วิธีใช้คำสันธานที่ใช้คู่กัน - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
583 คำ 149 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนไวยากรณ์ที่สนุกสนานอธิบายว่าสันธานคู่เชื่อมแนวคิดที่มีสถานะเท่ากันอย่างไร จากนั้นจึงพาจากคู่ที่ใช้บ่อยไปสู่โครงสร้างขนานและความสอดคล้องระหว่างประธานกับกริยา รวมถึงกฎพิเศษที่ให้ใช้กริยาพหูพจน์กับ both...and ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. Correlative conjunctions — ความหมายและระดับการใช้คำศัพท์: เข้าใจศัพท์ไวยากรณ์สำคัญที่หมายถึงสันธานซึ่งทำงานเป็นคู่ เช่น both...and, either...or, neither...nor และ whether...or เพื่อให้ติดตามคำอธิบายเรื่องการเชื่อมคำ วลี หรืออนุประโยคที่สัมพันธ์กันได้อย่างถูกต้อง 2. use both parts of the correlative conjunctions. / so both elements have to be present in the sentence. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตว่าสันธานคู่ต้องมีองค์ประกอบทั้งสองส่วน และหลีกเลี่ยงโครงสร้างที่ไม่สมบูรณ์เพราะขาด and, or หรือ nor พร้อมทั้งฝึกจัดคำ วลี หรืออนุประโยคที่เชื่อมกันให้มีชนิดและรูปแบบขนานกัน 3. When using both and, the verb is always going to be in the plural form, regardless whether the nouns in the sentence are in the plural or the singular form. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ข้อยกเว้นสำคัญของกฎความใกล้ชิดได้ โดยประธานที่เชื่อมด้วย both...and ต้องใช้กริยาพหูพจน์ แม้คำนามแต่ละคำจะเป็นเอกพจน์ จึงเลือกความสอดคล้องของประธานและกริยาได้ถูกต้องทั้งในการพูดและการเขียน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Dropping a beat.

0:00

ขอจังหวะหน่อย

Boots and cats,

0:01

Boots and cats,

and boots and cats,

0:02

and boots and cats,

both and either or

0:04

both and, either or

da da da da da

0:06

ดา ดา ดา ดา ดา

and so much more.

0:07

และอีกมากมาย

Yeah.

0:09

เย่

Unfortunately,

0:10

น่าเสียดายนะ

I'm not going to teach you how to rap today, ลำดับความ

0:11

วันนี้ฉันไม่ได้จะมาสอนพวกคุณแร็ป

but we are going to talk about correlative conjunctions.

0:13

แต่เราจะมาพูดถึงคำสันธานที่ใช้คู่กัน (Correlative Conjunctions)

ลำดับความ

I'm not going to... but we are going to...: แก้ความคาดหมายและนำเข้าสู่หัวข้อจริง

ส่วนแรกตัดความคาดหมายที่ผู้ฟังอาจมีออกไป คือผู้พูดจะสอนแร็ป จากนั้น but เปลี่ยนความสนใจไปยังเนื้อหาจริงของบทเรียน คือคำสันธานคู่สัมพันธ์ ตรงนี้ but ไม่ได้เพียงแสดงความขัดแย้งทั่วไป แต่ยังจัดลำดับบทนำและแก้ความคาดหมายของผู้ฟังด้วย รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ not A, but B โดยบอกก่อนว่าการพูดหรือบทเรียนไม่ได้เกี่ยวกับ A แล้วจึงบอกหัวข้อจริงคือ B ทั้ง A และ B ควรเป็นตัวเลือกที่นำมาเปรียบเทียบกันได้

แบบฝึกหัด

but ทำหน้าที่อะไรในช่วงเปิดเรื่องนี้?

  1. เพิ่มหัวข้อที่สองซึ่งจะสอนด้วยเช่นกัน
  2. อธิบายว่าทำไมผู้พูดจึงแร็ปไม่ได้
  3. แก้ความคาดหมายและนำเข้าสู่หัวข้อจริง
ดูคำตอบ

แก้ความคาดหมายและนำเข้าสู่หัวข้อจริง

Correlative conjunctions are great tools that will help you link two similar elements together. โน้ต

0:23

คำสันธานที่ใช้คู่กันเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมที่จะช่วยคุณเชื่อมสององค์ประกอบที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน

การใช้คำ

Correlative conjunctions: คำสันธานคู่ที่เชื่อมองค์ประกอบขนาน

Correlative conjunctions คือคำสันธานที่มาเป็นคู่ซึ่งสัมพันธ์กัน เช่น both...and, either...or และ neither...nor ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกัน ในศัพท์ไวยากรณ์นี้ correlative หมายถึงจับคู่กัน คำสันธานคู่นี้เชื่อมองค์ประกอบที่ขนานกัน เช่น คำ วลี หรืออนุประโยคที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันในประโยค ดังนั้น two similar elements จึงหมายถึงองค์ประกอบที่สอดคล้องกันทางไวยากรณ์ ไม่ใช่เพียงสองแนวคิดที่มีความหมายคล้ายกัน

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบาย correlative conjunctions ได้ถูกต้องที่สุด?

  1. คำสันธานหนึ่งคู่ที่สัมพันธ์กันและเชื่อมองค์ประกอบขนาน
  2. คำสองคำใด ๆ ที่มีความหมายเกี่ยวข้องกัน
  3. คำสันธานคำเดียวที่เชื่อมได้เฉพาะประโยคสมบูรณ์
ดูคำตอบ

คำสันธานหนึ่งคู่ที่สัมพันธ์กันและเชื่อมองค์ประกอบขนาน

ไวยากรณ์

that will help you...: อนุประโยคสัมพันธ์ที่อธิบายจุดประสงค์ของเครื่องมือ

ในตัวอย่าง that will help you link two similar elements together เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย tools และบอกว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณทำอะไรได้ that ย้อนกลับไปแทน tools และเป็นประธานของ will help ไม่ใช่สรรพนามที่แยกออกมาเพื่อเริ่มประโยคใหม่ คุณนำรูปแบบ คำนาม + that will help you + คำกริยารูปพื้นฐาน ไปใช้เพื่อแนะนำเครื่องมือ วิธีการ หรือกฎ แล้วอธิบายจุดประสงค์ของสิ่งนั้นได้ทันที

แบบฝึกหัด

that will help you... ทำหน้าที่อะไรในตัวอย่างนี้?

  1. ขยาย tools และอธิบายว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณทำอะไรได้
  2. เริ่มความคิดเห็นอีกประโยคหนึ่งเกี่ยวกับผู้ฟัง
  3. แทนที่ correlative conjunctions ด้วยคำนามใหม่
ดูคำตอบ

ขยาย tools และอธิบายว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณทำอะไรได้

So, today we're going to review

0:29

ดังนั้น วันนี้เราจะมาทบทวน

both and

0:31

both and

either or

0:33

either or

whether or

0:34

whether or

and neither nor.

