่มชัดในแบบที่เราคาดหวังว่าจะมาจากสิ่งของทางกายภาพ
creating ...: อนุประโยค -ing ที่บอกผลลัพธ์
Creating ... เป็นอนุประโยคกริยาเติม -ing ที่เชื่อมกับอนุประโยคก่อนหน้า ในที่นี้ใช้บอกผลของสถานการณ์ก่อนหน้าทั้งหมด กล่าวคือ การกระตุ้นประสาทสัมผัสหลายอย่างทำให้เกิดประสบการณ์ที่ชัดเจน สามารถถอดความได้ว่า and as a result, this creates ... อย่าเชื่อม creating เข้ากับคำนามที่อยู่ใกล้ที่สุดเพียงคำเดียว ภายในวลีกรรม we expect to come from a physical thing ขยาย the kind of vivid experience โดยอธิบายประสบการณ์แบบที่คนทั่วไปคาดว่าสิ่งที่มีอยู่จริงและจับต้องได้จะสร้างขึ้น
แบบฝึกหัด
ใช้รูป -ing ของ create เพื่อเติมผลลัพธ์: The new schedule reduces delays, ____ a smoother trip for everyone.
ดูคำตอบ
creating
using fuel, heat, and oxygen: แสดงว่ากระบวนการทำงานอย่างไร
วลี -ing using fuel, heat, and oxygen ให้ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับวิธีหรือทรัพยากรที่ทำให้เกิดผลลัพธ์นั้น โดยตอบคำถามว่า การเผาไหม้สร้างประสบการณ์นั้นได้อย่างไร using ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามีคนตั้งใจใช้เครื่องมือ ภาษาอังกฤษยังสามารถบอกได้ว่ากระบวนการธรรมชาติหรือระบบหนึ่งใช้วัสดุ พลังงาน เงื่อนไข หรือวิธีการเพื่อสร้างผลลัพธ์
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ use เพื่อแสดงว่าเครื่องสแกนทำงานอย่างไร: The scanner reads the code ____ a beam of light.
ดูคำตอบ
using
when the logs are heated to their ignition temperature, ไวยากรณ์
2:12เมื่อท่อนไม้ถูกทำให้ร้อนขึ้นจนถึงจุดติดไฟ
when the logs are heated to their ignition temperature: ใช้รูปถูกกระทำเพื่อบอกเงื่อนไข
when ใช้บอกเวลาหรือเงื่อนไขที่ทำให้เหตุการณ์ถัดไปเกิดขึ้น เมื่อท่อนไม้ถึงอุณหภูมิที่กำหนด การเปลี่ยนแปลงต่อไปจึงเริ่มขึ้น are heated เป็นรูปถูกกระทำ เพราะท่อนไม้เป็นสิ่งที่ได้รับความร้อน ส่วนใครหรืออะไรเป็นผู้ให้ความร้อนไม่สำคัญ ในโครงสร้าง heat something to + temperature คำว่า to บอกจุดปลายที่ไปถึง ignition temperature คืออุณหภูมิที่วัสดุสามารถติดไฟได้ ไม่ใช่อุณหภูมิร่างกายทั่วไป
แบบฝึกหัด
เติม past participle ของ heat และคำบุพบทที่บอกจุดปลาย: When the sample is ____ 50 degrees Celsius, the warning light turns on.
ดูคำตอบ
heated to
the walls of their cells decompose: ผนังเซลล์พืชสลายตัว
วลี the walls of their cells หมายถึงผนังเซลล์ของเซลล์พืชภายในท่อนไม้ their ย้อนกลับไปหมายถึง logs และ cells ใช้ในความหมายทางชีววิทยา เพราะไม้ประกอบด้วยเซลล์พืช decompose หมายถึงสลายตัวเป็นสารที่เรียบง่ายกว่า ในที่นี้กล่าวถึงโครงสร้างระดับจุลภาคของไม้ที่สลายตัว ไม่ใช่กำแพงทั้งแผ่นล้มลง
แบบฝึกหัด
ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ the walls of their cells decompose หมายถึงอะไร?
