เลิกสับสนกับคำกริยาภาษาอังกฤษเหล่านี้ - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
484 คำ 162 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: วิดีโอนี้ใช้ฉากสั้นเชิงขบขันอธิบายคำกริยาห้าคู่ที่มักสับสน ได้แก่ lend/borrow, teach/learn, hear/listen, remember/remind และ imply/infer โดยพิจารณาทิศทางของการกระทำว่าใครเป็นผู้ให้ รับ ได้ยิน จำ หรือตีความข้อมูล ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. lend something to someone, และ borrow something from someone, — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เรียนรู้การเลือกคำจากทิศทางที่สิ่งของเคลื่อนย้าย ผู้ใช้ lend มอบสิ่งของของตนให้อีกคนใช้ชั่วคราว ส่วนผู้ใช้ borrow รับสิ่งของมาจากอีกคนและต้องคืนภายหลัง การจำ lend คู่กับ to และ borrow คู่กับ from จะช่วยไม่ให้สลับบทบาทของผู้ให้ยืมกับผู้ยืม 2. can't hear you. และ listening to Bieber. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: แยกการรับรู้เสียงโดยไม่ได้ตั้งใจออกจากการตั้งใจให้ความสนใจ Hear หมายถึงเสียงเข้าหูตามธรรมชาติ ส่วน listen คือการจดจ่อฟังอย่าง主动และมักตามด้วย to จึงช่วยให้บรรยายการฟังบทสนทนา เพลง หรือคำสั่งได้ตรงว่ารับรู้เสียงหรือกำลังตั้งใจฟัง 3. suggest something or say something indirectly. และ draw a conclusion — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจบทบาทสองด้านของการสื่อสารทางอ้อม ผู้พูด implies เมื่อส่งความหมายโดยไม่กล่าวตรง ๆ ขณะที่ผู้ฟังหรือผู้อ่าน infers ด้วยการตีความเบาะแสแล้วสรุปความ การแยกเช่นนี้ช่วยไม่ให้นำคำกริยาทั้งสองมาใช้แทนกันเมื่อพูดถึงนัยแฝง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey yo,

0:00

เฮ้ ว่าไง,

can you borrow me your pen? การใช้คำ

0:00

คุณขอยืมฉัน (borrow) ปากกาของคุณได้ไหม?

การใช้คำ

borrow me your pen?: การเลือกใช้ borrow หรือ lend

ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน borrow หมายถึงการยืมของที่เป็นของคนอื่นมาใช้ชั่วคราว ผู้ยืมเป็นประธาน ดังนั้น borrow me your pen จึงไม่ได้แปลว่า “เอาปากกาของเธอมาให้ฉันยืม” เมื่อต้องการขอจากเจ้าของ ให้พูดว่า Can you lend me your pen? ในประโยคนี้ you คือผู้ให้ยืม และ me คือผู้รับปากกา ถ้าใช้ตัวเองเป็นประธาน ให้พูดว่า Can I borrow your pen? รูปประโยคที่มีประโยชน์คือ borrow something from someone, lend someone something และ lend something to someone

แบบฝึกหัด

ไม้บรรทัดเป็นของ Sam และคุณอยากใช้หนึ่งนาที คุณควรถาม Sam ว่าอย่างไร

  1. Could you lend me your ruler for a minute?
  2. Could you borrow me your ruler for a minute?
  3. Could I lend you your ruler for a minute?
ดูคำตอบ

Could you lend me your ruler for a minute?

I want to learn you something. การใช้คำ

0:02

ฉันอยากเรียนคุณ (learn) บางอย่าง

การใช้คำ

learn you something.: การเลือกใช้ learn หรือ teach

ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน learn หมายถึงการได้รับความรู้หรือเรียนรู้ทักษะ ผู้เรียนเป็นประธาน ดังนั้น learn you something จึงไม่ได้หมายถึง “มอบความรู้ให้เธอ” เมื่อประธานถ่ายทอดความรู้หรือทักษะให้คนอื่น ให้ใช้ teach: I want to teach you something ให้คิดถึงทิศทางของการกระทำ: a teacher teaches ส่วน a learner learns รูปประโยคที่ใช้บ่อยคือ teach someone something และ learn something from someone

แบบฝึกหัด

Leo กำลังพูดกับ Ana เขารู้วิธีทำว่าวและอยากสอน Ana ว่าทำอย่างไร ประโยคใดเป็นธรรมชาติ

  1. I want to learn from you how to make a kite.
  2. I want to learn you how to make a kite.
  3. I want to teach you how to make a kite.
ดูคำตอบ

I want to teach you how to make a kite.