0:35

และ neither nor

They're the dynamic duos of English. สำนวน

0:37

พวกมันคือคู่หูไดนามิกของภาษาอังกฤษ

สำนวน

dynamic duos of English: คู่ที่ทำงานร่วมกันได้ดี

dynamic duo หมายถึงคู่ที่สมาชิกทั้งสองทำงานร่วมกันได้ดีเป็นพิเศษ ในที่นี้ dynamic duos เป็นการเปรียบเทียบคำสันธานคู่แบบสนุก ๆ โดยคำสันธานแต่ละคู่ทำงานเหมือนทีมที่แข็งแกร่ง วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงตามตัวอักษร of English บอกว่าคู่เหล่านี้อยู่ในภาษาอังกฤษ ผู้พูดจึงกำลังเรียกพวกมันว่าเป็นคู่หูที่ทำงานได้ดีของภาษาอังกฤษ

แบบฝึกหัด

dynamic duos of English ในที่นี้หมายความว่าอะไร?

  1. เป็นสำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกาย
  2. เป็นคู่ที่เปลี่ยนสมาชิกอยู่ตลอดเวลา
  3. เป็นคู่ที่ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกันได้ดีเป็นพิเศษ
ดูคำตอบ

เป็นคู่ที่ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกันได้ดีเป็นพิเศษ

Just think of salt and pepper ลำดับความ

0:39

ลองนึกถึงเกลือกับพริกไทย

or ketchup and fries.

0:42

หรือซอสมะเขือเทศกับเฟรนช์ฟรายส์ดูสิ

ลำดับความ

Just think of: การยกสิ่งคุ้นเคยมาเปรียบเทียบ

Just think of ใช้ยกตัวอย่างที่คุ้นเคยเพื่อช่วยให้เข้าใจแนวคิดถัดไปได้ง่ายขึ้น ในประโยคนี้ ผู้พูดยกคู่ที่คุ้นเคยอย่างเกลือกับพริกไทย วลีนี้หมายถึง “ใช้สิ่งนี้เป็นตัวเปรียบเทียบ” ไม่ใช่เพียง “นึกถึงสิ่งที่ลืมไปแล้ว” Just ทำให้คำชวนฟังดูง่ายและนุ่มนวล เมื่อต้องการให้ผู้ฟังเห็นความคล้ายกัน สามารถใช้รูปแบบ Just think of + ตัวอย่างที่คุ้นเคย ได้

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสามคำจากบทเรียนที่ขึ้นต้นด้วย Just เพื่อยกตัวเปรียบเทียบ: ____ a key and a lock; they are made to work together.

ดูคำตอบ

Just think of

First, let's talk about both and โน้ต

0:43

อันดับแรก เรามาพูดถึง both and กันก่อน

perfect to link two similar or positive elements together.

0:46

มันเหมาะมากที่จะใช้เชื่อมสององค์ประกอบที่เหมือนกันหรือเป็นไปในทางบวกเข้าด้วยกัน

ลำดับความ

First, let's talk about both and: การเปิดส่วนแรกของคำอธิบาย

First ใช้บอกว่านี่คือส่วนแรกของคำอธิบาย ส่วน let's talk about ใช้แนะนำหัวข้อของส่วนนั้น ซึ่งในที่นี้คือโครงสร้างคู่ both ... and คำเหล่านี้ช่วยนำผู้ฟังไปตามลำดับของบทเรียน ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน เมื่อต้องการเริ่มหัวข้อแรกของบทเรียน งานนำเสนอ หรือคำอธิบายเป็นขั้นตอน สามารถใช้รูปแบบ First, let's talk about + หัวข้อ ได้

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสามคำจากบทเรียนหลัง First เพื่อเปิดส่วนแรก: First, ____ the setting of the story.

ดูคำตอบ

let's talk about

ไวยากรณ์

both...and สำหรับเชื่อมสองส่วนที่ขนานกัน

ในประโยคนี้ both and เป็นชื่อของโครงสร้างคู่ที่ปกติเขียนว่า both...and โดย both วางหน้าส่วนแรก และ and นำส่วนที่สอง ทั้งสองคำร่วมกันแสดงว่ารวมทั้งสองส่วน ส่วนที่เชื่อมควรมีโครงสร้างขนานกัน เช่น คำนามสองคำ คำคุณศัพท์สองคำ หรือวลีกริยาสองวลี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย both...and: ____ the red team ____ the blue team played well.

ดูคำตอบ

Both · and

For example,

0:51

ตัวอย่างเช่น

both SZA and Macklemore are great singers. ไวยากรณ์

0:52

both SZA and Macklemore are great singers. (ทั้ง SZA และ Macklemore ต่างก็เป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยม)

ไวยากรณ์

both SZA and Macklemore ในฐานะประธานพหูพจน์

Both SZA and Macklemore ใช้ both...and เชื่อมชื่อคนสองชื่อ ข้อความที่ตามมาใช้บอกนักร้องแต่ละคน จึงรวมชื่อทั้งสองไว้ด้วย เมื่อคนสองคนร่วมกันเป็นประธาน ประธานจึงเป็นพหูพจน์ นี่คือเหตุผลที่ประโยคใช้ are ไม่ใช่ is

แบบฝึกหัด

เติมรูปปัจจุบันของ be ที่ถูกต้อง: Both the doctor and the nurse ____ ready.

ดูคำตอบ

are

Why choose one when you can enjoy both of their music. น้ำเสียง/เจตนา

0:57

ทำไมต้องเลือกแค่คนเดียว ในเมื่อคุณสามารถเพลิดเพลินกับเพลงของทั้งคู่ได้

น้ำเสียง/เจตนา

Why choose one when you can enjoy both...?:คำแนะนำด้วยคำถามเชิงวาทศิลป์

Why choose one when you can enjoy both...? ดูเหมือนเป็นการถามเหตุผล แต่ในที่นี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดหมายความว่าไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถเพลิดเพลินกับทั้งสองอย่างได้ รูปแบบ Why + คำกริยา...? when you can...? เปรียบเทียบทางเลือกที่จำกัดกับตัวเลือกที่ดีกว่าและทำได้จริง ในที่นี้ when หมายถึง “ในเมื่อ” ไม่ได้บอกเวลาเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ผู้พูดหมายความว่าอย่างไรจริง ๆ เมื่อพูดว่า “Why choose one when you can enjoy both?”

  1. ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว การเพลิดเพลินกับทั้งสองอย่างดีกว่า
  2. ผู้พูดต้องการเหตุผลอย่างละเอียดว่าทำไมจึงเลือกอย่างเดียว
  3. ผู้พูดคิดว่าการเพลิดเพลินกับทั้งสองอย่างเป็นไปไม่ได้
ดูคำตอบ

ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว การเพลิดเพลินกับทั้งสองอย่างดีกว่า

Number two, either or. ไวยากรณ์

1:00

ข้อที่สอง either or

ไวยากรณ์

either...or: การเลือกระหว่างสองทางเลือก

Either...or ใช้เสนอทางเลือกสองอย่าง และโดยทั่วไปหมายถึง “เลือกหนึ่งอย่างจากสองอย่างนี้” either นำหน้าทางเลือกแรก และ or นำหน้าทางเลือกที่สอง ทางเลือกทั้งสองควรมีโครงสร้างไวยากรณ์ที่ขนานกัน เช่น either tea or coffee, either at home or at school หรือ either call me or send a message ในคำบรรยาย either or เป็นการเรียกชื่อโครงสร้างคำคู่ ไม่ได้ระบุทางเลือกสองอย่างจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างทางเลือกคู่ either...or: We can ____ walk ____ take the bus.

