วิดีโอคืออะไร ??: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Vsauce

ความยากในการเรียน
1,045 คำ 197 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: Michael เริ่มจากที่มาของคำว่า record และ video แล้วอธิบายการเคลื่อนที่แบบเบตา อัตราเฟรม และความต่างระหว่างกล้องกับการมองเห็นของมนุษย์ ก่อนใช้ตัวเลขการอัปโหลดของ YouTube เพื่อแสดงขนาดของสื่อวิดีโอ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. known as — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้รูปประโยคกรรมวาจกที่ใช้แนะนำชื่อทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับ และแยกจาก known for ที่บอกเหตุผลของความมีชื่อเสียง 2. wind up with — กริยาวลี: เข้าใจการบอกผลลัพธ์สุดท้ายที่มักไม่ได้ตั้งใจ ในที่นี้คืออาการปวดศีรษะที่อัตราเฟรมสูงมากอาจก่อให้เกิด 3. if you were to take — ไวยากรณ์และรูปประโยค: ใช้เงื่อนไขสมมติเพื่อชวนผู้ฟังนึกภาพการรวมวิดีโอทั้งหมดที่อัปโหลดในหนึ่งนาที แล้วจึงบอกผลด้วย would

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey, Vsauce.

0:00

สวัสดี Vsauce

Michael here and I just got back from VidCon. กริยาวลี

0:01

Michael เองครับ ผมเพิ่งกลับมาจาก VidCon

กริยาวลี

got back: กลับมาจากสถานที่หรือกิจกรรม

got back ในที่นี้เป็นรูปอดีตของ get back และหมายถึง “กลับมาแล้ว” ผู้พูดกลับมาหลังจากเข้าร่วม VidCon โดย got ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึง “ได้รับ” เมื่อ get back หมายถึง “กลับมา” ก็ใช้ได้โดยไม่ต้องมีกรรมตรง สถานที่หรือกิจกรรมที่จากมาสามารถตามหลัง from ได้ เช่น get back from a trip, an event, or a place

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายในรูปอดีตให้สมบูรณ์: I just ____ from summer camp.

ดูคำตอบ

got back

The entire convention was incredible,

0:03

งานทั้งงานยอดเยี่ยมมาก

but the whole time I was there, วลี

0:05

แต่ตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น

I thought a lot about video.

0:07

ผมคิดเรื่องวิดีโออยู่มากทีเดียว

วลี

the whole time: ตลอดช่วงเวลาหนึ่งทั้งหมด

The whole time หมายถึงตลอดทั้งช่วงเวลาที่กำลังพูดถึง ในประโยคนี้ I was there เป็นตัวกำหนดขอบเขตเวลา และผู้พูดบอกว่าการคิดนั้นดำเนินต่อไปตลอดช่วงที่อยู่ที่นั่น วลีนี้มักชี้ถึงช่วงเวลาเฉพาะช่วงหนึ่งที่มีขอบเขตชัดเจน อาจวางหน้าประโยคย่อยที่กำหนดช่วงเวลาได้ เช่น the whole time I was there หรือวางภายหลังเมื่อช่วงเวลานั้นชัดเจนอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เด็กคนหนึ่งกังวลตั้งแต่ต้นจนจบการแสดงของโรงเรียนครั้งหนึ่งโดยเฉพาะ วลีใดเติมประโยคนี้ได้เหมาะที่สุด: I was nervous ___ during the school play.

  1. the whole time
  2. all the time
  3. for a while
ดูคำตอบ

the whole time

We all watch video and many of us work with video,

0:10

เราทุกคนดูวิดีโอ และพวกเราหลายคนก็ทำงานกับวิดีโอ

but what is it?

0:13

แต่มันคืออะไรกันแน่

I mean, what really is video?

0:14

ผมหมายถึง วิดีโอจริง ๆ แล้วคืออะไร

Well,

0:16

เอาล่ะ

guess what?

0:16

รู้อะไรไหม

Today, we're going to take a look. วลี

0:17

วันนี้เราจะมาดูกัน

วลี

take a look(ลองดู)

take a look เป็นวลีทั่วไปที่หมายถึง “มองดูหรือตรวจดูบางสิ่ง” มักเป็นการดูสั้น ๆ หรือการหันความสนใจไปยังประเด็นถัดไป ในที่นี้ take ไม่ได้หมายถึง “หยิบหรือเอาไป” แต่คำทั้งหมดทำงานร่วมกันเป็นสำนวนเดียว สามารถละสิ่งที่ดูได้เมื่อบริบททำให้ชัดเจนอยู่แล้ว หากระบุสิ่งนั้น ให้ใช้ take a look at + คำนาม เช่น take a look at the picture

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึง “ตรวจดูสั้น ๆ” ลงในประโยค: Before we choose a route, let's ____ at the map.

ดูคำตอบ

take a look

To begin, ลำดับความ

0:19

เริ่มจาก

I think we should start all the way down at the bottom with language.

0:20

ผมว่าเราควรเริ่มจากพื้นฐานที่สุด นั่นคือเรื่องภาษา

ลำดับความ

To begin ในฐานะคำเชื่อมเปิดเรื่อง

To begin เป็นคำเชื่อมที่วางต้นประโยคเพื่อบอกประเด็นหรือขั้นตอนแรก ช่วยจัดระเบียบข้อมูลที่จะตามมาและพาผู้ฟังไปยังจุดเริ่มต้นของคำอธิบาย ในประโยคนี้ To begin ทำหน้าที่กับประโยคทั้งหมด ไม่ได้เป็นคำสั่งให้ใครเริ่ม โดยทั่วไปจะใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นคำเชื่อมนี้ออกจากข้อความหลัก

แบบฝึกหัด

คุณกำลังเริ่มการนำเสนอและต้องการบอกประเด็นแรก ประโยคเปิดใดเหมาะสมที่สุด?

  1. At first, the problem seemed minor.
  2. Begin the presentation now.
  3. To begin, let's define the main problem.
ดูคำตอบ

To begin, let's define the main problem.

What does the word record mean?

0:24

คำว่า “record” หมายความว่าอะไร

The story behind the word record is actually quite cool and makes me a little sentimental. วลี

0:26

ที่มาของคำว่า “record” นั้นเจ๋งทีเดียว และทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งนิด ๆ

วลี

The story behind + นามวลี

ใน “the story behind the word record” คำว่า story หมายถึงภูมิหลัง ข้อเท็จจริง ต้นกำเนิด หรือคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับคำนั้น ไม่ได้หมายถึงเรื่องแต่ง behind ถูกใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หัวข้อที่มองเห็นได้คือ “the word record” แต่สำนวนนี้ชี้ความสนใจไปยังประวัติหรือสาเหตุที่มองเห็นได้ไม่ชัดซึ่งใช้อธิบายคำนั้น รูปแบบ “the story behind + นามวลี” ใช้เกริ่นภูมิหลังที่ผู้ฟังกำลังจะได้รู้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึง “ภูมิหลังหรือต้นกำเนิดที่อธิบายบางสิ่ง”: The museum guide told us ____ the ancient map.

ดูคำตอบ

the story behind

The word record comes from the Latin,

0:30

คำว่า “record” มาจากภาษาละติน

where re means again

0:33

โดย re แปลว่า “อีกครั้ง”

and cor means the heart or the soul.

0:35

และ cor แปลว่า “หัวใจ” หรือ “จิตวิญญาณ”

So,

0:38

ดังนั้น

when you record something,

0:38

เมื่อคุณบันทึกอะไรบางอย่าง

you are literally bringing it back into your heart, สำนวน

0:40

คุณกำลังนำมันกลับเข้ามาในหัวใจอย่างแท้จริง

bringing it back into your soul,

0:43

นำมันกลับเข้ามาในจิตวิญญาณ

remembering it.

0:45

และจดจำมัน

สำนวน

bringing it back into your heart ในฐานะคำเปรียบเปรย

ในที่นี้ bringing it back into your heart เป็นคำเปรียบเปรยถึงการจดจำบางสิ่งอย่างลึกซึ้งและทำให้สิ่งนั้นกลับมาปรากฏในโลกภายในอีกครั้ง ไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายวัตถุจริง ๆ ผู้พูดเพิ่งเชื่อมโยง cor กับ heart หรือ soul จึงใช้ภาพนี้อธิบายความสัมพันธ์ทางรากศัพท์ระหว่างการบันทึกกับการจดจำ แม้ผู้พูดจะใช้คำว่า literally แต่การเน้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบายต้นกำเนิดคำ ไม่ใช่ความหมายตามตัวอักษรของ record ในภาษาอังกฤษปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ bringing it back into your heart สื่อความหมายอะไร?

  1. หมายถึงการเพิ่มระดับเสียงของไฟล์บันทึกเสียง
  2. หมายถึงการนำวัตถุใส่เข้าไปในร่างกายจริง ๆ
  3. หมายถึงการจดจำบางสิ่งและทำให้สิ่งนั้นกลับมามีชีวิตในความรู้สึกอีกครั้ง
ดูคำตอบ

หมายถึงการจดจำบางสิ่งและทำให้สิ่งนั้นกลับมามีชีวิตในความรู้สึกอีกครั้ง

Now,

0:46

ทีนี้

that sounds really nice and pretty,

0:46

ฟังดูไพเราะและงดงามมาก

but it actually had more to do with the fact that ancient people thought that the heart was where we stored memories, วลี

0:48

แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่คนโบราณเชื่อว่าหัวใจคือที่ที่เราเก็บความทรงจำไว้มากกว่า

not the brain.

