ที่เหมาะสำหรับโหมดเต้น 🪩 | ซีรีส์ 2 | Bluey: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
241 คำ 151 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: ครอบครัวซื้อ “โหมดเต้น” ครั้งสุดท้ายจากบิงโก แล้วนำเงินไปซื้อปุ่มตอบใช่-ไม่ใช่ แต่ของชิ้นใหม่นี้ไม่ได้ทำให้เธอหายไม่สบายใจ เมื่อพูดคุยกันจึงพบสาเหตุที่แท้จริงว่า คนในครอบครัวหยิบของจากเธอซ้ำ ๆ ซึ่งทำให้ต้องคิดเรื่องความยินยอม แม้ก่อนหน้านั้นเธอจะตอบตกลงก็ตาม ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. thongs. — ความหมายและระดับการใช้คำศัพท์: ในภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย คำนี้โดยทั่วไปหมายถึงรองเท้าแตะคีบ ไม่ใช่ชุดชั้นในอย่างความหมายที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน การรู้ความแตกต่างตามภูมิภาคช่วยให้เข้าใจว่าทำไมแบนดิตจึงใช้รองเท้าทำจังหวะดนตรี และไม่ตีความภาพผิดไป 2. buy your last dance mode off you — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม: เรียนรู้รูปแบบภาษาพูดนี้เพื่อบอกว่าซื้อบางสิ่งโดยตรงจากใครคนหนึ่ง โดย off ระบุผู้ที่เป็นแหล่งของสิ่งที่ซื้อ การจำเป็นกลุ่มคำทั้งชุดช่วยให้อธิบายการซื้อขายแบบไม่เป็นทางการได้เป็นธรรมชาติกว่าการแปลแยกทีละคำ 3. keep taking — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตว่า keep ตามด้วยกริยารูป -ing ใช้บอกว่าการกระทำนั้นดำเนินต่อไปหรือเกิดซ้ำ และมักแฝงความหงุดหงิด ผู้เรียนใช้รูปแบบนี้กล่าวถึงพฤติกรรมที่เกิดซ้ำ และอธิบายได้ว่าทำไมการล้ำเส้นส่วนตัวหลายครั้งจึงทำให้ใครบางคนเสียใจ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Oh, shake your tails.

0:01

โอ้ สะบัดหางกันหน่อย

He's playing music with thongs. การใช้คำ

0:04

เขาเล่นดนตรีด้วยรองเท้าแตะหูคีบด้วย

การใช้คำ

thongs: “รองเท้าแตะคีบ” ในภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย

ในบริบทแบบออสเตรเลียนี้ thongs หมายถึงรองเท้าแตะคีบ ซึ่งเป็นรองเท้าเปิดที่ยึดกับเท้าด้วยสายซึ่งพาดระหว่างนิ้วเท้า คำนี้ใช้รูปพหูพจน์เพราะรองเท้าชนิดนี้มักสวมและกล่าวถึงเป็นหนึ่งคู่ คำเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันในแต่ละภูมิภาค ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันทั่วไป a thong มักหมายถึงชุดชั้นในชนิดหนึ่ง ดังนั้นบริบทแบบออสเตรเลียจึงสำคัญต่อการเข้าใจประโยคนี้

แบบฝึกหัด

ในภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย thongs ในประโยคนี้น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด

  1. รองเท้าแตะคีบ
  2. ชุดชั้นในแบบจีสตริง
  3. เชือกรองเท้า
ดูคำตอบ

รองเท้าแตะคีบ

Wow.

0:06

ว้าว

Is this a good place for your dance mode?

0:07

ตรงนี้เหมาะจะเปิดโหมดเต้นของลูกไหม

Oh, yeah.

0:09

โอ้ เหมาะเลย

Do it, Bingo.

0:11

เอาเลย บิงโก

Dance mode.

0:12

โหมดเต้น

Whoa, hang on. กริยาวลี

0:13

โว้ว เดี๋ยวก่อน

กริยาวลี

hang on: คำขอแบบกันเองให้รอสักครู่

Hang on เป็นคำสั่งแบบกันเองในภาษาพูด หมายถึงให้รอสักครู่หรือหยุดก่อน ในที่นี้ whoa แสดงความประหลาดใจ ส่วน hang on ขอให้การกระทำหรือสถานการณ์ตรงหน้าหยุดชั่วครู่ ในการใช้แบบนี้ ให้เข้าใจ hang on เป็นสำนวนเดียว ไม่ได้หมายถึงการห้อยตัวอยู่กับสิ่งใดหรือแขวนสิ่งของไว้จริง ๆ

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนแบบกันเองจากบทเรียนนี้ให้ตรงตามต้นฉบับ: You're moving too fast—____!

ดูคำตอบ

hang on

Yeah, hang on.