Wait, what?

0:04

เดี๋ยวนะ อะไรนะ?

Borrow and lend,

0:14

Borrow (ยืมมา) และ lend (ให้ยืม),

teach and learn.

0:15

teach (สอน) และ learn (เรียนรู้)

These are verb pairs that often trip up even the most advanced English speakers. กริยาวลี

0:16

นี่คือคู่คำกริยาที่มักทำให้แม้แต่ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษขั้นสูงยังสับสน

กริยาวลี

trip up: ทำให้สับสนหรือทำผิด

ในที่นี้ trip up หมายถึง “ทำให้ใครสับสนหรือทำผิด” สิ่งที่ทำให้ยากเป็นประธาน และคนที่ได้รับผลเป็นกรรม: these verb pairs trip up English speakers ตรงนี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงทำให้สะดุดล้มจริง ๆ กริยาวลีนี้แยกคำได้ จึงพูดว่า trip someone up ได้ด้วย ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง เช่น trip them up ไม่ใช่ trip up them

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ trip up ในความหมายว่า “ทำให้ใครสับสนหรือทำผิด”?

  1. A loose rope can trip up anyone who walks past.
  2. Small spelling changes can trip up careful readers.
  3. A bright sign can guide readers to the right room.
ดูคำตอบ

Small spelling changes can trip up careful readers.

Let's clear up the confusion once and for all โน้ต

0:21

มาเคลียร์ความสับสนนี้ให้จบสิ้นกันเถอะ

กริยาวลี

clear up the confusion: ขจัดความสับสนด้วยการอธิบาย

Clear up the confusion หมายถึง “ขจัดความไม่แน่ใจหรือความเข้าใจผิดด้วยการอธิบายให้ชัดเจน” ในประโยคนี้ ผู้พูดเสนอให้จัดการประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้ ในที่นี้ clear up มีปัญหาที่เป็นนามธรรมอย่าง confusion เป็นกรรม และใช้แบบเดียวกันกับ a misunderstanding หรือ a mystery ได้ ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงการเก็บสิ่งของให้เรียบร้อย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้: The two labels look similar, but this chart should ____.

ดูคำตอบ

clear up the confusion

สำนวน

once and for all: ยุติปัญหาที่เกิดซ้ำให้เด็ดขาด

once and for all เป็นสำนวนตายตัว หมายถึง “ทำให้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ เพื่อไม่ต้องกลับมาพูดถึงเรื่องนั้นอีก” มักใช้กับปัญหา ข้อสงสัย ข้อโต้แย้ง หรือเรื่องที่ยังตัดสินไม่ได้ซึ่งยืดเยื้อหรือเกิดซ้ำ ในประโยคนี้ สำนวนนี้ขยาย clear up คือผู้พูดต้องการขจัดความสับสนให้หมดไป ไม่ใช่อธิบายเพียงชั่วคราว ให้เข้าใจทั้งวลีเป็นหน่วยเดียว ไม่ใช่แปล once, and และ all แยกคำ

แบบฝึกหัด

จุดรั่วเดิมได้รับการซ่อมหลายครั้งแล้วแต่ยังกลับมารั่วอีก ประโยคใดบอกว่าผู้พูดต้องการแก้ปัญหาให้สมบูรณ์และเป็นครั้งสุดท้าย

  1. We need to check this leak again next week.
  2. We can ignore this leak for the moment.
  3. We need to fix this leak once and for all.
ดูคำตอบ

We need to fix this leak once and for all.

and let's look at other verb pairs that also cause confusion.

0:23

และมาดูคู่คำกริยาอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความสับสนด้วย

Lend and borrow.

0:27

Lend และ borrow

Just like give and take, ลำดับความ

0:29

เหมือนกับ give (ให้) และ take (รับ)

but the only difference is the time.

