Bluey "ชุดวันซี่" ตอนเต็ม! 💙 | Bluey กับ Bingo ได้ชุดมาสคอต! | @disneyjr: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Disney Jr.

ความยากในการเรียน
643 คำ 164 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: หลังจากไม่ได้พบกันนานสี่ปี แบรนดี้มาเยี่ยมครอบครัวของชิลลี่พร้อมนำชุดหมีมาฝากเด็ก ๆ การเล่นอันวุ่นวายทำให้บาดแผลทางใจเก่าปรากฏขึ้น แต่สองพี่น้องยอมรับความเจ็บปวดจากการห่างเหินกัน และกลับมาเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการเต้นท่าในวัยเด็กอีกครั้ง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. you shouldn't have. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เรียนรู้ว่านี่คือถ้อยคำสุภาพเมื่อได้รับของขวัญ ใช้สื่อว่าผู้ให้มีน้ำใจมาก ไม่ใช่คำตำหนิหรือความหมายตรงตัวว่าอีกฝ่ายไม่ควรซื้อของมา จึงใกล้เคียงกับคำว่า “ไม่น่าลำบากเลย” ในบริบทการรับของ 2. there's not really anything anyone can do. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เข้าใจว่าการกล่าวโครงสร้างนี้ซ้ำเชื่อมปัญหาที่เป็นรูปธรรมของบลูอีเข้ากับความปรารถนาอันลึกซึ้งและไม่อาจสมหวังของแบรนดี้อย่างไร และสามารถใช้การกล่าวซ้ำแบบเดียวกันเพื่อพาผู้ฟังจากตัวอย่างใกล้ตัวไปสู่แนวคิดทางอารมณ์ที่อธิบายได้ยาก 3. hard seeing you all, you know? — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: สังเกตว่า hard ตามด้วยรูป -ing ใช้บอกความยากลำบากทางใจ ส่วน you know? ช่วยลดความตรงของการเปิดเผยความรู้สึกที่เปราะบาง ทำให้เข้าใจและถ่ายทอดความรู้สึกจริงใจได้โดยไม่ฟังห้วนหรือเหมือนกำลังกล่าวโทษอีกฝ่าย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Mum.

0:08

แม่

Dad.

0:14

พ่อ

Bingo.

0:20

บิงโก

Bluey.

0:25

บลูอี้

It's all good, Brandy. น้ำเสียง/เจตนา

0:33

ไม่เป็นไรหรอก แบรนดี้

น้ำเสียง/เจตนา

It's all good: คำพูดกันเองเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ

ในประโยคนี้ It's all good เป็นคำพูดแบบไม่เป็นทางการที่ใช้ให้อีกฝ่ายสบายใจ หมายถึง “ไม่มีปัญหา” หรือ “ไม่ต้องกังวล” ช่วยลดความตึงเครียดและบอกแบรนดี้ว่าผู้พูดไม่ได้โกรธ คำว่า all ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าทุกรายละเอียดสมบูรณ์แบบจริง ๆ วลีนี้สื่อว่าระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหา

แบบฝึกหัด

เพื่อนขอโทษเรื่องความผิดพลาดเล็กน้อย It's all good น่าจะหมายความว่าอะไร?

  1. ทุกอย่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ
  2. ฉันอยากให้คุณตรวจสอบทุกรายละเอียด
  3. ไม่มีปัญหา ไม่ต้องกังวล
ดูคำตอบ

ไม่มีปัญหา ไม่ต้องกังวล

So, then your hips go around like this.

0:35

แล้วทีนี้ก็หมุนสะโพกแบบนี้

Yeah, that's great.

0:38

ใช่ เยี่ยมเลย

Me and my sister Brandy made this dance up for our mum's birthday กริยาวลี

0:41

ฉันกับแบรนดี้พี่สาวฉันคิดท่าเต้นนี้ขึ้นมาสำหรับวันเกิดแม่

when we were kids.

0:44

ตอนที่เรายังเด็กน่ะ

กริยาวลี

made this dance up: ใช้ make up แบบแยกคำเพื่อบอกว่า “คิดขึ้นมา”

ใน made this dance up คำว่า made ... up เป็นรูปอดีตของ make up ในที่นี้หมายถึง “คิดขึ้นมา” หรือ “สร้างขึ้นจากความคิดของตัวเอง” พี่น้องคู่นี้ออกแบบท่าเต้นด้วยตัวเอง this dance เป็นกรรมที่วางอยู่ระหว่าง made กับ up เมื่อใช้ในความหมายนี้ make up เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้

แบบฝึกหัด

ใช้ make up รูปอดีตและวางคำสรรพนามในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อสื่อว่า “คิดมันขึ้นมา”: We needed a new ending, so Ana ____ yesterday.

ดูคำตอบ

made it up

I can't remember all the moves, though.

0:45

แต่ฉันจำท่าเต้นได้ไม่หมดหรอกนะ

That's her.

0:49

เธอมาแล้ว

Hi, girls.

0:53

สวัสดีจ้ะสาวๆ

Hi.

0:54

สวัสดีค่ะ

Hey, Brandy.

0:55

ไง แบรนดี้

Hi, Chilli.

0:56

ไง ชิลลี่

It's good to see you. วลี

0:57

ดีใจที่ได้เจอนะ

วลี

It's good to see you: คำทักทายหลังจากไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่ง

“It's good to see you” เป็นคำทักทายที่เป็นมิตรเมื่อพบใครสักคน โดยเฉพาะหลังจากไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่ง เป็นการบอกว่าคุณดีใจที่ได้พบอีกฝ่าย ไม่ได้หมายถึงเพียงว่าการมองเห็นอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่ “ดี” เมื่อใช้ทั้งประโยค สำนวนนี้ช่วยเริ่มหรือกลับมาเริ่มบทสนทนาด้วยความอบอุ่น รูปแบบ “It's good to + คำกริยา” ใช้แสดงความรู้สึกเชิงบวกในบริบทอื่นได้ด้วย แต่ในที่นี้ทั้งประโยคทำหน้าที่เป็นคำทักทายที่ใช้กันทั่วไป

แบบฝึกหัด

คุณเพิ่งพบเพื่อนเก่าหลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายปี ประโยคใดเป็นคำทักทายที่เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. It's nice to meet you.
  2. It's good to see you.
  3. It was good to see you.
ดูคำตอบ

It's good to see you.

Yeah, you too.

0:59

ใช่ เหมือนกันจ้ะ

Kids,

1:01

เด็กๆ

this is your Aunty Brandy.

1:02

นี่ป้าแบรนดี้ของลูกไง

Oh, you've grown so much. วลี

1:04

โอ้ โตขึ้นตั้งเยอะเลยนะ

วลี

you've grown so much: การเปลี่ยนแปลงจากตอนนั้นถึงตอนนี้

ใน “you've grown so much” คำว่า “you've” ย่อมาจาก “you have” และ “have grown” อยู่ในรูป present perfect รูปนี้เชื่อมช่วงเวลาก่อนหน้ากับผลที่มองเห็นได้ในตอนนี้ คือเด็กตัวโตขึ้นหรือเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน เมื่อผู้ใหญ่พูดประโยคนี้หลังจากไม่ได้พบเด็กมานาน มักเป็นคำทักทายที่อบอุ่นและแสดงความประหลาดใจ ไม่ใช่การวัดส่วนสูงอย่างจริงจัง “So much” เน้นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมาก

แบบฝึกหัด

เติมคำทักทายโดยใช้รูปย่อ you've และคำว่า grown so much: I haven't seen you in four years. Oh, ____!

ดูคำตอบ

you've grown so much

Bluey, you look just like your father. วลี

1:06

บลูอี้ หลานหน้าเหมือนพ่อเป๊ะเลย

วลี

look just like: ดูเหมือนกันมาก

look like + คน หมายถึง “มีรูปลักษณ์คล้ายกับคนนั้น” ในประโยคนี้กำลังเปรียบเทียบรูปลักษณ์ของบลูอีกับพ่อของเธอ just ช่วยเน้นระดับความเหมือน look just like หมายถึง “ดูคล้ายกันมาก” หรือ “ดูแทบจะเหมือนกันทุกอย่าง” ในวลีนี้ like แสดงความคล้าย ไม่ได้หมายถึง “ชอบ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่ารูปลักษณ์ของ Emma คล้ายกับรูปลักษณ์ของคุณป้ามาก?

  1. She likes her aunt very much.
  2. She acts like her aunt.
  3. She looks just like her aunt.
ดูคำตอบ

She looks just like her aunt.

Oh, what?

1:09

โอ๊ะ อะไรนะคะ

Who do I look like?

1:10

หนูหน้าเหมือนใครนะคะ

You look just like you. น้ำเสียง/เจตนา

1:12

หลานก็หน้าเหมือนตัวหลานเองนั่นแหละ

น้ำเสียง/เจตนา

You look just like you: การยืนยันอย่างอ่อนโยนว่า “เธอก็คือเธอ”

เมื่อมองตามคำพูดตรง ๆ You look just like you ใช้คำว่า you ซ้ำแทนที่จะบอกชื่อคนอื่น แต่การซ้ำนี้มีจุดประสงค์ ผู้พูดหยุดเปรียบเทียบผู้ฟังกับคนในครอบครัว แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “หนูก็คือหนูเอง” ประโยคนี้ปลอบใจและยืนยันคุณค่าของผู้ฟัง แทนที่จะให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับรูปลักษณ์ ความหมายที่อบอุ่นนี้ขึ้นอยู่กับคำถามก่อนหน้าว่าผู้ฟังเหมือนใคร และน้ำเสียงที่อ่อนโยน

แบบฝึกหัด

เด็กคนหนึ่งถามว่า “Who do I look like?” คำตอบ “You look just like you” มีหน้าที่หลักอย่างไร?

  1. เป็นการยืนยันว่าเด็กต้องเหมือนญาติคนอื่น
  2. เป็นการยืนยันอย่างอ่อนโยนว่าเด็กเป็นคนที่มีเอกลักษณ์และเป็นตัวของตัวเอง
  3. เป็นการบอกว่าผู้พูดมองไม่เห็นใบหน้าของเด็ก
ดูคำตอบ

เป็นการยืนยันอย่างอ่อนโยนว่าเด็กเป็นคนที่มีเอกลักษณ์และเป็นตัวของตัวเอง

I brought you some presents.

1:16

ป้าเอาของขวัญมาให้ด้วยนะ

Really?

