คุณ "เห็น" ภาพในใจหรือไม่? บางคนทำไม่ได้ - Adam Zeman: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
719 คำ 150 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายภาวะอะเฟนเทเซียและไฮเปอร์แฟนเทเซียในฐานะปลายสองด้านของสเปกตรัมภาพในใจ พร้อมกล่าวถึงการใช้ปฏิกิริยารูม่านตาและภาพสมองศึกษาประสบการณ์ส่วนบุคคล ความต่างระหว่างการจินตภาพโดยตั้งใจกับภาพในฝัน ตลอดจนความเชื่อมโยงที่อาจมีกับยีน ความจำ การตอบสนองทางอารมณ์ และแนวโน้มอาชีพ โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติที่ต้องรักษา ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. inability to clearly visualize — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้การใช้ inability to + คำกริยา เพื่อเปลี่ยนความหมายว่าไม่สามารถทำสิ่งใดให้เป็นนามวลีที่กระชับ ใช้นิยามภาวะหรือสรุปข้อจำกัดอย่างเป็นทางการและชัดเจนได้ เหมือนตอนแนะนำอะเฟนเทเซีย 2. is likely explained by — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตโครงสร้างกรรมวาจกที่เสนอคำอธิบายซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้โดยไม่ฟันธง ช่วยให้ติดตามเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์และเชื่อมสิ่งที่พบ เช่น ภาพในความฝัน เข้ากับกลไกที่เสนอไว้อย่างระมัดระวัง 3. but rather intriguing variations — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เข้าใจว่า but rather ปฏิเสธการจัดประเภทเดิมแล้วแทนด้วยมุมมองที่แม่นยำกว่า ทำให้ปรับกรอบข้อกล่าวอ้างและจับท่าทีผู้พูดได้ เมื่อความสุดขั้วของภาพในใจถูกมองว่าไม่ใช่โรคที่ต้องรักษา แต่เป็นความแตกต่างของประสบการณ์มนุษย์

คำอธิบายในบทเรียนนี้

When reading Lewis Carroll's Alice's Adventures in Wonderland, โน้ต

0:07

เมื่ออ่านการผจญภัยของอลิซในแดนมหัศจรรย์ของลูอิส แคร์รอล

ไวยากรณ์

When reading: อนุประโยคบอกเวลารูปย่อ

When reading ... เป็นรูปย่อของอนุประโยคบอกเวลา ในที่นี้สามารถขยายเป็น when most readers are reading ... ได้ โดยรูปย่อจะละประธาน most readers และกริยา are วลีนี้ใช้บอกเวลาหรือปูพื้นหลังให้ประโยคหลัก ไม่ใช่ประโยคหลักที่สมบูรณ์ด้วยตัวเอง โดยทั่วไปประธานที่เข้าใจได้ของ reading ต้องเป็นคนหรือสิ่งเดียวกับประธานของประโยคหลัก เพื่อให้ชัดว่าใครเป็นผู้อ่าน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ when + -ing ได้ถูกต้องและมีประธานที่ละไว้ชัดเจน

  1. When reading a mystery novel, many readers look for hidden clues.
  2. When read a mystery novel, many readers look for hidden clues.
  3. When reading a mystery novel, hidden clues attract many readers.
ดูคำตอบ

When reading a mystery novel, many readers look for hidden clues.

วัฒนธรรม

Alice's Adventures in Wonderland: ชื่อนวนิยายของลูอิส แคร์รอล

Alice's Adventures in Wonderland เป็นชื่อภาษาอังกฤษของนวนิยายโดยลูอิส แคร์รอล ในวลี Lewis Carroll's Alice's Adventures in Wonderland ส่วน Lewis Carroll's บอกชื่อผู้แต่ง ส่วน Alice's เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหนังสือ Wonderland คือโลกสมมติในเรื่อง ไม่ใช่ประเทศหรือสถานที่จริง การจำได้ว่านี่เป็นชื่อหนังสือช่วยให้เข้าใจว่าการกล่าวถึงราชินีโพแดงและฉากเล่นโครเกต์แปลกประหลาดในช่วงต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกแฟนตาซีในหนังสือ

แบบฝึกหัด

Alice's Adventures in Wonderland ในที่นี้หมายถึงอะไร

  1. เป็นชื่อนวนิยายของลูอิส แคร์รอล
  2. เป็นการแข่งขันโครเกต์ชนิดพิเศษ
  3. เป็นชื่อประเทศที่มีอยู่จริง
ดูคำตอบ

เป็นชื่อนวนิยายของลูอิส แคร์รอล

most readers visualize the Queen's croquet game play out in their heads. โน้ต

0:10

ผู้อ่านส่วนใหญ่มักจะนึกภาพเกมโครเกต์ของราชินีในหัวของพวกเขา

การใช้คำ

visualize: สร้างภาพขึ้นในใจ

ในประโยคนี้ visualize หมายถึงการสร้างภาพที่ชัดเจนขึ้นในใจ ผู้อ่านไม่ได้เห็นเกมโครเกต์ด้วยตาจริง ๆ แต่เปลี่ยนถ้อยคำให้เป็นภาพในความคิด ใช้ visualize เมื่อภาพนั้นเกิดจากจินตนาการ ไม่ได้อยู่ตรงหน้าจริง ๆ ภาพนั้นอาจมาจากเรื่องราว ความทรงจำ หรือแผนการ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ visualize ในความหมายว่า “สร้างภาพขึ้นในใจ”

  1. Mia learned the castle's name from a history book.
  2. Before drawing, Mia visualized the castle she wanted to create.
  3. Mia saw the castle when she looked through the classroom window.
ดูคำตอบ

Before drawing, Mia visualized the castle she wanted to create.

กริยาวลี

play out: เหตุการณ์ค่อย ๆ ดำเนินไปตามเวลา

ในที่นี้ play out หมายถึงการค่อย ๆ คลี่คลายหรือดำเนินไปเป็นลำดับเหตุการณ์ ผู้อ่านจินตนาการถึงเกมโครเกต์ทั้งเกมที่ดำเนินไปตามเวลา ไม่ใช่เพียงภาพนิ่งภาพเดียว play ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายตรงตัวว่าเข้าร่วมเล่นเกม รูปแบบที่พบบ่อยคือ watch, see หรือ visualize + an event + play out และยังใช้ how a situation will play out เพื่อถามว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างไรเมื่อยังไม่รู้ผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีที่หมายถึง “ค่อย ๆ คลี่คลายหรือดำเนินไปตามเวลา” ลงในประโยค: No one knew how the debate would ____.

ดูคำตอบ

play out

วลี

in their heads: ในความคิดหรือจินตนาการ

ในที่นี้ in their heads หมายถึงในความคิดหรือจินตนาการของพวกเขา ผู้อ่านสร้างภาพเหตุการณ์ขึ้นในใจ ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ ภายในศีรษะ ในรูปแบบนี้ คำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามบุคคล เช่น in my head, in your head, in her head หรือ in their heads

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ in one's head เพื่อบรรยายภาพในใจ

  1. After reading the map, Nina could see the whole route in her head.
  2. Nina put the map in her backpack.
  3. Nina balanced the folded map on her head.
ดูคำตอบ

After reading the map, Nina could see the whole route in her head.

It was all ridges and furrows. การใช้คำ

0:16

มันเต็มไปด้วยเนินและร่อง

การใช้คำ

all ridges and furrows: สันนูนและร่องที่ครอบคลุมทั้งพื้นผิว

วลี was all ridges and furrows ทำให้เห็นว่าพื้นผิวแทบทั้งหมดประกอบด้วยส่วนที่นูนเป็นแนวยาวและร่องยาว ๆ ในที่นี้ all ช่วยเน้นภาพรวม ไม่ได้เพียงนับ ridge และ furrow ทุกอัน ในรูปแบบบรรยาย be + all + กลุ่มคำนาม ลักษณะที่เอ่ยถึงจะเด่นจนกำหนดรูปลักษณ์หรือผิวสัมผัสของสิ่งนั้น ridge คือส่วนที่นูนเป็นแนวยาว ส่วน furrow คือร่องยาวและแคบ เมื่อนำมาคู่กันจึงทำให้เห็นภาพที่ขรุขระ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วย all, rocks และ holes เพื่อให้เป็นคำบรรยายที่เห็นภาพ: After the storm, the path was ____.

ดูคำตอบ

all rocks and holes

The balls were live hedgehogs, การใช้คำ

0:18

ลูกบอลคือเม่นที่มีชีวิต

the mallets live flamingos,

0:20

ไม้ตีคือฟลามิงโกที่มีชีวิต

การใช้คำ

live hedgehogs ... live flamingos: live หมายถึง “ที่ยังมีชีวิต”

ใน live hedgehogs และ live flamingos คำว่า live เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “ที่ยังมีชีวิต” ประโยคนี้บอกว่าสัตว์จริง ๆ ถูกใช้เป็นลูกบอลและไม้ตี ไม่ใช่อุปกรณ์ธรรมดาที่เพียงทำเป็นรูปสัตว์ ส่วนที่สองละคำกริยา were ที่ซ้ำกัน รูปเต็มคือ the mallets were live flamingos โครงสร้างคู่ขนานแบบกระชับนี้เชื่อมคำบรรยายแปลกประหลาดทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกประโยคเต็มที่ได้ยิน โดยเน้นฟัง live /laɪv/ ที่อยู่หน้าคำนามชื่อสัตว์

  1. The class saw five snakes at the zoo.
  2. The class saw a live snake at the zoo.
  3. The class saw a lively snake at the zoo.
ดูคำตอบ

The class saw a live snake at the zoo.

and the soldiers had to double themselves up กริยาวลี

0:22

และเหล่าทหารต้องงอตัวลง

กริยาวลี

double themselves up: งอร่างกายให้แน่น

Double themselves up หมายถึงงอหรือพับลำตัวให้มาก ในฉากนี้เหล่าทหารเปลี่ยนรูปร่างของร่างกายเพื่อทำตัวเป็นซุ้มโครเกต์ คำว่า double ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง “ทำให้มีจำนวนเป็นสองเท่า” โครงสร้างคือ double + คำสรรพนามสะท้อนกลับ + up โดยคำสรรพนามต้องสอดคล้องกับประธาน เช่น I double myself up, she doubles herself up และ they double themselves up

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย double ... up และคำสรรพนามสะท้อนกลับที่ถูกต้อง: To fit through the narrow opening, Maya had to ____.

ดูคำตอบ

double herself up

and to stand on their hands and feet to make the arches.

0:24

พร้อมทั้งยืนด้วยมือและเท้าเพื่อทำเป็นซุ้มประตู

A few might see vivid details วลี

0:28

บางคนอาจเห็นรายละเอียดที่ชัดเจน

such as the pattern of the hedgehog's quills ลำดับความ

0:30

เช่น ลวดลายของขนเม่น

วลี

vivid details: รายละเอียดที่ชัดเจนและเห็นภาพ

vivid details หมายถึงรายละเอียดที่ดูชัดเจน เจาะจง และเหมือนจริงมากในใจ ในประโยคนี้ วลีนี้บอกความคมชัดของภาพในใจ ไม่ได้หมายถึงสีสันสดใส แนวคิดเดียวกันนี้ใช้กับความทรงจำ ความฝัน คำบรรยาย หรือฉากในจินตนาการได้ เมื่อมองเห็นหรือนึกถึงลักษณะย่อยต่าง ๆ ได้ง่าย

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึงรายละเอียดที่ชัดเจนและเหมือนจริง: Years later, Leo still remembered ____ of the storm, including the sound of rain on the roof.

ดูคำตอบ

vivid details

ลำดับความ

such as: การยกสมาชิกของหมวดหมู่ทั่วไปเป็นตัวอย่าง

such as ใช้เพื่อนำเสนอตัวอย่างที่เจาะจงหนึ่งอย่างหรือหลายอย่างจากหมวดหมู่ที่กว้างกว่า ในประโยคนี้ vivid details คือหมวดหมู่ และ the pattern of the hedgehog's quills คือตัวอย่างหนึ่งในหมวดหมู่นั้น โครงสร้างนี้บอกผู้อ่านว่าข้อมูลหลัง such as กำลังขยายแนวคิดก่อนหน้า ไม่ได้เริ่มหัวข้อใหม่

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่ใช้แนะนำตัวอย่างจากหมวดหมู่: Some nocturnal animals, ____ owls and bats, rely heavily on hearing.

ดูคำตอบ

such as

or the flush of the Queen's face. การใช้คำ

0:33

หรือรอยแดงระเรื่อบนใบหน้าของราชินี

การใช้คำ

the flush of the Queen's face: รอยแดงบนใบหน้า

ในวลีนี้ flush เป็นคำนาม หมายถึงรอยแดงที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างฉับพลัน อาจเกิดจากอากาศร้อน การออกกำลังกาย ความโกรธ ความอาย หรือความตื่นเต้น บริบทที่กล่าวถึงร่างกายอย่าง of the Queen's face ชี้ว่าคำนี้มีความหมายดังกล่าว ในที่นี้ flush ไม่ได้หมายถึงการปล่อยน้ำให้ไหลผ่านสิ่งใดหรือการกดชักโครก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ flush เป็นคำนามที่หมายถึงรอยแดงบนใบหน้า?

