เอพิเจเนติกส์คืออะไร? - Carlos Guerrero-Bosagna: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
644 คำ 145 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าเครื่องหมายทางอีพีเจเนติกควบคุมการทำงานของยีนโดยไม่เปลี่ยน DNA อย่างไร จึงทำให้จีโนมที่เหมือนกันก่อให้เกิดเซลล์ ภาวะสุขภาพ และการตอบสนองต่อประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกันได้ พร้อมกล่าวถึงการถ่ายทอด ความสามารถในการย้อนกลับ และงานวิจัยในอนาคต ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. If you think of DNA as a recipe book, — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์ เรียนรู้การสังเกตและใช้รูปแบบ think of A as B เพื่อเปลี่ยนระบบวิทยาศาสตร์ที่เป็นนามธรรมให้เป็นอุปมาใกล้ตัว ช่วยให้ผู้ฟังมองเห็นกลไกที่ซับซ้อนได้ชัดเจนขึ้น 2. mediates a lifelong dialogue between genes and the environment. — สำนวนและภาษาภาพพจน์ เข้าใจว่า dialogue ใช้เปรียบเปรยถึงอิทธิพลที่ยีนกับสิ่งแวดล้อมมีต่อกันอย่างต่อเนื่อง ส่วน mediate เป็นคำทางการที่บอกบทบาทของอีพีจีโนมในการเชื่อมโยงทั้งสองด้าน 3. be able to influence it, too. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์ สังเกตว่าตอนจบย้อนกลับไปยังแนวคิดก่อนหน้าที่ว่าอีพีจีโนมมีอิทธิพลต่อเรา แล้วสลับทิศทางเป็นเราที่อาจมีอิทธิพลต่อมันได้ จึงเกิดบทสรุปที่กระชับและน่าจดจำ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Here's a conundrum. ลำดับความ

0:07

นี่คือปริศนา

ลำดับความ

Here's a conundrum: นำเสนอปัญหาที่ชวนสับสน

Here’s + คำนาม ใช้นำเสนอหัวข้อใหม่ต่อผู้ฟังโดยตรง ในประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นประโยคเปิดที่ดึงความสนใจ ผู้พูดบอกปัญหาที่ยากก่อน แล้วชวนให้ผู้ฟังติดตามคำอธิบายต่อไป conundrum ไม่ได้หมายถึงปัญหาทั่วไป แต่หมายถึงปัญหาที่แก้ได้ยากหรือชวนสับสน ดังนั้นประโยคเปิดนี้จึงบอกว่าหัวข้อต่อไปต้องคิดอย่างรอบคอบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปิดด้วย Here's + คำนามที่หมายถึงปัญหาที่ยากและชวนสับสน: ____: both keys look identical, but only one opens the door.

ดูคำตอบ

Here's a conundrum

Identical twins originate from the same DNA. การใช้คำ

0:08

ฝาแฝดแท้มาจากดีเอ็นเอเดียวกัน

การใช้คำ

originate from: ระบุแหล่งที่มาหรือจุดเริ่มต้น

Originate from หมายถึงมีแหล่งที่มาหรือจุดเริ่มต้นจากบางสิ่ง โครงสร้างคือ ประธาน + originate(s)/originated + from + แหล่งที่มา ในประโยคนี้ใช้บอกว่าฝาแฝดแท้มีแหล่งกำเนิดทางชีวภาพร่วมกัน วลีนี้อธิบายต้นกำเนิด ไม่ใช่การเคลื่อนที่ออกจากสถานที่ มักใช้เมื่ออธิบายว่าแนวคิด ธรรมเนียม สายพันธุ์ หรือกระบวนการเริ่มต้นจากที่ใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ originate ตามด้วย from: This design ____ an old tool used by sailors.

ดูคำตอบ

originated from

So how can they turn out so different? กริยาวลี

0:11

แล้วพวกเขาจะเติบโตมาแตกต่างกันมากขนาดนี้ได้อย่างไร

กริยาวลี

turn out + คำคุณศัพท์ เพื่อบอกผลลัพธ์สุดท้าย

ใน turn out so different คำว่า turn out หมายถึง “ลงเอยด้วยการเป็น” หรือ “ปรากฏว่าเป็น” คำคุณศัพท์ so different บอกผลลัพธ์สุดท้ายของประธาน they ส่วน turn ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการหมุนหรือการเคลื่อนที่จริง ใช้ turn out + คำคุณศัพท์ เมื่อผลลัพธ์ชัดเจนขึ้นหลังผ่านเวลา การเปลี่ยนแปลง หรือการสังเกต โครงสร้างนี้มักเน้นผลลัพธ์ที่ต้องอธิบายหรือไม่ตรงกับที่คาดไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ turn out: The hike looked difficult, but it ____ easier than we expected.

ดูคำตอบ

turned out

Even in traits that have a significant genetic component? การใช้คำ

0:14

แม้กระทั่งในลักษณะที่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก

การใช้คำ

traits that have a significant genetic component: ลักษณะที่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่สำคัญ

Traits หมายถึง “ลักษณะ” อนุประโยคขยาย that have a significant genetic component ระบุว่ากำลังพูดถึงลักษณะใด นั่นคือลักษณะที่อิทธิพลทางพันธุกรรมมีส่วนสำคัญ ในที่นี้ component หมายถึงปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนทำให้เกิดผล ไม่ใช่ชิ้นส่วนที่จับต้องได้ ส่วน significant หมายถึงสำคัญหรือมีน้ำหนักมากในการอธิบาย วลีนี้ไม่ได้บอกว่ายีนเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อสรุปต่อไปนี้: "This condition has a significant genetic component, so genes must be its only cause."

  1. ไม่สมเหตุสมผล
  2. สมเหตุสมผล
ดูคำตอบ

ไม่สมเหตุสมผล

For instance,

0:17

ตัวอย่างเช่น

why might one twin get heart disease at 55 วลี

0:18

ทำไมแฝดคนหนึ่งอาจเป็นโรคหัวใจตอนอายุ 55 ปี

วลี

get heart disease: เริ่มเป็นโรคหัวใจ

ใน get heart disease คำว่า get หมายถึง “เริ่มมี” หรือ “เป็น” โรคนั้น วลีนี้เน้นการเปลี่ยนจากไม่มีโรคไปสู่การมีโรค ไม่ได้หมายถึงการเลือกรับสิ่งของบางอย่าง เมื่อใช้กับชื่อโรค get สามารถบอกได้ว่าคนคนหนึ่งเริ่มป่วย ให้เข้าใจ get + โรค ว่า “เป็นโรคนั้น” ไม่ใช่แปลตรงตัวว่า “ได้รับ” เสมอไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวันมากที่สุดเพื่อเน้นการเริ่มป่วย?

  1. He developed heart disease in his fifties.
  2. He got heart disease in his fifties.
  3. He has heart disease now.
ดูคำตอบ

He got heart disease in his fifties.

while her sister runs marathons in perfect health? ไวยากรณ์

0:21

ในขณะที่น้องสาวของเธอวิ่งมาราธอนด้วยสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

ไวยากรณ์

while: เชื่อมข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน

ในที่นี้ while เชื่อมผลลัพธ์สองอย่างที่แตกต่างกันมาก ฝาแฝดคนหนึ่งเป็นโรคหัวใจ แต่พี่สาวหรือน้องสาวของเธอแข็งแรงพอที่จะวิ่งมาราธอนได้ while จึงหมายถึง “แต่ในทางตรงกันข้าม” ไม่ใช่ “ในช่วงเวลาที่” while ที่แสดงความแตกต่างช่วยจัดข้อมูลโดยนำข้อเท็จจริงหนึ่งมาเทียบกับอีกข้อหนึ่ง ให้ดูความหมายของทั้งสองอนุประโยค ถ้าจุดสำคัญคือความแตกต่าง ไม่ใช่เวลา ให้อ่าน while เป็นคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง

แบบฝึกหัด

ใช้ while เชื่อมข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน: Leo loves hot weather, ____ his sister prefers snow.

ดูคำตอบ

while

Nature versus nurture has a lot to do with it, โน้ต

0:25

ธรรมชาติและการเลี้ยงดูมีส่วนอย่างมากในเรื่องนี้

วัฒนธรรม

Nature versus nurture: ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

Nature versus nurture เป็นกรอบคำถามที่ใช้กันทั่วไปเพื่อพูดถึงว่าปัจจัยทางพันธุกรรมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดและสิ่งแวดล้อมภายหลังหล่อหลอมคนเราอย่างไร ในที่นี้ nature หมายถึงอิทธิพลทางชีวภาพที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่วน nurture หมายถึงการเลี้ยงดู การศึกษา สภาพแวดล้อม และประสบการณ์ คำว่า versus นำสองด้านมาเปรียบเทียบกัน แต่สำนวนนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องมีเพียงด้านเดียวที่สำคัญ มักใช้เปิดประเด็นว่าปัจจัยทั้งสองด้านทำงานร่วมกันอย่างไร

แบบฝึกหัด

Nature versus nurture เป็นกรอบของคำถามใด?

  1. การออกกำลังกายกลางแจ้งดีกว่าการออกกำลังกายในร่มหรือไม่
  2. อาหารที่มีประโยชน์มาจากธรรมชาติหรือไม่
  3. ปัจจัยที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมลักษณะต่าง ๆ อย่างไร
ดูคำตอบ

ปัจจัยที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมลักษณะต่าง ๆ อย่างไร

วลี

has a lot to do with: ความเชื่อมโยงที่มาก

Have a lot to do with หมายถึง “มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับ” หรือ “เป็นปัจจัยสำคัญต่อ” ในตัวอย่างนี้ ประธาน Nature versus nurture ถูกมองเป็นหัวข้อเดียว จึงเปลี่ยน have เป็น has สำนวนนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ที่มาก แต่ตัวสำนวนเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าประธานเป็นสาเหตุเดียวหรือเป็นสาเหตุโดยตรง

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ have a lot to do with เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: How alert you feel ____ how well you sleep.

ดูคำตอบ

has a lot to do with

but a deeper related answer can be found within something called epigenetics. วลี

0:27

แต่คำตอบที่ลึกซึ้งและเกี่ยวข้องกันมากกว่านั้น พบได้ในสิ่งที่เรียกว่า เอพิเจเนติกส์

วลี

something called epigenetics: การเกริ่นคำศัพท์ใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ

something called epigenetics หมายถึง “สิ่งหรือแนวคิดที่เรียกว่า epigenetics” วลี called epigenetics เป็นวลีรูป past participle ที่ตามหลัง something เพื่อบอกชื่อของสิ่งนั้น ในที่นี้ called หมายถึง “มีชื่อว่า” หรือ “เรียกว่า” ไม่ได้หมายถึง “โทรหา” การใช้คำกว้าง ๆ อย่าง something ก่อนชื่อเชิงเทคนิคช่วยให้การกล่าวถึงศัพท์นั้นครั้งแรกไม่ดูฉับพลันเกินไป โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ something called + ชื่อ และมักใช้เมื่อผู้ฟังอาจยังไม่รู้จักคำนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายที่มีสองคำ: The camera uses ____ image stabilization.

ดูคำตอบ

something called

That's the study of how DNA interacts with the multitude of smaller molecules โน้ต

0:33

นั่นคือการศึกษาว่าดีเอ็นเอมีปฏิสัมพันธ์กับโมเลกุลขนาดเล็กจำนวนมากอย่างไร

วลี

DNA interacts with: การอธิบายปฏิสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์

ใน “DNA interacts with ...” คำว่า interacts with หมายถึง DNA กับอีกสิ่งหนึ่งกระทำต่อกันหรือมีความเกี่ยวข้องกัน ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ วลีนี้ใช้บอกความสัมพันธ์หรือกลไกระหว่างสาร ยีน โปรตีน หรือระบบ ไม่ได้หมายถึงการเข้าสังคม โครงสร้างคือ A interacts with B โดยเน้นความสัมพันธ์ระหว่าง A กับ B แต่ไม่ได้บอกว่าผลของทั้งสองฝ่ายต้องเท่ากันทุกประการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ interact และคำบุพบทที่ต้องใช้: In the body, this medicine ____ a protein in the blood.