- พื้นผิวด้านนอกของท่อนไม้เคลื่อนออกจากเซลล์ของมัน
- เซลล์ของท่อนไม้คือห้องเล็ก ๆ ภายในอาคาร
- ผนังเซลล์ของเซลล์พืชในท่อนไม้สลายตัว
ดูคำตอบ
ผนังเซลล์ของเซลล์พืชในท่อนไม้สลายตัว
releasing sugars and other molecules into the air. ไวยากรณ์
2:18ปล่อยน้ำตาลและโมเลกุลอื่นๆ ออกสู่อากาศ
releasing ... into the air: ปล่อยบางสิ่งสู่อากาศ
Releasing sugars and other molecules into the air เป็นอนุประโยค -ing ที่บอกผลของกระบวนการก่อนหน้า เมื่อผนังเซลล์สลายตัว สารเหล่านั้นจึงเข้าสู่อากาศ ไม่ได้หมายความว่า sugars ปล่อยตัวเองออกมา รูปแบบ release A into B หมายถึงทำให้ A ออกจากแหล่งเดิมและเข้าไปใน B ในที่นี้ A คือ sugars and other molecules และ B คือ the air
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ release ในรูป -ing และอย่าเติมคำนำหน้านามหน้า steam: The valve opened, ____. ผลลัพธ์ต้องสื่อว่าไอน้ำเข้าสู่อากาศ
ดูคำตอบ
releasing steam into the air
These molecules then react with airborne oxygen to create carbon dioxide and water. วลี
2:22โมเลกุลเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศเพื่อสร้างคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ
react with ... to create ...: การระบุสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์
ในรูปแบบ subject + react with A to create B ประธานจะระบุสารหนึ่งชนิดที่เกิดปฏิกิริยา ส่วน with A ระบุสารตั้งต้นอีกชนิด และ to create B ระบุผลิตภัณฑ์ ในประโยคนี้ โมเลกุลที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อไม้สลายตัวทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและเกิดเป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ Airborne oxygen หมายถึงออกซิเจนที่อยู่ในอากาศ ไม่ใช่ออกซิเจนที่บินได้ตามความหมายตรง รูปแบบนี้เชื่อมโยงสารตั้งต้นกับผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจนในการอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือกระบวนการ
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบ react with A to create B ให้สมบูรณ์: Some metals react ____ acids ____ create hydrogen gas.
ดูคำตอบ
with · to
any trapped water in the logs vaporizes, expands, การใช้คำ
2:29น้ำที่ติดอยู่ภายในท่อนไม้จะระเหย ขยายตัว
any trapped water ... vaporizes, expands: น้ำที่ติดอยู่กลายเป็นไอและขยายตัว
trapped water หมายถึงน้ำที่ติดอยู่ภายในท่อนไม้จนไหลออกมาได้ไม่สะดวก ในที่นี้ trapped บอกสภาพทางกายภาพ ไม่ได้หมายถึงการตกอยู่ในปัญหาเชิงนามธรรม ประธานคือ any trapped water ส่วน vaporizes และ expands เป็นคำกริยาสองคำที่ทำหน้าที่ต่อเนื่องกัน เมื่อได้รับความร้อน ของเหลวจะเปลี่ยนเป็นไอแล้วกินพื้นที่มากขึ้นอย่างมาก รูปแบบกริยานี้ใช้บรรยายการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกับสสารได้
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ vaporize และ expand เติมประโยคให้สมบูรณ์: When heated, water trapped inside a pipe ____ and ____.
ดูคำตอบ
vaporizes · expands
At the same time: การเพิ่มกระบวนการที่ดำเนินไปพร้อมกัน
At the same time เป็นวลีเชื่อมที่เพิ่มอีกกระบวนการหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาโดยรวมเดียวกับกระบวนการที่เพิ่งกล่าวถึง เมื่ออยู่ต้นประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกให้ผู้ฟังติดตามกระบวนการที่สอง ซึ่งคือน้ำที่ถูกกักไว้กลายเป็นไอ ขยายตัว และหลุดออกมา ควบคู่กับปฏิกิริยาเคมีที่อธิบายไปแล้ว วลีนี้ไม่ได้กำหนดให้ทุกการกระทำเกิดขึ้นในชั่วขณะเดียวกันอย่างแม่นยำ ในการอธิบายกระบวนการ มักใช้เพื่อจัดลำดับเหตุการณ์สองสายที่มีช่วงเวลาซ้อนกันหรือดำเนินไปพร้อมกัน
แบบฝึกหัด
ข้อความต่อข้อใดนำเสนอกระบวนการที่สองซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กันได้ถูกต้อง
- The design team prepared the slides. At the same time, the speaker practiced the talk.
- The design team prepared the slides. For instance, the speaker practiced the talk.
- The design team prepared the slides. As a result, the speaker practiced the talk.