0:52

ไม่ใช่สมอง

วลี

had more to do with the fact that: การนำเสนอสาเหตุที่ถูกต้องกว่า

had more to do with the fact that ใช้นำเสนอคำอธิบายที่ผู้พูดมองว่าถูกต้องหรือสำคัญกว่า ในประโยคนี้ ผู้พูดเปลี่ยนจากแนวคิดที่ฟังดูสวยงามไปสู่ความเชื่อทางประวัติศาสตร์ที่ตามมา ในโครงสร้างนี้ have to do with หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” หรือ “อธิบายได้ด้วย” คำว่า more ใช้เปรียบเทียบสาเหตุนี้กับคำอธิบายอื่นที่เป็นไปได้ และ the fact that ใช้นำหน้าอนุประโยคที่สมบูรณ์ ไม่ได้หมายถึง “จำเป็นต้องทำบางสิ่ง”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่ใช้แก้ไขความเข้าใจแรกและนำเสนอคำอธิบายตามข้อเท็จจริง: It looked like a software problem, but it ____ the battery was dead.

ดูคำตอบ

had more to do with the fact that

The reason a sequence of still images can appear to be moving is an effect known as beta movement. โน้ต

0:54

เหตุที่ภาพนิ่งต่อเนื่องกันดูเหมือนเคลื่อนไหวได้ เกิดจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการเคลื่อนไหวเบตา

วลี

known as: การนำเสนอชื่อที่เป็นที่ยอมรับ

known as ใช้นำเสนอชื่อหรือคำเรียกที่เป็นที่ยอมรับของบุคคล สิ่งของ ปรากฏการณ์ หรือแนวคิด ในประโยคนี้ ผลทางการมองเห็นได้รับชื่อว่า beta movement โครงสร้างรูปถูกกระทำคือ be + known as + ชื่อหรือคำเรียก โดย as ชี้ว่าสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร ไม่ได้อธิบายว่าสิ่งนั้นมีชื่อเสียงเพราะอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายสองคำที่ใช้นำเสนอชื่อที่เป็นที่ยอมรับ: This optical illusion is ____ the Müller-Lyer illusion.

ดูคำตอบ

known as

วัฒนธรรม

beta movement: การเคลื่อนไหวที่รับรู้จากภาพนิ่ง

Beta movement คือชื่อของปรากฏการณ์ด้านการรับรู้ทางสายตา เมื่อภาพนิ่งปรากฏต่อกันในตำแหน่งและจังหวะเวลาที่เหมาะสม ผู้ชมจะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหว แม้ว่าแต่ละภาพจะอยู่นิ่งก็ตาม ในประโยคนี้ คำดังกล่าวอธิบายว่าเหตุใดภาพหลายเฟรมจึงดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหว โดยหมายถึงสิ่งที่สมองรับรู้ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางกายภาพแบบพิเศษของวัตถุในภาพ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ beta movement มากที่สุด

  1. การเคลื่อนไหวชนิดหนึ่งของวัตถุที่ชื่อว่า beta
  2. ปรากฏการณ์ทางสายตาที่ทำให้ภาพนิ่งต่อเนื่องกันถูกรับรู้ว่าเป็นการเคลื่อนไหว
  3. การที่รูปภาพเพียงภาพเดียวเคลื่อนที่ไปบนหน้าจอจริง ๆ
ดูคำตอบ

ปรากฏการณ์ทางสายตาที่ทำให้ภาพนิ่งต่อเนื่องกันถูกรับรู้ว่าเป็นการเคลื่อนไหว

If images move fast enough, ไวยากรณ์

0:59

ถ้าภาพเคลื่อนไหวเร็วพอ

our brain can't comprehend them as separate images

1:01

สมองของเราจะไม่สามารถแยกว่ามันเป็นภาพคนละภาพ

and the illusion of motion is created.

1:04

จึงเกิดภาพลวงตาของการเคลื่อนไหวขึ้น

ไวยากรณ์

fast enough: คำวิเศษณ์ + enough

ใน fast enough คำว่า enough วางไว้หลังคำวิเศษณ์ fast รูปแบบคือ คำวิเศษณ์ + enough และหมายความว่าความเร็วถึงระดับที่จำเป็นต่อการทำให้เกิดผลลัพธ์หนึ่ง ในประโยคนี้ ผลลัพธ์คือสมองไม่ประมวลผลรูปภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่แยกจากกันอีกต่อไป รูปแบบเดียวกันนี้พบได้ใน slowly enough และ clearly enough

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ fast และ enough ตามลำดับที่เป็นธรรมชาติ: The frames must move ____ for the viewer to perceive smooth motion.

ดูคำตอบ

fast enough

Now,

1:06

ทีนี้

for a very long time,

1:07

เป็นเวลานานมาก

we recorded moving images on photographic film.

1:08

เราบันทึกภาพเคลื่อนไหวลงบนฟิล์มถ่ายภาพ

But later on,

1:12

แต่ต่อมา

a new way of capturing moving images came about กริยาวลี

1:12

ก็มีวิธีใหม่ในการจับภาพเคลื่อนไหวเกิดขึ้น

and it was called video.

1:15

และมันถูกเรียกว่า “วิดีโอ”

กริยาวลี

came about: ปรากฏขึ้นหรือเริ่มมีขึ้น

ในประโยคนี้ came about หมายถึง “ปรากฏขึ้น” หรือ “เริ่มมีขึ้น” โดยอธิบายการเกิดขึ้นของวิธีใหม่ในการบันทึกภาพเคลื่อนไหวตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จริง ๆ Come about เป็นกริยาวลีที่ไม่ต้องมีกรรม สิ่งที่เกิดขึ้นหรือปรากฏขึ้นจะเป็นประธาน เช่น A new method came about

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ come about: No one planned the change; it ____ gradually as customers' needs evolved.

ดูคำตอบ

came about

Video comes from the Latin for I see,

1:17

คำว่า video มาจากภาษาละตินที่แปลว่า “ฉันมองเห็น”

and rather than preserving a moving image chemically on celluloid photographic film stock, ไวยากรณ์

1:20

และแทนที่จะเก็บรักษาภาพเคลื่อนไหวด้วยกระบวนการทางเคมีบนม้วนฟิล์มเซลลูลอยด์

video is an electronic representation of the moving image.

1:26

วิดีโอคือการนำเสนอภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

ไวยากรณ์

rather than preserving: ตัดวิธีหนึ่งออกแล้วเลือกอีกวิธี

Rather than preserving นำเสนอวิธีที่ไม่ได้เลือก นั่นคือการเก็บภาพเคลื่อนไหวด้วยกระบวนการทางเคมีบนฟิล์มถ่ายภาพ จากนั้นประโยคหลักอธิบายว่าวิดีโอเป็นการแทนภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงเกิดความเปรียบต่างแบบ “ไม่ใช่ A แต่เป็น B” ในที่นี้ rather than ตามด้วยรูป -ing คือ preserving เพราะกล่าวถึงกิจกรรมหรือวิธีการ เมื่อนำไปสร้างประโยคใหม่ ควรทำให้ตัวเลือกทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางไวยากรณ์ที่ชัดเจนและขนานกันให้มากที่สุด เช่น by storing data electronically rather than printing it

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย rather than ตามด้วยรูป -ing ของ rebuild: The team improved the current app ____ it from scratch.

ดูคำตอบ

rather than rebuilding

Now,

1:31

ทีนี้

in the real world,

1:31

ในโลกจริง

stuff just happens.

1:32

สิ่งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น

Things just continuously happen.

1:34

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

But in the world of a camera,

1:36

แต่ในโลกของกล้อง

whether it's film or video camera, ไวยากรณ์

1:37

ไม่ว่าจะเป็นกล้องฟิล์มหรือกล้องวิดีโอ

it's almost always in the form of frame rates, การใช้คำ

1:39

เกือบทุกครั้งจะอยู่ในรูปของอัตราเฟรม

ไวยากรณ์

whether it's film or video camera: ผลลัพธ์เดียวกันสำหรับสองตัวเลือก

whether A or B นำเสนอความเป็นไปได้สองอย่างคู่กัน และบอกว่าข้อความที่ตามมาใช้ได้กับทั้งสองอย่าง ในที่นี้ whether it's film or video camera หมายความว่าการอธิบายด้วยอัตราเฟรมครอบคลุมกล้องทั้งสองประเภท whether ตรงนี้ไม่ได้ตั้งคำถามที่รอคำตอบ แต่ใช้จัดระเบียบข้อมูล ผู้พูดจึงไม่ต้องกล่าวลักษณะร่วมของกล้องฟิล์มและกล้องวิดีโอซ้ำสองครั้ง เพียงระบุตัวเลือกแล้วบอกคุณสมบัติที่ทั้งสองมีร่วมกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ whether A or B เพื่อแสดงว่าผลลัพธ์เดียวกันใช้ได้กับทั้งสองกรณี

  1. Whether you pay online or at the desk, the price is the same.
  2. You can pay either online or at the desk.
  3. Tell me which payment method you prefer.
ดูคำตอบ

Whether you pay online or at the desk, the price is the same.

pictures of the world taken at a certain speed that are then quickly gone through,

1:41

โดยถ่ายภาพโลกด้วยความเร็วค่าหนึ่ง แล้วนำภาพเหล่านั้นมาไล่แสดงอย่างรวดเร็ว

การใช้คำ

frame rates: จำนวนเฟรมต่อวินาที

อัตราเฟรมคือจำนวนภาพแต่ละเฟรมที่บันทึก เล่นกลับ หรือแสดงต่อหนึ่งหน่วยเวลา โดยทั่วไปบอกเป็นจำนวนเฟรมต่อวินาที (fps) ในประโยคนี้ frame rates หมายถึงความเร็วที่กำหนดไว้สำหรับการนำภาพต่อเนื่องมาไล่ผ่านเพื่อสร้างวิดีโอ rate ตรงนี้หมายถึงความถี่หรือความเร็ว ไม่ใช่คะแนนประเมินคุณภาพของภาพ และอัตราเฟรมก็แตกต่างจากปริมาณรายละเอียดภายในแต่ละเฟรม

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบายอัตราเฟรม

  1. คะแนนคุณภาพภาพห้าดาว
  2. 1920 × 1080 พิกเซล
  3. 24 เฟรมต่อวินาที
ดูคำตอบ

24 เฟรมต่อวินาที

producing through beta movement the illusion of movement.

