วิธีแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสุภาพ (และไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่!) - มินิบทเรียนภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
352 คำ 170 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: เรื่องราวข้อเสนอให้ลงทุนบิตคอยน์ที่น่าสงสัยระหว่างเพื่อนถูกใช้เป็น “เทอร์โมมิเตอร์วัดระดับการไม่เห็นด้วย” เมื่อแผนยิ่งไร้เหตุผลและอีกฝ่ายล้ำเส้น ปฏิกิริยาภาษาอังกฤษก็ไล่จากการแสดงข้อกังวลอย่างสุภาพ ไปสู่ความไม่เชื่อ และจบด้วยการตำหนิส่วนตัวอย่างรุนแรง ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. "I've got a few reservations, — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที เรียนรู้การบอกว่ามีข้อกังวลจริงโดยไม่ปฏิเสธความคิดทันที สำนวนที่นุ่มนวลนี้เหมาะกับช่วงต้นของการหารือ การประเมินข้อเสนอ หรือความสัมพันธ์ที่ต้องระวัง เพราะช่วยชี้ความเสี่ยงพร้อมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายอธิบาย 2. "You're joking, right? — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที เข้าใจว่าเป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ที่มักสื่อว่าไม่อยากเชื่อ ไม่ใช่ถามตรง ๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังล้อเล่นหรือไม่ ใช้คัดค้านคำกล่าวที่ฟังดูเหลวไหลด้วยความแรงระดับกลางได้ แต่ควรรู้ว่าน้ำเสียงสงสัยนี้คมกว่าการแสดงข้อกังวลอย่างสุภาพ 3. Have you lost your mind? — สำนวนและภาษาภาพพจน์ เข้าใจว่าเป็นคำกล่าวหาแบบไม่ตรงตัวที่รุนแรงมาก โดยมองว่าความคิดหรือพฤติกรรมของอีกฝ่ายไร้เหตุผลอย่างยิ่ง ใช้โต้กลับอย่างหนักแน่นเมื่ออีกฝ่ายล้ำเส้นได้ แต่อาจฟังเป็นการดูหมิ่น จึงควรจำกัดไว้ในข้อโต้เถียงที่ร้อนแรงหรือระหว่างคนที่สนิทกันมาก

คำอธิบายในบทเรียนนี้

What are you talking about?

0:00

คุณกำลังพูดเรื่องอะไรเนี่ย?

Have you lost your mind?

0:01

คุณเสียสติไปแล้วเหรอ?

Today,

0:03

วันนี้

we're going to go through กริยาวลี

0:03

เราจะมาดูกันถึง

expressions that you can use

0:05

สำนวนที่คุณสามารถใช้ได้

when disagreeing with someone. วลี

0:07

เวลาที่คุณไม่เห็นด้วยกับใครสักคน

กริยาวลี

go through: ตรวจดูหรืออธิบายรายการตามลำดับ

ในประโยคนี้ go through หมายถึงตรวจดูหรืออธิบายสำนวนทีละอย่างตามลำดับ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ผ่านสถานที่หนึ่ง โครงสร้างคือ go through + เนื้อหาที่ต้องทบทวน เช่น รายการ เอกสาร หรือชุดขั้นตอน มักสื่อว่าดูเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ

แบบฝึกหัด

เติมวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ตรวจดูแต่ละรายการตามลำดับ” ลงในประโยค: Before the meeting, let's ____ the agenda together.

ดูคำตอบ

go through

วลี

when disagreeing with someone: disagree with + บุคคล

เมื่อ disagree ตามด้วยบุคคลหรือความคิดเห็นที่เราไม่เห็นด้วย ต้องใช้ with: disagree with someone ภาษาอังกฤษต้องมี with ตรงนี้ จึงไม่ใช้ disagree someone หรือ disagree to someone ใน when disagreeing with someone วลีนี้บอกเวลาหรือสถานการณ์ที่สำนวนเหล่านี้มีประโยชน์ รูปแบบสำคัญที่นำไปใช้ต่อได้คือ disagree with + บุคคลหรือความคิดเห็น

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไป: It is okay to disagree ____ your friend, but be polite.

ดูคำตอบ

with

Let me paint a picture for you. สำนวน

0:12

ลองนึกภาพตามฉันนะ

สำนวน

Let me paint a picture for you: การเปิดฉากสมมติ

ในที่นี้ Let me paint a picture for you หมายถึง “ขอให้ฉันบรรยายฉากหนึ่งเพื่อให้คุณนึกภาพได้ชัดเจน” paint a picture เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ผู้พูดสร้างภาพในใจด้วยคำพูด ไม่ได้ใช้สีวาดภาพจริง ๆ สำนวนนี้ส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีเรื่องเล่า สถานการณ์สมมติ หรือตัวอย่างที่มีรายละเอียด ช่วยให้ผู้ฟังเปลี่ยนจากแนวคิดกว้าง ๆ ไปสู่ภาพเหตุการณ์ที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้สำนวนที่เน้นไว้ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อเปิดฉากสมมติ?

  1. Let me paint a picture for you; please pass me the brushes and paint.
  2. Let me paint a picture for you: imagine a school where every lesson happens outdoors.
  3. Let me take a picture for you while you stand by the tree.
ดูคำตอบ

Let me paint a picture for you: imagine a school where every lesson happens outdoors.