1:18

จริงเหรอคะ

Oh, Brandy, you shouldn't have. น้ำเสียง/เจตนา

1:19

โอ้ แบรนดี้ ไม่เห็นต้องลำบากเลย

น้ำเสียง/เจตนา

you shouldn't have: คำตอบสุภาพเมื่อได้รับของขวัญ

หลังจากมีคนให้ของขวัญหรือทำสิ่งที่มีน้ำใจเป็นพิเศษให้เรา การพูดเพียงว่า You shouldn't have เป็นคำตอบสุภาพที่แสดงความประหลาดใจ ความขอบคุณ และความเกรงใจ โดยทั่วไปหมายถึง “มีน้ำใจมากเลย ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้” ไม่ได้หมายถึง “คุณทำผิด” ผู้พูดละการกระทำเต็ม ๆ ไว้เพราะสถานการณ์ทำให้เข้าใจได้ชัดเจน: You shouldn't have [brought me a gift / done that] นอกบริบทที่อบอุ่นแบบนี้ shouldn't have สามารถใช้ตำหนิการกระทำในอดีตได้จริง จึงต้องดูทั้งบริบทและน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

ในงานวันเกิด Mia เปิดของขวัญที่ได้รับแบบไม่คาดคิดแล้วพูดว่า "You shouldn't have!" เธอน่าจะหมายความว่าอย่างไร?

  1. คุณทำผิดกฎเพราะนำของขวัญชิ้นนี้มา
  2. กรุณานำของขวัญกลับไปเดี๋ยวนี้
  3. คุณมีน้ำใจมาก ที่จริงไม่ต้องนำของขวัญมาก็ได้
ดูคำตอบ

คุณมีน้ำใจมาก ที่จริงไม่ต้องนำของขวัญมาก็ได้

Onesies!

1:21

ชุดวันซี!

Oh, you really shouldn't have.

1:22

โอ้ พี่ไม่น่าลำบากซื้อมาเลยจริงๆ นะ

Do they not like onesies?

1:24

พวกแกไม่ชอบชุดวันซีเหรอ

They do.

1:25

ชอบสิ

It's just Bingo has this thing การใช้คำ

1:26

เพียงแต่บิงโกมีปัญหาอยู่นิดหน่อย

การใช้คำ

Bingo has this thing: การพูดถึงนิสัยหรือปัญหาแบบกว้าง ๆ

ใน Bingo has this thing คำว่า thing ไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่จับต้องได้ แต่เป็นคำแทนแบบกว้าง ๆ สำหรับนิสัย ปฏิกิริยาที่รุนแรง ลักษณะเฉพาะตัว หรือปัญหาที่ยังไม่ได้บอกชื่ออย่างชัดเจน วลีนี้มักนำเข้าสู่รายละเอียดต่อไป เช่น have this thing about + คำนามหรือ -ing หรือ have this thing where + อนุประโยค ผู้พูดจึงสามารถเกริ่นถึงรูปแบบพิเศษบางอย่างก่อน แล้วค่อยอธิบายต่อ

แบบฝึกหัด

มีคนพูดว่า "Eli has this thing where he lines up all his pencils." คำว่า this thing หมายถึงอะไร?

  1. ของขวัญที่ Eli วางแผนจะซื้อ
  2. นิสัยของ Eli ที่ชอบเรียงดินสอทั้งหมดซ้ำ ๆ
  3. ดินสอแท่งหนึ่งที่ Eli เป็นเจ้าของ
ดูคำตอบ

นิสัยของ Eli ที่ชอบเรียงดินสอทั้งหมดซ้ำ ๆ

um

1:29

เอ่อ

don't worry.

1:30

ไม่ต้องห่วงหรอก

I'm sure she's grown out of it. กริยาวลี

1:31

ฉันมั่นใจว่าแกโตพอจะเลิกนิสัยนั้นแล้วล่ะ

กริยาวลี

grown out of it: เลิกพฤติกรรมบางอย่างเมื่อโตขึ้น

grow out of something หมายถึง เมื่อโตขึ้นแล้วก็เลิกมีนิสัย ความกลัว ความสนใจ หรือพฤติกรรมบางอย่าง ในที่นี้ it หมายถึงพฤติกรรมที่พูดถึงไปแล้ว วลีนี้ไม่ได้แปลว่าเติบโตออกไปข้างนอกบางสิ่ง ในที่นี้ she's หมายถึง she has ส่วน has grown out of it ใช้ present perfect เพื่อแสดงว่าการเปลี่ยนแปลงตามวัยเกิดขึ้นแล้วและผลยังเกี่ยวข้องกับตอนนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย grow out of it ในรูป present perfect: Ava used to suck her thumb, but she's ____.

ดูคำตอบ

grown out of it

I hope they fit.

1:32

หวังว่าจะใส่ได้พอดีนะ

I wasn't sure how much they'd grown in

1:34

พี่ไม่แน่ใจว่าพวกแกโตขึ้นแค่ไหนใน

um

1:36

เอ่อ

four years.

1:37

สี่ปีที่ผ่านมาน่ะ

Hey, mine's too small.

1:39

เฮ้ ของหนูเล็กไป

And mine's too big.

1:41

และของหนูก็ใหญ่ไป

Well, then swap 'em around. กริยาวลี

1:43

งั้นก็สลับกันสิจ๊ะ

กริยาวลี

swap 'em around: สลับตำแหน่งหรือการจัดให้

swap 'em around หมายถึงสลับตำแหน่ง ลำดับ หรือการจัดให้ของที่พูดถึงไปแล้ว ถ้ามีของสองชิ้น แต่ละชิ้นก็จะไปอยู่แทนที่อีกชิ้นหรือถูกส่งให้อีกคนหนึ่ง 'em เป็นรูปภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการมากของ them ส่วน around ในที่นี้เพิ่มความหมายของการจัดของใหม่ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนของเป็นวงกลม

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งแบบกันเองโดยใช้ swap, 'em และ around: These two name cards are in each other's places, so ____.

ดูคำตอบ

swap 'em around

Can you make my cheetah onesie fit me? ไวยากรณ์

1:45

แม่ทำให้ชุดวันซีเสือชีตาห์ของหนูพอดีตัวได้ไหมคะ

ไวยากรณ์

make my cheetah onesie fit me: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

ใน make my cheetah onesie fit me คำว่า make ใช้โครงสร้าง make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดย my cheetah onesie เป็นกรรม และ fit เป็นกริยาที่ไม่เติม to คำขอนี้หมายถึง “แก้หรือปรับชุดหมีให้มีขนาดพอดีกับฉัน” ในโครงสร้างแบบประธานเป็นผู้กระทำนี้ หลัง make ต้องใช้กริยารูปพื้นฐาน เช่น make the onesie fit ไม่ใช่ make the onesie to fit โครงสร้างนี้ใช้เมื่อคนหรือสิ่งหนึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ ในที่นี้ fit me หมายถึง “มีขนาดพอดีกับฉัน” ไม่ใช่ “ทำให้ฉันออกกำลังกาย”

แบบฝึกหัด

เติมคำขอให้สมบูรณ์โดยใช้แต่ละกลุ่มคำหนึ่งครั้ง: make / this jacket / fit / me. Can the tailor ____?

ดูคำตอบ

make this jacket fit me

Sorry, Bluey.

1:48

เสียใจด้วยนะ บลูอี้

If it doesn't fit, it doesn't fit. ไวยากรณ์

1:49

ถ้ามันใส่ไม่ได้ ก็คือใส่ไม่ได้ลูก

ไวยากรณ์

If it doesn't fit, it doesn't fit: การยอมรับความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้

อนุประโยค if และประโยคหลักจงใจพูดความคิดเดียวกันซ้ำ ประโยคนี้ไม่ได้บอกผลลัพธ์ใหม่ แต่หมายความว่า ถ้าสิ่งของมีขนาดไม่พอดี การอยากให้มันพอดีก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงนั้นได้ ผู้พูดใช้การกล่าวซ้ำโดยตั้งใจแบบนี้ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า tautology เพื่อบอกว่า “นี่คือความจริงอย่างที่มันเป็น” และยุติการพูดคุย ในที่นี้ fit หมายถึง “มีขนาดพอดี”

แบบฝึกหัด

การพูดซ้ำใน “If it doesn't fit, it doesn't fit.” สื่ออะไรเป็นหลัก?

  1. ปัญหาเรื่องขนาดเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ
  2. ผู้พูดกำลังเสนอวิธีใหม่ในการแก้ไขสิ่งของ
  3. ผู้พูดกำลังอธิบายว่าทำไมสิ่งของจึงเล็กลง
ดูคำตอบ

ปัญหาเรื่องขนาดเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ

Oh, but I really want the cheetah.

1:51

โอ้ แต่หนูอยากได้เสือชีตาห์จริงๆ นะ

It's not meant to be, kid. สำนวน

1:53

มันไม่ใช่ของหนูจ้ะ ลูกรัก

สำนวน

It's not meant to be: ยอมรับว่าความหวังจะไม่เป็นจริง

ในประโยคนี้ It's not meant to be หมายถึงการได้ชุดเสือชีตาห์จะไม่เกิดขึ้น ผู้พูดจึงยอมรับความผิดหวังนั้น สำนวนนี้มักสื่อว่าผลลัพธ์ดังกล่าวเหมือนถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่สำเร็จ meant to be ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ถูกสั่งให้กลายเป็นบางสิ่ง” ให้เรียนรู้ทั้งสำนวนว่าเป็นวิธีพูดว่า “สิ่งที่หวังไว้นี้จะไม่เกิดขึ้น”

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนที่แสดงการยอมรับว่าความหวังล้มเหลว: We tried three times, but maybe ____.

ดูคำตอบ

it's not meant to be

Okay.

1:55

โอเคค่ะ

They're beautiful.

1:57

มันสวยมากเลยนะ

It's been too long. วลี

1:59

มันนานเกินไปแล้วล่ะ

วลี

It's been too long: กลับมาติดต่อกันหลังจากห่างหายไปนาน

เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้ง It's been too long หมายถึง “เราไม่ได้พบหรือติดต่อกันมานานมาก” It's been เป็นรูปย่อของ It has been และ present perfect เชื่อมช่วงเวลาที่ห่างกันในอดีตเข้ากับการพบกันในตอนนี้ too long เพิ่มความรู้สึกลงไปด้วย ผู้พูดมักฟังดูอบอุ่น เสียดาย หรือรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน และมักสื่ออย่างนุ่มนวลว่าควรพบหรือพูดคุยกันให้บ่อยขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนภาษาอังกฤษสี่คำที่ใช้เมื่อกลับมาพบกัน: I missed you. ____.