ดูคำตอบ

interacts with

การใช้คำ

the multitude of smaller ...: วลีบอกจำนวนแบบเป็นทางการ

ใน “the multitude of smaller molecules” คำว่า multitude หมายถึง “จำนวนที่มากมายอย่างยิ่ง” วลีที่ขึ้นต้นด้วย of บอกว่าสิ่งใดมีจำนวนมาก ส่วน smaller ขยายคำว่า molecules ไม่ได้ขยาย multitude ในที่นี้ the ทำให้กลุ่มขนาดใหญ่นี้เป็นกลุ่มที่ชี้เฉพาะ นั่นคือกลุ่มโมเลกุลขนาดเล็กที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังพูดถึง วลีนี้เป็นทางการและเน้นจำนวนมากกว่า many smaller molecules ส่วน a multitude of ใช้บ่อยกว่าเมื่อนำเสนอกลุ่มใหญ่เป็นครั้งแรก

แบบฝึกหัด

ความหมายใดตรงกับ “the multitude of smaller molecules” ในตัวอย่างมากที่สุด

  1. โมเลกุลขนาดเล็กเพียงหนึ่งโมเลกุลที่มีชื่อพิเศษ
  2. โมเลกุลที่มีจำนวนลดลง
  3. โมเลกุลที่มีขนาดเล็กกว่าจำนวนมหาศาล
ดูคำตอบ

โมเลกุลที่มีขนาดเล็กกว่าจำนวนมหาศาล

found within cells,

0:38

ที่พบในเซลล์

which can activate and deactivate genes. การใช้คำ

0:39

ซึ่งสามารถเปิดและปิดการทำงานของยีนได้

ไวยากรณ์

the study of how: การนิยามว่าสาขาหนึ่งศึกษาอะไร

the study of how + อนุประโยค ใช้นิยามสาขาหนึ่งโดยบอกกระบวนการหรือกลไกที่สาขานั้นศึกษา ในที่นี้ That หมายถึง epigenetics และ how DNA interacts... ทั้งส่วนบอกเนื้อหาที่ศึกษา หลัง how ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า เพราะส่วนนี้เป็นอนุประโยคซ้อน ไม่ใช่คำถามตรง ๆ รูปที่ถูกคือ how DNA interacts ไม่ใช่ how does DNA interact กรอบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X is the study of how + ประธาน + กริยา

แบบฝึกหัด

เติมนิยามของสาขาด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: Meteorology is ____ weather systems change.

ดูคำตอบ

the study of how

การใช้คำ

activate and deactivate genes: ควบคุมกิจกรรมของยีน

activate and deactivate genes หมายถึงการเปลี่ยนว่ายีนอยู่ในภาวะทำงานหรือไม่ การ activate ยีนคือทำให้คำสั่งของยีนนั้นพร้อมใช้งาน ส่วนการ deactivate คือการลดหรือหยุดกิจกรรมนั้น สิ่งนี้เป็นการควบคุมกิจกรรมของยีน ไม่ใช่การสร้างหรือลบยีน คำกริยาคู่นี้แสดงทิศทางตรงข้ามกันในกระบวนการควบคุมเดียวกัน ดังนั้นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อาจกล่าวใหม่ว่าเป็นการเปิดหรือปิดยีน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบาย activate and deactivate genes ได้ถูกต้อง

  1. คำกริยาเหล่านี้หมายถึงการตัดยีนออกจาก DNA เพื่อให้ยีนนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป
  2. คำกริยาเหล่านี้หมายถึงการทำให้ยีนทำงานหรือไม่ทำงาน ไม่ใช่การนำยีนออก
  3. คำกริยาเหล่านี้หมายถึงการสร้างยีนใหม่ขึ้นภายในเซลล์
ดูคำตอบ

คำกริยาเหล่านี้หมายถึงการทำให้ยีนทำงานหรือไม่ทำงาน ไม่ใช่การนำยีนออก

If you think of DNA as a recipe book, ลำดับความ

0:43

ถ้าคุณมองว่าดีเอ็นเอเป็นเหมือนหนังสือสูตรอาหาร

ลำดับความ

If you think of DNA as a recipe book: สร้างการเปรียบเทียบเพื่ออธิบาย

Think of A as B หมายถึงให้ใช้ B เป็นวิธีทำความเข้าใจ A ในที่นี้ผู้พูดใช้หนังสือสูตรอาหารเป็นแบบจำลองในความคิดสำหรับ DNA โดยเชื่อมระบบที่เป็นนามธรรมเข้ากับสูตรอาหารและคำแนะนำที่คุ้นเคย อนุประโยค If ที่ขึ้นต้นประโยคสร้างการเปรียบเทียบนี้ไว้ก่อนที่คำอธิบายจะดำเนินต่อไป และช่วยให้ผู้ฟังตีความภาษาที่เกี่ยวกับสูตรอาหารในช่วงถัดไปว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำกล่าวว่า DNA เป็นหนังสือจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ think of A as B เพื่อเริ่มการเปรียบเทียบได้ถูกต้อง

  1. Think the battery as the phone's energy tank.
  2. Think of the battery as the phone's energy tank.
  3. Think of the battery the phone's energy tank.
ดูคำตอบ

Think of the battery as the phone's energy tank.

those molecules are largely what determine

0:45

โมเลกุลเหล่านั้นก็เป็นตัวกำหนดส่วนใหญ่ว่า

what gets cooked when. สำนวน

0:48

จะปรุงอะไรและเมื่อไร

สำนวน

what gets cooked when: การขยายอุปมาเรื่องตำราอาหาร

ในประโยคนี้ what gets cooked when ขยายอุปมาเรื่องตำราอาหารต่อไป โดย what หมายถึง “สิ่งใด” ส่วน gets cooked ซึ่งเป็นรูปถูกกระทำ ใช้ภาพการปรุงอาหารแทนการที่คำสั่งทางพันธุกรรมถูกนำมาใช้หรือแสดงออก และ when ถามถึงช่วงเวลา ดังนั้น วลีนี้จึงหมายถึงคำสั่งทางพันธุกรรมใดทำงานในเวลาใด ไม่ได้พูดถึงอาหารจริง ๆ แต่อุปมานี้ทำให้การควบคุมยีนเข้าใจง่ายขึ้นด้วยภาพของการเลือกเมนูจากตำราอาหาร

แบบฝึกหัด

ในข้อความที่เปรียบ DNA กับตำราอาหาร what gets cooked when หมายถึงอะไร

  1. หน้าใดถูกนำออกจากตำราอาหารของ DNA
  2. คำสั่งทางพันธุกรรมใดถูกนำมาใช้หรือแสดงออก และเกิดขึ้นเมื่อใด
  3. เซลล์เตรียมอาหารชนิดใดในห้องครัวจริง ๆ
ดูคำตอบ

คำสั่งทางพันธุกรรมใดถูกนำมาใช้หรือแสดงออก และเกิดขึ้นเมื่อใด

They aren't making any conscious choices themselves.

0:50

พวกมันไม่ได้ตัดสินใจด้วยความตั้งใจของมันเอง

Rather, their presence and concentration within cells

0:53

แต่เป็นเพราะการมีอยู่และความเข้มข้นของมันในเซลล์ต่างหาก

makes the difference. วลี

0:56

ที่สร้างความแตกต่าง

วลี

makes the difference: การชี้ปัจจัยที่มีผลตัดสิน

ใน makes the difference คำว่า make หมายถึง “ก่อให้เกิด” หรือ “เป็นปัจจัยเบื้องหลัง” ไม่ได้หมายถึง “ผลิต” วลีทั้งหมดบอกว่าบางสิ่งมีผลชี้ขาด เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์เกิดความแตกต่างสำคัญ ในประโยคนี้ การมีอยู่และความเข้มข้นของโมเลกุลถูกนำเสนอว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเซลล์

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึง “เป็นปัจจัยชี้ขาด” ให้สมบูรณ์: One final safety check could ____ between a safe launch and a dangerous one.

ดูคำตอบ

make the difference

So how does that work?

0:58

แล้วมันทำงานอย่างไรล่ะ

Genes and DNA are expressed when they're read การใช้คำ

0:59

ยีนและดีเอ็นเอจะแสดงออกเมื่อพวกมันถูกอ่าน

การใช้คำ

are expressed: การแสดงออกของยีนในชีววิทยา

เมื่อยีนถูกแสดงออก ข้อมูลในยีนนั้นกำลังถูกใช้เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่ได้ ซึ่งมักเป็น RNA หรือโปรตีน ในที่นี้ are expressed ใช้โครงสร้างกรรมวาจก be + expressed และแสดงว่าประธานกำลังผ่านกระบวนการทางชีววิทยานี้ express ในประโยคนี้ไม่ได้มีความหมายทั่วไปว่าบอกความคิดหรือความรู้สึก ในบริบทวิทยาศาสตร์ วลีนี้บอกว่าข้อมูลทางพันธุกรรมกำลังทำงานอยู่ ไม่ได้หมายความว่ายีนกำลังพูด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคชีววิทยาด้วยรูปกรรมวาจก present simple ของ express: In this experiment, the genes ____ only under stress.

ดูคำตอบ

are expressed

and transcribed into RNA, การใช้คำ

1:03

และถูกถอดรหัสเป็นอาร์เอ็นเอ

การใช้คำ

transcribed into RNA: ขั้นตอนการถอดรหัสจาก DNA เป็น RNA

ในชีววิทยาระดับโมเลกุล transcribed into RNA หมายถึงการใช้ข้อมูลใน DNA เป็นแม่แบบเพื่อสร้าง RNA ส่วน into บอกว่า RNA เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการ and ที่อยู่ข้างหน้าเชื่อม transcribed กับ read ภายในโครงสร้างกรรมวาจก when they're read and transcribed into RNA ประธาน they และกริยาช่วย are ใช้ร่วมกับกริยาช่องที่สามทั้งสองคำ ในที่นี้ transcribe เป็นศัพท์วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การนำคำพูดหรือเสียงบันทึกมาเขียนเป็นข้อความ

แบบฝึกหัด

ใช้ transcribe และบุพบท into ที่บอกผลลัพธ์เพื่อเติมประโยคชีววิทยา: In this process, DNA is ____ RNA.

ดูคำตอบ

transcribed into

which is translated into proteins by structures called ribosomes. การใช้คำ

1:05

ซึ่งจะถูกแปลรหัสเป็นโปรตีนโดยโครงสร้างที่เรียกว่า ไรโบโซม

การใช้คำ

translated into proteins: ความหมายทางชีววิทยาของ translate

ในชีววิทยาระดับโมเลกุล translated into proteins หมายถึงไรโบโซมอ่านข้อมูลที่ RNA นำมาและใช้ข้อมูลนั้นสร้างโปรตีน คำว่า translate ในที่นี้เป็นชื่อกระบวนการทางชีววิทยา ไม่ใช่การแปลระหว่างภาษามนุษย์ โครงสร้างกรรมวาจก be translated into + ผลผลิต เน้นผลลัพธ์ ส่วน by structures called ribosomes ระบุว่าสิ่งใดเป็นผู้ดำเนินกระบวนการนี้ ไม่ได้หมายความว่าเนื้อ RNA เปลี่ยนเป็นเนื้อโปรตีนโดยตรง แต่หมายถึงข้อมูลที่เข้ารหัสใน RNA ถูกใช้เพื่อประกอบโปรตีน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ translated into proteins ในความหมายทางชีววิทยาระดับโมเลกุล

  1. The scientist translates the protein names into simpler words.
  2. The textbook is translated into Spanish by an editor.
  3. The RNA message is translated into proteins by ribosomes.
ดูคำตอบ

The RNA message is translated into proteins by ribosomes.

