อะตอมเล็กแค่ไหน? สปอยล์: เล็กมากๆ: บทเรียนภาษาอังกฤษ
Kurzgesagt – In a Nutshell
ภาพรวมวิดีโอ: แอนิเมชันนี้เปรียบเทียบเส้นผม ห้องที่เต็มด้วยข้าว และตึกระฟ้าเพื่อแสดงขนาดของอะตอม แล้วอธิบายอนุภาค พื้นที่ว่าง ความน่าจะเป็นของอิเล็กตรอน ธาตุ และแบบจำลองที่ยังเปลี่ยนแปลง ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. as thick as — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ as + adjective + as เปรียบเทียบมิติ และเข้าใจว่า thick หมายถึงความหนา ไม่ใช่ความหนาแน่น 2. just empty space, except that it isn't. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตการกลับข้อสรุปที่ดูแน่นอนทันที เพื่อแก้คำอธิบายที่ง่ายเกินไปและนำไปสู่รายละเอียดที่แม่นยำกว่า 3. make up — กริยาวลี: เข้าใจความหมายว่า “ประกอบขึ้นเป็น” เมื่อกล่าวถึงส่วนย่อยกับส่วนรวม และแยกจาก “แต่งเรื่อง” “คืนดี” หรือ “แต่งหน้า”
คำอธิบายในบทเรียนนี้
A single human hair is about as thick as 500,000 carbon atoms stacked over each other. ไวยากรณ์
0:04เส้นผมของมนุษย์หนึ่งเส้นมีความหนาพอๆ กับอะตอมของคาร์บอน 500,000 อะตอมเรียงซ้อนกัน
as thick as: การเปรียบเทียบว่าหนาเท่ากัน
โครงสร้าง as + adjective + as แสดงว่าสองสิ่งมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งเท่ากัน ในประโยคนี้ about ทำให้ความหมายเป็น “ใกล้เคียงกัน” ไม่ใช่เท่ากันพอดี ส่วน thick หมายถึงความหนาทางกายภาพของเส้นผม ไม่ได้หมายถึงมีผมดก ใช้คำคุณศัพท์รูปพื้นฐานระหว่าง as สองคำ เช่น as thick as, as fast as และ as difficult as คำที่อยู่หลัง as ตัวที่สองคือสิ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ
แบบฝึกหัด
เติมการเปรียบเทียบว่าหนาเท่ากันด้วย as + adjective + as: This notebook is ____ that textbook.
ดูคำตอบ
as thick as
trillions and trillions of: การเน้นจำนวนมหาศาล
trillions and trillions of เป็นการกล่าวคำบอกจำนวนซ้ำเพื่อเน้นความหมาย หมายถึงมีอะตอมจำนวนมหาศาล ส่วน and ไม่ได้เชื่อมจำนวนที่นับแยกกันสองจำนวน การพูด trillions ซ้ำทำให้รู้สึกว่าปริมาณยิ่งใหญ่มากขึ้น ทั้งวลีรวมถึง of ทำหน้าที่บอกว่ามีอะตอมมากเพียงใด
แบบฝึกหัด
ใน “The archive contains trillions and trillions of records,” วลีที่กล่าวซ้ำทำหน้าที่หลักอย่างไร?
- ให้จำนวนที่แน่นอนสองจำนวนซึ่งต้องนำมาบวกกัน
- เน้นอย่างมากว่ามีจำนวนมหาศาล แต่ไม่ใช่จำนวนที่แน่นอน
- บอกว่าแต่ละระเบียนถูกแบ่งเป็นสองส่วน
ดูคำตอบ
เน้นอย่างมากว่ามีจำนวนมหาศาล แต่ไม่ใช่จำนวนที่แน่นอน
รูปแบบสมมติ If ... were ..., how big would ... be?
ในเงื่อนไขสมมตินี้ were เป็นรูปอดีตที่ใช้สร้างระยะห่างจากความเป็นจริง ผู้พูดไม่ได้บอกว่าอะตอมมีขนาดเท่าลูกแก้วจริง ๆ แต่กำลังจินตนาการถึงขนาดนั้นชั่วคราว ส่วน it ในที่นี้หมายถึงกำปั้นที่พูดถึงไปแล้ว อนุประโยค if กำหนดเงื่อนไขที่จินตนาการขึ้น: If one atom ... were .... ส่วนผลลัพธ์เป็นคำถามที่ใช้ would: how big would your fist be? รูปแบบ if + รูปอดีต, would เหมาะกับการทดลองทางความคิดเกี่ยวกับปัจจุบันที่ไม่เป็นจริงหรืออนาคตที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมรูปสมมติของ be และ will ให้สมบูรณ์: If the model ____ ten times larger, how much space ____ it need?
ดูคำตอบ
were · would
ใช้ Let's try something different เพื่อเปลี่ยนแนวทางอย่างราบรื่น
Let's เป็นรูปย่อของ let us และทำให้การเปลี่ยนวิธีกลายเป็นข้อเสนอที่ทำร่วมกัน try something different หมายถึงลองใช้วิธีหรือแนวทางอื่น โดยไม่ต้องบอกคำนามอย่างชัดเจนเพราะสถานการณ์ทำให้เข้าใจได้อยู่แล้ว เมื่อใช้เป็นประโยคเปลี่ยนผ่าน ข้อความนี้จะพาคำอธิบายไปในทิศทางใหม่โดยไม่พูดตรง ๆ ว่าความพยายามก่อนหน้านั้นไม่ดี เหมาะเมื่อการสาธิต บทเรียน หรือการสนทนาต้องปรับแนวทางใหม่
แบบฝึกหัด
การสาธิตในชั้นเรียนยังไม่ช่วยให้เข้าใจ ประโยคใดเสนอแนวทางใหม่อย่างนุ่มนวลโดยไม่กล่าวโทษใครโดยตรง
- We need to try something different.
- Try something different.
- Let's try something different.
ดูคำตอบ
Let's try something different.
Imagine that its tip is as big as the room you're sitting in right now.