ดูคำตอบ

It's been too long

I know.

2:00

ฉันรู้

Look,

2:02

นี่

Chilli.

2:02

ชิลลี่

Yeah?

2:03

หืม

Uh

2:05

เอ่อ

Mum,

2:05

แม่คะ

it's happening again. วลี

2:07

มันเกิดขึ้นอีกแล้ว

วลี

“It's happening again”: สถานการณ์ที่คุ้นเคยเกิดขึ้นอีกครั้ง

“It's happening again” บอกว่าสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและเป็นที่รู้กันกำลังเริ่มต้นหรือเกิดขึ้นอีกครั้ง รูปปัจจุบันกำลังกระทำ “is happening” แสดงว่าสถานการณ์กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้ ส่วน “again” บอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก “It” หมายถึงสถานการณ์ที่ผู้พูดและผู้ฟังระบุได้จากสิ่งที่เห็นหรือจำได้ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสิ่งของชิ้นหนึ่ง

แบบฝึกหัด

“It's happening again” บอกข้อมูลอะไรแก่ผู้ฟัง?

  1. สถานการณ์เดิมที่คุ้นเคยเคยเกิดขึ้นมาก่อน และกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งตอนนี้
  2. ผู้พูดกำลังชี้ไปที่สิ่งของชิ้นใหม่เอี่ยม
  3. สถานการณ์นี้จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภายหลัง
ดูคำตอบ

สถานการณ์เดิมที่คุ้นเคยเคยเกิดขึ้นมาก่อน และกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งตอนนี้

Oh, no.

2:09

โอ้ ไม่นะ

What's going on? วลี

2:10

เกิดอะไรขึ้นน่ะ

วลี

“What's going on?”: ถามเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

“What's going on?” ใช้ขอคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นกะทันหัน ชวนสับสน หรือผิดปกติ มีความหมายว่า “ที่นี่กำลังเกิดอะไรขึ้น?” ในสำนวนนี้ “go on” หมายถึง “เกิดขึ้นหรือดำเนินต่อไป” ไม่ได้หมายถึง “เดินทางไปที่ใดที่หนึ่ง”

แบบฝึกหัด

คุณเดินเข้าไปในห้องและเห็นผู้คนกำลังตะโกน แต่ไม่เข้าใจสถานการณ์ คำถามใดถามถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ตรงที่สุด?

  1. Where are you going?
  2. What happened last week?
  3. What's going on?
ดูคำตอบ

What's going on?

Hey, Brandy.

2:12

ไง แบรนดี้

How are you doing?

2:13

สบายดีไหม

This episode of Bluey is called Onesies.

2:15

บลูอี้ตอน นี้มีชื่อว่า ชุดวันซี

Oh, no.

2:18

โอ้ ไม่นะ

I don't understand what's happening.

2:19

พี่ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น

No time to explain. ลำดับความ

2:20

ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว

ลำดับความ

No time to explain: เปลี่ยนไปลงมือทำทันที

No time to explain เป็นรูปสั้นของ There is no time to explain ในฉากนี้ ประโยคนี้หยุดคำถามและพาทุกคนเปลี่ยนจากการถามหาเหตุผลไปเป็นการลงมือทำทันที ในเรื่องแนวแอ็กชัน เกม และบทสนทนาเร่งด่วน ประโยคนี้เป็นคำเปลี่ยนช่วงที่ใช้กันบ่อย ช่วยสร้างความรู้สึกฉุกเฉินและบอกว่าต้องเลื่อนคำอธิบายไว้ก่อน ไม่ใช่แค่พูดถึงการจัดเวลา

แบบฝึกหัด

ในฉากแอ็กชัน No time to explain มีหน้าที่หลักอย่างไร

  1. บอกว่าวันนั้นไม่ได้วางแผนทำอะไรไว้
  2. เริ่มอธิบายภูมิหลังของเรื่องอย่างยาวนาน
  3. หยุดการอธิบายและเปลี่ยนฉากไปสู่การลงมือทำทันที
ดูคำตอบ

หยุดการอธิบายและเปลี่ยนฉากไปสู่การลงมือทำทันที

We have to get to safety. วลี

2:21

เราต้องไปที่ปลอดภัย

วลี

get to safety: ไปถึงสถานที่ที่พ้นจากอันตราย

ใน get to safety คำว่า get to หมายถึง “ไปถึง” และ safety หมายถึงสถานที่หรือสภาวะที่อันตรายไม่สามารถทำร้ายเราได้อีก เมื่อรวมกัน วลีนี้หมายถึงการออกจากอันตรายและไปถึงสถานที่ปลอดภัย ตรงนี้ safety เป็นคำนามนามธรรมที่ใช้เป็นจุดหมายของการเคลื่อนที่ อย่าเข้าใจ get ว่า “ได้รับ” เพราะวลีนี้ไม่ได้หมายถึงการได้รับความปลอดภัย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ get และ safety ให้มีความหมายว่า “ไปถึงสถานที่ปลอดภัย”: The building is on fire. We have to ____.

ดูคำตอบ

get to safety

But what about Bandit? น้ำเสียง/เจตนา

2:23

แล้วแบนดิตล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ But what about Bandit? เพื่อยกปัญหาที่ถูกมองข้ามขึ้นมา

ในประโยคนี้ But what about Bandit? หมายถึง “ยังไม่มีใครคิดถึง Bandit แล้วเขาจะเป็นอย่างไรล่ะ?” ผู้พูดดึงคนและปัญหาที่ถูกมองข้ามกลับเข้ามาในการสนทนา ไม่ได้ขอข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ Bandit ใช้ what about + คนหรือสิ่งของ? เพื่อชี้ว่ามีบางอย่างที่แผนหรือการพูดคุยอาจลืมไป ส่วน But เพิ่มความขัดแย้งว่า แนวคิดก่อนหน้านี้อาจใช้ได้ แต่ปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข

แบบฝึกหัด

ทุกคนพร้อมออกเดินทางแล้ว แต่ Mia ยังรออยู่ข้างใน ประโยคใดชี้ถึงคนที่ถูกมองข้ามได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. But what about Mia?
  2. But how is Mia?
  3. But what is Mia about?
ดูคำตอบ

But what about Mia?

Forget him.

2:24

ช่างเขาเถอะ

He's done. การใช้คำ

2:25

เขาเสร็จไปแล้ว

การใช้คำ

He's done. ในความหมายว่า “เขาไม่รอดหรือแพ้แล้ว”

ในที่นี้ He's done หมายถึง “เขาไม่รอดแล้ว” คือเขาถูกจับได้และไม่มีโอกาสเล่นต่อ เป็นการพูดแบบเกินจริงและขำ ๆ คล้าย “He's beaten” หรือ “It's over for him” ไม่ได้หมายความว่าเขาทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จแล้ว เมื่อ be done ใช้บอกสภาพของคน บริบทอาจทำให้หมายความว่าคนนั้นไปต่อไม่ได้ แพ้แล้ว หรือกำลังมีปัญหาใหญ่ ให้ดูสถานการณ์แทนที่จะแปล done ว่า “ทำเสร็จแล้ว” เพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ในเกม ผู้เล่นคนหนึ่งถูกจับได้และเล่นต่อไม่ได้ “He's done” หมายความว่าอะไร?

  1. เขาทำการบ้านชิ้นหนึ่งเสร็จแล้ว
  2. เขาพร้อมเริ่มเกมอีกครั้ง
  3. เขาแพ้แล้วและเล่นต่อไม่ได้
ดูคำตอบ

เขาแพ้แล้วและเล่นต่อไม่ได้

What do we do?

2:27

เราจะทำยังไงดี

The car!

2:28

ไปที่รถ!

Why has Bingo gone feral? การใช้คำ

2:31

ทำไมบิงโกถึงกลายเป็นพวกดุร้ายไปได้ล่ะ

การใช้คำ

gone feral: เปลี่ยนเป็นดุราวกับสัตว์ป่าและควบคุมยาก

ใน gone feral คำว่า gone เป็นรูป past participle ของ go โครงสร้าง go + คำคุณศัพท์แสดงการเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะใหม่ และ has gone บอกว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นแล้ว ในที่นี้ feral สื่ออย่างเห็นภาพว่า Bingo ทำตัวดุราวกับสัตว์ป่าและควบคุมได้ยาก เป็นการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของเธอ ไม่ได้หมายความว่าเธอกลายเป็นสัตว์ป่าจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present perfect ของ go feral: After months without human contact, the once-tame cat has ____.

ดูคำตอบ

gone feral

Onesies make Bingo crazy. ไวยากรณ์

2:33

ชุดวันซีทำให้บิงโกบ้าไปเลยน่ะ

ไวยากรณ์

make Bingo crazy: make + กรรม + คำคุณศัพท์

ในที่นี้ make หมายถึง “ทำให้เกิด” ไม่ใช่ “สร้าง” โครงสร้างคือ make + กรรม + คำคุณศัพท์ โดย Bingo เป็นกรรมที่ได้รับผล และ crazy เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกสภาวะที่เกิดขึ้น ประธานพหูพจน์ Onesies ใช้กับ make ประโยคนี้บอกว่าการสวมชุดหมีทำให้ Bingo ทำตัวโลดโผน ส่วน crazy ในที่นี้เป็นการพูดเกินจริงแบบไม่เป็นทางการ ไม่ใช่คำอธิบายทางการแพทย์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ make + กรรม + คำคุณศัพท์ได้ถูกต้องเพื่อบอกสภาวะที่เกิดจากสาเหตุหนึ่ง

  1. The warm blanket makes the baby sleepy.
  2. The warm blanket makes sleepy the baby.
  3. The warm blanket makes the baby sleep.
ดูคำตอบ

The warm blanket makes the baby sleepy.

