การเชื่อมเสียง (Connected Speech) - การใช้ Intrusive R ในภาษาอังกฤษแบบบริติช: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Pronunciation with Emma

ความยากในการเรียน
707 คำ 143 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: บทเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบบริติชนี้อธิบายว่าเหตุใดผู้พูดสำเนียงที่ไม่ออกเสียง R ในบางตำแหน่งจึงแทรกเสียง R ระหว่างเสียงสระที่อยู่ติดกัน เนื้อหาครอบคลุมเงื่อนไขที่เสียงนี้เกิดขึ้น เหตุผลที่ช่วยให้การพูดเชื่อมต่อไหลลื่นขึ้น และเกณฑ์ด้านการสะกดที่ใช้แยกการเชื่อมด้วย R สองแบบที่เกี่ยวข้องกัน ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. intrusive R. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจศัพท์สัทศาสตร์สำคัญนี้ว่าเป็นเสียง R ที่แทรกระหว่างเสียงสระ แม้คำแรกจะไม่มีตัว R อยู่ในการสะกด ความเข้าใจนี้ช่วยให้คุณสังเกตเสียงดังกล่าวได้ในการพูดภาษาอังกฤษแบบบริติชที่เชื่อมต่อกัน และใช้เฉพาะในสภาพแวดล้อมทางเสียงที่เหมาะสม โดยไม่เข้าใจผิดว่าเป็นกฎการสะกดคำ 2. non-rhotic accents, — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: ระบุประเภทสำเนียงที่โดยทั่วไปไม่ออกเสียงตัว R ซึ่งเขียนไว้ท้ายคำหรืออยู่หลังสระ แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานให้เข้าใจว่าเหตุใดเสียง R จึงอาจกลับมาปรากฏเมื่อคำถัดไปขึ้นต้นด้วยสระ และเหตุใดตัวอย่างในบทเรียนจึงไม่สามารถใช้กับสำเนียงภาษาอังกฤษทุกแบบได้เหมือนกัน 3. Intrusive R, there's no R in the spelling. Linking R, there is an R in the spelling. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: ใช้โครงสร้างเปรียบต่างแบบขนานนี้เพื่อจำแนกสองปรากฏการณ์อย่างรวดเร็ว กล่าวคือ R ที่ไม่มีในตัวสะกดคือ R แทรก ส่วน R ที่มีในตัวสะกดแต่ปกติไม่ออกเสียงคือ R เชื่อม โครงสร้างกระชับนี้ยังเป็นแบบอย่างสำหรับสรุปกฎสองข้อที่เกี่ยวข้องกัน พร้อมชี้ขอบเขตความแตกต่างอย่างชัดเจนและจดจำง่าย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Have you ever noticed how native British English speakers might say, ไวยากรณ์

0:00

คุณเคยสังเกตไหมว่าเจ้าของภาษาอังกฤษแบบบริติชอาจจะพูดว่า

ไวยากรณ์

Have you ever noticed how...: ชวนให้สังเกต

Have you ever noticed how...? ชวนผู้ฟังย้อนนึกถึงประสบการณ์ทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน แล้วคิดว่าเคยสังเกตเห็นรูปแบบบางอย่างหรือไม่ ever หมายถึง “ในช่วงเวลาใดก็ตามก่อนถึงตอนนี้” how นำเข้าสิ่งที่ต้องการให้สังเกต เช่น วิธีที่บางอย่างเกิดขึ้น หรือข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่คำถามแยกที่ถามถึงวิธีทำ โครงสร้างนี้ใช้เปิดคำอธิบายหรือการสนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และช่วยดึงความสนใจไปยังตัวอย่าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับเปิดการสนทนาด้วยการถามว่าผู้ฟังเคยสังเกตเห็นรูปแบบทั่วไปหรือไม่

  1. Please lower your voice when you enter the library.
  2. Did you notice how Sam lowered his voice at lunch yesterday?
  3. Have you ever noticed how people lower their voices in libraries?
ดูคำตอบ

Have you ever noticed how people lower their voices in libraries?

"I spoke to Anna and John"

0:04

"I spoke to Anna and John"

or "I saw a film."

0:06

หรือ "I saw a film."

That mysterious R sound seems to appear out of nowhere, สำนวน

0:08

เสียง R ปริศนานั้นดูเหมือนจะปรากฏขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้

สำนวน

appear out of nowhere: ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบที่มา

Appear out of nowhere หมายถึงปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่มีที่มาหรือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน ในประโยคนี้ เสียง R ดูเหมือนจะดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด โดย nowhere ไม่ใช่สถานที่จริง สำนวนนี้ให้ภาพชัดกว่า appear suddenly และมักเพิ่มความรู้สึกประหลาดใจหรือลึกลับ ใช้บรรยายคน สิ่งของ เสียง หรือปัญหาได้

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “อย่างกะทันหัน โดยไม่มีที่มาที่ชัดเจน” ให้สมบูรณ์: A strange noise seemed to appear ____ during the call.

ดูคำตอบ

out of nowhere

but it's not a mistake.

0:13

แต่นั่นไม่ใช่ข้อผิดพลาด

It's actually a very natural part of connected speech in British English called the intrusive R. การใช้คำ

0:15

ที่จริงแล้วมันเป็นส่วนที่เป็นธรรมชาติมากในการพูดเชื่อมเสียง (connected speech) ของภาษาอังกฤษแบบบริติช ที่เรียกว่า Intrusive R

การใช้คำ

connected speech: คำที่เชื่อมกันในกระแสการพูดตามธรรมชาติ

connected speech เป็นศัพท์ด้านการออกเสียง หมายถึงการพูดตามธรรมชาติที่คำต่าง ๆ ถูกพูดต่อกันเป็นกระแส ไม่ใช่อ่านทีละคำโดยจงใจหยุด เมื่อคำมาอยู่ติดกัน เสียงอาจเชื่อมกัน เบาลง หายไป หรือเปลี่ยนแปลงได้ connected ในที่นี้หมายถึงเชื่อมกันอยู่ในกระแสคำพูด ไม่ได้หมายถึงเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือเพียงแค่มีความหมายเกี่ยวข้องกัน

แบบฝึกหัด

connected speech หมายถึงอะไรในการเรียนการออกเสียง?

  1. คำที่ส่งผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
  2. คำที่ออกเสียงทีละคำโดยเว้นช่วงนาน
  3. คำที่พูดต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติในกระแสเสียงที่ต่อเนื่อง
ดูคำตอบ

คำที่พูดต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติในกระแสเสียงที่ต่อเนื่อง

การใช้คำ

intrusive R: เสียง /r/ ที่ปรากฏโดยไม่มีตัว r ในการสะกด

intrusive R เป็นศัพท์ด้านการออกเสียง ในสำเนียงแบบ non-rhotic บางสำเนียง รวมถึงสำเนียงจำนวนมากในอังกฤษ ผู้พูดอาจออกเสียง /r/ หลังคำที่ลงท้ายด้วยเสียงสระบางชนิด เมื่อคำถัดไปเริ่มด้วยเสียงสระ ทั้งที่คำแรกไม่มีตัว r ในการสะกด เช่น idea of อาจมีเสียง /r/ คั่นระหว่าง idea กับ of คำว่า intrusive เป็นเพียงชื่อของรูปแบบเสียงนี้ ไม่ใช่คำตำหนิ เสียงที่เพิ่มเข้ามาช่วยให้คำเชื่อมต่อกันได้ลื่นไหล และไม่ได้ใช้ในทุกสำเนียงภาษาอังกฤษ

แบบฝึกหัด

ในสำเนียงแบบ non-rhotic ได้ยินเสียง /r/ ระหว่าง idea กับ of ทั้งที่ idea ไม่มีตัว r ในการสะกด ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าอะไร?