0:34ลองจินตนาการว่าปลายนิ้วมีขนาดเท่ากับห้องที่คุณกำลังนั่งอยู่ตอนนี้
fill the room with grains of rice: โครงสร้าง fill A with B
ในโครงสร้าง fill A with B นั้น A คือภาชนะหรือพื้นที่ที่จะถูกเติมจนเต็ม และ B คือสิ่งที่ใส่เข้าไป ในประโยคนี้ the room คือ A และ grains of rice คือ B จำลำดับ fill + A + with + B ไว้ กริยานี้เน้นผลที่ A เต็ม ไม่ใช่แค่การย้าย B
แบบฝึกหัด
เติมคำในคำสั่งโดยใช้โครงสร้าง fill A with B: ____ the bottle ____ clean water.
ดูคำตอบ
Fill · with
One rice corn represents one cell of your fingertip.
0:40ข้าวสารหนึ่งเมล็ดแทนเซลล์หนึ่งเซลล์ที่ปลายนิ้วของคุณ
zoom in on: การระบุเป้าหมาย
Zoom in หมายถึงทำให้ภาพดูใกล้ขึ้นหรือใหญ่ขึ้น เติม on + เป้าหมาย เพื่อระบุให้ชัดว่ากล้องควรแสดงสิ่งใดให้ใกล้ขึ้น ในประโยคนี้ the rice corn คือเป้าหมาย ในความหมายขยาย zoom in on ยังใช้หมายถึงการมุ่งความสนใจไปที่รายละเอียดเฉพาะในการสนทนาหรือการวิเคราะห์ได้ด้วย โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ zoom in on + คำนามหรือวลีคำนาม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดระบุเป้าหมายที่กล้องจะซูมเข้าไปดูได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- Let's zoom in on the tiny label.
- Let's zoom in the tiny label.
- Let's zoom on the tiny label.
ดูคำตอบ
Let's zoom in on the tiny label.
one cell is as big as the room you're in right now.
0:47เซลล์หนึ่งเซลล์ก็ใหญ่เท่ากับห้องที่คุณอยู่ตอนนี้แล้ว
about the size of: การเปรียบเทียบขนาดโดยประมาณ
ในประโยคนี้ about the size of หมายถึงมีขนาดใกล้เคียงกันโดยประมาณ คำว่า about ทำให้การเปรียบเทียบเป็นเพียงการกะคร่าว ๆ ไม่ใช่การวัดที่แม่นยำ โครงสร้าง be + about the size of + คำนาม ใช้เปรียบเทียบขนาดโดยรวมของสิ่งหนึ่งกับสิ่งที่ใช้อ้างอิง ในที่นี้ about หมายถึง “ประมาณ” ไม่ได้หมายถึง “เกี่ยวกับ”
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนที่ใช้เปรียบเทียบขนาดโดยประมาณให้สมบูรณ์: The sensor is ____ a grain of rice.
ดูคำตอบ
about the size of
And now, let us fill all the empty spaces between the rice corns
0:55และตอนนี้ ให้เราเติมช่องว่างทั้งหมดระหว่างเมล็ดข้าวสาร
What is ... made of?: การถามว่าสิ่งหนึ่งประกอบด้วยอะไร
โครงสร้าง What is + คำนาม + made of? ใช้ถามว่าสิ่งหนึ่งประกอบด้วยวัสดุหรือส่วนประกอบที่ระบุได้อะไรบ้าง ในประโยคนี้ใช้ถามถึงส่วนประกอบที่สร้างอะตอมขึ้นมา คำว่า what ใช้แทนวัสดุหรือส่วนประกอบที่ยังไม่ได้ระบุ ดังนั้น of จึงอยู่ท้ายคำถามในภาษาอังกฤษที่ใช้ทั่วไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายที่ใช้ถามเกี่ยวกับวัสดุให้คำถามสมบูรณ์: What is this toy ____?
ดูคำตอบ
made of
Let us just pretend that atoms look like this for a minute
1:07สมมติว่าอะตอมหน้าตาแบบนี้สักครู่หนึ่ง
consists of: อธิบายองค์รวมผ่านส่วนประกอบ
consists of เชื่อมสิ่งที่เป็นองค์รวมเข้ากับส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นสิ่งนั้น ในที่นี้ องค์รวมคืออะตอม และเครื่องหมายทวิภาคบอกว่าหลังจากนี้จะมีการแจกแจงอนุภาคสามชนิด โครงสร้างคือ whole + consist(s) of + parts เมื่อใช้ในคำอธิบายข้อเท็จจริง โครงสร้างนี้ทำให้ประโยคชัดเจนและเป็นทางการ
แบบฝึกหัด
ใช้ consist ในรูปที่ถูกต้องพร้อมบุพบทที่จำเป็น: A water molecule ____ two hydrogen atoms and one oxygen atom.
ดูคำตอบ
consists of
Protons and neutrons bind together and form the atom core,
1:18โปรตอนและนิวตรอนเกาะติดกันและก่อตัวเป็นแกนกลางของอะตอม
อันตรกิริยาเข้ม หนึ่งในแรงพื้นฐานทั้งสี่
strong interaction เป็นชื่อเฉพาะของแรงชนิดหนึ่งในวิชาฟิสิกส์ คำว่า strong เป็นส่วนหนึ่งของชื่อ ส่วน interaction ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ในประโยคนี้ คำดังกล่าวหมายถึงแรงที่ช่วยยึดอนุภาคในนิวเคลียสของอะตอมไว้ด้วยกัน วลีหลังเครื่องหมายจุลภาค one of the four fundamental forces เป็นวลีแสดงความหมายเท่ากันที่ช่วยจัดประเภท strong interaction คำว่า one of หมายถึงแรงนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีสี่แรง ไม่ได้หมายความว่าแรงทั้งสี่เป็นแรงเดียวกัน
แบบฝึกหัด
วลีที่เน้นไว้บอกอะไรแก่เราในประโยคนี้?
- วลีนี้บอกชื่อแรงชนิดหนึ่งในวิชาฟิสิกส์และจัดให้เป็นหนึ่งในแรงพื้นฐานทั้งสี่
- วลีนี้บอกว่าแรงสี่ชนิดรวมกันเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหนึ่งครั้ง
- วลีนี้หมายถึงปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ที่รู้สึกว่ามีพลังเป็นพิเศษ
ดูคำตอบ
วลีนี้บอกชื่อแรงชนิดหนึ่งในวิชาฟิสิกส์และจัดให้เป็นหนึ่งในแรงพื้นฐานทั้งสี่
They are made from quarks and held together by gluons.