She sort of becomes one with the onesie. สำนวน

2:36

แกจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับชุดวันซีเลยล่ะ

สำนวน

becomes one with the onesie: อุปมาแบบขำ ๆ ว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน

Become one with something หมายถึงรู้สึกเชื่อมโยงหรือจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก จนดูเหมือนคนกับสิ่งนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน ในประโยคนี้เป็นการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ คือเธอเข้าถึงบทบาทที่ onesie สื่อออกมาอย่างเต็มที่ ไม่ได้หลอมรวมกับเสื้อผ้าจริง ๆ สำนวนนี้ใช้บอกความเชื่อมโยงหรือความอินอย่างลึกซึ้งได้ คำว่า sort of ในประโยคช่วยลดน้ำหนัก ทำให้อุปมานี้ไม่ฟังดูยืนยันแบบเด็ดขาด

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: During the dance, Ava became one with the music. became one with the music หมายความว่าอย่างไร?

  1. เธอจดจ่ออยู่กับดนตรีอย่างเต็มที่
  2. ร่างกายของเธอกลายเป็นดนตรีจริง ๆ
  3. เธอไม่ได้ยินดนตรีอีกต่อไป
ดูคำตอบ

เธอจดจ่ออยู่กับดนตรีอย่างเต็มที่

What?

2:38

อะไรนะ

Where'd she go?

2:39

แกไปไหนแล้ว

I don't know.

2:40

ฉันไม่รู้

Did you get her ไวยากรณ์

2:44

พี่เป็นคนซื้อ

the onesie?

2:46

ชุดวันซีให้แกเหรอ

ไวยากรณ์

get her the onesie: get + คน + สิ่งของ

Get + person + thing หมายถึงหา ซื้อ หรือนำสิ่งของมาให้คนนั้น ใน get her the onesie คำว่า her คือคนที่ได้รับของหรือได้รับประโยชน์ ส่วน the onesie คือสิ่งของ ต้องดูบริบทว่า get หมายถึงซื้อ ไปหยิบมา หรือหามาด้วยวิธีอื่น โดยทั่วไปสามารถสื่อความหมายเดียวกันด้วย get + thing + for + person เช่น get the onesie for her รูปแบบแรกเป็นโครงสร้างกรรมสองตัวที่ใช้บ่อยในการสนทนา

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง get + person + thing กับ me และ a glass of water เพื่อเติมประโยค: Could you ____, please?

ดูคำตอบ

get me a glass of water

I didn't know.

2:47

พี่ไม่รู้นี่นา

I'm sorry.

2:48

พี่ขอโทษนะ

Don't worry.

2:50

ไม่ต้องห่วงหรอก

We can live in the car.

2:51

เราอาศัยอยู่ในรถได้

Yeah, there's plenty of food under the seats. วลี

2:52

ใช่ มีอาหารใต้เบาะตั้งเยอะ

วลี

plenty of food: อาหารจำนวนมากและเพียงพอ

plenty of food หมายถึงมีอาหารปริมาณมาก ซึ่งเพียงพอและมักมากเกินกว่าที่ต้องใช้ในสถานการณ์นั้น เป็นการบอกคร่าว ๆ ว่าอาหารไม่ขาด ไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่นอน ใช้ plenty of หน้าสิ่งที่ปกติไม่ได้นับทีละชิ้น เช่น plenty of food หรือ plenty of water และใช้หน้าคำนามพหูพจน์ได้ เช่น plenty of chairs

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึงมีปริมาณมากและเพียงพอ: We have ____ water for the whole team.

ดูคำตอบ

plenty of

Yeah, and we've got music.

2:55

ใช่ และเราก็มีเพลงฟังด้วย

Oh, yeah.

2:56

โอ้ ใช่เลย

Brandy, what was it you wanted to say earlier? ไวยากรณ์

2:57

แบรนดี้ เมื่อกี้พี่อยากจะพูดอะไรเหรอ

ไวยากรณ์

what was it you wanted to say earlier?: กลับไปยังเรื่องที่ยังพูดไม่จบ

What was it you wanted to say earlier? เป็นวิธีพูดที่เป็นธรรมชาติเมื่อต้องการกลับไปยังสิ่งที่อีกฝ่ายตั้งใจจะพูดก่อนหน้านี้ มักสื่อว่าเรื่องนั้นถูกขัดจังหวะ เลื่อนไว้ หรือถูกลืมไปชั่วคราว it ในประโยคนี้ไม่ได้แทนสิ่งของ เราสามารถพูดว่า What was it that you wanted to say? ได้เช่นกัน แต่ในการสนทนามักละ that ส่วน earlier ชี้กลับไปยังช่วงเวลาก่อนหน้านี้

แบบฝึกหัด

ก่อนหน้านี้ผู้ฟังต้องการถามอะไรบางอย่างกับผู้พูด ประโยคใดนำคำถามนั้นกลับมาพูดได้ถูกต้อง

  1. What was it you wanted to ask me earlier?
  2. What was it you wanted me to ask earlier?
  3. What was it I wanted you to ask me earlier?
ดูคำตอบ

What was it you wanted to ask me earlier?

Oh,

3:00

โอ้

um

3:01

เอ่อ

Let's hide behind the shed.

3:07

เราไปซ่อนหลังโรงเก็บของกันเถอะ

I think we lost her. การใช้คำ

3:11

ฉันคิดว่าเราสลัดแกหลุดแล้วล่ะ

การใช้คำ

lost her: สลัดคนที่ไล่ตามให้หลุด

ในสถานการณ์ไล่ตาม lose someone อาจหมายถึงหนีห่างออกไปจนอีกฝ่ายตามต่อไม่ทัน ในประโยคนี้ lost her หมายความว่าผู้พูดคิดว่าคนที่ไล่ตามพวกเขาตามไม่ทัน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีหน้าที่ดูแลเธอแล้วตอนนี้หาเธอไม่เจอ บริบทเป็นตัวกำหนดความหมาย ถ้ามีคนกำลังไล่ตาม เดินตาม หรือสะกดรอยคุณ We lost them อาจหมายถึง “เราสลัดพวกเขาหลุดแล้ว”

แบบฝึกหัด

ในฉากไล่ตาม “We've lost the guard” น่าจะหมายความว่าอะไรที่สุด?

  1. เรากำลังรอให้ยามนำทาง
  2. ยามไม่ได้ตามเราแล้ว
  3. มีคนเอาข้าวของของยามไป
ดูคำตอบ

ยามไม่ได้ตามเราแล้ว

Phew.

3:12

ฟู่

Aunty Brandy, was there a medium-sized cheetah onesie at the shop? การใช้คำ

3:13

ป้าแบรนดี้คะ ที่ร้านมีชุดวันซีเสือชีตาห์ไซส์เอ็มไหมคะ

การใช้คำ

medium-sized cheetah onesie: คำคุณศัพท์ประสมหน้าคำนาม

Medium-sized หมายถึง “ขนาดกลาง” ใน medium-sized cheetah onesie คำว่า medium-sized บอกขนาด cheetah บอกลวดลาย และ onesie เป็นคำนามหลัก Medium และ sized ทำหน้าที่ร่วมกันหน้าคำนาม จึงมักเชื่อมด้วยยัติภังค์เป็น a medium-sized onesie ในที่นี้ sized เป็นส่วนหนึ่งของคำคุณศัพท์ประสม ไม่ใช่กริยาหลักของประโยค

แบบฝึกหัด

ใช้ medium กับรูปที่ถูกต้องของ size เชื่อมด้วยยัติภังค์เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: She chose a ____ backpack.

ดูคำตอบ

medium-sized

Um

3:18

เอ่อ

I'm not sure, Bluey.

3:18

ป้าก็ไม่แน่ใจนะ บลูอี้

Can you ring them and ask? การใช้คำ

3:20

ป้าโทรไปถามที่ร้านให้ได้ไหมคะ

การใช้คำ

ring them and ask? — ring ที่หมายถึง “โทรหา”

ในที่นี้ ring หมายถึง “โทรหา” ใน ring them and ask คำว่า them เป็นกรรมของ ring ส่วน and ask บอกว่าจะทำอะไรระหว่างการโทร รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ring + คนหรือองค์กร

แบบฝึกหัด

ใช้ ring ในความหมายว่า “โทรหา” เพื่อเติมประโยค: Could you ____ the clinic and ask when it opens?

ดูคำตอบ

ring

Bluey.

3:22

บลูอี้

What?

3:23

อะไรคะ

Sorry, Bluey.

3:24

เสียใจด้วยนะ บลูอี้

The last time I saw you, zebras were your favorite animal. ไวยากรณ์

3:24

ครั้งสุดท้ายที่ป้าเจอหนู ม้าลายเป็นสัตว์ตัวโปรดของหนูนี่นา

ไวยากรณ์

The last time I saw you: การเกริ่นถึงความทรงจำในอดีต

The last time I saw you เป็นวลีบอกเวลาที่วางไว้ต้นประโยค หมายถึง “ในครั้งล่าสุดที่ฉันเจอคุณ” วลีนี้กำหนดเวลาของใจความหลัก zebras were your favorite animal การขึ้นต้นแบบนี้มักใช้เล่าความทรงจำเก่าที่ตอนนี้อาจเปลี่ยนไปแล้ว ในที่นี้ last หมายถึง “ครั้งก่อน” หรือ “ครั้งล่าสุด” ไม่ได้หมายถึง “ครั้งสุดท้ายตลอดไป”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึง “ครั้งก่อนที่ฉันไปหาคุณยาย เราอบคุกกี้กัน”

  1. For the last time, I visited Grandma and we baked cookies.
  2. When the last time I visited Grandma, we baked cookies.
  3. The last time I visited Grandma, we baked cookies.
ดูคำตอบ

The last time I visited Grandma, we baked cookies.

They used to be, ไวยากรณ์

3:27

เมื่อก่อนก็ใช่ค่ะ

but I changed to cheetahs.

3:28

แต่หนูเปลี่ยนเป็นเสือชีตาห์แล้ว

ไวยากรณ์

used to be: สภาพในอดีตที่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว

used to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้พูดถึงนิสัยหรือสภาพในอดีตที่โดยทั่วไปไม่เป็นจริงแล้วในตอนนี้ ในที่นี้ They used to be หมายถึง เมื่อก่อนม้าลายเป็นสัตว์โปรดของผู้พูด แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว คำหลัง be ถูกละไว้เพราะเข้าใจได้จากบทสนทนาก่อนหน้า อนุประโยคที่มี but ยืนยันการเปลี่ยนแปลงว่า ตอนนี้ผู้พูดชอบเสือชีตาห์มากกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ used to และรูปที่ถูกต้องของ be: This shop ____ a library, but now it sells clothes.

ดูคำตอบ

used to be

Four years ago.