0:31

แต่ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือเวลา

ลำดับความ

Just like give and take: การเกริ่นด้วยการเปรียบเทียบ

Just like give and take วางคู่คำที่ผู้ฟังคุ้นเคยไว้ก่อน เพื่อให้ใช้เป็นสะพานไปทำความเข้าใจ lend และ borrow ข้อมูลจึงเรียงเป็น “การเปรียบเทียบที่คุ้นเคยก่อน แล้วจึงตามด้วยแนวคิดใหม่” Just like หมายถึง “ในแบบเดียวกับ” หรือ “คล้ายกับมาก” ตามด้วยนามวลีได้ และในภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการก็ตามด้วยอนุประโยคได้ ไม่ได้หมายความว่าสองสิ่งเหมือนกันทุกอย่าง โดย but ที่ตามมาเป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะบอกความแตกต่าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้การเปรียบเทียบที่คุ้นเคยเพื่ออธิบายว่าโครงร่างมีหน้าที่อะไร

  1. An outline lists the main ideas in order.
  2. Just like a map helps a traveler, an outline helps a reader.
  3. For example, this outline has three sections.
ดูคำตอบ

Just like a map helps a traveler, an outline helps a reader.

When you lend something to someone, การใช้คำ

0:33

เมื่อคุณให้ยืม (lend) บางสิ่งแก่ใครสักคน

I mean when you give it to them,

0:35

ฉันหมายถึงเมื่อคุณให้ (give) มันกับพวกเขา

or when you borrow something from someone,

0:37

หรือเมื่อคุณยืม (borrow) บางสิ่งจากใครสักคน

take it,

0:39

เอามันมา (take)

you're only doing it for a short period of time

0:39

คุณแค่ทำไปในช่วงเวลาสั้นๆ

and you need to give it back if you're borrowing it. กริยาวลี

0:42

และคุณต้องคืนมันหากคุณกำลังยืม (borrow) มัน

การใช้คำ

ความแตกต่างระหว่าง lend ... to ... กับ borrow ... from ...

ใช้ lend เมื่อประธานให้สิ่งของแก่ผู้อื่นเพื่อใช้ชั่วคราว: lend something to someone สิ่งของเคลื่อนจากฝ่ายประธานไปยังผู้รับ จึงใช้ to นำหน้าผู้รับ ใช้ borrow เมื่อประธานรับสิ่งของจากผู้อื่นมาใช้ชั่วคราว: borrow something from someone สิ่งของเคลื่อนจากแหล่งที่มาไปยังฝ่ายประธาน จึงใช้ from นำหน้าแหล่งที่มา ภาษาอังกฤษใช้คำกริยาต่างกันสำหรับสองทิศทางนี้ แม้ว่าภาษาอื่นอาจใช้เพียงคำเดียว

แบบฝึกหัด

Mia ได้รับกล้องจาก Leo เพื่อใช้ชั่วคราว ประโยคใดถูกต้อง

  1. Mia borrowed Leo to a camera.
  2. Mia borrowed a camera from Leo.
  3. Mia lent a camera from Leo.
ดูคำตอบ

Mia borrowed a camera from Leo.

กริยาวลี

give it back: การคืนสิ่งของ

ใน give it back วลี give back หมายถึงการคืนสิ่งของให้เจ้าของหรือคนที่ถือสิ่งนั้นอยู่ก่อนหน้านี้ คำว่า back เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีนี้ ส่วน give เพียงคำเดียวหมายถึงการให้หรือส่งสิ่งของแก่ใครบางคนเท่านั้น give back แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม เช่น it หรือ them ให้วางคำสรรพนามไว้ระหว่าง give กับ back: ใช้ give it back ไม่ใช่ give back it ถ้ากรรมเป็นคำนาม ใช้ได้ทั้ง give the book back และ give back the book

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ give back และคำสรรพนาม it: This book belongs to Leo, so please ____.

ดูคำตอบ

give it back

Do you take this man to be your lawfully wedded husband? วัฒนธรรม

0:44

คุณรับผู้ชายคนนี้เป็นสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณหรือไม่?

To have and to hold

0:48

เพื่อมีและเพื่อดูแลกัน

for as long as you both shall live.

0:49

ตราบเท่าที่คุณทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่

วัฒนธรรม

take this man to be your lawfully wedded husband: คำถามอย่างเป็นทางการในพิธีแต่งงาน

ในคำถามแต่งงานแบบดั้งเดิมนี้ take this man to be your ... husband หมายถึง “ยอมรับชายคนนี้อย่างเป็นทางการให้เป็นสามี” โครงสร้างคือ take + บุคคล + to be + บทบาทหรือสถานะ โดย take ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอุ้มหรือพาใครออกไปจริง ๆ ผู้ทำพิธีกำลังถามความยินยอมในการแต่งงาน ความหมายเชิงพิธีการนี้ปูทางให้มุกต่อมา ซึ่งพูดถึงเจ้าบ่าวราวกับว่าเป็นสิ่งของที่นำไปทดลองก่อนได้

แบบฝึกหัด

ผู้ทำพิธีกำลังถามอะไรเมื่อพูดว่า “Do you take this man to be your ... husband?”