  1. intrusive R
  2. linking R
  3. a silent R
ดูคำตอบ

intrusive R

So, when does the intrusive R happen?

0:22

แล้ว Intrusive R เกิดขึ้นเมื่อไหร่?

Well, the intrusive R happens when a word ends in one of these specific vowel sounds ไวยากรณ์

0:25

เอาล่ะ Intrusive R จะเกิดขึ้นเมื่อคำหนึ่งลงท้ายด้วยเสียงสระเฉพาะเหล่านี้

and the next word starts with any other vowel sound.

0:31

และคำถัดไปขึ้นต้นด้วยเสียงสระใดๆ ก็ได้

ไวยากรณ์

when ... and ...: สองเงื่อนไขสำหรับกฎหนึ่งข้อ

when ใช้นำเข้าสู่เงื่อนไขที่ทำให้กฎนี้ใช้ได้ ในที่นี้เงื่อนไขมีสองส่วนเชื่อมด้วย and คือ คำหนึ่งลงท้ายด้วยเสียงสระที่ระบุไว้เสียงใดเสียงหนึ่ง และคำถัดไปขึ้นต้นด้วยเสียงสระ ทั้งสองส่วนต้องเป็นจริงพร้อมกันที่รอยต่อเดียวกันระหว่างคำ โครงสร้าง X happens when A and B ใช้บอกผลลัพธ์ที่ขึ้นอยู่กับสองเงื่อนไขร่วมกันได้

แบบฝึกหัด

ตามกฎที่เน้นไว้ ต้องเกิดอะไรขึ้นจึงจะมีเสียง R แทรก?

  1. เฉพาะท้ายคำแรกเท่านั้นที่ต้องตรงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้
  2. เงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งเพียงข้อเดียวก็เพียงพอ
  3. ทั้งท้ายคำแรกและต้นคำถัดไปต้องตรงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้
ดูคำตอบ

ทั้งท้ายคำแรกและต้นคำถัดไปต้องตรงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้

When we say these words on their own, วลี

0:35

เมื่อเราพูดคำเหล่านี้โดดๆ

we don't pronounce the R.

0:37

เราจะไม่ออกเสียง R

วลี

on their own: พูดคำแยกกัน

ในประโยคนี้ on their own หมายถึงแยกกันหรือไม่เชื่อมกับคำอื่น their หมายถึง these words ดังนั้นผู้พูดกำลังอธิบายการออกเสียงคำเหล่านี้เมื่อพูดแยกเดี่ยว เมื่อประธานเป็นคน on one's own ยังอาจหมายถึงอยู่คนเดียวหรือทำโดยไม่มีคนช่วยได้ด้วย ต้องดูการกระทำและบริบทเพื่อเลือกความหมายที่ถูกต้อง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึงแยกกัน: Read the new words ____ before you read the whole sentence.

ดูคำตอบ

on their own

Listen carefully.

0:39

ฟังให้ดีนะ

saw

0:41

saw

camera

0:43

camera

spa

0:44

spa

This also includes diphthongs like /ɪə/ in idea, การใช้คำ

0:46

สิ่งนี้ยังรวมถึงสระประสมอย่างเสียง /ɪə/ ใน idea

/eə/ as in hair, วลี

0:50

เสียง /eə/ อย่างใน hair

วลี

as in hair: การยกคำตัวอย่างเพื่ออธิบายการออกเสียง

ในโครงสร้าง as in + ตัวอย่าง คำว่า as in ใช้นำคำหรือกรณีตัวอย่างที่แสดงเสียง การสะกด หรือความหมายที่เพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้ hair เป็นคำตัวอย่างของเสียง /eə/ ให้เข้าใจวลีนี้ว่า “ตัวอย่างเช่น ในคำว่า hair” ไม่ใช่ข้อความตามตัวอักษรว่ามีบางสิ่งอยู่ข้างในเส้นผมจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสองคำที่เรียนในข้อนี้: The vowel is /iː/, ____ see.

ดูคำตอบ

as in

and /ʊə/ as in tour.

0:53

และเสียง /ʊə/ อย่างใน tour

การใช้คำ

diphthongs: การเลื่อนของเสียงสระภายในหนึ่งพยางค์

diphthongs เป็นรูปพหูพจน์ของ diphthong คำว่า diphthong หมายถึงเสียงสระที่เลื่อนจากตำแหน่งสระหนึ่งไปสู่อีกตำแหน่งหนึ่งภายในพยางค์เดียว คำนี้ใช้บอกลักษณะของเสียง ไม่ได้หมายถึงเพียงตัวอักษรสระสองตัวที่เขียนติดกัน ในประโยคนี้ /ɪə/, /eə/ และ /ʊə/ ถูกยกมาเป็นตัวอย่าง

แบบฝึกหัด

diphthong คืออะไร

  1. เสียงพยัญชนะที่อยู่ระหว่างสระสองเสียง
  2. เสียงสระที่เลื่อนระหว่างสองตำแหน่งภายในพยางค์เดียว
  3. ตัวอักษรสระสองตัวที่ต้องเป็นสองพยางค์
ดูคำตอบ

เสียงสระที่เลื่อนระหว่างสองตำแหน่งภายในพยางค์เดียว

However, to make the transition smoother between the words, วลี

0:56

อย่างไรก็ตาม เพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านระหว่างคำลื่นไหลขึ้น

วลี

make the transition smoother: ทำให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นขึ้น

ใน to make the transition smoother คำว่า make ใช้โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ โดย the transition เป็นกรรม และ smoother บอกสภาพที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลง วลีนี้หมายถึงการทำให้การเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปยังอีกสิ่งหนึ่งง่ายหรือเป็นธรรมชาติมากขึ้น ในที่นี้ transition คือการเปลี่ยนจากเสียงของคำหนึ่งไปยังเสียงของคำถัดไป smoother บอกว่าการเชื่อมต่อราบรื่นขึ้น ไม่ได้หมายถึงพื้นผิวที่เรียบขึ้นจริง ๆ โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้พูดถึงการเปลี่ยนระหว่างหัวข้อ ส่วนต่าง ๆ ขั้นตอน หรือฉากได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ make + the transition + รูปขั้นกว่าของ smooth: A linking sentence can ____ between the two sections.

ดูคำตอบ

make the transition smoother

native British speakers with non-rhotic accents, การใช้คำ

1:00

เจ้าของภาษาชาวบริติชที่มีสำเนียงแบบ non-rhotic (ไม่ออกเสียง R ที่ท้ายคำ)

การใช้คำ

non-rhotic accents: สำเนียงที่ไม่ออกเสียง /r/ ในบางตำแหน่ง

สำเนียงแบบ non-rhotic คือสำเนียงที่โดยทั่วไปไม่ออกเสียง /r/ หลังสระ เมื่อ /r/ อยู่ท้ายพยางค์และไม่มีสระตามมา เช่น เมื่อพูดคำว่า car เพียงคำเดียว มักจะไม่ได้ยิน /r/ ท้ายคำ คำนี้ใช้อธิบายการออกเสียง ไม่ใช่การสะกด จึงไม่ได้หมายความว่าผู้พูดไม่ใช้ตัวอักษร r หรือไม่เคยออกเสียง /r/ เลย โดยทั่วไป r ที่อยู่หน้าสระจะออกเสียง และ r ที่ท้ายคำอาจได้ยินเมื่อคำถัดไปขึ้นต้นด้วยสระ ซึ่งเรียกว่า linking R