3:30

เมื่อสี่ปีที่แล้วค่ะ

Look, I have to go. น้ำเสียง/เจตนา

3:33

นี่ ฉันต้องไปแล้วล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

Look, I have to go: เตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับข้อความที่พูดยาก

Look ที่ต้นประโยคนี้เป็นคำบอกทิศทางของบทสนทนา ไม่ได้สั่งให้อีกฝ่ายมองสิ่งของ แต่ใช้เรียกความสนใจก่อนพูดเรื่องที่จริงจัง พูดยาก หรือผู้ฟังอาจไม่อยากได้ยิน I have to go คือข้อความที่พูดยาก ผู้พูดรู้สึกว่าตนต้องจากไป เมื่อรวมกันแล้ว ประโยคนี้บอกว่าบทสนทนากำลังเปลี่ยนทิศอย่างกะทันหัน และเตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับการตัดสินใจนั้น

แบบฝึกหัด

ใน "Look, I can't stay any longer," คำว่า Look ทำหน้าที่อะไร?

  1. เตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับข้อความที่พูดยาก
  2. ขอให้ผู้ฟังมองสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ
  3. หมายความว่าผู้พูดกำลังขออนุญาตจากไป
ดูคำตอบ

เตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับข้อความที่พูดยาก

This was a mistake. น้ำเสียง/เจตนา

3:35

นี่เป็นความผิดพลาด

น้ำเสียง/เจตนา

This was a mistake: การเสียใจที่ตัดสินใจมา

ในที่นี้ This หมายถึงการมาเยือนหรือการพบกันทั้งหมด ไม่ใช่การกระทำเล็ก ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้พูดกำลังบอกว่าการตัดสินใจมานั้นเป็นเรื่องผิดพลาด การเรียกสถานการณ์ทั้งหมดว่า a mistake อย่างตรงไปตรงมาเป็นการแสดงความเสียใจ อาจสื่อถึงความเจ็บปวดทางใจ การถอยห่าง และความต้องการจะจากไป

แบบฝึกหัด

ผู้มาเยือนพูดขึ้นมาทันทีว่า “This was a mistake. I should go.” คำว่า This น่าจะหมายถึงอะไรมากที่สุด?

  1. ตัวเลขที่คนอื่นควรแก้ไข
  2. การสะกดคำผิดในข้อความ
  3. การตัดสินใจมาร่วมการพบกัน
ดูคำตอบ

การตัดสินใจมาร่วมการพบกัน

No, Brandy.

3:36

ไม่นะ แบรนดี้

I'm sorry.

3:37

พี่ขอโทษนะ

Don't go.

3:38

อย่าไปเลย

Say goodbye to

3:39

บอกลา...

Run.

3:42

หนีไป

Save yourselves! น้ำเสียง/เจตนา

3:43

เอาตัวรอดไปซะ!

น้ำเสียง/เจตนา

Save yourselves!: คำสั่งสำหรับคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป

Save yourselves! เป็นประโยคคำสั่งที่พูดกับคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป ในเหตุฉุกเฉินหมายถึง “รีบไปอยู่ในที่ปลอดภัย” และมักมีความหมายเพิ่มเติมว่า “อย่าอยู่ช่วยฉัน” yourselves เป็นคำสรรพนามสะท้อนกลับรูปพหูพจน์ ซึ่งย้อนกลับไปหาประธาน you ที่ละไว้แต่เข้าใจได้ ในฉากไล่จับเล่นกันนี้ การใช้คำพูดแบบหนังภัยพิบัติทำให้อันตรายดูใหญ่กว่าความจริงมาก จึงเกิดความขบขัน

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งที่พูดกับคนสามคนด้วยรูปพหูพจน์ของ yourself: Save ____!

ดูคำตอบ

yourselves

I think we're just going to have to have a no onesie policy from now on. วลี

3:46

ฉันคิดว่าจากนี้ไปเราคงต้องมีนโยบายห้ามใส่ชุดวันซีซะแล้วล่ะ

วลี

a no onesie policy from now on: กฎห้ามใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้

a no onesie policy หมายถึงกฎที่ไม่อนุญาตให้ใส่ชุดนอนแบบชิ้นเดียว ในโครงสร้าง a no + noun + policy คำนามจะบอกสิ่งของหรือกิจกรรมที่กฎนั้นห้าม ในประโยคนี้ การเรียกกฎง่าย ๆ ในครอบครัวว่า policy ทำให้ฟังดูเป็นทางการโดยตั้งใจและสร้างอารมณ์ขันเบา ๆ from now on หมายความว่ากฎเริ่มตั้งแต่ตอนนี้และจะใช้ต่อไปในอนาคต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดประกาศอย่างเป็นธรรมชาติว่าตั้งแต่ตอนนี้ห้ามใส่รองเท้าภายในบ้าน

  1. From now on, we have no policy about shoes indoors.
  2. Until now, we have had a no-shoes policy indoors.
  3. From now on, we have a no-shoes policy indoors.
ดูคำตอบ

From now on, we have a no-shoes policy indoors.

Mum,

3:51

แม่คะ

why did Aunty Brandy want to leave?

3:52

ทำไมป้าแบรนดี้ถึงอยากกลับล่ะคะ

Is she sad?

3:54

ป้าเขาเศร้าเหรอคะ

And why have we only seen her once in our lives? ไวยากรณ์

3:55

แล้วทำไมชีวิตนี้เราถึงเพิ่งเคยเจอป้าเขาแค่ครั้งเดียวเองคะ

ไวยากรณ์

have we only seen her once in our lives?: ประสบการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้

Have we seen เป็นรูปคำถามของ present perfect โดยมีโครงสร้าง have + ประธาน + past participle ใช้มองย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เริ่มในอดีตและยังรวมถึงปัจจุบัน Only ... once บอกว่าจำนวนรวมมีเพียงหนึ่งครั้ง และแสดงความประหลาดใจที่จำนวนน้อยมาก In our lives กำหนดช่วงเวลาที่ยังไม่สิ้นสุด คือชีวิตของเราจนถึงตอนนี้ คำถามนี้ถามถึงประสบการณ์สะสม ไม่ได้ถามว่าการพบกันครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อใด

แบบฝึกหัด

เติมคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ให้สมบูรณ์: How many times ____ a horse in your life?

ดูคำตอบ

have you ridden

You know how you really want Bingo's cheetah onesie? ลำดับความ

4:00

ลูกจำได้ไหมที่ลูกอยากได้ชุดวันซีเสือชีตาห์ของบิงโกมากๆ น่ะ

Yeah, more than anything. วลี

4:03

จำได้ค่ะ อยากได้มากกว่าอะไรทั้งหมดเลย

วลี

more than anything: แสดงความต้องการที่แรงกล้าที่สุด

more than anything หมายถึง “เหนือกว่าสิ่งอื่นทั้งหมด” ใช้เน้นว่าความต้องการหรือความชอบอย่างหนึ่งแรงกล้าที่สุด ตรงนี้ Yeah, more than anything เป็นคำตอบสั้น ๆ โดยเข้าใจจากคำถามก่อนหน้าได้ว่าละ I want it ไว้ anything ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่กล่าวรวมถึงสิ่งอื่นทั้งหมดที่อาจอยากได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าการได้พบครอบครัวคือความต้องการที่แรงกล้าที่สุดของเธอ

  1. She wants to see anything except her family.
  2. She wants to see her family more than anything.
  3. She will see her family before doing anything.
ดูคำตอบ

She wants to see her family more than anything.

But it doesn't fit you, so you can't have it. ไวยากรณ์

4:05

แต่มันใส่ไม่พอดี ลูกก็เลยใส่มันไม่ได้

ไวยากรณ์

so you can't have it: ใช้ so เชื่อมเหตุกับผล

ในประโยคนี้ so ใช้นำเข้าสู่ผลที่เกิดจากข้อเท็จจริงก่อนหน้า นั่นคือมันไม่พอดีกับเธอ โครงสร้างคือ เหตุ + so + ผล can't have it ในที่นี้หมายถึงสถานการณ์ทำให้การเก็บสิ่งนั้นไว้เป็นไปไม่ได้หรือใช้ไม่ได้จริง ไม่ได้เน้นว่ามีใครจงใจสั่งห้าม

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง เหตุ + so + ผล ให้สมบูรณ์: The boots are too small, ____ I can't wear them.

ดูคำตอบ

so

And there's not really anything anyone can do ไวยากรณ์

4:08

และก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้

to make it fit.

4:10

เพื่อที่จะให้มันใส่พอดีด้วย

ลำดับความ

You know how + อนุประโยค: เกริ่นด้วยประสบการณ์ที่คุ้นเคย

ตรงนี้ You know how ไม่ได้ถามว่าผู้ฟังรู้วิธีทำอะไรหรือไม่ แต่ชวนให้ผู้ฟังนึกถึงสถานการณ์หรือความรู้สึกที่ทั้งสองฝ่ายคุ้นเคยอยู่แล้ว นั่นคือ Bluey อยากได้ชุดนั้นมาก ผู้พูดยกประสบการณ์ที่คุ้นเคยขึ้นมาก่อน เพื่อใช้เป็นพื้นฐานของคำอธิบายที่ตามมา รูปแบบ You know how + อนุประโยค? มักใช้เกริ่นไปสู่ตัวอย่าง การเปรียบเทียบ หรือข้อสรุป

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง "You know how it can be hard to wait your turn? Your little brother feels that way too," คำว่า You know how ทำหน้าที่อะไร

  1. แสดงว่าผู้พูดลืมว่าเกิดอะไรขึ้น
  2. ใช้แนะนำความรู้สึกที่คุ้นเคยเพื่อสนับสนุนคำอธิบาย
  3. ใช้ถามขั้นตอนในการทำให้น้องชายรอ
ดูคำตอบ

ใช้แนะนำความรู้สึกที่คุ้นเคยเพื่อสนับสนุนคำอธิบาย

ไวยากรณ์

there's not really anything anyone can do to ...: บอกว่าไม่มีใครเปลี่ยนสถานการณ์ได้

There's not really anything anyone can do หมายถึงไม่มีใครมีการกระทำหรือทางแก้ที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ได้ ในกลุ่มนาม anything anyone can do ส่วน anyone can do ขยาย anything และหมายถึงการกระทำใด ๆ ที่ใครก็ตามอาจทำได้ to phrase บอกผลที่หวังไว้ ในที่นี้ to make it fit คือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครทำสำเร็จได้ นั่นคือทำให้มันพอดี not really ช่วยให้ข้อความฟังนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้บอกว่าจริง ๆ แล้วมีทางแก้ที่ใช้ได้

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างที่หมายถึงไม่มีใครมีวิธีที่ทำได้จริงให้สมบูรณ์: The snowman has melted completely. There's not really ____ to bring it back.