ดูคำตอบ

either · or

Now,

1:03

ทีนี้

this is all about decisions and choices. ลำดับความ

1:04

อันนี้เป็นเรื่องของการตัดสินใจและตัวเลือกล้วน ๆ

ลำดับความ

This is all about...: บอกใจความสำคัญ

ในประโยคนี้ this ย้อนกลับไปหมายถึง either...or ประโยค This is all about decisions and choices หมายความว่า การตัดสินใจและการเลือกคือใจความหลัก ไม่ได้หมายถึง “ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ” สิ่งเหล่านี้ รูปแบบ X is all about Y ช่วยจัดระเบียบข้อมูลโดยบอกจุดสำคัญหลักของ X ในประโยคสั้น ๆ ใช้เพื่อบอกว่าบทเรียน เรื่องราว กิจกรรม หรือการสนทนามีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคปัจจุบันกาลด้วยรูปแบบ all about: This activity ____ teamwork.

ดูคำตอบ

is all about

Okay, kids,

1:07

เอาล่ะเด็ก ๆ

we can either vacation in the Bahamas ไวยากรณ์

1:08

เราไปพักร้อนที่บาฮามาสกันได้นะ

or in Hawaii.

1:11

หรือไม่ก็ไปฮาวาย

ไวยากรณ์

either...or สำหรับตัวเลือกจุดหมายสองแห่ง

either...or ใช้บอกทางเลือกสองทาง ในที่นี้ vacation คือการกระทำที่ใช้ร่วมกัน ส่วน in the Bahamas และ in Hawaii คือจุดหมายสองตัวเลือก ผู้พูดเลือกได้หนึ่งแห่ง ควรทำให้สองด้านมีโครงสร้างขนานกัน โดยให้วลีสถานที่คู่กับวลีสถานที่ หรือการกระทำคู่กับการกระทำ รูปที่สมดุลชัดเจนกว่าคือ We can vacation either in the Bahamas or in Hawaii โดยทั้งสองตัวเลือกมีรูป in + สถานที่ ประโยคเดิมก็เข้าใจได้ เพราะ vacation ใช้ร่วมกับจุดหมายทั้งสองแห่งได้ตามธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคู่คำ either...or: We can meet ____ in the library ____ in the park.

ดูคำตอบ

either · or

It's all about options.

1:12

มันเป็นเรื่องของตัวเลือกน่ะ

Next up, neither nor. ไวยากรณ์

1:13

ต่อไป neither nor

ไวยากรณ์

neither ... nor: ปฏิเสธทั้งสองตัวเลือก

Neither A nor B เชื่อมตัวเลือกสองอย่างและปฏิเสธทั้งคู่ กล่าวคือ A ไม่เป็นจริงหรือไม่ถูกเลือก และ B ก็ไม่เป็นจริงหรือไม่ถูกเลือกเช่นกัน ในคำบรรยาย neither nor คือชื่อของโครงสร้างที่ใช้เป็นคู่นี้ เนื่องจาก neither มีความหมายปฏิเสธอยู่แล้ว โดยทั่วไปจึงไม่เติม not อีก ควรให้ A และ B อยู่ในรูปแบบชนิดเดียวกัน เช่น neither tea nor coffee หรือ neither tired nor hungry

แบบฝึกหัด

ใช้ neither...nor เติมประโยคให้สมบูรณ์เพื่อแสดงว่ากุญแจทั้งสองดอกใช้ไม่ได้: ____ the red key ____ the blue key works.

ดูคำตอบ

Neither · nor

Just think of it as the complete opposite of either or. ลำดับความ

1:16

ให้คิดซะว่ามันตรงกันข้ามกับ either or อย่างสิ้นเชิง

ลำดับความ

Just think of it as...: สร้างกรอบความเข้าใจแบบง่าย

Just think of it as... บอกให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งใหม่ผ่านแนวคิดที่คุ้นเคย ในที่นี้ it หมายถึง neither...nor และข้อความหลัง as เป็นกรอบช่วยคิด นั่นคือสิ่งที่ตรงข้ามกับ either...or โดยสิ้นเชิง โครงสร้างคือ think of + กรรม + as + คำอธิบาย คำว่า just ทำให้การเปรียบเทียบดูเป็นวิธีง่าย ๆ ในการจับใจความสำคัญ ดังนั้นประโยคนี้จึงช่วยจัดลำดับคำอธิบาย ไม่ได้ขอให้คิดเชื่อมโยงแบบสุ่ม

แบบฝึกหัด

Just think of it as... ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายนี้?

  1. ให้กรอบที่คุ้นเคยแก่ผู้ฟังเพื่อช่วยทำความเข้าใจแนวคิดใหม่
  2. ขอให้ผู้ฟังคิดแนวคิดที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นมา
  3. บอกว่าสองสำนวนนี้ใช้แทนกันได้เสมอ
ดูคำตอบ

ให้กรอบที่คุ้นเคยแก่ผู้ฟังเพื่อช่วยทำความเข้าใจแนวคิดใหม่

Here, we're linking two negative elements or items together.

1:21

ในที่นี้ เรากำลังเชื่อมสององค์ประกอบหรือสิ่งของที่เป็นเชิงปฏิเสธเข้าด้วยกัน

Oh my god!

1:25

โอ้พระเจ้า!

Are you going to go out with him? กริยาวลี

1:27

เธอจะไปเดตกับเขาเนี่ยนะ?

Girl, he's neither cute nor funny. ไวยากรณ์

1:28

สาวน้อย เขาไม่ได้น่ารักแล้วก็ไม่ได้ตลกด้วย

ไวยากรณ์

neither cute nor funny: ปฏิเสธคำบรรยายสองอย่าง

ใน neither cute nor funny โครงสร้าง neither...nor เชื่อมคำคุณศัพท์ cute กับ funny และบอกว่าคำบรรยายทั้งสองไม่เป็นจริง เขาไม่น่ารักและไม่ตลก สองส่วนที่เชื่อมกันควรมีรูปแบบเดียวกัน ในที่นี้มีคำคุณศัพท์ตามหลัง neither และมีคำคุณศัพท์อีกคำตามหลัง nor โดยทั้งวลีอยู่หลัง is เพื่อบรรยายเขา

แบบฝึกหัด

ใช้ neither...nor เพื่อบอกว่าคำบรรยายทั้งสองไม่เป็นจริง: The puppy is ____ noisy ____ messy.

ดูคำตอบ

neither · nor

Why would I go out with him?

1:31

ทำไมฉันต้องไปเดตกับเขาด้วยล่ะ?

กริยาวลี

go out with someone: เดตกับใครสักคน

ในที่นี้ go out with him หมายถึง “เดตกับเขา” หรือ “คบกับเขาในเชิงคนรัก” คำถามทั้งสองพูดถึงความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์แบบคนรัก ไม่ได้หมายถึงแค่ออกไปข้างนอกด้วยกัน เมื่อตีความ go out with someone ให้ดูหัวข้อสนทนาและคนที่อยู่หลัง with ถ้ากำลังพูดถึงความชอบ การเดต หรือความสัมพันธ์ วลีนี้มักมีความหมายว่าเดตกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ go out with ในความหมายว่าเดตกัน: Lena is going ____ Noah.