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายสำเนียงแบบ non-rhotic ได้ถูกต้อง

  1. เมื่อพูด car เพียงคำเดียว ปกติจะไม่ออกเสียง r ท้ายคำที่เขียนไว้
  2. ผู้พูดไม่เคยออกเสียง /r/ ในคำใดเลย
  3. ผู้พูดจากบริเตนทุกคนมีสำเนียงนี้
ดูคำตอบ

เมื่อพูด car เพียงคำเดียว ปกติจะไม่ออกเสียง r ท้ายคำที่เขียนไว้

which basically means that they don't pronounce the R when it's written at the end of a word ไวยากรณ์

1:03

ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วหมายความว่าพวกเขาจะไม่ออกเสียง R เมื่อมันถูกเขียนไว้ที่ท้ายคำ

ไวยากรณ์

which basically means that...: อธิบายแนวคิดก่อนหน้าด้วยคำง่าย ๆ

which ย้อนกลับไปอ้างถึงแนวคิดที่เพิ่งกล่าวถึง คือ non-rhotic accents อนุประโยคนี้อธิบายแนวคิดนั้นด้วยคำที่ง่ายขึ้น แทนที่จะเริ่มประเด็นหลักใหม่ จึงมักต้องเชื่อมอยู่กับข้อความก่อนหน้า basically หมายถึง “พูดง่าย ๆ” หรือ “โดยทั่วไป” คำนี้บอกว่าคำอธิบายกำลังให้ใจความสำคัญ ไม่ใช่รายละเอียดหรือข้อยกเว้นทั้งหมด รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ คำศัพท์หรือแนวคิด, which basically means that + คำอธิบายง่าย ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ which basically means that เพื่ออธิบายแนวคิดที่เพิ่งกล่าวถึง?

  1. The game has a co-op mode, which basically means that two people can play together.
  2. Which basically means that the game has a co-op mode, two people can play together.
  3. The game has a co-op mode, which basically asks whether two people can play together.
ดูคำตอบ

The game has a co-op mode, which basically means that two people can play together.

or if it's after a vowel,

1:08

หรือถ้ามันอยู่หลังสระ

they often insert a little R between the two words. วลี

1:10

พวกเขาจะมักแทรกเสียง R เล็กๆ เข้าไประหว่างสองคำ

วลี

insert a little R between the two: รูปแบบ insert X between Y and Z

insert X between Y and Z หมายถึง “เพิ่ม X ไว้ตรงกลางระหว่าง Y กับ Z” ในที่นี้ X คือเสียง /r/ สั้น ๆ และประโยคเต็มระบุตำแหน่งด้วย between the two words insert ไม่ได้ใช้กับสิ่งของที่จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังใช้กับเสียง คำ รูปภาพ หรือขั้นตอนได้ ในที่นี้เป็นการเพิ่มเสียงขณะพูด โดยการสะกดคำไม่เปลี่ยน

แบบฝึกหัด

เติมหนึ่งคำให้ครบรูปแบบ insert X between Y and Z: Insert a short pause ____ the two sentences.

ดูคำตอบ

between

For example,

1:15

ตัวอย่างเช่น

for example, there's one there actually.

1:16

ตัวอย่างเช่น จริงๆ แล้วเมื่อกี้ก็มีอยู่อันนึงตรงนั้น

With or, I saw a film.

1:20

ด้วยเสียง 'or' อย่าง I saw a film.

To connect it, I saw a film. ลำดับความ

1:23

เมื่อเชื่อมมันเข้าด้วยกัน I saw a film.

ลำดับความ

To connect it, ...: บอกจุดประสงค์ก่อน

To connect it เป็นวลีบอกจุดประสงค์ที่อยู่ต้นประโยค โดยบอกผู้ฟังก่อนว่าเป้าหมายคืออะไร ในบริบทการสอนนี้ it หมายถึงส่วนที่กำลังเชื่อม และคำหลังเครื่องหมายจุลภาคเป็นตัวอย่างให้ฟัง รูปแบบ To + กริยารูปพื้นฐาน, ... จัดข้อมูลโดยบอกจุดประสงค์ก่อน แล้วจึงตามด้วยการกระทำหรือตัวอย่าง ในที่นี้ To connect it ไม่ใช่คำสั่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง

แบบฝึกหัด

วลี To connect it, ที่ต้นประโยคทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. บอกจุดประสงค์ก่อนการสาธิต
  2. บอกว่าการเชื่อมเสร็จสิ้นไปแล้วในอดีต
  3. ออกคำสั่งที่สมบูรณ์ให้เชื่อมต่อสายเคเบิล
ดูคำตอบ

บอกจุดประสงค์ก่อนการสาธิต

I saw a film.

1:26

I saw a film.

With the schwa,

1:28

ด้วยเสียง schwa (ชวา)

the camera is broken.

1:29

the camera is broken.

More naturally, the camera is broken.

1:32

พูดให้เป็นธรรมชาติขึ้น the camera is broken.

The camera is broken.

1:36

The camera is broken.

So, you're adding that intrusive R to the beginning of the next word

1:39

ดังนั้น คุณกำลังเติมเสียง Intrusive R เข้าไปที่จุดเริ่มต้นของคำถัดไป

to help you link them together. ไวยากรณ์

1:43

เพื่อช่วยให้คุณเชื่อมมันเข้าด้วยกัน

ไวยากรณ์

help you link them together: help + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

วลีนี้ใช้โครงสร้าง help + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน ได้แก่ help + you + link หลัง help จะเป็นผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ แล้วจึงตามด้วยการกระทำ โดย link ต้องอยู่ในรูปพื้นฐาน ไม่ใช่ linking หรือ linked ในที่นี้ them หมายถึงคำสองคำ และ link them together หมายถึงทำให้เสียงของคำทั้งสองเชื่อมต่อกัน Help you to link ก็ถูกหลักไวยากรณ์เช่นกัน แต่รูปที่ไม่มี to พบได้บ่อยมากในการสนทนา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ link ในโครงสร้าง help + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน: This guide will help you ____ the ideas together.

ดูคำตอบ

link

The camera is broken.

1:46

The camera is broken.

And finally, the spa is closed.

1:48

และสุดท้าย the spa is closed.

How sad.

1:51

น่าเศร้าจัง

The spa is closed.

1:53

The spa is closed.

The spa is closed.

1:55

The spa is closed.

So, why does this happen?

1:57

แล้วทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้นล่ะ?

Well, it all comes down to vowel vowel linking. กริยาวลี

1:59

ก็คือ มันเป็นเรื่องของการเชื่อมเสียงสระกับสระ

กริยาวลี

it all comes down to: ระบุปัจจัยหลัก

สำนวน it all comes down to หมายถึง “ประเด็นหลักหรือปัจจัยชี้ขาดคือ...” คำว่า all เน้นว่ารายละเอียดหลายอย่างสามารถสรุปรวมให้เหลือคำอธิบายหลักเพียงอย่างเดียวได้ ในประโยคนี้ คำอธิบายนั้นคือการเชื่อมเสียงจากสระหนึ่งไปสู่อีกสระหนึ่ง ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยคำนาม นามวลี หรือรูป -ing: It comes down to timing. It comes down to choosing carefully. วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ลงด้านล่างจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “ท้ายที่สุดตัดสินโดย...”:The final choice ____ cost.