0:14

ใช่ เดี๋ยวก่อน

Hey.

0:15

เฮ้ย

Look, uh, you seem like you're cheered up, Bingo. โน้ต

0:16

ดูสิ เอ่อ ลูกดูอารมณ์ดีขึ้นแล้วนะ บิงโก

ไวยากรณ์

seem like you're...: ตัดสินจากสิ่งที่สังเกตเห็น

seem like ตามด้วยอนุประโยคที่มีประธานและกริยาของตัวเองได้ เช่น you seem like you're cheered up ในที่นี้ like ใช้เชื่อมเข้าสู่เนื้อหาที่ผู้พูดประเมิน ไม่ได้แปลว่า “ชอบ” seem แสดงว่าผู้พูดกำลังสรุปจากสิ่งที่มองเห็นหรือจากสถานการณ์ ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงแน่นอน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ subject + seem/seems like + clause

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ seem like: Judging by the dark windows, it ____ nobody is home.

ดูคำตอบ

seems like

กริยาวลี

cheered up: อารมณ์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

cheered up ในที่นี้หมายถึงมีความสุขขึ้นหรือรู้สึกแย่น้อยลง จุดสำคัญคืออารมณ์เปลี่ยนจากที่เคยตกต่ำ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่อยู่ในสภาพที่มีความสุข cheer up ใช้บอกการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของเจ้าตัวได้ เช่น She cheered up และยังเป็นกริยาวลีที่แยกคำเพื่อใส่กรรมได้ เช่น The news cheered her up ในคำบรรยาย cheered up บอกว่าตอนนี้บิงโกรู้สึกดีขึ้นแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าเรื่องตลกทำให้อารมณ์ของ Maya ดีขึ้น

  1. Maya cheered for her team.
  2. Maya told a funny story at lunch.
  3. A funny story cheered Maya up.
ดูคำตอบ

A funny story cheered Maya up.

Maybe we can forget about that last dance mode. น้ำเสียง/เจตนา

0:19

บางทีเราน่าจะลืมเรื่องโหมดเต้นครั้งสุดท้ายนั่นไปซะนะ

น้ำเสียง/เจตนา

Maybe we can forget about ...: การเสนออย่างนุ่มนวลว่า “ปล่อยเรื่องนี้ไปเถอะ”

Maybe we can ... ทำให้ความคิดฟังเป็นข้อเสนอแบบไม่ยืนยันหนักแน่น แทนที่จะเป็นคำสั่ง การใช้ we ทำให้ฟังเหมือนเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงทำร่วมกันได้ ในที่นี้ forget about ไม่ได้หมายถึงลืมเพราะจำไม่ได้ แต่หมายถึงปล่อยเรื่องนั้นไป และหยุดพูดถึง ตามต่อ หรือกังวลกับมัน เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้เสนออย่างนุ่มนวลว่า “อย่าให้เรื่องนี้เป็นปัญหาต่อไปเลย”

แบบฝึกหัด

เติมข้อเสนอที่นุ่มนวลนี้ด้วยวลีเป้าหมายจากบทเรียน: Maybe we can ____ the argument and move on.

ดูคำตอบ

forget about

Oh, what?

0:22

โอ้ อะไรนะ

No fair. น้ำเสียง/เจตนา

0:23

ไม่ยุติธรรมเลย

น้ำเสียง/เจตนา

No fair. สำหรับประท้วงแบบไม่เป็นทางการ

No fair. เป็นสำนวนประท้วงแบบไม่เป็นทางการที่ใช้เป็นรูปแบบตายตัว หมายถึง “That isn't fair.” แม้ปกติ fair จะใช้บอกว่าสิ่งใดยุติธรรมหรือไม่ แต่สำนวนสนทนาสั้น ๆ นี้ใช้เป็นประโยคเดี่ยวได้ ไม่ได้แปลตรงตัวว่า “ไม่มีความยุติธรรม” โดยทั่วไปใช้แสดงปฏิกิริยาทันทีเมื่อรู้สึกว่าตนได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะในเกม การคุยกันในครอบครัว หรือการเถียงกันแบบเล่น ๆ

แบบฝึกหัด

ระหว่างเล่นเกมกันแบบสบาย ๆ ผู้เล่นอีกคนเล่นสองตาติดต่อกัน คำประท้วงใดฟังเป็นธรรมชาติ?

  1. No fairness! You got two turns.
  2. No fair! You got two turns.
  3. Not fairly! You got two turns.
ดูคำตอบ

No fair! You got two turns.

Okay, look.