Your friend,

0:14

เพื่อนของคุณ

let's call him Mike, วลี

0:15

สมมติว่าชื่อ Mike แล้วกัน

วลี

let's call him Mike: การตั้งชื่อให้บุคคลในตัวอย่าง

Let's call him Mike หมายถึง “ให้เราใช้ชื่อ Mike เรียกเขา” ในโครงสร้าง call + คน + ชื่อ คำว่า call หมายถึง “ตั้งชื่อหรือเรียกว่า” ไม่ได้หมายถึง “โทรศัพท์หา” Let's call him/her + ชื่อ ใช้ตั้งชื่อชั่วคราวให้บุคคลสมมติ หรือใช้ชื่อแทนสำหรับคนที่ไม่จำเป็นต้องบอกชื่อจริง วิธีนี้ทำให้ติดตามเรื่องเล่าหรือตัวอย่างได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดตั้งชื่อชั่วคราวว่า Leo ให้ตัวละครสมมติได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. Imagine a young inventor; let's call him Leo.
  2. Imagine a young inventor; let's phone him Leo.
  3. Imagine a young inventor; let's call Leo.
ดูคำตอบ

Imagine a young inventor; let's call him Leo.

comes up with a brilliant idea. กริยาวลี

0:16

เกิดปิ๊งไอเดียสุดบรรเจิดขึ้นมา

กริยาวลี

comes up with: คิดและสร้างไอเดียขึ้นมา

comes up with หมายถึง “คิดและสร้างขึ้นมา” ใช้กับไอเดีย แผน คำตอบ หรือวิธีแก้ปัญหา ในประโยคนี้สิ่งที่คิดขึ้นมาได้คือ a brilliant idea ส่วน up ไม่ได้บอกถึงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน come up with ต้องเข้าใจเป็นวลีเดียวกัน โดยเนื้อหาที่คิดได้จะตามหลัง with ส่วน comes เป็นรูปปัจจุบันสำหรับประธานเอกพจน์บุรุษที่สามของ come

แบบฝึกหัด

เติมรูปสามคำของ come up with ที่สอดคล้องกับประธานเอกพจน์ในปัจจุบันกาล: Every week, Leo ____ a new game idea.

ดูคำตอบ

comes up with

He says,

0:19

เขาพูดว่า

"How do you feel about making น้ำเสียง/เจตนา

0:20

"นายคิดว่าไงถ้าจะหาเงิน

3 million pounds in no time?" สำนวน

0:21

3 ล้านปอนด์ในพริบตา?"

น้ำเสียง/เจตนา

How do you feel about ...?: ถามปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

How do you feel about ...? ใช้ถามปฏิกิริยาหรือทัศนคติของอีกฝ่ายต่อไอเดีย ข้อเสนอ หรือสถานการณ์ ในที่นี้ผู้พูดกำลังลองดูว่าอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อโอกาสที่จะหาเงินจำนวนมาก ไม่ได้ถามเรื่องสุขภาพร่างกาย หลัง about ใช้นามวลีหรือรูปกริยา -ing: How do you feel about the plan? / How do you feel about moving? ในตัวอย่าง making 3 million pounds คือกิจกรรมที่กำลังได้รับการพิจารณา

แบบฝึกหัด

ใช้ How do you feel about ...? เพื่อเติมคำถามให้สมบูรณ์: ____ taking the earlier train?

ดูคำตอบ

How do you feel about

สำนวน

in no time: อย่างรวดเร็วมาก

in no time เป็นสำนวนที่หมายถึง “อย่างรวดเร็วมาก” หรือ “หลังจากผ่านไปเพียงช่วงสั้น ๆ” โดยบอกว่าการกระทำนั้นใช้เวลาน้อยเพียงใด ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเวลาให้ใช้ ในคำถามนี้ สำนวนดังกล่าวทำให้การหาเงินดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก จึงทำให้คำสัญญาฟังดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “อย่างรวดเร็วมาก” ให้สมบูรณ์: The mechanic repaired my bike ____.

ดูคำตอบ

in no time

And then you say,

0:24

แล้วคุณก็ตอบไปว่า

"Sounds too good to be true, สำนวน

0:25

"ฟังดูดีเกินจริงไปหน่อยนะ

สำนวน

Sounds too good to be true: การแสดงความสงสัย

Sounds too good to be true หมายความว่าแนวคิด คำสัญญา หรือข้อเสนอนั้นดูดีมากจนเชื่อได้ยาก สำนวนนี้แสดงความสงสัยและอาจสื่อว่ามีเงื่อนไข ความเสี่ยง หรือการหลอกลวงซ่อนอยู่ รูปเต็มคือ It sounds too good to be true ในบทสนทนาทั่วไป สามารถละประธาน it ที่เข้าใจได้จากบริบทเหมือนในคำบรรยายได้

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบที่แสดงความสงสัยด้วยสำนวนจากบทเรียน: A free game console for everyone? That ____.