And proteins are much of what determines ไวยากรณ์

1:10

และโปรตีนก็เป็นส่วนสำคัญที่กำหนด

a cell's characteristics and function.

1:12

ลักษณะและการทำงานของเซลล์

ไวยากรณ์

are much of what determines: สาเหตุสำคัญแต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว

ใน what determines a cell's characteristics and function คำว่า what เริ่มอนุประโยคสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนามและหมายถึง “สิ่งหรือปัจจัยที่กำหนดลักษณะและการทำงานของเซลล์” อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เหมือนนามวลีหลัง of Much of what determines... หมายถึง “ส่วนใหญ่ของกลุ่มปัจจัยที่เป็นตัวกำหนด” ดังนั้นจึงกล่าวว่าโปรตีนมีอิทธิพลสำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสาเหตุเดียว โครงสร้างนี้เหมาะเมื่อผลลัพธ์มีหลายสาเหตุและต้องการเน้นสาเหตุหนึ่งโดยไม่กล่าวอย่างตายตัว

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? Careful planning is much of what determines whether the project succeeds.

  1. การวางแผนอย่างรอบคอบเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ แต่ปัจจัยอื่นก็อาจมีผลเช่นกัน
  2. โครงการประสบความสำเร็จเพราะการวางแผนอย่างรอบคอบเพียงอย่างเดียว
  3. ประโยคนี้ถามว่าส่วนใดของแผนที่ทำอย่างรอบคอบ
ดูคำตอบ

การวางแผนอย่างรอบคอบเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ แต่ปัจจัยอื่นก็อาจมีผลเช่นกัน

Epigenetic changes can boost or interfere วลี

1:15

การเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกส์สามารถกระตุ้นหรือขัดขวาง

with the transcription of specific genes.

1:18

การถอดรหัสของยีนเฉพาะได้

วลี

boost or interfere with: ผลที่ตรงข้ามกันและรูปแบบการรับกรรมที่ต่างกัน

ในประโยคนี้ boost และ interfere with บอกผลที่เป็นไปได้สองแบบซึ่งตรงข้ามกันต่อกระบวนการถอดรหัส boost หมายถึงทำให้กระบวนการเข้มแข็งขึ้นหรือเพิ่มขึ้น ส่วน interfere with หมายถึงขัดขวางหรือรบกวนกระบวนการนั้น รูปไวยากรณ์ของทั้งสองคำไม่เหมือนกันทั้งหมด โดย boost ตามด้วยกรรมได้โดยตรง แต่ interfere ต้องมี with ในที่นี้ทั้งสองใช้กรรมเดียวกันคือ the transcription of specific genes รูปแบบเต็มคือ boost something or interfere with something

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ boost และ interfere with ได้ถูกต้องเพื่อแสดงผลที่เป็นไปได้สองแบบซึ่งตรงข้ามกัน

  1. The treatment may boost recovery or interfere it.
  2. The treatment may boost recovery or interfere with it.
  3. The treatment may boost with recovery or interfere it.
ดูคำตอบ

The treatment may boost recovery or interfere with it.

The most common way interference happens ลำดับความ

1:21

วิธีที่พบบ่อยที่สุดที่การขัดขวางนี้เกิดขึ้น

is that DNA or the proteins it's wrapped around วลี

1:23

คือการที่ดีเอ็นเอ หรือโปรตีนที่มันพันอยู่รอบๆ

ลำดับความ

The most common way ... is that ...: การเกริ่นกลไกที่พบบ่อยที่สุด

นี่คือกรอบสำหรับจัดลำดับคำอธิบาย The most common way interference happens ระบุหัวข้อและส่งสัญญาณว่ากำลังจะอธิบายกลไกที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วน is that ใช้เปิดอนุประโยคที่บอกกลไกนั้น ใช้รูปแบบ The most common way + event happens + is that + full clause ได้ หน้าที่ของรูปแบบนี้คือเลือกและเกริ่นคำอธิบายที่เป็นแบบฉบับที่สุด ไม่ใช่เพียงบอกว่าบางสิ่งเกิดขึ้นบ่อย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้กรอบนี้อย่างชัดเจนเพื่อเกริ่นกลไกที่เป็นแบบฉบับที่สุด

  1. The most common way this toy breaks is that a wheel comes loose.
  2. This toy is common because a wheel comes loose.
  3. A wheel is common, but this toy can break.
ดูคำตอบ

The most common way this toy breaks is that a wheel comes loose.

วลี

it's wrapped around: ตำแหน่งในอนุประโยคสัมพัทธ์แบบย่อ

ในประโยคนี้ it's หมายถึง it is และ it หมายถึง DNA ความสัมพันธ์แบบเต็มคือ DNA is wrapped around the proteins ซึ่งหมายถึง DNA พันอยู่รอบโปรตีน ใน the proteins it's wrapped around มีการละสรรพนามเชื่อมความ that รูปเต็มคือ the proteins that it is wrapped around ส่วนบุพบท around อยู่ท้ายอนุประโยคได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่นี่ around บอกตำแหน่งที่ล้อมรอบสิ่งหนึ่ง ไม่ได้หมายถึง “ประมาณ”

แบบฝึกหัด

เติมรูปสองคำของ wrap ที่หมายถึง “อยู่รอบ ๆ” ให้สมบูรณ์: The string is ____ the package.

ดูคำตอบ

wrapped around

gets labeled with small chemical tags. การใช้คำ

1:27

ถูกติดป้ายด้วยเครื่องหมายทางเคมีเล็กๆ

การใช้คำ

gets labeled with small chemical tags: รูปถูกกระทำที่ใช้ get

Gets labeled เป็นรูปถูกกระทำที่ใช้ get โดยประกอบด้วย gets + กริยาช่องที่สาม labeled รูปนี้บอกว่าประธานเกิดการเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำเครื่องหมาย ส่วน With small chemical tags บอกว่าสิ่งใดถูกเติมเข้ามาหรือใช้ทำเครื่องหมาย ในที่นี้ chemical tags คือหมู่เคมีขนาดเล็กหรือการดัดแปลงระดับโมเลกุลที่ติดกับ DNA หรือโปรตีน ไม่ใช่ป้ายกระดาษหรือสติกเกอร์ สำนวนนี้อธิบายกระบวนการทำเครื่องหมายในระดับโมเลกุล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำที่ใช้ get ของ label และบุพบทที่นำหน้าสิ่งที่ใช้ทำเครื่องหมาย: In the experiment, each sample ____ a colored tag.

ดูคำตอบ

gets labeled with

The set of all of the chemical tags

1:29

ชุดของเครื่องหมายทางเคมีทั้งหมด

that are attached to the genome

1:32

ที่ติดอยู่กับจีโนม

of a given cell is called the epigenome. โน้ต

1:33

ของเซลล์ใดเซลล์หนึ่งเรียกว่า เอพิจีโนม

การใช้คำ

a given cell: เซลล์หนึ่งเซลล์ที่กำลังพิจารณา

ใน a given cell คำว่า given เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึงสมาชิกหนึ่งหน่วยที่กำลังนำมาพิจารณา ข้อความจึงเจาะจงไปที่เซลล์หนึ่งเซลล์ที่เลือกมา ไม่ได้หมายความว่ามีคนมอบเซลล์นั้นให้ผู้อื่น รูปแบบ a given + คำนามเอกพจน์ พบได้บ่อยในการให้เหตุผลแบบเป็นทางการ ทำให้พูดถึงสมาชิกหนึ่งหน่วยในกลุ่มได้โดยไม่ต้องเน้นว่าเป็นหน่วยใดโดยเฉพาะ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ given ในความหมายว่าเป็นกรณีหนึ่งที่กำลังนำมาพิจารณา

  1. The scientist was given a new measuring tool.
  2. The scientist has given the measuring tool back.
  3. The model predicts the pressure at a given depth.
ดูคำตอบ

The model predicts the pressure at a given depth.

วลี

is called the epigenome: โครงสร้างการตั้งชื่อ A is called B

is called the epigenome ใช้โครงสร้างการตั้งชื่อแบบ passive คือ A is called B ซึ่งหมายความว่า A มีชื่อว่า B กลุ่มคำนามยาวที่อยู่ข้างหน้าคือ A และคำว่า epigenome คือ B โดย B จะตามหลัง called ทันทีโดยไม่ใช้ as ในประโยคคำจำกัดความ โครงสร้างนี้เปลี่ยนคำอธิบายให้เป็นชื่อเรียก called ในที่นี้หมายถึงการตั้งชื่อ ไม่ใช่การโทรศัพท์

แบบฝึกหัด

เติมคำจำกัดความให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างการตั้งชื่อแบบ passive A is called B: The change of water from a liquid to a gas ____ evaporation.

ดูคำตอบ

is called

Some of these, like a methyl group, การใช้คำ

1:37

ป้ายบางตัว เช่น กลุ่มเมทิล

การใช้คำ

a methyl group: ศัพท์เคมีที่ใช้เป็นตัวอย่าง

methyl group เป็นศัพท์เคมีที่หมายถึงกลุ่มอะตอมขนาดเล็กซึ่งประกอบด้วยอะตอมคาร์บอนหนึ่งอะตอมที่ยึดกับอะตอมไฮโดรเจนสามอะตอม (-CH3) ในที่นี้ group หมายถึงหมู่ทางเคมี ไม่ใช่กลุ่มคน ใน like a methyl group คำว่า like ใช้นำเสนอตัวอย่างหนึ่งของ "บางชนิดในกลุ่มนี้" โครงสร้าง like + นามวลีสามารถหมายถึง "เช่น" ไม่ได้ใช้บอกความคล้ายคลึงเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ a methyl group ในที่นี้ได้ถูกต้อง

  1. หมายถึงหมู่ทางเคมีและใช้เป็นตัวอย่าง
  2. หมายถึงกลุ่มเซลล์ที่อยู่ใกล้กัน
  3. หมายถึงกลุ่มนักวิทยาศาสตร์
ดูคำตอบ

หมายถึงหมู่ทางเคมีและใช้เป็นตัวอย่าง

inhibit gene expression by derailing the cellular transcription machinery โน้ต

1:39

จะยับยั้งการแสดงออกของยีนโดยขัดขวางกลไกการถอดรหัสของเซลล์

การใช้คำ

inhibit gene expression: การยับยั้งกระบวนการทางชีววิทยา

Inhibit gene expression หมายถึงการยับยั้งหรือลดกระบวนการที่ข้อมูลในยีนถูกนำไปใช้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่ได้ ในด้านไวยากรณ์ inhibit เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรม และ gene expression เป็นกรรมตรงของคำกริยานี้ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกผลทางชีววิทยา ส่วนวลีที่ตามหลัง by อธิบายกลไก Inhibit บอกว่ามีการรบกวนกระบวนการ แต่คำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าการแสดงออกของยีนหยุดลงทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดรักษาความหมายของ inhibit gene expression ได้ดีที่สุด

  1. สารประกอบทำให้การแสดงออกของยีนเพิ่มขึ้น
  2. สารประกอบอาจลดการแสดงออกของยีนโดยไม่จำเป็นต้องทำให้หยุดทั้งหมด
  3. สารประกอบต้องทำให้การแสดงออกของยีนหยุดทั้งหมด
ดูคำตอบ

สารประกอบอาจลดการแสดงออกของยีนโดยไม่จำเป็นต้องทำให้หยุดทั้งหมด

สำนวน

derailing the cellular transcription machinery: อุปมาของการรบกวนอย่างรุนแรง

ในที่นี้ derailing เป็นอุปมา ตามความหมายตรงตัว รถไฟที่ derail จะหลุดออกจากราง แต่ในประโยคนี้ ภาพดังกล่าวหมายถึงกระบวนการถอดรหัสถูกรบกวนอย่างรุนแรงจนดำเนินต่อไปตามปกติไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงอุบัติเหตุทางรถไฟจริง ๆ The cellular transcription machinery ก็ไม่ใช่เครื่องจักรจริง แต่เป็นคำเรียกรวมส่วนประกอบระดับโมเลกุลและกระบวนการที่ถอดรหัส DNA เป็น RNA ทั้งวลีจึงหมายถึงการรบกวนระบบการถอดรหัสของเซลล์เพื่อยับยั้งการแสดงออกของยีน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ derailing the cellular transcription machinery หมายถึงอะไร

  1. รบกวนระบบการถอดรหัสของเซลล์จนทำงานตามปกติไม่ได้
  2. สร้างอุปกรณ์เครื่องกลภายในเซลล์
  3. ทำให้รถไฟที่บรรทุก DNA หลุดออกจากราง
ดูคำตอบ

รบกวนระบบการถอดรหัสของเซลล์จนทำงานตามปกติไม่ได้

or causing the DNA to coil more tightly, วลี

1:44

หรือทำให้ดีเอ็นเอขดตัวแน่นขึ้น

making it inaccessible.