1:46

ทำให้เกิดภาพลวงตาของการเคลื่อนไหวผ่านการเคลื่อนไหวเบตา

When a camera records at a lower frame rate,

1:49

เมื่อกล้องบันทึกด้วยอัตราเฟรมที่ต่ำ

playback often looks jittery and skips like this.

1:52

ภาพที่เล่นกลับมักจะกระตุกและข้ามแบบนี้

More frames per second means that more information is taken every second,

1:56

ยิ่งมีจำนวนเฟรมต่อวินาทีมาก ก็ยิ่งเก็บข้อมูลได้มากขึ้นในแต่ละวินาที

leading to more fluidity. ไวยากรณ์

2:00

ทำให้ภาพลื่นไหลยิ่งขึ้น

ไวยากรณ์

leading to: การเพิ่มผลลัพธ์

ในที่นี้ leading to ใช้บอกผลที่เกิดจากข้อความทั้งหมดก่อนหน้า นั่นคือ การรับข้อมูลได้มากขึ้นในแต่ละวินาทีทำให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นไหลขึ้น leading เป็น present participle แต่ leading to ในที่นี้ไม่ใช่กริยาหลักของประโยค และไม่ได้แสดงว่าการกระทำกำลังดำเนินอยู่ รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ ข้อความสมบูรณ์, leading to + ผลลัพธ์ รูปแบบนี้ช่วยเชื่อมเหตุและผลในคำอธิบายได้อย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

เลือกรูปที่เพิ่มผลลัพธ์หลังอนุประโยคสมบูรณ์ได้ถูกต้อง: The road was covered in ice, ___ several delays.

  1. is leading to
  2. leads to
  3. leading to
ดูคำตอบ

leading to

But that leads to a whole can of worms, สำนวน

2:01

แต่นั่นก็นำไปสู่ปัญหาซับซ้อนอีกสารพัด

สำนวน

a whole can of worms: ปัญหามากมายที่เชื่อมโยงกัน

ในประโยคนี้ a whole can of worms เป็นสำนวนที่หมายถึงสถานการณ์ซึ่งมีปัญหายุ่งยากจำนวนมากที่เชื่อมโยงกัน whole ช่วยเน้นความหมายว่า ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ เพียงเรื่องเดียว แต่เป็นปัญหายุ่งเหยิงทั้งชุด สำนวนนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนว่าหัวข้อที่ดูเหมือนง่ายกำลังจะซับซ้อนขึ้นมาก ไม่ได้หมายถึงกระป๋องหรือหนอนจริง ๆ

แบบฝึกหัด

a whole can of worms ในที่นี้หมายถึงอะไร? Fixing one small bug revealed a whole can of worms.

  1. กลุ่มปัญหาซับซ้อนที่เชื่อมโยงกัน
  2. ปัญหาง่าย ๆ เรื่องเดียวที่มีคำตอบง่าย
  3. ภาชนะจริงที่ใช้สำหรับตกปลา
ดูคำตอบ

กลุ่มปัญหาซับซ้อนที่เชื่อมโยงกัน

which is a great transition to a conversation I had with Dylan from HouseholdHacker at VidCon. ลำดับความ

2:03

ซึ่งเหมาะมากที่จะใช้เชื่อมไปยังบทสนทนาที่ผมคุยกับ Dylan จาก HouseholdHacker ที่ VidCon

ลำดับความ

a great transition to: เชื่อมหัวข้อหนึ่งไปยังหัวข้อถัดไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ในประโยคนี้ a great transition to แสดงการเชื่อมโยงทางความคิดที่ลื่นไหล เรื่องที่เพิ่งพูดถึงนำเข้าสู่บทสนทนาถัดไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ คำว่า transition ตรงนี้หมายถึงการจัดลำดับเนื้อหา ไม่ใช่การเคลื่อนที่จริง โครงสร้าง a transition to + นามวลี ชี้ไปยังหัวข้อ ช่วง หรือคลิปถัดไป ส่วน great แสดงว่าผู้พูดมองว่าการเชื่อมนี้เหมาะและได้ผลเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษที่ตรงกับความหมายว่า “ตัวเชื่อมที่ลื่นไหลไปสู่หัวข้อถัดไป” ให้สมบูรณ์: That question is ____ our next topic.

ดูคำตอบ

a great transition to

Roll the tape. วัฒนธรรม

2:08

เปิดเทปเลย

วัฒนธรรม

Roll the tape: สัญญาณให้เปิดคลิป

Roll the tape เป็นคำสั่งแบบดั้งเดิมในงานสื่อ หมายถึง “เปิดเสียงหรือวิดีโอที่บันทึกไว้แล้วตอนนี้” ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังส่งสัญญาณให้เริ่มคลิปที่แทรกเข้ามา วลีนี้มาจากอุปกรณ์บันทึกแบบเก่าที่ทำให้เทปจริงเคลื่อนผ่านม้วน ปัจจุบันผู้สร้างสื่อยังใช้วลีนี้แม้จะไม่มีเทปอยู่เลย ดังนั้นความหมายจึงเป็นความหมายที่ใช้กันตามธรรมเนียม ไม่ใช่ความหมายตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

พิธีกรพูดว่า “Roll the tape.” ต่อไปควรเกิดอะไรขึ้น?

  1. ควรเปิดคลิปที่บันทึกไว้ล่วงหน้า
  2. ควรลบไฟล์บันทึกที่มีอยู่
  3. ควรมีคนม้วนเทปกาวหนึ่งชิ้น
ดูคำตอบ

ควรเปิดคลิปที่บันทึกไว้ล่วงหน้า

Hey, Vsauce.

2:11

สวัสดี Vsauce

Michael here and I am in the bathroom at VidCon

2:11

Michael เองครับ ตอนนี้ผมอยู่ในห้องน้ำที่ VidCon

and I've got a special guest right outside.

2:14

และมีแขกรับเชิญพิเศษอยู่ข้างนอกนี่เอง

It's Dylan from HouseholdHacker.

2:17

เขาคือ Dylan จาก HouseholdHacker

Hey,

2:19

เฮ้

what's going on, น้ำเสียง/เจตนา

2:19

เป็นอย่างไรกันบ้าง

everyone?

2:19

ทุกคน

น้ำเสียง/เจตนา

What's going on? ในฐานะคำทักทายแบบกันเอง

ในที่นี้ What's going on? เป็นคำทักทายแบบสบาย ๆ ที่พูดกับคนกลุ่มหนึ่ง ผู้พูดกำลังเปิดบทสนทนาและถามโดยรวมว่าทุกคนเป็นอย่างไรบ้าง คำเดียวกันนี้อาจใช้ถามถึงสถานการณ์จริงได้เช่นกัน แต่การเปิดบทสนทนาอย่างเป็นมิตรและคำว่า everyone แสดงว่าที่นี่ไม่ได้ต้องการคำอธิบายอย่างละเอียด

แบบฝึกหัด

ตอนต้นของวิดีโอแบบสบาย ๆ มีคนพูดว่า “What's going on, everyone?” เขาน่าจะกำลังทำอะไร?

  1. ทักทายผู้ชมแบบสบาย ๆ และถามว่าทุกคนเป็นอย่างไรบ้าง
  2. ขอให้ทุกคนบอกว่ากำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่
  3. เรียกร้องคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉิน
ดูคำตอบ

ทักทายผู้ชมแบบสบาย ๆ และถามว่าทุกคนเป็นอย่างไรบ้าง

You know,

2:20

คือว่า

I got a good question for you based on frame rates and whatnot. การใช้คำ

2:20

ผมมีคำถามดี ๆ จะถามคุณเกี่ยวกับอัตราเฟรมและอะไรทำนองนั้น

การใช้คำ

ใช้ and whatnot ปิดท้ายรายการแบบกันเองที่ยังไม่ครบ

ใน and whatnot คำว่า whatnot ไม่ได้เป็นชื่อของสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งวลีใช้ปิดท้ายรายการแบบไม่เป็นทางการ และหมายถึง “รวมถึงสิ่งอื่น ๆ ที่คล้ายกันซึ่งฉันไม่ได้เอ่ยชื่อ” วลีนี้ช่วยให้ผู้พูดปล่อยรายการไว้แบบกว้าง ๆ ได้ เพราะรายละเอียดของสิ่งอื่น ๆ ไม่สำคัญ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ and whatnot ได้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อปิดท้ายรายการแบบกันเองที่ยังไม่ได้แจกแจงทั้งหมด?

  1. We packed and whatnot snacks for the trip.
  2. We need the exact total: forty-two dollars and whatnot.
  3. We packed snacks, cards, and whatnot for the trip.
ดูคำตอบ

We packed snacks, cards, and whatnot for the trip.