  1. After the race, a flush spread across Maya's face.
  2. Please flush the toilet after you use it.
  3. The nurse will flush the tube with clean water.
ดูคำตอบ

After the race, a flush spread across Maya's face.

However, a small fraction of readers วลี

0:35

อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านส่วนน้อย

have a drastically different experience. วลี

0:37

มีประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

วลี

a small fraction of readers: ผู้อ่านเพียงส่วนน้อย

a small fraction of readers หมายถึงส่วนเล็ก ๆ ของกลุ่มผู้อ่านทั้งหมด ในที่นี้ fraction หมายถึงสัดส่วนภายในกลุ่ม ไม่ใช่โจทย์เศษส่วนทางคณิตศาสตร์ที่ต้องคำนวณ รูปแบบคือ a small fraction of + นามวลีที่ระบุกลุ่มทั้งหมด วลีนี้เน้นว่าส่วนนั้นมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับทั้งหมด จึงเจาะจงกว่า some readers แต่ไม่ได้บอกเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย a small fraction of: Only ____ the volunteers had used the app before.

ดูคำตอบ

a small fraction of

วลี

drastically different: แตกต่างกันอย่างมาก

ใน drastically different คำว่า drastically เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับที่ขยาย different อย่างหนักแน่น วลีนี้หมายถึง “แตกต่างกันอย่างมากหรือถึงขั้นพื้นฐาน” ไม่ใช่แค่ “ต่างกันเล็กน้อย” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวชี้ว่าคนกลุ่มเล็กนี้มีประสบการณ์ต่างจากผู้อ่านส่วนใหญ่อย่างชัดเจน โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บรรยายความแตกต่างครั้งใหญ่ด้านผลลัพธ์ แผนการ สถานการณ์ หรือประสบการณ์ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ drastically different อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกความแตกต่างครั้งใหญ่

  1. The two plans are drastically different: one costs ten times as much as the other.
  2. The two cups are drastically different because one is one millimeter taller.
ดูคำตอบ

The two plans are drastically different: one costs ten times as much as the other.

As the scene plays out on the page, ไวยากรณ์

0:41

เมื่อฉากต่างๆ ดำเนินไปบนหน้ากระดาษ

within their heads they see absolutely nothing. การใช้คำ

0:43

ในหัวของพวกเขา พวกเขากลับไม่เห็นอะไรเลย

ไวยากรณ์

As the scene plays out: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

As the scene plays out เป็นอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย as และกำหนดกรอบเวลาให้ประโยคหลัก ในที่นี้ as หมายถึง “ขณะที่” หรือ “ในช่วงเวลาที่” คือฉากกำลังดำเนินไปในข้อความพร้อมกับที่ผู้อ่านไม่เห็นภาพใดเลยในใจ As ยังใช้บอกเหตุผลได้ด้วย แต่ความหมายนั้นไม่เข้ากับความสัมพันธ์ในประโยคนี้ ประโยคกำลังวางสองกระบวนการที่เกิดพร้อมกันไว้คู่กัน ไม่ได้บอกว่ากระบวนการหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกกระบวนการหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as เหมือนตัวอย่าง เพื่อกำหนดกรอบเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดพร้อมกัน

  1. She works as a doctor.
  2. As the music played, the dancers entered the stage.
  3. As the road was closed, we took another route.
ดูคำตอบ

As the music played, the dancers entered the stage.

การใช้คำ

absolutely nothing: การเน้นคำปฏิเสธแบบสิ้นเชิง

ในประโยคนี้ absolutely เน้น nothing ให้แรงขึ้น ผู้อ่านไม่ได้เห็นภาพในใจที่จางหรือพร่ามัว แต่ไม่เห็นภาพใดเลย รูป absolutely nothing แสดงการไม่มีอยู่เลยอย่างสิ้นเชิงและเน้นย้ำ ในบริบทอื่นอาจหมายถึงไม่มีสิ่งของ ข้อมูล หรือผลลัพธ์ใด ๆ ขึ้นอยู่กับว่าประโยคกำลังพูดถึงอะไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่ากล่องว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง

  1. When I opened the box, there was almost nothing inside.
  2. When I opened the box, there was nothing unusual inside.
  3. When I opened the box, there was absolutely nothing inside.
ดูคำตอบ

When I opened the box, there was absolutely nothing inside.

This inability to clearly visualize images in the mind's eye โน้ต

0:47

การที่ไม่สามารถนึกภาพในใจได้อย่างชัดเจนนี้

วลี

inability to clearly visualize: โครงสร้างคำนามที่บอกถึงการขาดความสามารถ

inability to clearly visualize เป็นวลีคำนาม รูป inability to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงไม่มีความสามารถที่จะทำการกระทำนั้น ในที่นี้ clearly ขยาย visualize ดังนั้นความสามารถที่ขาดไปคือการสร้างภาพที่ชัดเจนในใจ เนื่องจาก inability เป็นคำนาม วลีทั้งหมดจึงทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมได้ ทำให้ประโยคพูดถึงข้อจำกัดนั้นในฐานะความคิดหนึ่งเรื่องได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างคำนามที่หมายถึงการไม่มีความสามารถที่จะทำบางสิ่ง: The report focuses on her ____ recognize familiar faces.

ดูคำตอบ

inability to

สำนวน

the mind's eye: ภาพที่เห็นในใจ

the mind's eye เป็นคำเปรียบเทียบถึงความสามารถในการนึกเห็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าจริง ๆ ในประโยคนี้ ภาพต่าง ๆ ปรากฏในมุมมองภายในที่เกิดจากจินตนาการ ไม่ได้มองเห็นด้วยดวงตาจริง รูปแบบที่พบบ่อยคือ in one's mind's eye โดยคำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนไปตามบุคคล เช่น in my mind's eye และ in her mind's eye

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ the mind's eye ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. She wore glasses over her mind's eye.
  2. In her mind's eye, she could still see the house where she grew up.
  3. The doctor examined the mind's eye with a flashlight.
ดูคำตอบ

In her mind's eye, she could still see the house where she grew up.

is known as aphantasia วลี

0:51

รู้จักกันในชื่อ อาแฟนตาเซีย (Aphantasia)

วลี

is known as: การแนะนำชื่อหรือคำศัพท์

is known as ใช้บอกชื่อ ป้ายกำกับ สถานะ หรือตำแหน่งที่ใช้เรียกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในที่นี้เป็นการให้คำว่า aphantasia แก่ภาวะที่อธิบายไว้ก่อนหน้า โครงสร้างคือ be known as + ชื่อหรือตำแหน่ง โดย be จะเปลี่ยนตามประธานและกาล เช่น is known as, are known as และ was known as ในที่นี้ known เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการตั้งชื่อ ไม่ได้หมายถึงการรู้จักใครเป็นการส่วนตัว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่ใช้แนะนำชื่ออย่างเป็นทางการ: The process by which plants use light to make food ____ photosynthesis.

ดูคำตอบ

is known as

and it applies to around 4% of the world's population. วลี

0:53

และพบได้ประมาณ 4% ของประชากรโลก

วลี

applies to around 4%: การบอกขอบเขตและค่าประมาณ

ในที่นี้ applies to หมายถึง “เป็นจริงกับ” “ส่งผลต่อ” หรือ “ครอบคลุม” ประธาน it หมายถึงปรากฏการณ์นี้ ส่วน around 4% of the world's population ระบุกลุ่มที่ข้อความนี้เป็นจริงด้วย คำว่า apply ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง “ยื่นสมัคร” around ที่อยู่หน้า 4% แสดงว่าตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นยำ โครงสร้าง apply to + กลุ่มหรือสัดส่วน ใช้บอกขอบเขตของภาวะ กฎ หรือผลการศึกษาได้

แบบฝึกหัด

ใช้ apply to ในรูปที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยครายงานนี้ให้สมบูรณ์: This description ____ around 4% of the children surveyed.

ดูคำตอบ

applies to

It was first characterized by a psychologist in the 19th century การใช้คำ

0:58

มันถูกอธิบายไว้ครั้งแรกโดยนักจิตวิทยาในศตวรรษที่ 19

who asked study participants to visualize their breakfast table วลี

1:01

ผู้ซึ่งขอให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาลองนึกภาพโต๊ะอาหารเช้าของตน

การใช้คำ

was first characterized by: การบอกการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรก

ในงานเขียนทางวิทยาศาสตร์ characterize หมายถึงการอธิบายปรากฏการณ์ด้วยการระบุและนิยามลักษณะสำคัญ เป็นคำที่แม่นยำและเป็นทางการกว่าการเพียงกล่าวถึงปรากฏการณ์นั้น Was first characterized by เป็นโครงสร้างกรรมวาจก ปรากฏการณ์เป็นสิ่งที่รับการกระทำ first แสดงว่านี่เป็นคำอธิบายอย่างเป็นทางการครั้งแรก และ by a psychologist ระบุผู้ที่ทำงานนี้ ไม่ได้หมายความว่านักจิตวิทยามอบบุคลิกให้กับปรากฏการณ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ด้วยวลีกรรมวาจกที่หมายถึง “ได้รับการอธิบายและนิยามเป็นครั้งแรกโดย”: The condition ____ a neurologist in 1975.

ดูคำตอบ

was first characterized by

and then rate the vividness and color of this mental picture. การใช้คำ

1:06

และจากนั้นให้ประเมินความชัดเจนและสีสันของภาพในใจนั้น

วลี

asked study participants to visualize: โครงสร้าง ask + คน + to + กริยารูปพื้นฐาน

โครงสร้าง ask + คน + to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงคนหนึ่งขอหรือสั่งให้อีกคนทำบางอย่าง ในประโยคนี้ นักวิจัยเป็นผู้ขอ ส่วนผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้ทำกริยา visualize ในงานเขียนเกี่ยวกับการวิจัย study participants หมายถึงคนที่เข้าร่วมการทดลองหรือแบบสำรวจ โครงสร้างนี้ช่วยแยกคำสั่งของนักวิจัยออกจากงานที่ผู้เข้าร่วมต้องทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ ask และคำที่ใช้เริ่มการกระทำที่ถูกขอ: The researcher ____ participants ____ describe the picture.

ดูคำตอบ

asked · to

การใช้คำ

rate the vividness: ให้คะแนนว่าภาพดูชัดเจนเพียงใด

ในที่นี้ rate เป็นคำกริยาที่หมายถึงการให้คะแนนหรือระดับตามมาตราส่วน Rate the vividness หมายถึงการให้คะแนนว่าภาพในใจดูชัดเจน มีรายละเอียด หรือสมจริงเพียงใด วิธีนี้ช่วยให้นักวิจัยเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัวให้เป็นข้อมูลที่เปรียบเทียบกันได้ ในประโยคนี้ rate ไม่ได้หมายถึงราคาหรืออัตราความเร็ว ซึ่งเป็นความหมายแบบคำนามที่พบได้ในวลีอย่าง room rate หรือ heart rate

แบบฝึกหัด

ใช้ rate และคำนาม vividness เติมคำสั่งให้สมบูรณ์: Please ____ of the image on a scale from one to five.

ดูคำตอบ

rate the vividness

He determined that mental imagery exists on a spectrum. สำนวน

1:10

เขาสรุปว่าภาพในใจมีอยู่ในลักษณะของสเปกตรัม

สำนวน

exists on a spectrum: มีระดับที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ในที่นี้ exists on a spectrum หมายความว่า การสร้างภาพในใจมีระดับที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ไม่ได้แบ่งเป็นเพียงสองกลุ่มตายตัว บางคนนึกภาพในใจไม่ได้เลย บางคนนึกได้ชัดเจนมาก และอีกหลายคนอยู่ระหว่างสองจุดนี้ คำว่า spectrum ในที่นี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงช่วงต่อเนื่องที่มีหลายระดับ ไม่ใช่สเปกตรัมของแสง โครงสร้าง X exists on a spectrum ใช้อธิบายลักษณะ ความสามารถ หรือประสบการณ์ที่แตกต่างกันตามระดับได้

แบบฝึกหัด

ประโยค Attention to detail exists on a spectrum หมายความว่าอย่างไร?