  1. คุณขอยืมตัวชายคนนี้ชั่วคราวได้หรือไม่
  2. คุณจะอุ้มชายคนนี้ออกไปหรือไม่
  3. คุณยอมรับชายคนนี้เป็นสามีอย่างเป็นทางการหรือไม่
ดูคำตอบ

คุณยอมรับชายคนนี้เป็นสามีอย่างเป็นทางการหรือไม่

Actually, sorry.

0:53

จริงๆ แล้ว ขอโทษนะคะ

Um can you lend me him instead?

0:55

อืม คุณช่วยให้เขา (lend) ฉันยืมแทนได้ไหม?

Uh I'd like to take him for a trial run. สำนวน

0:57

เอ่อ ฉันอยากจะเอา (take) เขาไปทดลองใช้งานดูก่อน

สำนวน

take him for a trial run: ลองเขาดูก่อน

To take something for a trial run หมายถึงนำสิ่งหนึ่งไปทดสอบในการใช้งานจริงก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้ายหรือใช้งานเป็นประจำ ในที่นี้ trial run หมายถึงการทดลองใช้งานจริง ไม่ใช่การพิจารณาคดีหรือการแข่งขันวิ่ง ประโยคนี้ใส่ him ไว้ในตำแหน่งที่ปกติจะเป็นรถยนต์ เรือ หรือเครื่องจักร จึงทำให้เจ้าบ่าวดูเหมือนสินค้าที่ทดลองใช้ก่อนได้และทำให้เกิดมุกตลก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ trial run อย่างเป็นธรรมชาติในความหมายว่าเป็นการทดลองใช้งานจริง

  1. We took the car for a trial run before buying it.
  2. I took my new classmate for a trial run before becoming friends.
  3. The judge took the thief for a trial run in court.
ดูคำตอบ

We took the car for a trial run before buying it.

before.

0:59

ก่อนน่ะค่ะ

Thank you.

1:00

ขอบคุณค่ะ

Thank you.

1:01

ขอบคุณค่ะ

Zina, you can't borrow a man.

1:02

Zina คุณจะยืม (borrow) ผู้ชายไม่ได้นะ

It doesn't work like that. น้ำเสียง/เจตนา

1:04

มันไม่ได้ทำงานแบบนั้น

น้ำเสียง/เจตนา

doesn't work like that: แก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการ

ในประโยคนี้ doesn't work like that หมายความว่ากฎ วิธีการ หรือสถานการณ์ไม่ได้ดำเนินไปตามแบบที่อีกฝ่ายเสนอ คำว่า work ในที่นี้แปลว่า “ใช้ได้” หรือ “เป็นไปตามนั้น” ไม่ได้แปลว่า “มีงานทำ” วลีนี้ใช้แก้ความเข้าใจของอีกฝ่ายโดยตรง ส่วน like that ย้อนกลับไปชี้ถึงแนวคิดหรือวิธีที่เพิ่งกล่าวถึง ผู้ฟังจึงต้องอาศัยบริบทก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

คำตอบใดแก้ความเข้าใจผิดของอีกฝ่ายเกี่ยวกับกฎได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. It doesn't feel like that; the paper is very smooth.
  2. It doesn't look like that; the ticket is bright blue.
  3. It doesn't work like that; one ticket is only for one person.
ดูคำตอบ

It doesn't work like that; one ticket is only for one person.

Ugh, fine, all right.

1:06

เฮ้อ ก็ได้ เอาเถอะ

I do.

1:09

รับค่ะ

And teach and learn.

1:11

และ teach (สอน) กับ learn (เรียน)

It's kind of the same thing. น้ำเสียง/เจตนา

1:12

มันก็เป็นสิ่งเดียวกันแหละ

น้ำเสียง/เจตนา

kind of: ทำให้คำตัดสินนุ่มนวลลง

kind of ในที่นี้หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “ประมาณว่า” โดยช่วยลดความหนักแน่นของคำตัดสินว่าสองสิ่งเหมือนกัน ผู้พูดเห็นว่ามีจุดสำคัญที่คล้ายกัน แต่ไม่ได้บอกว่าเหมือนกันทุกอย่าง ในการใช้นี้ kind of ทำให้แนวคิดที่ว่าสองสิ่งเหมือนกันไม่เด็ดขาดเกินไป ไม่ได้ใช้บอกชนิดหรือหมวดหมู่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ kind of เพื่อทำให้คำตัดสินไม่เด็ดขาดเกินไป แทนที่จะใช้บอกหมวดหมู่

  1. The two plans are kind of similar, but they are not identical.
  2. She bought that kind of bicycle last year.
  3. This is a kind of bicycle designed for sand.
ดูคำตอบ

The two plans are kind of similar, but they are not identical.