0:24

โอเค ฟังนะ

I'm going to buy your last dance mode off you for, uh, 10. วลี

0:25

พ่อจะขอซื้อโหมดเต้นครั้งสุดท้ายของลูกในราคา เอ่อ 10

วลี

buy something off someone: ซื้อของจากผู้ขาย

โครงสร้างคือ buy + สิ่งของ + off + ผู้ขาย ใน buy your last dance mode off you นั้น your last dance mode คือสิ่งที่จะซื้อ และ you คือผู้ขาย ผู้พูดต้องการจ่ายเงินให้ผู้ฟังแล้วรับสิ่งนั้นมาจากผู้ฟัง off ในที่นี้หมายถึง “จาก” ในการซื้อขาย ไม่ได้บอกถึงการเคลื่อนที่ออกห่างจากผู้ฟัง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดมีความหมายแบบไม่เป็นทางการว่า “I purchased this lamp from Mia”?

  1. I bought this lamp off Mia.
  2. I bought this lamp for Mia.
  3. I bought this lamp with Mia.
ดูคำตอบ

I bought this lamp off Mia.

No, no, no.

0:29

ไม่ ไม่ ไม่

20 bucks. การใช้คำ

0:29

20 เหรียญ

การใช้คำ

20 bucks: จำนวนเงินดอลลาร์แบบไม่เป็นทางการ

Buck เป็นคำนามไม่เป็นทางการที่หมายถึง dollar ดังนั้น 20 bucks จึงหมายถึงยี่สิบดอลลาร์ของสกุลเงินที่เข้าใจได้จากบริบท เมื่ออยู่หลังจำนวนที่มากกว่าหนึ่งให้ใช้รูปพหูพจน์ bucks ในข้อเสนอราคานี้ bucks หมายถึงเงิน ไม่ได้หมายถึงกวางตัวผู้ ตัวคำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ระบุว่าเป็นดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์ออสเตรเลีย ดอลลาร์แคนาดา หรือดอลลาร์สกุลอื่น

แบบฝึกหัด

เติมคำพหูพจน์แบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง dollars: The snacks cost twelve ____.

ดูคำตอบ

bucks

Bandit, no!

0:30

Bandit, ไม่!

Wow, 20 dollarbucks

0:32

ว้าว ตั้ง 20 เหรียญเลยนะ

You could buy a yes-no button. น้ำเสียง/เจตนา

0:34

ลูกเอาไปซื้อปุ่มใช่-ไม่ใช่ได้นะ

น้ำเสียง/เจตนา

You could buy... สำหรับการเสนอแนะอย่างนุ่มนวล

ใน You could buy... คำว่า could เสนอการซื้อปุ่มเป็นทางเลือกหรือคำแนะนำ ใจความหลักไม่ใช่การบอกว่าผู้ฟังมีความสามารถที่จะซื้อ โครงสร้าง You could + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในการเสนอความคิดโดยไม่ให้ฟังเหมือนคำสั่ง

แบบฝึกหัด

เพื่อนบอกว่าแอปหยุดทำงานอยู่เรื่อย ๆ ประโยคใดเป็นการแนะนำอย่างนุ่มนวล

  1. You could restart the app.
  2. You must restart the app.
  3. You restarted the app.
ดูคำตอบ

You could restart the app.

Yeah, yeah.

0:36

ใช่ๆ

Yes-no button.

0:37

ปุ่มใช่-ไม่ใช่

That thing sounds good. ไวยากรณ์

0:38

ฟังดูเข้าทีนะ

ไวยากรณ์

sounds good: ความคิดเห็นจากสิ่งที่ได้ยิน

ใน sounds good คำว่า sound เป็นกริยาเชื่อมที่ตามด้วยคำคุณศัพท์ good หมายความว่า จากสิ่งที่ผู้พูดได้ยินหรือได้รับการบอกเล่า สิ่งนั้นดูน่าสนใจ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นกำลังส่งเสียงที่ไพเราะ โครงสร้างเดียวกันใช้กับคำคุณศัพท์อื่นได้ เช่น sounds fun, sounds strange, sounds difficult

แบบฝึกหัด

เพื่อนเล่าแผนไปปิกนิกให้คุณฟัง คำตอบใดประเมินแนวคิดนั้นจากสิ่งที่คุณได้ยิน

  1. That sounds good.
  2. That feels good.
  3. That looks good.
ดูคำตอบ

That sounds good.

Please, Bingo.

0:39

นะ บิงโก

Pretty please. น้ำเสียง/เจตนา

0:42

ขอร้องล่ะนะ

น้ำเสียง/เจตนา

Pretty please: คำขอแบบอ้อนวอนที่ขี้เล่น

Pretty please เป็นรูปที่เน้น please ให้หนักขึ้นแบบขี้เล่น ในที่นี้ pretty ไม่ได้แปลว่า สวย หรือ อย่างสวยงาม แต่ทั้งวลีเพิ่มน้ำเสียงอ้อนวอนและเกลี้ยกล่อม คล้ายกับการพูดว่า please, please วลีนี้ใช้เดี่ยว ๆ แบบในประโยคตัวอย่างก็ได้ หรือวางไว้หน้าคำขอก็ได้ ผู้พูดใช้เพื่อให้อีกฝ่ายอยากตอบตกลงมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้คำขอเป็นทางการขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมคำขอด้วยวลีสองคำที่ฟังดูขี้เล่นและอ้อนวอน: ____, can we stay five more minutes?