1:28พวกมันทำจากควาร์กและยึดเหนี่ยวกันด้วยกลูออน
how small quarks are: ลำดับคำในคำถามแฝง
ใน how small quarks are คำว่า how ถามถึงระดับ ข้อมูลที่ยังไม่รู้คือควาร์กเล็กมากเพียงใด ไม่ใช่วิธีที่บางสิ่งเกิดขึ้น อนุประโยคนี้เป็นคำถามแฝงที่บอกเนื้อหาซึ่ง nobody knows ไม่รู้ เพราะอยู่ภายในประโยคบอกเล่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: how small + ประธาน quarks + กริยา are ที่นี่ไม่ใช้ลำดับคำของคำถามตรง how small are quarks
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้คำถามแฝงหลัง Nobody knows exactly ได้ถูกต้อง
- Nobody knows exactly how small are quarks.
- Nobody knows exactly how small quarks are.
ดูคำตอบ
Nobody knows exactly how small quarks are.
points, like in geometry: ความหมายทางคณิตศาสตร์ของ point
ในประโยคนี้ points หมายถึงจุดในอุดมคติทางเรขาคณิต คือ ตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งไม่มีความยาว ความกว้าง หรือความลึก วลี like in geometry ทำให้เราเลือกความหมายเฉพาะทางคณิตศาสตร์ของคำทั่วไป point ดังนั้น ประโยคนี้จึงเปรียบควาร์กกับตำแหน่งที่ไม่มีมิติ เมื่อคำที่คุ้นเคยปรากฏพร้อมคำบอกสาขาอย่าง in geometry ให้ใช้คำบอกสาขานั้นเป็นตัวช่วยเลือกความหมายเฉพาะของสาขา
แบบฝึกหัด
ในประโยค We think they might literally be points, like in geometry คำว่า points หมายถึงอะไร
- ความคิดเห็นหรือข้อโต้แย้งในการสนทนา
- หน่วยที่เพิ่มเข้าไปในคะแนนของเกม
- ตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งไม่มีความยาว ความกว้าง หรือความลึก
ดูคำตอบ
ตำแหน่งที่แน่นอนซึ่งไม่มีความยาว ความกว้าง หรือความลึก
We suspect that quarks and electrons are the most fundamental components of matter in the universe.
1:41เราสันนิษฐานว่าควาร์กและอิเล็กตรอนเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของสสารในเอกภพ
fast enough to get around the Earth in just over 18 seconds. ไวยากรณ์
1:53เร็วพอที่จะเดินทางรอบโลกในเวลาเพียง 18 วินาทีนิดๆ
คำคุณศัพท์ + enough + to ใน “fast enough to get around the Earth”
fast enough to get around the Earth ใช้โครงสร้างคำคุณศัพท์ + enough + to-infinitive โดย enough วางหลัง fast และแสดงว่าถึงระดับที่ต้องการแล้ว กล่าวคือ ความเร็วสูงถึงระดับที่ทำให้ผลลัพธ์หลัง to เกิดขึ้นได้ ลำดับที่ถูกต้องคือ fast enough ไม่ใช่ enough fast ในที่นี้ get around the Earth หมายถึงเดินทางรอบโลกครบหนึ่งรอบ โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกได้ว่าคุณสมบัติอย่างความเร็ว ขนาด ความแข็งแรง หรืออายุ เพียงพอสำหรับผลลัพธ์หนึ่งหรือไม่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างคำคุณศัพท์ + enough + to: The rope is long ____ reach the ground.
ดูคำตอบ
enough to
การแก้คำพูดของตนเองใน “except that it isn't”
ผู้พูดเสนอ just empty space เป็นข้อสรุปที่เรียบง่ายและดูแน่นอนก่อน แล้วใช้ except that it isn't ถอนข้อสรุปนั้นทันที it อ้างกลับไปยังคำกล่าวที่ว่าปริมาตรนั้นเป็นเพียงพื้นที่ว่าง ไม่ได้ปฏิเสธตัวเลขเปอร์เซ็นต์ การจัดข้อมูลแบบให้ข้อสรุปก่อนแล้วจึงพลิกกลับสร้างความประหลาดใจ และส่งสัญญาณว่าจะมีคำอธิบายที่แม่นยำกว่าตามมา ในที่นี้ except that it isn't เป็นการแก้คำพูดของตนเองแบบภาษาสนทนาอย่างตั้งใจ ไม่ใช่การเพิ่มข้อยกเว้นเล็กน้อยให้กับข้อความที่ยังคงถูกต้องอยู่
แบบฝึกหัด
ส่วนท้ายของประโยคนี้ทำหน้าที่อะไรในการเรียบเรียงความคิด? "The box looks completely empty—except that it isn't."
- ถอนข้อสรุปง่าย ๆ และส่งสัญญาณว่าคำอธิบายที่แม่นยำกว่ากำลังจะตามมา
- ระบุสิ่งของชิ้นเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เป็นข้อยกเว้น
- ยืนยันข้อสรุปง่าย ๆ และจบหัวข้อนั้น
ดูคำตอบ
ถอนข้อสรุปง่าย ๆ และส่งสัญญาณว่าคำอธิบายที่แม่นยำกว่ากำลังจะตามมา
What we perceive as emptiness is actually a space filled by quantum fluctuations, โน้ต
2:13สิ่งที่เรามองว่าเป็นความว่างเปล่า แท้จริงแล้วคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางควอนตัม
สิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็นความว่างเปล่า
ในที่นี้ what หมายถึง “สิ่งที่...” ไม่ใช่คำแสดงคำถาม ส่วน What we perceive as emptiness ทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธานของ is โครงสร้างแบบนี้เรียกว่าอนุประโยคสัมพัทธ์อิสระ ภายในอนุประโยค perceive X as Y หมายถึง “รับรู้หรือเข้าใจ X ว่าเป็น Y” โครงสร้างนี้เรียกสิ่งหนึ่งตามลักษณะที่เรามองเห็น จึงช่วยให้ประโยคเปรียบเทียบภาพที่เห็นกับความจริงได้
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ What we perceive as emptiness ทำหน้าที่อะไร
- ถามโดยตรงว่าเรารับรู้สิ่งใดว่าเป็นความว่างเปล่า
- เปรียบเทียบการรับรู้ของเรากับความว่างเปล่า เพราะ as หมายถึง “เท่าเทียมกัน”
- หมายถึง “สิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็นความว่างเปล่า” และทำหน้าที่เป็นประธาน
ดูคำตอบ
หมายถึง “สิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็นความว่างเปล่า” และทำหน้าที่เป็นประธาน
ความผันผวนเชิงควอนตัม
วลี quantum fluctuations เป็นศัพท์ฟิสิกส์ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเองในสนามควอนตัม การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจมีอยู่แม้ในสุญญากาศ ดังนั้น emptiness ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงพื้นที่ที่นิ่งสนิทและไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย quantum ระบุทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้แปลเพียงว่า “เล็กมาก” ส่วน fluctuations หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าของสนาม ไม่ใช่การเปลี่ยนอารมณ์หรือความผันผวนของราคาทั่วไป
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ quantum fluctuations หมายถึงอะไร
- การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของราคาคอมพิวเตอร์ควอนตัม
- การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของคนที่เกิดจากการคิดเรื่องฟิสิกส์
- การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเองในสนามควอนตัม แม้ในพื้นที่ที่ดูเหมือนว่างเปล่า
ดูคำตอบ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเองในสนามควอนตัม แม้ในพื้นที่ที่ดูเหมือนว่างเปล่า
fields that have potential energy and build and dissolve spontaneously.