  1. แต่ละคนใส่ใจรายละเอียดได้ในระดับที่แตกต่างกันมาก
  2. การใส่ใจรายละเอียดเป็นแสงที่มองเห็นได้ชนิดหนึ่ง
  3. คนเรามีเพียงใส่ใจรายละเอียดหรือไม่ใส่ใจเลยเท่านั้น
ดูคำตอบ

แต่ละคนใส่ใจรายละเอียดได้ในระดับที่แตกต่างกันมาก

At one end are people with aphantasia ลำดับความ

1:14

ปลายด้านหนึ่งคือผู้ที่มีภาวะอาแฟนตาเซีย

and at the other are people with hyperphantasia

1:17

และอีกด้านหนึ่งคือผู้ที่มีภาวะไฮเปอร์แฟนตาเซีย (Hyperphantasia)

ลำดับความ

At one end ... at the other: ระบุจุดปลายสองด้านที่ตรงข้ามกัน

At one end ... at the other ... ใช้นำเสนอจุดปลายสองด้านที่ตรงข้ามกันของช่วงเดียวกันตามลำดับ วลีแรกระบุตำแหน่งของกลุ่มหนึ่ง ส่วนวลีที่สองนำเสนอกลุ่มที่ตรงข้ามกัน โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้ฟังติดตามการจัดลำดับข้อมูลได้ง่าย โดยยังเปิดโอกาสให้มีหลายกรณีอยู่ระหว่างจุดปลายทั้งสอง เมื่อวลีบอกสถานที่อยู่ต้นประโยค ประโยคนี้จะสลับลำดับเป็น At one end are people ... แทนลำดับปกติ People ... are at one end ส่วน at the other ละคำว่า end ไว้ เพราะเข้าใจได้จากส่วนก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างมาตรฐานที่ใช้บอกจุดปลายสองด้าน: On this experience scale, ____ are complete beginners, and ____ are experts.

ดูคำตอบ

at one end · at the other

with imagery so real it rivals seeing. ไวยากรณ์

1:20

ซึ่งสามารถนึกภาพได้สมจริงราวกับตาเห็น

ไวยากรณ์

so real (that) it rivals seeing: คำเชื่อมบอกผลที่ถูกละ

ส่วนที่เน้นใช้โครงสร้าง so + คำคุณศัพท์ + (that) + อนุประโยคบอกผล ภาพในใจสมจริงมากจนสามารถเทียบได้กับการมองเห็นจริง ในประโยคสั้นกระชับนี้มีการละ that แต่ความสัมพันธ์แบบเหตุจากระดับความมากไปสู่ผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม ในที่นี้ rival เป็นคำกริยาที่หมายถึง “ทัดเทียมกันในด้านคุณภาพ ความเข้มข้น หรือความน่าประทับใจ” ไม่ได้หมายถึง “เป็นศัตรูกับ” โดย rivals seeing หมายความว่าภาพในใจสามารถเทียบกับการรับรู้ทางสายตาจริงได้

แบบฝึกหัด

เติมหนึ่งคำเพื่อทำให้ประโยคที่แสดงระดับและผลลัพธ์สมบูรณ์: The scene was ____ realistic I forgot it was animated.

ดูคำตอบ

so

And most people land somewhere in between these two extremes. สำนวน

1:24

และคนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลางระหว่างสองสุดขั้วนี้

สำนวน

land somewhere in between: จุดที่ไม่ระบุแน่ชัดระหว่างสองขั้ว

Land somewhere in between ใช้ภาพของตำแหน่งทางกายภาพเพื่ออธิบายมาตรวัดเชิงนามธรรม land หมายถึง “ลงเอยอยู่ในตำแหน่งหนึ่ง” และ somewhere in between หมายถึง “อยู่ที่จุดที่ไม่ได้ระบุแน่ชัดระหว่างสองขั้ว” วลีนี้แสดงว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ขั้วใดขั้วหนึ่ง และไม่ได้หมายความว่าทุกคนอยู่ตรงจุดกึ่งกลางเดียวกัน สามารถใช้จัดข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็น ความสามารถ ความชอบ หรือระดับต่าง ๆ บนช่วงต่อเนื่องได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปสี่คำของ land somewhere in between ที่สอดคล้องกับ my view: On the question of strict rules versus complete freedom, my view ____.

ดูคำตอบ

lands somewhere in between

But how do we know if someone with aphantasia ลำดับความ

1:27

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ที่มีภาวะอาแฟนตาเซีย

isn't describing the same experience

1:30

ไม่ได้กำลังอธิบายประสบการณ์เดียวกัน

as someone with mental imagery just in different terms? วลี

1:32

กับผู้ที่นึกภาพในใจได้เพียงแต่ใช้คำที่ต่างกัน?

ลำดับความ

how do we know if ... ในฐานะคำถามที่ต้องใช้หลักฐาน

how do we know if ... นำเสนอความเป็นไปได้ที่ต้องตรวจสอบ ในที่นี้ if เปิดประเด็นว่าคำบรรยายสองแบบอาจหมายถึงประสบการณ์เดียวกันหรือไม่ คำถามนี้ยังช่วยจัดลำดับข้อโต้แย้ง โดยเปลี่ยนจากการกล่าวว่าคำบรรยายต่างกัน ไปสู่การถามว่าหลักฐานใดจะแยกคำอธิบายเหล่านั้นได้ ดังนั้นจึงเป็นการตั้งคำถามเพื่อการวิจัย ไม่ใช่เพียงการขอข้อเท็จจริงที่ตอบได้ทันที

แบบฝึกหัด

how do we know if ... ทำหน้าที่อะไรในข้อโต้แย้งนี้

  1. เป็นการแสดงว่าความเป็นไปได้นั้นได้รับการพิสูจน์แล้ว
  2. เป็นการเสนอความเป็นไปได้ที่ต้องตรวจสอบด้วยหลักฐาน
  3. เป็นการสอนผู้ฟังให้บรรยายภาพ
ดูคำตอบ

เป็นการเสนอความเป็นไปได้ที่ต้องตรวจสอบด้วยหลักฐาน

วลี

in different terms: ใช้ถ้อยคำที่ต่างกัน

in different terms หมายถึงการใช้คำ คำเรียก หรือกรอบความคิดที่ต่างออกไปเพื่อสื่อแนวคิดหนึ่ง ในที่นี้ผู้พูดเสนอว่า คนสองคนอาจมีประสบการณ์เหมือนกัน แต่บรรยายด้วยภาษาต่างกัน ในวลีนี้ terms หมายถึงถ้อยคำที่ใช้สื่อความคิด ไม่ได้หมายถึงภาคการศึกษาหรือเงื่อนไขในสัญญา

แบบฝึกหัด

in different terms ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. อยู่ในภาคการศึกษาที่ต่างกันของปีการศึกษา
  2. ใช้ถ้อยคำต่างกันเพื่อบรรยายสิ่งที่อาจเป็นประสบการณ์เดียวกัน
  3. ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ต่างกันในข้อตกลง
ดูคำตอบ

ใช้ถ้อยคำต่างกันเพื่อบรรยายสิ่งที่อาจเป็นประสบการณ์เดียวกัน

In other words, how does one objectively measure ลำดับความ

1:35

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราจะวัดอย่างเป็นกลางได้อย่างไร

ลำดับความ

In other words: การกล่าวแนวคิดเดิมด้วยคำพูดใหม่

In other words เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะถ่ายทอดใจความหลักเดิมด้วยวิธีที่ชัดเจนหรือเจาะจงขึ้น โดยปกติไม่ได้ใช้เพื่อเริ่มประเด็นใหม่ที่แยกจากเดิม ในที่นี้ วลีนี้เปลี่ยนข้อสงสัยก่อนหน้าให้เป็นคำถามเรื่องการวัด เมื่อได้ยินวลีนี้ ให้เชื่อมข้อความที่ตามมากับแนวคิดก่อนหน้าในฐานะการกล่าวใหม่หรือการอธิบายให้ชัดเจนขึ้น

แบบฝึกหัด

ผู้พูดเพิ่งกล่าวว่า The route is shorter, so we will arrive earlier. ข้อความใดเป็นการกล่าวใจความเดิมด้วยคำพูดใหม่

  1. On the other hand, the trip will take less time.
  2. For example, the trip will take less time.
  3. In other words, the trip will take less time.
ดูคำตอบ

In other words, the trip will take less time.

what's going on in someone else's mind? วลี

1:38

ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในหัวของคนอื่น?

วลี

what's going on: สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้น

What's going on หมายถึง “กำลังเกิดอะไรขึ้น” หรือ “สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร” กริยาวลี go on ในที่นี้หมายถึง “เกิดขึ้น” หรือ “ดำเนินอยู่” ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังจุดหมาย In someone else's mind ระบุตำแหน่งที่กระบวนการเกิดขึ้น ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงกิจกรรมทางความคิดที่มองไม่เห็นโดยตรง วลีเดียวกันนี้ยังใช้ถามถึงกระบวนการภายในระบบ ร่างกาย หรือสถานที่อื่นได้

แบบฝึกหัด

เครื่องจักรกำลังส่งเสียงแปลก ๆ และนักวิทยาศาสตร์ต้องการรู้ว่าภายในเครื่องเกิดอะไรขึ้น คำถามใดตรงกับความหมายนี้

  1. Can you tell me what is on top of the machine?
  2. Can you tell me where the machine is going?
  3. Can you tell me what's going on inside the machine?
ดูคำตอบ

Can you tell me what's going on inside the machine?

In one study, scientists looked for clues in people's eyes. วลี

1:41

ในการศึกษาหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์มองหาเบาะแสจากดวงตาของผู้คน

วลี

looked for clues: มองหาเบาะแสที่เป็นประโยชน์

looked for clues หมายถึง “มองหาสัญญาณที่อาจช่วยอธิบายหรือค้นพบบางสิ่ง” ในการศึกษานี้ ปฏิกิริยาของดวงตาอาจเผยให้เห็นกระบวนการที่ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรง เบาะแสช่วยนำทางนักวิจัยไปสู่คำอธิบาย แต่ตัวเบาะแสเองไม่ใช่ข้อพิสูจน์สุดท้ายเสมอไป

แบบฝึกหัด

looked for clues ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. มองข้ามรายละเอียดที่อาจเผยคำตอบ
  2. มองหาสัญญาณที่อาจช่วยอธิบายบางสิ่ง
  3. พบข้อพิสูจน์สุดท้ายก่อนเริ่มการศึกษา
ดูคำตอบ

มองหาสัญญาณที่อาจช่วยอธิบายบางสิ่ง

They investigated differences in pupillary light reflexes การใช้คำ

1:46

พวกเขาตรวจสอบความแตกต่างในการตอบสนองของรูม่านตาต่อแสง

or how the pupil automatically constricts in response to light. วลี

1:50

หรือการที่รูม่านตาหดตัวโดยอัตโนมัติเมื่อตอบสนองต่อแสง

การใช้คำ

pupillary light reflexes: การตอบสนองอัตโนมัติของรูม่านตาต่อแสง

pupillary light reflexes คือการตอบสนองโดยอัตโนมัติของรูม่านตาต่อแสง ในประโยคนี้ การตอบสนองที่สำคัญคือการหดตัว กล่าวคือรูม่านตาจะเล็กลงเมื่อแสงเข้าสู่ดวงตา เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาสะท้อน จึงเกิดขึ้นโดยไม่ต้องตัดสินใจอย่างมีสติ คำที่ตามหลัง or อธิบายศัพท์เทคนิคนี้อีกครั้งด้วยภาษาที่ง่ายขึ้น ในที่นี้ or ทำหน้าที่คล้ายกับคำว่า “กล่าวอีกอย่างหนึ่ง” ไม่ได้เพิ่มการตอบสนองอีกชนิดหนึ่ง

แบบฝึกหัด

pupillary light reflexes ในประโยคนี้คืออะไร

  1. การตั้งใจเลือกหลับตาทั้งสองข้างเมื่ออยู่ในแสงจ้า
  2. รูม่านตาแคบลงโดยอัตโนมัติเมื่อแสงเข้าสู่ดวงตา
  3. ภาพของวัตถุสว่างที่นึกขึ้นในใจ
ดูคำตอบ

รูม่านตาแคบลงโดยอัตโนมัติเมื่อแสงเข้าสู่ดวงตา

วลี

in response to light: การตอบสนองต่อสิ่งเร้า

in response to + คำนาม แสดงว่าการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ ในที่นี้ light คือสิ่งเร้า และการหดตัวของรูม่านตาคือปฏิกิริยาตอบสนอง response ไม่จำเป็นต้องหมายถึงคำตอบที่พูดหรือเขียนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหรือการเปลี่ยนแปลงอัตโนมัติของร่างกาย เครื่องจักร หรือระบบได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึง “เพื่อตอบสนองต่อ” ลงในประโยค: The alarm sounded ____ smoke.