ดูคำตอบ

Pretty please

Uh, okay.

0:45

เอ่อ ก็ได้ค่ะ

Hooray!

0:46

เย่!

Let's go.

0:47

ไปกันเถอะ

Phew.

0:49

เฮ้อ

This is not good parenting. การใช้คำ

0:51

นี่ไม่ใช่วิธีเลี้ยงลูกที่ดีเลย

การใช้คำ

not good parenting: การประเมินวิธีเลี้ยงเด็ก

Parenting โดยทั่วไปเป็นคำนามนับไม่ได้ หมายถึงงาน การตัดสินใจ และวิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูเด็ก ใน not good parenting คำนี้ใช้ประเมินว่าวิธีปฏิบัติต่อเด็กแบบหนึ่งไม่ดีหรือไม่เหมาะสม คำนี้ไม่ได้หมายถึงผู้ปกครองในฐานะบุคคล ประโยคนี้วิจารณ์การตัดสินใจเรื่องการเลี้ยงดู แทนที่จะบอกตรง ๆ ว่าผู้ใหญ่คนนั้นเป็นคนไม่ดี

แบบฝึกหัด

เลือกคำสุดท้ายที่ทำให้ประโยคนี้เป็นธรรมชาติ: Setting clear, kind boundaries is part of good...

  1. parenthood
  2. parenting
  3. parents
ดูคำตอบ

parenting

Oh, here it is. วลี

0:53

โอ้ อยู่นี่ไง

วลี

here it is: ใช้แสดงของที่เพิ่งหาเจอ

วลี here it is ใช้เมื่อต้องการนำสิ่งของมาให้ผู้ฟังเห็น ในประโยคนี้ ผู้พูดเพิ่งหาของนั้นเจอและดึงความสนใจไปที่ของนั้น จึงอาจหมายถึง “อยู่นี่เอง หาเจอแล้ว” หรือ “นี่ไง เอาไปสิ” ตามการกระทำ ลำดับคำแบบนี้เน้นการนำของออกมาให้เห็น ไม่ใช่แค่บอกตำแหน่ง ถ้าใช้สรรพนามเอกพจน์ให้พูดว่า Here it is; ถ้าเป็นพหูพจน์ให้พูดว่า Here they are

แบบฝึกหัด

คุณเพิ่งหาตั๋วที่เพื่อนรออยู่เจอและนำมาให้เพื่อนดู ประโยคใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Here it is.
  2. It is here.
  3. Here is it.
ดูคำตอบ

Here it is.

Look, Bingo.

0:54

ดูสิ บิงโก

You push this.

0:56

ลูกกดตรงนี้นะ

Yes.

0:57

ใช่

And if you push this one, ไวยากรณ์

0:59

และถ้าลูกกดปุ่มนี้

No.

1:01

ไม่ใช่

ไวยากรณ์

if you push this one: บอกเงื่อนไขการทำงาน

คำว่า if you push this one เป็นอนุประโยคเงื่อนไข การกดปุ่มที่ชี้อยู่คือการกระทำที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ ในการสาธิตหรือคำแนะนำ ใช้ if + simple present เพื่ออธิบายการทำงานที่นำไปสู่ผลลัพธ์ตามปกติหรือที่คาดไว้ ในที่นี้ No คือเสียงหรือคำตอบที่ปุ่มสร้างขึ้นหลังจากกด ไม่ใช่การที่ผู้พูดกำลังปฏิเสธ หากเขียนเป็นประโยคเต็ม สามารถบอกผลลัพธ์ได้ว่า If you push this one, it says “No.”

แบบฝึกหัด

คุณกำลังสาธิตปุ่มหนึ่งจากสองปุ่ม จงเติมประโยคภาษาอังกฤษด้วย if + you + push + this one: ____, a green light comes on.

ดูคำตอบ

If you push this one

What do you think? น้ำเสียง/เจตนา

1:03

ลูกคิดว่าไง

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ What do you think? เพื่อขอความคิดเห็น

What do you think? ใช้ถามความคิดเห็น ปฏิกิริยา หรือความชอบของอีกฝ่าย ในประโยคนี้เป็นการชวนให้อีกฝ่ายตอบต่อทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่การทดสอบที่มีคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว หลังจากเสนอแนวคิดหรือแสดงสิ่งของ คำถามเดียวกันนี้ช่วยพาบทสนทนาไปสู่การเลือกหรือตัดสินใจอย่างนุ่มนวลได้

แบบฝึกหัด

คุณเพิ่งให้เพื่อนดูแบบห้องใหม่และต้องการฟังความคิดเห็น คำถามใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. What do you think?
  2. What do you know?
  3. What are you thinking?
ดูคำตอบ

What do you think?