Are you giving or receiving a piece of information?

1:14

คุณกำลังให้หรือรับข้อมูลอยู่ล่ะ?

Hi everyone.

1:19

สวัสดีทุกคน

Do you know that E = MC squared?

1:21

พวกคุณรู้ไหมว่า E = MC ยกกำลังสอง?

Uh oh my god.

1:27

เอ่อ พระเจ้าช่วย

Einstein is on again.

1:29

Einstein เอาอีกแล้ว

Oh my god, why do I have to learn this?

1:31

โอ้พระเจ้า ทำไมฉันต้องเรียน (learn) เรื่องนี้ด้วย?

He sucks.

1:34

เขาห่วยชะมัด

Uh so you don't want to hear my theory about the apple?

1:37

เอ่อ งั้นพวกคุณไม่อยากได้ยิน (hear) ทฤษฎีของฉันเกี่ยวกับแอปเปิ้ลเหรอ?

Okay, cool.

1:41

โอเค เยี่ยมไปเลย

No no worries.

1:42

ไม่ ไม่ต้องห่วง

Bye.

1:42

ลาก่อน

So Einstein is trying to teach, การใช้คำ

1:43

ดังนั้น Einstein พยายามที่จะสอน (teach)

but the students don't want to learn.

1:46

แต่นักเรียนไม่อยากที่จะเรียน (learn)

การใช้คำ

trying to teach ... don't want to learn: บทบาทตรงข้ามของการสอนและการเรียน

teach หมายถึงการให้ความรู้หรือทักษะแก่คนอื่น ส่วน learn หมายถึงการได้รับความรู้หรือทักษะ ในประโยคนี้ Einstein เป็นผู้ให้คำอธิบาย ส่วน students เป็นผู้ที่อาจได้รับความรู้จากคำอธิบายนั้น การกระทำทั้งสองเกี่ยวข้องกันแต่ไม่เหมือนกัน คนคนหนึ่งอาจพยายาม teach แม้อีกฝ่ายจะไม่อยาก learn หรือสุดท้ายจะเรียนไม่สำเร็จก็ตาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ teach และ learn: Ms. Reed ____ coding, and her students ____ from her.

ดูคำตอบ

teaches · learns

Next up, hear versus listen. ลำดับความ

1:48

ต่อไป hear (ได้ยิน) กับ listen (ฟัง)

ลำดับความ

Next up: การแนะนำรายการหรือหัวข้อถัดไป

Next up เป็นคำเชื่อมเพื่อประกาศบุคคล รายการ หรือหัวข้อถัดไปในลำดับ ที่นี่ใช้เปลี่ยนคำอธิบายจากการเปรียบเทียบ teach กับ learn ไปเป็น hear กับ listen คำนี้มักอยู่ตอนเริ่มส่วนใหม่ ตามด้วยชื่อหัวข้อสั้น ๆ ได้ เช่น Next up, the weather หรือประโยคเต็มได้ เช่น Next up, we'll review the answers ในที่นี้ up ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสองคำจากบทเรียนที่ใช้ประกาศหัวข้อถัดไป: ____, we'll compare two ways to save water.

ดูคำตอบ

Next up

So when you hear something,

1:50

ดังนั้นเมื่อคุณได้ยิน (hear) บางสิ่ง

you don't choose to do it.

1:52

คุณไม่ได้เลือกที่จะทำมัน

It just happens naturally.

1:53

มันแค่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

Whereas when you listen,

1:55

ในขณะที่เมื่อคุณฟัง (listen)

you actively pay attention.

1:56

คุณตั้งใจให้ความสนใจอย่างแข็งขัน

Hey!

1:59

เฮ้!

Hey!

2:02

เฮ้!

No no no, she can't hear you. การใช้คำ

2:03

ไม่ ไม่ ไม่ เธอไม่ได้ยิน (hear) คุณหรอก

She's listening to Bieber.