1:47

จนทำให้ไม่สามารถเข้าถึงได้

วลี

to coil more tightly: ขดให้แน่นขึ้น

ใน to coil more tightly คำว่า coil เป็นคำกริยา หมายถึงขดเป็นวงหรือเป็นเกลียว ส่วน more tightly เป็นวลีวิเศษณ์ขั้นกว่า แสดงว่าส่วนที่ขดอยู่ชิดกันและแน่นกว่าเดิม วลีนี้เป็น to-infinitive ที่อยู่หลังกรรมในโครงสร้าง cause + object + to-infinitive: causing the DNA to coil ส่วน making it inaccessible ที่ตามมาบอกผลลัพธ์ว่า เมื่อ DNA อัดแน่นขึ้น ระบบการถอดรหัสก็เข้าถึงได้ยากขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ cause + object + to-infinitive และคำวิเศษณ์ได้ถูกต้องเพื่อบรรยายการขดที่แน่นขึ้น

  1. The cold caused the wire to coil more tightly.
  2. The cold caused to coil the wire more tightly.
  3. The cold caused the wire coil more tight.
ดูคำตอบ

The cold caused the wire to coil more tightly.

The gene is still there, สำนวน

1:49

ยีนนั้นยังคงอยู่

but it's silent.

1:51

แต่มันเงียบไป

สำนวน

still there, but it's silent: ยีนยังอยู่แต่ไม่ได้แสดงออก

อนุประโยคทั้งสองสร้างความขัดแย้งกัน คือยีนยังคงอยู่ใน DNA แต่ไม่ได้แสดงออก ใน it's silent คำว่า it อ้างกลับไปถึง the gene silent ในที่นี้เป็นอุปมาทางชีววิทยา ไม่ได้อธิบายเรื่องเสียง แต่หมายถึงยีนไม่ได้ทำงานในการแสดงออกของยีน ยีนไม่ได้หายไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบาย "The gene is still there, but it's silent" ได้ดีที่สุด

  1. ยีนยังคงอยู่ใน DNA แต่ไม่ได้แสดงออก
  2. ยีนถูกนำออกจาก DNA แล้ว
  3. ยีนกำลังส่งเสียงที่เบาเกินกว่าจะได้ยิน
ดูคำตอบ

ยีนยังคงอยู่ใน DNA แต่ไม่ได้แสดงออก

Boosting transcription is essentially the opposite.

1:52

การกระตุ้นการถอดรหัสโดยพื้นฐานแล้วก็คือสิ่งที่ตรงกันข้าม

Some chemical tags will unwind the DNA, การใช้คำ

1:55

ป้ายเคมีบางชนิดจะคลายเกลียวดีเอ็นเอ

การใช้คำ

will unwind the DNA: ทำให้โครงสร้างที่พันอยู่ของ DNA คลายตัว

ใน will unwind the DNA คำว่า unwind หมายถึง “ทำให้ DNA ที่พันอยู่คลายตัวหรือเปิดออกมากขึ้น” ในที่นี้เป็นกริยาที่ต้องมีกรรม โดยเครื่องหมายทางเคมีบางชนิดเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง และ DNA คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลง คำอุปสรรค un- แสดงการย้อนกลับของการพันหรือม้วน นี่เป็นการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโครงสร้าง ไม่ใช่ความหมายทั่วไปของ unwind ที่แปลว่า “ผ่อนคลาย”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาเป้าหมายที่ขึ้นต้นด้วย un- และหมายถึง “ย้อนกลับการพัน”: These proteins help ____ the DNA.

ดูคำตอบ

unwind

making it easier to transcribe, ไวยากรณ์

1:58

ทำให้การถอดรหัสง่ายขึ้น

ไวยากรณ์

making it easier to transcribe: การบอกผลลัพธ์

วลี -ing making it easier to transcribe บอกผลที่เกิดจากการกระทำที่กล่าวไว้ก่อนหน้า วลีนี้ขยายอนุประโยคก่อนหน้า ไม่ใช่อนุประโยคอิสระอีกประโยคหนึ่ง โครงสร้างคือ make + กรรม + คำคุณศัพท์ขั้นกว่า + to-infinitive: make it easier to transcribe ในที่นี้ it หมายถึง DNA แม้ transcribe จะอยู่ในรูป active แต่ DNA คือสิ่งที่ถูกถอดรหัส

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ making it easier to ... เพื่อแสดงผลลัพธ์ได้ถูกต้อง

  1. The app enlarged the text, making easier it to read.
  2. The app enlarged the text, making it easier to read.
  3. The app enlarged the text, making it easier read.
ดูคำตอบ

The app enlarged the text, making it easier to read.

which ramps up production of the associated protein. กริยาวลี

2:00

ซึ่งเป็นการเพิ่มการผลิตโปรตีนที่เกี่ยวข้อง

กริยาวลี

ramps up production: เพิ่มปริมาณการผลิต

Ramps up production หมายถึงเพิ่มปริมาณหรืออัตราการผลิตสิ่งหนึ่ง ๆ ในที่นี้ ramp up เป็น phrasal verb ไม่ได้หมายถึงทางลาดจริง ในประโยคนี้ production of the associated protein เป็นกรรมของ ramps up และบอกว่าสิ่งใดเพิ่มขึ้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ramp up + กิจกรรมหรือผลผลิตที่สามารถเพิ่มขนาดได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย phrasal verb และกรรมจากบทเรียนที่หมายถึง “เพิ่มปริมาณการผลิต”: The factory plans to ____ after installing two new machines.

ดูคำตอบ

ramp up production

Epigenetic changes can survive cell division, วลี

2:04

การเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกส์สามารถอยู่รอดจากการแบ่งเซลล์ได้

which means that they could affect an organism

2:07

ซึ่งหมายความว่าพวกมันอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต

for its entire life.

2:09

ไปตลอดชีวิต

วลี

can survive cell division: ยังคงอยู่หลังการแบ่งเซลล์

ในประโยคนี้ can survive cell division หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางอีพีเจเนติกยังคงอยู่ได้หลังจากเซลล์แบ่งตัว คำว่า survive สื่อถึงการยังคงมีอยู่ ไม่ได้หมายถึงสิ่งมีชีวิตรอดพ้นจากอันตราย โครงสร้าง survive + เหตุการณ์หรือกระบวนการ อาจหมายถึง “ยังคงอยู่หลังผ่านสิ่งนั้น” cell division คือกระบวนการที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ผ่านไปแล้วยังไม่หายไป ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นแบ่งตัวเหมือนเซลล์

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบาย can survive cell division ในประโยคนี้ได้ดีที่สุด

  1. การเปลี่ยนแปลงทำให้เซลล์หยุดแบ่งตัว
  2. การเปลี่ยนแปลงยังคงอยู่หลังจากเซลล์แบ่งตัว
  3. การเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเซลล์ที่มีชีวิตระหว่างการแบ่งตัว
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงยังคงอยู่หลังจากเซลล์แบ่งตัว

Sometimes that's a good thing.

2:12

บางครั้งนั่นก็เป็นเรื่องดี

Epigenetic changes are part of normal development. วลี

2:13

การเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกส์เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตามปกติ

วลี

part of normal development: เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามปกติ

ในประโยคนี้ part of normal development จัดให้การเปลี่ยนแปลงทางอีพีเจเนติกเป็นสิ่งที่อยู่ในกระบวนการเติบโตและเปลี่ยนแปลงตามปกติของสิ่งมีชีวิต แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เป็นสัญญาณของโรคหรือความเสียหายโดยอัตโนมัติ โครงสร้าง be part of + คำนาม ใช้จัดสิ่งหนึ่งไว้ในกระบวนการหรือภาพรวมที่ใหญ่กว่า ในที่นี้ development หมายถึงการเติบโตและเจริญเต็มที่ทางชีววิทยา ไม่ใช่งานก่อสร้างหรือการพัฒนาซอฟต์แวร์

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำเพื่อให้โครงสร้าง be part of สมบูรณ์: Losing baby teeth is ____ normal development.

ดูคำตอบ

part of

The cells in an embryo start with one master genome. สำนวน

2:16

เซลล์ในตัวอ่อนเริ่มต้นด้วยจีโนมหลักเพียงจีโนมเดียว

สำนวน

start with one master genome: เริ่มจากพิมพ์เขียวทางพันธุกรรมร่วมกัน

ในประโยคนี้ start with บอกจุดเริ่มต้นที่เซลล์มีร่วมกัน one master genome หมายถึงพิมพ์เขียวทางพันธุกรรมพื้นฐานชุดเดียวกัน เซลล์เริ่มด้วยข้อมูลพันธุกรรมพื้นฐานแบบเดียวกัน แม้ภายหลังจะพัฒนาไปทำหน้าที่ต่างกันได้ master เป็นคำเปรียบเทียบในที่นี้ หมายถึงฉบับพื้นฐานหรือฉบับต้นทางที่สามารถพัฒนาเป็นผลลัพธ์ต่าง ๆ ได้ ไม่ได้หมายถึงบุคคล

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ one master genome หมายถึงอะไร

  1. บุคคลที่ควบคุมเซลล์
  2. พิมพ์เขียวทางพันธุกรรมพื้นฐานที่เซลล์ใช้ร่วมกันเป็นจุดเริ่มต้น
  3. จีโนมประเภทที่มีนิยามอย่างเป็นทางการและพบเฉพาะในตัวอ่อน
ดูคำตอบ

พิมพ์เขียวทางพันธุกรรมพื้นฐานที่เซลล์ใช้ร่วมกันเป็นจุดเริ่มต้น

As the cells divide,

2:19

เมื่อเซลล์แบ่งตัว

some genes are activated and others inhibited. ไวยากรณ์

2:21

บางยีนจะถูกกระตุ้นและยีนอื่นๆ จะถูกยับยั้ง

ไวยากรณ์

some genes ... and others inhibited: การเปรียบเทียบแบบคู่ขนานและการละคำ

รูปแบบ some ... and others ... แบ่งสมาชิกในกลุ่มประเภทเดียวกันออกเป็นกลุ่มที่มีลักษณะตรงข้ามกัน ในที่นี้ ยีนบางส่วนอยู่ในสถานะหนึ่ง ส่วน others ซึ่งหมายถึงยีนอื่น ๆ อยู่ในสถานะตรงข้าม ส่วนที่สองเป็นโครงสร้างละคำ: others inhibited หมายถึง others are inhibited คำกริยาช่วย are ที่ซ้ำกันถูกละไว้ เพราะโครงสร้างที่ขนานกันในส่วนแรกทำให้เติมความหมายกลับได้ง่าย จึงทำให้การเปรียบเทียบแบบเชื่อมประโยคกระชับขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หมายถึง other pictures โดยไม่จำเป็นต้องรวมรูปภาพที่เหลือทั้งหมด: Some pictures were displayed, and ____ stored.