ดูคำตอบ
The design team prepared the slides. At the same time, the speaker practiced the talk.
ruptures ... and escapes with a satisfying crackle: ทำให้ไม้แตกและเล็ดลอดออกมาพร้อมเสียงแตกเป๊าะที่น่าพอใจ
ข้อความส่วนนี้ใช้ประธานเดิมต่อจากก่อนหน้า คือ any trapped water ซึ่งตอนนี้เข้าใจได้ว่าเป็นไอน้ำที่กำลังขยายตัว ruptures the wood หมายถึงแรงดันจากมันทำให้เนื้อไม้รอบ ๆ แตกออกอย่างฉับพลัน ส่วนสรรพนาม it ใน around it ก็หมายถึงน้ำหรือไอน้ำนั้น escapes หมายถึงไอน้ำออกมาทางช่องเปิดที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึงคนหลบหนี with a satisfying crackle เพิ่มข้อมูลเรื่องเสียงที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเล็ดลอดออกมา crackle คือเสียงแตกเป๊าะเล็ก ๆ แหลมสั้นที่ดังต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ส่วน satisfying แสดงว่าผู้บรรยายรู้สึกชอบเสียงนั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดอธิบายกระบวนการในส่วนที่เน้นไว้ได้ดีที่สุด
- ไม้ดูดซับไอน้ำอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แตก
- ไอน้ำที่ขยายตัวทำให้ไม้รอบ ๆ แตก เล็ดลอดออกมา และทำให้เกิดเสียงแหลมต่อเนื่องกันหลายครั้ง
- คนคนหนึ่งวิ่งหนีหลังจากได้ยินเสียงดังเพียงครั้งเดียว
ดูคำตอบ
ไอน้ำที่ขยายตัวทำให้ไม้รอบ ๆ แตก เล็ดลอดออกมา และทำให้เกิดเสียงแหลมต่อเนื่องกันหลายครั้ง
fire heats up: ร้อนขึ้น
ใน fire heats up คำว่า heat up หมายถึง “ร้อนขึ้น” หรือ “มีอุณหภูมิสูงขึ้น” ในที่นี้เป็นกริยาแบบไม่ต้องมีกรรม เพราะตัวไฟเองมีอุณหภูมิเปลี่ยนไป จึงไม่มีกรรมตามหลัง คำว่า up ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน แต่เพิ่มความหมายว่าอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งมักเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ heat up เพื่อให้หมายถึง “ร้อนขึ้น”: The engine ____ after a few minutes.
ดูคำตอบ
heats up
the carbon dioxide and water vapor created by combustion expand. การใช้คำ
2:41คาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำที่เกิดจากการเผาไหม้จะขยายตัว
คาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำที่เกิดจากการเผาไหม้
วลี carbon dioxide and water vapor เป็นประธานร่วม ส่วน expand เป็นกริยาหลักของประโยค วลีคุณศัพท์ที่ใช้กริยาช่องสาม created by combustion ตามหลังกลุ่มคำนามนี้และหมายถึง “ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้” ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์นี้ วลีดังกล่าวระบุว่าสารทั้งสองเป็นผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้ water vapor คือน้ำในสถานะแก๊ส ไม่ใช่น้ำในสถานะของเหลว เมื่อแก๊สเหล่านี้ร้อนขึ้น expand หมายถึงแก๊สเหล่านี้ใช้พื้นที่มากขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดกล่าวได้ถูกต้องว่าการเผาไหม้ทำให้เกิดแก๊ส และจากนั้นแก๊สเหล่านี้ใช้พื้นที่มากขึ้น
- The carbon dioxide and water vapor created by combustion expand.
- Combustion created by carbon dioxide and water vapor expands.
- Carbon dioxide and water vapor create combustion as they expand.
ดูคำตอบ
The carbon dioxide and water vapor created by combustion expand.
Now that they're less dense: บอกเหตุผลด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
Now that ใช้เกริ่นสถานการณ์ที่เป็นจริงแล้ว และใช้สถานการณ์นั้นเป็นเหตุผลของผลลัพธ์ที่ตามมา ในประโยคนี้ แก๊สมีความหนาแน่นลดลงแล้ว จึงลอยสูงขึ้น Now that ต้องเข้าใจเป็นสำนวนเดียว หมายถึง “เพราะตอนนี้สถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว” หรือ “เนื่องจากสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว” ไม่ได้แยกแปล now กับ that และสามารถเน้นสภาวะใหม่ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่เพียงบอกเวลาปัจจุบัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำเชื่อมสองคำที่ประกอบจาก now + that เพื่อแสดงว่าสถานการณ์ใหม่เป็นจริงแล้ว: ____ Maya has found the key, she can open the door.
ดูคำตอบ
Now that
rise in a thinning column: บรรยายรูปทรงที่ลอยขึ้นเป็นลำ
Rise หมายถึง “เคลื่อนที่ขึ้นด้านบน” วลี in a thinning column บอกลักษณะของสสารขณะที่ลอยขึ้น โดยแก๊สรวมตัวเป็นลำสูงคล้ายเสา Thinning ขยายคำว่า column และหมายความว่าลำนั้นค่อย ๆ แคบลงหรือมีความหนาแน่นลดลงขณะลอยสูงขึ้น ในที่นี้ column หมายถึงมวลแนวตั้งที่มีรูปร่างคล้ายเสา ไม่ใช่คอลัมน์ในหนังสือพิมพ์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบรรยายอย่างเป็นธรรมชาติว่าไอน้ำลอยขึ้นเป็นลำแคบคล้ายเสา?