2:19ซึ่งเป็นสนามที่มีพลังงานศักย์ ก่อตัวและสลายไปเองตามธรรมชาติ
These fluctuations have a fundamental impact on how charged particles interact, วลี
2:23ความผันผวนเหล่านี้มีผลกระทบพื้นฐานต่อวิธีที่อนุภาคที่มีประจุมีปฏิกิริยาต่อกัน
have a fundamental impact on(มีผลกระทบพื้นฐานต่อ)
ใน have a fundamental impact on คำว่า impact เป็นคำนามเอกพจน์ในโครงสร้าง have an impact on จึงต้องมี a อยู่ข้างหน้า วลีนี้หมายถึง “มีอิทธิพลหรือกำหนดรูปแบบอย่างลึกซึ้ง” คำว่า fundamental บอกว่าผลกระทบนั้นลงไปถึงระดับพื้นฐานหรือแก่นสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่สังเกตเห็นได้ ในประโยคนี้ on นำหน้าสิ่งที่ได้รับผลกระทบ หลัง on อาจเป็นนามวลี หรือเป็นอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how เหมือนในคำบรรยาย: how charged particles interact
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย have a fundamental impact on: Small design choices ____ how easy an app is to use.
ดูคำตอบ
have a fundamental impact on
a topic for another video(หัวข้อสำหรับอีกวิดีโอหนึ่ง)
a topic for another video เป็นสำนวนที่ใช้กำหนดขอบเขตของเนื้อหา ผู้พูดยอมรับว่ามีแนวคิดที่เกี่ยวข้อง แล้วปิดประเด็นย่อยนั้นเพื่อให้คำอธิบายปัจจุบันดำเนินต่อไปตามประเด็นหลัก another video หมายถึงวิดีโออื่นที่ไม่ได้ระบุเจาะจง จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคำสัญญาว่าจะทำวิดีโอนั้นจริง ๆ
แบบฝึกหัด
ผู้นำเสนอพูดว่า "That's a topic for another video." เขากำลังทำอะไรเป็นหลัก?
- บอกว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อปัจจุบันเลย
- พักประเด็นนี้ไว้เพื่อให้คำอธิบายปัจจุบันดำเนินต่อไปตามประเด็นหลัก
- สัญญาว่าวิดีโอถัดไปทันทีจะอธิบายประเด็นนี้
- เชิญให้ผู้ชมเลือกหัวข้อถัดไป
ดูคำตอบ
พักประเด็นนี้ไว้เพื่อให้คำอธิบายปัจจุบันดำเนินต่อไปตามประเด็นหลัก
How much space do the core and electrons actually fill?
2:30จริงๆ แล้วแกนกลางและอิเล็กตรอนใช้พื้นที่ไปเท่าไหร่?
ตึกเอ็มไพร์สเตตในฐานะมาตราส่วนเปรียบเทียบ
ตึกเอ็มไพร์สเตตเป็นตึกระฟ้าและสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงในนครนิวยอร์ก “Empire State” เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเฉพาะตายตัวของอาคาร ไม่ได้หมายถึงอาคารทั่วไปที่เป็นของจักรวรรดิหรือรัฐบาลของรัฐ ประโยคนี้ใช้อาคารขนาดใหญ่มากและเป็นที่รู้จักกันดีเป็นมาตราส่วนเปรียบเทียบในการทดลองทางความคิด การจินตนาการว่าตึกหดเหลือขนาดประมาณเมล็ดข้าวสารช่วยให้เห็นภาพว่าภายในอะตอมมีพื้นที่ว่างมากเพียงใด ไม่ได้กล่าวถึงโครงการก่อสร้างที่เกิดขึ้นจริง
แบบฝึกหัด
ตึกเอ็มไพร์สเตตมีบทบาทอะไรในประโยคนี้?
- เป็นสถานที่สำคัญขนาดใหญ่ที่คุ้นเคยและใช้เป็นมาตราส่วนเปรียบเทียบ
- เป็นชื่อทั่วไปของอาคารรัฐบาลประจำรัฐทุกแห่ง
- เป็นสถานที่ดำเนินโครงการจริงเพื่อนำพื้นที่ว่างออกจากอะตอม
ดูคำตอบ
เป็นสถานที่สำคัญขนาดใหญ่ที่คุ้นเคยและใช้เป็นมาตราส่วนเปรียบเทียบ
All the atoms of humanity would fit in a teaspoon.
2:41อะตอมทั้งหมดของมนุษยชาติสามารถใส่ลงในช้อนชาได้
There are extreme objects where states like this actually exist.
2:45มีวัตถุสุดขั้วที่สภาวะเช่นนี้มีอยู่จริง
that the mass of three suns fits into an object only a few kilometers wide.
