ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์หรือไม่?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

CGP Grey

ความยากในการเรียน
964 คำ 223 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: ซีรีสและพลูโตแสดงให้เห็นว่าการสังเกตใหม่เปลี่ยนความหมายทางวิทยาศาสตร์ของคำว่าดาวเคราะห์ได้อย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. give the impression that — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เกริ่นถึงภาพที่ชวนให้เข้าใจผิดด้วยอนุประโยค that แล้วเปรียบเทียบภาพในหนังสือกับหลักฐานที่ภาพนั้นบดบัง 2. a new category was born, — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจอุปมาเรื่องการเกิดของหมวดหมู่ และเล่าว่าการค้นพบต่อเนื่องทำให้วัตถุที่เคยเรียกว่าดาวเคราะห์ถูกจัดเป็นดาวเคราะห์น้อยได้อย่างไร 3. now that — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เชื่อมสถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นแล้วกับผลของมัน และเข้าใจว่าทำไมกล้องโทรทรรศน์สมัยใหม่จึงทำให้คำว่าดาวเคราะห์นิยามได้ยากขึ้น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Pluto, Planet or not?

0:01

พลูโต เป็นดาวเคราะห์หรือไม่?

Before we can answer this question, ไวยากรณ์

0:04

ก่อนที่เราจะตอบคำถามนี้ได้

we need to know what the word planet is for

0:05

เราจำเป็นต้องรู้ว่าคำว่าดาวเคราะห์มีไว้เพื่ออะไร

ไวยากรณ์

Before we can answer this question, ...: ระบุขั้นตอนที่จำเป็นต้องทำก่อน

ในประโยคนี้ Before นำอนุประโยคบอกเวลา และกำหนดเงื่อนไขที่ต้องจัดการก่อน กล่าวคือ ผู้พูดยังไม่พร้อมตอบคำถามจนกว่าจะรู้ข้อมูลอีกอย่างหนึ่ง ส่วนประโยคหลักบอกว่าต้องทำอะไรก่อนจึงจะตอบได้ ในที่นี้ can หมายถึง “อยู่ในสภาพที่สามารถทำได้” หรือ “มีสิ่งที่จำเป็นแล้ว” ไม่ได้เป็นการขออนุญาต โครงสร้าง Before we can + คำกริยา, we need to/must + คำกริยา ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย เหตุผล และขั้นตอนได้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมคำที่แสดงว่าต้องตรวจสอบก่อนให้สมบูรณ์: ____ we can answer the customer's question, we need to check the order details.

ดูคำตอบ

Before

and that takes us back to the ancient Greeks กริยาวลี

0:06

และนั่นจะพาเราย้อนกลับไปถึงชาวกรีกโบราณ

กริยาวลี

takes us back to: เปลี่ยนเรื่องราวไปยังช่วงเวลาที่เก่ากว่า

ในที่นี้ takes us back to เป็นสำนวนสำหรับเปลี่ยนช่วงของการเล่าเรื่อง หมายความว่าคำอธิบายกำลังย้อนกลับไปยังช่วงประวัติศาสตร์ที่เก่ากว่า คือยุคของชาวกรีกโบราณ ไม่ได้หมายถึงการพาใครเดินทางไปที่อื่นจริง ๆ ประธาน that อ้างถึงแนวคิดหรือคำถามก่อนหน้า ส่วน us รวมทั้งผู้พูดและผู้ฟัง โครงสร้าง X takes us back to + เวลา/เหตุการณ์ ใช้ได้ดีเมื่อเบาะแสหรือหัวข้อหนึ่งเชื่อมคำอธิบายไปสู่ภูมิหลังในอดีต

แบบฝึกหัด

ในสารคดีประวัติศาสตร์ “That takes us back to 1920” หมายความว่าอย่างไร?

  1. ต้องคืนสิ่งของที่ซื้อในปี 1920
  2. การเล่าเรื่องเปลี่ยนไปกล่าวถึงปี 1920
  3. ผู้ชมต้องเดินทางไปยังปี 1920 จริง ๆ
ดูคำตอบ

การเล่าเรื่องเปลี่ยนไปกล่าวถึงปี 1920

who called Mercury, Venus, Mars, Jupiter, Saturn,

0:08

ซึ่งเรียกดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์

the Moon, and the Sun,

0:10

ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์

planets.

0:12

ว่าเป็นดาวเคราะห์

Basically, if it moved across the sky and was bright, it was a planet. ไวยากรณ์

0:13

โดยพื้นฐานแล้ว หากมันเคลื่อนที่ผ่านท้องฟ้าและสว่าง มันคือดาวเคราะห์

ไวยากรณ์

If it moved ... it was a planet: กฎการจัดประเภทในอดีต

ในประโยคนี้ if ใช้นำเสนอเกณฑ์จากการสังเกต ส่วนอนุประโยคหลักบอกผลการจัดประเภท ภายในอนุประโยค if มีเงื่อนไขสองอย่างเชื่อมกัน คือ วัตถุนั้นเคลื่อนที่ข้ามท้องฟ้าและมีความสว่าง สิ่งใดที่ตรงตามทั้งสองเงื่อนไขก็จะถูกจัดอยู่ในประเภท planet ทั้งสองอนุประโยคใช้ simple past เพราะผู้พูดกำลังสรุปกฎที่ผู้คนใช้ในอดีต นี่เป็นเกณฑ์ทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นิยามทางดาราศาสตร์สมัยใหม่ และไม่ใช่เงื่อนไขสมมติที่ขัดกับความจริงในปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

เติมกฎเก่าของพิพิธภัณฑ์ด้วยรูปอดีตที่ถูกต้องของ be และ classify: If an object ____ over 100 years old, the museum ____ it as an antique.

ดูคำตอบ

was · classified

This is a terrible start for the word

0:16

นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่แย่มากสำหรับคำคำนี้

because one, it excludes Earth from the list,

0:18

เพราะหนึ่ง มันตัดโลกออกจากรายชื่อ

and two, it groups wildly different things together.

0:20

และสอง มันจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเข้าด้วยกัน

But the Greeks couldn't know how different the Moon was from Saturn ไวยากรณ์

0:23

แต่ชาวกรีกไม่สามารถรู้ได้ว่าดวงจันทร์แตกต่างจากดาวเสาร์มากแค่ไหน

because the best technology they had to observe the universe was sadly limited.

0:25

เพราะเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่พวกเขามีในการสังเกตจักรวาลนั้นน่าเศร้าที่มันมีข้อจำกัดอย่างมาก

ไวยากรณ์

How different the Moon was from Saturn: ลำดับคำในอนุประโยคแทรก

How different the Moon was from Saturn เป็นอนุประโยคแทรกที่ตามหลัง know ในที่นี้ how หมายถึง “ในระดับใด” ดังนั้นอนุประโยคนี้พูดถึงขนาดหรือระดับของความแตกต่าง ไม่ใช่รายละเอียดว่าทั้งสองวัตถุต่างกันในด้านใดบ้าง อนุประโยคแทรกใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ the Moon was ไม่ใช่ was the Moon รูปอดีต was สอดคล้องกับบริบททางประวัติศาสตร์ที่ชาวกรีกไม่มีเทคโนโลยีเพียงพอจะตัดสินความแตกต่างนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคแทรกได้ถูกต้องเพื่อสื่อว่าไม่ทราบระดับของความแตกต่าง?

  1. I couldn't tell how different the new design was from the old one.
  2. I couldn't tell how was the new design different from the old one.
  3. I couldn't tell how different was the new design from the old one.
ดูคำตอบ

I couldn't tell how different the new design was from the old one.

It would take several thousand years until the industrious Dutch made the first telescopes ไวยากรณ์

0:30

ต้องใช้เวลาอีกหลายพันปีจนกว่าชาวดัตช์ผู้ขยันขันแข็งจะสร้างกล้องโทรทรรศน์ตัวแรกขึ้น

and astronomy became much more interesting.