ดูคำตอบ

in response to

Even just imagining that you are looking into a light ลำดับความ

1:54

แม้เพียงแค่จินตนาการว่าคุณกำลังมองไปที่แสงไฟ

will cause the pupil to narrow ไวยากรณ์

1:58

ก็จะทำให้รูม่านตาหดเล็กลง

ลำดับความ

Even just imagining: แค่จินตนาการก็เพียงพอ

Even just เน้นว่าเงื่อนไขที่เล็กน้อยหรือง่ายอย่างน่าประหลาดใจก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ ผู้พูดเน้นว่าไม่จำเป็นต้องมองแสงจริง ๆ เพราะเพียงจินตนาการก็อาจทำให้รูม่านตาแคบลงได้ ในที่นี้ อนุประโยค -ing ทั้งหมด imagining that you are looking into a light ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค ส่วน will cause บอกผลลัพธ์ หากตัด even just ออก ประโยคจะบอกเหตุอย่างเป็นกลางมากขึ้นและเสียการเน้นว่า “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

แบบฝึกหัด

ใช้ even + just + รูป -ing ของ imagine เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ the steep slide made Ben feel nervous.

ดูคำตอบ

Even just imagining

ไวยากรณ์

cause + กรรม + to-infinitive ใน “cause the pupil to narrow”

ในที่นี้ cause เป็นคำกริยาในโครงสร้าง cause + กรรม + to-infinitive โดยกรรมคือ the pupil และ to narrow บอกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับกรรมนั้น โครงสร้างนี้เชื่อมสาเหตุกับผลลัพธ์ การจินตนาการถึงแสงทำให้เกิดผลคือรูม่านตาแคบลง จึงมีประโยชน์มากในการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เพราะระบุได้ชัดว่าอะไรได้รับผลและเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ expand: Heat caused the metal ____.

ดูคำตอบ

to expand

or at least it will if you have mental imagery. น้ำเสียง/เจตนา

2:00

หรืออย่างน้อยมันก็จะเป็นเช่นนั้นถ้าคุณนึกภาพในใจได้

น้ำเสียง/เจตนา

“at least it will if ...” เพื่อแก้คำพูดอย่างรอบคอบ

ในที่นี้ it ย้อนกลับไปหมายถึงการจินตนาการว่ากำลังมองแสง และ will ช่วยไม่ต้องกล่าว cause the pupil to narrow ซ้ำ เมื่อรวมกัน it will หมายความว่าแสงที่จินตนาการขึ้นจะก่อให้เกิดผลดังกล่าว ส่วนอนุประโยค if เพิ่มเงื่อนไข you have mental imagery at least เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังแก้ข้อความที่ฟังดูกว้างเกินไปอย่างรวดเร็ว ผู้พูดไม่ได้ถอนคำกล่าวทั้งหมด แต่จำกัดให้ใช้กับผู้ที่ตรงตามเงื่อนไข ทำให้ข้อความรอบคอบและแม่นยำขึ้น

แบบฝึกหัด

“at least it will if you have mental imagery” ทำหน้าที่อะไรในที่นี้?

  1. จำกัดผลลัพธ์ที่กล่าวก่อนหน้าไว้เฉพาะผู้ที่สามารถสร้างภาพในใจได้
  2. เปลี่ยนหัวข้อไปเป็นการทดลองอื่น
  3. บอกว่าผลลัพธ์นี้จะเกิดกับทุกคนอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ

จำกัดผลลัพธ์ที่กล่าวก่อนหน้าไว้เฉพาะผู้ที่สามารถสร้างภาพในใจได้

They found that the eyes of people with aphantasia

2:03

พวกเขาพบว่าดวงตาของผู้ที่มีภาวะอาแฟนตาเซีย

don't constrict when imagining light. ไวยากรณ์

2:05

ไม่หดตัวลงเมื่อพวกเขาจินตนาการถึงแสง

ไวยากรณ์

don't constrict when imagining light: ไม่หดตัวขณะจินตนาการถึงแสง

ในที่นี้ don't constrict หมายถึงดวงตา หรือพูดให้แม่นยำคือรูม่านตา ไม่แคบลง วลี when imagining light บอกเวลาหรือเงื่อนไขของผลลัพธ์นี้ นั่นคือรูม่านตาไม่หดตัวระหว่างที่พยายามจินตนาการถึงแสง when + -ing เป็นรูปย่อของอนุประโยคบอกเวลา ในบริบทนี้ when imagining light หมายถึง when the people with aphantasia are imagining light ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้พยายามจินตนาการ

แบบฝึกหัด

ข้อความใดตรงกับผลการวิจัยในตัวอย่างมากที่สุด

  1. ผู้ที่มีภาวะอะเฟนเทเซียมองเห็นแสงจริง รูม่านตาจึงแคบลง
  2. ผู้ที่มีภาวะอะเฟนเทเซียไม่ได้เข้าร่วมภารกิจการจินตนาการ
  3. ผู้ที่มีภาวะอะเฟนเทเซียพยายามจินตนาการถึงแสง แต่รูม่านตาไม่แคบลงระหว่างที่พยายาม
ดูคำตอบ

ผู้ที่มีภาวะอะเฟนเทเซียพยายามจินตนาการถึงแสง แต่รูม่านตาไม่แคบลงระหว่างที่พยายาม

Brain imaging studies may help decipher another perplexing phenomenon. การใช้คำ

2:08

การศึกษาภาพถ่ายสมองอาจช่วยไขปริศนาที่น่าฉงนอีกประการหนึ่งได้

การใช้คำ

Brain imaging studies: งานวิจัยการถ่ายภาพสมอง

Brain imaging studies คือการวิจัยที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างหรือวิเคราะห์ภาพและข้อมูลการวัดของสมอง งานวิจัยเหล่านี้ใช้ตรวจโครงสร้างสมองหรือรูปแบบการทำงานของสมองได้ ดังนั้นวลีนี้จึงระบุวิธีการทางวิทยาศาสตร์และแหล่งหลักฐาน ในคำนามประสมนี้ brain บอกว่าสิ่งใดถูกนำมาสร้างภาพ imaging บอกวิธีการ และ studies เป็นคำนามหลัก Imaging หมายถึงการสร้างหรือบันทึกภาพ ไม่ใช่ imagining ซึ่งเป็นการสร้างบางสิ่งขึ้นในใจ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดอธิบาย brain imaging studies ได้ถูกต้อง

  1. การวิจัยที่ให้คนสร้างภาพขึ้นในใจเท่านั้น
  2. ชั้นเรียนศิลปะที่สอนให้คนวาดรูปสมอง
  3. การวิจัยที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจโครงสร้างหรือการทำงานของสมอง
ดูคำตอบ

การวิจัยที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจโครงสร้างหรือการทำงานของสมอง

การใช้คำ

decipher another perplexing phenomenon: ไขความหมายของปรากฏการณ์ชวนสับสนอีกอย่างหนึ่ง

ในที่นี้ decipher หมายถึงการวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจหรืออธิบายสิ่งที่เข้าใจยาก ไม่ได้จำกัดเฉพาะการถอดรหัสเท่านั้น กรรม another perplexing phenomenon หมายถึงเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่สังเกตได้อีกอย่างหนึ่งซึ่งยังทำให้นักวิจัยสงสัยอยู่ วลีนี้มีน้ำเสียงเป็นทางการแบบงานวิทยาศาสตร์ โดยนำเสนอว่าภาพสมองอาจเป็นเครื่องมือช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว แต่ไม่ได้บอกว่าปัญหานั้นได้รับการไขแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ decipher อย่างเป็นธรรมชาติในความหมายว่า “ไขความเข้าใจรูปแบบที่ซับซ้อน”

  1. The new evidence may help researchers decorate the unusual pattern.
  2. The new evidence may help researchers decipher the unusual pattern.
  3. The new evidence may help researchers repeat the unusual pattern.
ดูคำตอบ

The new evidence may help researchers decipher the unusual pattern.

People with aphantasia can see mental imagery when they dream.

2:13

คนที่มีภาวะอาแฟนตาเซียสามารถเห็นภาพในใจได้เมื่อพวกเขาฝัน

How this happens is likely explained by the contrasting ways ไวยากรณ์

2:18

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรน่าจะอธิบายได้ด้วยวิธีที่ต่างกัน

the brain generates deliberate visualization versus dream imagery. ลำดับความ

2:22

ที่สมองสร้างภาพจากการตั้งใจนึกกับภาพจากความฝัน

ไวยากรณ์

is likely explained by: การอธิบายแบบกรรมวาจกอย่างระมัดระวัง

ในประโยคนี้ How this happens คือประเด็นที่กำลังได้รับการอธิบาย is likely explained by หมายความว่าข้อมูลหลัง by ถูกเสนอให้เป็นสาเหตุหรือกลไกที่มีความเป็นไปได้สูง ในโครงสร้างกรรมวาจกนี้ ประธานคือสิ่งที่ได้รับการอธิบาย likely บอกว่ามีความเป็นไปได้สูง แต่ไม่ได้หมายความว่าพิสูจน์แล้ว การเขียนทางวิทยาศาสตร์จึงใช้รูปนี้เพื่อเสนอคำอธิบายที่มีหลักฐานรองรับ พร้อมกับเปิดโอกาสให้มีคำอธิบายอื่นได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างกรรมวาจกที่ถูกต้องเพื่อเสนอคำอธิบายที่มีความเป็นไปได้สูง แต่ยังไม่แน่นอน

  1. The lower score is definitely explained by the shorter study time.
  2. The lower score is likely explained by the shorter study time.
  3. The lower score likely explains by the shorter study time.
ดูคำตอบ

The lower score is likely explained by the shorter study time.

ลำดับความ

deliberate visualization versus dream imagery: ใช้ versus เพื่อสร้างการเปรียบเทียบ

ในรูปแบบ A versus B คำว่า versus นำสองสิ่งมาเปรียบเทียบกันโดยตรง ในที่นี้เป็นการเปรียบเทียบการสร้างภาพในใจอย่างตั้งใจกับภาพที่ปรากฏในความฝัน ไม่ได้หมายถึงการแข่งขัน การเปรียบเทียบนี้จัดเนื้อหาออกเป็นสองประเภท และเตรียมผู้อ่านให้พร้อมสำหรับคำอธิบายว่ากระบวนการสร้างภาพทั้งสองแบบแตกต่างกันอย่างไร

แบบฝึกหัด

versus ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่างนี้

  1. คำนี้บอกว่าภาพในใจทั้งสองประเภทถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีเดียวกันทุกประการ
  2. คำนี้นำ deliberate visualization และ dream imagery มาเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน
  3. คำนี้บรรยายว่า deliberate visualization เอาชนะ dream imagery
ดูคำตอบ

คำนี้นำ deliberate visualization และ dream imagery มาเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน

Typically, conjuring a mental image involves multiple brain regions การใช้คำ

2:26

โดยทั่วไปแล้ว การสร้างภาพในใจต้องอาศัยสมองหลายส่วน

การใช้คำ

conjuring a mental image: ทำให้ภาพปรากฏขึ้นในใจ

ในที่นี้ conjuring a mental image หมายถึงการทำให้ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในใจ คำว่า conjure ให้ความรู้สึกถึงการนำบางสิ่งเข้ามาในความคิดอย่างชัดเจน ราวกับว่ามันปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า วลีนี้บรรยายการใช้จินตนาการ ไม่ได้หมายถึงเวทมนตร์จริง การอัญเชิญ หรือการสร้างภาพที่มีอยู่จริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “สร้างภาพขึ้นในใจ”: Before sketching, Leo practiced ____ of the finished treehouse.

ดูคำตอบ

conjuring a mental image

and is sometimes referred to as a top-down process. โน้ต

2:31

และบางครั้งเรียกว่ากระบวนการจากบนลงล่าง (top-down process)

วลี

be referred to as: การแนะนำชื่อหรือคำศัพท์

ในโครงสร้าง be referred to as + ชื่อ ประธานจะได้รับชื่อหรือคำเรียก: A is referred to as B หมายความว่าคนทั่วไปเรียก A ว่า “B” รูปถูกกระทำช่วยเน้นสิ่งที่ถูกตั้งชื่อ ไม่ใช่ผู้ที่ตั้งชื่อให้สิ่งนั้น โครงสร้างเต็มต้องมีทั้ง to และ as ในประโยคนี้ กระบวนการที่กล่าวถึงก่อนหน้าได้รับชื่อเชิงวิชาการว่า a top-down process

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่หมายถึง “ถูกเรียกว่า”: This learning method is ____ spaced repetition.

ดูคำตอบ

referred to as

วัฒนธรรม

a top-down process: การรู้คิดระดับสูงชี้นำการรับรู้

ในวิทยาศาสตร์การรู้คิด a top-down process เริ่มจากเป้าหมาย ความรู้ ความสนใจ หรือความคาดหวังระดับสูง แล้วใช้สิ่งเหล่านี้ชี้นำการรับรู้ ความจำ หรือการประมวลผลระดับล่างอื่น ๆ ในประโยคนี้ การควบคุมทางความคิดอย่างตั้งใจช่วยขับเคลื่อนระบบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพในใจ top-down อธิบายทิศทางของอิทธิพลในการประมวลผลข้อมูล ไม่ได้หมายความว่ามีบางสิ่งเคลื่อนที่จริงจากด้านบนของสมองลงมาด้านล่าง

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดอธิบาย a top-down process ในการรับรู้ได้ดีที่สุด

  1. ความคาดหวังว่ารูปร่างพร่ามัวนั้นเป็นแมวมีอิทธิพลต่อสิ่งที่คุณคิดว่าตนเองมองเห็น
  2. แสงเข้าสู่ดวงตา และมีการตรวจจับลักษณะพื้นฐานทางสายตาก่อนที่จะจดจำได้
  3. สัญญาณเคลื่อนที่จริงจากด้านบนของสมองลงไปด้านล่าง
ดูคำตอบ

ความคาดหวังว่ารูปร่างพร่ามัวนั้นเป็นแมวมีอิทธิพลต่อสิ่งที่คุณคิดว่าตนเองมองเห็น

First, actively trying to visualize an object วลี

2:35

ประการแรก การพยายามจินตนาการถึงวัตถุอย่างตั้งใจ

activates cognitive control regions of our brain.