ดูคำตอบ

out with

Last up, whether or. ไวยากรณ์

1:33

สุดท้าย whether or

ไวยากรณ์

whether...or สำหรับคำตอบที่เป็นไปได้สองอย่าง

ในโครงสร้าง whether A or B ส่วน A และ B คือคำตอบหรือสถานการณ์สองอย่างที่เป็นไปได้ โครงสร้างนี้มักตามหลังคำกริยาอย่าง know, wonder หรือ decide: I don't know whether to stay or leave. โครงสร้างนี้ยังใช้บอกได้ด้วยว่าผลลัพธ์เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นกรณีใด: Whether it rains or not, we will go. ในประโยคต้นฉบับ whether or เป็นเพียงการเรียกชื่อโครงสร้าง จึงเป็นป้ายกำกับสั้น ๆ ไม่ใช่ประโยคสมบูรณ์ที่ใช้โครงสร้างนี้จริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย whether...or: I can't decide ____ to wear the blue shirt ____ the green one.

ดูคำตอบ

whether · or

Now, this is also about options and

1:35

อันนี้ก็เกี่ยวกับตัวเลือกเหมือนกันและ

you can use it in decision making process. วลี

1:38

คุณสามารถใช้มันในกระบวนการตัดสินใจได้

วลี

จาก in decision making process เป็น in the decision-making process

ในวลีนี้ decision making หมายถึงกิจกรรมการเลือก และ process เป็นคำนามหลัก วลีทั้งหมดหมายถึงในระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ ที่ใช้ในการตัดสินใจ ในการเขียนภาษาอังกฤษมาตรฐาน ใช้ in the decision-making process เมื่อหมายถึงกระบวนการที่เฉพาะเจาะจงหรือรู้กันอยู่แล้ว และใช้ in a decision-making process เมื่อหมายถึงกระบวนการหนึ่งที่ไม่เฉพาะเจาะจง process ที่เป็นเอกพจน์มักต้องมีคำนำหน้านาม และ decision-making มักใส่เครื่องหมายยัติภังค์เมื่ออยู่หน้า process

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปมาตรฐานของวลีเป้าหมาย: Good information helps us ____.

ดูคำตอบ

in the decision-making process

Okay, let's review a couple of rules that you need to know

1:40

เอาล่ะ เรามาทบทวนกฎสองสามข้อที่คุณต้องรู้กัน

in order to use correlative conjunctions correctly. ไวยากรณ์

1:43

เพื่อที่จะใช้คำสันธานที่ใช้คู่กันได้อย่างถูกต้อง

ไวยากรณ์

in order to use correlative conjunctions correctly: การบอกจุดประสงค์

ในประโยคนี้ in order to use ... correctly บอกจุดประสงค์ของการรู้กฎเหล่านี้ กล่าวคือ กฎช่วยให้ใช้คำสันธานคู่ได้อย่างถูกต้อง ให้มอง in order to เป็นสำนวนบอกจุดประสงค์หนึ่งชุด แล้วตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน use โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ in order to + คำกริยารูปพื้นฐาน โครงสร้างนี้ตอบคำถามว่า “เพื่อจุดประสงค์อะไร” ไม่ได้บอกลำดับของการกระทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนบอกจุดประสงค์จากบทเรียน: Wear gloves ____ protect your hands.

ดูคำตอบ

in order to

Number one, balance similar elements. วลี

1:46

ข้อที่หนึ่ง สร้างความสมดุลให้กับองค์ประกอบที่เหมือนกัน

วลี

balance similar elements: ทำให้รูปแบบไวยากรณ์สอดคล้องกัน

ในคำแนะนำทางไวยากรณ์นี้ balance หมายถึงทำให้ส่วนที่เชื่อมกันตรงกันทั้งชนิดและรูปแบบทางไวยากรณ์ ส่วน similar elements คือองค์ประกอบที่สอดคล้องกัน เช่น คำนามสองคำ คำคุณศัพท์สองคำ หรือวลีคำกริยาสองวลี เมื่อใช้คำสันธานคู่ เช่น both ... and หรือ either ... or โครงสร้างที่ตรงกันจะทำให้ความสัมพันธ์ชัดเจนขึ้น ตัวอย่างเช่น reading books และ watching films สมดุลกัน เพราะทั้งคู่เป็นวลีคำกริยารูป -ing

แบบฝึกหัด

ประโยคใดทำตามคำแนะนำ “balance similar elements”?

  1. She enjoys both novels and writing stories.
  2. She enjoys both reading novels and writing stories.
  3. She enjoys both reading novels and to write stories.
ดูคำตอบ

She enjoys both reading novels and writing stories.

When using correlative conjunctions,

1:49

เมื่อใช้คำสันธานที่ใช้คู่กัน

you're going to link two similar elements together,

1:51

คุณจะต้องเชื่อมสององค์ประกอบที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน

whether they're nouns, adjectives, ไวยากรณ์

1:55

ไม่ว่าจะเป็นคำนาม คำคุณศัพท์

different clauses, etc.

1:57

อนุประโยคต่าง ๆ เป็นต้น

ไวยากรณ์

whether they're nouns, adjectives ...: ครอบคลุมทุกประเภทที่ยกมา

ตรงนี้ whether ใช้เกริ่นประเภทที่เป็นไปได้หลายแบบขององค์ประกอบ ได้แก่ คำนาม คำคุณศัพท์ หรืออนุประโยค ผู้พูดไม่ได้ถามว่าองค์ประกอบนั้นเป็นประเภทใด แต่กำลังบอกว่ากฎที่กล่าวมาก่อนหน้าใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดในรายการ รูปแบบ whether A, B, or C วางหลังข้อความหลักได้ เพื่อแสดงว่าข้อความนั้นเป็นจริงกับทุกตัวเลือกที่ยกมา โดยปกติใช้ or หน้าตัวเลือกสุดท้าย และ etc. บอกว่ายังมีประเภทอื่นอีก

แบบฝึกหัด

whether ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. บอกว่าเชื่อมได้เฉพาะคำนามเท่านั้น
  2. ขอให้ผู้ฟังระบุประเภทที่ถูกต้องเพียงประเภทเดียว
  3. แสดงว่ากฎนี้ใช้กับประเภทที่เป็นไปได้ทั้งหมดที่ยกมา
ดูคำตอบ

แสดงว่ากฎนี้ใช้กับประเภทที่เป็นไปได้ทั้งหมดที่ยกมา

Ensure that the elements you're connecting are parallel in structure. ไวยากรณ์

1:59

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าองค์ประกอบที่คุณกำลังเชื่อมกันนั้นมีโครงสร้างที่ขนานกัน

ไวยากรณ์

are parallel in structure: รูปแบบไวยากรณ์ที่สอดคล้องกัน

ในทางไวยากรณ์ are parallel in structure หมายถึงองค์ประกอบที่เชื่อมกันใช้รูปแบบไวยากรณ์ที่เหมือนกันหรือสอดคล้องกัน เช่น นามวลีควรจับคู่กับนามวลีอีกส่วนหนึ่ง และรูป -ing ควรจับคู่กับรูป -ing อีกส่วนหนึ่ง ตรงนี้ parallel ไม่ได้หมายถึงเส้นขนานในเรขาคณิต แต่บอกวิธีจัดข้อมูลที่เป็นคู่กัน เพื่อให้ประโยคสมดุลและเข้าใจง่าย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างขนานหลัง both ... and?

  1. Both reading books and to watch films are relaxing.
  2. Both read books and watching films are relaxing.
  3. Both reading books and watching films are relaxing.
ดูคำตอบ

Both reading books and watching films are relaxing.