0:33

และดาราศาสตร์ก็มีความน่าสนใจมากขึ้นอย่างมาก

ไวยากรณ์

would take several thousand years until: มองไปข้างหน้าจากอดีต

ในคำบรรยายเหตุการณ์ในอดีตนี้ would take มองไปข้างหน้าจากช่วงเวลาก่อนหน้าในประวัติศาสตร์ไปยังผลลัพธ์ที่เกิดภายหลัง หมายความว่าต้องผ่านไปหลายพันปีกว่าชาวดัตช์จะสร้างกล้องโทรทรรศน์ชุดแรกได้ โดย would ตรงนี้แสดงอนาคตเมื่อมองจากอดีต ไม่ได้แสดงเหตุการณ์สมมุติ โครงสร้างคือ it would take + ระยะเวลา + until + เหตุการณ์ปลายทาง เหตุการณ์หลัง until เป็นจุดที่การรอคอยสิ้นสุด ไม่ได้หมายความว่าการสร้างกล้องโทรทรรศน์กินเวลาหลายพันปี

แบบฝึกหัด

เติมคำในเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ด้วยรูปของ take ที่แสดงอนาคตเมื่อมองจากอดีต: After the first test in 2018, it ____ three years until the team launched the final product in 2021.

ดูคำตอบ

would take

Astronomers could now confidently rearrange the solar system

0:35

ตอนนี้นักดาราศาสตร์สามารถจัดเรียงระบบสุริยะใหม่ได้อย่างมั่นใจ

an elegant scientific advance that no one could possibly object to น้ำเสียง/เจตนา

0:38

ซึ่งเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อันงดงามที่ไม่มีใครอาจคัดค้านได้

and reclassify its parts,

0:41

และจัดประเภทองค์ประกอบของมันใหม่

น้ำเสียง/เจตนา

no one could possibly object to: การประชดแบบหน้าตาย

วลีนี้ฟังดูเหมือนคำยืนยันแบบเด็ดขาดว่าไม่มีใครคัดค้านได้เลย แต่ในบริบทนี้ ความมั่นใจดังกล่าวถูกทำให้แรงเกินจริงโดยตั้งใจ ผู้บรรยายใช้การประชดแบบหน้าตายเพื่อบอกเป็นนัยว่า การจัดประเภทส่วนต่าง ๆ ของระบบสุริยะใหม่นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดที่ผู้คนอาจถกเถียงกันได้พอดี ในการประชดแบบนี้ ความหมายที่ปรากฏกับเจตนาจริงชี้ไปคนละทาง คำว่า no one และ possibly สร้างความมั่นใจแบบเกินจริง ส่วนบริบทแสดงว่าไม่ควรเข้าใจคำยืนยันนี้ตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เมื่อผู้บรรยายพูดว่า 'no one could possibly object to' เขาน่าจะสื่อเป็นนัยว่าอะไร

  1. การจัดประเภทใหม่น่าจะทำให้เกิดเสียงคัดค้าน
  2. ทุกคนได้อนุมัติการจัดประเภทใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว
  3. เฉพาะผู้ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่คัดค้านได้
ดูคำตอบ

การจัดประเภทใหม่น่าจะทำให้เกิดเสียงคัดค้าน

dropping the Sun and the Moon from the list of planets

0:42

โดยการตัดดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ออกจากรายชื่อดาวเคราะห์

and adding Earth.

0:44

และเพิ่มโลกเข้าไป

Now, if it orbited the Sun, it was a planet.

0:46

เอาล่ะ ตอนนี้ถ้ามันโคจรรอบดวงอาทิตย์ มันก็คือดาวเคราะห์

As time went on and telescopes got better and better, วลี

0:48

เมื่อเวลาผ่านไปและกล้องโทรทรรศน์ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

วลี

As time went on สำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเรื่องเล่าอดีต

ในประโยคนี้ As time went on หมายถึง “เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ” วลีนี้สร้างฉากหลังด้านเวลาที่ดำเนินไปสำหรับการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ตามมา went on ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “พูดต่อไป” หรือ “เกิดขึ้น” เมื่อ time เป็นประธาน go on สามารถบอกว่าเวลายังคงผ่านไปได้ รูปอดีต went เหมาะกับการเล่าเรื่องในอดีตหรือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

แบบฝึกหัด

เติมเรื่องเล่าอดีตด้วยวลีเวลาที่หมายถึง “ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเมื่อหลายปีผ่านไป”: ____, the old market became the centre of the town.

ดูคำตอบ

As time went on

each new century brought with it the discovery of a new planet, วลี

0:50

ทุกศตวรรษใหม่ได้นำพามาซึ่งการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่

วลี

brought with it the discovery of: ผลลัพธ์ที่มาพร้อมกัน

ใน each new century brought with it the discovery of a new planet ประธานคือ each new century ส่วนสรรพนาม it ย้อนกลับไปหมายถึงประธานนี้ และนามวลี the discovery of a new planet ระบุผลที่มาพร้อมกับศตวรรษนั้น รูปแบบ X brought with it Y หมายถึง “X มาพร้อมกับ Y” หรือ “X ทำให้เกิด Y เป็นผลตามมา” รูปแบบนี้ทำให้เหตุการณ์ ช่วงเวลา หรือการเปลี่ยนแปลงเป็นประธานได้ โดยไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นถือของมาจริง ๆ หรือเป็นผู้ค้นพบด้วยตัวเอง การใช้คำนาม discovery แทนคำกริยา discover ทำให้เน้นไปที่การค้นพบในฐานะผลลัพธ์ รูปแบบนี้พบได้บ่อยในงานเขียนเชิงประวัติศาสตร์และเชิงอธิบาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบทางการที่แสดงว่าเครื่องมือใหม่มาพร้อมกับการค้นพบ: The improved telescope ____ several distant worlds.

ดูคำตอบ

brought with it the discovery of

which brings us to this familiar solar system, กริยาวลี

0:53

ซึ่งนำเรามาสู่ระบบสุริยะที่คุ้นเคยนี้

กริยาวลี

brings us to ในฐานะคำเชื่อมเหตุและการเปลี่ยนประเด็น

ในที่นี้ brings us to เป็นคำเชื่อมที่พาคำอธิบายไปยังประเด็นถัดไป การค้นพบก่อนหน้านี้ถูกนำเสนอว่าเป็นเหตุหรือเส้นทางที่ทำให้คำอธิบายมาถึง “ระบบสุริยะที่คุ้นเคยนี้” ไม่มีใครกำลังเคลื่อนที่ผ่านอวกาศจริง ๆ โครงสร้าง X brings us to Y ใช้เชื่อมข้อมูลเบื้องหลังหรือลำดับขั้นตอนเข้ากับผลลัพธ์ ขั้น หรือหัวข้อถัดไป ในประโยคนี้ which ย้อนกลับไปกล่าวถึงกระบวนการก่อนหน้า จึงใช้กริยาเอกพจน์ brings

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมด้วยรูปปัจจุบันของ bring: After years of testing, this ____ our final design.

ดูคำตอบ

brings us to

nine planets orbiting one star.

0:55

ดาวเคราะห์ 9 ดวงโคจรรอบดาวฤกษ์หนึ่งดวง

Looking at this model makes people wonder,

0:57

การดูแบบจำลองนี้ทำให้คนสงสัยว่า

why do astronomers want to ditch Pluto? การใช้คำ

0:59

ทำไมเหล่านักดาราศาสตร์จึงต้องการทิ้งดาวพลูโต?