2:38

จะกระตุ้นสมองส่วนที่ควบคุมการรู้คิดของเรา

วลี

actively trying to visualize: ความพยายามอย่างมีสติเพื่อสร้างภาพในใจ

รูปแบบ actively trying to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงการพยายามทำบางสิ่งอย่างมีสติและมีเป้าหมาย ในที่นี้ visualize หมายถึงการสร้างภาพของวัตถุขึ้นในใจ actively มีความสำคัญ เพราะคนคนนั้นตั้งใจพยายามสร้างภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้ภาพปรากฏขึ้นเอง ส่วน trying to บอกถึงความพยายาม ไม่ได้รับประกันว่าจะสำเร็จ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดตรงกับ actively trying to visualize an object มากที่สุด

  1. บุคคลนั้นมองเห็นวัตถุจริงที่อยู่ตรงหน้า
  2. ภาพหนึ่งปรากฏในความฝันโดยไม่มีความพยายามอย่างตั้งใจ
  3. บุคคลนั้นพยายามสร้างภาพของวัตถุในใจอย่างมีสติ
ดูคำตอบ

บุคคลนั้นพยายามสร้างภาพของวัตถุในใจอย่างมีสติ

This then drives activity in regions of the brain การใช้คำ

2:41

ซึ่งจะไปขับเคลื่อนการทำงานในส่วนต่างๆ ของสมอง

associated with memory and vision, creating a mental picture. โน้ต

2:44

ที่เกี่ยวข้องกับความจำและการมองเห็น ทำให้เกิดภาพในใจขึ้น

การใช้คำ

drives activity: ทำให้เกิดหรือกระตุ้นการทำงาน

ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ drive + คำนาม อาจหมายถึงทำให้เกิดหรือผลักดันกระบวนการอย่างมาก ในที่นี้ This ย้อนถึงการกระตุ้นก่อนหน้า และ drives activity บอกว่าขั้นตอนหนึ่งทำให้เกิดหรือกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทในบริเวณอื่นของสมอง drive ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงขับหรือควบคุมยานพาหนะ ส่วน activity หมายถึงการทำงานของบริเวณสมอง ไม่ใช่กิจกรรมหรืองานที่จัดขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค "The signal drives activity in another brain region," drives activity หมายถึงอะไร

  1. มันควบคุมยานพาหนะภายในบริเวณนั้น
  2. มันทำให้เกิดหรือกระตุ้นการทำงานในบริเวณนั้น
  3. มันสังเกตการทำงานโดยไม่ส่งผลกระทบ
ดูคำตอบ

มันทำให้เกิดหรือกระตุ้นการทำงานในบริเวณนั้น

วลี

associated with: แสดงความสัมพันธ์

associated with หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” หรือ “เชื่อมโยงกับ” ในประโยคที่สมบูรณ์กว่านี้ วลีดังกล่าวอธิบายบริเวณสมองที่มีความสัมพันธ์กับความจำและการมองเห็น โดย associate ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการที่คนคบหากัน รูปแบบที่ใช้ทั่วไปคือ A is associated with B และยังสามารถวาง associated with B หลังคำนามเพื่อขยายคำนามนั้นได้ วลีนี้เชื่อมโยงสองสิ่งเข้าด้วยกัน แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบใด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ associated with อย่างถูกต้องเพื่อแสดงความสัมพันธ์?

  1. Daily reading is associated with a larger vocabulary.
  2. Daily reading is associated to a larger vocabulary.
  3. Daily reading is associated from a larger vocabulary.
ดูคำตอบ

Daily reading is associated with a larger vocabulary.

ไวยากรณ์

creating a mental picture: เพิ่มผลลัพธ์ด้วยรูป -ing

creating a mental picture เป็นวลี -ing ที่อยู่หลังเครื่องหมายจุลภาค วลีนี้เพิ่มผลลัพธ์ของกิจกรรมก่อนหน้า นั่นคือกิจกรรมนั้นทำให้เกิดภาพในใจ วลีนี้ต้องอาศัยอนุประโยคก่อนหน้าและไม่มีประธานใหม่เป็นของตนเอง จึงไม่ใช่ประโยคหลักอีกประโยคหนึ่ง รูปแบบนี้มักย่อความหมายว่า “และผลก็คือ สิ่งนั้นสร้าง...” ให้สั้นลง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้เครื่องหมายจุลภาค + วลี -ing อย่างถูกต้องเพื่อเพิ่มผลลัพธ์?

  1. The two colors mix, create a new shade.
  2. The two colors mix, creating a new shade.
  3. The two colors mix, they creating a new shade.
ดูคำตอบ

The two colors mix, creating a new shade.

People with hyperphantasia tend to have stronger connections วลี

2:49

ผู้ที่มีภาวะไฮเปอร์แฟนตาเซียมักจะมีการเชื่อมต่อที่แข็งแรงกว่า

between these regions compared to those with aphantasia. ลำดับความ

2:52

ระหว่างสมองส่วนเหล่านี้เมื่อเทียบกับผู้ที่มีภาวะอาแฟนตาเซีย

วลี

tend to have: แนวโน้มทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัว

โครงสร้าง tend to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกสิ่งที่มักหรือโดยทั่วไปเป็นจริง ในประโยคนี้ tend to have หมายความว่า การเชื่อมโยงที่แข็งแรงกว่าพบได้ทั่วไปในกลุ่มนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีลักษณะดังกล่าว การใช้ถ้อยคำแบบนี้ทำให้ข้อกล่าวอ้างทางวิทยาศาสตร์ระมัดระวังขึ้น เพราะเป็นการรายงานรูปแบบในระดับกลุ่มและยังเปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้น ในที่นี้ have คือคำกริยารูปพื้นฐานหลัง to

แบบฝึกหัด

tend to have ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. โดยทั่วไปการเชื่อมโยงที่แข็งแรงกว่าพบได้บ่อยในกลุ่มนี้ แต่อาจมีข้อยกเว้น
  2. ทุกคนในกลุ่มมีการเชื่อมโยงที่แข็งแรงกว่าอย่างแน่นอน
  3. การเชื่อมโยงที่แข็งแรงกว่าเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในอดีต
ดูคำตอบ

โดยทั่วไปการเชื่อมโยงที่แข็งแรงกว่าพบได้บ่อยในกลุ่มนี้ แต่อาจมีข้อยกเว้น

ลำดับความ

compared to those with aphantasia: ระบุกลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบ

compared to those with aphantasia ระบุเกณฑ์เปรียบเทียบของ stronger connections ประโยคนี้เปรียบเทียบผู้ที่มีภาวะไฮเปอร์แฟนเทเซียกับผู้ที่มีภาวะแอฟแฟนเทเซีย Those ใช้แทนคำนามพหูพจน์ people ที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้น those with aphantasia จึงหมายถึง people with aphantasia วิธีนี้ช่วยระบุกลุ่มที่สองโดยไม่ต้องกล่าวคำว่า people ซ้ำ

แบบฝึกหัด

ใช้ those with เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าว children with ซ้ำ: Children with pets were more active compared to ____ no pets.

ดูคำตอบ

those with

As for dreaming, many scientists believe ลำดับความ

2:57

ส่วนในเรื่องของความฝัน นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า

ลำดับความ

As for dreaming: การเปลี่ยนไปสู่หัวข้อใหม่

As for dreaming กำหนดให้ dreaming เป็นหัวข้อถัดไป ก่อนนำเสนอความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ ผู้พูดส่งสัญญาณว่าการอภิปรายกำลังเปลี่ยนไปพูดถึงความฝัน รูปแบบ As for + นามวลีหรือรูป -ing ใช้จัดระเบียบข้อมูลด้วยการเปลี่ยนจุดสนใจ ไม่ได้ใช้บอกเหตุผล จุดประสงค์ หรือเวลา

แบบฝึกหัด

As for dreaming ทำหน้าที่อะไรในตัวอย่างนี้

  1. บอกว่าความฝันเกิดขึ้นเมื่อใด
  2. เปลี่ยนการอภิปรายไปสู่เรื่องความฝัน
  3. บอกสาเหตุของความฝัน
ดูคำตอบ

เปลี่ยนการอภิปรายไปสู่เรื่องความฝัน

this imagery is produced by a different bottom-up pathway วัฒนธรรม

2:59

ภาพเหล่านี้เกิดจากเส้นทางจากล่างขึ้นบน (bottom-up pathway) ที่แตกต่างออกไป

วัฒนธรรม

a different bottom-up pathway: ทิศทางของการประมวลผล

ในที่นี้ a different bottom-up pathway หมายถึงเส้นทางการประมวลผลอีกแบบหนึ่ง ซึ่งภาพความฝันพัฒนาจากกิจกรรมทางประสาทระดับล่างไปสู่ประสบการณ์ทางจิตระดับสูงขึ้น Bottom-up บอกทิศทางการประมวลผลข้อมูล ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ขึ้นในพื้นที่จริง Different ใช้แยกเส้นทางนี้ออกจาก top-down process ที่กล่าวถึงในการจินตภาพโดยตั้งใจ ซึ่งเป้าหมายหรือเจตนาจะกำหนดสิ่งที่จินตนาการ ส่วน pathway หมายถึงลำดับการประมวลผลทางประสาท ไม่ใช่ถนนจริง

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ bottom-up pathway มากที่สุด

  1. ภาพเคลื่อนที่ขึ้นไปในสมองจริง ๆ
  2. กิจกรรมระดับล่างพัฒนาไปเป็นประสบการณ์ระดับสูงขึ้น
  3. เป้าหมายที่รู้ตัวกำหนดกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น
ดูคำตอบ

กิจกรรมระดับล่างพัฒนาไปเป็นประสบการณ์ระดับสูงขึ้น

through activity deep in the brain,

3:03

ผ่านการทำงานส่วนลึกในสมอง

spontaneously activating visual and memory systems. การใช้คำ

3:05

ที่กระตุ้นระบบการมองเห็นและความจำขึ้นมาเองตามธรรมชาติ

การใช้คำ

spontaneously activating: การกระตุ้นโดยไม่มีการควบคุมอย่างมีสติ

ใน spontaneously activating คำว่า spontaneously ขยายคำว่า activating การทำงานลึกภายในสมองกระตุ้นระบบการมองเห็นและความจำ โดยที่บุคคลนั้นไม่ได้ตัดสินใจหรือพยายามทำให้เกิดขึ้นอย่างมีสติ คำนี้บอกว่าการกระตุ้นไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตั้งใจ ไม่ได้แปลว่า “ทันที” หรือ “อย่างสะเพร่า” เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นเองก็อาจใช้เวลาและเป็นไปตามแบบแผนได้

แบบฝึกหัด

ความหมายใดตรงกับ spontaneously activating ในประโยคนี้มากที่สุด

  1. เริ่มทำงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
  2. เริ่มทำงานโดยไม่มีการตัดสินใจอย่างมีสติ
  3. เริ่มทำงานจากความพยายามที่รอบคอบและตั้งใจ
ดูคำตอบ

เริ่มทำงานโดยไม่มีการตัดสินใจอย่างมีสติ

So, what causes the spectrum of mental imagery to develop? ลำดับความ

3:10

ดังนั้น อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สเปกตรัมของภาพในใจพัฒนาขึ้น?