- The steam rose in a narrow column above the pot.
- The steam spread in a thin layer across the counter.
- The steam disappeared without forming a visible shape.
ดูคำตอบ
The steam rose in a narrow column above the pot.
cause + นามวลีใน “causes this expansion and rising”
ในที่นี้ cause ตามด้วยนามวลีที่บอกผลลัพธ์โดยตรง คือ this expansion and rising โดย Gravity เป็นสาเหตุ ส่วนคำนามที่เชื่อมกันอย่าง expansion และ rising บอกผลที่เกิดขึ้น โครงสร้าง cause + นามวลีพบได้บ่อยในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เพราะเชื่อมกลไกเข้ากับผลลัพธ์ได้โดยไม่ต้องใช้อนุประโยคเต็มรูป ส่วน this ชี้กลับไปยังการขยายตัวและการเคลื่อนขึ้นด้านบนที่อธิบายไว้แล้ว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ cause + นามวลีเพื่อบอกผลลัพธ์ได้ถูกต้อง
- High pressure causes the gas expand and move.
- High pressure causes expansion and movement.
- High pressure causes that expansion and movement happen.
ดูคำตอบ
High pressure causes expansion and movement.
which gives flames their characteristic taper. วลี
2:53ซึ่งทำให้เปลวไฟมีรูปทรงเรียวแหลมเป็นเอกลักษณ์
give + กรรม + ลักษณะใน “gives flames their characteristic taper”
ในประโยคนี้ give ใช้โครงสร้าง give + กรรม + นามวลี โดย flames เป็นกรรม และ their characteristic taper บอกลักษณะที่เปลวไฟมีขึ้นมา ในที่นี้ give หมายถึง “ทำให้มี” ไม่ใช่การยื่นหรือมอบสิ่งของจริง ๆ Taper เป็นคำนามที่หมายถึงรูปทรงซึ่งค่อย ๆ แคบลง ส่วน which ชี้กลับไปยังกระบวนการที่เพิ่งอธิบาย และบอกว่ารูปร่างปลายแหลมอันคุ้นตาของเปลวไฟเป็นผลจากกระบวนการนั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ give + กรรม + ลักษณะอย่างเป็นธรรมชาติในความหมายว่า “ทำให้บางสิ่งมีลักษณะอย่างหนึ่ง”
- The curved roof gives the building its distinctive shape.
- The curved roof gives the building to have its distinctive shape.
- The curved roof gives to the building its distinctive shape.
ดูคำตอบ
The curved roof gives the building its distinctive shape.
separate by density: ใช้ by + เกณฑ์เพื่อบอกเกณฑ์ในการแยก
ใน molecules don't separate by density คำว่า separate หมายถึงการแยกออกเป็นกลุ่มหรือชั้นต่าง ๆ และ by density ระบุเกณฑ์ที่ใช้แยก วลีนี้หมายความว่าความหนาแน่นไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าโมเลกุลจะแยกออกจากกันอย่างไร รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำกริยาที่ใช้จัดกลุ่ม + by + เกณฑ์ เช่น sort by date, group by age หรือ arrange by size ในที่นี้ by หมายถึง “ตาม...” ไม่ได้หมายถึง “ข้าง ๆ” หรือผู้กระทำ
แบบฝึกหัด
ใช้ by + เกณฑ์เพื่อแสดงว่าความหนาแน่นเป็นเกณฑ์ในการแยก แล้วเติมประโยคให้สมบูรณ์: The machine separates the samples ____.
ดูคำตอบ
by density
and the flames have a totally different shape.
3:00และเปลวไฟก็จะมีรูปร่างที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
Without gravity: ใช้ without + คำนามเพื่อกำหนดเงื่อนไข
Without gravity เป็นวลีบุพบทที่กำหนดเงื่อนไขให้ทั้งประโยค โดยให้เรานึกถึงสถานการณ์ที่ไม่มีแรงโน้มถ่วง ในที่นี้มีความหมายใกล้เคียงกับ if there is no gravity รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ without + คำนามหรือกลุ่มคำนาม แล้วตามด้วยผลลัพธ์ ในข้อความสรุปเชิงวิทยาศาสตร์แบบนี้ ผลลัพธ์สามารถใช้ simple present ได้: Without X, Y happens.
แบบฝึกหัด
ใช้ without + คำนามเพื่อสื่อว่า “หากไม่มีไฟฟ้า” แล้วเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____, the computer cannot turn on.