2:05

เธอกำลังฟัง (listen) เพลงของ Bieber อยู่

การใช้คำ

can't hear you ... listening to Bieber: ความแตกต่างระหว่าง hear กับ listen to

Hear หมายถึงการรับรู้ว่าได้ยินเสียง โดยตัวคำเองไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังตั้งใจให้ความสนใจ ใน can't hear you เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รับรู้เสียงของอีกคน Listen หมายถึงการตั้งใจฟังเสียง เมื่อระบุเสียง แหล่งกำเนิดเสียง หรือบุคคล ให้ใช้ listen to + กรรม เช่น listening to Bieber คนคนหนึ่งอาจกำลังตั้งใจฟังสิ่งหนึ่งจนไม่ได้ยินอีกเสียงหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงได้ถูกต้องว่าได้ยินเสียงก่อน แล้วจึงตั้งใจฟังเสียงนั้น?

  1. I listened to a strange noise, so I heard it carefully.
  2. I heard a strange noise, so I listened to it carefully.
  3. I heard to a strange noise, so I listened it carefully.
ดูคำตอบ

I heard a strange noise, so I listened to it carefully.

Okay, now let's look at remind versus remember.

2:06

โอเค ตอนนี้เรามาดู remind (เตือนความจำ) กับ remember (จำได้) กัน

Hey Zina,

2:10

เฮ้ Zina

do you remember when you wanted to become an Olympic medalist?

2:11

คุณจำได้ (remember) ไหมตอนที่คุณอยากเป็นนักกีฬาเหรียญโอลิมปิก?

Um no, I totally forgot about that.

2:14

อืม ไม่ ฉันลืมเรื่องนั้นไปสนิทเลย

Thank you for reminding me. วลี

2:17

ขอบคุณที่เตือนความจำ (remind) ฉันนะ

วลี

Thank you for reminding me: โครงสร้าง Thank you for + -ing

Thank you for reminding me เป็นวิธีพูดอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อขอบคุณคนที่ทำให้เรานึกถึงบางสิ่งอีกครั้ง โครงสร้างคือ Thank you for + คำนามหรือรูป -ing แบบธรรมดา เนื่องจาก for เป็นคำบุพบทในที่นี้ จึงใช้ reminding ไม่ใช่ remind โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้ได้ใน Thank you for helping me และ Thank you for calling

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing แบบธรรมดาของ remind: Thank you for ____ me to bring my lunch.

ดูคำตอบ

reminding

Hey Zina!

2:20

เฮ้ Zina!

hey Zina!

2:20

เฮ้ Zina!

what are you doing?

2:21

คุณกำลังทำอะไรอยู่?

Hello?

2:23

ฮัลโหล?

Yeah?

2:24

ใช่ค่ะ?

Is this my therapist?

2:25

นี่คือนักบำบัดของฉันใช่ไหมคะ?

Um I want to talk about my unfulfilled hopes and dreams.

2:27

อืม ฉันอยากพูดเกี่ยวกับความหวังและความฝันที่ไม่เป็นจริงของฉันค่ะ

Yeah, I'll hold.

2:30

ค่ะ ฉันจะถือสายรอ

So, remember is when you recall something yourself, การใช้คำ

2:33

ดังนั้น remember คือตอนที่คุณนึกถึงบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเอง

but remind is when someone or something jogs your memory. สำนวน

2:36

แต่ remind คือตอนที่มีใครหรือบางสิ่งมากระตุ้นความจำของคุณ

การใช้คำ

remember ... but remind ...: นึกขึ้นมาเองหรือได้รับตัวกระตุ้น

เมื่อใช้ remember ประธานคือคนที่จำอยู่หรือนึกขึ้นมาเอง: I remembered the date. เมื่อใช้ remind ประธานคือคนหรือสิ่งที่ทำให้อีกคนหนึ่งนึกออก: The alarm reminded me of the date. หลัง remind โดยทั่วไปต้องระบุคนที่ได้รับตัวกระตุ้น: remind someone of something หรือ remind someone about something อย่าใช้ I reminded ในความหมายว่า I remembered

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้ถูกต้องว่านาฬิกาปลุกทำให้ Maya นึกถึงนัดหมายของเธอ?

  1. The alarm remembered Maya's appointment.
  2. Maya reminded her appointment because of the alarm.
  3. The alarm reminded Maya of her appointment.
ดูคำตอบ

The alarm reminded Maya of her appointment.