What would you say the human eye sees as a frame rate? น้ำเสียง/เจตนา

2:23

คุณคิดว่าดวงตามนุษย์มองเห็นเป็นอัตราเฟรมเท่าไร

น้ำเสียง/เจตนา

What would you say ...? เพื่อขอการคาดเดา

คำขึ้นต้น What would you say เป็นการชวนให้อีกฝ่ายบอกการประเมินหรือการคาดเดาที่ดีที่สุดของตน ผู้พูดไม่ได้เรียกร้องคำตอบที่แน่นอนและถูกต้องเพียงคำตอบเดียว would ในที่นี้ทำให้คำถามดูไม่ฟันธงและเปิดกว้างขึ้น ไม่ได้สื่อถึงอนาคตเมื่อมองจากเวลาในอดีต รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ What would you say + อนุประโยค? โดยภายในอนุประโยคใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า

แบบฝึกหัด

ในการสนทนา ผู้พูดถามว่า "What would you say this old clock is worth?" คำขึ้นต้นนี้ทำหน้าที่หลักอย่างไร

  1. ชวนให้ผู้ฟังบอกการคาดเดาหรือการประเมิน
  2. ถามว่าก่อนหน้านี้ผู้ฟังพูดคำว่าอะไร
  3. บอกว่าผู้ฟังรู้อยู่แล้วว่าราคาที่แน่นอนคือเท่าไร
ดูคำตอบ

ชวนให้ผู้ฟังบอกการคาดเดาหรือการประเมิน

Very good question.

2:27

เป็นคำถามที่ดีมาก

What frame rate do we see the world in with our eyeballs?

2:28

ดวงตาของเรามองโลกด้วยอัตราเฟรมเท่าไรกัน

I mean,

2:31

ผมหมายถึง

how fast does information travel from our eye to our brain?

2:32

ข้อมูลเดินทางจากดวงตาไปยังสมองของเราเร็วแค่ไหน

It obviously can't be too low because

2:35

เห็นได้ชัดว่ามันคงต่ำเกินไปไม่ได้ เพราะ

fast objects don't look like they're skipping,

2:38

วัตถุที่เคลื่อนที่เร็วไม่ได้ดูเหมือนภาพข้ามไปมา

they look pretty fluid.

2:40

แต่ดูค่อนข้างลื่นไหล

Right.

2:41

ใช่

Well,

2:42

เอาล่ะ

it's a little bit of a trick question because our eyes are not cameras. การใช้คำ

2:42

คำถามนี้มีลูกเล่นอยู่นิดหน่อย เพราะดวงตาของเราไม่ใช่กล้อง

การใช้คำ

trick question: คำถามที่มีหลุมพรางซ่อนอยู่

trick question คือคำถามที่การใช้ถ้อยคำหรือข้อสมมติที่แฝงอยู่ชักนำไปสู่คำตอบที่ดูชัดเจน แต่จริง ๆ แล้วผิดหรือง่ายเกินไป บ่อยครั้งต้องตั้งข้อสงสัยกับตัวคำถามก่อนตอบ ไม่ได้หมายถึงเพียงคำถามที่ยากเท่านั้น ในที่นี้ ข้อสมมติที่ซ่อนอยู่คือดวงตาทำงานเหมือนกล้อง จึงควรมีอัตราเฟรมคงที่เพียงค่าเดียว การเรียกว่า trick question ส่งสัญญาณว่าผู้พูดจะปรับกรอบของคำถามให้ถูกต้อง แทนที่จะให้ตัวเลขง่าย ๆ

แบบฝึกหัด

มีคนถามว่า "Which month has 28 days?" เหตุใดจึงเป็น trick question

  1. เพราะทุกเดือนมีอย่างน้อย 28 วัน ดังนั้นถ้อยคำจึงอาจชักนำให้ตอบไม่ครบถ้วน
  2. เพราะไม่มีใครรู้ว่าหนึ่งเดือนมีกี่วัน
  3. เพราะ month เป็นคำที่ออกเสียงยาก
ดูคำตอบ

เพราะทุกเดือนมีอย่างน้อย 28 วัน ดังนั้นถ้อยคำจึงอาจชักนำให้ตอบไม่ครบถ้วน

Instead,

2:46

แต่

they track onto objects

2:47

ดวงตาจะติดตามวัตถุ

and receive a continuous flow of photons onto the retina,

2:48

และรับโฟตอนที่ไหลเข้าสู่จอประสาทตาอย่างต่อเนื่อง

sending information via a chemical reaction to the brain.

2:52

ก่อนส่งข้อมูลไปยังสมองผ่านปฏิกิริยาเคมี

Now,

2:56

ทีนี้

here's what we do know. ลำดับความ

2:56

สิ่งที่เรารู้ก็คือ

ลำดับความ

ใช้ here's what we do know เพื่อเปลี่ยนไปสู่ข้อมูลที่เชื่อถือได้

Here's what we do know เปลี่ยนประเด็นจากสิ่งที่ไม่แน่นอนหรือเข้าใจผิดไปสู่ข้อมูลที่ผู้พูดถือว่าเชื่อถือได้ Here's ใช้นำเสนอข้อมูลที่จะตามมา ส่วน what we do know หมายถึง “ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันแล้ว” กริยาช่วย do เพิ่มการเน้นยืนยันให้กับ know คือแม้จะยังมีหลายอย่างที่ไม่รู้ แต่อย่างน้อยส่วนนี้ก็รู้แน่ชัด do ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการ “ทำ” สิ่งใด

แบบฝึกหัด

เติมการเปลี่ยนไปสู่หลักฐานด้วยวลีที่เรียนมาให้ตรงทุกคำ: “We still do not know what caused the outage. Now, ____. The backup remained online.”

ดูคำตอบ

here's what we do know

The visual cortex in our brain

2:57

เปลือกสมองส่วนการมองเห็นในสมองของเรา

usually holds that information from our retina for about a 15th of a second. การใช้คำ

2:59

มักจะเก็บข้อมูลจากจอประสาทตาไว้นานประมาณหนึ่งในสิบห้าของวินาที

การใช้คำ

a 15th of a second ในฐานะเศษส่วน

ใน a 15th of a second คำว่า a หมายถึงหนึ่ง และ 15th เป็นตัวส่วน กล่าวคือหนึ่งวินาทีถูกแบ่งออกเป็นสิบห้าส่วนเท่า ๆ กัน และระยะเวลานี้เท่ากับหนึ่งในส่วนนั้น ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงหนึ่งในสิบห้าของวินาที ไม่ใช่วินาทีลำดับที่สิบห้า ตัวเลข 15th อ่านว่า fifteenth ในภาษาอังกฤษ ตัวส่วนของเศษส่วนใช้รูปเลขลำดับ และเมื่อเศษเป็นหนึ่ง fifteenth จะคงอยู่ในรูปเอกพจน์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเศษส่วนมาตรฐานที่หมายถึงหนึ่งวินาทีซึ่งแบ่งเป็นสิบห้าส่วนเท่า ๆ กัน: “The indicator stays lit for ____.”

ดูคำตอบ

a fifteenth of a second

So,

3:03

ดังนั้น

if an animation moves at 15 frames a second or faster, ไวยากรณ์

3:03

ถ้าแอนิเมชันเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว 15 เฟรมต่อวินาทีขึ้นไป

it's going to look nice and fluid.

3:07

ภาพก็จะดูสวยและลื่นไหล

ไวยากรณ์

frames a second: a ที่หมายถึง “ต่อ”

ใน “15 frames a second” คำว่า a หมายถึง “ต่อหนึ่งหน่วย” หรือ per ดังนั้นวลีนี้จึงบอกอัตรา คือ 15 เฟรมในแต่ละวินาที ตรงนี้ a second เป็นหน่วยเวลา ไม่ได้หมายถึง “สิ่งที่สอง” รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ ตัวเลข + คำนามนับได้พหูพจน์ + a/an + หน่วยเอกพจน์ เช่น 60 miles an hour และ three times a week ใช้ an หน้าคำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงสระ เช่น 60 miles an hour

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หมายถึง “ต่อ” ให้สำนวนบอกอัตราสมบูรณ์: The camera records 30 frames ____ second.

ดูคำตอบ

a

But,

3:09

แต่

if it's lower than 15 frames a second,

3:09

ถ้าต่ำกว่า 15 เฟรมต่อวินาที

our brain's not fooled by the beta movement and it'll look like it's skipping.

3:11

สมองของเราจะไม่ถูกการเคลื่อนไหวเบตาหลอก และภาพจะดูเหมือนกระตุก

So,

3:16

ดังนั้น

basically,

3:16

พูดง่าย ๆ คือ

the faster the frame rate, ไวยากรณ์

3:17

ยิ่งอัตราเฟรมสูง

the better everything's going to look in the end.

3:19

ท้ายที่สุดทุกอย่างก็จะยิ่งดูดี

ไวยากรณ์

the faster ..., the better ...: การเชื่อมการเปลี่ยนแปลงสองอย่าง

รูปแบบ the + ขั้นกว่า ..., the + ขั้นกว่า ... เชื่อมปริมาณสองอย่างที่เปลี่ยนแปลงเข้าด้วยกัน ในประโยคนี้หมายความว่า เมื่ออัตราเฟรมสูงขึ้น ผลลัพธ์ด้านภาพโดยรวมก็จะดีขึ้น อนุประโยคแรกนำเสนอเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลง ส่วนอนุประโยคที่สองบอกผลลัพธ์ที่เปลี่ยนตาม ในรูปแบบนี้ the ทั้งสองคำทำหน้าที่บอกความสัมพันธ์ ไม่ใช่คำนำหน้านามทั่วไปที่ชี้ถึงคำนามเฉพาะ

แบบฝึกหัด

เติมคำบอกโครงสร้างที่จำเป็นในแต่ละช่องของรูปแบบเปรียบเทียบที่เชื่อมโยงกัน: ____ more carefully you plan, ____ fewer mistakes you make.