Don't say

2:03

อย่าพูดว่า

you can either call me or sending a text ไวยากรณ์

2:04

you can either call me or sending a text

because the elements here are not parallel in structure.

2:07

เพราะว่าองค์ประกอบในที่นี้มีโครงสร้างไม่ขนานกัน

ไวยากรณ์

either call me or sending a text: โครงสร้าง either...or ที่ไม่ขนานกัน

ในประโยคนี้ either...or เชื่อมการกระทำที่เป็นไปได้สองอย่าง คือ call me และ sending a text ตัวอย่างนี้จงใจเขียนให้ผิด โดย call เป็นกริยารูปพื้นฐาน แต่ sending เป็นรูป -ing รูปกริยาทั้งสองจึงไม่ตรงกัน หลังคำกริยาช่วย can ตัวเลือกทั้งสองควรขึ้นต้นด้วยกริยารูปพื้นฐาน: You can either call me or send me a text. กฎที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำหรือวลีที่เชื่อมด้วย either...or ควรมีรูปและหน้าที่ทางไวยากรณ์แบบเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ send เพื่อให้ตัวเลือกทั้งสองมีโครงสร้างขนานกัน: You can either call me or ____ me a text.

ดูคำตอบ

send

So, we used call and that's in the infinitive form การใช้คำ

2:10

เราใช้ call ซึ่งอยู่ในรูปของ infinitive (กริยาช่อง 1)

and then sending and that's in the gerund form.

2:14

แล้วตามด้วย sending ซึ่งอยู่ในรูปของ gerund (กริยาเติม ing)

การใช้คำ

in the infinitive form ... in the gerund form: ชื่อของรูปกริยาสองแบบ

วลี in the infinitive form และ in the gerund form เป็นชื่อทางไวยากรณ์ของรูปกริยาสองแบบที่ต่างกัน ใน can call คำว่า call เป็น infinitive ที่ไม่มี to หรือเรียกว่ากริยารูปพื้นฐาน โดยไม่มี to หรือวิภัตติท้ายคำ ส่วน sending เป็นรูป -ing ซึ่งผู้พูดเรียกว่า gerund form Gerund คือรูป -ing ที่ใช้ในตำแหน่งคล้ายคำนาม เช่น Sending a text is easy. ไม่ใช่ทุกคำที่ลงท้ายด้วย -ing จะเป็น gerund เพราะรูป -ing อาจเป็น present participle ได้ด้วย ในที่นี้คำศัพท์ทั้งสองชี้ให้เห็นว่า call และ sending มีรูปไม่ตรงกันในตัวอย่าง either...or ก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายรูปกริยาใน Can you call me instead of sending a text? ได้ถูกต้อง

  1. ทั้ง call และ sending เป็น infinitive ที่ไม่มี to
  2. call เป็น infinitive ที่ไม่มี to/กริยารูปพื้นฐาน และ sending เป็น gerund
  3. call เป็น gerund และ sending เป็น infinitive ที่ไม่มี to/กริยารูปพื้นฐาน
ดูคำตอบ

call เป็น infinitive ที่ไม่มี to/กริยารูปพื้นฐาน และ sending เป็น gerund

That doesn't work.

2:17

แบบนี้ใช้ไม่ได้นะ

So, you should say

2:18

ดังนั้น คุณควรจะพูดว่า

you can either call or send a text. ไวยากรณ์

2:19

you can either call or send a text.

ไวยากรณ์

either call or send a text: ตัวเลือกที่มีโครงสร้างขนานหลัง can

either...or ใช้เชื่อมตัวเลือกสองอย่าง ในที่นี้ตัวเลือกคือ call และ send a text เพราะทั้งคู่ตามหลัง can จึงใช้กริยารูปพื้นฐานเหมือนกัน คือ call และ send การใช้รูปเดียวกันทั้งสองด้านทำให้เกิดโครงสร้างขนาน วาง either ไว้หน้าตัวเลือกแรก และวาง or ไว้หน้าตัวเลือกที่สอง คุณใช้แบบแผนนี้ได้: can either + วลีกริยารูปพื้นฐาน + or + วลีกริยารูปพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดทำให้ตัวเลือกสองอย่างหลัง can มีโครงสร้างขนานกัน

  1. You can either call the office or sending an email.
  2. You can either calling the office or send an email.
  3. You can either call the office or send an email.
ดูคำตอบ

You can either call the office or send an email.

Both elements here are in the infinitive form,

2:21

ทั้งสององค์ประกอบในที่นี้อยู่ในรูป infinitive

call and send.

2:24

คือ call และ send

Number two, use both parts of the correlative conjunctions. ไวยากรณ์

2:26

ข้อที่สอง ใช้คำสันธานทั้งสองส่วนคู่กัน

Correlative conjunctions come in pairs,

2:31

คำสันธานแบบนี้จะมาเป็นคู่

so both elements have to be present in the sentence.

2:33

ดังนั้น องค์ประกอบทั้งสองส่วนจะต้องปรากฏอยู่ในประโยค

ไวยากรณ์

use both parts: ใช้คำสันธานที่เป็นคู่ให้ครบ

คำสันธานแบบคู่คือคำเชื่อมที่ใช้เป็นคู่ตายตัว เช่น both...and, either...or, neither...nor และ whether...or คำว่า use both parts หมายถึงประโยคต้องมีทั้งคำส่วนแรกและคำที่จับคู่กับมันอย่างถูกต้อง ในวลี both elements คำว่า both หมายถึงสองส่วนของคู่คำสันธาน ไม่ได้หมายถึงเพียงคน สิ่งของ หรือการกระทำสองอย่างที่ถูกเชื่อม การละคำคู่หรือจับคู่ผิดจะทำให้โครงสร้างไม่สมบูรณ์หรือเปลี่ยนความสัมพันธ์ของข้อความ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำสันธานแบบคู่ครบทั้งสองส่วนอย่างถูกต้อง

  1. Neither Mia arrived late.
  2. Neither Mia nor Ben arrived late.
  3. Neither Mia and Ben arrived late.
ดูคำตอบ

Neither Mia nor Ben arrived late.

For example,

2:36

ตัวอย่างเช่น

both the book and the movie were excellent ไวยากรณ์

2:37

both the book and the movie were excellent (ทั้งหนังสือและภาพยนตร์ต่างก็ยอดเยี่ยม)

and neither the book nor the movie were any good.

2:40

และ neither the book nor the movie were any good (ทั้งหนังสือและภาพยนตร์ไม่มีอะไรดีเลย)

ไวยากรณ์

เปรียบเทียบ both A and B กับ neither A nor B

both A and B รวม A และ B ไว้ในข้อความเชิงบวกเดียวกัน โดยสิ่งที่ตามมาเป็นจริงกับทั้งสองอย่าง ส่วน neither A nor B รวมทั้งสองไว้ในข้อความปฏิเสธ หมายความว่าสิ่งที่ตามมาไม่เป็นจริงกับทั้ง A และ B โครงสร้าง neither...nor มีความหมายปฏิเสธอยู่แล้ว จึงปกติไม่เติม not ในภาคแสดงเดียวกันอีก คำวิจารณ์สองแบบที่ตรงข้ามกันในที่นี้ถูกวางคู่กันเพื่อเปรียบเทียบรูปไวยากรณ์ ไม่ใช่ความคิดเห็นเดียวที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับหนังสือและภาพยนตร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยคู่คำเชิงบวกก่อน แล้วจึงเติมคู่คำเชิงปฏิเสธ: ____ the red team ____ the blue team scored, and ____ the red team ____ the blue team broke a rule.