ดูคำตอบ

sounds too good to be true

Mike,

0:26

Mike

but tell me more." น้ำเสียง/เจตนา

0:27

แต่เล่าให้ฟังอีกสิ"

น้ำเสียง/เจตนา

tell me more: ขอรายละเอียดเพิ่มโดยยังไม่แสดงความเห็นด้วย

tell me more เป็นการขอให้อีกฝ่ายพูดต่อและให้รายละเอียดเพิ่ม ในประโยคนี้ ผู้พูดยังคงสงสัยอยู่ แต่ใช้สำนวนนี้เพื่อเปิดโอกาสให้การสนทนาดำเนินต่อไป สำนวนนี้แสดงความเต็มใจที่จะฟัง ไม่ได้แสดงว่าผู้พูดเชื่อ เห็นชอบ หรือเห็นด้วย จึงใช้ได้เมื่อต้องการข้อมูลเพิ่มก่อนตัดสินใจว่าจะคิดอย่างไร

แบบฝึกหัด

คำตอบใดแสดงความสงสัยพร้อมกับเชิญให้อีกฝ่ายพูดต่อ?

  1. I'm not interested, so let's change the subject.
  2. I'm convinced, so you do not need to explain.
  3. I'm not convinced yet, but tell me more.
ดูคำตอบ

I'm not convinced yet, but tell me more.

And then he says,

0:29

แล้วเขาก็พูดว่า

"It's pretty simple.

0:29

"มันง่ายมากเลย

You just need to give me น้ำเสียง/เจตนา

0:31

นายแค่เอาเงินให้ฉัน

20,000 pounds

0:32

20,000 ปอนด์

น้ำเสียง/เจตนา

just need to: ทำให้ข้อกำหนดดูเป็นเรื่องง่าย

ใน You just need to... คำว่า need to บอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ ส่วน just ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเพียงขั้นตอนเดียวหรือเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ ที่ง่าย จึงช่วยลดความรู้สึกว่ายากหรือเป็นภาระของผู้ฟังได้ การพูดแบบนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าคำขอนั้นง่าย ปลอดภัย หรือสมเหตุสมผลจริง ๆ ในประโยคนี้ just ทำให้ข้อเรียกร้องให้มอบเงิน 20,000 ปอนด์ฟังดูง่ายและร้ายแรงน้อยกว่าความเป็นจริง

แบบฝึกหัด

ใน “You just need to pay a fee” คำว่า just ทำหน้าที่หลักอย่างไร?

  1. พิสูจน์ว่าข้อกำหนดนั้นปลอดภัย
  2. ทำให้ข้อกำหนดดูเป็นเรื่องเล็กหรือง่าย
  3. ทำให้การกระทำนั้นเป็นเพียงทางเลือก
ดูคำตอบ

ทำให้ข้อกำหนดดูเป็นเรื่องเล็กหรือง่าย

and then I'm going to invest it วลี

0:33

แล้วฉันก็จะเอามันไปลงทุน

in Bitcoin and crypto."

0:35

ในบิตคอยน์และคริปโต"

วลี

invest it in Bitcoin and crypto: invest + กรรม + in + เป้าหมายการลงทุน

invest it in ... ใช้โครงสร้าง invest + กรรม + in + เป้าหมายการลงทุน กรรมคือเงินหรือทรัพยากรที่นำไปลงทุน โดย it ในที่นี้หมายถึงเงินที่กล่าวถึงก่อนหน้า และ Bitcoin and crypto คือเป้าหมายการลงทุน ในที่นี้ in ใช้นำหน้าสิ่งที่รับการลงทุน ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ คุณสามารถเปลี่ยนเป้าหมายเป็น a company, a fund, property หรือ a project ได้

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่จำเป็นเพื่อให้ได้โครงสร้างเป้าหมาย: They invested their savings ____ a small technology company.

ดูคำตอบ

in

So,

0:37

เอาล่ะ

Mike is your friend,

0:37

Mike คือเพื่อนของคุณ

so you're going to try to be nice about this. น้ำเสียง/เจตนา

0:39

คุณก็เลยพยายามที่จะพูดรักษาน้ำใจหน่อย

น้ำเสียง/เจตนา

try to be nice about this: จัดการความไม่เห็นด้วยอย่างนุ่มนวล

try to be nice about this หมายถึงพยายามพูดหรือปฏิบัติอย่างสุภาพและนุ่มนวลขณะจัดการเรื่องนั้น try to แสดงถึงความพยายาม ส่วน nice อธิบายวิธีจัดการเรื่องนี้ ไม่ได้ชมว่าตัวเรื่องนั้นดี ผู้พูดอาจยังไม่เห็นด้วย วลีนี้แสดงถึงการเลือกควบคุมน้ำเสียงและรักษาความสัมพันธ์ขณะจัดการปัญหา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงว่าผู้พูดไม่เห็นด้วย แต่ตั้งใจจะจัดการสถานการณ์อย่างนุ่มนวล?

  1. I disagree, so I'll use the harshest words I can.
  2. I disagree, but I'll try to be nice about it.
  3. I agree because the idea is nice.
ดูคำตอบ

I disagree, but I'll try to be nice about it.