ดูคำตอบ

comes down to

When two vowel sounds meet,

2:03

เมื่อเสียงสระสองเสียงมาเจอกัน

there's no easy way to move from one vowel to the other in English. ไวยากรณ์

2:04

มันไม่มีวิธีง่ายๆ ที่จะย้ายจากสระหนึ่งไปยังอีกสระหนึ่งในภาษาอังกฤษ

ไวยากรณ์

there's no easy way to + กริยารูปพื้นฐาน

รูปแบบ there's no easy way to + กริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าการกระทำนั้นอาจเป็นไปได้ แต่ไม่มีวิธีที่ง่ายหรือไม่ต้องใช้ความพยายาม ในประโยคนี้ way หมายถึง “วิธี” ไม่ใช่ถนนหรือทิศทาง หลัง to ให้ใช้กริยารูปพื้นฐาน: There's no easy way to move. สำนวนนี้เน้นว่าไม่มีวิธีแก้ที่ง่าย จึงให้ความหมายเจาะจงกว่าการพูดเพียงว่าสิ่งนั้นยาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบจากบทเรียนที่หมายถึงไม่มีวิธีง่าย ๆ:____ remove this stain without damaging the fabric.

ดูคำตอบ

There's no easy way to

It feels a bit awkward and unnatural for us to stop and then say the other vowel. ไวยากรณ์

2:09

มันจะรู้สึกอึดอัดและไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อยสำหรับเราที่จะหยุดพักแล้วค่อยพูดอีกสระหนึ่ง

ไวยากรณ์

It feels ... for us to ...: บอกความรู้สึกที่เกิดจากการกระทำ

โครงสร้าง It feels + adjective + for someone + to do something วางการกระทำไว้ในวลี infinitive ที่มี to และใช้ it เป็นประธานสมมติ it ไม่ได้แทนสิ่งของใด ๆ แต่คำบรรยายใช้กับการกระทำหลัง to ในประโยคนี้ awkward and unnatural บรรยายการหยุดแล้วค่อยออกเสียงสระอีกตัว for us บอกว่าใครเป็นผู้รู้สึก ส่วน a bit ทำให้น้ำเสียงอ่อนลงเป็นความหมายว่า “เล็กน้อย”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง It feels + adjective + for someone + to do: It ____ strange for Mia ____ read aloud in an empty room.

ดูคำตอบ

feels · to

So, in British English, we add this little helping sound. การใช้คำ

2:14

ดังนั้นในภาษาอังกฤษแบบบริติช เราจึงเติมเสียงช่วยเล็กๆ นี้เข้าไป

การใช้คำ

add this little helping sound: คำอธิบายการออกเสียงแบบไม่เป็นทางการ

ในคำอธิบายการออกเสียงนี้ a little helping sound หมายถึงเสียงสั้น ๆ ที่ใช้ทำให้การเปลี่ยนจากสระหนึ่งไปยังสระถัดไปราบรื่นขึ้น helping บอกหน้าที่ของเสียง ไม่ได้หมายถึงเอฟเฟกต์เสียงที่ “ให้ความช่วยเหลือ” คำอธิบายถัดไประบุว่าเสียงนี้คือ /r/ สำนวนนี้เป็นคำอธิบายแบบไม่เป็นทางการในชั้นเรียน ไม่ใช่ชื่อทางการของเสียงชนิดใหม่ ในที่นี้ add หมายความว่าอาจได้ยิน /r/ ตรงรอยต่อของคำพูดที่ต่อเนื่อง แม้ตำแหน่งนั้นจะไม่มีตัวอักษร r เขียนอยู่

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ little helping sound หมายถึงอะไร

  1. เอฟเฟกต์เสียงที่ใช้ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
  2. คำอธิบายสำหรับผู้เรียนถึงเสียงที่ช่วยให้การเปลี่ยนระหว่างสระราบรื่นขึ้น
  3. ชื่อทางภาษาศาสตร์อย่างเป็นทางการของพยัญชนะทุกตัวที่เติมในคำพูด
ดูคำตอบ

คำอธิบายสำหรับผู้เรียนถึงเสียงที่ช่วยให้การเปลี่ยนระหว่างสระราบรื่นขึ้น

In this case, a R

2:18

ในกรณีนี้คือเสียง R

and this helps make the transition much smoother. ไวยากรณ์

2:19

และสิ่งนี้ช่วยทำให้การเปลี่ยนผ่านลื่นไหลขึ้นมาก

ไวยากรณ์

help make ... much smoother: ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ในที่นี้ this หมายถึงเสียง R ที่เพิ่งกล่าวถึง helps make หมายความว่าสิ่งหนึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดผลลัพธ์ ไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว โครงสร้างคือ help + คำกริยารูปพื้นฐาน และในประโยคนี้ตามด้วย make + กรรม + คำคุณศัพท์: make the transition smoother much ใช้เน้นคำขั้นกว่า smoother จึงสื่อว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด: much smoother คำขั้นกว่าใช้กับ much ไม่ใช้ very smoother

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ help + make + กรรม + much + คำขั้นกว่าได้ถูกต้อง

  1. The new layout helps make the instructions much clearer.
  2. The new layout helps made the instructions much clearer.
  3. The new layout helps make the instructions very clearer.
ดูคำตอบ

The new layout helps make the instructions much clearer.

Listen to the difference between these two sentences.

2:22

ลองฟังความแตกต่างระหว่างสองประโยคนี้ดูนะ

Without the intrusive R,

2:26

แบบที่ไม่มี Intrusive R

I love the idea of going.

2:29

I love the idea of going.

I love the idea of going.

2:32

I love the idea of going.

With the intrusive R,

2:36

แบบที่มี Intrusive R

I love the idea of going.

2:38

I love the idea of going.

More naturally,

2:41

พูดให้เป็นธรรมชาติขึ้น

I love the idea of going.

2:43

I love the idea of going.

So, now you're probably thinking,

2:45

เอาล่ะ ตอนนี้คุณคงกำลังคิดว่า

when do you use the intrusive R?

2:47

เมื่อไหร่คุณถึงจะใช้ Intrusive R ล่ะ?

Well, the intrusive R only happens after certain vowel sounds, ไวยากรณ์

2:49

จริงๆ แล้ว Intrusive R จะเกิดขึ้นหลังเสียงสระบางเสียงเท่านั้น

ไวยากรณ์

only happens after certain vowel sounds: จำกัดขอบเขตของกฎ

ใน only happens after certain vowel sounds คำว่า only จำกัดตำแหน่งที่กฎนี้ใช้ได้ กล่าวคือ ปรากฏการณ์นี้จำกัดอยู่หลังเสียงสระบางกลุ่ม ไม่ใช่หลังเสียงสระทุกเสียง ส่วน certain ช่วยจำกัดขอบเขตให้เป็นเสียงสระบางเสียงโดยเฉพาะ ข้อความนี้บอกเงื่อนไขที่ต้องมี แต่ไม่ได้รับประกันว่าปรากฏการณ์จะเกิดขึ้นเสมอ ปรากฏการณ์นี้เกิดนอกขอบเขตดังกล่าวไม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีสระเหล่านั้น ในคำอธิบายกฎ คำสั้น ๆ เช่น only และ certain เป็นตัวกำหนดขอบเขตของกฎ

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ประโยคนี้บอกว่า intrusive R เกิดขึ้นหลังเสียงสระทุกเสียง