ลำดับความ

So, what causes ...?: การเปลี่ยนไปสู่คำถามเรื่องสาเหตุ

ในคำถามนี้ So บอกผู้ฟังว่าขั้นต่อไปสืบเนื่องมาจากคำอธิบายก่อนหน้า ส่วน What causes the spectrum of mental imagery to develop? ถามว่าปัจจัยใดทำให้ขอบเขตดังกล่าวเกิดขึ้นหรือมีรูปแบบเช่นนั้น เมื่อใช้รวมกัน So, what causes ... จะพาคำอธิบายจากเรื่อง “สิ่งหนึ่งทำงานอย่างไร” ไปสู่คำถามว่า “เหตุใดสิ่งนั้นจึงพัฒนาขึ้น” So ในที่นี้ทำหน้าที่จัดลำดับเนื้อหา ไม่ใช่เพียงคำเติมที่ไม่มีความหมาย

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบาย So, what causes ... ทำหน้าที่อะไร

  1. เชื่อมข้อมูลก่อนหน้าเข้ากับคำถามใหม่เกี่ยวกับสาเหตุ
  2. แสดงว่าเปลี่ยนไปพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง
  3. ให้คำตอบสุดท้ายของคำถาม
ดูคำตอบ

เชื่อมข้อมูลก่อนหน้าเข้ากับคำถามใหม่เกี่ยวกับสาเหตุ

Aphantasia often runs in families, สำนวน

3:14

อาแฟนตาเซียมักจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม

สำนวน

runs in families: มีแนวโน้มเกิดในครอบครัว

runs in families เป็นสำนวนที่ไม่ได้หมายตามตัวอักษร แต่หมายถึงภาวะหรือลักษณะบางอย่างที่พบในสมาชิกหลายคนของครอบครัวเดียวกันหรือพบต่อเนื่องหลายรุ่น ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวบอกว่าภาวะอะเฟนเทเซียมีรูปแบบที่พบในครอบครัวและอาจได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรม runs ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “วิ่งเร็ว” สำนวนนี้บอกเพียงแนวโน้ม ไม่ใช่ความแน่นอน จึงไม่ได้หมายความว่าญาติทุกคนจะมีภาวะนี้หรือยีนเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “พบได้บ่อยกว่าในหมู่ญาติ”: Migraines often ____.

ดูคำตอบ

run in families

suggesting that the vividness of your mental canvas โน้ต

3:17

ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความชัดเจนของผืนผ้าใบในใจของคุณ

may be influenced by your genes.

3:20

อาจได้รับอิทธิพลจากยีนของคุณ

ไวยากรณ์

suggesting that: เชื่อมหลักฐานกับข้อสรุปที่เป็นไปได้

suggesting that ใช้เพื่อเสนอข้อสรุปที่เป็นไปได้จากข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวไป อนุประโยค -ing ทั้งส่วนอธิบายข้อความก่อนหน้า กล่าวคือ เนื่องจากภาวะอะเฟนเทเซียมักพบในครอบครัว รูปแบบดังกล่าวจึงชี้ว่ายีนอาจมีอิทธิพล ในที่นี้ suggest หมายถึง “บ่งชี้” ไม่ใช่ “ให้คำแนะนำ” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ หลักฐาน + เครื่องหมายจุลภาค + suggesting that + อนุประโยค รูปแบบนี้บอกว่าข้อสรุปมีเหตุผลรองรับแต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และ may ในประโยคนี้ก็ช่วยทำให้ข้อสรุปมีความระมัดระวังมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ suggesting that ได้ถูกต้องเพื่อสรุปจากหลักฐาน?

  1. The roads are wet, suggesting to rain during the night.
  2. The roads are wet, suggesting us that it rained during the night.
  3. The roads are wet, suggesting that it rained during the night.
ดูคำตอบ

The roads are wet, suggesting that it rained during the night.

สำนวน

your mental canvas ในฐานะอุปมาของจินตนาการ

ในประโยคนี้ your mental canvas เป็นอุปมาถึงพื้นที่ภายในใจที่คุณสร้างและรับรู้ภาพในความคิด ความ vividness ของ “ผืนผ้าใบ” นี้หมายถึงภาพเหล่านั้นดูชัดเจน มีรายละเอียด หรือสมจริงเพียงใด คำนี้ไม่ได้หมายถึงผืนผ้าใบจริงหรือส่วนประกอบทางกายภาพของสมอง แต่ทำให้ความสามารถเชิงนามธรรมอย่างจินตนาการทางภาพเข้าใจง่ายขึ้นด้วยภาพคุ้นเคยของรูปที่ปรากฏบนผืนผ้าใบ

แบบฝึกหัด

your mental canvas ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. พื้นผิวจริงที่อยู่ภายในสมอง
  2. พื้นที่ภายในใจที่จินตนาการขึ้นและมีภาพในความคิดปรากฏอยู่
  3. อุปกรณ์ที่ใช้วัดสายตาของบุคคล
ดูคำตอบ

พื้นที่ภายในใจที่จินตนาการขึ้นและมีภาพในความคิดปรากฏอยู่

While most people with aphantasia have it their entire lives, ไวยากรณ์

3:22

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่เป็นภาวะอาแฟนตาเซียจะเป็นมาตลอดชีวิต

some people can develop it later in life, วลี

3:26

บางคนอาจพัฒนาภาวะนี้ขึ้นในภายหลัง

ไวยากรณ์

While most people ..., some people ... สำหรับแสดงความแตกต่าง

While most people ..., some people ... แบ่งข้อมูลออกเป็นรูปแบบที่พบในคนส่วนใหญ่กับคนกลุ่มเล็กกว่าที่มีความแตกต่าง ในที่นี้ คนส่วนใหญ่มีภาวะอะเฟนเทเซียตลอดชีวิต แต่บางคนเพิ่งเกิดภาวะนี้ในภายหลัง While ใช้เปิดข้อความที่ยอมรับสิ่งหนึ่งก่อนหรือแสดงความแตกต่าง โดยมีความหมายใกล้กับ although หรือ whereas ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ในช่วงเวลาที่” เพราะ most people และ some people ที่วางเป็นคู่กันบอกว่ากำลังเปรียบเทียบคนสองกลุ่ม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ while เพื่อเปรียบเทียบคนส่วนใหญ่กับคนกลุ่มเล็กกว่า?

  1. While we were hiking, it began to rain.
  2. I read while the laundry was drying.
  3. While most shops close at six, some stay open later.
ดูคำตอบ

While most shops close at six, some stay open later.

วลี

later in life: ในช่วงหลังของชีวิต

later in life หมายถึง “ในช่วงที่ค่อนข้างหลังของชีวิตคนคนหนึ่ง” ในประโยคนี้สื่อว่าภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นหลังจากช่วงวัยต้น ๆ แทนที่จะมีมาตั้งแต่เกิด วลีนี้บอกเวลาแบบสัมพัทธ์ โดยอาจหมายถึงหลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่หรือเมื่ออายุมากขึ้นก็ได้ตามบริบท และไม่ได้หมายถึงวัยชราเสมอไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ later in life ในความหมายว่า “ในช่วงที่ค่อนข้างหลังของชีวิตคนคนหนึ่ง”

  1. She became interested in astronomy later in life.
  2. She became interested in astronomy later that evening.
  3. She became interested in astronomy for the rest of her life.
ดูคำตอบ

She became interested in astronomy later in life.

often due to brain injury or psychological conditions. วลี

3:28

ซึ่งมักจะเกิดจากการบาดเจ็บที่สมองหรือสภาวะทางจิตใจ

วลี

due to + นามวลี: การบอกสาเหตุ

due to หมายถึง “เนื่องจาก” และใช้บอกสาเหตุของสถานการณ์หนึ่ง ในประโยคนี้ นามวลีแบบเชื่อม brain injury or psychological conditions ระบุสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ ใช้โครงสร้าง ผลลัพธ์ + due to + นามวลี หากเหตุผลเป็นอนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยาของตัวเอง ให้ใช้ because แทน: The game was canceled because it rained.

แบบฝึกหัด

เลือกคำเติมที่เป็นธรรมชาติ: The flight was delayed ___ thick fog.

  1. although
  2. due to
  3. because
ดูคำตอบ

due to

But in most cases, imagery extremes aren't considered disorders in need of treatment, โน้ต

3:32

แต่ในกรณีส่วนใหญ่ การนึกภาพได้ในระดับสุดขั้วไม่ถือเป็นความผิดปกติที่ต้องรักษา

but rather intriguing variations in human experience. ลำดับความ

3:37

แต่เป็นความแตกต่างที่น่าสนใจในประสบการณ์ของมนุษย์มากกว่า

ไวยากรณ์

aren't considered disorders: be considered + คำนาม

โครงสร้างกรรมวาจก be considered + คำนาม หมายถึง “ถูกจัดประเภทหรือถูกมองว่าเป็นสิ่งที่คำนามนั้นระบุ” ใน aren't considered disorders ประธานพหูพจน์ imagery extremes เป็นสิ่งที่ถูกจัดประเภท และ aren't ทำให้การจัดประเภทนั้นเป็นปฏิเสธ ข้อความนี้แก้ความเข้าใจที่อาจเกิดขึ้นว่า โดยทั่วไปแล้ว ปลายทั้งสองด้านของสเปกตรัมความสามารถในการสร้างภาพในใจไม่ได้ถูกจัดเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ประธานเอกพจน์ใช้ is/isn't considered ส่วนประธานพหูพจน์ใช้ are/aren't considered

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be considered + คำนาม ได้ถูกต้องเพื่อสื่อว่า ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้จัดความแตกต่างนี้เป็นความผิดปกติ

  1. The variation doesn't consider a disorder.
  2. The variation isn't considering a disorder.
  3. The variation isn't considered a disorder.
ดูคำตอบ

The variation isn't considered a disorder.

วลี

in need of treatment: in need of + คำนาม

in need of + คำนาม หมายถึง “ต้องการหรือขาดสิ่งจำเป็นบางอย่าง” ใน in need of treatment คำว่า need เป็นคำนามในบุพบทวลีตายตัว และ of ใช้นำหน้าสิ่งที่ต้องการ ในประโยคนี้ in need of treatment อยู่หลัง disorders และอธิบายประเภทของความผิดปกติที่ผู้พูดปฏิเสธว่าความสามารถในการสร้างภาพในใจที่อยู่สุดขั้วเหล่านี้เป็น นั่นคือความผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษา วลีนี้ยังวางหลัง be ได้ เช่น The roof is in need of repair.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ in need of ตามด้วยคำนาม repair: The old bridge is ____.

ดูคำตอบ

in need of repair

ลำดับความ

but rather intriguing variations: ใช้การจัดประเภทใหม่แทนประเภทเดิม

ในประโยคนี้ but rather อยู่หลังข้อความปฏิเสธ aren't considered ... และใช้เสนอการจัดประเภทใหม่แทนประเภทเดิม ผู้เขียนปฏิเสธการจัดว่าเป็น disorders in need of treatment แล้วเปลี่ยนกรอบให้ความสุดขั้วเหล่านี้เป็น intriguing variations in human experience รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ not A, but rather B โดย B เป็นคำอธิบายที่ผู้พูดเห็นว่าแม่นยำกว่า ไม่ใช่เพียงข้อมูลอีกอย่างที่เพิ่มเข้ามาคู่กับ A

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่ใช้แก้การจัดประเภทตามรูปแบบ not A, but rather B ให้สมบูรณ์: The redesign is not a setback, ____ an opportunity to improve.

ดูคำตอบ

but rather

For example, for those with a mind's eye, สำนวน

3:41

ตัวอย่างเช่น สำหรับผู้ที่มีดวงตาในใจ

สำนวน

those with a mind's eye: คนที่สามารถสร้างภาพในใจได้

ใน those with a mind's eye คำว่า those เป็นคำสรรพนามที่หมายถึงคนกลุ่มนั้น ส่วน with a mind's eye บอกว่ากำลังหมายถึงคนลักษณะใด โครงสร้างนี้ใช้ลักษณะที่มีร่วมกันเป็นคำเรียกคนกลุ่มหนึ่ง A mind's eye เป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงความสามารถในการสร้างหรือมองเห็นภาพในจินตนาการ ไม่ได้หมายถึงการมีดวงตาจริงเพิ่มอีกหนึ่งดวง ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึงคนที่สามารถสร้างภาพในใจได้

แบบฝึกหัด

those with a mind's eye ในที่นี้หมายถึงใคร?

  1. คนที่มีดวงตาจริงเพิ่มอีกหนึ่งดวง
  2. คนที่มีสายตาจริงคมชัดเป็นพิเศษ
  3. คนที่สามารถสร้างภาพขึ้นในใจได้
ดูคำตอบ

คนที่สามารถสร้างภาพขึ้นในใจได้

the excitement of a thrilling story will cause them to sweat a little,

3:44

ความตื่นเต้นจากเรื่องราวอันน่าระทึกขวัญจะทำให้พวกเขาเหงื่อออกเล็กน้อย

even if they don't notice it. ไวยากรณ์

3:48

แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ตัวก็ตาม

ไวยากรณ์

even if they don't notice it: การรู้ตัวหรือไม่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

Even if ใช้เกริ่นเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นและไม่ขัดขวางผลหลัก ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะรู้ตัวหรือไม่ พวกเขาก็ยังเหงื่อออกเล็กน้อย ในที่นี้ it หมายถึงปฏิกิริยาที่เหงื่อออกเล็กน้อย วลีนี้แยกปฏิกิริยาของร่างกายออกจากสิ่งที่บุคคลรับรู้อย่างมีสติ

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่หมายความว่าความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นจะไม่เปลี่ยนผลลัพธ์: ____ the bus is late, Mia will arrive before noon.