2:52จนมวลของดวงอาทิตย์สามดวงสามารถใส่ลงในวัตถุที่มีความกว้างเพียงไม่กี่กิโลเมตร
ดาวนิวตรอนในฐานะตัวอย่างของความหนาแน่นสุดขั้ว
ดาวนิวตรอนเป็นวัตถุทางดาราศาสตร์ที่มีความหนาแน่นสูงอย่างยิ่ง เกิดจากแกนกลางของดาวฤกษ์มวลมากที่ยุบตัวลง คำสองคำใน neutron star รวมกันเป็นศัพท์ดาราศาสตร์ตายตัว ไม่ได้หมายถึงดาวที่สร้างจากนิวตรอนเพียงตัวเดียว ในที่นี้ ดาวนิวตรอนเป็นตัวอย่างจริงในจักรวาลที่สนับสนุนแนวคิดว่าสสารสามารถถูกอัดจนเหลือช่องว่างระหว่างนิวเคลียสของอะตอมน้อยมาก เมื่อเข้าใจพื้นฐานนี้ การเปรียบเทียบว่ามวลเท่ากับดวงอาทิตย์สามดวงอยู่ในวัตถุที่กว้างเพียงไม่กี่กิโลเมตรจึงเป็นภาพแสดงความหนาแน่นสุดขั้ว
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับดาวนิวตรอนในประโยคนี้มากที่สุด?
- เครื่องจักรในจินตนาการที่ใช้บีบอัดตึกระฟ้า
- วัตถุทางดาราศาสตร์ที่มีความหนาแน่นสูงมากและใช้เป็นตัวอย่างจริงของสสารที่ถูกอัดแน่น
- ดาวฤกษ์ธรรมดาที่มีนิวตรอนอยู่เพียงตัวเดียว
ดูคำตอบ
วัตถุทางดาราศาสตร์ที่มีความหนาแน่นสูงมากและใช้เป็นตัวอย่างจริงของสสารที่ถูกอัดแน่น
so densely that: เชื่อมระดับความมากกับผลลัพธ์
ใน so densely that คำว่า so เน้นระดับของคำวิเศษณ์ densely ซึ่งอธิบายว่าแกนอะตอมถูกอัดแน่นเพียงใด โครงสร้างคือ so + คำคุณศัพท์/คำวิเศษณ์ + that + ผลลัพธ์ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกผลที่เกิดจากระดับอันมากยิ่งนั้น กล่าวคือ ความหนาแน่นสูงพอที่จะทำให้มวลของดวงอาทิตย์สามดวงอยู่ในวัตถุขนาดเล็กมากได้ ในที่นี้ so หมายถึง “ถึงระดับนั้น” ไม่ได้หมายถึง “ดังนั้น”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคใหม่ด้วยวลีที่แสดงระดับและผลลัพธ์แบบเดียวกัน: The trees grew ____ almost no sunlight reached the ground.
ดูคำตอบ
so densely that
By the way: เปิดประเด็นเสริมที่เกี่ยวข้อง
By the way เป็นคำเชื่อมทางวาทกรรมที่บอกว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนไปยังประเด็นใหม่ที่ยังเกี่ยวข้องกันเล็กน้อย ผู้ฟังจึงรู้ว่าผู้พูดกำลังพักจากแนวอธิบายหลักเพื่อถามว่าอะตอมมีหน้าตาอย่างไร คำนี้มักอยู่ต้นประโยค และตามด้วยการเว้นจังหวะในการพูดหรือเครื่องหมายจุลภาคในการเขียน ควรเข้าใจว่าเป็นคำที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูล ไม่ใช่การกล่าวถึงถนนหรือเส้นทางตามความหมายตรงตัว
แบบฝึกหัด
ใช้คำเชื่อมทางวาทกรรมสามคำจากตัวอย่างเพื่อเปิดคำถามเสริมที่เกี่ยวข้อง: ____, did you finish the science poster?
ดูคำตอบ
By the way
kind of like: การเปรียบเทียบแบบโดยประมาณ
ใน kind of like คำว่า like ใช้เปิดการเปรียบเทียบ ส่วน kind of ช่วยลดความหนักแน่น รวมกันมีความหมายว่า “ค่อนข้างคล้าย” หรือ “ประมาณว่าเหมือน” ไม่ใช่ “เหมือนกันทุกประการ” ในประโยคนี้ ผู้พูดนำเสนอแบบจำลองว่าเป็นภาพโดยประมาณ ไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์แบบ คุณใช้วลีนี้ได้เมื่อการเปรียบเทียบมีประโยชน์แต่ไม่แม่นยำทั้งหมด
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเปรียบเทียบแบบโดยประมาณและลดความหนักแน่น?
- The model is kind of like a map: useful, but not exact.
- The model is just like a map in every detail.
- The model is a kind of map.
ดูคำตอบ
The model is kind of like a map: useful, but not exact.
Electrons are like a wave function and a particle at the same time. การใช้คำ
3:03อิเล็กตรอนเป็นเหมือนทั้งฟังก์ชันคลื่นและอนุภาคในเวลาเดียวกัน
a wave function: ศัพท์ฟิสิกส์ควอนตัม
wave function เป็นกลุ่มคำนามเชิงเทคนิคที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยเดียวในฟิสิกส์ควอนตัม หมายถึงคำอธิบายทางคณิตศาสตร์ของระบบควอนตัม ซึ่งช่วยให้นักฟิสิกส์คำนวณความน่าจะเป็นของผลการวัดต่าง ๆ เช่น ตำแหน่งที่อาจพบอนุภาค ในการเปรียบเทียบแบบง่ายนี้ วลีดังกล่าวแสดงด้านที่คล้ายคลื่นของคำอธิบาย และวางเทียบกับ a particle คำว่า function ในที่นี้มีความหมายทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ความหมายทั่วไปว่า “จุดประสงค์” หรือ “ฟังก์ชันการใช้งาน” และควรเข้าใจ wave function เป็นศัพท์หนึ่งคำรวมกัน
แบบฝึกหัด
ในข้อความเกี่ยวกับฟิสิกส์ควอนตัม wave function หมายถึงอะไร?