การใช้คำ

ditch Pluto? คำไม่เป็นทางการที่หมายถึงการตัดออกจากประเภท

ในที่นี้ ditch เป็นคำกริยาไม่เป็นทางการที่หมายถึง “กำจัดทิ้ง” “เลิกใช้” หรือ “ไม่ปฏิบัติต่อสิ่งนั้นแบบเดิมอีกต่อไป” คำถามนี้ถามว่าทำไมนักดาราศาสตร์จึงต้องการนำดาวพลูโตออกจากประเภทดาวเคราะห์ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนย้ายหรือทำลายดาวพลูโตจริง ๆ เมื่อเทียบกับคำที่เป็นกลางอย่าง remove คำว่า ditch แสดงท่าทีมากกว่า โดยทำให้การเปลี่ยนแปลงที่เสนอฟังดูกะทันหัน เด็ดขาด หรือดูไม่ให้คุณค่าเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The committee wants to ditch the old rule,” คำว่า ditch หมายถึงอะไร

  1. ขุดร่องแคบรอบสิ่งนั้น
  2. ย้ายไปที่อื่นเป็นเวลาสั้น ๆ
  3. ละทิ้งหรือเลิกใช้สิ่งนั้น
ดูคำตอบ

ละทิ้งหรือเลิกใช้สิ่งนั้น

The problem is pictures like this in textbooks are lies.

1:01

ปัญหาคือรูปภาพในตำราเรียนแบบนี้เป็นคำโกหก

Well, not lies exactly, but unhelpful.

1:03

ก็ไม่ใช่คำโกหกเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

They give the impression that the planets are similar-ish in size วลี

1:06

ภาพเหล่านี้ทำให้เราคิดว่าดาวเคราะห์มีขนาดพอๆ กัน

วลี

give the impression that: ทำให้รู้สึกว่า…

give the impression that หมายถึง “ทำให้คนเชื่อหรือรู้สึกว่า...” อนุประโยคที่ตามหลัง that บอกว่าความคิดที่เกิดขึ้นคืออะไร ในที่นี้คือดาวเคราะห์มีขนาดใกล้เคียงกัน สำนวนนี้มักเปิดโอกาสว่าความคิดนั้นอาจไม่ตรงกับความจริง จึงใช้ชี้ว่าภาพที่เห็นอาจทำให้เข้าใจผิดได้ โดยไม่กล่าวหาตรง ๆ ว่าใครโกหก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตรงตามบทเรียนที่หมายถึง “ทำให้คนเชื่อว่าบางอย่างเป็นจริง”: The tiny map icons ____ every city is close together.

ดูคำตอบ

give the impression that

and evenly-ish spaced,

1:08

และมีระยะห่างที่เท่าๆ กัน

but the reality couldn't be more different. ไวยากรณ์

1:09

แต่ความเป็นจริงไม่สามารถจะแตกต่างไปจากนี้ได้อีกแล้ว

ไวยากรณ์

couldn't be more different: แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

couldn't be more different เป็นรูปปฏิเสธแต่สื่อถึงระดับสูงสุด คือสองสิ่งนั้นแตกต่างกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว ในประโยคนี้ ความจริงตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นก่อนหน้า โครงสร้าง couldn't be more + คำคุณศัพท์ ใช้เพิ่มระดับของคำคุณศัพท์นั้นให้สูงสุด เช่น couldn't be more pleased หมายถึง “ดีใจอย่างยิ่ง” ไม่ใช่ “ไม่ค่อยดีใจ”

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The two school projects couldn't be more different,” couldn't be more different หมายถึงอะไร?

  1. โครงงานทั้งสองไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย
  2. โครงงานทั้งสองแตกต่างกันอย่างยิ่ง
  3. โครงงานทั้งสองแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย
ดูคำตอบ

โครงงานทั้งสองแตกต่างกันอย่างยิ่ง

Here, dear Terrans, is our home planet Earth,

1:11

เอาล่ะ ชาวโลกที่รัก นี่คือโลกของเรา

and this is Jupiter next to it at the correct scale.

1:14

และนี่คือดาวพฤหัสบดีที่อยู่ข้างๆ ตามสัดส่วนที่ถูกต้อง

Rather bigger than you probably thought.

1:16

มันค่อนข้างใหญ่กว่าที่คุณคิดไว้ใช่ไหม

If we take this diagram and adjust for the correct sizes of the planets,

1:18

หากเรานำแผนภาพนี้มาปรับให้ตรงตามขนาดที่แท้จริงของดาวเคราะห์

it looks like this.

1:21

มันจะออกมาหน้าตาแบบนี้

Unless you're watching the video in full-screen HD mode, ไวยากรณ์

1:22

เว้นแต่คุณจะดูวิดีโอนี้ในโหมด HD แบบเต็มหน้าจอ

you might not be even able to see Pluto.

1:25

คุณอาจจะมองไม่เห็นดาวพลูโตเลยด้วยซ้ำ

ไวยากรณ์

Unless you're watching ... ในฐานะเงื่อนไขปฏิเสธ

Unless ใช้บอกเงื่อนไขยกเว้นของผลในประโยคหลัก ในที่นี้ Unless you're watching the video in full-screen HD mode หมายถึง “ถ้าคุณไม่ได้ดูด้วยวิธีนั้น” ดังนั้นคำเตือนว่าอาจมองไม่เห็นดาวพลูโตจึงใช้กับกรณีที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการรับชมนี้ Unless มีความหมาย if ... not อยู่แล้ว อนุประโยคที่ตามหลังจึงมักใช้รูปบอกเล่า สำหรับความหมายนี้ให้ใช้ Unless you're watching ... ไม่ใช่ Unless you're not watching ...

แบบฝึกหัด

เติมคำสันธานที่มีความหมายว่า “if ... not” ในคำเตือนนี้: ____ you save the file now, your changes will be lost.

ดูคำตอบ

Unless

So, size differences are vast.

1:27

ดังนั้น ความแตกต่างของขนาดจึงมหาศาล

and Pluto is the smallest by far, วลี

1:29

และดาวพลูโตมีขนาดเล็กที่สุดอย่างทิ้งห่าง

วลี

by far กับคำขั้นสุด smallest

by far ใช้เน้นคำขั้นสุด the smallest โดยบอกว่าดาวพลูโตไม่ได้แค่มีอันดับเล็กที่สุด แต่ยังมีความแตกต่างจากดวงอื่นมากด้วย far ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงระยะทางทางกายภาพ รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ by far + the + คำขั้นสุด หรือ the + คำขั้นสุด + by far เช่น by far the best / the best by far

แบบฝึกหัด

เติมคำเน้นสองคำที่แสดงว่ามีความแตกต่างมากในประโยคจัดอันดับนี้: Of all the applicants, Mina was ____ the most experienced.

ดูคำตอบ

by far

but it's not just small for a planet, ไวยากรณ์

1:30

แต่มันไม่ได้แค่มีขนาดเล็กสำหรับดาวเคราะห์เท่านั้น

it's also smaller than seven moons.

1:32

มันยังเล็กกว่าดวงจันทร์บริวารทั้ง 7 ดวงอีกด้วย

ไวยากรณ์

not just ... it's also ... เพื่อเพิ่มข้อมูลที่หนักแน่นกว่า

คู่คำ not just ... it's also ... เชื่อมคำบรรยายสองอย่างเข้าด้วยกัน และบอกผู้ฟังว่าประเด็นแรกยังไม่ใช่ทั้งหมด ในประโยคนี้ การที่มันเล็กเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์เป็นเพียงข้อเท็จจริงตั้งต้น อนุประโยคที่มี also เพิ่มข้อเท็จจริงที่หนักแน่นและน่าประหลาดใจกว่า นั่นคือมันเล็กกว่าดวงจันทร์บริวารเจ็ดดวง ดังนั้นอนุประโยคที่สองจึงช่วยเน้นเหตุผลให้หนักแน่นขึ้น ไม่ได้เริ่มเรื่องใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้างคู่ "not just ... it's also ...": The bag is ____ heavy; ____ too large for the locker.