ดูคำตอบ

Both · and · neither · nor

Number three, ensure subject-verb agreement. ไวยากรณ์

2:43

ข้อที่สาม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าประธานและกริยาสอดคล้องกัน

ไวยากรณ์

ensure subject-verb agreement: ทำให้ประธานและกริยาสอดคล้องกัน

ในไวยากรณ์อังกฤษ subject-verb agreement หมายถึงรูปกริยาต้องสอดคล้องกับประธานในด้านพจน์และบุรุษ ตัวอย่างเช่น ประธานเอกพจน์ใน The student is ready ใช้ is ส่วนประธานพหูพจน์ใน The students are ready ใช้ are ensure หมายถึงทำให้แน่ใจ ดังนั้น ensure subject-verb agreement จึงเป็นคำสั่งให้ตรวจสอบว่าประธานแต่ละตัวกับกริยามีรูปที่เข้ากันหรือไม่ agreement ในที่นี้หมายถึงความสอดคล้องทางไวยากรณ์ ไม่ใช่การที่คนหลายคนมีความคิดเห็นตรงกัน

แบบฝึกหัด

ensure subject-verb agreement ขอให้ผู้เขียนทำอะไร?

  1. ทำให้รูปกริยาสอดคล้องกับประธาน
  2. ทำให้ประธานทุกตัวเป็นพหูพจน์
  3. ทำให้ประธานและกริยามีความหมายเหมือนกัน
ดูคำตอบ

ทำให้รูปกริยาสอดคล้องกับประธาน

Verbs in correlative conjunctions typically agree with the nouns closest to the verb. ไวยากรณ์

2:46

คำกริยาที่ใช้กับคำสันธานประเภทนี้มักจะผันตามคำนามที่อยู่ใกล้คำกริยามากที่สุด

ไวยากรณ์

agree with the nouns closest to the verb: กฎความใกล้ชิด

ในที่นี้ agree with หมายถึงรูปของกริยาต้องสอดคล้องกับการเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ของประธาน ในคู่คำสัมพันธ์อย่าง either...or, neither...nor และ whether...or กริยามักสอดคล้องกับคำนามหรือนามวลีที่อยู่ใกล้กริยาที่สุด typically บอกว่านี่เป็นรูปแบบที่ใช้โดยทั่วไป ไม่ใช่กฎที่ใช้กับคำสันธานสัมพันธ์ทุกชนิด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคปัจจุบันด้วยรูปที่ถูกต้องของ be โดยใช้กฎประธานที่อยู่ใกล้ที่สุด: Neither the coach nor the players ____ ready.

ดูคำตอบ

are

This is also known as the rule of proximity. การใช้คำ

2:52

สิ่งนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากฎแห่งความใกล้ชิด (Rule of proximity)

การใช้คำ

known as the rule of proximity: การแนะนำชื่อศัพท์

be known as... หมายถึง “ถูกเรียกว่า...” หรือ “มีชื่อว่า...” โครงสร้างกรรมวาจกคือ be + known + as + ชื่อ ในที่นี้ This ย้อนกลับไปกล่าวถึงรูปแบบการสอดคล้องที่เพิ่งอธิบาย และชื่อที่นำเสนอคือ the rule of proximity proximity หมายถึงความใกล้ ในศัพท์ไวยากรณ์นี้หมายถึงความใกล้กันของตำแหน่งในประโยค โดยกริยาสอดคล้องกับประธานที่อยู่ใกล้ที่สุด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึง “ถูกเรียกว่า”: This method is ____ spaced practice.

ดูคำตอบ

known as

Now, I said typically ลำดับความ

2:56

ที่ฉันบอกว่า 'มักจะ'

because the correlative conjunction both and does not follow that rule.

2:57

ก็เพราะว่าคำสันธาน both and ไม่ได้เป็นไปตามกฎนั้นน่ะสิ

ลำดับความ

I said typically because...: อธิบายขอบเขตและนำเข้าสู่ข้อยกเว้น

Now พาผู้ฟังย้อนกลับไปดูคำที่ใช้ก่อนหน้านี้ I said typically ชี้กลับไปที่ typically ส่วน because อธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกใช้คำที่เผื่อข้อยกเว้นนี้ นั่นคือกฎนี้มีข้อยกเว้น ข้อมูลถูกจัดเป็นสองขั้น ขั้นแรกบอกกฎทั่วไปโดยใช้คำจำกัดขอบเขตอย่าง typically จากนั้นอธิบายขอบเขตของกฎและนำเข้าสู่ข้อยกเว้น ประโยคนี้ไม่ได้ยกเลิกกฎเดิม แต่ชี้ว่ากฎนั้นไม่ได้เป็นจริงเสมอไป

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้ทำหน้าที่อะไรในการอธิบาย?

  1. ประโยคนี้บอกว่ากฎก่อนหน้าเป็นจริงเสมอ
  2. ประโยคนี้เปลี่ยนจากกฎก่อนหน้าไปเป็นหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง
  3. ประโยคนี้ย้อนกลับไปที่คำว่า typically และอธิบายว่าเหตุใดกฎก่อนหน้าจึงไม่ใช่กฎตายตัว
ดูคำตอบ

ประโยคนี้ย้อนกลับไปที่คำว่า typically และอธิบายว่าเหตุใดกฎก่อนหน้าจึงไม่ใช่กฎตายตัว

Both the cat and the dog are cute. ไวยากรณ์

3:03

Both the cat and the dog are cute. (ทั้งแมวและหมาต่างก็น่ารัก)

ไวยากรณ์

Both the cat and the dog are: การใช้กริยาพหูพจน์กับ both...and

Both A and B เชื่อมคนหรือสิ่งของสองอย่างให้เป็นประธานร่วมหนึ่งชุด และบอกว่าข้อความด้านหลังเป็นจริงกับทั้งสองอย่าง แม้ cat และ dog จะแยกกันเป็นเอกพจน์ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันจะเป็นประธานพหูพจน์ จึงใช้กริยา are อย่าเลือก is เพียงเพราะ the dog อยู่ใกล้กริยามากที่สุด ประธานที่เชื่อมด้วย both...and ถือเป็นพหูพจน์ จึงต้องใช้กริยาพหูพจน์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปปัจจุบันของ be: Both the chef and the waiter ____ ready.

ดูคำตอบ

are

So, here cat and dog are both in the singular form,

3:05

ในที่นี้ ทั้ง cat และ dog อยู่ในรูปเอกพจน์

however, we're going to use the verb are. ลำดับความ

3:09

อย่างไรก็ตาม เราจะใช้คำกริยา are

ลำดับความ

however, we're going to use the verb are: ชี้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน

ในที่นี้ however นำเข้าสู่ข้อสรุปที่ตรงข้ามกับสิ่งที่อาจคาดจากข้อมูลก่อนหน้า cat และ dog ต่างก็เป็นเอกพจน์ แต่ข้อสรุปคือให้ใช้ are ไม่ใช่ is ในการอธิบาย however ช่วยจัดลำดับข้อมูล โดยเริ่มจากบอกข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่คาดไว้ แล้วใช้ however เพื่อชี้ผลลัพธ์หรือกฎที่ขัดแย้งกัน

แบบฝึกหัด

however ในตัวอย่างส่งสัญญาณถึงอะไร

  1. แนวคิดที่สองขัดแย้งกับความคาดหมายที่เกิดจากแนวคิดแรก
  2. ผู้พูดกำลังบอกข้อเท็จจริงสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
  3. แนวคิดที่สองกล่าวซ้ำแนวคิดแรกด้วยคำอื่น
ดูคำตอบ

แนวคิดที่สองขัดแย้งกับความคาดหมายที่เกิดจากแนวคิดแรก

When using both and, ไวยากรณ์

3:12

เมื่อใช้ both and

the verb is always going to be in the plural form,

3:14

คำกริยาจะอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ

regardless whether the nouns in the sentence are in the plural or the singular form.