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

particularly those that end in a schwa /ə/ sound การใช้คำ

2:53

โดยเฉพาะคำที่ลงท้ายด้วยเสียงชวา /ə/

การใช้คำ

schwa /ə/ sound: สระสั้นที่ออกอย่างผ่อนคลาย

Schwa คือชื่อของเสียงสระ /ə/ ไม่ใช่ชื่อของตัวอักษร เป็นเสียงสระสั้นที่ออกอย่างผ่อนคลาย โดยวางลิ้นใกล้กึ่งกลางช่องปาก และมักปรากฏในพยางค์ที่ไม่เน้นเสียง ในที่นี้ end in a schwa /ə/ sound หมายถึง “เสียงสุดท้ายคือ /ə/” ผู้พูดกำลังจัดกลุ่มตามเสียงท้าย ในบทเรียนนี้ /ə/ ที่ท้ายคำมีความสำคัญ เพราะผู้พูดภาษาอังกฤษแบบบริติชบางคนอาจเติมเสียงเชื่อมคล้าย r เมื่อมีสระตามมา

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบาย schwa /ə/ ได้ถูกต้อง

  1. สัญลักษณ์ที่บอกให้เน้นเสียงทุกพยางค์
  2. สระสั้นและผ่อนคลายที่มักอยู่ในพยางค์ไม่เน้นเสียง
  3. อีกชื่อหนึ่งของตัวอักษร R
ดูคำตอบ

สระสั้นและผ่อนคลายที่มักอยู่ในพยางค์ไม่เน้นเสียง

or the ones that we looked at earlier, กริยาวลี

2:58

หรือเสียงที่เราดูไปก่อนหน้านี้

กริยาวลี

we looked at: ได้พิจารณาหรือพูดถึง

ในประโยคนี้ we looked at หมายถึงเราได้ตรวจดู พูดคุย หรือศึกษาเรื่องหนึ่ง กรรมของวลีนี้คือ the ones ซึ่งอ้างกลับไปถึงสิ่งที่กล่าวไว้แล้ว และ earlier บอกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าของบทเรียน look at ไม่ได้จำกัดว่าต้องหมายถึงการมองด้วยตาเท่านั้น ในการสอนและการอธิบาย เมื่อมีหัวข้ออย่างกฎ ตัวอย่าง หรือปัญหาตามหลัง look at มักหมายถึงการตั้งใจพิจารณาเพื่อทำความเข้าใจหรือพูดคุย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึงพิจารณา: Let's ____ two examples before the exercise.

ดูคำตอบ

look at

like /ɔː/ and /ɜː/ and /ɑː/ and so on. วลี

3:00

เช่น /ɔː/ และ /ɜː/ และ /ɑː/ และอื่นๆ

วลี

and so on: ปิดท้ายรายการสิ่งของชนิดเดียวกัน

and so on อยู่ท้ายรายการและหมายความว่ายังมีสิ่งอื่นชนิดเดียวกันที่สามารถเติมต่อได้ ในประโยคนี้ หลังจากยกตัวอย่างเสียงสระหลายเสียงแล้ว ผู้พูดละเสียงสระอื่น ๆ ไว้ ตัวอย่างก่อนหน้าต้องทำให้รู้ชัดว่าสิ่งที่ละไว้อยู่ในกลุ่มใด สำนวนนี้ใช้ปิดรายการ ไม่ได้หมายความว่าใครกำลังทำบางอย่างต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมรายการด้วยสำนวนจากตัวอย่างที่ใช้ละสิ่งอื่นชนิดเดียวกันไว้: The art cupboard holds paint, brushes, paper, ____.

ดูคำตอบ

and so on

At this point, you may be thinking, ลำดับความ

3:05

มาถึงจุดนี้ คุณอาจจะกำลังคิดว่า

ลำดับความ

At this point, you may be thinking: คำเชื่อมเพื่อคาดการณ์คำถามของผู้ฟัง

At this point หมายถึงคำอธิบายได้ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง สำนวนนี้เชื่อมสิ่งที่อธิบายไปแล้วเข้ากับสิ่งที่จะกล่าวต่อไป you may be thinking เป็นการคาดเดาอย่างสุภาพว่าผู้ฟังอาจมีคำถามหรือปฏิกิริยาอะไรอยู่ในใจ เมื่อรวมกันแล้ว สำนวนนี้เตรียมผู้ฟังให้พร้อมสำหรับคำถาม การเปรียบเทียบ หรือคำชี้แจง และ may ทำให้การคาดเดาไม่ฟังดูแน่นอนเกินไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำเชื่อมนี้ได้เป็นธรรมชาติที่สุดเพื่อคาดการณ์คำถามของผู้ฟังหลังคำอธิบาย

  1. At this point, you may be thinking, 'Why do we need a second rule?'
  2. At this point on the map, turn left toward the station.
  3. After the lesson, write down one question about the rule.
ดูคำตอบ

At this point, you may be thinking, 'Why do we need a second rule?'

what's the difference between the linking R and the intrusive R? วลี

3:07

ความแตกต่างระหว่าง Linking R กับ Intrusive R คืออะไร?

วลี

What's the difference between X and Y?: การถามความแตกต่างระหว่าง X กับ Y

What's the difference between X and Y? เป็นรูปแบบคำถามมาตรฐานสำหรับถามว่าสองสิ่งแตกต่างกันอย่างไร ใช้ between เพื่อนำเข้าสิ่งสองอย่างที่ต้องการเปรียบเทียบ และใช้ and เชื่อมสองส่วนที่อยู่ในระดับเดียวกัน ในที่นี้ สิ่งที่เปรียบเทียบกันคือ linking R และ intrusive R รูปแบบนี้ใช้เปรียบเทียบแนวคิด คำศัพท์ วิธีการ หรือผลิตภัณฑ์ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถามความแตกต่างระหว่างแท็บเล็ตกับแล็ปท็อปได้ถูกต้อง

  1. What's the difference between a tablet with a laptop?
  2. What's the difference of a tablet and a laptop?
  3. What's the difference between a tablet and a laptop?
ดูคำตอบ

What's the difference between a tablet and a laptop?

Maybe you've heard other people talk about the linking R and you're thinking, ลำดับความ

3:10

บางทีคุณอาจเคยได้ยินคนอื่นพูดถึง Linking R และคุณก็คิดว่า

is there a difference?

3:14

มันมีความแตกต่างไหม?

ลำดับความ

Maybe you've heard other people talk about...: เชื่อมประสบการณ์เดิมที่อาจมีกับคำอธิบายใหม่

Maybe you've heard other people talk about... ใช้เชื่อมคำอธิบายใหม่เข้ากับประสบการณ์ที่ผู้ฟังอาจเคยมีมาก่อน Maybe ช่วยไม่ให้ผู้พูดทึกทักว่าผู้ฟังทุกคนเคยมีประสบการณ์นั้น และไม่ได้แสดงว่าผู้พูดสงสัยในหัวข้อนั้นเอง You've heard other people talk about X หมายความว่า ผู้ฟังอาจเคยได้ยินคนอื่นพูดคุยเกี่ยวกับ X ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังเข้าใจ X แล้ว ผู้พูดจึงสามารถอธิบายหรือชี้แจงต่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ประโยคเปิดใดเชื่อมประสบการณ์เดิมที่ผู้ฟังอาจมีเข้ากับคำอธิบายใหม่ได้อย่างนุ่มนวล

  1. Maybe solar eclipses are not real because people talk about them.
  2. Everyone here already understands solar eclipses completely.
  3. Maybe you've heard other people talk about solar eclipses. Let's see what they are.
ดูคำตอบ

Maybe you've heard other people talk about solar eclipses. Let's see what they are.

Is this the same thing?

3:15

มันคือสิ่งเดียวกันหรือเปล่า?

Well, it's a very good question with a very simple answer.