ดูคำตอบ

others

Over time,

2:24

เมื่อเวลาผ่านไป

through this epigenetic reprogramming, การใช้คำ

2:25

ผ่านกระบวนการปรับโปรแกรมทางเอพิเจเนติกส์นี้

การใช้คำ

through this epigenetic reprogramming: ใช้ through เพื่อบอกกลไก

ในวลี through this epigenetic reprogramming คำว่า through หมายถึง “โดยอาศัย” หรือ “ผ่านทาง” คำนี้นำหน้ากระบวนการที่ทำให้ผลซึ่งกล่าวต่อมาเกิดขึ้นได้ ดังนั้นวลีนี้จึงตอบคำถามว่า “ด้วยกลไกใด” ในที่นี้ epigenetic reprogramming หมายถึงการตั้งค่ารูปแบบที่ควบคุมการทำงานของยีนใหม่โดยไม่เปลี่ยนลำดับ DNA เอง reprogramming หมายถึงการตั้งค่าใหม่ทางชีววิทยา ไม่ใช่การเขียนรหัสคอมพิวเตอร์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ through ได้ถูกต้องเพื่อเกริ่นถึงกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์

  1. Through careful testing, the team found the fault.
  2. The team through found the fault careful testing.
  3. Through the team tested carefully, they found the fault.
ดูคำตอบ

Through careful testing, the team found the fault.

some cells develop into heart cells วลี

2:27

เซลล์บางเซลล์จะพัฒนาไปเป็นเซลล์หัวใจ

and others into liver cells.

2:29

และบางเซลล์ไปเป็นเซลล์ตับ

วลี

develop into: บอกผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

Develop into หมายถึงค่อย ๆ เติบโตหรือเปลี่ยนแปลงจนได้รูปแบบ ประเภท หรือสภาพใหม่ กลุ่มคำนามหลัง into จะบอกผลลัพธ์นั้น เช่น develop into heart cells ใน some cells develop into heart cells and others into liver cells มีการละ develop ตัวที่สองเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำ Others into liver cells จึงหมายถึง other cells develop into liver cells

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ develop into: Over several weeks, the tadpole ____ a frog.

ดูคำตอบ

develops into

Each of the approximately 200 cell types in your body

2:31

เซลล์แต่ละชนิดจากประมาณ 200 ชนิดในร่างกายของคุณ

has essentially the same genome, ไวยากรณ์

2:34

โดยพื้นฐานแล้วมีจีโนมเดียวกัน

but its own distinct epigenome.

2:36

แต่มีเอพิจีโนมที่แตกต่างกันเป็นของตัวเอง

ไวยากรณ์

essentially the same genome, but its own distinct epigenome: พื้นฐานเหมือนกันแต่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง

โครงสร้าง has essentially the same A, but its own distinct B บอกพื้นฐานที่มีร่วมกันก่อน แล้วใช้ but เพื่อเน้นความแตกต่างที่สำคัญ เนื่องจากประธานคือ Each ... cell type คำว่า its own จึงหมายความว่าเซลล์แต่ละชนิดมีอีพีจีโนมเฉพาะของตนเอง essentially the same หมายถึง “เหมือนกันในแง่หลักหรือแง่ที่สำคัญที่สุด” จึงยังเปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้นเล็กน้อย และทำให้ข้อความนี้ระมัดระวังมากกว่าจะเป็นข้อสรุปแบบเด็ดขาด

แบบฝึกหัด

ข้อความใดรักษาความเปรียบต่างของส่วนที่เน้นไว้ได้ดีที่สุด

  1. เซลล์แต่ละชนิดมีจีโนมที่เหมือนกันในแง่หลัก แต่แต่ละชนิดมีอีพีจีโนมเฉพาะของตนเอง
  2. เซลล์ทุกชนิดมีทั้งจีโนมและอีพีจีโนมที่เหมือนกันทุกประการ
  3. เซลล์แต่ละชนิดมีทั้งจีโนมและอีพีจีโนมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ดูคำตอบ

เซลล์แต่ละชนิดมีจีโนมที่เหมือนกันในแง่หลัก แต่แต่ละชนิดมีอีพีจีโนมเฉพาะของตนเอง

The epigenome also mediates a lifelong dialogue สำนวน

2:40

เอพิจีโนมยังเป็นตัวกลางในการสื่อสารตลอดชีวิต

between genes and the environment.

2:43

ระหว่างยีนและสิ่งแวดล้อม

สำนวน

mediates a lifelong dialogue between genes and the environment: เป็นตัวกลางของปฏิสัมพันธ์ตลอดชีวิต

Dialogue ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ ยีนกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้พูดคุยกันจริง ๆ แต่ a lifelong dialogue หมายถึงทั้งสองฝ่ายส่งอิทธิพลต่อกันอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต Mediates หมายถึงทำหน้าที่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงหรือควบคุมให้ปฏิสัมพันธ์นี้เกิดขึ้น ประโยคนี้นำเสนออีพีจีโนมว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์สองทางอย่างต่อเนื่องเกิดขึ้นและมีรูปแบบ ไม่ใช่แค่สาเหตุของผลลัพธ์ทางเดียว

แบบฝึกหัด

ส่วนที่เน้นในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. อีพีจีโนมทำให้ยีนพูดออกเสียงกับสิ่งแวดล้อมตลอดชีวิต
  2. อีพีจีโนมทำให้สิ่งแวดล้อมควบคุมยีนได้ในทิศทางเดียวเท่านั้น
  3. อีพีจีโนมทำให้เกิดและควบคุมปฏิสัมพันธ์ที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างยีนกับสิ่งแวดล้อมตลอดชีวิต
ดูคำตอบ

อีพีจีโนมทำให้เกิดและควบคุมปฏิสัมพันธ์ที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างยีนกับสิ่งแวดล้อมตลอดชีวิต

The chemical tags that turn genes on and off กริยาวลี

2:45

ป้ายเคมีที่ทำหน้าที่เปิดและปิดยีน

กริยาวลี

turn genes on and off: อุปมาสวิตช์สำหรับการทำงานของยีน

ในที่นี้ turn genes on and off ใช้สวิตช์เป็นอุปมา turn a gene on หมายถึงทำให้ยีนทำงานเพื่อให้มีการใช้ข้อมูลของยีนนั้น ส่วน turn it off หมายถึงทำให้ยีนไม่ทำงานหรือลดการทำงานลง ไม่ได้มีสวิตช์จริง ๆ โครงสร้างคือ turn + กรรม + on/off ในประโยคนี้ genes เป็นกรรม ส่วน on และ off แสดงสถานะการทำงานสองแบบที่ตรงข้ามกัน

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ turn genes on and off หมายถึงอะไร

  1. ย้ายยีนเข้าและออกจากเซลล์
  2. เปลี่ยนว่ายีนทำงานหรือไม่และแสดงออกมากเพียงใด
  3. ใช้สวิตช์จริงที่ติดอยู่กับยีน
ดูคำตอบ

เปลี่ยนว่ายีนทำงานหรือไม่และแสดงออกมากเพียงใด

can be influenced by factors including diet, วลี

2:49

สามารถได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงการรับประทานอาหาร

chemical exposure, and medication.

2:51

การสัมผัสสารเคมี และยารักษาโรค

วลี

can be influenced by factors including ...: การยกตัวอย่างปัจจัยที่มีอิทธิพล

Can be influenced by เป็นโครงสร้างกรรมวาจกที่มีคำกริยาช่วย แปลว่าบางสิ่งอาจได้รับผลจากปัจจัยหนึ่งอย่างหรือหลายอย่าง can แสดงความเป็นไปได้ ส่วนกรรมวาจกเน้นสิ่งที่ได้รับอิทธิพล กลุ่มคำ factors including ใช้เกริ่นตัวอย่างของปัจจัยเหล่านั้น รายการหลัง including อยู่ในกลุ่มปัจจัยที่เป็นไปได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นรายการทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมายที่ใช้ยกตัวอย่างปัจจัยที่มีอิทธิพล: Test results ____ sleep, stress, and the time of day.

ดูคำตอบ

can be influenced by factors including

The resulting epigenetic changes can eventually lead to disease วลี

2:54

การเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกส์ที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บได้

วลี

eventually lead to disease: ผลระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น

lead to หมายถึง 'ทำให้เกิดหรือก่อให้เกิดผลลัพธ์' ในประโยคนี้ การเปลี่ยนแปลงทางอีพีเจเนติกเป็นสาเหตุที่เป็นไปได้ และ disease คือผลลัพธ์ โดย lead ไม่ได้หมายถึงการพาใครไปที่ใดที่หนึ่ง ส่วน to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยนามวลีหรือรูป -ing ได้ eventually หมายถึง 'หลังจากผ่านไประยะหนึ่งหรือหลายขั้นตอน' เมื่อใช้กับ can ประโยคนี้จึงพูดถึงผลระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษสามคำที่ตรงกับความหมายว่า 'ทำให้เกิดหลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง': Repeated sun exposure can ____ skin damage.

ดูคำตอบ

eventually lead to

if, for example,

2:58

หากตัวอย่างเช่น

they turn off a gene that makes a tumor-suppressing protein. โน้ต

2:59

มันไปปิดยีนที่สร้างโปรตีนกดการสร้างเนื้องอก

กริยาวลี

turn off a gene: ยับยั้งการแสดงออกของยีน

turn off a gene หมายถึงทำให้ยีนหยุดแสดงออกหรือลดการแสดงออกของยีนลงอย่างมาก off อธิบายสถานะการทำงานของยีน ไม่ได้หมายความว่ายีนเคลื่อนออกไปหรือหายไปจาก DNA turn off เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำนาม ใช้ได้ทั้ง turn off the gene และ turn the gene off แต่เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง โดยใช้ turn it off ไม่ใช่ turn off it

แบบฝึกหัด

ยีนที่เป็นอันตรายทำงานมากเกินไป ประโยคใดใช้ turn off กับคำสรรพนาม it ได้ถูกต้อง

  1. A treatment may turn it off.
  2. A treatment may turn off it.
  3. A treatment may turn it away.
ดูคำตอบ

A treatment may turn it off.

การใช้คำ

tumor-suppressing protein: ทิศทางของการยับยั้ง

ใน tumor-suppressing protein คำว่า tumor-suppressing เป็นคำคุณศัพท์ประสมที่ขยาย protein หมายถึงโปรตีนที่ยับยั้งเนื้องอกหรือช่วยป้องกันไม่ให้เนื้องอกเกิดหรือเติบโต ทิศทางของความหมายไปจากโปรตีนสู่เนื้องอก โปรตีนเป็นฝ่ายทำการยับยั้ง ส่วนเนื้องอกเป็นสิ่งที่ถูกยับยั้ง ในคำขยายรูปแบบคำนาม + -ing นี้ คำนามบอกกรรมของการกระทำ

แบบฝึกหัด

ข้อใดถอดความความสัมพันธ์ใน tumor-suppressing protein ได้ถูกต้อง?