You're going to say,

0:41

คุณจะพูดว่า

"Well,

0:42

"เอ่อ

Mike,

0:43

Mike

it's a huge investment

0:44

มันเป็นการลงทุนก้อนโตเลยนะ

and I'm not really sure น้ำเสียง/เจตนา

0:46

และฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจ

it's a good idea at this point." วลี

0:48

ว่ามันจะเป็นไอเดียที่ดีหรือเปล่าในตอนนี้"

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not really sure: ทำให้ความสงสัยหรือการไม่เห็นด้วยฟังนุ่มนวล

I'm not really sure มีความหมายตรงตัวว่าผู้พูดไม่แน่ใจ ในประโยคนี้ วลียังช่วยทำให้ความเห็นเชิงลบฟังนุ่มนวลขึ้นด้วย ผู้พูดไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าการลงทุนนี้เป็นความคิดที่ไม่ดี แต่แสดงความสงสัยหรือไม่เห็นด้วยอย่างสุภาพ โครงสร้าง I'm not really sure + อนุประโยค ใช้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับแผนโดยยังเปิดทางให้พูดคุยต่อได้ not really sure หมายถึงผู้พูดยังไม่ปักใจเชื่อเต็มที่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงความสงสัยต่อข้อเสนออย่างสุภาพแทนที่จะปฏิเสธตรง ๆ

  1. That's definitely a good idea.
  2. I'm not really sure that's a good idea.
  3. No. That's a terrible idea.
ดูคำตอบ

I'm not really sure that's a good idea.

วลี

at this point: จำกัดการตัดสินไว้ที่ขั้นตอนปัจจุบัน

At this point หมายถึง “ในเวลาหรือขั้นตอนปัจจุบัน” ในที่นี้ point หมายถึงขั้นตอนหนึ่งในการดำเนินไปของสถานการณ์ ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ วลีนี้จำกัดการตัดสินไว้ที่เงื่อนไขปัจจุบัน การบอกว่าความคิดหนึ่งอาจไม่ดี at this point จึงยังเปิดโอกาสให้นำกลับมาพิจารณาใหม่ในภายหลัง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอในขั้นตอนปัจจุบัน

  1. At this point, we don't have enough evidence to decide.
  2. At some point, we will have enough evidence to decide.
  3. At that point, we had enough evidence to decide.
ดูคำตอบ

At this point, we don't have enough evidence to decide.

Or,

0:50

หรือ

"I've got a few reservations, น้ำเสียง/เจตนา

0:51

"ฉันมีข้อกังขาอยู่นิดหน่อยนะ

น้ำเสียง/เจตนา

I've got a few reservations: การแสดงข้อกังวลอย่างสุภาพ

ในที่นี้ I've got a few reservations หมายถึง “ฉันมีข้อกังวลหรือข้อสงสัยอยู่บ้าง” คำว่า reservations ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการจองโรงแรมหรือร้านอาหาร แต่หมายถึงประเด็นที่ทำให้ผู้พูดยังไม่เห็นด้วยหรือไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ a few ทำให้คำคัดค้านฟังดูจำกัดอยู่เพียงบางจุด ไม่ใช่การปฏิเสธทั้งหมด สำนวนนี้แสดงความลังเลอย่างสุภาพ และโดยทั่วไปจะตามด้วยการอธิบายข้อกังวลที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสุภาพที่เรียนในบทนี้ให้ตรงตามรูปเดิม: The proposal has potential, but ____ about the cost.

ดูคำตอบ

I've got a few reservations

Mike.

0:53

Mike

You're a DJ.

0:54

นายเป็นดีเจนะ

What do you know about Bitcoin investments?" น้ำเสียง/เจตนา

0:55

นายจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุนในบิตคอยน์?"

น้ำเสียง/เจตนา

What do you know about...?: การท้าทายความเชี่ยวชาญของอีกฝ่าย

What do you know about...? สามารถใช้ถามอย่างเป็นกลางว่าคนคนหนึ่งรู้อะไรบ้าง แต่ในบริบทนี้ คำถามกำลังท้าทายว่าอีกฝ่ายมีความรู้มากพอที่จะตัดสินหรือให้คำแนะนำหรือไม่ โดยมีน้ำหนักใกล้เคียงกับ “คุณมีคุณสมบัติพอที่จะพูดแบบนั้นจริงหรือ” ถ้อยคำเพียงอย่างเดียวไม่ได้แสดงท่าทีเสมอไป ต้องดูบริบทและวิธีพูดว่าเป็นการขอข้อมูลอย่างจริงใจหรือเป็นคำถามที่แสดงความสงสัย

แบบฝึกหัด

Jordan ไม่เคยบริหารร้านอาหาร แต่ยืนยันว่าการเปิดร้านอาหารเป็นเรื่องง่าย ในบริบทนี้ “What do you know about running a restaurant?” ทำหน้าที่หลักอย่างไร

  1. เป็นการท้าทายว่า Jordan มีประสบการณ์หรือความรู้เพียงพอหรือไม่
  2. เป็นการแสดงว่าผู้พูดเห็นด้วยกับ Jordan
  3. เป็นการขอให้ Jordan บอกข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง
ดูคำตอบ

เป็นการท้าทายว่า Jordan มีประสบการณ์หรือความรู้เพียงพอหรือไม่

At which point, Mike responds, ลำดับความ

0:57

ถึงตรงนี้ Mike ก็ตอบกลับมาว่า

ลำดับความ

At which point: เชื่อมเหตุการณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา

At which point ย้อนอ้างถึงเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวไป ในที่นี้หมายถึง “เมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้น” หรือ “จากนั้น” โดย point หมายถึงช่วงเวลาหนึ่งในเรื่อง ไม่ใช่สถานที่จริง สำนวนนี้ช่วยจัดลำดับเรื่องโดยเชื่อมสถานการณ์ก่อนหน้ากับการตอบสนองถัดไป คือมีบางอย่างเกิดขึ้นก่อน แล้วไมค์ก็ตอบในตอนนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ at which point เพื่อเชื่อมเหตุการณ์ก่อนหน้ากับปฏิกิริยาที่เกิดตามมา

  1. The guide pointed to the place where the paths meet.
  2. At this point, we still do not know the answer.
  3. The fire alarm rang, at which point everyone left the building.
ดูคำตอบ

The fire alarm rang, at which point everyone left the building.