ดูคำตอบ

anything anyone can do

Yeah.

4:11

ใช่ค่ะ

Well,

4:12

ก็นะ

there's something Aunty Brandy wants more than anything as well, ลำดับความ

4:14

มีบางอย่างที่ป้าแบรนดี้อยากได้มากกว่าอะไรทั้งหมดเหมือนกัน

but she can't have it.

4:18

แต่ป้าเขาไม่สามารถมีมันได้

ลำดับความ

there's something ... as well: เชื่อมความปรารถนาสองอย่างเข้าด้วยกัน

ในประโยคนี้ there's something ... as well วางความปรารถนาของป้าแบรนดี้ไว้คู่กับความปรารถนาที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ as well หมายถึง “ด้วย” และ wants more than anything แสดงว่าความปรารถนานั้นแรงกล้ามาก การวางสองเรื่องให้ขนานกันช่วยให้ผู้ชมเข้าใจความรู้สึกของเธอผ่านสถานการณ์ก่อนหน้า something ในที่นี้จงใจไม่ระบุให้ชัด ไม่ได้หมายถึงสิ่งของธรรมดาชิ้นหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่เว้นความปรารถนาที่เจ็บปวดและเป็นเรื่องส่วนตัวไว้โดยไม่พูดตรง ๆ เพื่อให้ผู้ชมอนุมานจากการเปรียบเทียบและเนื้อเรื่องรอบข้าง

แบบฝึกหัด

ข้อความที่เน้นเชื่อมแนวคิดนี้กับสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้าอย่างไร

  1. ข้อความนี้เปลี่ยนหัวข้อไปเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับความปรารถนาก่อนหน้า
  2. ข้อความนี้ระบุสิ่งของธรรมดาที่ป้าแบรนดี้ทำหาย
  3. ข้อความนี้เชื่อมความปรารถนาอันแรงกล้าแต่ไม่ได้พูดออกมาของป้าแบรนดี้เข้ากับความปรารถนาก่อนหน้า
ดูคำตอบ

ข้อความนี้เชื่อมความปรารถนาอันแรงกล้าแต่ไม่ได้พูดออกมาของป้าแบรนดี้เข้ากับความปรารถนาก่อนหน้า

And there's not really anything anyone can do. ลำดับความ

4:20

และมันก็ไม่มีอะไรที่ใครจะทำได้เลย

ลำดับความ

there's not really anything anyone can do: เชื่อมสองสถานการณ์ที่แก้ไขไม่ได้

ประโยคนี้หมายความว่าไม่มีใครมีวิธีที่ทำได้จริงเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ not really anything เป็นสำนวนภาษาพูดที่ฟังดูไม่ห้วนหรือเด็ดขาดเท่าการพูดว่าไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ให้ทำ แต่ใจความรวมยังคงสื่อถึงความไร้หนทาง ที่สำคัญกว่านั้น ถ้อยคำนี้สะท้อนประโยคคล้ายกันที่เคยใช้ก่อนหน้ากับปัญหาที่เล็กและเป็นรูปธรรมกว่า การใช้รูปประโยคเดิมซ้ำเชื่อมปัญหาก่อนหน้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่จริงจังกว่า ทั้งสองกรณีต่างต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นได้

แบบฝึกหัด

การใช้รูปประโยคที่คล้ายกันซ้ำในที่นี้มีผลหลักอย่างไร

  1. ข้อความนี้แสดงว่าผู้พูดลืมการสนทนาก่อนหน้า
  2. ข้อความนี้บอกว่าทุกคนปฏิเสธที่จะช่วย
  3. ข้อความนี้เชื่อมปัญหาที่เป็นรูปธรรมก่อนหน้าเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่แก้ไขไม่ได้
ดูคำตอบ

ข้อความนี้เชื่อมปัญหาที่เป็นรูปธรรมก่อนหน้าเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่แก้ไขไม่ได้

Why can't she just have the things she wants?

4:27

ทำไมป้าเขาถึงไม่สามารถมีสิ่งที่ต้องการได้ล่ะคะ

Because it's not meant to be. ลำดับความ

4:32

เพราะว่ามันไม่ได้ถูกลิขิตมาให้เป็นแบบนั้นจ้ะ

ลำดับความ

it's not meant to be: การกล่าวซ้ำที่โยงกลับสู่แก่นเรื่อง

ตรงนี้ it's not meant to be หมายถึง สิ่งที่หวังไว้อย่างมากไม่อาจเกิดขึ้นได้ ราวกับว่ามันไม่มีทางเป็นจริงตั้งแต่แรก ไม่ได้หมายความว่าใครบางคนไม่ควรทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง วลีนี้พูดซ้ำจากช่วงก่อนหน้าที่มีบรรยากาศเบากว่า แต่ครั้งนี้คำเดิมชี้ไปยังความปรารถนาที่น่าเจ็บปวด การพูดซ้ำจึงเป็นการโยงกลับไปยังฉากก่อนหน้า เชื่อมสองช่วงเข้าด้วยกัน และเปลี่ยนมุกเล็ก ๆ ให้กลายเป็นแนวคิดสำคัญของเรื่อง

แบบฝึกหัด

การพูด it's not meant to be ซ้ำในช่วงหลังที่จริงจังกว่านี้มีผลอย่างไร?

  1. ให้คำสั่งใหม่ว่าใครบางคนได้รับอนุญาตให้ทำอะไร
  2. เชื่อมช่วงนี้กับช่วงก่อนหน้า และทำให้คำเดิมมีความหมายลึกซึ้งขึ้น
  3. อธิบายเพียงว่าใครบางคนควรสวมเสื้อผ้าอะไร
ดูคำตอบ

เชื่อมช่วงนี้กับช่วงก่อนหน้า และทำให้คำเดิมมีความหมายลึกซึ้งขึ้น

There's Brandy.

4:43

แบรนดี้อยู่นั่นไง

Let's see if she's okay.

4:44

ไปดูกันเถอะว่าเธอปลอดภัยดีไหม

Yeah, she finally comes to visit การใช้คำ

4:45

ใช่ ในที่สุดเธอก็มาเยี่ยมทั้งที

การใช้คำ

she finally comes to: finally แสดงการรอคอยที่ยาวนานและท่าทีของผู้พูด

ใน she finally comes to... คำว่า finally แสดงว่าการมาเยี่ยมเกิดขึ้นหลังจากรอมานาน นอกจากนี้ยังเผยท่าทีของผู้พูดด้วยว่า การมาเยี่ยมครั้งนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยและมีความสำคัญ แต่ก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่ต้องรอนาน คำนี้จึงไม่ได้บอกเพียงลำดับเวลาอย่างเป็นกลาง ตรงนี้ to เป็นคำเริ่มต้นส่วนที่บอกจุดประสงค์ใน comes to visit ส่วน comes to ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงฟื้นคืนสติ

แบบฝึกหัด

finally เพิ่มความหมายอะไรใน she finally comes to visit?

  1. การมาเยี่ยมเกิดขึ้นหลังจากรอมานาน และผู้พูดมีความรู้สึกเกี่ยวกับความล่าช้านั้น
  2. เธอฟื้นคืนสติก่อนมาเยี่ยม
  3. เป็นการมาเยี่ยมตามปกติทุกสัปดาห์โดยไม่มีท่าทีพิเศษ
ดูคำตอบ

การมาเยี่ยมเกิดขึ้นหลังจากรอมานาน และผู้พูดมีความรู้สึกเกี่ยวกับความล่าช้านั้น

and we let her get eaten by a cheetah. ไวยากรณ์

4:47

และเราดันปล่อยให้เธอโดนเสือชีตาห์กินซะงั้น

ไวยากรณ์

let her get eaten: let + กรรม + get + กริยาช่อง 3

ใน let her get eaten คำว่า let ตามด้วยกรรม her แล้วตามด้วย get + กริยาช่อง 3 eaten โครงสร้างนี้ทำให้เหตุการณ์มีความหมายแบบถูกกระทำ คือเธอเป็นฝ่ายรับการกระทำ ในที่นี้ let หมายถึงพวกเขาไม่สามารถหยุดผลลัพธ์ที่ไม่ดีได้ ไม่ได้หมายถึงอนุญาตให้เธอกินอะไร ประโยคนี้ใช้ภาษาที่พูดเกินจริงในเกมสมมติ “เสือชีตาห์” ที่จริงคือ Bingo ซึ่งสวมชุดเสือชีตาห์ จึงไม่มีใครถูกกินจริง ๆ การเล่าความผิดพลาดแบบนี้ทำให้การโทษตัวเองฟังดูขบขัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ let + กรรม + get + กริยาช่อง 3 เพื่อบอกว่าไม่ได้ป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่ดี?

  1. We let the toast get burned.
  2. We let the toast cool down.
  3. We let the chef burn the toast.
ดูคำตอบ

We let the toast get burned.

So rude. น้ำเสียง/เจตนา

4:50

เสียมารยาทมากเลย

น้ำเสียง/เจตนา

So rude. ในฐานะคำโต้ตอบสั้น ๆ แบบ so + คำคุณศัพท์

So rude. เป็นคำโต้ตอบสั้น ๆ ในภาษาพูดที่มีความหมายเท่ากับ That is so rude. โดยละประธานและกริยา be ไว้ และใช้ so เพื่อเน้นคำคุณศัพท์ rude ประโยคนี้ใช้วิจารณ์พฤติกรรมที่เพิ่งกล่าวถึง ไม่ใช่การขอโทษอย่างเต็มรูปแบบ ในฉากเล่นสนุกนี้ ผู้พูดมองอันตรายในเกมสมมติที่เกินจริงว่าเป็นเรื่องเสียมารยาท จึงทำให้ประโยคฟังดูขบขัน

แบบฝึกหัด

เพื่อนหยิบขนมของคุณไปโดยไม่ขอ คำโต้ตอบสั้น ๆ ข้อใดบอกโดยตรงว่าพฤติกรรมนั้นไม่สุภาพ?

  1. So rude.
  2. No problem.
  3. Well done.
ดูคำตอบ

So rude.

No.

4:53

ไม่นะ

Go back.