3:17

เอาล่ะ มันเป็นคำถามที่ดีมากพร้อมกับคำตอบที่ง่ายมาก

Put simply, if the word doesn't end with the letter R, โน้ต

3:20

พูดง่ายๆ คือ ถ้าคำนั้นไม่ได้ลงท้ายด้วยตัวอักษร R

then it's an intrusive R.

3:24

นั่นแหละคือ Intrusive R

ลำดับความ

Put simply ใช้นำเข้าสู่ข้อสรุปแบบง่าย

Put simply เป็นคำเชื่อมที่มีความหมายว่า “พูดง่าย ๆ” โดยบอกผู้ฟังว่าข้อความถัดไปเป็นคำอธิบายหรือข้อสรุปฉบับที่สั้นลงและเข้าใจง่ายขึ้น ในที่นี้ put หมายถึง “แสดงออกเป็นคำพูด” ไม่ใช่ “วาง” ผู้พูดใช้วลีนี้เพื่อนำเข้าสู่วิธีง่าย ๆ ในการระบุ intrusive R ส่วนรูปที่ยาวกว่าอย่าง To put it simply ก็ทำหน้าที่เดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึง “พูดง่าย ๆ”:____, this game is about collecting stars.

ดูคำตอบ

Put simply

ไวยากรณ์

if ..., then ... ใช้เชื่อมเงื่อนไขกับผลลัพธ์

โครงสร้าง if ..., then ... เชื่อมเงื่อนไขเข้ากับผลลัพธ์ ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย if ระบุสิ่งที่ต้องเป็นจริง และส่วนหลัง then ระบุข้อสรุปหรือการกระทำที่ตามมาเมื่อเงื่อนไขนั้นเป็นจริง ในประโยคนี้ ส่วน if ให้เกณฑ์ตัดสินจากการสะกด และส่วน then ให้การจัดประเภทของผู้พูด ในที่นี้ then หมายถึง “ในกรณีนั้น” ไม่ใช่ “หลังจากนั้น” ซึ่งบอกลำดับเวลา มักละ then ได้ แต่การคงไว้ช่วยให้สองส่วนของกฎชัดเจนเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมกฎให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง if ... then ...: ____ a shape has three sides, ____ it is a triangle.

ดูคำตอบ

If · then

For example, I saw it.

3:26

ตัวอย่างเช่น I saw it.

There's no R in the spelling of saw. วลี

3:29

ไม่มีตัว R ในการสะกดของ saw

วลี

in the spelling of saw: กล่าวถึงตัวอักษรที่เขียน

“In the spelling of saw” หมายถึง “ในรูปเขียนของคำว่า saw” ประโยคนี้ตรวจดูว่ามีตัวอักษรใดอยู่ในคำที่เขียน ไม่ใช่ตรวจดูเสียงที่ได้ยิน รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ in the spelling of + คำ ซึ่งจำกัดข้อความให้กล่าวถึงลำดับตัวอักษรของคำนั้น ในรูปแบบ There’s no R ... ตัวอักษรที่กำลังตรวจสอบคือ R

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าคำเขียน phone ไม่มีตัวอักษร F?

  1. There is no F in the spelling of phone.
  2. The word phone begins with the /f/ sound.
  3. The letter F is pronounced /ef/.
ดูคำตอบ

There is no F in the spelling of phone.

It's written with a W. การใช้คำ

3:32

มันเขียนด้วยตัว W

การใช้คำ

written with a W: ระบุตัวอักษรที่ใช้ในการสะกด

be written with + ตัวอักษรหรือกลุ่มตัวอักษร ใช้บอกว่าคำหนึ่งใช้สัญลักษณ์ใดในรูปเขียน ในที่นี้ It หมายถึง saw และ with a W บอกว่า W เป็นส่วนหนึ่งของการสะกดคำนั้น ในโครงสร้างนี้ with หมายถึง “ใช้ในรูปเขียน” ไม่ได้หมายถึงการอยู่ด้วยกันทางกายภาพ โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกตัวอักษรหนึ่งตัวหรือหลายตัวก็ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าการสะกดคำว่า circle มีตัวอักษร C?

  1. The word circle is written by Mia.
  2. The word circle is written in English.
  3. The word circle is written with a C.
ดูคำตอบ

The word circle is written with a C.

I saw it.

3:34

I saw it.

So, it's an intrusive R.

3:36

ดังนั้น มันคือ Intrusive R

However, if the word contains the letter R,

3:38

อย่างไรก็ตาม ถ้าคำนั้นมีตัวอักษร R อยู่ด้วย

then it's a linking R.

3:42

นั่นก็คือ Linking R

For example, the door is open.

3:44

ตัวอย่างเช่น the door is open.

Even though when we say the word door, ไวยากรณ์

3:47

แม้ว่าเมื่อเราพูดคำว่า door

we don't pronounce the R,

3:50

เราจะไม่ออกเสียง R

we still write the letter R.

3:51

แต่เราก็ยังเขียนตัวอักษร R

ไวยากรณ์

Even though ... we still ...: ผลยังคงเดิมแม้มีอุปสรรค

Even though ใช้นำเสนอข้อเท็จจริงที่อาจทำให้คาดหวังผลอีกแบบหนึ่ง ในประโยคนี้ การไม่ออกเสียง R อาจทำให้คิดว่าไม่ต้องเขียน R แต่ประโยคหลักบอกว่ายังคงต้องเขียน R คำว่า still เน้นว่าผลยังคงเป็นจริงแม้จะมีข้อเท็จจริงดังกล่าว รูปแบบ Even though + อนุประโยค, ... still + กริยาหลัก ใช้อธิบายข้อเท็จจริงสองอย่างที่ดูเหมือนขัดแย้งกันได้ โดย still ช่วยเน้นความหมายแต่ไม่จำเป็นต้องมีเสมอไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมาย Even though ... still: ____ the path was steep, we ____ reached the top before noon.

ดูคำตอบ

Even though · still

So, because we write the R,

3:53

ดังนั้น เพราะเราเขียนตัว R

we link it.

3:56

เราจึงเชื่อมมัน

door is...

3:58

door is...

The door is open.

3:59

The door is open.

And this is the linking r.

4:01

และนี่คือ Linking R

So, the rule is very simple.

4:03

ดังนั้นกฎจึงง่ายมาก

Intrusive R, there's no R in the spelling. ลำดับความ

4:04

Intrusive R จะไม่มี R ในการสะกด

Linking R, there is an R in the spelling.

4:07

Linking R จะมี R ในการสะกด

ลำดับความ

Intrusive R ... Linking R ...: กฎแบบขนานสำหรับเปรียบเทียบหมวดหมู่

ผู้พูดใช้รูปแบบการจัดข้อมูลเดียวกันสองครั้ง โดยบอกชื่อหมวดหมู่ก่อน แล้วตามด้วยข้อเท็จจริงเรื่องการสะกดหนึ่งข้อ Intrusive R จับคู่กับการไม่มี R ในการสะกด ส่วน Linking R จับคู่กับการมี R ในการสะกด การใช้กรอบเดิมซ้ำทำให้ความต่างระหว่าง no R กับ an R เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญเพียงจุดเดียว การจัดข้อมูลแบบขนานนี้บอกผู้ฟังให้เปรียบเทียบทั้งสองประโยคในฐานะกฎการจำแนกข้อเดียว ไม่ใช่มองว่าเป็นข้อเท็จจริงที่แยกจากกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างแบบขนานเพื่อเปรียบเทียบสองหมวดหมู่ด้วยลักษณะเดียวกัน

  1. Plants need water, and some plants grow indoors.
  2. Indoor plants need less water; outdoor plants need more water.
  3. Indoor plants need less water; outdoor plants grow in gardens.
ดูคำตอบ

Indoor plants need less water; outdoor plants need more water.