Do you want it?

1:04

ลูกอยากได้ไหม

Yeah.

1:05

อยากค่ะ

Should we get it? น้ำเสียง/เจตนา

1:05

เราซื้ออันนี้ดีไหม

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ Should we get it? เพื่อตัดสินใจร่วมกัน

โครงสร้าง Should we + คำกริยารูปพื้นฐาน? ใช้ชวนผู้ฟังมาช่วยตัดสินใจว่าการกระทำที่ทำร่วมกันเป็นความคิดที่ดีหรือไม่ ในที่นี้ get หมายถึงซื้อหรือได้สิ่งของนั้นมา ในการใช้งานแบบนี้ should ไม่ได้เน้นหน้าที่ทางศีลธรรม แต่เปลี่ยนสิ่งที่อาจทำเป็นขั้นต่อไปให้เป็นคำถามร่วมกัน และคำกริยาหลักยังคงอยู่ในรูปพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

เติมคำถามให้คุณกับเพื่อนใช้ตัดสินใจร่วมกัน โดยใช้ should และ order: ____ pizza?

ดูคำตอบ

Should we order

Uh, okay.

1:06

เอ่อ ก็ได้ค่ะ

Hooray.

1:08

ไชโย

No. No. No.

1:09

ไม่ ไม่ ไม่

Well, that all worked out, didn't it, kids? โน้ต

1:11

เอาล่ะ ทุกอย่างลงตัวแล้วใช่ไหมเด็กๆ

กริยาวลี

worked out: เรื่องลงเอยด้วยดี

ในประโยคนี้ worked out หมายถึงสถานการณ์ทั้งหมดจบลงด้วยดีหรือได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ประธาน that หมายถึงสถานการณ์นั้น ส่วน worked ซึ่งเป็นรูปอดีตแสดงว่าผู้พูดกำลังมองย้อนกลับไปที่ผลลัพธ์ ในโครงสร้างนี้ สถานการณ์ แผน หรือปัญหาเป็นประธาน และ work out ไม่มีกรรมตรง บริบททำให้รู้ว่านี่คือความหมายว่าเรื่องลงเอยด้วยดี ไม่ใช่ความหมายว่าออกกำลังกายหรือโครงสร้างที่มีกรรม work something out

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ worked out ในความหมายว่าสถานการณ์จบลงด้วยดี?

  1. I worked out at the gym before breakfast.
  2. The travel plans changed twice, but everything worked out in the end.
  3. We worked out the total cost together.
ดูคำตอบ

The travel plans changed twice, but everything worked out in the end.

ไวยากรณ์

didn't it: คำถามท้ายแบบปฏิเสธเพื่อขอการยืนยัน

didn't it เป็นคำถามท้ายประโยคแบบปฏิเสธที่ต่อจากข้อความบอกเล่าแบบบอกเล่าเชิงบวก that all worked out ใช้ขอให้ผู้ฟังยืนยันหรือเห็นด้วยกับความเห็นนั้น ไม่ได้เพิ่มข้อมูลปฏิเสธใหม่ คำถามท้ายประโยคแบบมาตรฐานใช้กาลให้สอดคล้องกับประโยคหลักและสลับรูปบอกเล่ากับปฏิเสธ worked เป็น simple past จึงใช้ did ในส่วนท้าย เมื่อประโยคหลักเป็นบอกเล่าเชิงบวกจึงใช้ didn't และใช้ it แทนสถานการณ์ที่ that กล่าวถึง

แบบฝึกหัด

เติมคำถามท้ายประโยคแบบสนทนามาตรฐานหลังข้อความบอกเล่าเชิงบวกในอดีตนี้: The meeting ended early, ____?

ดูคำตอบ

didn't it

Yes.

1:13

ใช่ค่ะ

Yes. Yes. Yes. Yes.

1:15

ใช่ๆๆๆ

Oh, Bingo.