ดูคำตอบ

The · the

Here's the thing. ลำดับความ

3:21

แต่มีประเด็นอยู่อย่างหนึ่ง

If frame rates get higher and higher,

3:22

ถ้าอัตราเฟรมสูงขึ้นเรื่อย ๆ

you wind up with an image that can actually cause headaches when people watch it on a screen. กริยาวลี

3:24

สุดท้ายคุณจะได้ภาพที่อาจทำให้ผู้ชมปวดหัวจริง ๆ เมื่อดูบนหน้าจอ

ลำดับความ

Here's the thing: สัญญาณนำเข้าปัญหาสำคัญ

“Here's the thing” เป็นคำเชื่อมเชิงวาทกรรมที่บอกผู้ฟังว่าแนวคิดถัดไปคือประเด็น ปัญหา หรือข้อจำกัดที่สำคัญ ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้คำนี้เพื่อเตรียมเข้าสู่ข้อจำกัดที่สวนทางกับสิ่งที่อาจคาดไว้ คือการเพิ่มอัตราเฟรมไปเรื่อย ๆ อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ คำว่า thing ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งของจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ “Here's the thing” อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อนำเข้าปัญหาสำคัญ

  1. Here's the thing I bought at the market.
  2. Here is my ticket for the train.
  3. Here's the thing: our train leaves in ten minutes, so we must go now.
ดูคำตอบ

Here's the thing: our train leaves in ten minutes, so we must go now.

กริยาวลี

wind up with: ลงเอยด้วยผลลัพธ์สุดท้าย

Wind up with + นามวลี หมายถึงการมีหรือได้รับผลลัพธ์นั้นในท้ายที่สุดหลังจากผ่านกระบวนการบางอย่าง ผลลัพธ์มักไม่ได้วางแผนไว้หรือไม่เป็นที่ต้องการ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นผลเสียเสมอไป ในที่นี้ การเพิ่มอัตราเฟรมซ้ำ ๆ นำไปสู่ภาพที่อาจทำให้ปวดศีรษะ วลีนี้เน้นผลลัพธ์สุดท้าย ไม่ได้ใช้ wind ในความหมายว่าอากาศที่เคลื่อนที่หรือการม้วนสิ่งของ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสามคำที่หมายถึง “สุดท้ายมีผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการ”: If you ignore the warning signs, you may ____ a much bigger problem.

ดูคำตอบ

wind up with

Um,

3:28

อืม

uh, here,

3:29

เอ่อ คือ

I'll explain why.

3:30

ผมจะอธิบายว่าทำไม

Uh,

3:30

เอ่อ

hold this camera for a second.

3:30

ช่วยถือกล้องนี้สักครู่

Oh, yeah.

3:32

อ๋อ ได้เลย

No problem.

3:32

ไม่มีปัญหา

So,

3:34

เอาล่ะ

back to the point about our eyes tracking onto objects. ลำดับความ

3:34

กลับมาที่เรื่องดวงตาของเราติดตามวัตถุ

ลำดับความ

back to the point about: กลับไปยังหัวข้อก่อนหน้า

ในประโยคนี้ back to the point about ดึงความสนใจของผู้ฟังกลับไปยังแนวคิดที่พูดถึงก่อนหน้า คือเรื่องที่ดวงตาติดตามวัตถุ คำว่า back หมายถึงการกลับไปยังหัวข้อเดิมในการสนทนา ไม่ใช่การเคลื่อนตัวถอยหลัง หลังจากหยุด ถูกขัดจังหวะ หรือเปลี่ยนเรื่องไปชั่วครู่ สามารถใช้ back to the point about + กลุ่มคำนาม เพื่อกลับมาอธิบายประเด็นเดิมต่อ วลีนี้บอกว่าเนื้อหาต่อไปเชื่อมกับสิ่งที่พูดก่อนหน้าอย่างไร

แบบฝึกหัด

back to the point about ในที่นี้สื่อถึงอะไร

  1. การเริ่มหัวข้อใหม่ทั้งหมด
  2. การกลับไปยังหัวข้อก่อนหน้า
  3. การขอให้ใครบางคนเดินถอยหลัง
ดูคำตอบ

การกลับไปยังหัวข้อก่อนหน้า

If I do this,

3:38

ถ้าผมทำแบบนี้

move my hand in front of my face and track it with my eyes,

3:39

ขยับมือไปตรงหน้าแล้วใช้ตามองตาม

I can see my hand.

3:43

ผมก็มองเห็นมือของตัวเอง

It makes sense.

3:44

ฟังดูสมเหตุสมผล

But at a certain point,

3:45

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง

my hand will move so fast that it's just a blur. ไวยากรณ์

3:45

มือของผมจะขยับเร็วมากจนเห็นเป็นแค่ภาพเบลอ

ไวยากรณ์

so fast that: ระดับและผลลัพธ์

ในประโยคนี้ so fast that เชื่อมความเร็วที่สูงมากเข้ากับผลที่เกิดขึ้น คือมือที่เคลื่อนไหวดูเป็นภาพเบลอ so บอกระดับของ fast และ that เริ่มอนุประโยคที่บอกผล รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ so + คำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ + that + อนุประโยคบอกผล ในที่นี้ so ไม่ได้หมายถึง “ดังนั้น” เพียงลำพัง แต่ so...that ทำงานร่วมกันเพื่อแสดงระดับและผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบบอกระดับและผลลัพธ์ให้สมบูรณ์: The puppy ate ____ fast ____ nobody else got a bite.

ดูคำตอบ

so · that

And the reason it's a blur is because my eye can only track so fast. ไวยากรณ์

3:48

สาเหตุที่มันเบลอก็เพราะดวงตาของผมติดตามได้เร็วเพียงระดับหนึ่ง

ไวยากรณ์

โครงสร้างอธิบาย the reason ... is because ...

โครงสร้าง the reason X is because Y ระบุสถานการณ์ที่ต้องการอธิบายไว้ใน X และบอกสาเหตุไว้ใน Y ในประโยคนี้ X คือภาพที่ดูพร่า ส่วน Y คือความเร็วในการติดตามของดวงตามีขีดจำกัด นี่เป็นวิธีอธิบายที่พบบ่อยในภาษาพูด โดยระบุก่อนว่าต้องการอธิบายอะไร แล้วจึงใช้ because เพื่อนำเข้าสู่สาเหตุ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างภาษาพูด the reason ... is because ...: The ____ the road is wet ____ it rained overnight.

ดูคำตอบ

reason · is because

And when objects move faster than our eyeballs can track, ไวยากรณ์

3:53

และเมื่อวัตถุเคลื่อนที่เร็วกว่าที่ดวงตาของเราจะติดตามได้

your brain adds in motion blur. กริยาวลี

3:56

สมองของคุณจะเพิ่มภาพเบลอจากการเคลื่อนไหว

ไวยากรณ์

Faster than our eyeballs can track เพื่อเปรียบเทียบกับขีดความสามารถ

ใน faster than our eyeballs can track คำว่า faster than เปรียบเทียบความเร็วจริงของวัตถุกับความเร็วสูงสุดที่ดวงตาจะติดตามวัตถุนั้นได้ กลุ่มคำ our eyeballs can track เป็นอนุประโยคหลัง than ไม่ใช่เพียงนามวลี กรรมของ track เข้าใจได้จาก objects ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า กล่าวคือ ดวงตาไม่สามารถติดตามวัตถุเหล่านั้นด้วยความเร็วนั้นได้ เพราะจุดที่ใช้เปรียบเทียบเป็นอนุประโยค โครงสร้างนี้จึงใช้เปรียบเทียบความเร็วหรือปริมาณจริงกับขีดความสามารถของคนหรืออุปกรณ์ได้

แบบฝึกหัด

การเปรียบเทียบใน “The drone flew faster than the camera could track” หมายความว่าอย่างไร?

  1. ความเร็วของโดรนเกินความสามารถในการติดตามของกล้อง
  2. กล้องทำให้โดรนเพิ่มความเร็ว
  3. โดรนหยุดเคลื่อนที่ทุกครั้งที่กล้องมองไม่เห็นมัน
ดูคำตอบ

ความเร็วของโดรนเกินความสามารถในการติดตามของกล้อง

กริยาวลี

adds in motion blur: การเพิ่มองค์ประกอบเข้าไป

Adds in หมายถึง “ใส่บางอย่างเพิ่มเข้าไป” โครงสร้างคือ add in + สิ่งที่ใส่เพิ่ม และในประโยคนี้ motion blur คือสิ่งที่ถูกใส่เพิ่ม ประโยคนี้อธิบายสมองราวกับว่ามันเติมความเบลอให้กับภาพที่คุณเห็น นี่เป็นการเปรียบเทียบง่าย ๆ เพื่ออธิบายการรับรู้ ไม่ได้หมายความว่าสมองตัดต่อวิดีโอจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีสองคำที่หมายถึง “ใส่เข้าไปเป็นส่วนเพิ่มเติม” ให้สมบูรณ์: After you mix the yogurt, ____ the strawberries.