"Dude, trust me. น้ำเสียง/เจตนา

0:59

"เพื่อน เชื่อฉันสิ

น้ำเสียง/เจตนา

trust me: ขอให้อีกฝ่ายเชื่อในการตัดสินใจของคุณ

trust me เป็นคำขอโดยตรงในรูปคำสั่ง ผู้พูดขอให้ผู้ฟังเชื่อในการตัดสินใจ คำสัญญา หรือความสามารถของตน สำนวนนี้ใช้ปลอบใจได้ แต่ก็ใช้เพิ่มน้ำหนักในการโน้มน้าวได้เช่นกัน ในที่นี้ ผู้พูดตอบข้อสงสัยด้วย trust me แต่ไม่ได้ให้เหตุผล ดังนั้นสำนวนนี้จึงทำหน้าที่เป็นคำรับรองส่วนตัว และกดดันผู้ฟังเล็กน้อยให้ยอมรับคำกล่าวโดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม

แบบฝึกหัด

มีคนถามว่าเหตุใดแผนหนึ่งจึงปลอดภัย และผู้พูดตอบเพียง “Trust me.” สำนวนนี้กำลังทำหน้าที่อะไร

  1. ยกเลิกแผนและหยุดพยายามโน้มน้าว
  2. ขอให้ผู้ฟังเชื่อผู้พูดโดยไม่ให้หลักฐานสนับสนุน
  3. ให้หลักฐานอย่างละเอียดว่าแผนนั้นปลอดภัย
ดูคำตอบ

ขอให้ผู้ฟังเชื่อผู้พูดโดยไม่ให้หลักฐานสนับสนุน

I met this guy last night

1:00

ฉันเจอผู้ชายคนนึงเมื่อคืนนี้

when I was DJing.

1:02

ตอนที่ฉันกำลังเปิดแผ่นอยู่

He told me a story

1:03

เขาเล่าเรื่องให้ฉันฟัง

about his cousin's grandma,

1:04

เกี่ยวกับย่าของลูกพี่ลูกน้องเขา

who did the exact same thing,

1:06

ซึ่งทำแบบเดียวกันเป๊ะเลย

and she's like a billionaire now. การใช้คำ

1:07

และตอนนี้เธอก็กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านไปแล้ว

การใช้คำ

like a billionaire: การบอกความใกล้เคียงแบบไม่เป็นทางการ

ในประโยคนี้ like a billionaire เป็นวิธีพูดแบบไม่เป็นทางการว่าเธอเป็นมหาเศรษฐีพันล้านโดยประมาณ หรือถ้าเป็นการเล่าแบบเกินจริงก็หมายถึงว่าแทบจะเป็นมหาเศรษฐีพันล้านอยู่แล้ว คำนี้เป็นเพียงคำบรรยายกว้าง ๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางการเงินที่ผ่านการยืนยัน like ในที่นี้อยู่หลังคำกริยาเชื่อม is ใน she's และนำเข้าสู่คำบรรยาย a billionaire ไม่ใช่คำกริยาหลักที่แปลว่า “ชอบ”

แบบฝึกหัด

like ใน “She's like a billionaire now” น่าจะทำหน้าที่อะไรที่สุด?

  1. บอกว่าเธอชอบมหาเศรษฐีพันล้านคนหนึ่งโดยเฉพาะ
  2. ให้ข้อมูลความมั่งคั่งที่แม่นยำและผ่านการยืนยันอย่างเป็นทางการ
  3. ทำให้ billionaire เป็นคำบรรยายแบบไม่เป็นทางการ โดยประมาณ หรือเกินจริง
ดูคำตอบ

ทำให้ billionaire เป็นคำบรรยายแบบไม่เป็นทางการ โดยประมาณ หรือเกินจริง

He says he can invest this money

1:09

เขาบอกว่าเขาสามารถเอาเงินนี้ไปลงทุน

and triple it in a week. การใช้คำ

1:11

และเพิ่มมันเป็นสามเท่าได้ภายในหนึ่งสัปดาห์

การใช้คำ

triple it: ใช้ triple เป็นคำกริยา

ใน triple it คำว่า triple เป็นคำกริยาที่หมายถึง “ทำให้มันกลายเป็นสามเท่าของจำนวนเดิม” คำสรรพนาม it เป็นกรรมของ triple และหมายถึงเงิน โครงสร้างสั้น ๆ คือ triple + กรรม เช่น triple the budget, triple our output หรือ triple its value ถ้าจำนวนเดิมคือ 100 การ tripling it จะทำให้จำนวนสุดท้ายเป็น 300

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาหนึ่งคำที่หมายถึง “ทำให้ยอดขายเป็นสามเท่าของระดับเดิม”: The company hopes to ____ its sales next year.

ดูคำตอบ

triple

Trust me."