ดูคำตอบ
Without electricity
We can see all of this because combustion also generates light. ลำดับความ
3:04เราสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมดเพราะการเผาไหม้ก็สร้างแสงเช่นกัน
We can see ... because ...: บอกสิ่งที่สังเกตเห็นแล้วตามด้วยเหตุผล
อนุประโยค We can see all of this กล่าวถึงผลที่สังเกตเห็นได้ก่อน ในที่นี้ see หมายถึง “สามารถสังเกตเห็นได้” และ all of this ย้อนถึงรูปร่างและการเคลื่อนไหวของเปลวไฟที่อธิบายไว้ก่อนหน้า because นำเข้าสู่เหตุผลที่ทำให้สังเกตเห็นสิ่งเหล่านั้นได้ นั่นคือการเผาไหม้ทำให้เกิดแสง โครงสร้างแบบบอกผลก่อนแล้วตามด้วยเหตุผลนี้ช่วยให้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนจากสิ่งที่สังเกตเห็นได้ไปสู่กลไกที่อธิบายสิ่งนั้น ส่วน also แสดงว่าแสงเป็นผลอีกอย่างหนึ่งของการเผาไหม้
แบบฝึกหัด
อ่านข้อความนี้: We can see all of this because combustion also generates light. ประโยคนี้จัดข้อมูลในรูปแบบใด?
- บอกผลที่สังเกตเห็นได้ก่อน แล้วใช้ because บอกสาเหตุ
- ยกข้อสังเกตสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
- บอกสาเหตุก่อน แล้วปฏิเสธผลนั้น
ดูคำตอบ
บอกผลที่สังเกตเห็นได้ก่อน แล้วใช้ because บอกสาเหตุ
when heated: อนุประโยคกรรมวาจกแบบย่อที่ใช้ when
when heated เป็นอนุประโยคกรรมวาจกแบบย่อ รูปเต็มคือ when they are heated โดย they แทน molecules เนื่องจากประธานที่ละไว้เป็นตัวเดียวกับประธานของประโยคหลัก และรูปเต็มใช้ be + past participle จึงละประธานและ be ได้ heated เป็น past participle ที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับโมเลกุล ไม่ใช่คำสั่ง โครงสร้างสั้น ๆ นี้ใช้บ่อยเมื่อต้องอธิบายกระบวนการทั่วไป: [subject] + result + when + past participle
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้รูปย่อกรรมวาจกของ when they are heated: Metals expand ____.
ดูคำตอบ
when heated
and the color of the light depends on the temperature of the molecules. วลี
3:11และสีของแสงขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของโมเลกุล
depends on: การระบุปัจจัยที่กำหนดผลลัพธ์
ในโครงสร้าง A depends on B นั้น A คือผลลัพธ์หรือตัวแปร ส่วน B คือเงื่อนไขหรือปัจจัยที่กำหนด A หรือทำให้ A เปลี่ยนแปลง ในประโยคนี้ สีของแสงคือ A และอุณหภูมิของโมเลกุลคือ B depends on ในที่นี้ใช้อธิบายความสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์ระหว่างตัวแปร ไม่ได้หมายความว่าแสงพึ่งพาโมเลกุลในด้านอารมณ์หรือการใช้ชีวิตจริง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่หมายถึง “ถูกกำหนดโดย”: The amount of water a plant needs ____ its size.
ดูคำตอบ
depends on
The type of molecules in a fire can also influence flame color. การใช้คำ
3:18ชนิดของโมเลกุลในไฟยังสามารถส่งผลต่อสีของเปลวไฟได้ด้วย
influence flame color: ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์
influence ในที่นี้เป็นคำกริยา โครงสร้างคือ factor + influence + result โดยชนิดของโมเลกุลเป็นปัจจัย และสีของเปลวไฟเป็นผลลัพธ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจาก influence เป็นกริยาสกรรม จึงรับ flame color เป็นกรรมโดยตรงโดยไม่ใช้คำบุพบท คำว่า can และ also ก็มีความสำคัญ can แสดงว่าผลกระทบนั้นมีความเป็นไปได้ ส่วน also เพิ่มชนิดของโมเลกุลเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นอกเหนือจากปัจจัยที่กล่าวไปแล้ว ไม่ได้ใช้แทนปัจจัยเดิม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ influence เป็นคำกริยาได้ถูกต้อง
- Room temperature can influence how quickly the dough rises.
- Room temperature can have influence how quickly the dough rises.
- Room temperature can influence on how quickly the dough rises.