ดูคำตอบ

add in

That way, ลำดับความ

3:58

ด้วยวิธีนี้

we get a sense of movement happening, วลี

3:59

เราจึงรับรู้ได้ว่ามีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น

วลี

Get a sense of: รับรู้ภาพรวม

ในประโยคนี้ get a sense of หมายถึง “เกิดความรู้สึกหรือเห็นภาพรวมของบางสิ่ง” ผู้ชมรับรู้ได้ว่ากำลังมีการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็นต้องเห็นทุกช่วงอย่างชัดเจน โครงสร้าง get a sense of + คำนามหรือรูป -ing ใช้เมื่อความเข้าใจเป็นเพียงภาพรวมหรือกำลังก่อตัว ไม่ใช่ความรู้ที่แม่นยำ ในที่นี้ sense หมายถึงการรับรู้โดยรวม ไม่ใช่ประสาทสัมผัสหรืออวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง get a sense of movement หมายความว่าอย่างไร

  1. ระบุอวัยวะรับสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง
  2. วัดทุกช่วงของการเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ
  3. เกิดความรู้สึกโดยรวมว่ากำลังมีการเคลื่อนไหว
ดูคำตอบ

เกิดความรู้สึกโดยรวมว่ากำลังมีการเคลื่อนไหว

but we don't see something like a hand randomly appearing all over the place. สำนวน

4:01

แต่ไม่เห็นอะไรอย่างมือที่โผล่ไปทั่วแบบสะเปะสะปะ

ลำดับความ

That way, ...: การเชื่อมวิธีกับผลลัพธ์

That way ย้อนกลับไปอ้างถึงวิธีหรือการกระทำที่เพิ่งกล่าวถึง หมายถึง “ด้วยการทำอย่างนั้น” หรือ “โดยใช้วิธีนั้น” โดย way ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ถนน” เมื่อวางไว้ต้นประโยคและตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค วลีนี้ช่วยพาเนื้อหาจากวิธีไปยังผลลัพธ์โดยไม่ต้องพูดวิธีซ้ำ ในประโยคนี้ กระบวนการของสมองที่กล่าวก่อนหน้าคือวิธี และการรับรู้การเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลคือผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เลือกคำเชื่อมที่ย้อนอ้างถึงการกระทำและนำเข้าสู่ผลลัพธ์: Keep the key in the same drawer. ____, you can always find it.

  1. By the way
  2. That way
  3. Either way
ดูคำตอบ

That way

สำนวน

All over the place: กระจัดกระจายในหลายตำแหน่ง

ในที่นี้ all over the place หมายถึง “ในหลายตำแหน่งที่แตกต่างและกระจัดกระจาย” ทำให้นึกภาพว่ามือปรากฏอย่างคาดเดาไม่ได้ทีละตำแหน่ง แทนที่จะเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง สำนวนทั่วไปนี้ใช้บรรยายสิ่งของที่กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ และในบริบทอื่นยังใช้บรรยายความคิดหรือพฤติกรรมที่ไม่เป็นระเบียบได้ ในประโยคนี้เป็นความหมายด้านตำแหน่ง ไม่ได้หมายถึงการปกคลุมพื้นผิวทั้งหมดของสถานที่หนึ่งตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง all over the place บอกว่ามือปรากฏอยู่ที่ไหน

  1. ทั่วทุกส่วนของพื้นผิวเดียว
  2. ในตำแหน่งเดียวที่เลือกไว้อย่างระมัดระวัง
  3. ในหลายตำแหน่งที่กระจัดกระจาย
ดูคำตอบ

ในหลายตำแหน่งที่กระจัดกระจาย

But this becomes a problem with new high definition programs on big televisions

4:06

แต่เรื่องนี้กลายเป็นปัญหากับรายการความละเอียดสูงแบบใหม่บนโทรทัศน์จอใหญ่

because some of those programs are brought to your TV at frame rates as high as a thousand frames a second. ไวยากรณ์

4:10

เพราะบางรายการถูกส่งมายังทีวีของคุณด้วยอัตราเฟรมสูงถึง 1,000 เฟรมต่อวินาที

ไวยากรณ์

as high as + ตัวเลข: เน้นค่าที่สูง

เมื่อ as high as อยู่หน้าตัวเลข จะหมายความว่าค่านั้นอาจสูงถึงระดับที่น่าสังเกต ในประโยคนี้ หนึ่งพันเฟรมต่อวินาทีถูกเน้นว่าเป็นอัตราเฟรมที่สูงมาก ไม่ใช่เพียงการบอกว่าสองสิ่งสูงเท่ากัน รูปแบบนี้ใช้กับค่าที่เปลี่ยนจากต่ำไปสูงได้ เช่น ราคา อุณหภูมิ ความเร็ว อัตรา และยอดรวม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as high as หน้าตัวเลขเพื่อเน้นว่าค่านั้นสูงอย่างน่าสังเกต

  1. The balloon rose as high as the clouds.
  2. The fee could be as high as $2,000.
  3. The shelf is as high as my shoulder.
ดูคำตอบ

The fee could be as high as $2,000.

And objects like a tennis ball that normally travel so fast our eyes can't track them and they look blurry,

4:17

และวัตถุอย่างลูกเทนนิสที่ปกติเคลื่อนที่เร็วเกินกว่าดวงตาจะติดตามได้จนดูเบลอ

don't look blurry because the camera is able to see them clearly.

4:23

กลับไม่ดูเบลอ เพราะกล้องสามารถจับภาพได้อย่างชัดเจน

And when you watch that program on TV,

4:27

และเมื่อคุณดูรายการนั้นทางทีวี

you can actually get a headache or get dizzy.

4:29

คุณอาจปวดหัวหรือเวียนหัวขึ้นมาจริง ๆ

So,

4:31

ดังนั้น

they're having to find ways to add blur back into HD pictures. กริยาวลี

4:31

พวกเขาจึงต้องหาวิธีเติมความเบลอกลับเข้าไปในภาพ HD

กริยาวลี

add blur back into: เติมองค์ประกอบที่ถูกนำออกกลับเข้าไป

ใน add blur back into HD pictures คำว่า add บอกการกระทำ blur คือองค์ประกอบที่ถูกนำกลับมา และ into HD pictures บอกว่านำองค์ประกอบนั้นกลับไปใส่ในอะไร รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ add + องค์ประกอบ + back into + สิ่งหนึ่ง back หมายถึงอีกครั้งหรือคืนสิ่งที่หายไป ไม่ได้หมายถึงไปทางด้านหลัง คำนี้บอกว่าความเบลอเคยเป็นส่วนหนึ่งของภาพและตอนนี้ถูกเติมกลับเข้าไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ add ... back into: The sound engineer had removed all the echo, but the voices sounded unnatural, so she had to ____ some echo ____ the recording.

ดูคำตอบ

add · back into

Pretty neat, น้ำเสียง/เจตนา

4:35

เจ๋งดี

right?

4:36

ใช่ไหม

น้ำเสียง/เจตนา

Pretty neat, right?: ประเมินแล้วชวนให้อีกฝ่ายเห็นด้วย

ในประโยคนี้ pretty เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับที่ใช้ในภาษาพูด หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “ทีเดียว” ดังนั้น pretty neat จึงเป็นการประเมินว่าแนวคิดนั้นค่อนข้างฉลาดหรือน่าประทับใจ โดย pretty ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “สวย” คำสั้น ๆ ว่า right? ท้ายประโยคเปลี่ยนคำประเมินให้เป็นการชวนอีกฝ่ายเห็นด้วย ผู้พูดไม่ได้เพียงแสดงความคิดเห็น แต่ยังตรวจสอบว่าทั้งสองฝ่ายมีปฏิกิริยาร่วมกันหรือไม่ และทำให้บทสนทนาดำเนินต่อไปอย่างมีปฏิสัมพันธ์

แบบฝึกหัด

'Pretty neat, right?' ทำหน้าที่อะไรในบริบทนี้?

  1. ผู้พูดเพียงบอกว่าสิ่งของนั้นสวยโดยไม่ได้คาดหวังคำตอบ
  2. ผู้พูดประเมินว่าสิ่งหนึ่งค่อนข้างน่าประทับใจและชวนผู้ฟังเห็นด้วย
  3. ผู้พูดถามว่าสิ่งของนั้นได้รับการทำความสะอาดและจัดให้เรียบร้อยแล้วหรือยัง
ดูคำตอบ

ผู้พูดประเมินว่าสิ่งหนึ่งค่อนข้างน่าประทับใจและชวนผู้ฟังเห็นด้วย

That's great information.

4:37

เป็นข้อมูลที่ยอดเยี่ยมมาก

How did you even learn this? น้ำเสียง/เจตนา

4:38

คุณไปรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร

น้ำเสียง/เจตนา

Even ใน How did you even learn this?

Even เปลี่ยนน้ำหนักของคำถามที่ใช้ how ทั้งประโยค ผู้พูดไม่ได้เพียงถามถึงวิธีหรือแหล่งที่เรียนรู้ แต่ even ยังบอกด้วยว่าการที่อีกฝ่ายรู้ข้อมูลนี้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เมื่อไม่มี even ประโยค How did you learn this? อาจเป็นการขอข้อมูลแบบเป็นกลาง แต่เมื่อมี even จะกลายเป็นคำถามต่อเนื่องที่มีความประหลาดใจหรือความไม่อยากเชื่อ โดยน้ำเสียงเป็นตัวกำหนดว่าจะฟังดูชื่นชม อยากรู้ หรือสงสัย

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับบทบาทของ even ใน 'How did you even learn this?' มากที่สุด?

