สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณเกี่ยวกับช่วงวัย 20: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Life Of Riza

ความยากในการเรียน
901 คำ 200 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: เมื่อใกล้ถึงปลายวัยยี่สิบ ผู้เล่าย้อนมองว่าการทำงาน ความลังเล และตัวเลือกที่ไม่ชัดเจนทำให้เป้าหมายส่วนตัวเล็ก ๆ ถูกเลื่อนออกไปอย่างไร เมื่อเข้าใจว่าการลงมือทำจะเผยให้เห็นก้าวต่อไป และการมีเวลาว่างไม่ได้หมายความว่าจะใช้เวลานั้นอย่างมีความหมายโดยอัตโนมัติ เธอจึงตั้งใจทำภารกิจส่วนตัวที่ท้าทายสิบอย่างให้เสร็จภายในสี่เดือน ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. thought of my 20s as — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้โครงสร้าง think of A as B เพื่อบอกว่าคุณมองช่วงชีวิต บุคคล หรือสถานการณ์หนึ่งอย่างไร โครงสร้างนี้ช่วยให้คุณนิยามประสบการณ์เดียวกันว่าเป็นความขัดแย้ง โอกาส หรือความท้าทาย แทนที่จะเพียงบอกว่าเคยคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น 2. everything on the back burner — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าสำนวนนี้หมายถึงการพักแผนหรือสิ่งที่สนใจไว้ก่อนเพราะยังไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ได้หมายถึงการวางบางสิ่งไว้บนเตาจริง ๆ ใช้อธิบายได้ว่างานหรือหน้าที่เร่งด่วนทำให้โครงการและเป้าหมายส่วนตัวต้องถูกเลื่อนออกไป 3. One day, / the next you're 28. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่าคำบอกเวลาที่จับคู่กันย่อช่วงเวลายาวนานให้เหลือเพียงสองขณะที่ตัดกันอย่างไร นำโครงสร้างนี้ไปใช้เล่าให้เห็นความรู้สึกประหลาดใจว่าเวลาหลายปี สถานการณ์ หรือช่วงชีวิตเปลี่ยนไปก่อนที่คุณจะทันสังเกต

คำอธิบายในบทเรียนนี้

I've always thought of my 20s as this one big contradiction. โน้ต

0:04

ฉันมักจะมองว่าช่วงอายุ 20 ของฉันเป็นความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่มาตลอด

วลี

thought of my 20s as: โครงสร้าง think of A as B

โครงสร้าง think of A as B หมายถึงมองหรือเข้าใจ A ว่าเป็น B ในประโยคนี้ A คือ my 20s และ B คือ this one big contradiction ใน I've always thought คำว่า thought เป็นรูป past participle ที่ตามหลัง have ส่วน as ในโครงสร้างนี้ใช้เชื่อมไปยังคำอธิบายที่ผู้พูดให้กับ A ไม่ได้แปลว่า เมื่อ

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ think of A as B เติมประโยคให้สมบูรณ์: After living there for years, I ____ the town ____ home.

ดูคำตอบ

thought of · as

สำนวน

one big contradiction: ความย้อนแย้งครั้งใหญ่ที่นิยามภาพรวม

one big contradiction อธิบายช่วงเวลาทั้งหมดว่าเป็นประสบการณ์ที่ส่วนต่าง ๆ หรือความรู้สึกดูขัดแย้งกันเอง ในที่นี้ contradiction ใช้ในความหมายกว้างและเป็นภาพเปรียบเทียบ ไม่ใช่ศัพท์ตรรกศาสตร์แบบเคร่งครัดที่หมายถึงข้อความสองข้อซึ่งไม่อาจเป็นจริงพร้อมกันได้ โครงสร้าง one big + คำนามเอกพจน์ สรุปสถานการณ์ที่ซับซ้อนให้เป็นคำจำกัดความโดยรวมที่หนักแน่น คำว่า big เพิ่มน้ำหนักให้การประเมินว่า ความขัดแย้งนี้เป็นลักษณะสำคัญของทั้งช่วง ไม่ใช่ความไม่สอดคล้องเล็ก ๆ เพียงจุดเดียว