  1. a protein that helps suppress tumors
  2. a protein found only inside tumors
  3. a protein that tumors suppress
ดูคำตอบ

a protein that helps suppress tumors

Environmentally-induced epigenetic changes are part of the reason โน้ต

3:04

การเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกส์ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผล

การใช้คำ

Environmentally-induced epigenetic changes: การย่อสาเหตุไว้ในคำขยาย

Environmentally-induced ขยาย epigenetic changes และหมายถึงถูกทำให้เกิดโดยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม Induced เป็นรูปกริยาช่องสามที่มีความหมายแบบถูกกระทำ กล่าวคือสภาพแวดล้อมเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง คำนามหลักของวลีนี้คือ changes ส่วน epigenetic บอกชนิดของการเปลี่ยนแปลง และ environmentally induced บอกสาเหตุ วลีแบบย่อนี้สามารถขยายเป็น epigenetic changes that are induced by environmental factors

แบบฝึกหัด

ข้อใดถอดความ Environmentally-induced epigenetic changes โดยคงความหมายเดิมได้ดีที่สุด?

  1. epigenetic changes caused by environmental factors
  2. epigenetic changes that cause environmental factors
  3. epigenetic changes attracted to the environment
ดูคำตอบ

epigenetic changes caused by environmental factors

why genetically identical twins can grow up to have very different lives. ไวยากรณ์

3:08

ที่ทำให้ฝาแฝดที่มีพันธุกรรมเหมือนกัน เติบโตมาและมีชีวิตที่แตกต่างกันมากได้

ไวยากรณ์

are part of the reason why: ปัจจัยหนึ่งในหลายปัจจัย

รูปแบบ be part of the reason why + อนุประโยค หมายความว่าประธานมีส่วนช่วยอธิบายผลลัพธ์หนึ่ง ๆ ส่วนอนุประโยคที่ตามหลัง why ระบุผลลัพธ์ที่ต้องการอธิบาย คำว่า part of จำกัดน้ำหนักของข้อสรุป โดยบอกว่านี่เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนทำให้เกิดผล ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดหรือสาเหตุเดียว รูปแบบนี้เหมาะเมื่อมีหลายสาเหตุทำงานร่วมกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าการจราจรเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนทำให้เกิดผล แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นปัจจัยเดียว

  1. Traffic had no effect on when the event started.
  2. Traffic is the only reason why the event started late.
  3. Traffic is part of the reason why the event started late.
ดูคำตอบ

Traffic is part of the reason why the event started late.

ไวยากรณ์

grow up to have: ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

grow up to have + นามวลี ใช้อธิบายสิ่งที่คนคนหนึ่งมีหรือประสบเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ grow up ครอบคลุมเส้นทางจากวัยเด็ก ส่วน to have นำเข้าสู่สภาพหรือผลลัพธ์ของชีวิตในภายหลัง ในที่นี้ to have แสดงผลลัพธ์ ไม่ใช่จุดประสงค์ ฝาแฝดไม่ได้เติบโตขึ้นเพื่อจะได้มีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ชีวิตของพวกเขาค่อย ๆ แตกต่างกันเมื่ออายุมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ grow up to have: Leo ____ a calm, happy life.

ดูคำตอบ

grew up to have

As twins get older,

3:13

เมื่อฝาแฝดอายุมากขึ้น

their epigenomes diverge, การใช้คำ

3:14

เอพิจีโนมของพวกเขาจะแยกออกจากกัน

การใช้คำ

their epigenomes diverge: ความแตกต่างเพิ่มขึ้นตามเวลา

ในประโยคนี้ diverge หมายถึง “ค่อย ๆ แตกต่างกันมากขึ้น” อีพีจีโนมพัฒนาไปในทิศทางที่ต่างกันตามเวลา ไม่ได้หมายถึงถนนที่แยกออกจากกันจริง ๆ diverge เป็นกริยาอกรรมในที่นี้ โดยประธานพหูพจน์ their epigenomes ตามด้วย diverge โดยตรงและไม่มีกรรม รูปแบบนี้ใช้บรรยายข้อมูล ความคิดเห็น ลักษณะทางชีววิทยา หรือเส้นทางการพัฒนาที่ค่อย ๆ คล้ายกันน้อยลงได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ diverge อย่างถูกต้องเพื่อบอกกระบวนการที่ความแตกต่างเพิ่มขึ้น?

  1. The two plans are diverge in color.
  2. The two plans were similar at first, but they began to diverge.
  3. The two plans diverged each other yesterday.
ดูคำตอบ

The two plans were similar at first, but they began to diverge.

affecting the way they age and their susceptibility to disease. การใช้คำ

3:16

ส่งผลต่อวิธีที่พวกเขาแก่ชราและความอ่อนแอต่อโรคภัยไข้เจ็บ

การใช้คำ

susceptibility to disease: ความเปราะบางต่อโรค ไม่ใช่การป่วยแล้ว

Susceptibility to disease หมายถึงแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากโรคได้ง่ายกว่า เป็นการบอกถึงความเปราะบาง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นป่วยอยู่แล้ว คำนาม susceptibility มักตามด้วย to ก่อนสิ่งที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ เช่น susceptibility to disease, infection, heat หรือ pressure ในประโยคนี้ their susceptibility เป็นหนึ่งในสิ่งที่ได้รับผลกระทบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำนาม susceptibility และคำบุพบทที่ต้องใช้: The study examined children's ____ infection.

ดูคำตอบ

susceptibility to

Even social experiences can cause epigenetic changes.

3:20

แม้แต่ประสบการณ์ทางสังคมก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกส์ได้

In one famous experiment, ลำดับความ

3:24

ในการทดลองที่โด่งดังชิ้นหนึ่ง

ลำดับความ

In one famous experiment: การนำเสนอหลักฐานจากงานวิจัย

In one famous experiment เป็นสัญญาณเชื่อมเนื้อหาที่เปลี่ยนคำอธิบายจากแนวคิดทั่วไปไปสู่หลักฐานจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เฉพาะเจาะจง และเตรียมให้ผู้อ่านคาดว่าจะได้อ่านเกี่ยวกับรูปแบบการทดลอง สิ่งที่สังเกตพบ หรือผลการทดลอง วลีบุพบทที่ขึ้นต้นประโยคนี้กำหนดบริบทของงานวิจัยก่อนเข้าสู่ประโยคหลัก คำว่า one แสดงว่านี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้สนับสนุนคำอธิบาย ไม่ใช่การทดลองเพียงชิ้นเดียวหรือหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่

แบบฝึกหัด

In one famous experiment ใช้ส่งสัญญาณถึงอะไรเป็นหลักในคำอธิบาย?

  1. การเปลี่ยนจากแนวคิดทั่วไปไปสู่ตัวอย่างงานวิจัยที่เฉพาะเจาะจง
  2. การจบหัวข้อวิทยาศาสตร์และเริ่มเล่าเรื่องส่วนตัว
  3. การอ้างว่าการทดลองเพียงครั้งเดียวพิสูจน์ได้ทุกกรณี
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนจากแนวคิดทั่วไปไปสู่ตัวอย่างงานวิจัยที่เฉพาะเจาะจง

when mother rats weren't attentive enough to their pups, วลี

3:26

เมื่อแม่หนูไม่ใส่ใจดูแลลูกๆ ของมันมากพอ

วลี

weren't attentive enough to their pups: attentive to และคำคุณศัพท์ + enough

be attentive to someone หมายถึงการสังเกตความต้องการของใครบางคนและให้ความใส่ใจหรือดูแลอย่างรอบคอบ ในที่นี้ pups หมายถึงลูกหนู และ weren't attentive enough บอกว่าระดับความเอาใจใส่ของแม่หนูยังไม่ถึงระดับที่จำเป็น ใน attentive enough to their pups คำว่า enough อยู่หลังคำคุณศัพท์ attentive ส่วน to เป็นบุพบทในรูปแบบ attentive to และนำหน้ากลุ่มคำนาม their pups ไม่ใช่เครื่องหมาย infinitive ที่อยู่หน้าคำกริยา

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเป้าหมายที่หมายถึง “เอาใจใส่...ไม่มากพอ”: The caregiver was not ____ the baby's needs.

ดูคำตอบ

attentive enough to

genes in the babies that helped them manage stress วลี

3:29

ยีนในตัวลูกหนูที่ช่วยพวกมันจัดการกับความเครียด

วลี

manage stress: รับมือและควบคุมแรงกดดัน

ในที่นี้ manage stress หมายถึงการรับมือกับความเครียดหรือควบคุมการตอบสนองของร่างกายต่อความเครียด คำว่า manage หมายถึงการจัดการภาวะที่ยากลำบาก ไม่ใช่การควบคุมดูแลคนหรือบริหารองค์กร วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าความเครียดทั้งหมดจะหายไป แต่เน้นการควบคุมผลกระทบของความเครียดให้อยู่ในระดับที่รับมือได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ manage stress หมายถึงอะไร?

  1. รับมือหรือควบคุมผลกระทบของความเครียด
  2. ควบคุมดูแลกลุ่มคนที่ชื่อ stress
  3. กำจัดแหล่งความเครียดทั้งหมดอย่างถาวร
ดูคำตอบ

รับมือหรือควบคุมผลกระทบของความเครียด

were methylated and turned off. การใช้คำ

3:32

จะถูกเติมหมู่เมทิลและถูกปิดการทำงาน

การใช้คำ

methylated and turned off: เครื่องหมายทางเคมีและการไม่ทำงานของยีน

ในอนุประโยคนี้ were ใช้ร่วมกับทั้ง methylated และ turned off ดังนั้นรูป past participle ทั้งสองคำจึงอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับยีน Methylated หมายถึงมีการเติมหมู่เมทิลลงบน DNA ตรงยีนหรือบริเวณใกล้เคียง Turned off ใช้ภาพเปรียบเทียบกับสวิตช์ หมายความว่าการแสดงออกของยีนไม่ทำงานหรือถูกยับยั้งอย่างมาก ไม่ได้หมายถึงมีคนหมดความสนใจ คำอธิบายนี้นำเสนอเมทิลเลชันพร้อมกับผลด้านการทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าเมทิลเลชันของ DNA ทุกกรณีจะปิดยีนเสมอไป

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบาย were methylated and turned off ในประโยคนี้ได้ดีที่สุด?

  1. ยีนถูกนำออกไปทั้งหมด
  2. สัตว์หมดความสนใจในยีน
  3. ยีนได้รับเครื่องหมายทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับหมู่เมทิล และการแสดงออกของยีนถูกยับยั้ง
ดูคำตอบ

ยีนได้รับเครื่องหมายทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับหมู่เมทิล และการแสดงออกของยีนถูกยับยั้ง

And it might not stop with that generation. สำนวน

3:35

และมันอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรุ่นนั้น

สำนวน

might not stop with that generation: ผลกระทบอาจขยายเลยคนรุ่นหนึ่ง

ในประโยคนี้ stop with หมายถึง “สิ้นสุดอยู่ที่ขอบเขตของบางสิ่ง” ผลกระทบที่กำลังพูดถึงอาจขยายเลยคนรุ่นนั้นไปถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไป ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นนั้นเลือกที่จะหยุดเอง might แสดงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ความแน่นอน ผู้พูดบอกว่าผลกระทบต่อคนรุ่นต่อไปอาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

“The damage might not stop with this neighborhood” หมายความว่าอย่างไร?