สำนวน

jogs your memory: เบาะแสช่วยให้คุณนึกออก

Jog someone's memory เป็นสำนวนที่หมายถึงการให้เบาะแสแก่ใครบางคนเพื่อช่วยให้นึกถึงสิ่งที่ยังนึกไม่ออกในทันที ในที่นี้ คนหรือสิ่งของเป็นผู้ให้เบาะแสนั้น ในสำนวนนี้ jog ไม่ได้หมายถึงออกไปวิ่ง แต่สื่อถึงการสะกิดความจำเบา ๆ ให้เปลี่ยน your ให้ตรงกับคนที่นึกออก เช่น jog my memory, jog her memory หรือ jog their memory

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่มี jog: Maybe this old map will ____.

ดูคำตอบ

jog your memory

They help you think of something you might have forgotten.

2:41

พวกเขาช่วยให้คุณคิดถึงสิ่งที่คุณอาจจะลืมไปแล้ว

Last up, imply and infer.

2:44

สุดท้าย imply (บอกเป็นนัย) และ infer (อนุมาน)

Imply is when you suggest something or say something indirectly. การใช้คำ

2:46

Imply คือเมื่อคุณเสนอแนะบางสิ่งหรือพูดบางสิ่งทางอ้อม

So, implicitly.

2:52

ก็คือ อย่างเป็นนัยๆ

Infer, on the other hand, ลำดับความ

2:54

ในทางกลับกัน Infer

is when you draw a conclusion

2:56

คือเมื่อคุณได้ข้อสรุป

ลำดับความ

on the other hand: นำเสนออีกด้านที่แตกต่าง

on the other hand เป็นคำเชื่อมแสดงความแตกต่าง หมายถึง “เมื่อเรามองอีกด้านที่ต่างออกไป” ในประโยคนี้ คำนี้เปลี่ยนจากคำอธิบาย imply ไปยังคำอธิบาย infer ที่นำมาเปรียบต่างกัน คำนี้บอกผู้ฟังว่าแนวคิดถัดไปไม่ใช่เพียงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ imply แต่เป็นอีกด้านหนึ่งของการเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกันแต่แตกต่างกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมแสดงความแตกต่างสี่คำจากบทเรียน: The first backpack is lighter. ____, the second one has more pockets.

ดูคำตอบ

On the other hand

or understand something that wasn't directly said.

2:58

หรือเข้าใจในสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

การใช้คำ

imply กับ infer: สื่อโดยอ้อมกับหาข้อสรุป

imply หมายถึงการสื่อความหมายบางอย่างโดยอ้อม ผู้พูด ผู้เขียน ข้อความ หรือหลักฐานให้เบาะแสโดยไม่ได้บอกความคิดนั้นออกมาตรง ๆ ส่วน infer หมายถึงการใช้เบาะแสเพื่อหาข้อสรุป ในการสื่อสารครั้งเดียวกัน ข้อความอาจ imply ความหมายหนึ่ง และผู้ฟังอาจ infer ความหมายนั้นได้ เมื่อต้องเลือกคำกริยา ให้ดูว่าประธานเป็นฝ่ายส่งความหมายโดยอ้อมหรือเป็นฝ่ายคิดหาความหมายจากเบาะแส

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ imply และ infer ได้ถูกต้อง

  1. Her short reply inferred that she was upset, and I inferred that she wanted some time alone.
  2. Her short reply implied that she was upset, and I implied that she wanted some time alone from it.
  3. Her short reply implied that she was upset, and I inferred that she wanted some time alone.
ดูคำตอบ

Her short reply implied that she was upset, and I inferred that she wanted some time alone.

Their meanings are closely related,

3:03

ความหมายของพวกมันมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด

but they should not be used interchangeably. การใช้คำ

3:05

แต่ก็ไม่ควรใช้สลับกัน

การใช้คำ

be used interchangeably: ใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง

Be used interchangeably หมายถึง “ถูกใช้แทนกันได้โดยที่ความหมายหรือหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปอย่างสำคัญ” รูปถูกกระทำ be used เน้นที่คำหรือสิ่งของสองอย่าง ส่วน interchangeably บอกลักษณะการใช้งาน ในประโยคนี้ should not ทำให้ข้อความเป็นปฏิเสธ แม้ความหมายจะเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ควรใช้คำหนึ่งแทนอีกคำหนึ่ง การเกี่ยวข้องกันไม่ได้แปลว่าใช้แทนกันได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย: In this manual, Save and Export should not ____.

ดูคำตอบ

be used interchangeably

Ooh, you two are getting really friendly, huh?