- จุดประสงค์หรือฟังก์ชันของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- คำอธิบายทางคณิตศาสตร์ที่ใช้คำนวณความน่าจะเป็นของระบบควอนตัม
- รูปร่างที่มองเห็นได้ของคลื่นน้ำธรรมดา
ดูคำตอบ
คำอธิบายทางคณิตศาสตร์ที่ใช้คำนวณความน่าจะเป็นของระบบควอนตัม
We can calculate where an electron might be at any given moment in time. วลี
3:07เราสามารถคำนวณได้ว่าอิเล็กตรอนอาจจะอยู่ที่ไหนในเวลาใดเวลาหนึ่ง
At any given moment: ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่เลือกมา
at any given moment หมายถึง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่เลือกจากช่วงเวลาที่เป็นไปได้ทั้งหมด ในที่นี้ given หมายถึงเวลาที่ถูกกำหนดหรือเลือกมาเพื่อพิจารณา ไม่ได้หมายถึงการให้ any แสดงว่าสามารถคำนวณได้ไม่ว่าจะเลือกเวลาใด วลีนี้เน้นภาพ ณ เวลาเดียว ไม่ได้หมายถึงทุกขณะอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้หมายความว่าอิเล็กตรอนอยู่ในทุกตำแหน่งที่เป็นไปได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีทางการที่หมายถึง “ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่เลือกมา”: The dashboard shows how many trains are moving ____.
ดูคำตอบ
at any given moment
are where electrons might be with a certainty of 95%.
3:14คือตำแหน่งที่อิเล็กตรอนอาจจะอยู่ด้วยความแน่นอน 95%
กลุ่มเมฆของความน่าจะเป็นเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่าออร์บิทัล
clouds of probability เป็นอุปมาเชิงภาพ ไม่ได้หมายถึงเมฆจริง ๆ วลีนี้อธิบายว่าตำแหน่งที่อิเล็กตรอนอาจอยู่กระจายอยู่ในบริเวณหนึ่ง แทนที่จะอยู่บนเส้นทางเล็ก ๆ ที่ตายตัว วลี called orbitals ที่คั่นด้วยจุลภาคให้ชื่อทางเทคนิคแก่กลุ่มเมฆของความน่าจะเป็นเหล่านั้น วลีนี้ขยายกลุ่มคำนามที่อยู่ข้างหน้าทันที ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า orbitals คือกลุ่มเมฆ ไม่ใช่อิเล็กตรอนเอง
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ called orbitals ตั้งชื่อให้สิ่งใด?
- อิเล็กตรอน
- กลุ่มเมฆของความน่าจะเป็น
- ความแน่นอน 95%
ดูคำตอบ
กลุ่มเมฆของความน่าจะเป็น
approaches zero ... the further we get away: การเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสองอย่าง
ในประโยคนี้ the further we get away from the atom core กำหนดมาตราส่วนที่กำลังเปลี่ยนแปลง คือ ระยะห่างจากแกนอะตอมเพิ่มขึ้น ส่วนประโยคหลักบอกการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กัน คือ ความน่าจะเป็นเข้าใกล้ศูนย์มากขึ้นเรื่อย ๆ การเรียงแบบบอกผลก่อนนี้เชื่อมการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยสองอย่างเข้าด้วยกัน โดยบอกว่าปริมาณหนึ่งเปลี่ยนไปตามอีกปริมาณอย่างไร แต่รูปแบบนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าการเปลี่ยนแปลงหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกการเปลี่ยนแปลงหนึ่ง
แบบฝึกหัด
ในประโยค "The road gets quieter the further we walk from town," โครงสร้างนี้แสดงความสัมพันธ์แบบใด
- ยิ่งเราเดินห่างจากเมืองมากเท่าไร ถนนก็ยิ่งเงียบลงเท่านั้น
- ถนนจะเงียบลงก็ต่อเมื่อเรากลับเข้าเมืองแล้ว
- การเดินไกลขึ้นหมายความว่าถนนจะเงียบสนิทอย่างกะทันหัน
ดูคำตอบ
ยิ่งเราเดินห่างจากเมืองมากเท่าไร ถนนก็ยิ่งเงียบลงเท่านั้น
the electron of an atom could be on the other side of the universe.
3:27อิเล็กตรอนของอะตอมอาจจะอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเอกภพก็ได้
in theory: ความเป็นไปได้ตามหลักเหตุผล ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นจริง
in theory บอกว่าข้อความนั้นเป็นไปได้ตามแนวคิด กฎ หรือสมมติฐานที่กำลังพูดถึง ในที่นี้ แบบจำลองอนุญาตให้อิเล็กตรอนอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของจักรวาลได้ แต่วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นบ่อย มีโอกาสสูง หรือสังเกตเห็นได้ ใช้ in theory เพื่อแยกสิ่งที่แบบจำลองอนุญาตให้เป็นไปได้ออกจากสิ่งที่มักเกิดขึ้นจริง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ in theory เพื่อบอกความเป็นไปได้ตามหลักเหตุผลที่อาจต่างจากความเป็นจริง
- In theory, please hand me the pencil.
- In theory, I dropped my pencil five minutes ago.
- In theory, the bridge can carry the load, but engineers still need to test it.
ดูคำตอบ
In theory, the bridge can carry the load, but engineers still need to test it.