1:13

เชื่อฉันสิ"

Mike is being very pushy right now, การใช้คำ

1:14

ตอนนี้ Mike กำลังกดดันอย่างหนัก

การใช้คำ

being very pushy: การกดดันคนอื่นมากเกินไปในตอนนี้

pushy ใช้บรรยายคนที่กดดันผู้อื่นมากเกินไปเพื่อให้ยอมรับคำขอ ความคิด หรือการตัดสินใจ คำนี้มีความหมายเชิงลบ เพราะคนคนนั้นไม่ได้แค่มั่นใจหรือกระตือรือร้น แต่กำลังทำเกินขอบเขต ในที่นี้ is being เน้นพฤติกรรมของไมค์ในตอนนี้ ไม่ได้บอกว่าเขามีนิสัยแบบนี้เสมอ ส่วน very ทำให้น้ำเสียงตำหนิแรงขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดวิจารณ์ว่าคนคนหนึ่งกำลังกดดันผู้อื่นมากเกินไปในตอนนี้

  1. She is being patient while everyone decides.
  2. She is being very pushy because she keeps demanding an immediate answer.
  3. She is confident because she explains her idea clearly.
ดูคำตอบ

She is being very pushy because she keeps demanding an immediate answer.

and you need to push back. กริยาวลี

1:16

และคุณก็จำเป็นต้องโต้กลับ

กริยาวลี

push back: ต่อต้านแรงกดดันหรือทักท้วงข้อเรียกร้อง

ในประโยคนี้ push back หมายถึงการต่อต้าน ทักท้วง หรือคัดค้านแรงกดดัน ข้อเรียกร้อง หรือความคิดอย่างชัดเจน เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการใช้แรงผลักจริง ๆ ที่นี่ไม่มีคำตามหลัง push back เพราะรู้อยู่แล้วว่าแรงกดดันมาจากไหน เมื่อต้องการระบุสิ่งที่คัดค้าน รูปแบบ push back against an unfair demand พบได้บ่อย และ push back on a proposal ก็ใช้กันทั่วไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ต่อต้านแรงกดดัน”: The rule is unfair, so we should ____ against it.

ดูคำตอบ

push back

So, you're going to say,

1:18

ดังนั้น คุณจะพูดว่า

"You're joking, right? น้ำเสียง/เจตนา

1:19

"นายล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

You're joking, right? เพื่อแสดงความประหลาดใจและความไม่เชื่อ

You're joking, right? มักหมายถึง “ฉันแทบไม่เชื่อว่าคุณพูดจริง” ผู้พูดกำลังตอบสนองต่อสิ่งที่น่าประหลาดใจหรือยอมรับได้ยาก ไม่ได้แค่ถามว่าอีกฝ่ายกำลังเล่าเรื่องตลกหรือไม่ right? ที่ท้ายประโยคใช้ขอคำยืนยัน แต่ในที่นี้ยังเพิ่มความสงสัยด้วย ผู้พูดคาดหวังหรือหวังว่าจะได้ยินว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดจริง

แบบฝึกหัด

ผู้พูดน่าจะหมายความว่าอย่างไรเมื่อพูดว่า You're joking, right?

  1. ฉันรู้สึกประหลาดใจและสงสัยว่าคุณพูดจริงหรือไม่
  2. ช่วยเล่าเรื่องตลกอีกเรื่องให้ฟังหน่อย
  3. ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด
ดูคำตอบ

ฉันรู้สึกประหลาดใจและสงสัยว่าคุณพูดจริงหรือไม่

You can't be serious." น้ำเสียง/เจตนา

1:21

นายคงไม่ได้พูดจริงหรอกนะ"

น้ำเสียง/เจตนา

You can't be serious เพื่อแสดงความไม่เชื่ออย่างมาก

You can't be serious หมายถึง “ฉันไม่เชื่อว่าคุณหมายความอย่างนั้นจริง ๆ” can't be ในที่นี้แสดงการตัดสินอย่างหนักแน่นของผู้พูดว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดจริง ไม่ได้หมายถึงการขาดความสามารถ ประโยคนี้มักแสดงทั้งความประหลาดใจและการไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจอย่างมาก จึงมีน้ำเสียงแรงกว่าการพูดเพียงว่า I have concerns

แบบฝึกหัด

คำตอบใดแสดงความไม่เชื่ออย่างมากต่อข้อเสนอที่อันตรายได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. That sounds like a safe and sensible plan.
  2. Could you repeat the plan? I did not hear it clearly.
  3. You can't be serious. That plan could put everyone in danger.
ดูคำตอบ

You can't be serious. That plan could put everyone in danger.

And then Mike says,

1:22

แล้ว Mike ก็พูดขึ้นมาว่า

"Trust me, man.

1:23

"เชื่อฉันสิพวก

I'm telling you. น้ำเสียง/เจตนา

1:25

ฉันบอกนายอยู่นี่ไง

น้ำเสียง/เจตนา

I'm telling you: ยืนยันว่าสิ่งที่พูดเป็นเรื่องจริง

ในที่นี้ “I'm telling you” ไม่ได้มีหน้าที่หลักแค่บอกว่าผู้พูดกำลังพูดอยู่ แต่ใช้เพิ่มน้ำหนักให้คำยืนยันของผู้พูด โดยมีความหมายว่า “เชื่อฉันสิ สิ่งที่ฉันพูดเป็นเรื่องจริง” มักใช้เมื่อผู้ฟังสงสัยผู้พูดหรือไม่ได้จริงจังกับประเด็นนั้น สำนวนนี้เน้นย้ำคำยืนยันที่พูดไปแล้ว ไม่ได้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลหลักด้วยตัวเอง

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ ผู้พูดกำลังทำอะไรเมื่อพูดว่า “I'm telling you”?