  1. คนในย่านนี้อาจตัดสินใจหยุดเคลื่อนไหว
  2. ความเสียหายอาจแพร่เลยออกไปนอกย่านนี้
  3. ความเสียหายจะสิ้นสุดอยู่ภายในย่านนี้อย่างแน่นอน
ดูคำตอบ

ความเสียหายอาจแพร่เลยออกไปนอกย่านนี้

Most epigenetic marks are erased when egg and sperm cells are formed. การใช้คำ

3:38

เครื่องหมายทางเอพิเจเนติกส์ส่วนใหญ่จะถูกลบออกเมื่อมีการสร้างเซลล์ไข่และอสุจิ

การใช้คำ

epigenetic marks are erased: เครื่องหมายระดับโมเลกุลถูกกำจัดหรือรีเซ็ต

เครื่องหมายอีพิเจเนติกคือลักษณะระดับโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับ DNA หรือโปรตีนรอบ ๆ DNA และช่วยควบคุมการทำงานของยีน ในที่นี้ marks เป็นศัพท์วิทยาศาสตร์ ไม่ได้หมายถึงคะแนน รอยหมึก หรือคราบทั่วไป Are erased เป็นโครงสร้างกรรมวาจก หมายถึงเครื่องหมายเหล่านี้ถูกกำจัดหรือรีเซ็ตเมื่อเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิก่อตัวขึ้น Erased ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการถูเพื่อลบจริง ๆ และ Most หมายถึงเครื่องหมายจำนวนมากถูกลบ ไม่ใช่ทุกเครื่องหมาย

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Many epigenetic marks are erased during cell formation” คำว่า “are erased” หมายความว่าอย่างไร?

  1. ยีนทุกยีนถูกถูออกจาก DNA จริง ๆ
  2. เซลล์ได้รับคะแนนจากข้อสอบเขียน
  3. เครื่องหมายระดับโมเลกุลถูกกำจัดหรือรีเซ็ต
ดูคำตอบ

เครื่องหมายระดับโมเลกุลถูกกำจัดหรือรีเซ็ต

But now,

3:43

แต่ในตอนนี้

researchers think that some of those imprints survive, การใช้คำ

3:44

นักวิจัยคิดว่าร่องรอยบางอย่างยังคงอยู่

การใช้คำ

those imprints survive: รอยประทับทางอีพีเจเนติกยังคงอยู่

คำว่า those imprints หมายถึงเครื่องหมายทางอีพีเจเนติกบางส่วนที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ในที่นี้ imprint ไม่ใช่รอยทางกายภาพที่กดลงบนกระดาษหรือดินเหนียว แต่เป็นเครื่องหมายทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับการเปิดหรือปิดการทำงานของยีน survive หมายความว่าเครื่องหมายเหล่านั้นไม่หายไปและยังคงอยู่ ไม่ได้หมายความว่าเครื่องหมายมีชีวิต

แบบฝึกหัด

those imprints survive ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. เครื่องหมายทางอีพีเจเนติกบางส่วนยังคงอยู่
  2. รอยทางกายภาพทุกชนิดคงอยู่ตลอดไป
  3. เครื่องหมายเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งมีชีวิต
ดูคำตอบ

เครื่องหมายทางอีพีเจเนติกบางส่วนยังคงอยู่

passing those epigenetic traits on to the next generation. กริยาวลี

3:47

โดยส่งผ่านลักษณะทางเอพิเจเนติกส์เหล่านั้นไปยังคนรุ่นต่อไป

กริยาวลี

pass ... on to the next generation: ถ่ายทอดไปยังคนรุ่นถัดไป

pass something on to someone หมายถึงการส่งต่อบางสิ่งให้บุคคลหรือกลุ่ม ในที่นี้ สิ่งที่ถูกส่งต่อคือ those epigenetic traits และผู้รับคือ the next generation โครงสร้างคือ pass + สิ่งที่ส่งต่อ + on + to + ผู้รับ pass on เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ จึงพูดได้ทั้ง pass the trait on และ pass on the trait หากกรรมเป็นคำสรรพนาม โดยปกติจะวางไว้ตรงกลาง เช่น pass it on

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง pass something on to someone ให้สมบูรณ์: Families often pass these stories ____ the next generation.

ดูคำตอบ

on to

Your mother's or your father's experiences as a child

3:51

ประสบการณ์ในวัยเด็กของแม่หรือพ่อของคุณ

or choices as adults could actually shape your own epigenome. การใช้คำ

3:55

หรือการตัดสินใจในวัยผู้ใหญ่ อาจมีส่วนกำหนดเอพิจีโนมของคุณเองได้จริง

การใช้คำ

shape your own epigenome: shape ในความหมายว่ามีอิทธิพลต่อการพัฒนา

ในที่นี้ shape เป็นคำกริยา หมายถึง “มีอิทธิพลต่อการพัฒนาหรือการก่อตัวของสิ่งหนึ่ง” กรรมของคำกริยาคือ your own epigenome ซึ่งหมายถึงระบบทางชีววิทยา จึงไม่ได้พูดถึงการใช้มือปั้นสิ่งของให้เป็นรูปร่างจริง ๆ โครงสร้าง shape + ผลลัพธ์หรือระบบที่ไม่ใช่วัตถุ ใช้เมื่อประสบการณ์ การเลือก หรือแรงบางอย่างมีอิทธิพลสำคัญเมื่อเวลาผ่านไป ความหมายคือส่งผลต่อการพัฒนา ไม่จำเป็นต้องหมายถึงควบคุมผลลัพธ์ทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ shape ในความหมายว่า “มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของผลลัพธ์ที่ไม่ใช่วัตถุ”

  1. She shaped the clay into a small cup.
  2. Daily habits can shape your long-term health.
  3. The swimming pool has an unusual shape.
ดูคำตอบ

Daily habits can shape your long-term health.

But even though epigenetic changes are sticky, ไวยากรณ์

3:59

แต่แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกส์จะยึดติดแน่น

they're not necessarily permanent. วลี

4:02

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถาวรเสมอไป

ไวยากรณ์

even though: ยอมรับข้อเท็จจริงก่อนแสดงผลที่สวนทาง

even though ใช้นำอนุประโยคแสดงการยอมรับ โดยยอมรับสถานการณ์หนึ่งว่าเป็นจริงก่อน แล้วจึงตามด้วยประโยคหลักที่น่าประหลาดใจหรือไม่เป็นไปตามผลที่คาดไว้ ในประโยคนี้ การเปลี่ยนแปลงถูกอธิบายว่า sticky คืออาจคงอยู่นาน แต่ข้อเท็จจริงนั้นไม่ได้ทำให้มันถาวร โครงสร้างคือ even though + ประธาน + กริยา แล้วตามด้วยประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

ผู้พูดรู้ว่าตอนนั้นฝนตกจริง ประโยคใดนำข้อเท็จจริงนี้มาใช้เป็นสถานการณ์ยอมรับแบบแย้งได้อย่างถูกต้อง

  1. Despite it was raining, the game continued.
  2. Even though it was raining, the game continued.
  3. Even if it was raining, the game continued.
ดูคำตอบ

Even though it was raining, the game continued.

วลี

not necessarily permanent: ปฏิเสธความแน่นอน ไม่ใช่ความเป็นไปได้

not necessarily permanent หมายความว่า สิ่งนั้นอาจถาวรก็ได้ แต่ยังไม่แน่นอน คำว่า not ปฏิเสธความหมายของ necessarily ดังนั้นประโยคนี้ไม่ได้ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเป็นเพียงชั่วคราว ใช้ not necessarily หน้าคำคุณศัพท์หรือข้อสรุป เพื่อแก้ความเข้าใจที่ฟันธงเกินไป โดยยังเปิดไว้หลายความเป็นไปได้

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่มี necessarily และใช้ลดความแน่นอน: Being popular does ____ make a book right for everyone.

ดูคำตอบ

not necessarily

A balanced lifestyle that includes a healthy diet,

4:04

รูปแบบการใช้ชีวิตที่สมดุล ซึ่งรวมถึงการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

exercise, and avoiding exposure to contaminants วลี

4:07

การออกกำลังกาย และการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารปนเปื้อน

วลี

avoiding exposure to contaminants: exposure to + แหล่งความเสี่ยง

ในที่นี้ avoiding exposure to contaminants หมายถึงการป้องกันไม่ให้สัมผัสสารที่อาจปนเปื้อนอากาศ น้ำ อาหาร หรือพื้นผิว และอาจเป็นอันตราย exposure เป็นคำนามที่หมายถึงการสัมผัสหรือได้รับผลจากบางสิ่ง ในบริบทด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมนี้ ไม่ได้หมายถึงการเปิดรับแสงในการถ่ายภาพ รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ avoid exposure to + สารหรือแหล่งความเสี่ยง โดย to ใช้นำหน้าสิ่งที่บุคคลอาจสัมผัส

แบบฝึกหัด

เติมกลุ่มคำนามสองคำที่ประกอบด้วย exposure และคำบุพบทที่มักใช้ตามหลัง: Wear gloves to avoid ____ harmful chemicals.

ดูคำตอบ

exposure to

may, in the long run, วลี

4:11

ในระยะยาว อาจ

วลี

in the long run: การพิจารณาผลลัพธ์ระยะยาว

in the long run เป็นวลีวิเศษณ์ตายตัว หมายถึงการพิจารณาผลโดยรวมหลังจากเวลาผ่านไปนาน วลีนี้เปลี่ยนจุดสนใจจากผลที่เกิดขึ้นทันทีไปสู่สิ่งที่เวลาและการสะสมอาจก่อให้เกิดขึ้น ในส่วนนี้ วลีดังกล่าวแทรกอยู่หลังคำกริยาช่วย may และคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค วลีทั้งชุดขยายผลลัพธ์ที่จะกล่าวต่อไป ส่วน run ไม่ได้หมายถึงการวิ่งจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ in the long run ในความหมายว่า พิจารณาผลโดยรวมหลังจากเวลาผ่านไปนาน?

  1. During the long run, the athlete stopped for water.
  2. In the long run, reading a little every day can build a large vocabulary.
  3. Right now, reading one page has already taught me every word.
ดูคำตอบ

In the long run, reading a little every day can build a large vocabulary.

create a healthy epigenome. วลี

4:12

สร้างเอพิจีโนมที่มีสุขภาพดีได้

วลี

create a healthy epigenome: การก่อให้เกิดสภาวะทางชีวภาพที่ดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น

ในที่นี้ create หมายถึงช่วยให้บางสิ่งเกิดขึ้นหรือทำให้พัฒนาขึ้น กรรม a healthy epigenome ระบุสภาวะทางชีวภาพที่ต้องการ ดังนั้นวลีนี้จึงสื่อว่านิสัยต่าง ๆ อาจค่อย ๆ สนับสนุนรูปแบบทางเอพิเจเนติกส์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น อีพีจีโนมคือระบบของเครื่องหมายทางเคมีและกลไกควบคุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลต่อวิธีการใช้ยีนโดยไม่แทนที่ลำดับ DNA ถ้อยคำนี้ไม่ได้หมายถึงการสร้างจีโนมใหม่ทั้งหมดขึ้นมาจากความว่างเปล่า

แบบฝึกหัด

ข้อใดถอดความ create a healthy epigenome ในบริบทนี้ได้ตรงที่สุด?

  1. ผลิต DNA ชุดใหม่ทั้งหมด
  2. ช่วยให้เกิดรูปแบบการควบคุมทางเอพิเจเนติกส์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
  3. วาดภาพจีโนมที่แข็งแรง
ดูคำตอบ

ช่วยให้เกิดรูปแบบการควบคุมทางเอพิเจเนติกส์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

It's an exciting time to be studying this.