ดูคำตอบ
Room temperature can influence how quickly the dough rises.
any unreacted carbon atoms from the logs form little clumps of soot การใช้คำ
3:23อะตอมของคาร์บอนที่ไม่ได้ทำปฏิกิริยาจากท่อนไม้จะก่อตัวเป็นก้อนเขม่าเล็กๆ
unreacted carbon atoms form little clumps of soot: อะตอมคาร์บอนที่ยังไม่ทำปฏิกิริยารวมตัวเป็นเขม่าก้อนเล็ก ๆ
ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์นี้ any unreacted carbon atoms from the logs เป็นประธาน form เป็นกริยาหลัก และ little clumps of soot ระบุสิ่งที่อะตอมเหล่านั้นก่อขึ้น unreacted หมายถึงยังไม่ได้เข้าร่วมปฏิกิริยาเคมี ส่วน any หมายถึงอะตอมคาร์บอนใด ๆ ที่ยังเหลืออยู่ ไม่ได้เป็นคำถามเกี่ยวกับปริมาณ clump คือวัสดุกลุ่มเล็ก ๆ ที่รวมตัวหรือติดกัน soot คือวัสดุสีดำที่มีคาร์บอนสูงและเกิดขึ้นเมื่อเชื้อเพลิงเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ประโยคนี้อธิบายว่าคาร์บอนที่เหลือรวมตัวเป็นอนุภาคเขม่าขนาดเล็ก
แบบฝึกหัด
เติมคำจากข้อความที่เน้นให้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์สมบูรณ์: Carbon atoms that have not reacted are ____ carbon atoms, and they can form small ____ of ____.
ดูคำตอบ
unreacted · clumps · soot
that rise into the flames and emit the yellow-orange light we associate with a campfire. วลี
3:28ที่ลอยขึ้นไปในเปลวไฟและเปล่งแสงสีเหลืองอมส้มที่เราคุ้นเคยจากกองไฟ
For instance: การยกตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง
For instance เป็นสัญญาณว่าข้อความถัดไปเป็นตัวอย่างเฉพาะที่ช่วยสนับสนุนหรืออธิบายแนวคิดกว้าง ๆ ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ในประโยคนี้ คำดังกล่าวพาเนื้อหาจากคำอธิบายทั่วไปไปสู่กระบวนการที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับคาร์บอนและเขม่า เมื่ออยู่ต้นประโยค For instance จะแสดงว่าทั้งประโยคสัมพันธ์กับข้อมูลก่อนหน้าอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าจะอธิบายรายละเอียดทั้งหมดของ “กรณีหนึ่ง” โดยทั่วไปสามารถเปลี่ยนเป็น for example ได้โดยความสัมพันธ์พื้นฐานยังเหมือนเดิม
แบบฝึกหัด
ข้อความต่อไปข้อใดใช้ For instance ได้ถูกต้องเพื่อยกตัวอย่างสนับสนุนข้อความทั่วไป
- Some compounds produce colored flames. As a result, copper compounds are always cold.
- Some compounds produce colored flames. However, copper compounds can produce blue-green light.
- Some compounds produce colored flames. For instance, copper compounds can produce blue-green light.
ดูคำตอบ
Some compounds produce colored flames. For instance, copper compounds can produce blue-green light.
เชื่อมโยงแสงสีเหลืองอมส้มกับกองไฟ
ในประโยคนี้ emit หมายถึง “ปล่อยออกมา” ส่วน associate A with B หมายถึงการเชื่อมโยง A กับ B ในความคิดจากประสบการณ์หรือรูปแบบที่คุ้นเคย ผู้คนมักเชื่อมโยงแสงสีเหลืองอมส้มกับกองไฟ คำว่า we associate with a campfire เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย the yellow-orange light โดยละสรรพนามสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมไว้ รูปเต็มคือ the light (that) we associate with a campfire
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง associate A with B ให้สมบูรณ์: Many people ____ this song ____ summer.
ดูคำตอบ
associate · with
and potassium chloride can add their own characteristic hues to the mix. วลี
3:37และโพแทสเซียมคลอไรด์สามารถเพิ่มสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าไปในการผสมผสานนั้น
เพิ่มเฉดสีเฉพาะของแต่ละชนิดลงในภาพรวม
add A to the mix หมายถึงการนำ A เข้าไปเพิ่มในสิ่งที่มีหลายส่วนหรือหลายปัจจัยอยู่แล้ว ในที่นี้สารแต่ละชนิดเพิ่ม characteristic hues ของตนเอง ซึ่งก็คือสีเฉพาะที่แต่ละสารสร้างได้ ให้กับสีโดยรวมของเปลวไฟ โครงสร้างนี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบได้ด้วย แม้จะไม่มีส่วนผสมจริง เราก็สามารถพูดถึงการเพิ่มคน แนวคิด ทักษะ หรือปัจจัยใหม่เข้าไปในภาพรวมได้
แบบฝึกหัด
เติม add A to the mix ในตัวอย่างเชิงนามธรรมนี้ให้สมบูรณ์: Our new coach adds fresh ideas ____.