  1. เพียงเพิ่มอีกหนึ่งรายการลงในรายชื่อสิ่งที่ได้เรียนรู้
  2. หมายความว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นในอัตราที่เท่ากันหรือสมดุล
  3. เพิ่มความประหลาดใจที่ผู้ฟังได้เรียนรู้หรือรู้ข้อมูลนี้
ดูคำตอบ

เพิ่มความประหลาดใจที่ผู้ฟังได้เรียนรู้หรือรู้ข้อมูลนี้

You know?

4:39

รู้ไหม

That's what I'm here for, น้ำเสียง/เจตนา

4:39

ผมอยู่ที่นี่ก็เพื่อเรื่องนี้แหละ

man.

4:39

เพื่อน

น้ำเสียง/เจตนา

That's what I'm here for: บอกว่าการช่วยเหลือคือหน้าที่ของผู้พูด

ในประโยคนี้ That หมายถึงความช่วยเหลือหรือข้อมูลที่เพิ่งกล่าวถึง That's what I'm here for สื่อว่าการให้สิ่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่หรือจุดประสงค์ของผู้พูด มักใช้ตอบคำขอบคุณหรือความประหลาดใจด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ และมั่นใจ here ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสถานที่จริงเสมอไป ทั้งประโยคอาจหมายถึง “นี่คืองานของฉัน” หรือ “ฉันอยู่ตรงนี้เพื่อช่วย”

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบของผู้ช่วยด้วยสำนวนที่หมายความว่า “การช่วยเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ผู้พูด”: “Thanks for showing me how to use the printer.” “No problem. ____.”

ดูคำตอบ

That's what I'm here for

All right.

4:40

เอาล่ะ

Thank you.

4:40

ขอบคุณ

Yeah,

4:41

ใช่

hey.

4:41

เฮ้

See you around. น้ำเสียง/เจตนา

4:41

ไว้เจอกัน

น้ำเสียง/เจตนา

See you around: คำลาสบาย ๆ ที่ไม่ได้นัดครั้งต่อไป

See you around เป็นคำลาแบบไม่เป็นทางการ สื่อว่าผู้พูดทั้งสองอาจได้พบกันอีกในสถานที่หรือวงสังคมที่ทั้งคู่ไปเป็นประจำ Around ทำให้การพบกันครั้งหน้ายังไม่แน่นอน กล่าวคือไม่ได้ระบุเวลา นัดหมาย หรือสัญญาแผนที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

คุณอาจพบคนคนหนึ่งอีกที่ศูนย์ชุมชนเดิม แต่ยังไม่ได้วางแผนใด ๆ คำลาใดเหมาะที่สุด

  1. See you tomorrow.
  2. See you around.
  3. See you at six.
ดูคำตอบ

See you around.

See you.

4:42

แล้วเจอกัน

See you.

4:42

แล้วเจอกัน

Oh,

4:43

โอ้

hey.

4:43

เฮ้

Uh,

4:43

เอ่อ

just real quick, น้ำเสียง/เจตนา

4:44

ขอถามเร็ว ๆ

real quick.

4:45

แป๊บเดียว

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ just real quick เพื่อให้การขัดจังหวะสั้น ๆ นุ่มนวลขึ้น

Just real quick บอกผู้ฟังว่าผู้พูดต้องการเวลาเพียงสั้น ๆ คำว่า just ช่วยให้การขัดจังหวะดูเล็กน้อยลง ส่วน real เป็นคำวิเศษณ์แบบไม่เป็นทางการที่มีความหมายเหมือน really หรือ very ไม่ได้แปลว่าเป็นของจริงหรือไม่ใช่ของปลอม ใช้วลีนี้ก่อนคำถามหรือคำขอสั้น ๆ โดยเฉพาะตอนเรียกคนที่กำลังจะเดินจากไป การพูด real quick ซ้ำเพิ่มความเร่งด่วนและแสดงว่าผู้พูดต้องการให้อีกฝ่ายสนใจตอนนี้

แบบฝึกหัด

คุณเรียกเพื่อนที่กำลังเดินจากไปไว้เพื่อถามคำถามสั้น ๆ หนึ่งข้อ คำขึ้นต้นใดสื่อได้ดีที่สุดว่าคุณจะใช้เวลาไม่นาน

  1. We need to have a long conversation right now.
  2. Just real quick, can I ask you one thing?
  3. I know you are leaving, so I will explain everything.
ดูคำตอบ

Just real quick, can I ask you one thing?

You know,

4:45

คือว่า

the bathroom,

4:46

เรื่องห้องน้ำ

you know,

4:46

เอ่อ

I heard you coming out. ไวยากรณ์

4:47

ผมได้ยินเสียงคุณออกมา

ไวยากรณ์

Heard you coming out: hear + คน + -ing

ใน heard you coming out คำว่า you คือคนที่ผู้พูดได้ยิน ส่วน coming คือรูป -ing ที่บอกถึงการกระทำที่กำลังเกิดขึ้น ผู้พูดได้ยินเสียงที่เกี่ยวข้องกับคนนั้นโดยตรงระหว่างที่การกระทำกำลังเกิดขึ้น โครงสร้าง hear + คน + -ing เน้นการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่หรือส่วนหนึ่งของการกระทำนั้น coming out ในที่นี้หมายถึงการออกมาจากสถานที่หนึ่งเท่านั้น และในประโยคนี้ไม่ได้มีความหมายเชิงสำนวนอย่างอื่น

แบบฝึกหัด

คุณได้ยินส่วนหนึ่งของการกระทำโดยตรงขณะที่มันกำลังเกิดขึ้น ประโยคใดสื่อความหมายนี้ได้ดีที่สุด

  1. I heard Leo practice the piano from beginning to end.
  2. I heard that Leo practiced the piano yesterday.
  3. I heard Leo practicing the piano next door.
ดูคำตอบ

I heard Leo practicing the piano next door.

Did you wash your hands?

4:47

คุณล้างมือหรือเปล่า

Um,

4:52

อืม

yeah.

4:52

ล้างแล้ว

So,

4:55

เอาล่ะ

there you go. น้ำเสียง/เจตนา

4:55

ก็เป็นอย่างนี้ครับ

น้ำเสียง/เจตนา

There you go เพื่อยืนยันและปิดบทสนทนาอย่างสบาย ๆ

ในบทสนทนานี้ there you go แสดงว่าผู้พูดยอมรับว่าคำตอบที่เพิ่งได้มาทำให้ข้อสงสัยหมดไปแล้ว มีความหมายใกล้กับ “นั่นยืนยันได้แล้ว” หรือ “นั่นตอบคำถามแล้ว” และช่วยให้จบการซักถามด้วยน้ำเสียงเบา ๆ ความหมายของวลีนี้ขึ้นอยู่กับบริบท ในที่นี้ there ไม่ได้ชี้ไปยังสถานที่ และผู้พูดก็ไม่ได้กำลังยื่นสิ่งของให้ใคร วลีทั้งชุดทำหน้าที่เป็นการตอบรับข้อสรุปหรือผลลัพธ์ในการสนทนา

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนานี้ Dylan ยืนยันว่าเขาล้างมือแล้ว there you go ทำหน้าที่อะไร?

  1. ยอมรับคำตอบและจบการซักถามอย่างสบาย ๆ
  2. บอก Dylan ว่าต้องไปที่ไหน
  3. บอกว่ากำลังมีคนยื่นสิ่งของให้ Dylan
ดูคำตอบ

ยอมรับคำตอบและจบการซักถามอย่างสบาย ๆ

Some cool facts about video that I learned while I was flying to and from VidCon from New York to LA. วลี

4:55

นี่คือเกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับวิดีโอที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างบินจาก New York ไป LA เพื่อร่วม VidCon และบินกลับ

วลี

to and from เพื่อบอกการเดินทางทั้งสองทิศทาง

to and from เชื่อมทิศทางตรงข้ามสองทิศเข้าด้วยกัน คือการเดินทางไปยังสถานที่หนึ่งและเดินทางกลับจากที่นั่น ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวย่อเที่ยวบินขาไปและขากลับไว้ในสำนวนตายตัวชุดเดียว ส่วน from New York to LA ที่ตามมาระบุเส้นทางหรือจุดปลายทั้งสอง ไม่ได้ทำให้ to and from กลายเป็นสำนวนทางเดียว เพราะสองส่วนนี้ให้ข้อมูลคนละอย่างกัน

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวที่รวมทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับให้สมบูรณ์: The shuttle carries students ____ campus every day.

ดูคำตอบ

to and from

It was a long flight,

5:01

เป็นเที่ยวบินที่ยาวนาน

but I learned a lot

5:02

แต่ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย

and I want to end with some numbers about YouTube specifically.

5:03

และผมอยากปิดท้ายด้วยตัวเลขบางส่วนที่เกี่ยวกับ YouTube โดยเฉพาะ

YouTube hosts videos from all over the world,

5:07

YouTube เป็นแหล่งรวมวิดีโอจากทั่วโลก

massive massive amounts.

5:10

ในปริมาณมหาศาลมาก ๆ

In fact, ลำดับความ

5:12

ที่จริงแล้ว

every minute of the day,

5:13

ในทุก ๆ นาทีของแต่ละวัน

people are uploading video to YouTube.