ดูคำตอบ

not just · it's also

Triton, Europa, our own Moon, Io, Callisto, Titan, and Ganymede.

1:34

ไทรทัน ยูโรปา ดวงจันทร์ของเราเอง ไอโอ คัลลิสโต ไททัน และแกนีมีด

Even if you show the correct relative sizes, ไวยากรณ์

1:37

แม้ว่าคุณจะแสดงขนาดสัมพัทธ์ที่ถูกต้อง

the distances are still a problem.

1:39

ระยะทางก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ดี

ไวยากรณ์

Even if สำหรับเงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

Even if นำเสนอเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นหรือเป็นเพียงการสมมติ แล้วบอกว่าผลหลักยังคงเป็นจริงภายใต้เงื่อนไขนั้น ประโยคนี้หมายความว่า การแสดงขนาดอย่างถูกต้องก็ยังแก้ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับระยะทางไม่ได้ คำว่า still ในประโยคหลักช่วยเน้นว่าผลนั้นยังคงเดิม Even if ไม่ได้ยืนยันว่ากำลังแสดงขนาดสัมพัทธ์อย่างถูกต้องจริง ๆ แต่ขอให้ผู้ฟังยอมรับความเป็นไปได้นั้นชั่วคราวเพื่อให้ตามเหตุผลได้

แบบฝึกหัด

คำเชื่อมใดแสดงอย่างชัดเจนว่าเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจะไม่เปลี่ยนผลลัพธ์? ___ it rains tomorrow, the outdoor concert will continue under the covered stage.

  1. Even though
  2. Even if
  3. Because
ดูคำตอบ

Even if

Think about it.

1:41

ลองคิดดูสิ

If Jupiter was this close to Earth, ไวยากรณ์

1:41

ถ้าดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้โลกขนาดนี้

it wouldn't look like a dot in the night sky,

1:43

มันจะไม่ได้ดูเหมือนเป็นจุดบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

but would be rather overwhelming.

1:44

แต่มันจะดูใหญ่โตจนน่าตื่นตะลึง

ไวยากรณ์

If Jupiter was ..., it wouldn't ..., but would ...: เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริง

นี่คือประโยคเงื่อนไขที่สมมติสิ่งซึ่งตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน If + รูปอดีตใช้ตั้งสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงหรือแทบเป็นไปไม่ได้ และ would + กริยารูปพื้นฐานใช้บอกผลที่จินตนาการไว้ จริง ๆ แล้วดาวพฤหัสบดีไม่ได้อยู่ใกล้โลกขนาดนี้ ประโยคหลักใช้ but เชื่อมผลสมมติสองอย่าง คือ it wouldn't look like a dot และ would be rather overwhelming หลัง but ละประธาน it เพราะเข้าใจได้อยู่แล้ว รูปเต็มคือ but it would be rather overwhelming

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างสมมติที่ตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบันแบบเดียวกัน และใช้ but เชื่อมผลสมมติสองอย่าง

  1. If the park were closer, we wouldn't drive there, but would walk.
  2. If the park had been closer, we wouldn't have driven there, but would have walked.
  3. If the park is open tomorrow, we won't wait outside, but will go in.
ดูคำตอบ

If the park were closer, we wouldn't drive there, but would walk.

So, it must be really far away,

1:46

ดังนั้น มันต้องอยู่ไกลมากๆ อย่างแน่นอน

which makes drawing it to scale rather a challenge. วลี

1:48

ซึ่งทำให้การวาดตามสัดส่วนที่ถูกต้องกลายเป็นเรื่องท้าทาย

วลี

drawing it to scale: วาดโดยรักษาสัดส่วนที่ถูกต้อง

To draw something to scale หมายถึงการวาดภาพโดยให้ขนาดและระยะทางคงสัดส่วนเดียวกับของจริง ตัวอย่างเช่น หนึ่งเซนติเมตรบนกระดาษอาจแทนหนึ่งเมตรในความเป็นจริงอย่างสม่ำเสมอ ในประโยคนี้ หมายถึงการแสดงระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์ด้วยอัตราส่วนเดียวกันตลอด โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ draw + กรรม + to scale โดย to scale อธิบายวิธีวาดภาพ ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งของไปวางบนตาชั่ง

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวที่หมายถึง “โดยรักษาสัดส่วนให้สม่ำเสมอ”: The architect drew the floor plan ____.

ดูคำตอบ

to scale

If you want the length of a piece of paper

1:51

หากคุณต้องการใช้ความยาวของกระดาษหนึ่งแผ่น

to represent the distance from Mercury to Pluto,

1:52

เพื่อแทนระยะทางจากดาวพุธไปยังดาวพลูโต

then giant Jupiter would be the size of a dust mite on that page

1:54

ดาวพฤหัสบดีที่ใหญ่โตก็จะมีขนาดเท่ากับไรฝุ่นบนกระดาษแผ่นนั้น

and Pluto a bacterium.

1:57

และดาวพลูโตก็จะมีขนาดเท่าแบคทีเรีย

But excluding Pluto from the planet club

1:59

แต่การตัดดาวพลูโตออกจากสโมสรดาวเคราะห์

just for being tiny and far away isn't reason enough

2:01

เพียงเพราะมันมีขนาดเล็กและอยู่ไกลแสนไกลนั้นไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอ

and quickly brings out the Pluto defenders. กริยาวลี

2:03

และจะดึงตัวผู้ปกป้องดาวพลูโตออกมาอย่างรวดเร็ว

กริยาวลี

brings out the Pluto defenders: ทำให้ผู้ปกป้องดาวพลูโตออกมาแสดงท่าที

ในประโยคนี้ brings out หมายถึง “ทำให้คนออกมาและแสดงปฏิกิริยา” แนวคิดที่จะตัดดาวพลูโตออกทำให้ผู้ที่ปกป้องดาวพลูโตออกมาพูดอย่างรวดเร็ว bring out ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการพาคนออกไปข้างนอกจริง ๆ โดยทั่วไปแล้ว bring out ยังใช้ในความหมายว่า “ทำให้คุณลักษณะ ความรู้สึก หรือปฏิกิริยาปรากฏออกมา” ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

brought out หมายถึงอะไรในประโยคนี้? The new rule brought out many angry parents.

  1. มันทำให้ผู้ปกครองแสดงปฏิกิริยาอย่างเปิดเผย
  2. มันพาผู้ปกครองออกไปข้างนอกจริง ๆ
  3. มันโน้มน้าวให้ผู้ปกครองกลับไป
ดูคำตอบ

มันทำให้ผู้ปกครองแสดงปฏิกิริยาอย่างเปิดเผย

In order to understand what Pluto really is, ไวยากรณ์

2:05

เพื่อทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วดาวพลูโตคืออะไร

we need to first discuss a planet you've never heard of,

2:07

อันดับแรกเราต้องพูดคุยถึงดาวเคราะห์ที่คุณไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

ไวยากรณ์

In order to understand: เพื่อที่จะเข้าใจ

in order to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกจุดประสงค์ ในประโยคนี้ In order to understand what Pluto really is อธิบายว่าเหตุใดผู้พูดจึงต้องพูดถึงดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งก่อน การวางวลีบอกจุดประสงค์ไว้ต้นประโยคช่วยให้เป้าหมายของคำอธิบายชัดเจนก่อนเริ่มขั้นตอนถัดไป รูปที่สั้นกว่าอย่าง to understand มักบอกจุดประสงค์เดียวกันได้ แต่ in order to ทำให้ความเชื่อมโยงทางเหตุผลชัดเจนกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบอกจุดประสงค์สามคำ: ____ understand the instructions, read the first page carefully.