ดูคำตอบ
to the mix
fire also continues to generate heat as it burns. ไวยากรณ์
3:45ไฟยังคงสร้างความร้อนต่อไปในขณะที่มันลุกไหม้
Besides colorful flames, ... also ...: การเพิ่มประเด็นอีกข้อ
Besides colorful flames หมายถึง “นอกจากเปลวไฟหลากสีแล้ว” เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลีนี้จะเชื่อมลักษณะข้อแรกกับประเด็นที่สองว่าไฟยังสร้างความร้อนด้วย รูปแบบ Besides A, B also ... จัดข้อมูลที่เกี่ยวข้องสองข้อให้มีความหมายว่า “A เป็นลักษณะหนึ่ง และ B เป็นอีกลักษณะหนึ่ง” คำว่า besides ในที่นี้ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย Besides และ also: ____ having a larger screen, the phone ____ has a better camera.
ดูคำตอบ
Besides · also
continues to generate heat as it burns: การกระทำที่ดำเนินต่อไประหว่างกระบวนการ
continues to generate heat ใช้โครงสร้าง continue to + คำกริยารูปพื้นฐาน เพื่อแสดงว่าการสร้างความร้อนยังคงเกิดขึ้นและไม่ได้หยุดลง as it burns ให้ฉากหลังด้านเวลา โดย as ในที่นี้หมายถึง “ขณะที่” การเผาไหม้และการสร้างความร้อนเกิดขึ้นพร้อมกันในกระบวนการเดียวกัน ประโยคนี้เน้นความพร้อมกันมากกว่าเหตุผล
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย continues to และ as: The fan ____ spin ____ the motor runs.
ดูคำตอบ
continues to · as
This heat sustains the flames by keeping the fuel at or above ignition temperature. ไวยากรณ์
3:49ความร้อนนี้จะรักษาเปลวไฟไว้โดยรักษาระดับเชื้อเพลิงให้อยู่ที่หรือสูงกว่าจุดติดไฟ
by keeping ... at or above ...: การอธิบายกลไก
by keeping ... อธิบายว่าความร้อนทำให้เปลวไฟคงอยู่ได้อย่างไร โครงสร้าง by + คำกริยารูป -ing ใช้บอกวิธีหรือกลไกที่ทำให้เกิดผลในประโยคหลัก ในที่นี้ keep หมายถึง “ทำให้คงอยู่ในสภาพหนึ่ง” ส่วน at or above ignition temperature เป็นเงื่อนไขของเกณฑ์เดียว คือเชื้อเพลิงต้องอยู่ที่อุณหภูมิจุดติดไฟหรือสูงกว่านั้น ไม่ได้หมายถึงสถานที่สองแห่ง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ by + คำกริยารูป -ing ได้ถูกต้องเพื่ออธิบายวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์
- The lid keeps the food warm before trapping heat inside.
- The lid keeps the food warm despite trapping heat inside.
- The lid keeps the food warm by trapping heat inside.
ดูคำตอบ
The lid keeps the food warm by trapping heat inside.
even the hottest fires run out of fuel or oxygen. กริยาวลี
3:57แม้แต่ไฟที่ร้อนที่สุดก็จะขาดเชื้อเพลิงหรือออกซิเจน
Eventually, though: เปลี่ยนไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายที่ตรงข้าม
Eventually พาคำอธิบายไปสู่ผลลัพธ์สุดท้าย คือท้ายที่สุดไฟจะหมดเชื้อเพลิงหรือออกซิเจน ส่วน though เพิ่มความขัดแย้งกับแนวคิดก่อนหน้าที่ว่าความร้อนช่วยให้ไฟลุกต่อไปได้ ในที่นี้ though เป็นคำเชื่อมที่แทรกอยู่ในประโยค มีความหมายใกล้เคียงกับ however และไม่ได้ใช้ขึ้นต้นอนุประโยคแสดงการยอมรับข้อเท็จจริง เมื่อใช้ Eventually, though, ร่วมกัน จะสื่อว่ากระบวนการหนึ่งอาจดำเนินต่อไปได้ช่วงหนึ่ง แต่สุดท้ายก็จะพบข้อจำกัด
แบบฝึกหัด
ย่อหน้าหนึ่งบอกว่าแบตเตอรี่สามารถจ่ายไฟให้เซ็นเซอร์ได้นานหลายเดือน ประโยคถัดไปข้อใดระบุทั้งช่วงเวลาสุดท้ายและความขัดแย้งกับข้อมูลเชิงบวกนั้น
- For example, every battery needs to be recharged.
- Similarly, every battery needs to be recharged.
- Eventually, though, every battery needs to be recharged.
ดูคำตอบ
Eventually, though, every battery needs to be recharged.
run out of fuel or oxygen: เมื่อทรัพยากรหมดลง
กริยาวลี run out of + ทรัพยากร หมายถึงมีสิ่งนั้นเหลือไม่พอหรือใช้จนหมด ในประโยคนี้ ไฟไม่มีเชื้อเพลิงหรือออกซิเจนเพียงพอที่จะลุกไหม้ต่อไป วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการวิ่งออกไปจริง ๆ ประธานคือคน สิ่งของ หรือระบบที่ต้องใช้ทรัพยากรนั้น และคำนามหลัง of ระบุว่าทรัพยากรใดหมด รูปแบบเดียวกันนี้ใช้กับเวลา เงิน อาหาร พลังงาน และความอดทนได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสามคำที่หมายถึง “ไม่มีทรัพยากรนั้นเหลืออยู่เลย”: We may ____ drinking water before we reach camp.