Now, let's practice together.

4:10

ตอนนี้ เรามาฝึกด้วยกัน

Say each sentence very slowly first, ลำดับความ

4:12

พูดแต่ละประโยคอย่างช้าๆ ก่อน

then naturally joining the sounds together smoothly with the intrusive R.

4:15

จากนั้นค่อยเชื่อมเสียงเข้าด้วยกันอย่างราบรื่นด้วย Intrusive R อย่างเป็นธรรมชาติ

ลำดับความ

very slowly first, then naturally...: เรียงขั้นตอนด้วย first และ then

first บอกขั้นตอนแรก คือพูดแต่ละประโยคให้ช้ามาก ส่วน then พาไปยังขั้นตอนถัดไป คือพูดอย่างเป็นธรรมชาติพร้อมกับเชื่อมเสียงให้ลื่นไหล เมื่อใช้ first และ then ร่วมกัน จะช่วยจัดข้อมูลตามลำดับเวลา ในคำสั่งที่ชัดเจนสามารถนำรูปแบบ "Do X first, then do Y" ไปใช้ได้ โดยใช้รูปกริยาที่สอดคล้องกันสำหรับทั้งสองการกระทำ

แบบฝึกหัด

เติมคำบอกลำดับในคำสั่งสองขั้นตอนนี้ให้สมบูรณ์: Sketch the outline ____, ____ add the colors.

ดูคำตอบ

first · then

I saw it on TV.

4:21

I saw it on TV.

I saw it on TV.

4:25

I saw it on TV.

The idea of it makes me smile.

4:28

The idea of it makes me smile.

The idea of it makes me smile.

4:34

The idea of it makes me smile.

Law and order are important.

4:37

Law and order are important.

Law and order are important.

4:44

Law and order are important.

He saw Emma yesterday.

4:47

He saw Emma yesterday.

He saw Emma yesterday.

4:52

He saw Emma yesterday.

Asia is a beautiful continent.

4:54

Asia is a beautiful continent.

Asia is a beautiful continent.

5:01

Asia is a beautiful continent.

The media are saying it's true. ไวยากรณ์

5:04

The media are saying it's true.

ไวยากรณ์

media are: การใช้ media กับกริยาพหูพจน์

ในประโยคนี้ media หมายถึงองค์กรหรือช่องทางข่าวหลายแห่งและใช้เป็นคำนามพหูพจน์ จึงใช้กริยา are: The media are saying.... นี่คือความสอดคล้องแบบพหูพจน์ระหว่างประธานกับกริยา ตามรูปแบบดั้งเดิม medium เป็นเอกพจน์ ส่วน media เป็นพหูพจน์

แบบฝึกหัด

เติมรูปปัจจุบันของ be โดยใช้ความสอดคล้องแบบพหูพจน์ดั้งเดิม: The news media ____ reporting different figures.

ดูคำตอบ

are

The media are saying it's true.

5:08

The media are saying it's true.

So, that's the end of today's British English pronunciation lesson. ลำดับความ

5:11

และนั่นก็คือบทสรุปของบทเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบบริติชในวันนี้

ลำดับความ

การใช้ that's the end of today's ... lesson เป็นสำนวนปิดท้าย

That's the end of today's ... เป็นสำนวนปิดท้ายที่บอกผู้ฟังว่าเนื้อหาหลักของบทเรียนหรือกิจกรรมจบแล้ว และพาคำพูดเข้าสู่ช่วงสรุปจบ ในประโยคนี้ today's ขยายกลุ่มคำนาม British English pronunciation lesson ทั้งหมด ความหมายคือบทเรียนที่จัดขึ้นวันนี้จบแล้ว ไม่ได้หมายความว่าวันนี้ทั้งวันจบลงแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมายสำหรับปิดชั้นเรียนให้สมบูรณ์: That's ____ today's science lesson.

ดูคำตอบ

the end of

I hope this helped you understand how and why British native speakers add this little R sound between the words ไวยากรณ์

5:15

ฉันหวังว่านี่จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมและอย่างไรที่เจ้าของภาษาชาวบริติชถึงเพิ่มเสียง R เล็กๆ นี้ระหว่างคำ

ไวยากรณ์

ใช้ I hope this helped you understand how and why ... เพื่อสรุปท้ายบทสอน

I hope this helped you understand ... เป็นประโยคทบทวนที่ใช้บ่อยตอนจบบทสอน I hope ทำให้น้ำเสียงไม่ยืนยันเกินไป this ชี้กลับไปยังคำอธิบายที่เพิ่งให้ไป และ helped you understand บอกผลการเรียนรู้ที่ผู้พูดหวังไว้ how and why เชื่อมข้อมูลสองประเภท ได้แก่ วิธีที่บางสิ่งเกิดขึ้นและเหตุผลที่มันเกิดขึ้น เนื่องจากทั้งสองคำนำเนื้อหาที่อยู่ภายใน understand ประโยคย่อยต่อมาจึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how and why the pattern changes ไม่ใช่ how and why does the pattern change

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคปิดท้ายบทสอนที่เป็นธรรมชาติและใช้ประโยคย่อย how and why แบบซ้อนอยู่ภายใน

  1. I hope this helped you understand how and why the pattern changes.
  2. I hope this helped you understand how does the pattern change and why.
  3. I hope this helped you understand how and why does the pattern change.
ดูคำตอบ

I hope this helped you understand how and why the pattern changes.

and how you can use the intrusive R naturally in your own speech. ไวยากรณ์

5:23

และคุณจะสามารถใช้ Intrusive R อย่างเป็นธรรมชาติในการพูดของคุณเองได้อย่างไร

ไวยากรณ์

how you can use: ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าในอนุประโยค how ที่ซ้อนอยู่

คำว่า how you can use... เป็นอนุประโยค how ที่ซ้อนอยู่ในประโยคที่ใหญ่กว่า ใช้บอกวิธีที่ประโยคใหญ่นั้นกำลังกล่าวถึง ไม่ได้ถามผู้ฟังโดยตรง เพราะเป็นอนุประโยคที่ซ้อนอยู่ จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: ประธาน + กริยาช่วยบอกภาวะ + กริยาหลัก เช่น you can use หากเป็นคำถามโดยตรงจะสลับเป็น How can you use...? ในที่นี้ in your own speech หมายถึง “ในภาษาอังกฤษที่คุณพูดเอง”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค how ที่ซ้อนอยู่ได้ถูกต้อง

  1. The teacher showed us how we can use the tool safely.
  2. The teacher showed us how can we use the tool safely.
ดูคำตอบ

The teacher showed us how we can use the tool safely.

If you enjoyed this lesson,

5:27

หากคุณสนุกกับบทเรียนนี้

give it a like, วลี

5:28

กดไลค์ให้ด้วยนะคะ

วลี

give it a like: ขอให้ผู้ชมกดถูกใจเนื้อหาออนไลน์

Give it a like เป็นคำชวนแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึงให้ใครบางคนกดปุ่มถูกใจสำหรับเนื้อหาออนไลน์นี้ คำสรรพนาม it หมายถึงวิดีโอ โพสต์ รูปภาพ หรือเนื้อหาที่คล้ายกัน ในที่นี้ like เป็นคำนามนับได้ที่หมายถึงการกดถูกใจหนึ่งครั้ง สำนวนนี้ใช้รูปแบบ give + กรรม + คำนาม: give it a like ไม่ได้หมายถึงการยื่นสิ่งของที่เรียกว่า like ให้กับเนื้อหาตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เติมคำชวนบนโซเชียลมีเดียด้วยสำนวนจากบทเรียน: If you enjoyed the post, ____.