ดูคำตอบ

In order to

Ceres.

2:10

ซีรีส

Back in 1801,

2:10

ย้อนกลับไปในปี 1801

astronomers found a new planet in the huge gap between Mars and Jupiter.

2:11

นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ในช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี

It was a small planet,

2:15

มันเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็ก

but they loved it anyway and named it Ceres.

2:16

แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังรักมันและตั้งชื่อให้ว่าซีรีส

The next year, astronomers found another small planet in the same area and named it Pallas.

2:18

ในปีต่อมา นักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์ขนาดเล็กอีกดวงในบริเวณเดียวกันและตั้งชื่อให้ว่าพัลลัส

A few years later, they found a third one, Juno,

2:22

ไม่กี่ปีหลังจากนั้น พวกเขาก็พบดวงที่สาม ชื่อจูโน

and then, funnily enough, a fourth one, Vesta. วลี

2:25

และต่อมาก็พบดวงที่สี่ คือ เวสตา ซึ่งน่าตลกดี

วลี

Funnily Enough ในฐานะคำแทรกแสดงความเห็น

Funnily enough เป็นคำแทรกที่แสดงความเห็นต่อข้อความทั้งประโยค มีความหมายประมาณว่า “บังเอิญว่าเกิดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจหรือน่าขำเล็กน้อย” ในที่นี้ใช้บอกว่าการที่เวสตาเป็นวัตถุชิ้นที่สี่ถือเป็นความบังเอิญที่น่าสนใจ ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้ตลกจนต้องหัวเราะเสียงดังเสมอไป เนื่องจากเป็นส่วนแทรก จึงสามารถตัดออกได้โดยไวยากรณ์ของข้อความหลักยังคงสมบูรณ์ ผู้พูดใช้วลีนี้เพื่อชี้นำปฏิกิริยาของผู้ฟังก่อนบอกรายละเอียดที่ไม่คาดคิด

แบบฝึกหัด

คำขึ้นต้นใดเหมาะที่สุดสำหรับนำเสนอว่าโทรศัพท์สายนั้นเป็นความบังเอิญที่น่าประหลาดใจ

  1. In advance, she called me that same evening.
  2. Funnily enough, she called me that same evening.
  3. On purpose, she called me that same evening.
ดูคำตอบ

Funnily enough, she called me that same evening.

And for several decades, children learned the 11 planets of the solar system.

2:27

และในช่วงเวลาหลายทศวรรษ เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับดาวเคราะห์ 11 ดวงของระบบสุริยะ

But astronomers kept finding more and more of these objects ไวยากรณ์

2:30

แต่นักดาราศาสตร์ยังคงค้นพบวัตถุเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ไวยากรณ์

Kept Finding More and More: การค้นพบต่อเนื่องและจำนวนที่เพิ่มขึ้น

Kept finding ใช้โครงสร้าง keep + คำกริยารูป -ing เพื่อบอกว่าการค้นพบดำเนินต่อไปหรือเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง kept ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “เก็บรักษา” แต่เป็นรูปอดีตของ keep ในโครงสร้าง keep doing something More and more แสดงว่าปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรวมเป็น kept finding more and more จะสื่อถึงกระบวนการต่อเนื่องที่การค้นพบใหม่แต่ละครั้งทำให้ยอดรวมเพิ่มขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ kept, รูป -ing ของ find และ more and more: The researchers ____ examples.

ดูคำตอบ

kept finding more and more

and became increasingly uncomfortable calling them planets

2:33

และเริ่มรู้สึกไม่สบายใจที่จะเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าดาวเคราะห์

because they were much more like each other than the planets on either side. ไวยากรณ์

2:36

เพราะพวกมันคล้ายกันเองมากกว่าดาวเคราะห์ที่อยู่ขนาบข้างพวกมันเสียอีก

ไวยากรณ์

ใช้ much more like each other than... เพื่อเน้นการเปรียบเทียบความคล้าย

much more like each other than ใช้เปรียบเทียบระดับความคล้ายอย่างชัดเจน like หมายถึง “คล้ายกับ” ส่วน more ... than ใช้เปรียบเทียบระดับความคล้าย และ much เน้นว่าความแตกต่างนั้นมาก Each other ย้อนกลับไปหมายถึงวัตถุขนาดเล็กที่เพิ่งค้นพบ กล่าวคือสมาชิกในกลุ่มนั้นคล้ายกันเอง ส่วน the planets on either side เป็นสิ่งที่อยู่นอกกลุ่มและถูกนำมาเปรียบเทียบ หมายถึงดาวเคราะห์ที่อยู่คนละด้านของบริเวณนั้น

แบบฝึกหัด

แบบร่างสองแบบคล้ายกันมาก ส่วนแบบที่สามแตกต่างออกไป จงเติมวลีเปรียบเทียบที่ตรงตามเป้าหมาย: The first two designs are ____ either one is like the third.

ดูคำตอบ

much more like each other than

So, a new category was born, สำนวน

2:39

หมวดหมู่ใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น

สำนวน

ใช้ a new category was born เป็นอุปมาเกี่ยวกับจุดกำเนิด

was born ในที่นี้เป็นการเปรียบเปรยสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เหมือนสิ่งมีชีวิต หมวดหมู่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ประโยคนี้หมายความว่าเกิดวิธีใหม่ในการจัดประเภทวัตถุขนาดเล็กเหล่านี้ นั่นคือหมวดหมู่ดาวเคราะห์น้อย ถ้อยคำนี้ทำให้การจัดประเภทมีเรื่องราวของจุดกำเนิดและเน้นไปที่การเริ่มต้น ไม่ได้หมายความว่าหมวดหมู่นี้เกิดขึ้นจริงตามตัวอักษร หรือปรากฏขึ้นโดยไม่มีการสังเกตและการพูดคุยก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

a new category was born ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. หมวดหมู่เดิมทั้งหมดได้รับชื่อใหม่
  2. สิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า “หมวดหมู่” ถือกำเนิดขึ้น
  3. เกิดวิธีใหม่ในการจัดประเภทสิ่งต่าง ๆ
ดูคำตอบ

เกิดวิธีใหม่ในการจัดประเภทสิ่งต่าง ๆ

asteroids in the asteroid belt.

2:41

ดาวเคราะห์น้อยในแถบดาวเคราะห์น้อย

And the tiny planets were relabeled,

2:42

และดาวเคราะห์จิ๋วเหล่านั้นก็ถูกจัดประเภทใหม่

which is why you've never heard of them. ไวยากรณ์

2:44

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่คุณไม่เคยได้ยินชื่อของพวกมันเลย

ไวยากรณ์

which is why: เชื่อมสาเหตุที่กล่าวไว้แล้วกับผลลัพธ์

which is why เชื่อมข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์เข้ากับผลที่ตามมา ในที่นี้ which อ้างถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่ดาวเคราะห์ขนาดเล็กถูกจัดประเภทใหม่ ส่วนอนุประโยคถัดไปบอกผลลัพธ์ว่า คุณไม่เคยได้ยินชื่อพวกมัน รูปแบบนี้เป็นวิธีเชื่อมสาเหตุที่กล่าวไว้แล้วเข้ากับผลที่ตามมาอย่างกระชับ โดยไม่ต้องกล่าวสาเหตุซ้ำในอนุประโยคใหม่ที่ใช้ because

แบบฝึกหัด

เลือกคำเชื่อมที่เหมาะที่สุดสำหรับนำเสนอผลลัพธ์: The road was icy, ___ we took the train.

  1. because
  2. although
  3. which is why
ดูคำตอบ

which is why

And it was a good decision, too,

2:46

และนั่นก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีเช่นกัน

as astronomers have now found hundreds of thousands of asteroids,

2:47

เพราะตอนนี้นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์น้อยนับแสนดวงแล้ว

which would be a lot for a kid to memorize

2:50

ซึ่งคงจะเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับเด็กที่จะต้องท่องจำ

if they were all still planets.