1:18

โอ้ บิงโก

What's up? น้ำเสียง/เจตนา

1:19

เป็นอะไรไป

น้ำเสียง/เจตนา

What's up? เมื่อใช้ถามว่า “เป็นอะไรไป”

ในประโยคนี้ What's up? หมายถึง “เป็นอะไรไป” หรือ “เกิดอะไรขึ้น” เพราะอีกฝ่ายดูไม่สบายใจ เป็นคำถามเชิงสำนวน ไม่ได้ถามตามตัวอักษรว่ามีอะไรอยู่ข้างบน คำเดียวกันนี้ยังใช้เป็นคำทักทายแบบกันเองในความหมายคล้าย “เป็นอย่างไรบ้าง” ได้ด้วย ต้องดูบริบท สีหน้า และน้ำเสียงว่าผู้พูดกำลังทักทายหรือกำลังถามถึงปัญหา

แบบฝึกหัด

เพื่อนคนหนึ่งเงียบไปทันทีและดูไม่สบายใจ ในสถานการณ์นี้ What's up? น่าจะหมายความว่าอะไร

  1. เป็นอะไรไป
  2. คุณกำลังจะไปไหน
  3. มีอะไรอยู่เหนือพวกเรา
ดูคำตอบ

เป็นอะไรไป

You want to tell us what's the matter, honey? โน้ต

1:20

อยากบอกเราไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกรัก

น้ำเสียง/เจตนา

You want to tell us ...? ในฐานะคำชวนแบบกันเอง

You want to ...? เป็นคำถามที่ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า แทนที่จะใช้รูปคำถามมาตรฐาน Do you want to ...? ในบทสนทนาแบบกันเอง เครื่องหมายคำถามในภาษาเขียนและน้ำเสียงเชิงคำถามในภาษาพูดแสดงว่าผู้พูดต้องการคำตอบ ในที่นี้ You want to tell us ...? เป็นการชวนให้อีกฝ่ายอธิบายอย่างอ่อนโยนว่าเป็นอะไรไป ไม่ใช่คำสั่งให้พูด บริบทและน้ำเสียงที่แสดงความห่วงใยทำให้ประโยคนี้ฟังดูให้กำลังใจ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำถามแบบกันเองที่มีลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อชวนเพื่อนมาพูดคุย

  1. You want to sit down and talk about it?
  2. You wanting to sit down and talk about it?
  3. You sit down and talk about it now.
ดูคำตอบ

You want to sit down and talk about it?

วลี

what's the matter: ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

What's the matter? เป็นรูปประโยคคำถามตายตัวที่ใช้ถามว่า “เป็นอะไรไป?” หรือ “มีอะไรทำให้ไม่สบายใจ?” คำว่า matter ในที่นี้หมายถึงปัญหาหรือสถานการณ์ ไม่ใช่สสารทางกายภาพ ในประโยคเต็ม what's the matter คือข้อมูลที่ผู้พูดอยากให้อีกฝ่ายเล่าให้ฟัง คำเรียกอย่างเอ็นดู honey ทำให้คำถามในบริบทนี้ฟังดูห่วงใยและช่วยปลอบใจ

แบบฝึกหัด

เพื่อนคนหนึ่งจู่ ๆ ก็ดูเศร้า คำถามใดใช้ถามอย่างเป็นธรรมชาติว่าเกิดอะไรขึ้น?

  1. What is it made of?
  2. What's the matter?
  3. What does it matter?
ดูคำตอบ

What's the matter?

Do you not like your yes-no button? ไวยากรณ์

1:24

ลูกไม่ชอบปุ่มใช่-ไม่ใช่ของลูกเหรอ

ไวยากรณ์

Do you not like...?: ตรวจสอบข้อสันนิษฐานเชิงปฏิเสธ

Do you not like...? เป็นคำถามแบบใช่หรือไม่เชิงปฏิเสธในรูปเต็ม โครงสร้างคือ do + ประธาน + not + กริยารูปพื้นฐาน ซึ่งในที่นี้คือ Do + you + not + like ผู้พูดกำลังตรวจสอบคำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายอาจไม่ชอบปุ่มนั้น คำถามเชิงปฏิเสธมักแสดงว่าผู้พูดมีความคาดหมายหรือข้อสันนิษฐานอยู่แล้ว อาจใช้ยืนยันอย่างอ่อนโยน แสดงความประหลาดใจ หรือโต้แย้งได้ แต่ในบริบทที่ห่วงใยนี้ ผู้พูดกำลังลองถามถึงความเป็นไปได้ ไม่ได้กำลังดุ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยส่วนต้นของคำถามเชิงปฏิเสธสี่คำที่สร้างจาก do, you, not และ like: ____ this song?

ดูคำตอบ

Do you not like

No.

1:27

ไม่ใช่ค่ะ

But you said you wanted it.