ดูคำตอบ

give it a like

share it with a friend who's also learning English, วลี

5:29

แชร์ให้เพื่อนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่

วลี

share it with a...: โครงสร้าง share something with someone

ใน share it with a friend คำว่า it คือสิ่งที่นำไปแชร์ ส่วน with a friend บอกถึงคนที่ได้รับสิ่งนั้น โครงสร้างที่ใช้ทั่วไปคือ share + something + with + someone ต้องใช้ with หน้าบุคคลหรือกลุ่ม เช่น share the photo with Mum และ share the link with your class โครงสร้างนี้ใช้ได้กับข้อมูล ไฟล์ ความคิด และเนื้อหาอื่น ๆ

แบบฝึกหัด

เติมบุพบทที่ใช้บอกผู้รับเนื้อหาที่แชร์ให้สมบูรณ์: Please share this map ____ your parents.

ดูคำตอบ

with

and subscribe for more practical British English pronunciation lessons every week. วลี

5:31

และกดติดตามสำหรับบทเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบบริติชที่ใช้ได้จริงในทุกๆ สัปดาห์

วลี

subscribe for more...: การบอกเหตุผลที่ควรกดติดตาม

Subscribe for more ... เป็นคำเชิญชวนให้ทำบางอย่างแบบสั้น ๆ Subscribe บอกผู้ชมว่าควรทำอะไร ส่วน for more practical ... lessons บอกเหตุผลว่าเมื่อกดติดตามแล้วจะพบบทเรียนเพิ่มเติมในอนาคต สามารถละสิ่งที่กดติดตามได้เมื่อเห็นชัดว่าหมายถึงช่องปัจจุบัน หากต้องการระบุ ให้ใช้ subscribe to + สิ่งที่ติดตาม: Subscribe to the channel for more lessons. ในที่นี้ to บอกสิ่งที่ติดตาม ส่วน for บอกประโยชน์หรือจุดประสงค์

แบบฝึกหัด

ช่องที่กล่าวถึงชัดเจนอยู่แล้ว ประโยคใดหมายถึง ‘กดติดตามเพื่อรับวิดีโอวิทยาศาสตร์สั้น ๆ เพิ่มเติม’ อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Subscribe to more short science videos every Friday.
  2. Subscribe with more short science videos every Friday.
  3. Subscribe for more short science videos every Friday.
ดูคำตอบ

Subscribe for more short science videos every Friday.

And don't forget Emma's Pronunciation Hub reopens in January 2026.

5:36

และอย่าลืมว่า Emma's Pronunciation Hub จะกลับมาเปิดอีกครั้งในเดือนมกราคมปี 2026

So, you can join the VIP wait list below for early access, การใช้คำ

5:41

ดังนั้น คุณสามารถเข้าร่วมรายการรอคิว VIP ด้านล่างเพื่อรับสิทธิ์เข้าถึงก่อนใคร

การใช้คำ

VIP wait list: รายชื่อลงทะเบียนแบบมีสิทธิ์ก่อน

VIP wait list เป็นกลุ่มคำนามที่ใช้เมื่อคอร์ส สินค้า หรือกิจกรรมยังไม่เปิดให้เข้าร่วม คำว่า VIP บอกว่ารายชื่อรอนี้มีความพิเศษ และผู้ที่อยู่ในรายชื่ออาจได้รับข่าวสาร สิทธิ์เข้าถึง หรือสิทธิประโยชน์พิเศษก่อนคนอื่น โดยทั่วไปหมายถึงรายชื่อลงทะเบียนออนไลน์ ไม่ใช่แถวที่ยืนรอจริง ๆ การลงชื่อแสดงว่าคุณสนใจและอาจทำให้ได้รับสิทธิ์ก่อน แต่คำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะมีที่ว่างหรือซื้อได้แน่นอน

แบบฝึกหัด

ในประกาศเปิดตัวสินค้าหรือคอร์ส VIP wait list น่าจะหมายถึงอะไร?

  1. แถวจริงที่ให้บริการทุกคนตามลำดับที่มาถึง
  2. ใบเสร็จที่แสดงว่าการซื้อเสร็จสมบูรณ์แล้ว
  3. รายชื่อลงทะเบียนที่อาจให้ข่าวสารหรือสิทธิประโยชน์ก่อนคนอื่น
ดูคำตอบ

รายชื่อลงทะเบียนที่อาจให้ข่าวสารหรือสิทธิประโยชน์ก่อนคนอื่น

การใช้คำ

for early access: จุดประสงค์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ใน early access คำว่า access หมายถึงสิทธิ์หรือโอกาสในการเข้า ใช้ ซื้อ หรือดูบางสิ่งก่อนที่จะเปิดให้ทุกคน ไม่ได้หมายถึงทางเข้าที่เปิดแต่เช้า ใน for early access คำว่า for บอกจุดประสงค์หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ นั่นคือการเข้าร่วมรายชื่อเพื่อให้มีโอกาสได้รับสิทธิ์เร็วขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึงสิทธิ์ในการใช้บางสิ่งก่อนบุคคลทั่วไป: Members get ____ to the new course.

ดูคำตอบ

early access

free workshops,

5:45

เวิร์กชอปฟรี

and exclusive bonuses when the doors open. สำนวน

5:46

และโบนัสสุดพิเศษเมื่อประตูเปิด

สำนวน

exclusive bonuses when the doors open: โบนัสพิเศษเมื่อเปิดรับสมัคร

ในประโยคนี้ exclusive bonuses หมายถึงสิทธิพิเศษเพิ่มเติมที่มอบให้เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น when the doors open เป็นคำเปรียบเทียบถึงช่วงที่เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนหรือซื้อ ในที่นี้หมายถึง Pronunciation Hub กลับมาเปิดรับสมัครอีกครั้ง ไม่ได้หมายถึงประตูอาคารเปิดจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในโฆษณาคอร์ส exclusive bonuses when the doors open หมายความว่าอย่างไร

  1. โบนัสถูกวางไว้ข้างประตูจริงของอาคาร
  2. มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมให้เมื่อเริ่มเปิดรับสมัคร
  3. ทุกคนได้รับเอกสารทั่วไปหลังจากคอร์สจบ
ดูคำตอบ

มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมให้เมื่อเริ่มเปิดรับสมัคร

I will see you in the next lesson. วลี

5:49

แล้วพบกันในบทเรียนต่อไปนะคะ

วลี

I will see you in the next lesson: คำกล่าวลาที่เป็นธรรมชาติเมื่อจบบทเรียน

I will see you in the next lesson เป็นคำพูดที่เป็นกันเองสำหรับครูหรือผู้ดำเนินรายการใช้จบบทเรียนปัจจุบันและเชื่อมไปยังบทเรียนถัดไป see you ในที่นี้ไม่ได้เป็นการสัญญาว่าจะพบกันต่อหน้า ในคอร์สออนไลน์หรือคอร์สที่บันทึกไว้ ประโยคนี้เพียงแสดงว่าผู้พูดคาดหวังให้ผู้ชมกลับมาเรียนบทเรียนถัดไป

แบบฝึกหัด

ครูออนไลน์กำลังจบบทเรียนวันนี้และจะมีบทเรียนถัดไป คำกล่าวลาใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. I will see you in the next lesson.
  2. I saw you in the previous lesson.
  3. I will watch the next lesson.
ดูคำตอบ

I will see you in the next lesson.

Bye-bye.

5:50

บ๊ายบาย