4:15

นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นในการศึกษาเรื่องนี้

Scientists are just beginning to understand วลี

4:17

นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเริ่มเข้าใจว่า

how epigenetics could explain mechanisms of human development and aging, การใช้คำ

4:19

เอพิเจเนติกส์สามารถอธิบายกลไกการพัฒนาของมนุษย์และความชราภาพได้อย่างไร

วลี

just beginning to understand: เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของความเข้าใจ

just beginning to understand หมายความว่านักวิทยาศาสตร์เริ่มมีความเข้าใจอยู่บ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากและยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่รู้ ในโครงสร้าง be + just + beginning + to + คำกริยา คำว่า just หมายถึง “เพิ่ง” หรือ “อยู่แค่จุดเริ่มต้น” จึงเน้นว่าความคืบหน้ายังมีน้อยและทำให้ข้อความระมัดระวังกว่าการบอกว่าเข้าใจเรื่องนั้นแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยค “Researchers are just beginning to understand the problem” บอกอะไรเรา?

  1. พวกเขามีความเข้าใจเบื้องต้นอยู่บ้าง แต่ยังมีอีกมากที่ไม่รู้
  2. พวกเขามีคำอธิบายที่สมบูรณ์และมีหลักฐานทั้งหมดสนับสนุน
  3. พวกเขายังไม่ได้เริ่มศึกษาปัญหานี้เลย
ดูคำตอบ

พวกเขามีความเข้าใจเบื้องต้นอยู่บ้าง แต่ยังมีอีกมากที่ไม่รู้

การใช้คำ

กลไกการพัฒนาและการสูงวัยของมนุษย์

ในภาษาอังกฤษเชิงวิทยาศาสตร์ mechanisms หมายถึงกระบวนการและปฏิสัมพันธ์ที่ทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นหรืออธิบายว่าสิ่งนั้นทำงานอย่างไร ไม่จำเป็นต้องหมายถึงชิ้นส่วนของเครื่องจักร โครงสร้าง mechanisms of + ปรากฏการณ์ ใช้ระบุสิ่งที่นักวิจัยต้องการอธิบายกลไกการทำงาน ในที่นี้ปรากฏการณ์คือการพัฒนาและการสูงวัยของมนุษย์ ส่วน mechanisms ที่เป็นพหูพจน์บอกว่าอาจมีกระบวนการทางชีววิทยาหลายอย่างเกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

ในวลี “mechanisms of human development and aging,” คำว่า mechanisms หมายถึงอะไร?

  1. เครื่องจักรที่ใช้วัดอายุของบุคคล
  2. ช่วงชีวิตที่สังเกตเห็นการพัฒนาและการสูงวัย
  3. กระบวนการและปฏิสัมพันธ์ทางชีววิทยาที่ทำให้การพัฒนาและการสูงวัยเกิดขึ้น
ดูคำตอบ

กระบวนการและปฏิสัมพันธ์ทางชีววิทยาที่ทำให้การพัฒนาและการสูงวัยเกิดขึ้น

as well as the origins of cancer, โน้ต

4:24

รวมถึงจุดกำเนิดของโรคมะเร็ง

การใช้คำ

the origins of cancer: แหล่งกำเนิดและสาเหตุ

ในที่นี้ the origins of cancer หมายถึงแหล่งกำเนิด สาเหตุระยะแรก และกระบวนการที่ทำให้มะเร็งพัฒนาขึ้น คำว่า origin ไม่ได้หมายถึงจุดเริ่มต้นทางภูมิศาสตร์ รูปพหูพจน์ origins แสดงว่ามะเร็งเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนและอาจมีแหล่งกำเนิดหรือเส้นทางที่มีส่วนร่วมมากกว่าหนึ่งอย่าง โครงสร้าง the origins of + ปรากฏการณ์ เป็นวิธีที่ค่อนข้างเป็นทางการในการพูดถึงว่าปรากฏการณ์นั้นมาจากไหนหรือเริ่มขึ้นอย่างไร

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the origins of cancer หมายถึงอะไร

  1. การรักษาที่ใช้หลังจากวินิจฉัยมะเร็ง
  2. ที่อยู่ของโรงพยาบาลแห่งแรกที่มีการบันทึกมะเร็ง
  3. แหล่งกำเนิด สาเหตุ และกระบวนการระยะแรกที่ทำให้มะเร็งพัฒนาขึ้น
ดูคำตอบ

แหล่งกำเนิด สาเหตุ และกระบวนการระยะแรกที่ทำให้มะเร็งพัฒนาขึ้น

heart disease, mental illness, addiction,

4:26

โรคหัวใจ อาการป่วยทางจิต การเสพติด

and many other conditions.

4:29

และภาวะอื่นๆ อีกมากมาย

ไวยากรณ์

as well as สำหรับเพิ่มข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ในที่นี้ as well as หมายถึง “และยัง” หรือ “รวมถึง” โดยเชื่อมกลไกการพัฒนาและการสูงวัยของมนุษย์เข้ากับหัวข้อที่เพิ่มเข้ามา คือ ต้นกำเนิดของโรคและภาวะต่าง ๆ วลีนี้จัดข้อมูลโดยเสนอสิ่งที่อยู่ข้างหน้าก่อน แล้วทำให้ข้อมูลข้างหลังดูเป็นส่วนเพิ่มเติม พบได้บ่อยในงานเขียนเชิงอธิบายและเชิงวิชาการ และอาจฟังดูตั้งใจหรือเป็นทางการกว่า and ธรรมดา วลีนี้ไม่ใช่โครงสร้างเปรียบเทียบ as + คำคุณศัพท์/คำวิเศษณ์ + as

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเชื่อมสามคำที่ขึ้นต้นและลงท้ายด้วย as และหมายถึง “และยัง”: The museum studies ancient art ____ modern design.

ดูคำตอบ

as well as

Meanwhile,

4:31

ในขณะเดียวกัน

new genome editing techniques are making it much easier โน้ต

4:32

เทคนิคการตัดต่อจีโนมแบบใหม่ก็กำลังทำให้ง่ายขึ้นมาก

การใช้คำ

genome editing techniques: วิธีเปลี่ยนแปลง DNA ในจีโนม

genome editing techniques หมายถึงวิธีที่ใช้เปลี่ยนแปลง DNA ในจีโนมอย่างเจาะจง ในที่นี้ editing หมายถึงการเปลี่ยนหรือจัดการสารพันธุกรรม ไม่ใช่การแก้ไขข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอ genome เป็นคำนามที่ขยาย editing และวลี genome editing ที่รวมกันแล้วขยาย techniques ดังนั้นนามวลีทั้งหมดจึงหมายถึงเทคนิคประเภทหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ความหมายใดตรงกับ genome editing techniques ในประโยคนี้มากที่สุด

  1. วิธีถ่ายภาพสารพันธุกรรม
  2. วิธีเปลี่ยนแปลง DNA ในจีโนมอย่างเจาะจง
  3. วิธีแก้ถ้อยคำในรายงานวิทยาศาสตร์
ดูคำตอบ

วิธีเปลี่ยนแปลง DNA ในจีโนมอย่างเจาะจง

to identify which epigenetic changes really matter for health and disease. วลี

4:35

ในการระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางเอพิเจเนติกส์ใดมีความสำคัญต่อสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บอย่างแท้จริง

ไวยากรณ์

making it much easier to identify: รูปแบบ make it + คำคุณศัพท์ + to-infinitive

ใน making it much easier to identify คำว่า it เป็นกรรมที่ใช้แทนตำแหน่ง ไม่ได้หมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ส่วน to identify เป็น infinitive ที่บอกว่าการกระทำใดง่ายขึ้น รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ make + it + คำคุณศัพท์ + to-infinitive คำว่า much เน้นคำขั้นกว่า easier ดังนั้น much easier จึงหมายถึง “ง่ายขึ้นมาก”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ make it much easier to identify: Color-coded tags make ____ the correct cable.

ดูคำตอบ

it much easier to identify

วลี

really matter for health and disease: มีความสำคัญต่อสุขภาพและโรคอย่างแท้จริง

matter ในที่นี้เป็นคำกริยา หมายถึง “มีความสำคัญ” หรือ “ทำให้เกิดความแตกต่างที่มีความหมาย” ส่วน really ใช้เน้นว่าคำถามกำลังถามว่าการเปลี่ยนแปลงใดสำคัญจริง ๆ ไม่ใช่แค่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดอยู่บ้าง ใน matter for health and disease คำว่า for นำเข้าสาขาหรือผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง รูปแบบ matter for + สาขาหรือผลลัพธ์ เน้นความสำคัญในทางปฏิบัติต่อด้านนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ matter เป็นคำกริยาได้ถูกต้อง เพื่อบอกว่าการตรวจสอบความปลอดภัยเล็ก ๆ มีความสำคัญต่อการปล่อยยานให้สำเร็จ

  1. Small safety checks are matter for a successful launch.
  2. Small safety checks matter for a successful launch.
  3. Small safety checks matter a successful launch.
ดูคำตอบ

Small safety checks matter for a successful launch.

Once we understand how our epigenome influences us, ไวยากรณ์

4:40

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าเอพิจีโนมส่งผลต่อเราอย่างไร

we might be able to influence it, too. ลำดับความ

4:44

เราก็อาจจะสามารถส่งผลต่อมันได้เช่นกัน

ไวยากรณ์

Once we understand: once ในฐานะคำสันธาน

once ใน Once we understand เป็นคำสันธาน หมายถึง “ทันทีที่” หรือ “หลังจากสิ่งนี้เกิดขึ้น” อนุประโยคที่มี once บอกเงื่อนไขหรือขั้นตอนที่ต้องเกิดก่อน ส่วนประโยคหลักบอกผลที่อาจตามมา เมื่อพูดถึงอนาคต ภาษาอังกฤษมักใช้ present simple ในอนุประโยค once โดยพูดว่า Once we understand ไม่ใช่ Once we will understand ส่วนประโยคหลักยังใช้ can, might หรือ will ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ once ได้ถูกต้องเพื่อนำเข้าเงื่อนไขในอนาคต

  1. Once the rain stops, we'll leave.
  2. Once the rain will stop, we'll leave.
  3. Once the rain stopped tomorrow, we'll leave.
ดูคำตอบ

Once the rain stops, we'll leave.

ลำดับความ

be able to influence it, too: กลับทิศทางของอิทธิพลและเชื่อมกลับไปยังช่วงแรก

ครึ่งแรกบอกทิศทางหนึ่งของอิทธิพลว่า our epigenome influences us หรือเอพิจีโนมของเรามีอิทธิพลต่อเรา ในส่วนท้าย be able to influence it, too บทบาทจะสลับกัน คือเราเป็นฝ่ายที่อาจสร้างอิทธิพล และ it ย้อนกลับไปหมายถึง our epigenome การใช้ influence ซ้ำและลงท้ายด้วย too เชื่อมอิทธิพลทั้งสองทิศทางให้เป็นโครงสร้างที่สมดุล: มันมีอิทธิพลต่อเรา และเราก็อาจมีอิทธิพลต่อมัน ความสมมาตรนี้ทำให้แนวคิดที่สองเป็นบทสรุปที่น่าจดจำ ไม่ใช่ข้อมูลเสริมที่ไม่เกี่ยวข้อง ส่วน might be able to ทำให้บทสรุปนี้เป็นความเป็นไปได้อย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ความแน่นอน

แบบฝึกหัด

ส่วนท้าย “be able to influence it, too” จัดระเบียบข้อมูลในประโยคอย่างไร

  1. กลับทิศทางของอิทธิพลและเชื่อมตอนจบกลับไปยังครึ่งแรก
  2. เพิ่มข้อเท็จจริงที่สองซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับครึ่งแรก
  3. บอกว่าอิทธิพลของเอพิจีโนมรุนแรงเกินไป
ดูคำตอบ

กลับทิศทางของอิทธิพลและเชื่อมตอนจบกลับไปยังครึ่งแรก