ดูคำตอบ

Even if

People with aphantasia, however, lack this sweat response, ลำดับความ

3:50

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะอาแฟนตาเซียไม่มีการตอบสนองด้วยเหงื่อนี้

presumably because it depends on the emotional effect ลำดับความ

3:54

คาดว่าเพราะมันขึ้นอยู่กับผลกระทบทางอารมณ์

of imagining the storyline.

3:58

จากการนึกภาพเนื้อเรื่อง

ลำดับความ

however หลังประธาน: สัญญาณแสดงความขัดแย้งของทั้งประโยค

However บอกว่าข้อมูลกำลังเปลี่ยนไปในอีกทิศทางหนึ่ง กล่าวคือ คนที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้มีปฏิกิริยาเหงื่อออก แต่ผู้ที่มีภาวะอะแฟนเทเชียไม่มี แม้ however จะอยู่หลังประธาน แต่คำนี้ชี้นำความหมายของทั้งประโยค เครื่องหมายจุลภาคแสดงว่าเป็นคำเชื่อมเปลี่ยนประเด็นที่แทรกเข้ามาและมีผลต่อทั้งประโยค

แบบฝึกหัด

เติม however ลงในช่องว่างเพื่อแสดงความขัดแย้งในระดับประโยคหลังประธาน: Most desert plants need full sun. This fern, ____, grows best in shade.

ดูคำตอบ

however

ลำดับความ

presumably because: การเสนอเหตุผลอย่างระมัดระวัง

ในประโยคนี้ presumably because ใช้นำเสนอเหตุผลที่คาดว่าอธิบายได้ว่าทำไมผู้ที่มีภาวะอะเฟนเทเซียจึงไม่มีการตอบสนองด้วยการหลั่งเหงื่อ because เชื่อมเหตุและผล ส่วน presumably แสดงว่าเหตุผลนี้เป็นข้ออนุมานที่มีมูล แต่ยังไม่ใช่ข้อค้นพบที่ยืนยันแล้วอย่างสมบูรณ์ การใช้แบบนี้แยกผลที่สังเกตได้ออกจากคำอธิบายผลนั้นอย่างระมัดระวัง ในงานเขียนเชิงวิทยาศาสตร์และงานเขียนที่อิงหลักฐาน ช่วยไม่ให้ผู้เขียนแสดงความมั่นใจเกินกว่าที่หลักฐานรองรับ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอสาเหตุว่าเป็นข้ออนุมานที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว

  1. The technician confirmed that the device stopped working because the battery had overheated.
  2. The device stopped working, presumably because the battery had overheated.
  3. The device stopped working, and the battery definitely did not overheat.
ดูคำตอบ

The device stopped working, presumably because the battery had overheated.

At the same time, scientists have speculated ลำดับความ

4:00

ในเวลาเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ได้คาดเดาว่า

that aphantasia may be protective against certain mental health disorders, วลี

4:03

อาแฟนตาเซียอาจช่วยป้องกันโรคทางจิตเวชบางอย่างได้

ลำดับความ

At the same time: การเพิ่มอีกด้านเพื่อสร้างความสมดุล

ในที่นี้ At the same time เป็นคำเชื่อมที่ใช้จัดระเบียบเนื้อหา ไม่ได้เน้นความหมายว่าเกิดขึ้นตรงเวลาเดียวกัน คำนี้นำเสนออีกประเด็นที่ควรพิจารณา กล่าวคือ หลังจากอธิบายว่าการตอบสนองบางอย่างหายไป ผู้พูดก็เสริมผลด้านการป้องกันที่อาจเกิดขึ้น วลีนี้บอกให้ผู้ฟังคำนึงถึงทั้งสองประเด็น มักช่วยให้คำอธิบายสมดุลขึ้นด้วยการเพิ่มอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างหรือบางครั้งตรงข้ามกัน

แบบฝึกหัด

อ่าน: Working from home can feel isolating. At the same time, it can give people more flexibility. At the same time ทำหน้าที่อะไรในข้อความนี้

  1. บอกวันที่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
  2. บอกว่าเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นตรงกันในเวลาเดียวกันพอดี
  3. เพิ่มข้อดีที่ช่วยสร้างสมดุลกับข้อเสียที่เพิ่งกล่าวถึง
ดูคำตอบ

เพิ่มข้อดีที่ช่วยสร้างสมดุลกับข้อเสียที่เพิ่งกล่าวถึง

วลี

may be protective against: แสดงความเป็นไปได้ในการลดความเสี่ยง

Be protective against + โรค อันตราย หรือผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ หมายถึง “ช่วยลดความเสี่ยงหรือผลกระทบของสิ่งนั้น” ในประโยคนี้ ภาวะไร้จินตภาพถูกกล่าวถึงในฐานะปัจจัยที่อาจช่วยป้องกัน ไม่ได้หมายความว่ามันกำลังปกป้องบุคคลหนึ่งอย่างตั้งใจ May ทำให้ข้อความนี้ยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้บอกว่าภาวะไร้จินตภาพป้องกันความผิดปกติเหล่านี้ได้อย่างแน่นอนหรือใช้รักษาได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบสี่คำ may + be + protective + คำบุพบทที่ตามหลัง protective: Wearing sunscreen ____ skin damage.

ดูคำตอบ

may be protective against

specifically those related to negative imagery, like PTSD, วลี

4:08

โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับภาพเชิงลบ เช่น PTSD

วลี

those related to negative imagery: ใช้แทนคำนามพหูพจน์และจำกัดขอบเขต

Those ใช้แทนวลีนามพหูพจน์ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คือ certain mental health disorders ดังนั้นจึงหมายถึง “ความผิดปกติเหล่านั้น” ไม่ใช่คน ผู้เขียนใช้ those แบบนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนามนับได้พหูพจน์ซ้ำ Related to negative imagery เป็นอนุประโยคสัมพัทธ์แบบลดรูปที่วางหลัง those โดยจำกัดความหมายให้เหลือเฉพาะความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับภาพในใจด้านลบ รูปเต็มคือ those that are related to negative imagery

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ those ตามด้วยส่วนขยายได้ถูกต้องเพื่อแทนคำนามพหูพจน์ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า?

  1. The library has several study rooms, including that on the second floor.
  2. The library has several study rooms, including those on the second floor.
  3. The library has several study rooms, including they on the second floor.
ดูคำตอบ

The library has several study rooms, including those on the second floor.

though more research is needed. น้ำเสียง/เจตนา

4:12

แม้ว่าจะยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม

น้ำเสียง/เจตนา

though more research is needed: บอกว่าข้อสรุปยังไม่แน่นอน

ในอนุประโยคท้ายประโยคนี้ though มีความหมายประมาณว่า “อย่างไรก็ตาม” และใช้จำกัดน้ำหนักของข้อกล่าวก่อนหน้า แนวคิดนั้นอาจดูมีแนวโน้มหรือสมเหตุสมผล แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่พิสูจน์แล้ว more research is needed หมายความว่าหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ การวางเงื่อนไขอย่างระมัดระวังเช่นนี้ช่วยให้ผู้อ่านและผู้ฟังแยกความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ออกจากข้อค้นพบที่ยืนยันแล้วได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีแสดงความระมัดระวังจากบทเรียน: The first study looks promising, ____.

ดูคำตอบ

though more research is needed

recalling details like the food served at last year's holiday party วลี

4:15

การนึกถึงรายละเอียด เช่น อาหารที่เสิร์ฟในงานเลี้ยงวันหยุดปีที่แล้ว

may not be as difficult for people with hyperphantasia ไวยากรณ์

4:19

อาจไม่ยากเท่าไรสำหรับผู้ที่มีภาวะไฮเปอร์แฟนตาเซีย

วลี

recalling details: ตั้งใจดึงข้อมูลเฉพาะกลับมาในความทรงจำ

Recall details เป็นกลุ่มคำที่ใช้ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ หมายถึงการดึงข้อมูลเฉพาะกลับมาในความทรงจำ Recall มักสื่อถึงความพยายามนึกอย่างตั้งใจและเป็นทางการกว่า remember เล็กน้อย จึงพบบ่อยในการวิจัยด้านความจำ การสัมภาษณ์ รายงาน และงานการเรียนรู้ ในที่นี้ recalling คือรูป -ing ของ recall วลีที่ยาวกว่าซึ่งขึ้นต้นด้วย recalling details ทำหน้าที่เป็นประธานของ may not be as difficult

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ recall details ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The witness could recall about several important details.
  2. The witness could recall several important details.
  3. The witness could recall to several important details.
ดูคำตอบ

The witness could recall several important details.

ไวยากรณ์

may not be as difficult: การเปรียบเทียบระดับอย่างระมัดระวัง

ใน may not be as difficult คำว่า may แสดงความเป็นไปได้ ส่วน not as + คำคุณศัพท์ แสดงระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเกณฑ์หนึ่ง ในที่นี้ การนึกถึงรายละเอียดเหล่านั้นอาจยากน้อยกว่าสำหรับผู้ที่มีภาวะไฮเปอร์แฟนเทเซีย เมื่อเทียบกับคนอื่นหรือกรณีทั่วไป วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าการนึกถึงเป็นเรื่องง่ายหรือไม่มีความยากเลย แต่เป็นเพียงการเปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์อย่างระมัดระวัง

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบเทียบโดยใช้ may และโครงสร้าง not as ... as: The second puzzle ____ the first one.

ดูคำตอบ

may not be as difficult as

as they tend to have a richer memory of past events ไวยากรณ์

4:22

เนื่องจากพวกเขามักจะมีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตที่สมบูรณ์กว่า

and can relive these experiences in greater detail. การใช้คำ

4:25

และสามารถย้อนสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ได้ในรายละเอียดที่มากกว่า

ไวยากรณ์

as they tend to have: as ที่ใช้บอกเหตุผล

ในที่นี้ as หมายถึง because และใช้บอกเหตุผลของข้อความในประโยคก่อนหน้า They หมายถึงผู้ที่มีภาวะไฮเปอร์แฟนเทเซีย กล่าวคือ การนึกถึงรายละเอียดอาจยากน้อยลง เพราะคนกลุ่มนี้มักมีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตที่สมบูรณ์กว่า Tend to + กริยารูปพื้นฐาน บอกแนวโน้มที่มักเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นจริงกับทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้น as they tend to have จึงหมายถึง “เพราะพวกเขามักมี” ไม่ใช่ “ขณะที่พวกเขามี” หรือ “ในแบบเดียวกับที่พวกเขามี”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as เพื่อบอกเหตุผล

  1. She arranged the flowers as her teacher did.
  2. As the roads were icy, we drove slowly.
  3. As I opened the door, the phone rang.
ดูคำตอบ

As the roads were icy, we drove slowly.

การใช้คำ

relive these experiences: ย้อนสัมผัสอดีตในความทรงจำ

ในประโยคนี้ relive these experiences หมายถึงการกลับไปสัมผัสเหตุการณ์ในอดีตอีกครั้งในใจ จนรายละเอียดหรือความรู้สึกในตอนนั้นชัดเจนขึ้น เป็นการฉายซ้ำในใจ ไม่ใช่การย้อนเวลากลับไปจริง ๆ เมื่อเทียบกับ remember คำว่า relive เน้นความรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในความทรงจำนั้นอีกครั้งมากกว่า

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ "The old photos helped Ana relive her first day at school," คำว่า relive หมายถึงอะไร

  1. เรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เธอไม่เคยประสบ
  2. ย้อนกลับไปในอดีตจริง ๆ และทำเหตุการณ์นั้นซ้ำ
  3. สัมผัสเหตุการณ์ในอดีตอีกครั้งอย่างชัดเจนในใจ
ดูคำตอบ

สัมผัสเหตุการณ์ในอดีตอีกครั้งอย่างชัดเจนในใจ

Differences in mental imagery may even influence your career choice. ลำดับความ

4:29

ความแตกต่างในเรื่องภาพในใจอาจส่งผลต่อการเลือกอาชีพของคุณ

ลำดับความ

may even influence: นำเสนอผลที่อาจเกิดขึ้นและน่าประหลาดใจ

May แสดงว่าอิทธิพลนั้นเป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน ส่วน even เน้นการเลือกอาชีพว่าเป็นผลที่ไกลออกไปอีกขั้นและอาจน่าประหลาดใจ ดังนั้น may even influence จึงหมายถึงผลกระทบอาจขยายไปไกลกว่าที่คาดไว้ ในแง่การจัดลำดับข้อมูล วลีนี้ขยายการพูดจากความแตกต่างของประสบการณ์ภายในไปสู่การตัดสินใจในชีวิตจริง โดยไม่ได้กล่าวว่าภาพในใจเป็นตัวกำหนดอาชีพของใคร

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “อาจเป็นไปได้ และเป็นผลต่อเนื่องที่น่าประหลาดใจ” ลงในประโยค: A small design change ____ improve the whole system.