4:54

ถอยไป

Go back.

4:54

ถอยไป

Huh?

4:56

หืม

Is she shooing a fly? การใช้คำ

4:56

เธอกำลังปัดแมลงวันเหรอ

Run.

4:58

หนีไป

Brandy, are you shooing a fly?

4:59

แบรนดี้ พี่กำลังปัดแมลงวันอยู่เหรอ

การใช้คำ

shooing a fly?: การไล่แมลงวัน

To shoo a fly หมายถึงทำให้แมลงวันบินไป โดยปกติใช้มือปัดหรือส่งเสียงสั้น ๆ คำกริยา shoo ใช้บอกการไล่สัตว์ออกจากสถานที่หนึ่ง ในประโยคนี้ ผู้พูดเข้าใจท่าทางเตือนผิดว่าเป็นการไล่แมลงวัน รูป -ing คือ shooing แสดงว่าการกระทำนั้นกำลังเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกประโยคที่ได้ยิน โดยเน้นฟังเสียงสระใน shooing

  1. Are you showing a fly?
  2. Are you shooing a fly?
ดูคำตอบ

Are you shooing a fly?

Run.

5:01

หนีไป

It's a trap. สำนวน

5:01

นี่มันกับดัก

สำนวน

It's a trap.: คำเตือนเรื่องกับดักหรือการซุ่มโจมตี

It's a trap. เป็นคำเตือนโดยตรงว่าสถานการณ์นั้นถูกจัดขึ้นเพื่อจับ หลอก หรือซุ่มโจมตีใครบางคน trap อาจหมายถึงอุปกรณ์จริง ๆ แต่ในที่นี้หมายถึงแผนหรือการจัดฉากที่อันตราย ประโยคนี้ให้ข้อมูลมากกว่า Be careful. เพราะระบุชัดว่าอันตรายนั้นคือกับดัก จึงฟังดูเร่งด่วนและมักมีอารมณ์แบบฉากละคร

แบบฝึกหัด

คำเตือนใดระบุอย่างชัดเจนว่าสถานการณ์ถูกจัดขึ้นเพื่อจับหรือหลอกใครบางคน

  1. Be careful.
  2. It was an accident.
  3. It's a trap.
ดูคำตอบ

It's a trap.

Huh?

5:02

หืม

Run, Bluey.

5:05

วิ่ง บลูอี้

I tried to warn you. วลี

5:11

พี่พยายามเตือนแล้วนะ

วลี

tried to warn you: พยายามเตือนแล้วแต่ไม่ได้ผล

โครงสร้าง try to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงพยายามทำบางอย่าง ในที่นี้ tried to warn you บอกว่าผู้พูดได้พยายามเตือนผู้ฟังถึงอันตรายก่อนหน้านี้ tried to ไม่ได้แปลว่าล้มเหลวเสมอไปด้วยตัวมันเอง แต่ในสถานการณ์นี้ ผู้ฟังไม่เข้าใจสัญญาณ คำเตือนจึงไม่ได้ผลตามที่ตั้งใจ

แบบฝึกหัด

เมื่อพูดกับคนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายโดยตรง ให้เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ try to + warn: I ____, but you did not notice.

ดูคำตอบ

tried to warn you

We had to see if you were okay. น้ำเสียง/เจตนา

5:12

เราต้องมาดูให้แน่ใจว่าพี่ปลอดภัยดีไหมน่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

had to see if you were okay: การตรวจดูที่รู้สึกว่าจำเป็น

had to สามารถแสดงถึงความจำเป็นอย่างมากที่ผู้พูดรู้สึกเอง ไม่ได้หมายความว่ามีคนอื่นออกคำสั่งเสมอไป ในที่นี้ ความเป็นห่วงทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าจำเป็นต้องตรวจดู ใน see if you were okay คำว่า see หมายถึงตรวจดูหรือหาคำตอบ และ if หมายถึงว่าหรือไม่ ผู้พูดต้องการรู้ว่าอีกฝ่ายปลอดภัยหรือไม่ ไม่ใช่เงื่อนไขที่มีความหมายว่า ถ้าเธอไม่เป็นไร แล้ว...

แบบฝึกหัด

We had to see if you were okay ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. เรารู้สึกว่าจำเป็นต้องตรวจดูว่าเธอปลอดภัยหรือไม่
  2. เรารู้อยู่แล้วว่าเธอปลอดภัย จึงไม่มีอะไรต้องตรวจดู
  3. มีคนสั่งให้เรามองเธอเฉพาะเมื่อเธอปลอดภัยเท่านั้น
ดูคำตอบ

เรารู้สึกว่าจำเป็นต้องตรวจดูว่าเธอปลอดภัยหรือไม่

Thanks.

5:15

ขอบใจนะ

Appreciate it. น้ำเสียง/เจตนา

5:15

ซาบซึ้งใจจริงๆ

น้ำเสียง/เจตนา

Appreciate it. — คำขอบคุณสั้น ๆ แบบเป็นกันเอง

Appreciate it. เป็นรูปย่อแบบภาษาพูดของ I appreciate it. โดยละประธาน I ไว้ แต่ยังมีความหมายว่า ขอบคุณ ฉันซาบซึ้งใจ ในที่นี้ it หมายถึงสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งทำ เช่น ช่วยเหลือหรือแสดงความเป็นห่วง วลีนี้สั้นและจริงใจ โดยทั่วไปเน้นน้อยกว่า Thank you so much.

แบบฝึกหัด

เพื่อนส่งรายละเอียดการบ้านที่คุณพลาดไปให้ ข้อใดเป็นคำขอบคุณสั้น ๆ แบบเป็นกันเองสำหรับความช่วยเหลือนั้น

  1. Appreciate it.
  2. I'll think about it.
  3. Never mind.
ดูคำตอบ

Appreciate it.

Are you okay?

5:17

พี่โอเคไหม

Yeah.

5:19

อืม

I will be. น้ำเสียง/เจตนา

5:20

เดี๋ยวก็คงโอเค

น้ำเสียง/เจตนา

I will be. — การละ okay ที่เข้าใจได้ชัดเจน

I will be. เป็นคำตอบแบบย่อของคำถามว่าเป็น okay หรือไม่ คำคุณศัพท์ okay ถูกละเพราะเข้าใจได้ชัดเจนจากบทสนทนา ดังนั้นความหมายเต็มในที่นี้คือ I will be okay และต้องคงคำกริยา be ไว้หลัง will Will วางสถานะ okay ไว้ในอนาคต ผู้พูดไม่ได้กำลังบอกว่าตอนนี้ I am okay เสมอไป แต่กำลังบอกว่าคาดว่าภายหลังจะไม่เป็นไร ซึ่งช่วยให้อีกฝ่ายที่ถามสบายใจขึ้นด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอนาคตสองคำที่ไม่ต้องพูด ready ซ้ำ: Mia isn't ready now, but she ____ tomorrow.

ดูคำตอบ

will be

I'm sorry, Chilli.

5:23

พี่ขอโทษนะ ชิลลี่

Oh, you couldn't have known Bingo was bananas. โน้ต

5:24

โอ้ พี่ไม่มีทางรู้หรอกว่าบิงโกจะสติแตกขนาดนี้น่ะ

ไวยากรณ์

You couldn't have known: ตอนนั้นไม่มีทางรู้ได้

Couldn't have known ใช้รูปแบบ could not have + กริยาช่องสาม เป็นการมองย้อนกลับไปยังช่วงหนึ่งในอดีตและบอกว่า ณ ตอนนั้นไม่มีทางที่สมเหตุสมผลจะรู้ข้อเท็จจริงนั้นได้ ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้คนนั้นยังไม่รู้ ในประโยคนี้ you couldn't have known ใช้ปลอบใจและลดความรับผิดของผู้ฟัง เพราะถ้าคาดเดาพฤติกรรมนั้นล่วงหน้าไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ความผิดของผู้ฟัง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ตอนนั้นไม่มีทางรู้ได้” เพื่อทำให้ประโยคปลอบใจสมบูรณ์: The notice was posted after you left, so you ____ about the change.

ดูคำตอบ

couldn't have known

การใช้คำ

Bingo was bananas: bananas แบบไม่เป็นทางการหมายถึงคลั่งจนควบคุมไม่อยู่

ในที่นี้ bananas เป็นคำคุณศัพท์แบบไม่เป็นทางการ หมายถึงบ้าคลั่ง ควบคุมไม่ได้ หรือไร้เหตุผลมาก ๆ ประโยค Bingo was bananas บรรยายพฤติกรรมของบิงโก ไม่ได้หมายถึงผลไม้ คำนี้เพิ่มการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ โดยทำให้พฤติกรรมนั้นดูวุ่นวายหรือคึกเกินปกติ ไม่ใช่คำบรรยายตามตัวอักษรหรือคำวินิจฉัยทางการแพทย์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ bananas ในความหมายว่า “ตื่นเต้นจนควบคุมไม่อยู่”?

  1. The recipe needs three bananas.
  2. The fans went bananas when their team scored.
  3. She bought bananas at the market.
ดูคำตอบ

The fans went bananas when their team scored.

No, I mean, น้ำเสียง/เจตนา

5:27

เปล่า พี่หมายถึง

น้ำเสียง/เจตนา

No, I mean, สำหรับแก้ประเด็นหลัก

No, I mean, เป็นวลีภาษาพูดที่ใช้บ่อยเมื่อต้องการแก้ความเข้าใจผิด ในที่นี้ No ไม่ได้ปฏิเสธทุกอย่างที่อีกฝ่ายพูด แต่ส่งสัญญาณว่าอีกฝ่ายยังไม่เข้าใจประเด็นที่ผู้พูดต้องการสื่อจริง ๆ I mean ใช้นำเข้าสู่ความหมายที่ชัดเจนกว่า จากนั้นผู้พูดจึงเปลี่ยนจุดสนใจจากปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นไปยังเหตุผลที่ต้องการขอโทษจริง ๆ นั่นคือการหายไปเป็นเวลานาน

แบบฝึกหัด

เติมวลีแก้ไขเป้าหมายให้สมบูรณ์: No, ____, I was asking about Friday, not Thursday.