1:28

แต่ลูกบอกว่าอยากได้นี่นา

Bluey, inside voice. วัฒนธรรม

1:29

บลูอี้ เบาเสียงหน่อย

วัฒนธรรม

inside voice: คำเตือนให้เด็กลดเสียงเมื่ออยู่ในอาคาร

Inside voice หมายถึงระดับเสียงพูดที่เบาลงและเหมาะกับการอยู่ในอาคาร ในประโยคนี้ ผู้ใหญ่กำลังขอให้ Bluey ลดเสียงลง ไม่ได้ให้หยุดพูด รูปย่อ “Bluey, inside voice.” ละคำว่า “Use your” ไว้ ผู้ใหญ่ที่ใช้ภาษาอังกฤษมักใช้คำเตือนสั้น ๆ แบบนี้กับเด็ก ไม่ได้หมายถึงเสียงที่อยู่ในร่างกายหรือความคิดส่วนตัวของคนคนหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เด็กคนหนึ่งกำลังตะโกนในห้องเรียน คำเตือนใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Please use your inside voice.
  2. Please do not speak at all.
  3. Please tell me what you are thinking.
ดูคำตอบ

Please use your inside voice.

But she said she wanted it.

1:31

แต่น้องบอกว่าอยากได้นี่คะ

So, why is she upset?

1:33

แล้วทำไมถึงอารมณ์เสียล่ะ

Is it because people keep taking things from you without asking? โน้ต

1:35

เป็นเพราะมีแต่คนเอาของลูกไปโดยไม่ขอก่อนใช่ไหม

ไวยากรณ์

keep taking: การกระทำที่เกิดซ้ำด้วย keep + -ing

ใน keep taking โครงสร้าง keep + คำกริยา-ing แสดงว่าการกระทำดำเนินต่อไปหรือเกิดซ้ำหลายครั้ง ในที่นี้หมายถึงคนอื่นเอาของไปหลายครั้ง ไม่ได้ใช้ keep ในความหมายว่าเก็บหรือรักษาของนั้นไว้ โครงสร้างนี้อาจมีความหมายเป็นกลางได้ แต่เมื่อใช้ในคำบ่น มักสื่อว่าการกระทำซ้ำ ๆ นั้นน่ารำคาญหรือก่อปัญหา คำกริยาหลัง keep ต้องอยู่ในรูป -ing เช่น keep taking, keeps borrowing, kept interrupting

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ keep interrupting เพื่อแสดงการกระทำที่เกิดซ้ำ: Sam ____ me whenever I speak.

ดูคำตอบ

keeps interrupting

วลี

without asking: ไม่ได้ขออนุญาต

ในคำถามนี้ without asking หมายถึงคนอื่นหยิบของไปโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของก่อน asking ในที่นี้ย่อมาจาก asking for permission ไม่ได้หมายถึงการถามคำถามอะไรก็ได้ โครงสร้าง without + คำกริยา-ing แสดงว่าการกระทำหนึ่งเกิดขึ้นโดยขาดขั้นตอนที่ปกติควรทำก่อน เช่น without telling me, without checking หรือ without knocking

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ without และรูป -ing ของ ask เพื่อแสดงว่าไม่ได้ขออนุญาต: Mia posted my picture ____.

ดูคำตอบ

without asking

Yes.

1:39

ใช่ค่ะ

I thought so. น้ำเสียง/เจตนา

1:40

ว่าแล้วเชียว

น้ำเสียง/เจตนา

I thought so: ยืนยันสิ่งที่คาดเดาไว้ก่อนหน้านี้

I thought so. หมายถึงคุณคิดเช่นนั้นอยู่ก่อนที่อีกฝ่ายจะยืนยัน คำตอบนี้แสดงว่าข้อมูลใหม่ตรงกับสิ่งที่คุณคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้ So ใช้แทนแนวคิดหรือข้อสรุปทั้งหมดที่เพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้ไม่ได้เป็นคำเชื่อมที่แปลว่า ดังนั้น

แบบฝึกหัด

คุณเดาไว้ว่าคาเฟ่ปิด และเพื่อนเพิ่งยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น คำตอบใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. I think so.
  2. I have no idea.
  3. I thought so.
ดูคำตอบ

I thought so.

Like when I took your last chip? ลำดับความ

1:42

เหมือนตอนที่แม่เอาแผ่นมันฝรั่งชิ้นสุดท้ายของลูกไปเหรอ

ลำดับความ

Like when ...: ใช้ยกตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง

ในที่นี้ Like when ใช้ยกเหตุการณ์หนึ่งที่ชัดเจนมาเป็นตัวอย่างของแนวคิดกว้าง ๆ ที่เพิ่งกล่าวถึง like หมายถึง “ตัวอย่างเช่น” ไม่ได้หมายถึง “ชอบ” ส่วน when ใช้นำเข้าสถานการณ์ที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น รูปคำถามยังใช้ขอให้อีกฝ่ายยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างแบบที่เขาหมายถึง ในบทสนทนา ใจความเต็มอาจเข้าใจได้ว่า “Do you mean, like when ...?”

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “You always look after me.” คำตอบใดเสริมตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงและถามว่าตัวอย่างนั้นตรงกับที่พูดหรือไม่

  1. Like when I brought you soup last week?
  2. Do you like the soup I brought?
  3. When did I bring you soup?
ดูคำตอบ

Like when I brought you soup last week?