3:17

ไม่ว่าคำนามในประโยคจะอยู่ในรูปพหูพจน์หรือเอกพจน์ก็ตาม

ไวยากรณ์

both A and B: การใช้คำกริยารูปพหูพจน์

เมื่อ both A and B ร่วมกันเป็นประธาน ทั้ง A และ B จะถูกรวมอยู่ด้วย ดังนั้นประธานทั้งหมดจึงเป็นพหูพจน์ และต้องใช้คำกริยารูปพหูพจน์: Both the cat and the dog are here. กฎนี้ยังคงใช้ไม่ว่า A และ B แต่ละส่วนจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ให้ดูโครงสร้าง both...and ทั้งหมด ไม่ใช่ดูเฉพาะคำนามข้างคำกริยา

แบบฝึกหัด

เติมรูปที่ถูกต้องของ be ในประโยค: Both the library and the cafe ____ open today.

ดูคำตอบ

are

So,

3:21

ดังนั้น

now that we're done with both and, ลำดับความ

3:22

ในเมื่อเราจบเรื่อง both and แล้ว

let's talk about the rule of proximity.

3:24

เรามาพูดถึงกฎแห่งความใกล้ชิดกันดีกว่า

ลำดับความ

Now that we're done with ..., let's talk about ...: การเปลี่ยนไปสู่หัวข้อใหม่

Now that we're done with X นำเสนอว่าหัวข้อแรกเสร็จแล้วเป็นเหตุผลที่ควรไปต่อ ตรงนี้ now that หมายถึงสถานการณ์ใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้หมายถึงเพียงตอนนี้ จากนั้น Let's talk about Y จะบอกชื่อหัวข้อถัดไปและชวนทุกคนหันไปสนใจหัวข้อนั้น เมื่อใช้สองส่วนนี้ร่วมกัน ผู้พูดจะปิดส่วนหนึ่งและเปิดส่วนถัดไปได้อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดปิดวาระหนึ่งและเปิดวาระถัดไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Now that we're done with the budget, let's talk about the schedule.
  2. The schedule is important because the budget is finished.
  3. We still need to finish the budget, so let's keep discussing the budget.
ดูคำตอบ

Now that we're done with the budget, let's talk about the schedule.

It's when the verb in the sentence agrees with the subject closest to it. ไวยากรณ์

3:27

มันคือการที่คำกริยาในประโยคผันตามประธานที่อยู่ใกล้มันมากที่สุด

ไวยากรณ์

agrees with the subject closest to it: การสอดคล้องตามกฎความใกล้กัน

ใน agrees with the subject คำว่า agrees หมายถึงรูปของกริยาสอดคล้องกับประธานในเรื่องเอกพจน์หรือพหูพจน์ และเรื่องบุรุษเมื่อจำเป็น ส่วน closest to it บอกว่าประธานใดเป็นตัวกำหนดรูปกริยาตามกฎความใกล้กัน โดย it หมายถึงกริยา closest หมายถึงอยู่ใกล้ที่สุดตามลำดับคำในประโยค ไม่ใช่ประธานที่สำคัญที่สุดในด้านความหมาย เช่น ใน Either the teachers or the principal is speaking คำว่า principal อยู่ใกล้กริยาที่สุด จึงใช้รูปเอกพจน์ is

แบบฝึกหัด

ใช้การสอดคล้องตามกฎความใกล้กันเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Either the teachers or the principal ____ speaking at noon.

ดูคำตอบ

is

Either the cat or the dog is going to get adopted today. ไวยากรณ์

3:32

Either the cat or the dog is going to get adopted today. (ไม่แมวก็หมาที่จะถูกรับไปเลี้ยงในวันนี้)

ไวยากรณ์

Either the cat or the dog is: กริยาสอดคล้องกับประธานที่อยู่ใกล้กว่า

ในโครงสร้าง either...or กลุ่มคำนามสองกลุ่มเป็นประธานที่เป็นตัวเลือก กริยาภาษาอังกฤษมักสอดคล้องกับประธานที่อยู่ใกล้กว่าในเรื่องเอกพจน์หรือพหูพจน์ โดยเฉพาะเมื่อประธานหนึ่งเป็นเอกพจน์และอีกประธานเป็นพหูพจน์ ในประโยคนี้ ประธานที่อยู่ใกล้กว่า คือ the dog เป็นเอกพจน์ จึงใช้ is ส่วน the cat ก็เป็นเอกพจน์เช่นกัน จึงไม่มีความขัดแย้งเรื่องจำนวนในประโยคนี้ อย่าใช้กริยาพหูพจน์โดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีทั้ง cat และ dog คำว่า or แสดงการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่างจาก and ที่รวมทั้งสองอย่างเป็นประธานพหูพจน์

แบบฝึกหัด

เติม is หรือ are ให้ประโยคสมบูรณ์โดยให้กริยาสอดคล้องกับประธานที่อยู่ใกล้กว่า: Either the players or the captain ____ speaking first.

ดูคำตอบ

is

Neither the teacher nor the student is available for the meeting. ไวยากรณ์

3:35

Neither the teacher nor the student is available for the meeting. (ทั้งครูและนักเรียนไม่ว่างเข้าร่วมการประชุม)

ไวยากรณ์

Neither the teacher nor the student is: กริยาสอดคล้องกับประธานที่อยู่ใกล้กว่า

ในโครงสร้าง neither...nor กลุ่มคำนามสองกลุ่มเป็นประธานตัวเลือกในข้อความปฏิเสธเดียวกัน หมายความว่าสิ่งที่ตามมาไม่ตรงกับฝ่ายใดเลย กริยาภาษาอังกฤษมักสอดคล้องกับประธานที่อยู่ใกล้กว่าในเรื่องเอกพจน์หรือพหูพจน์ โดยเฉพาะเมื่อประธานทั้งสองมีจำนวนต่างกัน ในประโยคนี้ ประธานที่อยู่ใกล้กว่า คือ the student เป็นเอกพจน์ จึงใช้ is ส่วน the teacher ก็เป็นเอกพจน์เช่นกัน จึงไม่มีความขัดแย้งเรื่องจำนวน อย่าใช้กริยาพหูพจน์โดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีทั้ง teacher และ student คำว่า nor เชื่อมตัวเลือกทั้งสองไว้ภายใต้ความหมายปฏิเสธเดียวกัน ไม่ได้รวมทั้งสองเป็นประธานพหูพจน์แบบ and

แบบฝึกหัด

เติม is หรือ are ให้ประโยคสมบูรณ์โดยให้กริยาสอดคล้องกับประธานที่อยู่ใกล้กว่า: Neither the assistants nor the manager ____ available today.