3:08

โอ้ พวกคุณสองคนกำลังสนิทกันมากเลยใช่ไหม?

Um what are you implying? น้ำเสียง/เจตนา

3:14

อืม คุณกำลังบอกเป็นนัย (imply) ถึงอะไร?

น้ำเสียง/เจตนา

What are you implying?: ท้าทายความหมายที่ซ่อนอยู่

What are you implying? ใช้ถามถึงความหมายที่อีกฝ่ายสื่อโดยไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ คำว่า imply หมายถึงการส่งสารที่ไม่ได้กล่าวชัดหรือเป็นการสื่อทางอ้อม ในบทสนทนานี้ คำถามดังกล่าวท้าทายสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดเรื่องความสนิทสนม มักมีความหมายคล้าย “พูดให้ชัดว่ากำลังสื่ออะไร” จึงอาจฟังดูเหมือนกำลังป้องกันตัว ระแวง หรือไม่พอใจ มากกว่าจะเป็นการขอข้อมูลแบบกลาง ๆ

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมทีมมองคุณแล้วพูดว่า “Some people only win because they cheat.” คำตอบใดท้าทายคำกล่าวหาที่แฝงอยู่โดยตรง?

  1. What are you implying?
  2. Could you repeat that?
  3. When does the game begin?
ดูคำตอบ

What are you implying?

Understanding these verb pairs is crucial

3:18

การเข้าใจคู่คำกริยาเหล่านี้มีความสำคัญมาก

if you want to avoid any misunderstandings. ไวยากรณ์

3:21

หากคุณต้องการหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดใดๆ

ไวยากรณ์

if you want to avoid...: อนุประโยคเงื่อนไขที่บอกเป้าหมาย

ในประโยคนี้ if you want to avoid any misunderstandings บอกว่าเป้าหมายของผู้ฟังคือการหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด เป้าหมายนี้อธิบายว่าทำไมการเข้าใจคำกริยาคู่เหล่านี้จึงสำคัญมาก if ในที่นี้ไม่ได้เน้นความสงสัยว่าผู้ฟังต้องการผลลัพธ์นั้นจริงหรือไม่ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ “คำแนะนำหรือข้อความที่บอกความสำคัญ + if you want to + คำกริยารูปพื้นฐาน” ซึ่งหมายความว่าการกระทำนั้นช่วยให้บรรลุเป้าหมายหรือจำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค if เพื่อบอกว่าการหลีกเลี่ยงข้อมูลสูญหายคือเป้าหมายของคำแนะนำ

  1. Back up your files if you want to avoid losing your work.
  2. Back up your files because you lost your work yesterday.
  3. Back up your files even if you do not expect a problem.
ดูคำตอบ

Back up your files if you want to avoid losing your work.

So, go ahead, น้ำเสียง/เจตนา

3:23

ดังนั้น เอาเลย

try writing a couple of sentences in the comments.

3:24

ลองเขียนสองสามประโยคในความคิดเห็นดูสิ

น้ำเสียง/เจตนา

So, go ahead: การชวนให้เริ่มอย่างเป็นมิตร

ใน So, go ahead คำว่า so เชื่อมคำอธิบายก่อนหน้ากับขั้นตอนถัดไป จากนั้น go ahead ชวนให้ผู้ฟังเริ่มทำสิ่งที่พูดต่อมา คือ try writing นี่เป็นการใช้ go ahead แบบภาษาพูดที่ไม่ได้หมายตามตัวอักษร โดยหมายถึง “เริ่มได้เลย” “ทำได้เลย” หรือ “เชิญทำเลย” ทำให้คำสั่งฟังเหมือนคำชวนที่เป็นมิตร มากกว่าคำสั่งตรง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ go ahead เพื่อชวนให้อีกฝ่ายเริ่มทำสิ่งหนึ่งอย่างเป็นมิตร

  1. You must share your idea right now.
  2. So, go ahead and share your idea.
  3. Go ahead of me and save us two seats.
ดูคำตอบ

So, go ahead and share your idea.

Use these verb pairs

3:27

ใช้คู่คำกริยาเหล่านี้

and I'll see you guys soon.

3:29

แล้วฉันจะพบกับพวกคุณเร็วๆ นี้

One last thing,

3:30

สิ่งสุดท้าย

I just want to remind you,

3:31

ฉันแค่อยากจะเตือน (remind) พวกคุณว่า

don't forget remember to subscribe.

3:33

อย่าลืมที่จะจำ (remember) กดติดตามนะ