Yes.

1:44

ใช่ค่ะ

And I took one of your dance modes. ไวยากรณ์

1:45

และพ่อก็เอาโหมดเต้นของลูกไปครั้งนึงด้วย

ไวยากรณ์

one of your dance modes: one of + คำนามพหูพจน์

one of your dance modes หมายถึงหนึ่งสิ่งที่เลือกมาจากกลุ่มโหมดเต้นหลายโหมด โครงสร้างคือ one of + คำอย่าง your หรือ the + คำนามนับได้รูปพหูพจน์ One เป็นเอกพจน์เพราะเลือกมาเพียงหนึ่งสิ่ง แต่ modes ยังคงเป็นพหูพจน์เพราะเป็นชื่อของกลุ่มที่ใหญ่กว่าซึ่งมีตัวเลือกมากกว่าหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ one of ได้ถูกต้องเพื่อเลือกหนึ่งสิ่งจากกลุ่มที่ใหญ่กว่า

  1. We chose one of the blue chairs.
  2. We chose one of the blue chair.
  3. We chose one the blue chairs.
ดูคำตอบ

We chose one of the blue chairs.

Yes.

1:47

ใช่ค่ะ

Well, I took one too, but I asked. น้ำเสียง/เจตนา

1:48

หนูเองก็เอาไปครั้งนึง แต่หนูขอนะ

น้ำเสียง/เจตนา

but I asked: เปรียบต่างการกระทำเดียวกันกับการขออนุญาต

But แสดงจุดเปรียบต่างสำคัญ ผู้พูดก็หยิบไปหนึ่งอันเช่นกัน แต่ต่างจากคนที่หยิบไปโดยไม่ถาม ผู้พูดถามก่อน การกระทำเหมือนกัน แต่กระบวนการขออนุญาตต่างกัน ในที่นี้ asked หมายถึง asked for permission หรือ “ขออนุญาต” คำว่า for permission ถูกละไว้เพราะบทสนทนาทำให้รู้อยู่แล้วว่าถามเรื่องอะไร การถามเพียงอย่างเดียวยังไม่ยืนยันว่าได้รับอนุญาต คำตอบถัดมาว่า she said yes จึงยืนยันว่ามีการอนุญาต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ but I asked เพื่อแสดงว่าการกระทำเหมือนกัน แต่กระบวนการขออนุญาตแตกต่างกัน

  1. I borrowed the tablet because it was nearby.
  2. I asked where the tablet was, but nobody knew.
  3. I borrowed the tablet too, but I asked first.
ดูคำตอบ

I borrowed the tablet too, but I asked first.

We all asked.

1:51

เราทุกคนก็ขอหมดนะ

And she said yes. วลี

1:52

และน้องก็บอกว่าใช่

วลี

said yes: การตอบรับในเชิงบวก

ในบริบทนี้ said yes หมายถึง “ตกลง” หรือ “อนุญาต” เป็นการบอกว่าตอบรับคำขอก่อนหน้า ไม่ได้หมายถึงเพียงการออกเสียงคำว่า yes said เป็นรูปอดีตของ say วลีนี้ใช้ตอบคำขอได้โดยลำพังเมื่อรู้อยู่แล้วว่าตกลงเรื่องอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ say yes: Omar asked to borrow the charger, and Lina ____.

ดูคำตอบ

said yes

Didn't you, Bingo? ไวยากรณ์

1:53

จริงไหม บิงโก

ไวยากรณ์

Didn't you, Bingo? เมื่อคาดหวังคำยืนยัน

Didn't you, Bingo? ย้อนกลับไปยังข้อความก่อนหน้าที่ว่า Bingo ตอบตกลง หากพูดเต็มจะเป็น Didn't you say yes, Bingo? ส่วนที่บอกการกระทำถูกละไว้ เพราะบทสนทนาทำให้รู้อยู่แล้วว่ากำลังยืนยันเรื่องใด คำถามปฏิเสธในอดีต Didn't you...? มักแสดงว่าผู้พูดคาดว่าคำตอบคือ yes และต้องการให้อีกฝ่ายยืนยัน did บอกว่าการกระทำที่ละไว้อยู่ในอดีต และ you ใช้ถาม Bingo โดยตรง

แบบฝึกหัด

Mia เพิ่งบอกคุณว่า Leo ตกลงจะช่วย คุณหันไปถาม Leo โดยคาดว่าเขาจะยืนยัน คำถามใดเหมาะที่สุด

  1. Didn't you, Leo?
  2. Did you, Leo?
  3. Don't you, Leo?
ดูคำตอบ

Didn't you, Leo?

Yes.

1:56

ใช่ค่ะ

See.

1:58

เห็นไหม