ดูคำตอบ
run out of
Then those twisting flames give a final hiss and disappear with a wisp of smoke, ลำดับความ
4:01จากนั้นเปลวไฟที่บิดเบี้ยวเหล่านั้นก็ส่งเสียงฟู่เป็นครั้งสุดท้ายและหายไปพร้อมกับควันบางๆ
give a final hiss ... disappear with a wisp of smoke: ปิดท้ายด้วยรายละเอียดทางประสาทสัมผัส
คำกริยาสองคำที่เชื่อมด้วย and จัดลำดับตอนจบเป็นเหตุการณ์สั้น ๆ คือ เปลวไฟส่งเสียงฟู่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงหายไป คำว่า final บอกว่านี่คือเสียงสุดท้าย ส่วน a wisp of smoke เพิ่มร่องรอยทางภาพเล็ก ๆ การเปลี่ยนจากเสียงไปสู่ภาพทำให้จุดจบของการเผาไหม้กลายเป็นฉากที่ผู้ฟังจินตนาการได้ และช่วยปิดคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อย่างมีชีวิตชีวา คำว่า give ทำให้เปลวไฟดูคล้ายมีชีวิตเล็กน้อย แต่ give a hiss สามารถใช้บรรยายสิ่งไม่มีชีวิตที่เกิดเสียงนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นตั้งใจทำ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดปิดกระบวนการโดยใช้ทั้งเสียงและภาพ?
- The water on the pan evaporated because the surface was hot.
- The last drop hit the hot pan, gave a sharp hiss, and vanished in steam.
- After several minutes, there was no water left on the pan.
ดูคำตอบ
The last drop hit the hot pan, gave a sharp hiss, and vanished in steam.
as if they were never there at all: การเปรียบเทียบแบบสมมติ
ในที่นี้ as if ใช้นำการเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่จินตนาการขึ้น เปลวไฟเคยอยู่ตรงนั้นจริง แต่หายไปอย่างหมดจดจนดูเหมือนไม่เคยมีอยู่มาก่อน อนุประโยคนี้บรรยายสิ่งที่ดูเหมือนเป็น ไม่ได้บอกข้อเท็จจริง ใน they were never there at all รูปอดีต were ช่วยทำให้สิ่งที่เปรียบเทียบห่างจากความเป็นจริง ส่วน at all เน้น never ให้หมายถึง “ไม่เคยเลยแม้แต่น้อย” เนื่องจากประธาน they เป็นพหูพจน์ were จึงเป็นรูปอดีตปกติด้วย สิ่งที่แสดงว่าเป็นการเปรียบเทียบแบบสมมติคือ as if และบริบท
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ as if เพื่อเปรียบเทียบแบบไม่ตรงกับความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่หายไปแล้ว
- The stain was gone because the cleaner removed it.
- The dark clouds looked as if rain was coming.
- The stain was gone, as if it had never been there at all.
ดูคำตอบ
The stain was gone, as if it had never been there at all.
Each item is inspired by a TED-Ed animation,
4:12สินค้าแต่ละชิ้นได้รับแรงบันดาลใจจากแอนิเมชันของ TED-Ed
and 100% of the proceeds go towards creating our free educational videos and programs. วลี
4:15และรายได้ 100% นำไปใช้ในการสร้างวิดีโอและโปรแกรมการศึกษาฟรีของเรา
100% of the proceeds go towards creating: การบอกว่ารายได้จากการขายนำไปใช้ที่ใด
ในที่นี้ proceeds เป็นคำนามพหูพจน์ หมายถึงเงินที่ได้รับจากการขาย 100% of the proceeds หมายถึงรายได้จากการขายทั้งหมด ไม่ใช่เพียงบางส่วน Go towards creating บอกว่าเงินนี้ตั้งใจจะนำไปใช้อย่างไร กล่าวคือจะนำไปใช้หรือช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสร้างวิดีโอและโครงการการศึกษาฟรี go toward หรือ go towards สามารถตามด้วยคำนามหรือรูป -ing ได้ เช่น go towards creating
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่ารายได้จากการขายทั้งหมดจะนำไปใช้ซื้อหนังสือใหม่
- All proceeds from the sale come from buying new books.
- All profits from the sale go toward buying new books.
- All proceeds from the sale go toward buying new books.
ดูคำตอบ
All proceeds from the sale go toward buying new books.