แบบฝึกหัด

ในประโยค ‘I've always thought of my 20s as this one big contradiction.’ คำว่า one big contradiction หมายถึงอะไร

  1. ช่วงเวลานั้นเรียบง่ายและสอดคล้องกันทั้งหมด
  2. ทั้งช่วงเวลานั้นให้ความรู้สึกว่าเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่ขัดแย้งกัน
  3. ช่วงเวลานั้นมีข้อผิดพลาดหนึ่งจุดในแบบฝึกหัดตรรกศาสตร์
ดูคำตอบ

ทั้งช่วงเวลานั้นให้ความรู้สึกว่าเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่ขัดแย้งกัน

In some things you find your way สำนวน

0:09

ในบางเรื่องคุณค้นพบเส้นทางของตัวเอง

สำนวน

find your way: ค่อย ๆ พบแนวทางของตนเอง

ในประโยคนี้ find your way ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการค่อย ๆ ค้นพบว่าจะรับมือกับบางสิ่งอย่างไร ตนเองเหมาะกับจุดไหน หรือควรไปในทิศทางใด ไม่ได้หมายถึงเพียงการหาเส้นทางจริง ๆ สำนวนนี้สื่อถึงกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ช่วงแรกคุณอาจยังไม่แน่ใจ แต่ต่อมาจะค่อย ๆ พัฒนาวิธีที่เหมาะกับตัวเองได้

แบบฝึกหัด

find your way หมายถึงอะไรในประโยคนี้? After a confusing first week, Maya began to find her way in the new job.

  1. เธอพบเส้นทางไปสำนักงาน
  2. เธอตัดสินใจลาออกจากงานทันที
  3. เธอค่อย ๆ เรียนรู้วิธีรับมือกับงานนั้น
ดูคำตอบ

เธอค่อย ๆ เรียนรู้วิธีรับมือกับงานนั้น

and in others you're completely lost. สำนวน

0:11

และในบางเรื่องคุณก็หลงทางอย่างสิ้นเชิง

สำนวน

completely lost: ไม่รู้เลยว่าควรทำอย่างไร

ในที่นี้ completely lost ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงไม่รู้เลยว่าควรทำอะไร จะเข้าใจบางสิ่งอย่างไร หรือจะเดินหน้าต่ออย่างไร ไม่ได้หมายถึงหาสถานที่ไม่เจอจริง ๆ completely เพิ่มระดับความหมายของ lost ในแนวคิดที่เชื่อมกันสองประโยค สำนวนนี้เป็นภาวะตรงข้ามกับ find your way คือในบางด้านคุณพบแนวทาง แต่ในอีกด้านกลับไม่มีแนวทางเลย

แบบฝึกหัด

ในประโยค I opened the tax form and felt completely lost คำว่า completely lost หมายถึงอะไร?

  1. ฉันไม่รู้เลยว่าจะทำความเข้าใจหรือกรอกแบบฟอร์มอย่างไร
  2. ฉันกำลังพยายามซ่อนแบบฟอร์ม
  3. ฉันจำไม่ได้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนจริง ๆ
ดูคำตอบ

ฉันไม่รู้เลยว่าจะทำความเข้าใจหรือกรอกแบบฟอร์มอย่างไร

Somehow this era of your life is both the best of it and the worst of it. ไวยากรณ์

0:15

ไม่รู้สิ ช่วงเวลานี้ของชีวิตมันเป็นทั้งช่วงที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด

ไวยากรณ์

both ... and ...: การประเมินสองด้านที่เป็นจริงพร้อมกัน

both ... and ... เชื่อมแนวคิดสองส่วนที่มีโครงสร้างขนานกัน และบอกว่าทั้งสองอย่างเป็นจริง ในประโยคนี้ แนวคิดสองส่วนคือ the best of it และ the worst of it ซึ่งเป็นการประเมินช่วงเวลาเดียวกันในทางตรงข้าม โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดแสดงสองมุมมองพร้อมกันได้โดยไม่ต้องเลือกเพียงมุมเดียว คำว่า both นำเข้าส่วนแรก และ and นำเข้าส่วนที่สอง

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสองคำที่หายไปให้ครบโครงสร้างคู่: The job was ____ the best opportunity I'd had ____ the greatest challenge I'd faced.