ดูคำตอบ

is

Whether the manager or the employee is responsible for that mistake remains unclear. ไวยากรณ์

3:39

Whether the manager or the employee is responsible for that mistake remains unclear. (ความผิดพลาดนั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้จัดการหรือพนักงานก็ยังคงไม่ชัดเจน)

ไวยากรณ์

Whether ... or ... remains unclear: อนุประโยคทั้งส่วนทำหน้าที่เป็นประธาน

Whether the manager or the employee is responsible for that mistake เป็นอนุประโยคที่ใช้ whether...or โดยนำเสนอสองทางเลือกไว้ในคำถามเดียวที่ยังไม่มีคำตอบว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกริยา is อยู่ภายในอนุประโยคนี้ อนุประโยค whether ทั้งส่วนเป็นประธานของ remains unclear คำนาม employee ไม่ใช่ประธานของ remains เพียงคำเดียว แต่คำถามทั้งหมดถูกมองเป็นหนึ่งหน่วย กริยาหลักจึงใช้รูปเอกพจน์ remains โครงสร้างนี้ช่วยให้คำอธิบายแบบเป็นทางการเสนอประเด็นที่ยังไม่แน่นอนก่อนแล้วจึงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนั้น

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างแบบเป็นทางการที่ใช้แสดงความไม่แน่นอนให้สมบูรณ์: ____ the lock or the alarm failed ____ unclear.

ดูคำตอบ

Whether · remains

Correlative conjunctions add structure and pizazz to your sentences. วลี

3:44

คำสันธานที่ใช้คู่กันจะช่วยเพิ่มโครงสร้างและความน่าสนใจให้กับประโยคของคุณ

วลี

add structure and pizazz: เพิ่มคุณสมบัติด้วย add X to Y

Add X to Y หมายถึง “ทำให้ Y มีคุณสมบัติ ลักษณะ หรือผลแบบ X เพิ่มขึ้น” ในที่นี้ structure หมายถึงการจัดระเบียบที่ชัดเจนขึ้น ส่วน pizazz หมายถึงพลัง สไตล์ หรือความน่าสนใจที่เพิ่มขึ้น Pizazz เป็นคำไม่เป็นทางการที่ให้ความรู้สึกสนุก ไม่ใช่ศัพท์ไวยากรณ์ structure and pizazz จึงสื่อว่าคำสันธานที่ใช้เป็นคู่ช่วยทั้งจัดระเบียบประโยคและทำให้ประโยคดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ add X to Y และ pizazz ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Pizazz is the formal grammar name for a gold border.
  2. The gold border explains pizazz to the invitation.
  3. The gold border adds a little pizazz to the invitation.
ดูคำตอบ

The gold border adds a little pizazz to the invitation.

They're tools for clearer and more effective communication. ลำดับความ

3:51

พวกมันคือเครื่องมือเพื่อการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลำดับความ

They're tools for...: สรุปประโยชน์ที่ใช้ได้จริง

ในที่นี้ they หมายถึง correlative conjunctions หรือคำสันธานคู่ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ คำว่า tools ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงรูปแบบภาษาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ได้หมายถึงเครื่องมือที่เป็นวัตถุจริง ๆ ประโยคนี้ปิดท้ายคำอธิบายด้วยการเชื่อมไวยากรณ์เข้ากับผลที่ใช้ได้จริง คือการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รูปแบบ X is/are tools for + เป้าหมายหรือผลลัพธ์ ใช้สรุปท้ายคำอธิบายได้ว่าวิธีการ ทักษะ หรือแหล่งข้อมูลนั้นสำคัญเพราะอะไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ tools for... ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อสรุปประโยชน์ที่ใช้ได้จริงของตัวอย่างบางส่วน

  1. These examples explain where the tools are kept.
  2. These examples are stored beside the tools.
  3. These examples are tools for clearer explanations.
ดูคำตอบ

These examples are tools for clearer explanations.

Whether you choose to use them or not, น้ำเสียง/เจตนา

3:55

ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้มันหรือไม่

that's up to you.

3:58

นั่นก็ขึ้นอยู่กับคุณ

น้ำเสียง/เจตนา

Whether...or not, that's up to you: มอบทางเลือกให้อีกฝ่าย

Whether you choose to use them or not กล่าวถึงความเป็นไปได้ทั้งสองแบบ คือใช้และไม่ใช้ ส่วน That's up to you หมายถึงผู้ฟังเป็นคนตัดสินใจ ไม่ได้เกี่ยวกับทิศทางทางกายภาพ เมื่อนำสองส่วนมาใช้ร่วมกัน ประโยคจะมอบทางเลือกให้ผู้ฟังอย่างชัดเจนและทำให้การลงท้ายฟังสบาย ๆ มากกว่าบังคับ ในบริบทนี้ คำพูดถัดไปคือ But please do แสดงความต้องการของผู้พูดว่า แม้ผู้ฟังจะเลือกได้อย่างอิสระ แต่ผู้พูดก็ยังหวังให้ผู้ฟังใช้สิ่งเหล่านั้น

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคภาษาอังกฤษนี้: "Whether you join us or not, that's up to you—but we'd love to have you." ผู้พูดหมายความว่าอย่างไร

  1. คุณเป็นคนตัดสินใจ แต่ผู้พูดหวังว่าคุณจะเข้าร่วม
  2. ผู้พูดไม่สนใจว่าคุณจะเข้าร่วมหรือไม่
  3. ผู้พูดตัดสินใจแล้วว่าคุณต้องเข้าร่วม
ดูคำตอบ

คุณเป็นคนตัดสินใจ แต่ผู้พูดหวังว่าคุณจะเข้าร่วม

But but please do. น้ำเสียง/เจตนา

4:00

แต่ได้โปรดใช้เถอะนะ

Please do.

4:01

ช่วยใช้มันด้วย

น้ำเสียง/เจตนา

please do. Please do.: ใช้ do แทนการกระทำที่กล่าวไว้ก่อนหน้า

ใน please do คำว่า do ใช้แทนการกระทำที่กล่าวถึงไปแล้ว ซึ่งก็คือการเลือกใช้คำสันธานที่ใช้เป็นคู่ วิธีนี้ช่วยให้ไม่ต้องพูดกริยาวลีทั้งหมดซ้ำ ความหมายของ do มาจากบริบทก่อนหน้า ในที่นี้จึงไม่ได้หมายเพียงว่า “ทำบางอย่างที่ไม่ได้ระบุ” การพูด Please do. ซ้ำทำให้คำขอฟังดูหนักแน่นและจริงใจขึ้น แม้ผู้พูดจะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเลือกเอง แต่การพูดซ้ำแสดงความต้องการอย่างชัดเจนว่าผู้พูดอยากให้อีกฝ่ายใช้คำเหล่านั้นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “I'm thinking of applying for the scholarship.” คุณต้องการสนับสนุนให้เพื่อนสมัครโดยไม่พูดการกระทำทั้งหมดซ้ำ คำตอบใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Please do.
  2. Please don't.
  3. I haven't applied.
ดูคำตอบ

Please do.

And do it in the comments.

4:01

และลองใช้ในคอมเมนต์ดูสิ

Okay?

4:03

โอเคไหม?

See you.

4:04

ไว้เจอกันนะ