2:52

หากพวกมันทั้งหมดนั้นยังคงเป็นดาวเคราะห์อยู่

Back to Pluto.

2:54

กลับมาที่ดาวพลูโต

It was discovered in 1930, making it the then ninth planet. ไวยากรณ์

2:55

มันถูกค้นพบในปี 1930 ทำให้กลายเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้าในเวลานั้น

ไวยากรณ์

making it the then ninth planet: ผลลัพธ์และสถานะในเวลานั้น

Making it the then ninth planet เป็นวลีที่บอกผลลัพธ์ โดย making มีกรรมคือ it และส่วนเติมเต็มของกรรมคือ the then ninth planet กล่าวคือ การค้นพบทำให้ผู้คนจัดประเภทดาวพลูโตเช่นนั้น ไม่ได้หมายความว่าการค้นพบสร้างดาวพลูโตขึ้นมาจริง ๆ Then ที่อยู่หน้าคำนามหมายถึง “ในเวลานั้น” โดยระบุว่า ninth planet เป็นชื่อเรียกหรือสถานะในทางประวัติศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานะของดาวพลูโตในปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายที่เหมาะสมที่สุดของประโยคนี้: It was discovered in 1930, making it the then ninth planet.

  1. มันถูกค้นพบในปี 1930 แล้วกลายเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้าในขั้นตอนถัดไป
  2. มันถูกค้นพบในปี 1930 และการค้นพบนั้นทำให้ผู้คนมองว่ามันเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้าในเวลานั้น
  3. มันถูกค้นพบในปี 1930 และผู้คนสร้างมันขึ้นมาจริง ๆ ให้กลายเป็นดาวเคราะห์
ดูคำตอบ

มันถูกค้นพบในปี 1930 และการค้นพบนั้นทำให้ผู้คนมองว่ามันเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้าในเวลานั้น

First estimates put Pluto about the size of Neptune,

2:58

การประเมินในครั้งแรกระบุว่าดาวพลูโตมีขนาดประมาณดาวเนปจูน

but with more observations,

3:00

แต่เมื่อมีการสังเกตเพิ่มเติม

that was revised down and down and down. ลำดับความ

3:02

ตัวเลขนั้นก็ถูกปรับลดลง ลดลง และลดลง

ลำดับความ

revised down and down and down: ปรับลดลงซ้ำแล้วซ้ำอีก

ในที่นี้ revised down หมายถึงค่าประมาณเดิมถูกแก้ไขให้เป็นค่าที่ต่ำลงหลังจากมีข้อมูลการสังเกตเพิ่มขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนคือค่าประมาณ ไม่ใช่ตัวดาวพลูโตที่หดเล็กลงหลายครั้งจริง ๆ การพูด down ซ้ำสามครั้งย่อการแก้ไขหลายรอบให้เป็นรูปแบบที่มีจังหวะ ทำให้แนวโน้มที่ลดลงต่อเนื่องชัดเจนขึ้น และเพิ่มอารมณ์ขันกับความน่าตื่นเต้นเล็กน้อยให้การเล่าเรื่อง

แบบฝึกหัด

วลีที่พูดซ้ำในที่นี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ค่าประมาณได้รับการยืนยันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  2. ค่าประมาณถูกปรับลดหลายครั้ง
  3. ตัวดาวพลูโตหดเล็กลงจริงสามครั้ง
ดูคำตอบ

ค่าประมาณถูกปรับลดหลายครั้ง

While Pluto shrank,

3:05

ในขณะที่ดาวพลูโตเล็กลงเรื่อยๆ

astronomers started to find other similar objects orbiting in the same zone.

3:06

นักดาราศาสตร์ก็เริ่มพบวัตถุคล้ายกันอื่นๆ โคจรอยู่ในเขตเดียวกัน

Sound familiar? ลำดับความ

3:10

ฟังดูคุ้นๆ ไหม?

ลำดับความ

Sound familiar?: คำถามเชิงวาทศิลป์ที่ย้อนถึงรูปแบบก่อนหน้า

Sound familiar? หมายถึง สถานการณ์นี้ดูเหมือนเรื่องที่เคยได้ยินมาก่อนหรือไม่ ในที่นี้ sound เป็นกริยาเชื่อมที่หมายถึง ดูเหมือนจากสิ่งที่เพิ่งอธิบาย ไม่ได้หมายถึงส่งเสียง ผู้พูดไม่ได้ต้องการคำตอบจริง ๆ คำถามเชิงวาทศิลป์นี้หยุดเรื่องไว้ชั่วครู่และชวนผู้ฟังเชื่อมโยงสถานการณ์ของดาวพลูโตกับรูปแบบของดาวซีรีสที่กล่าวถึงก่อนหน้า การพบวัตถุคล้ายกันมากขึ้นทำให้การคงป้ายกำกับเดิมว่าเป็นดาวเคราะห์ทำได้ยากขึ้น

แบบฝึกหัด

เหตุใดผู้พูดจึงถาม Sound familiar? ในที่นี้

  1. เพื่อตรวจสอบว่าผู้ฟังรู้จักคำว่า familiar หรือไม่
  2. เพื่อถามว่าได้ยินเสียงหนึ่งอย่างชัดเจนหรือไม่
  3. เพื่อชวนให้ผู้ฟังสังเกตว่ารูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ดูคำตอบ

เพื่อชวนให้ผู้ฟังสังเกตว่ารูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน

While school kids kept memorizing the nine planets,

3:11

ในขณะที่เด็กนักเรียนยังคงท่องจำดาวเคราะห์ 9 ดวงต่อไป

some astronomers grew uneasy about including Pluto

3:13

นักดาราศาสตร์บางคนเริ่มไม่สบายใจเกี่ยวกับการรวมดาวพลูโตเข้าไปด้วย

because the size estimates continued to shrink.

3:15

เพราะการประเมินขนาดของมันยังคงเล็กลงเรื่อยๆ

They learned that Pluto is made mostly of ice,

3:17

พวกเขาได้เรียนรู้ว่าดาวพลูโตส่วนใหญ่ทำมาจากน้ำแข็ง

and they continued to find lots and lots of icy objects

3:19

และพวกเขายังคงค้นพบวัตถุน้ำแข็งจำนวนมากมายมหาศาล

at the edge of the solar system just like Pluto.

3:22

ที่ขอบระบบสุริยะเหมือนกับดาวพลูโต

This problem could be ignored as long as no one found an ice ball bigger than Pluto, ไวยากรณ์

3:25

ปัญหานี้สามารถถูกเพิกเฉยได้ตราบเท่าที่ยังไม่มีใครเจอก้อนน้ำแข็งที่ใหญ่กว่าดาวพลูโต

ไวยากรณ์

ใช้ as long as เพื่อกำหนดเงื่อนไข

ในประโยคนี้ as long as ใช้บอกเงื่อนไขและหมายถึง “ตราบใดที่” หรือ “โดยมีเงื่อนไขว่า” ปัญหานี้จะยังถูกปล่อยผ่านได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขที่ว่าไม่มีใครพบก้อนน้ำแข็งที่ใหญ่กว่าดาวพลูโตยังเป็นจริงอยู่ รูปแบบนี้กำหนดขอบเขตว่า สถานการณ์หลักจะเป็นไปได้เมื่อเงื่อนไขเป็นจริงเท่านั้น ในประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าปัญหาถูกมองข้ามนานเท่าใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “โดยมีเงื่อนไขว่า”: You can join the game ____ you follow the rules.

ดูคำตอบ

as long as

which is exactly what happened in 2006 with the discovery of Eris.