ดูคำตอบ

both · and

And just when you think you've cracked the code, โน้ต

0:19

และพอคุณคิดว่าคุณจับจุดมันได้แล้ว

สำนวน

cracked the code: ในที่สุดก็เข้าใจว่าสิ่งหนึ่งทำงานอย่างไร

ในประโยคนี้ cracked the code ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงในที่สุดก็เข้าใจรูปแบบ วิธีการ หรือวิธีที่บางสิ่งทำงาน ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ รหัสลับ หรือรหัสจริง ๆ รูป present perfect ใน you've cracked นำเสนอความเข้าใจนั้นว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว สำนวนนี้มักสื่อว่าสิ่งนั้นเคยทำให้สับสน จนกระทั่งการสังเกตหรือการฝึกฝนช่วยให้พบกุญแจสำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ crack the code ในรูปกาลที่ถูกต้อง: After several failed attempts, Nina finally ____ and got the machine working.

ดูคำตอบ

cracked the code

the rules change. สำนวน

0:21

กฎก็ดันเปลี่ยนไปซะงั้น

ไวยากรณ์

just when: นำเข้าสู่การพลิกผันที่ไม่คาดคิด

just when หมายถึง “ในจังหวะเดียวกับที่” โดยกำหนดให้เหตุการณ์แรกเป็นช่วงเวลาที่เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ที่สองมักเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ในประโยคนี้ ผู้พูดคิดว่าในที่สุดตนก็เข้าใจรูปแบบแล้ว แต่กฎกลับเปลี่ยนทันที just ช่วยเน้นว่าการขัดจังหวะหรือการพลิกผันเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ความคาดหมายนั้นก่อตัวขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนบอกเวลาสองคำที่เน้นการพลิกผันอย่างไม่คาดคิด: ____ I thought the printer was fixed, it stopped working again.

ดูคำตอบ

Just when

สำนวน

the rules change: เงื่อนไขหรือความคาดหวังเปลี่ยนไป

ในที่นี้ the rules change เป็นคำเปรียบเทียบ โดย rules หมายถึงเงื่อนไข ความคาดหวัง หรือมาตรฐานที่กำหนดว่าวิธีใดใช้ได้ผล ประโยคนี้บอกว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป ไม่ได้หมายความว่ามีคนเขียนกฎอย่างเป็นทางการขึ้นใหม่เสมอไป เมื่อวางต่อจากแนวคิดที่ว่าเข้าใจรูปแบบแล้ว ประโยคนี้จะลบความรู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ได้ วิธีหนึ่งอาจดูน่าเชื่อถือ แต่เงื่อนไขใหม่อาจทำให้วิธีนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป คำเปรียบเทียบนี้ใช้พูดถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในหลายด้านของชีวิตได้

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: As soon as I understand what customers expect, the rules change. the rules change น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. หนังสือกฎฉบับพิมพ์ถูกเปลี่ยนเล่ม
  2. เงื่อนไขหรือความคาดหวังเปลี่ยนไป
  3. ผู้พูดลืมคำแนะนำทั้งหมด
ดูคำตอบ