ดูคำตอบ

may even

A survey of over 2,000 people found that those with aphantasia ลำดับความ

4:34

การสำรวจคนกว่า 2,000 คนพบว่าผู้ที่มีภาวะอาแฟนตาเซีย

are more likely to work in STEM professions, วลี

4:38

มีแนวโน้มที่จะทำงานในสายอาชีพ STEM มากกว่า

ลำดับความ

A survey of ... found that ...: บอกแหล่งที่มาและผลของการสำรวจ

โครงสร้าง A survey of + กลุ่มหรือจำนวนคน + found that + อนุประโยค ใช้รายงานผลสำรวจตามลำดับที่ชัดเจน A survey of over 2,000 people ระบุแหล่งที่มาของหลักฐานและขนาดกลุ่มตัวอย่าง ส่วน found that ใช้นำเข้าสู่ผลสำรวจ ในที่นี้ found หมายถึง “ค้นพบจากการสำรวจ” ไม่ใช่ “พบสิ่งของ” การจำโครงสร้างนี้ได้ช่วยให้แยกวิธีเก็บหลักฐานออกจากสิ่งที่ผลสำรวจรายงาน

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างรายงานผลสำรวจด้วยรูปอดีตของ find ตามด้วย that: A survey of 600 parents ____ most children preferred the shorter class.

ดูคำตอบ

found that

วลี

more likely to work in STEM professions: มีแนวโน้มทำงานในสายอาชีพ STEM มากกว่า

be more likely to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงการกระทำหรือผลลัพธ์หนึ่งมีโอกาสเกิดกับกลุ่มหรือสถานการณ์หนึ่งสูงกว่าอีกกลุ่มหรือสถานการณ์หนึ่ง ในประโยคนี้ are more likely to work หมายถึงกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสทำงานในสาขาเหล่านั้นมากกว่า สำนวนนี้บอกแนวโน้ม ไม่ได้บอกความแน่นอน STEM หมายถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ดังนั้น STEM professions จึงหมายถึงอาชีพในสาขาที่เกี่ยวข้องเหล่านี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be more likely to: Children who read every day ____ remember new words.

ดูคำตอบ

are more likely to

while people with hyperphantasia tend to gravitate towards jobs โน้ต

4:41

ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะไฮเปอร์แฟนตาเซียมักจะดึงดูดเข้าหางาน

in the arts, media, and design.

4:45

ในสายศิลปะ สื่อ และการออกแบบ

ไวยากรณ์

while people with hyperphantasia: การเปรียบต่าง ไม่ใช่เวลา

ในที่นี้ while เปลี่ยนจุดสนใจจากกลุ่มที่กล่าวถึงก่อนหน้า คือผู้ที่มีภาวะอะเฟนเทเซีย ไปยังผู้ที่มีภาวะไฮเปอร์แฟนเทเซีย โดยนำแนวโน้มด้านอาชีพของทั้งสองกลุ่มมาเปรียบเทียบกันเพื่อให้เห็นความแตกต่าง ในโครงสร้างนี้ while มีความหมายใกล้เคียงกับ whereas หรือ “ในทางตรงกันข้าม” ไม่ได้หมายถึง “ในระหว่างที่”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ while เพื่อเปรียบต่างคนสองคน แทนที่จะบอกเวลา

  1. Leah read a book while she waited for the bus.
  2. Leah smiled while the music was playing.
  3. Leah enjoys drawing, while her brother prefers soccer.
ดูคำตอบ

Leah enjoys drawing, while her brother prefers soccer.

สำนวน

gravitate towards jobs: ความโน้มเอียงตามธรรมชาติไปสู่งานบางประเภท

gravitate towards jobs เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงรู้สึกสนใจงานบางประเภทโดยธรรมชาติ หรือค่อย ๆ มีแนวโน้มไปทำงานเหล่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงทางกายภาพ วลีนี้สื่อถึงความชอบโดยทั่วไปหรือแนวโน้มที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น มากกว่าการตัดสินใจที่ชัดเจนเพียงครั้งเดียว ส่วน tend to ในประโยคนี้ย้ำว่าเป็นเพียงแนวโน้ม ไม่ได้เป็นจริงกับทุกคน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ gravitate towards อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบรรยายความชอบที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น

  1. After trying several clubs, Omar began to gravitate the photography group.
  2. After trying several clubs, Omar began to choose towards the photography group.
  3. After trying several clubs, Omar began to gravitate towards the photography group.
ดูคำตอบ

After trying several clubs, Omar began to gravitate towards the photography group.

We may never be able to fully understand ไวยากรณ์

4:48

เราอาจไม่มีวันเข้าใจได้อย่างถ่องแท้

what's happening in another person's mind.

4:50

ว่าเกิดอะไรขึ้นในจิตใจของคนอื่น

ไวยากรณ์

may never be able to: ข้อจำกัดถาวรที่อาจเป็นไปได้

“May never be able to + กริยารูปพื้นฐาน” หมายถึงมีความเป็นไปได้ว่าคนหนึ่งจะไม่มีความสามารถหรือโอกาสทำสิ่งใดได้เลยไม่ว่าเวลาใด may แสดงความไม่แน่นอน never ครอบคลุมทุกช่วงเวลา และ be able to หมายถึงมีความสามารถหรือโอกาสจริงที่จะทำสิ่งนั้น เมื่อรวมกันแล้ว คำเหล่านี้เป็นการกล่าวอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่การยืนยันอย่างแน่นอน แต่ข้อจำกัดที่กล่าวถึงอาจเป็นข้อจำกัดถาวร ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวสื่อว่าการเข้าใจจิตใจของอีกคนอย่างสมบูรณ์อาจเป็นสิ่งที่เกินความสามารถของเราไปตลอด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึงข้อจำกัดถาวรอาจเป็นไปได้: We ____ know exactly what was lost in the fire.

ดูคำตอบ

may never be able to

The inner worlds of those around you สำนวน

4:53

โลกภายในใจของคนรอบข้างคุณ

might be quite different from your own.

4:55

อาจแตกต่างจากโลกของคุณอย่างสิ้นเชิง

สำนวน

The inner worlds: ความคิดและความรู้สึกส่วนตัว

“Inner worlds” เป็นคำเปรียบเทียบถึงความคิด ความรู้สึก ความทรงจำ และจินตนาการที่มองไม่เห็นของผู้คน หรือวิธีส่วนตัวที่แต่ละคนสัมผัสชีวิต ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริงภายในร่างกาย การใช้ worlds ในรูปพหูพจน์ทำให้ประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคนเปรียบเสมือน “โลก” ที่แยกจากกัน ใน “different from your own” คำว่า your own หมายถึง “your own inner world” โดยละวลีนามที่ซ้ำออกไป

แบบฝึกหัด

“The inner worlds” ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. พื้นที่จริงภายในร่างกายของพวกเขา
  2. ความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ส่วนตัวของผู้คน
  3. ประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่
ดูคำตอบ

ความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ส่วนตัวของผู้คน

But you can always sharpen your mind สำนวน

4:59

แต่คุณสามารถลับสมองให้คมอยู่เสมอได้

through critical thinking and problem solving. วลี

5:01

ผ่านการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา

สำนวน

sharpen your mind: ทำให้การคิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

sharpen your mind เป็นอุปมาที่เปรียบความคิดเหมือนคมมีดที่ลับให้คมขึ้นได้ ในที่นี้หมายถึงการฝึกให้คิดได้เร็ว ชัดเจน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ได้หมายถึงการลับสิ่งใดให้คมจริง ๆ โครงสร้าง sharpen + คำนามที่แสดงความสามารถ หมายถึงการพัฒนาความสามารถนั้นด้วยการใช้งานหรือการฝึก เช่น sharpen your skills ในประโยคนี้ critical thinking และ problem solving ถูกนำเสนอว่าเป็นวิธีฝึกการทำงานของความคิด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยอุปมาจากบทเรียนที่หมายถึงการพัฒนาความสามารถในการคิด: Daily logic games can ____.

ดูคำตอบ

sharpen your mind

วลี

critical thinking and problem solving: ทักษะสองอย่างที่เชื่อมโยงกัน

critical thinking หมายถึงการตรวจสอบข้อมูล พิจารณาหลักฐานและข้อสมมติ และตัดสินว่าข้ออ้างหรือแนวทางการให้เหตุผลน่าเชื่อถือหรือไม่ ไม่ได้หมายถึงการคิดในแง่ลบหรือคอยวิจารณ์ผู้อื่นตลอดเวลา problem solving หมายถึงการระบุปัญหา แล้วพัฒนาและทดสอบวิธีแก้ที่นำไปใช้ได้ วลีนามทั้งสองมักใช้คู่กัน เพราะการวิเคราะห์อย่างรอบคอบช่วยให้เลือกวิธีแก้ที่มีประสิทธิภาพ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ critical thinking and problem solving มากที่สุด

  1. จดจำข้อมูลโดยไม่ตั้งคำถาม
  2. ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบและหาวิธีแก้ที่นำไปใช้ได้
  3. วิจารณ์ทุกแนวคิดและปฏิเสธที่จะลงมือทำ
ดูคำตอบ

ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบและหาวิธีแก้ที่นำไปใช้ได้

Brilliant is where you learn by doing วลี

5:03

Brilliant คือที่ที่คุณได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ

วลี

learn by doing: เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ

learn by doing หมายถึงการได้รับความรู้หรือทักษะผ่านการลงมือทำและประสบการณ์จริง ไม่ใช่เพียงฟังคำอธิบายหรือท่องจำ ในโครงสร้าง learn by + -ing คำว่า by บอกวิธีการเรียน ส่วน doing แทนการลอง สร้าง แก้ปัญหา หรือฝึกฝนอย่างกระตือรือร้น ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวนำเสนอการมีส่วนร่วมโดยตรงว่าเป็นวิธีที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ โครงสร้างนี้ยังนำไปใช้ในสำนวนอย่าง learn by experimenting และ learn by making mistakes ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย learn by doing: In this workshop, we build real robots and ____.

ดูคำตอบ

learn by doing

with thousands of interactive lessons in math, data analysis, วลี

5:05

ด้วยบทเรียนเชิงโต้ตอบหลายพันบทในวิชาคณิตศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูล

programming, and AI.

5:08

การเขียนโปรแกรม และ AI

วลี

interactive lessons: บทเรียนที่ต้องมีส่วนร่วม

interactive lessons คือบทเรียนที่ผู้เรียนต้องตอบสนอง เลือก ลงมือปรับเนื้อหา หรือรับผลป้อนกลับเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน คำว่า interactive เน้นการมีส่วนร่วมแบบสองทาง ไม่ได้หมายถึงเพียงเนื้อหาที่น่าสนใจ ในคำอธิบายผลิตภัณฑ์นี้ วลีดังกล่าวบอกว่าผู้เรียนทำงานกับบทเรียนอย่างกระตือรือร้น แทนที่จะเพียงดูหรืออ่านเท่านั้น

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดตรงกับ interactive lessons มากที่สุด?

  1. ผู้เรียนปรับกราฟและเห็นผลทันที
  2. ผู้เรียนได้รับรายชื่อหนังสือสำหรับอ่านในภายหลัง
  3. ผู้เรียนดูการบรรยายที่บันทึกไว้โดยไม่ตอบสนอง
ดูคำตอบ

ผู้เรียนปรับกราฟและเห็นผลทันที

Visit brilliant.org/teded for 30 days free วลี

5:10

ไปที่ brilliant.org/teded เพื่อรับสิทธิ์ใช้งานฟรี 30 วัน

and 20% off an annual subscription.

5:14

และรับส่วนลด 20% สำหรับการสมัครสมาชิกรายปี

วลี

30 days free ... 20% off: ข้อเสนอส่งเสริมการขายสองอย่าง

“30 days free” เป็นข้อความส่งเสริมการขายแบบย่อของ “free for 30 days” หมายถึงไม่มีค่าใช้จ่ายในช่วง 30 วันแรก ส่วน “20% off” หมายถึงหัก 20% จากราคาปกติ จึงเหลือราคา 80% ของราคาเดิม ในประโยคนี้ ช่วงใช้ฟรีใช้กับการใช้งานบริการ ส่วนส่วนลดใช้กับการสมัครสมาชิกรายปี ทั้งสองวลีบอกสิทธิประโยชน์คนละอย่าง คือใช้ฟรีได้นานเท่าไร และราคาต่อปีลดลงเท่าไร

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายข้อเสนอทั้งสองอย่างได้ถูกต้อง

  1. บริการนี้ใช้ฟรี 30 วัน และการสมัครสมาชิกรายปีมีราคา 80% ของราคาเดิม
  2. บริการนี้ฟรีตลอดไป และการสมัครสมาชิกรายปีมีราคา 20% ของราคาเดิม
  3. บริการนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มในช่วง 30 วัน และการสมัครสมาชิกรายปีแพงขึ้น 20%
ดูคำตอบ

บริการนี้ใช้ฟรี 30 วัน และการสมัครสมาชิกรายปีมีราคา 80% ของราคาเดิม