3:29

ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปี 2006 จากการค้นพบอีริส

Once again, astronomers recategorized the solar system

3:32

อีกครั้งที่เหล่านักดาราศาสตร์จัดประเภทระบบสุริยะใหม่

and grouped these distant objects, including Pluto,

3:35

และจัดกลุ่มวัตถุที่อยู่ห่างไกลเหล่านี้ รวมถึงดาวพลูโตด้วย

into a new area called the Kuiper belt. วัฒนธรรม

3:37

เข้าไปในพื้นที่ใหม่ที่เรียกว่าแถบไคเปอร์

วัฒนธรรม

the Kuiper belt: บริเวณส่วนนอกของระบบสุริยะ

แถบไคเปอร์เป็นบริเวณกว้างที่อยู่เลยดาวเนปจูนออกไป ซึ่งมีวัตถุน้ำแข็งขนาดเล็กจำนวนมากโคจรรอบดวงอาทิตย์ ในทางดาราศาสตร์ belt หมายถึงบริเวณกว้างคล้ายวงแหวนในอวกาศ ไม่ใช่เข็มขัดที่สวมรอบเอว ในประโยคนี้ ชื่อนี้ระบุบริเวณที่ดาวพลูโตและวัตถุห่างไกลอื่น ๆ ถูกจัดให้อยู่ร่วมกัน ข้อมูลพื้นฐานนี้อธิบายตำแหน่งใหม่ของดาวพลูโตในการบรรยายระบบสุริยะ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the Kuiper Belt เป็นชื่อของอะไร?

  1. ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่เพิ่งค้นพบและใหญ่กว่าดาวพลูโต
  2. เข็มขัดที่ทำจากวัสดุและสวมโดยนักบินอวกาศ
  3. บริเวณกว้างที่อยู่เลยดาวเนปจูนและมีวัตถุน้ำแข็งขนาดเล็กจำนวนมาก
ดูคำตอบ

บริเวณกว้างที่อยู่เลยดาวเนปจูนและมีวัตถุน้ำแข็งขนาดเล็กจำนวนมาก

And that's the story of Pluto,

3:40

และนั่นก็คือเรื่องราวของดาวพลูโต

a miscategorized planet that finally found its home, สำนวน

3:41

ดาวเคราะห์ที่ถูกจัดประเภทผิดและในที่สุดก็พบบ้านของตัวเอง

just like Ceres.

3:44

เหมือนกับซีรีส

สำนวน

found its home: พบที่ทางในประเภทที่เหมาะสม

ในประโยคนี้ found its home เป็นคำเปรียบเปรย หมายถึงการได้รับตำแหน่งหรือหมวดหมู่ทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสม ดาวพลูโตไม่ได้เดินทางไปยังบ้านใหม่ แต่นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้นว่ามันควรอยู่ตรงไหนในระบบการจัดประเภท คำว่า miscategorized บอกว่าป้ายหมวดหมู่เดิมไม่เหมาะ ไม่ได้หมายความว่าตัวดาวพลูโตเปลี่ยนไป คำว่า finally ทำให้การจัดประเภทใหม่ดูเหมือนบทสรุปที่ลงตัวของเรื่อง และ just like Ceres เชื่อมโยงกรณีทั้งสองเข้าด้วยกัน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ found its home หมายความว่าอย่างไร? "After months of testing, the unusual app finally found its home in the education category."

  1. มันถูกจัดไว้ในหมวดหมู่ที่เหมาะสมที่สุด
  2. มันถูกย้ายเข้าไปในบ้าน
  3. ลักษณะพื้นฐานของมันเปลี่ยนไป
ดูคำตอบ

มันถูกจัดไว้ในหมวดหมู่ที่เหมาะสมที่สุด

But this story is really less about Pluto ไวยากรณ์

3:45

แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับดาวพลูโตมากนัก

than it is about realizing the word planet isn't very helpful.

3:47

เท่าๆ กับการตระหนักว่าคำว่าดาวเคราะห์ไม่ได้มีประโยชน์เท่าไรนัก

ไวยากรณ์

less about X than it is about Y: เปลี่ยนจุดสนใจหลัก

โครงสร้าง less about X than it is about Y ใช้เปรียบเทียบมุมมองสองแบบที่มีต่อหัวข้อหนึ่ง X ยังมีความเกี่ยวข้องอยู่ แต่ผู้พูดบอกว่า Y เป็นประเด็นที่สำคัญกว่าหรือลึกกว่า ในที่นี้ this story เป็นประธานร่วมของทั้งสองส่วน: it is less about Pluto than it is about realizing... การกล่าว it is about ซ้ำทำให้ความเปรียบต่างชัดเจนและสมดุล โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ A is less about X than it is about Y

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเปรียบเทียบแบบเต็มจากบทเรียน โดยใส่ it is ในส่วนที่สอง: The meeting is ____ the delay ____ how we prevent it next time.

ดูคำตอบ

less about · than it is about

The first four planets are nothing at all like the next four,

3:50

ดาวเคราะห์สี่ดวงแรกนั้นไม่เหมือนดาวเคราะห์สี่ดวงถัดไปเลย

so it's even a little weird to group these eight together,

3:53

ดังนั้นมันจึงออกจะแปลกๆ ด้วยซ้ำที่จะจัดกลุ่มทั้งแปดดวงนี้เข้าด้วยกัน

which is why they often aren't

3:55

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงมักไม่ถูกรวมกัน

and are separated into terrestrial planets and gas giants. วัฒนธรรม

3:57

และถูกแยกออกเป็นดาวเคราะห์หินและดาวเคราะห์แก๊สยักษ์

วัฒนธรรม

ดาวเคราะห์หินและดาวเคราะห์แก๊สยักษ์

วลีนี้ใช้เรียกดาวเคราะห์สองกลุ่มใหญ่ terrestrial planets คือดาวเคราะห์หินที่ค่อนข้างเล็กและมีพื้นผิวแข็ง เช่น โลกและดาวอังคาร ส่วน gas giants คือดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่ามากและประกอบด้วยไฮโดรเจนกับฮีเลียมเป็นหลัก เช่น ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ในประโยคนี้ การแบ่งประเภททางวิชาการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการใช้คำว่า planet เพียงคำเดียวอาจบดบังความแตกต่างทางกายภาพที่สำคัญ ในการแบ่งประเภทสมัยใหม่ที่แม่นยำกว่า ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนมักเรียกว่า ice giants ดังนั้น gas giants ในความหมายที่แคบกว่าจึงอาจหมายถึงเพียงดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำศัพท์ดาราศาสตร์สองคำจากบทเรียน: Earth is a ____, while Jupiter is a ____.

ดูคำตอบ

terrestrial planet · gas giant

And now that we have telescopes that can see planets around stars not our own, ไวยากรณ์

3:59

และตอนนี้เรามีกล้องโทรทรรศน์ที่สามารถมองเห็นดาวเคราะห์รอบๆ ดาวฤกษ์ที่ไม่ใช่ดาวฤกษ์ของเราเองได้

ไวยากรณ์

now that: ใช้สถานการณ์ใหม่เป็นเหตุผล

Now that ใช้นำหน้าสถานการณ์ที่เพิ่งกลายเป็นจริงหรือเพิ่งมีความเกี่ยวข้องในตอนนี้ มีความหมายโดยประมาณว่า “เพราะตอนนี้สิ่งนี้เป็นจริงแล้ว” และใช้สถานการณ์นั้นเป็นเหตุผลของสิ่งที่ตามมา ในที่นี้ ความสามารถใหม่ในการมองเห็นดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์ดวงอื่นเป็นพื้นฐานของผลลัพธ์หรือการเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่จะกล่าวต่อไป now that เป็นคำสันธาน จึงต้องตามด้วยอนุประโยค ไม่ใช่เพียงนามวลี

แบบฝึกหัด

พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งปิดซ่อมและเพิ่งเปิดอีกครั้ง เลือกสำนวนที่เหมาะที่สุดสำหรับขึ้นต้นประโยคนี้: '_____ the museum is open again, we can visit this weekend.'