  1. เพียงบอกว่าตนกำลังพูดอยู่ในขณะนั้น
  2. ยืนกรานให้ผู้ฟังเชื่อคำยืนยันนั้น
  3. ขอให้ผู้ฟังพูดคำยืนยันนั้นซ้ำ
ดูคำตอบ

ยืนกรานให้ผู้ฟังเชื่อคำยืนยันนั้น

I already called your sister,

1:26

ฉันโทรไปหาน้องสาวของนายแล้ว

your brother,

1:28

พี่ชายของนาย

and your dad,

1:28

แล้วก็พ่อของนาย

and they all gave me money

1:29

และพวกเขาทุกคนก็ให้เงินฉันมา

to invest.

1:30

เพื่อเอาไปลงทุนแล้ว"

ลำดับความ

Plus ที่ต้นประโยค: เพิ่มเหตุผลอีกหนึ่งข้อ

“Plus” ที่อยู่ต้นประโยคเป็นคำเชื่อมความคิดในบทสนทนา มีความหมายว่า “นอกจากนี้” “อีกอย่างหนึ่ง” หรือ “ยิ่งไปกว่านั้น” คำนี้บอกผู้ฟังให้เชื่อมข้อมูลใหม่กับประเด็นก่อนหน้าในฐานะเหตุผลหรือหลักฐานเพิ่มเติม ในที่นี้ ข้อมูลหลัง “Plus” ทำให้เหตุผลของผู้พูดหนักแน่นขึ้นและเพิ่มแรงกดดัน ให้เข้าใจว่าเป็นสัญญาณว่าจะมีประเด็นสนับสนุนเพิ่มมาอีก ไม่ใช่เครื่องหมายบวกทางคณิตศาสตร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมแบบไม่เป็นทางการจากบทเรียนที่ใช้เพิ่มเหตุผลอีกหนึ่งข้อ: The park is close. ____, it has a playground.

ดูคำตอบ

Plus

So, now Mike has gone too far. สำนวน

1:32

เอาล่ะ ตอนนี้ Mike เริ่มจะล้ำเส้นเกินไปแล้ว

สำนวน

has gone too far: ล้ำเส้นที่ยอมรับได้

ในที่นี้ has gone too far หมายถึงพฤติกรรมของไมค์ได้เกินขอบเขตที่ยอมรับได้ เป็นสำนวนเกี่ยวกับการกระทำ ไม่ได้หมายถึงการเดินทางไปไกลเกินไปจริง ๆ รูป present perfect ใน has gone เชื่อมพฤติกรรมก่อนหน้านี้เข้ากับการตัดสินของผู้พูดในตอนนี้ สิ่งที่ไมค์ทำมาถึงจุดที่ผู้พูดเห็นว่ายอมรับไม่ได้แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ go too far ในรูป present perfect: After posting his friend's private photo without permission, Leo ____.

ดูคำตอบ

has gone too far

So, you can say,

1:35

คุณก็เลยสามารถพูดได้ว่า

"What are you talking about? น้ำเสียง/เจตนา

1:36

"นายกำลังพูดเรื่องอะไรเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

What are you talking about?: การโต้แย้งอย่างหนักแน่น

ในการโต้เถียงนี้ What are you talking about? ไม่ใช่การถามหัวข้ออย่างสงบ แต่เป็นการตั้งคำถามอย่างหนักแน่นต่อสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งพูด เพื่อแสดงความไม่เชื่อ ความตกใจ หรือความไม่เห็นด้วย คำเดียวกันนี้อาจเป็นคำถามจริง ๆ ได้ในบางสถานการณ์ ดังนั้นน้ำเสียงและบริบทจึงสำคัญ ในความขัดแย้ง ผู้ฟังมักเข้าใจว่าใกล้เคียงกับ “นั่นไม่สมเหตุสมผล” หรือ “คุณพูดอย่างนั้นได้อย่างไร?”

แบบฝึกหัด

ตัดสินสถานการณ์: คุณไม่เข้าใจคำอธิบายของครู การพูด What are you talking about? ด้วยน้ำเสียงโกรธเป็นวิธีขอคำอธิบายอย่างสุภาพ

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

Have you lost your mind? สำนวน

1:37

นายเสียสติไปแล้วเหรอ?

สำนวน

Have you lost your mind?: คำตำหนิรุนแรงที่ไม่ได้หมายตามตัวอักษร

Have you lost your mind? โดยทั่วไปเป็นคำตำหนิรุนแรงที่ไม่ได้ถามตามตัวอักษร ในประโยคนี้ผู้พูดไม่ได้ถามเรื่องสุขภาพจิต แต่หมายความว่าความคิดหรือการกระทำของอีกฝ่ายดูไม่มีเหตุผลอย่างมาก รูปคำถามทำให้ปฏิกิริยานี้ฟังหนักแน่นและเผชิญหน้า ใช้แสดงความไม่อยากเชื่อ ความโกรธ หรือการไม่เห็นด้วยอย่างมาก ไม่ใช่เพื่อขอข้อมูล

แบบฝึกหัด

ตัดสินการตอบต่อไปนี้: เพื่อนร่วมชั้นเสนอความคิดทั่วไปที่คุณไม่ชอบ แล้วคุณพูดว่า Have you lost your mind? นี่เป็นการแสดงความเห็นต่างที่เหมาะสมและให้เกียรติหรือไม่?