Okay, wait a second: การหยุดสั้น ๆ เพื่อรับมือและคิดทบทวน
ในที่นี้ Okay ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยเพียงอย่างเดียว เมื่อใช้ร่วมกับ wait a second ผู้พูดกำลังหยุดการสนทนาชั่วครู่ เพราะเพิ่งได้ยินเรื่องที่น่าประหลาดใจและต้องการคิดทบทวน wait a second โดยทั่วไปหมายถึง “หยุดสักครู่” ไม่ใช่ “รอให้ครบหนึ่งวินาทีพอดี” ใช้ทั้งประโยคเพื่อขัดจังหวะอย่างนุ่มนวลก่อนถามคำถาม แก้คำพูด หรือเปลี่ยนแนวคิด
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเหมาะกับการใช้ "Okay, wait a second" มากที่สุด
- ในการทดลอง คุณต้องการให้ใครคนหนึ่งรอครบหนึ่งวินาทีที่วัดไว้อย่างแม่นยำ
- คุณเห็นด้วยอย่างเต็มที่และต้องการให้อีกฝ่ายพูดต่อโดยไม่หยุด
- คุณเพิ่งได้ยินข้อกล่าวอ้างที่น่าประหลาดใจและอยากหยุดสักครู่ก่อนถามคำถาม
ดูคำตอบ
คุณเพิ่งได้ยินข้อกล่าวอ้างที่น่าประหลาดใจและอยากหยุดสักครู่ก่อนถามคำถาม
These strange thingies make up all the matter in the universe. โน้ต
3:32สิ่งแปลกๆ เหล่านี้ประกอบกันเป็นสสารทั้งหมดในเอกภพ
thingies: รูปพหูพจน์แบบคลุมเครือและขี้เล่น
Thingies เป็นรูปพหูพจน์ของ thingy ที่ไม่เป็นทางการมากและมีน้ำเสียงขี้เล่นเล็กน้อย ใช้แทนสิ่งของหลายชิ้นเมื่อไม่รู้ชื่อที่แน่นอน ชื่อนั้นไม่สำคัญ หรือชื่อซับซ้อนเกินไปสำหรับตอนนั้น ในประโยคนี้ คำนี้กล่าวถึงสิ่งขนาดเล็กที่พูดถึงก่อนหน้าแบบกว้าง ๆ คำเรียกสบาย ๆ นี้ทำให้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ยากฟังเบาลง และไม่ใช่ชื่อหมวดหมู่ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเหมาะกับการเลือกใช้คำว่า thingies มากที่สุด
- รายงานห้องปฏิบัติการอย่างเป็นทางการที่ต้องระบุสารแต่ละชนิดอย่างแม่นยำ
- คู่มือความปลอดภัยอย่างเป็นทางการที่กำหนดหมวดหมู่ทางเทคนิค
- บทสนทนาแบบสบาย ๆ ที่ชื่อแน่นอนของสิ่งของชิ้นเล็กไม่สำคัญ
ดูคำตอบ
บทสนทนาแบบสบาย ๆ ที่ชื่อแน่นอนของสิ่งของชิ้นเล็กไม่สำคัญ
make up ในความหมายว่า “ประกอบเป็น”
ในที่นี้ make up หมายถึง “ประกอบเป็น” หรือ “ก่อเป็น” สิ่งเล็ก ๆ แปลก ๆ คือส่วนประกอบ ส่วนสสารทั้งหมดในจักรวาลคือสิ่งทั้งหมดที่ส่วนเหล่านั้นรวมกันเป็น ในโครงสร้างแบบ active parts make up a whole ประธานบอกส่วนประกอบ และกรรมบอกสิ่งทั้งหมดที่ส่วนประกอบเหล่านั้นร่วมกันสร้างขึ้น ความหมายนี้พบได้บ่อยในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ การบรรยาย และสถิติ
แบบฝึกหัด
เติมกริยาวลีสองคำจากบทเรียนที่มีความหมายว่า “ประกอบเป็น” ลงในประโยค: Twenty students ____ the school choir.
ดูคำตอบ
make up
โครงสร้าง Take X, and you have Y
Take one proton and one electron มีรูปเป็นประโยคคำสั่ง แต่ Take ในที่นี้หมายถึง “เลือก” หรือ “ลองพิจารณา” เพื่อใช้ในการอธิบาย ไม่ได้หมายถึงการหยิบสิ่งของขึ้นมาจริง ๆ โครงสร้าง Take X, and you have Y แสดงความเชื่อมโยงระหว่างเงื่อนไขกับผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว เมื่อเลือกหรือนำ X มารวมกัน ก็จะได้ Y เป็นผลลัพธ์ เป็นรูปแบบที่กระชับของ If you take X, you get Y
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างผลลัพธ์ Take X ด้วยวลีสามคำจากบทเรียนให้ถูกต้อง: Take a ruler and a pencil, ____ the basic tools for drawing a straight line.
ดูคำตอบ
and you have
The hydrogen in your body is exactly the same as the hydrogen in the sun.
4:03ไฮโดรเจนในร่างกายของคุณเหมือนกับไฮโดรเจนในดวงอาทิตย์ทุกประการ
We certainly do: การใช้กริยาช่วย do แทนวลีกริยา
ในคำตอบ We certainly do คำว่า do ใช้แทนวลีกริยา present simple คือ feel confused หากเขียนเต็มจะเป็น We certainly feel confused แต่ภาษาอังกฤษใช้กริยาช่วยที่สอดคล้องกันเพื่อไม่ต้องพูดวลีกริยาทั้งหมดซ้ำ Certainly เน้นคำตอบรับให้หนักแน่นขึ้น ผู้พูดยืนยันชัดเจนว่าพวกเขาก็รู้สึกสับสนเช่นกัน การรวมตัวเองไว้ในกลุ่มคนที่สับสนยังทำให้น้ำเสียงเป็นมิตรและเหมือนหยอกตัวเองเล็กน้อย
แบบฝึกหัด
เติมกริยาช่วยที่สอดคล้องกันเพื่อไม่ต้องพูดวลีกริยาซ้ำ: 'Do you feel nervous before presentations?' 'I certainly ____.'
ดูคำตอบ
do
Nothing on this scale of the universe makes any sense in our world, วลี
4:11ไม่มีอะไรในระดับของเอกภพนี้ที่สมเหตุสมผลในโลกของเราเลย
makes any sense หลังประธานเชิงปฏิเสธ Nothing
make sense เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึง “เข้าใจได้” หรือ “ดูสมเหตุสมผล” ในประโยคนี้ Nothing มีความหมายเชิงปฏิเสธอยู่แล้ว ดังนั้น makes any sense จึงหมายความว่าไม่มีสิ่งใดในระดับนี้ที่สอดคล้องกับความเข้าใจตามปกติของมนุษย์ คำว่า make ไม่ได้ใช้ในความหมายตรงตัวว่า “สร้าง” ในทางไวยากรณ์ Nothing เป็นเอกพจน์ ดังนั้น make ใน present tense จึงเปลี่ยนเป็น makes และเพราะ Nothing ทำให้ทั้งอนุประโยคอยู่ในขอบเขตปฏิเสธ จึงใช้ any ได้อย่างเป็นธรรมชาติ อย่าเติม doesn't เพราะ Nothing makes any sense เป็นประโยคปฏิเสธอยู่แล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้เพื่อบอกว่าไม่มีส่วนใดเข้าใจได้: Nothing in this explanation ____ to me.