  1. Now
  2. Because
  3. Now that
ดูคำตอบ

Now that

and we've found rogue planets drifting in empty space วัฒนธรรม

4:02

และเราได้พบดาวเคราะห์พเนจรที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศอันว่างเปล่า

วัฒนธรรม

Rogue planets: ดาวเคราะห์ที่ไม่โคจรรอบดาวฤกษ์

คำว่า rogue planets เป็นศัพท์ดาราศาสตร์ หมายถึงวัตถุที่มีมวลระดับดาวเคราะห์แต่ไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ ในประโยคนี้ drifting in empty space ย้ำลักษณะสำคัญดังกล่าวว่า วัตถุเหล่านี้เคลื่อนที่อยู่ตามลำพังในอวกาศ rogue ในที่นี้หมายถึงการแยกออกจากระบบดาวเคราะห์ตามปกติ ไม่ได้แปลว่าชั่วร้ายหรืออันตราย คำนี้แสดงให้เห็นว่าวัตถุหนึ่งอาจยังถูกมองว่าคล้ายดาวเคราะห์ แม้จะไม่ตรงกับแนวคิดเดิมที่ว่าดาวเคราะห์ต้องโคจรรอบดาวฤกษ์

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคใหม่นี้: Scientists discovered a rogue planet moving through space alone. rogue planet หมายถึงอะไร?

  1. ดาวฤกษ์ขนาดเล็กที่หยุดส่องแสงแล้ว
  2. ดาวเคราะห์อันตรายที่โจมตีโลกอื่น
  3. วัตถุที่มีมวลระดับดาวเคราะห์และไม่โคจรรอบดาวฤกษ์
ดูคำตอบ

วัตถุที่มีมวลระดับดาวเคราะห์และไม่โคจรรอบดาวฤกษ์

and brown dwarfs, objects that blur the very line between planet and star, โน้ต

4:05

รวมไปถึงดาวแคระน้ำตาล ซึ่งเป็นวัตถุที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์พร่ามัว

วัฒนธรรม

Brown dwarfs กับเส้นแบ่งระหว่างดาวเคราะห์และดาวฤกษ์

brown dwarfs เป็นรูปพหูพจน์ของ brown dwarf ซึ่งเป็นศัพท์ดาราศาสตร์สำหรับวัตถุที่มีคุณสมบัติอยู่ระหว่างดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดกับดาวฤกษ์ขนาดเล็กที่สุด ในประโยคนี้ ดาวแคระน้ำตาลเป็นหลักฐานว่าเส้นแบ่งระหว่างดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์ไม่ได้กำหนดได้ง่ายเสมอไป ให้เข้าใจ brown dwarf เป็นชื่อเฉพาะทางหนึ่งชื่อ brown ไม่ได้เป็นเพียงคำบอกสีในชีวิตประจำวัน และ dwarfs ก็ไม่ได้หมายถึงคนตัวเล็กในตำนาน สำหรับที่นี่ เพียงเข้าใจว่าศัพท์นี้อยู่ระหว่างวัตถุสองประเภทก็พอ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับบทบาทของ brown dwarfs ในประโยคนี้มากที่สุด: Brown dwarfs are objects that blur the line between planet and star?

  1. มันอธิบายสีและขนาดตามปกติของดาวฤกษ์ทุกดวง
  2. มันแสดงให้เห็นว่าวัตถุบางอย่างทำให้เส้นแบ่งระหว่างดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์กำหนดได้ยาก
  3. มันเป็นอีกชื่อหนึ่งของดาวเคราะห์ที่เดินทางโดยไม่มีดาวฤกษ์แม่
ดูคำตอบ

มันแสดงให้เห็นว่าวัตถุบางอย่างทำให้เส้นแบ่งระหว่างดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์กำหนดได้ยาก

สำนวน

blur the very line between: ทำให้เส้นแบ่งที่แน่นอนระหว่างสองประเภทพร่ามัว

blur the line between A and B หมายถึงการทำให้ขอบเขตระหว่างสองประเภทมองเห็นหรือกำหนดได้ยาก ในที่นี้ดาวแคระน้ำตาลมีลักษณะที่เชื่อมโยงทั้งกับดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ จึงทำให้สองประเภทนี้ทับซ้อนกัน ใน blur the very line between คำว่า very เน้นตัวเส้นแบ่งที่กล่าวถึงโดยตรง หรือ “เส้นแบ่งเส้นนั้นเอง” ในโครงสร้างนี้ไม่ได้หมายถึง “อย่างมาก”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ทำให้กำหนดเส้นแบ่งที่แน่นอนได้ยาก”: A game that also teaches science can ____ education and entertainment.

ดูคำตอบ

blur the very line between

the word planet becomes even less clear.

4:08

คำว่าดาวเคราะห์ก็ยิ่งมีความชัดเจนน้อยลงไปอีก

So, as we increase our knowledge of the universe,

4:11

ดังนั้น เมื่อเราเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับจักรวาล

the category of planet will probably continue to evolve

4:12

หมวดหมู่ของดาวเคราะห์ก็อาจจะยังคงวิวัฒนาการต่อไป

or possibly fall out of favor entirely. สำนวน

4:15

หรืออาจจะเสื่อมความนิยมไปโดยสิ้นเชิงเลยก็ได้

สำนวน

fall out of favor: ค่อย ๆ สูญเสียการยอมรับหรือความนิยม

fall out of favor หมายถึงค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลง เป็นที่ยอมรับน้อยลง หรือถูกใช้น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป ในที่นี้หมายถึงคำที่ใช้จัดประเภทอาจเลิกเป็นที่ยอมรับหรือเลิกถูกใช้ โดย fall ไม่ได้หมายถึงการตกจริง ๆ และ favor หมายถึงการยอมรับหรือความเห็นชอบ entirely เพิ่มความเป็นไปได้ว่าการสูญเสียการยอมรับนั้นอาจเกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ได้รับการยอมรับหรือความนิยมน้อยลง”: If shorter videos become the norm, long introductions may ____.

ดูคำตอบ

fall out of favor

But for the time being, วลี

4:17

แต่ในตอนนี้

the best way to categorize the stuff in our solar system is into one star,

4:18

วิธีที่ดีที่สุดในการจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ ในระบบสุริยะของเราคือ ดาวฤกษ์ 1 ดวง

วลี

for the time being: เป็นจริงในตอนนี้ แต่อาจเปลี่ยนได้

for the time being หมายถึง “ในตอนนี้” หรือ “ในช่วงเวลาปัจจุบัน” ในประโยคนี้วลีดังกล่าวจำกัดคำกล่าวตามช่วงเวลา กล่าวคือ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดหมวดหมู่ระบบสุริยะในตอนนี้ แต่การจัดหมวดหมู่อาจเปลี่ยนไปเมื่อความรู้เพิ่มขึ้น เมื่อวางไว้ใกล้ต้นประโยค วลีนี้ทำให้ข้อความทั้งประโยคเป็นสิ่งที่ใช้ได้เพียงชั่วคราว ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “ชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนไป”: The new library is not ready yet, so we will meet here ____.

ดูคำตอบ

for the time being

eight planets,

4:22

ดาวเคราะห์ 8 ดวง

four terrestrial, four gas giants,

4:23

เป็นดาวเคราะห์หิน 4 ดวง ดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ 4 ดวง

the asteroid belt,

4:25

แถบดาวเคราะห์น้อย

and the distant Kuiper belt, home to Pluto.

4:26

และแถบไคเปอร์อันห่างไกล ซึ่งเป็นบ้านของดาวพลูโต