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

There's no way that'll work, น้ำเสียง/เจตนา

1:39

ไม่มีทางที่มันจะได้ผลหรอก

น้ำเสียง/เจตนา

There's no way that'll work: การปฏิเสธความเป็นไปได้อย่างหนักแน่น

There's no way that'll work หมายความว่าผู้พูดมั่นใจว่าแนวคิดหรือแผนนั้นจะไม่สำเร็จ ในที่นี้ no way หมายถึง “เป็นไปไม่ได้” ไม่ใช่ไม่มีเส้นทางหรือวิธีการตามตัวอักษร That'll เป็นรูปย่อของ that will โดย That ชี้กลับไปยังแนวคิดที่กำลังพูดถึง และ work หมายถึง “สำเร็จ” หรือ “ได้ผล”

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเป้าหมายของบทเรียนให้สมบูรณ์: There's ____ this plan will work without a budget.

ดูคำตอบ

no way

Mike."

1:41

Mike"

So,

1:42

เอาล่ะ

let's look at the disagreement thermometer. สำนวน

1:42

เรามาดูระดับความไม่เห็นด้วยกันเถอะ

สำนวน

disagreement thermometer ในฐานะสเกลวัดความแรง

disagreement thermometer เป็นอุปมาเพื่อการสอนที่นำวิธีแสดงความไม่เห็นด้วยมาเรียงบนสเกลจากเบาไปหาแรง “อุณหภูมิ” ที่สูงขึ้นหมายถึงการไม่เห็นด้วยที่ตรงหรือหนักแน่นขึ้น ไม่ใช่การวัดอุณหภูมิจริง ในประโยคนี้ อุปมาดังกล่าวบอกว่าข้อมูลต่อจากนี้จะจัดอย่างไร โดยจะเปรียบเทียบสำนวนตามระดับความแรง

แบบฝึกหัด

disagreement thermometer ในที่นี้หมายถึงอะไร?

  1. ใช้วัดอุณหภูมิร่างกายของผู้คนระหว่างการโต้เถียง
  2. ใช้นับจำนวนคนที่ไม่เห็นด้วย
  3. ใช้เรียงวิธีแสดงความไม่เห็นด้วยจากเบาไปหาแรง
ดูคำตอบ

ใช้เรียงวิธีแสดงความไม่เห็นด้วยจากเบาไปหาแรง

Starting off with, ลำดับความ

1:47

เริ่มจาก

"I have a few reservations.

1:48

"ฉันมีข้อกังขาอยู่นิดหน่อย

ลำดับความ

Starting off with ... เพื่อเกริ่นรายการแรก

Starting off with ... ใช้เกริ่นรายการแรกในลิสต์หรือคำอธิบายทีละขั้น มีความหมายว่า “เริ่มด้วย...” และบอกผู้ฟังว่าอาจมีรายการอื่นตามมา ในที่นี้ start off หมายถึง “เริ่ม” ไม่ได้หมายถึง “ออกไป” ส่วนรายการแรกจะตามหลัง with

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียน: ____ the easiest question, we'll work through the set in order.

ดูคำตอบ

Starting off with

Mm, I'm not sure about this.

1:50

อืม ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องนี้เลยนะ

You're joking, right?

1:53

นายล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย?

You can't be serious.

1:54

นายคงไม่ได้พูดจริงหรอกนะ

What are you talking about?

1:56

นายกำลังพูดเรื่องอะไรเนี่ย?

There's no way that'll work.

1:58

ไม่มีทางที่มันจะได้ผลหรอก

Have you lost your mind?"

2:00

นายเสียสติไปแล้วเหรอ?"

Those were different expressions

2:03

ทั้งหมดนี้คือสำนวนต่างๆ

that you can use when disagreeing with someone,

2:04

ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้เมื่อคุณไม่เห็นด้วยกับใครสักคน

depending on how strongly you feel. ไวยากรณ์

2:07

ขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้สึกต่อต้านรุนแรงแค่ไหน

ไวยากรณ์

depending on how strongly you feel: เลือกตามระดับความรู้สึก

depending on how strongly you feel บอกเกณฑ์ที่ใช้เลือกจากสำนวนหลายแบบ หมายความว่าสำนวนที่เหมาะที่สุดจะเปลี่ยนไปตามความหนักแน่นของความคิดเห็นหรืออารมณ์ของคุณ ในที่นี้ how strongly you feel หมายถึงระดับความหนักแน่นของการเห็นด้วย การไม่เห็นด้วย หรือปฏิกิริยาทางอารมณ์ ไม่ได้หมายถึงความแรงของความรู้สึกทางร่างกาย

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ขึ้นอยู่กับ” ให้สมบูรณ์: We can eat outside or indoors, ____ the weather.

ดูคำตอบ

depending on

I hope these expressions help you

2:09

ฉันหวังว่าสำนวนเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับคุณนะ

if you ever meet Mike.

2:11

ถ้าเกิดคุณต้องไปเจอกับคนแบบ Mike ขึ้นมาจริงๆ

What would you say to Mike?

2:12

แล้วคุณจะพูดอะไรกับ Mike ล่ะ?

Comment down below.

2:14

คอมเมนต์บอกกันด้านล่างได้เลย