ดูคำตอบ
makes any sense
and we've not even begun talking about quantum mechanics or the particle zoo, โน้ต
4:14และเรายังไม่ได้เริ่มพูดถึงกลศาสตร์ควอนตัมหรือสวนสัตว์อนุภาค (particle zoo) ด้วยซ้ำ
We've not even begun talking about...: หัวข้อที่ยังไม่ได้เริ่มพูดถึงเลย
“We’ve not even begun talking about X” ใช้ present perfect ในรูป “have not begun” เพื่อบอกว่าตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ การพูดถึง X ยังไม่เริ่มขึ้น คำว่า “even” ช่วยเน้นว่า แม้จะอธิบายไปมากแล้ว แต่หัวข้อนี้ก็ยังไม่ได้แตะเลย หลัง “begun” วลี “talking about” ระบุกิจกรรมการพูดและหัวข้อที่พูดถึง รูปแบบนี้ใช้จัดลำดับการนำเสนอหรือรายงานความคืบหน้า และชี้ว่ายังมีเนื้อหาสำคัญเหลืออยู่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนหกคำที่เน้นไว้ในบทเรียนนี้: We have chosen the games, but ____ the food.
ดูคำตอบ
we've not even begun talking about
The particle zoo: คำเปรียบเทียบสำหรับอนุภาคจำนวนมาก
“The particle zoo” เป็นคำเปรียบเทียบแบบไม่เป็นทางการในฟิสิกส์อนุภาค หมายถึงกลุ่มอนุภาคย่อยของอะตอมที่มีจำนวนมาก หลากหลาย และจัดหมวดหมู่ได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการค้นพบอนุภาคใหม่จำนวนมาก คำว่า “zoo” ทำให้นึกถึงสมาชิกหลายชนิดที่อยู่รวมกันและแยกประเภทได้ยาก ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเป็นชื่อหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวคู่กับกลศาสตร์ควอนตัม ไม่ใช่สถานที่จริงหรือสวนสัตว์ที่เลี้ยงอนุภาค การเข้าใจคำเปรียบเทียบนี้ช่วยให้เห็นว่าผู้พูดกำลังบอกว่าสาขานี้ยิ่งหลากหลายและซับซ้อนขึ้น
แบบฝึกหัด
ในบทความวิทยาศาสตร์ “the particle zoo” โดยทั่วไปหมายถึงอะไร?
- เครื่องจักรที่ใช้จับอนุภาค
- สวนสัตว์ที่นำอนุภาคมาจัดแสดง
- กลุ่มอนุภาคย่อยของอะตอมจำนวนมากที่จัดหมวดหมู่ได้ยาก
ดูคำตอบ
กลุ่มอนุภาคย่อยของอะตอมจำนวนมากที่จัดหมวดหมู่ได้ยาก
Our model of atoms has changed a number of times since we first conceived it, ไวยากรณ์
4:20แบบจำลองอะตอมของเราเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งตั้งแต่เราเริ่มคิดค้นมันขึ้นมา
รูปแบบกาลใน has changed ... since we first conceived it
อนุประโยคหลัก has changed a number of times ใช้ present perfect เพื่อสรุปการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งตั้งแต่จุดหนึ่งในอดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จึงสื่อถึงประวัติที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงครั้งเดียวที่จบแล้วในอดีต อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย since ระบุจุดเริ่มต้น ดังนั้น first conceived จึงใช้ simple past ในที่นี้ since หมายถึง “นับตั้งแต่ตอนที่” ไม่ใช่ “เพราะ” ส่วน conceived it หมายถึงเริ่มคิดแบบจำลองนี้ขึ้นมา โดย it หมายถึง model
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้รูปที่ถูกต้องของ revise ในช่องแรก และ adopt ในช่องที่สอง: The school ____ its policy several times since the board first ____ it in 2020.
ดูคำตอบ
has revised · adopted
and the current one will certainly not be the last.
4:24และแบบจำลองปัจจุบันก็คงไม่ใช่แบบสุดท้ายอย่างแน่นอน
and wait for the next wave of mind-boggling new information โน้ต
4:30และรอรับคลื่นลูกใหม่ของข้อมูลใหม่ๆ ที่จะทำให้เราทึ่ง
อุปมา the next wave of ... information
the next wave of ... information ใช้ wave เป็นอุปมา หมายถึงกลุ่มหรือระลอกใหม่ของการค้นพบที่จะตามมาหลังจากการค้นพบก่อนหน้า สื่อถึงปริมาณและแรงส่งที่เห็นได้ชัด ไม่ได้หมายถึงคลื่นน้ำจริง ๆ หรือคลื่นทางฟิสิกส์ mind-boggling หมายถึงน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง หรือยากที่จะจินตนาการหรือทำความเข้าใจ คำนี้เน้น new information อย่างมาก ดังนั้นทั้งวลีจึงคาดว่าจะมีชุดการค้นพบใหม่ที่น่าทึ่งตามมา
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Analysts are preparing for the next wave of new data,” คำว่า the next wave หมายถึงอะไร?
- ข้อเท็จจริงเพียงเรื่องเดียวที่มาถึงแล้ว
- คลื่นทางกายภาพที่เคลื่อนผ่านห้องทดลอง
- กลุ่มหรือระลอกใหม่ที่คาดว่าจะมาถึง
ดูคำตอบ
กลุ่มหรือระลอกใหม่ที่คาดว่าจะมาถึง
mind-boggling: น่าทึ่งจนยากจะทำความเข้าใจ
mind-boggling เป็นคำคุณศัพท์แบบไม่เป็นทางการที่ให้อารมณ์ชัดเจน ใช้กับสิ่งที่น่าทึ่ง ใหญ่มหาศาล หรือซับซ้อนมากจนยากจะทำความเข้าใจ ในประโยคนี้ คำนี้สื่อว่าข้อมูลใหม่ที่กำลังจะมาถึงน่าจะทำให้ผู้ชมประหลาดใจและท้าทายความเข้าใจของพวกเขา ภาพนี้เป็นการเปรียบเปรย ไม่ได้หมายความว่าจิตใจหรือสมองเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เมื่อพบคำนี้ในบริบทอื่น ให้เข้าใจว่าเป็นความรู้สึกที่สมองรับแทบไม่ไหวอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่ความสับสนธรรมดา
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ mind-boggling ได้เป็นธรรมชาติที่สุดและมีระดับความเข้มข้นเหมาะสม
- The telescope revealed a mind-boggling number of distant galaxies.
- I gave a mind-boggling greeting to my neighbor.
- The tea was mind-boggling because it was a little warm.
ดูคำตอบ
The telescope revealed a mind-boggling number of distant galaxies.