ดูคำตอบ

I mean

I'm sorry it's been so long. น้ำเสียง/เจตนา

5:29

พี่ขอโทษที่หายหน้าไปนานนะ

น้ำเสียง/เจตนา

I'm sorry it's been so long: ขอโทษที่ขาดการติดต่อไปนาน

I'm sorry สามารถตามด้วยอนุประโยคที่บอกว่าขอโทษเรื่องอะไรได้ ใน it's been so long คำว่า it's หมายถึง it has และ been ใช้สร้าง present perfect ช่วงเวลาที่ห่างหายเริ่มขึ้นในอดีตและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ได้ทำเป็นเวลานานต้องเข้าใจจากบริบท เช่น ไม่ได้พบ ไปเยี่ยม หรือติดต่อใคร ประโยคนี้ยอมรับการหายไปและแสดงความต้องการกลับมาสานสัมพันธ์ ไม่ใช่การขอโทษสำหรับเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอโทษที่เว้นช่วงไปนานนับจากการสนทนาครั้งล่าสุด?

  1. I'm sorry it's been so long since we last talked.
  2. I'm sorry our conversation is taking so long.
  3. I'm sorry I talked for so long yesterday.
ดูคำตอบ

I'm sorry it's been so long since we last talked.

Oh.

5:31

โอ้

It's just hard seeing you all, น้ำเสียง/เจตนา

5:32

มันแค่ทำใจลำบากเวลาเห็นหน้าทุกคนน่ะ

you know?

5:33

เธอเข้าใจไหม

น้ำเสียง/เจตนา

hard seeing you all, you know? เพื่อเปิดเผยความเจ็บปวดอย่างนุ่มนวล

ตรงนี้ hard + คำกริยาเติม -ing หมายถึงประสบการณ์บางอย่างยากในทางอารมณ์ hard seeing you all หมายถึงการเห็นทุกคนทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดผุดขึ้นมา hard ไม่ได้หมายถึงวัตถุที่ “แข็ง” หรือการมองเห็นคนเหล่านั้นได้ยาก ในประโยคเต็ม just ทำให้การเปิดใจฟังดูไม่หนักแน่นเกินไป ส่วน you know? ที่ท้ายประโยคเป็นการขอความเข้าใจอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่คำถามว่าผู้ฟังรู้ข้อเท็จจริงบางอย่างหรือไม่

แบบฝึกหัด

ใน "It's just hard seeing you all, you know?" ผู้พูดกำลังทำอะไรอยู่

  1. ถามว่าผู้ฟังรู้วิธีตามหาทุกคนหรือไม่
  2. ยอมรับว่าการเห็นทุกคนทำให้เจ็บปวดทางอารมณ์ และขอความเข้าใจอย่างนุ่มนวล
  3. บอกว่าจากจุดที่ยืนอยู่ มองเห็นทุกคนได้ยากจริง ๆ
ดูคำตอบ

ยอมรับว่าการเห็นทุกคนทำให้เจ็บปวดทางอารมณ์ และขอความเข้าใจอย่างนุ่มนวล

I know.

5:35

ฉันรู้จ้ะ

I'll tell you what, น้ำเสียง/เจตนา

5:41

ฉันจะบอกอะไรให้นะ

น้ำเสียง/เจตนา

I'll tell you what เพื่อเปิดข้อเสนอ

ตรงนี้ I'll tell you what เป็นคำเชื่อมบทสนทนาที่หมายถึง “ฉันมีความคิดหนึ่ง” หรือ “เอาอย่างนี้นะ” คำนี้ส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะเสนอความคิด ทางประนีประนอม หรือขั้นตอนถัดไปที่ทำได้จริง ไม่ได้มีหน้าที่หลักเป็นการสัญญาว่าจะเปิดเผยข้อเท็จจริง หลังช่วงเวลาที่กระอักกระอ่วนหรือเต็มไปด้วยอารมณ์ คำนี้ยังช่วยพาบทสนทนาไปสู่การลงมือทำและทำให้บรรยากาศเบาลงได้ด้วย โดยปกติข้อเสนอจริงจะตามมาทันที

แบบฝึกหัด

เติมข้อเสนอด้วยคำเชื่อมบทสนทนาจากบทเรียน: ____—we can meet at the library after lunch.

ดูคำตอบ

I'll tell you what

next time I come over, กริยาวลี

5:42

คราวหน้าที่ฉันมาเยี่ยม

I'm not bringing any onesies. น้ำเสียง/เจตนา

5:44

ฉันจะไม่เอาชุดวันซีมาด้วยอีกแล้วล่ะ

กริยาวลี

come over: ไปเยี่ยมใครที่บ้าน

ในประโยคนี้ come over หมายถึง “มาหาอีกฝ่ายที่บ้าน” คำว่า over เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ไม่ได้หมายถึงการข้ามสิ่งของจริง ๆ คำว่า come มองการเดินทางจากฝั่งเจ้าบ้านหรือจุดหมาย ดังนั้น next time I come over จึงหมายถึง “ครั้งหน้าที่ฉันมาหาคุณที่บ้าน”

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมคำชวนนี้ได้ดีที่สุดโดยมีความหมายว่า “มาเยี่ยมบ้านฉัน”? “Why don't you _____ after school?”

  1. come here
  2. come over
  3. go over
ดูคำตอบ

come over

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not bringing any onesies: คำมั่นเกี่ยวกับอนาคตแบบขำ ๆ

เมื่อมี next time กำหนดเวลา I'm not bringing... จะใช้รูป present continuous เพื่อบอกแผนในอนาคตที่ตัดสินใจแล้ว หมายความว่าผู้พูดตัดสินใจว่าจะไม่เอาชุดหมีมาเลยในการมาเยี่ยมครั้งหน้า เมื่อใช้ในประโยคปฏิเสธ any จึงมีความหมายว่า “ไม่มีสักตัว” ประโยคนี้ไม่ได้แค่บอกว่าจะเอาอะไรมาหรือไม่เอามา ผู้พูดให้คำมั่นแบบขำ ๆ เกี่ยวกับ next time เพื่อตอบรับปัญหาก่อนหน้านี้ และในเวลาเดียวกันก็มองว่าจะมีการมาเยี่ยมอีกครั้ง วิธีนี้ช่วยลดความตึงเครียดและแสดงว่ายังอยากรักษาความสัมพันธ์ไว้

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ นอกจากการตัดสินใจตามตัวอักษรว่าจะเอาอะไรมาแล้ว I'm not bringing any onesies ยังสื่ออะไรอีก?

  1. เธอให้คำมั่นแบบขำ ๆ และสื่อว่าเธอวางแผนจะกลับมาเยี่ยมอีก
  2. เธอขอให้คนอื่นเอาชุดหมีมาเพิ่มในครั้งหน้า
  3. เธอบอกว่าจะยุติการมาเยี่ยมทั้งหมดในอนาคต
ดูคำตอบ

เธอให้คำมั่นแบบขำ ๆ และสื่อว่าเธอวางแผนจะกลับมาเยี่ยมอีก

We have to help Bluey.

5:49

เราต้องช่วยบลูอี้

Let's do the dance.

5:51

มาเต้นกันเถอะ

The one we did as kids. ไวยากรณ์

5:52

ท่าเต้นตอนที่เราเป็นเด็กน่ะ

ไวยากรณ์

The one we did as kids: ใช้ one แทน dance

The one ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์ dance เพื่อไม่ต้องพูดคำนั้นซ้ำ ในที่นี้ one หมายถึง “ระบำที่เจาะจงนั้น” ไม่ใช่เลข 1 We did as kids บอกว่าหมายถึงระบำไหน ส่วนนี้เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ละคำเชื่อมซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมไว้ รูปเต็มคือ the one (that) we did as kids โครงสร้าง the one + ข้อมูลระบุชี้ไปยังสิ่งหนึ่งที่เจาะจงในกลุ่มที่รู้อยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ใช้คำนำหน้านามชี้เฉพาะร่วมกับ one แทนการพูด cookie ซ้ำ: There are two cookies. Please give me ____ with the star on it.

ดูคำตอบ

the one

Yeah.

5:54

ใช่เลย

Do you still remember the moves?

5:55

พี่ยังจำท่าได้ใช่ไหม

Well,

5:57

ก็

with your help, น้ำเสียง/เจตนา

5:57

ถ้าเธอช่วย

I can.

5:58

พี่ก็จำได้

น้ำเสียง/เจตนา

With your help, I can: ความช่วยเหลือทำให้เป็นไปได้ และ can อยู่เพียงคำเดียวได้

With your help หมายถึง “ถ้าฉันได้รับความช่วยเหลือจากคุณ” หรือ “โดยใช้ความช่วยเหลือที่คุณให้” วลีที่ขึ้นต้นด้วย with แสดงว่าความช่วยเหลือนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้การกระทำเป็นไปได้ Can อยู่เพียงคำเดียวได้เพราะการกระทำหลักถูกกล่าวถึงแล้วและผู้ฟังเติมความหมายได้ง่าย เช่น remember it หรือ do it การเหลือไว้เพียงกริยาช่วยหลีกเลี่ยงการพูดซ้ำ และสื่ออย่างมั่นใจว่า “ถ้าคุณช่วย ฉันก็ทำได้”

แบบฝึกหัด

เพื่อนถามว่า “Can you carry this box?” คำตอบใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าถ้าเพื่อนช่วยก็จะทำได้?

  1. With your help, I am.
  2. With your help, I can.
  3. By your help, I can.
ดูคำตอบ

With your help, I can.

Yep,

6:48

ใช่

then this.

6:48

แล้วก็ท่านี้

No, no, no.

6:53

ไม่ ไม่ ไม่

Hips first. วลี

6:54

สะโพกก่อนสิ

วลี

Hips first: การใช้ X first เพื่อสั่งลำดับแบบสั้น

“Hips first.” เป็นคำสั่งแบบย่อที่หมายถึง “Move your hips first.” คำกริยา move และคำแสดงความเป็นเจ้าของ your ถูกละไว้ เพราะการสาธิตท่าเต้นทำให้เข้าใจการเคลื่อนไหวได้ชัดเจน ในที่นี้ first เป็นคำวิเศษณ์บอกลำดับ หมายความว่าต้องขยับสะโพกก่อนท่าถัดไป รูปแบบ X first ที่นำไปใช้ซ้ำได้จะวาง X ไว้ต้นลำดับ X อาจเป็นส่วนของร่างกาย สิ่งของ หรืองาน เมื่อผู้ฟังเดาการกระทำที่ละไว้ได้จากสถานการณ์

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ X first เติมคำสั่งให้สมบูรณ์: Helmet ____, then get on your bike.

ดูคำตอบ

first

Chilli.

6:59

ชิลลี่