5:14

ผู้คนกำลังอัปโหลดวิดีโอขึ้น YouTube

ลำดับความ

In fact, ในการเปลี่ยนจากคำกล่าวทั่วไปไปสู่หลักฐานที่หนักแน่นขึ้น

In fact, ในที่นี้ส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากคำกล่าวโดยรวมว่า YouTube มีวิดีโอจำนวนมหาศาล ไปสู่ข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมซึ่งช่วยทำให้คำกล่าวนั้นหนักแน่นขึ้น ผู้ฟังจึงควรเข้าใจสิ่งที่ตามมาว่าเป็นหลักฐานเชิงข้อเท็จจริง ไม่ใช่หัวข้อใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน โดยทั่วไป In fact ที่ต้นประโยคสามารถเน้นย้ำ ทำให้ชัดเจน หรือแก้ไขคำกล่าวก่อนหน้า โดยนำเสนอข้อมูลที่แม่นยำขึ้นหรือน่าประหลาดใจขึ้น ความเชื่อมโยงกับแนวคิดก่อนหน้าเป็นสิ่งสำคัญ จึงไม่ใช่เพียงคำเติมที่ไม่มีความหมาย

แบบฝึกหัด

คำเชื่อมใดแสดงได้ดีที่สุดว่าประโยคที่สองให้หลักฐานเชิงข้อเท็จจริงที่หนักแน่นขึ้นแก่ประโยคแรก? The library is used constantly. ___, more than ten thousand books are borrowed each week.

  1. Meanwhile
  2. For example
  3. In fact
ดูคำตอบ

In fact

And if you were to take all the video uploaded to YouTube at any given minute, โน้ต

5:16

และถ้าคุณนำวิดีโอทั้งหมดที่อัปโหลดขึ้น YouTube ในนาทีใดนาทีหนึ่ง

all together, การใช้คำ

5:20

มารวมกัน

it would equal 48 hours.

5:21

มันจะมีความยาวเท่ากับ 48 ชั่วโมง

ไวยากรณ์

if you were to take: การตั้งการดำเนินการเชิงสมมติ

ใน if you were to take โครงสร้าง were to + กริยารูปพื้นฐาน take นำเสนอการกระทำนั้นเป็นการดำเนินการที่จินตนาการขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีต โครงสร้างเต็มคือ if + ประธาน + were to + กริยารูปพื้นฐาน และในประโยคนี้ตามด้วยผลลัพธ์ที่ใช้ would: if you were to take ..., it would equal .... รูปแบบนี้นำผู้ฟังเข้าสู่การคำนวณเชิงสมมติหรือการทดลองทางความคิด มักให้ความรู้สึกว่าตั้งสมมติฐานอย่างจงใจ และเป็นทางการหรือห่างจากความเป็นจริงมากกว่าประโยค if แบบง่าย เช่น if you take เล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ใช้ were to ร่วมกับกริยา combine เพื่อเติมประโยคสมมติให้สมบูรณ์: If you ____ all the monthly reports into one file, it would be too large to email.

ดูคำตอบ

were to combine

วลี

at any given minute: หนึ่งนาทีใดก็ตามที่เลือก

at any given minute หมายถึง “ในช่วงหนึ่งนาทีใดก็ตามที่เลือกมาพิจารณา” ในที่นี้ given เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “ที่เลือกหรือกำหนดไว้” ไม่ได้บรรยายการกระทำของคำว่า give วลีนี้นำเสนอสถิติว่าใช้ได้โดยทั่วไป ไม่ได้ผูกอยู่กับเวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ กล่าวคือเลือกช่วงเวลาหนึ่งนาทีมาหนึ่งช่วงแล้วถือว่าเป็นช่วงที่กำลังพูดถึง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ at any given + หน่วยเวลาหรือโอกาสที่เป็นเอกพจน์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “ในช่วงหนึ่งนาทีใดก็ตามที่เลือกไว้”: The support desk may receive dozens of messages ____.

ดูคำตอบ

at any given minute

การใช้คำ

all together: รวมสิ่งทั้งหมดเข้าด้วยกัน

all together ในที่นี้เป็นวลีสองคำ all หมายถึงวิดีโอที่อัปโหลดทั้งหมด ส่วน together บอกให้นำวิดีโอทั้งหมดนั้นมารวมกันก่อนวัดระยะเวลา ดังนั้นวลีนี้จึงช่วยจัดวิธีคำนวณ โดยให้มองวิดีโอที่อัปโหลดแยกกันจำนวนมากเป็นปริมาณรวมเดียว แล้วจึงเปรียบเทียบกับ 48 ชั่วโมง แนวคิดที่นำไปใช้ต่อได้คือ put, add หรือ count สิ่งที่แยกกัน all together

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ all together เพื่อเน้นการจัดสิ่งของที่แยกกันให้เป็นกลุ่มเดียว?

  1. Put the receipts all together before adding their values.
  2. Altogether, the repairs cost two thousand dollars.
  3. The plan was altogether too expensive.
ดูคำตอบ

Put the receipts all together before adding their values.

That's right.

5:24

ใช่แล้ว

Two full days of video are uploaded to YouTube every single minute. การใช้คำ

5:25

มีการอัปโหลดวิดีโอความยาวรวมสองวันเต็มขึ้น YouTube ในทุก ๆ หนึ่งนาที

การใช้คำ

การเน้นด้วย every single minute

ใน every single minute คำว่า every ให้ความหมายซ้ำว่า “ทุกหนึ่งนาที” ส่วน single ทำหน้าที่เน้นให้หนักแน่นขึ้นว่าไม่มีนาทีใดถูกเว้นไว้ คำที่เพิ่มเข้ามาทำให้ขนาดของสถิติดูน่าทึ่งยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนหน่วยเวลา single ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “โสด” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ every single + คำนามนับได้เอกพจน์ ซึ่งใช้เน้นสมาชิกทุกหน่วยในกลุ่ม เช่น every single day หรือ every single page

แบบฝึกหัด

วลีใดเน้นได้ชัดเจนที่สุดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นทุกนาทีโดยไม่มีข้อยกเว้น?

  1. a single minute
  2. every minute
  3. every single minute
ดูคำตอบ

every single minute

You guys are part of something gigantic.

5:29

พวกคุณเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่มหาศาล

All right.

5:32

เอาล่ะ

Now,

5:33

ทีนี้

later this week,

5:33

ช่วงปลายสัปดาห์นี้

I'll have a new episode of IMG and soon enough we'll have episodes of DONG, วลี

5:33

ผมจะมี IMG ตอนใหม่ และอีกไม่นานเราก็จะมีตอนใหม่ของ DONG

Loot.

5:37

Loot

วลี

soon enough ในความหมายว่า “อีกไม่นาน”

ในประโยคนี้ soon enough หมายถึง “อีกไม่นาน” หรือ “เมื่อถึงเวลา” ผู้พูดคาดว่าหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ตอนอื่น ๆ ก็จะปรากฏขึ้น enough ไม่ได้ใช้ประเมินตามตัวอักษรว่าตอนเหล่านั้นจะมาเร็วพอหรือไม่ การใช้แบบนี้นำเสนอผลลัพธ์ในอนาคตว่าเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือตามที่คาดได้หลังจากรอ โดยสื่อถึงความคาดหวังโดยรวม ไม่ใช่กำหนดเวลาที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

เพื่อนกังวลว่าต้นไม้เล็กยังโตไม่มาก คำตอบใดสื่อได้ดีที่สุดว่าผลลัพธ์จะปรากฏเมื่อถึงเวลา?

  1. It will grow soon enough.
  2. It will grow quickly enough.
  3. It has already grown.
ดูคำตอบ

It will grow soon enough.

It's going to be super cool.

5:37

มันจะเจ๋งสุด ๆ

So,

5:38

ดังนั้น

be sure you're subscribed so you don't miss anything.

5:38

อย่าลืมกดติดตามไว้ จะได้ไม่พลาดอะไรเลย

And as always,

5:40

และเช่นเคย

thanks for watching.

5:41

ขอบคุณที่รับชม

Thank you.

5:49

ขอบคุณครับ

They're not the same person.

5:49

พวกเขาไม่ใช่คนคนเดียวกัน

It's supposed to be the Tribune. ไวยากรณ์

5:52

ต้องเป็น Tribune ต่างหาก

ไวยากรณ์

It's supposed to be: สิ่งที่คาดไว้หรือสิ่งที่ถูกต้อง

ในประโยคนี้ “It's supposed to be the Tribune” หมายความว่า Tribune คือคำตอบหรือสิ่งที่คาดไว้ ตั้งใจไว้ หรือถูกต้อง ผู้พูดกำลังชี้ว่าสิ่งที่พูดหรือแสดงออกมาไม่ตรงกับความคาดหมายนั้น ในที่นี้ be supposed to be + คำนาม ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งควรจะเป็นอะไรตามที่คาดหรือตั้งใจไว้ ไม่ได้ใช้บอกว่าคนคนหนึ่งมีหน้าที่ต้องทำอะไร

แบบฝึกหัด

ในเมนูบอกว่าซุปประจำวันคือซุปมะเขือเทศ แต่กลับมีซุปไก่มาเสิร์ฟ ประโยคใดใช้ชี้ว่าสิ่งที่ได้มาไม่ตรงกับที่ควรจะเป็นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. It's supposed to be tomato soup.
  2. It used to be tomato soup.
  3. It might be tomato soup.
ดูคำตอบ

It's supposed to be tomato soup.

I lived in Chicago for 4 years.

5:54

ผมเคยอยู่ที่ Chicago เป็นเวลา 4 ปี

Oh, yeah?

5:56

อ๋อ เหรอ

Who's the best one on the right?

5:59

ในฝั่งขวา ใครเก่งที่สุด