เงื่อนไขหรือความคาดหวังเปลี่ยนไป

I used to believe that there was one clear path, ไวยากรณ์

0:23

ฉันเคยเชื่อว่ามันมีเส้นทางที่ชัดเจนอยู่ทางหนึ่ง

ไวยากรณ์

used to believe: ความเชื่อในอดีต

used to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกนิสัยหรือสภาวะในอดีต และโดยทั่วไปสื่อว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ในประโยคนี้ used to believe แสดงว่านี่เป็นความเชื่อเดิมของผู้พูด ไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังยืนยันว่ายังเป็นจริงในปัจจุบัน โครงสร้างนี้ใช้เปรียบเทียบมุมมองในอดีตกับมุมมองปัจจุบันได้: used to believe + อนุประโยค

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย used to + believe เพื่อแสดงว่าความเชื่อนั้นเปลี่ยนไปแล้ว: I ____ that asking for help was a weakness.

ดูคำตอบ

used to believe

that if I followed it, ไวยากรณ์

0:26

ที่ถ้าฉันเดินตามนั้น

things would happen the way everyone said they would. ไวยากรณ์

0:28

สิ่งต่าง ๆ จะเกิดขึ้นอย่างที่ทุกคนบอก

ไวยากรณ์

if I followed ...,things would happen: เงื่อนไขเชิงสมมติและผลลัพธ์ที่คาดไว้

อนุประโยคนี้ใช้ if + simple past คือ followed เพื่อบอกเงื่อนไข และใช้ would + กริยารูปพื้นฐาน คือ would happen เพื่อบอกผลที่คาดไว้ เป็นรูปแบบเหตุและผลเชิงสมมติ โดยจินตนาการว่าการเดินตามเส้นทางนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์บางอย่าง เนื่องจากอนุประโยคนี้ถ่ายทอดสิ่งที่ผู้พูดเคยเชื่อ จึงเป็นการอธิบายตรรกะของความคาดหวังในอดีต ไม่ได้บอกว่าเธอเดินตามเส้นทางนั้นจริง หรือผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

เติมเงื่อนไขเชิงสมมติด้วยรูปอดีตของ follow และ would: If I ____ the plan, things ____ improve.

ดูคำตอบ

followed · would

ไวยากรณ์

the way ... said ... would: เป็นไปตามที่พูดไว้

ในประโยคนี้ the way นำเข้าสู่วิธีที่บางสิ่งเกิดขึ้น กล่าวคือ สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นตามที่ผู้คนพูดหรือคาดการณ์ไว้ อนุประโยค everyone said they would อธิบายวิธีที่คาดไว้นั้น หลัง would มีการละ happen เพราะเข้าใจได้อยู่แล้วจาก things would happen ความหมายเต็มเทียบได้กับ things would happen the way everyone said they would happen

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบนี้: the way + the organizers + said + it + would. The event happened ____.

ดูคำตอบ

the way the organizers said it would

But now I know it's a little more complicated than that. วลี

0:31

แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ามันซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อย

วลี

a little more complicated than that: แก้ความคิดเดิมอย่างนุ่มนวล

ในที่นี้ a little more complicated than that ใช้แก้ความคิดก่อนหน้าที่ง่ายเกินไปอย่างนุ่มนวล a little ช่วยลดความตรงของการโต้แย้ง ผู้พูดกำลังบอกว่าสถานการณ์จริงไม่ได้ง่ายอย่างที่คำอธิบายก่อนหน้าทำให้ดูเหมือน that อ้างกลับไปถึงความคิด คำอธิบาย หรือข้อสรุปที่เพิ่งกล่าวถึง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสิ่งของ จึงใช้วลีนี้เพื่อปรับแก้คำสรุปของอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องพูดตรง ๆ ว่าอีกฝ่ายผิด

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานให้คำอธิบายที่ง่ายเกินไป คุณต้องการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างนุ่มนวล คำตอบนี้เหมาะสมหรือไม่? “I think it's a little more complicated than that.”

  1. เหมาะสม
  2. ไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ

เหมาะสม

In this phase of our lives, วลี

0:37

ในระยะนี้ของชีวิต

วลี

In this phase of our lives: ในช่วงชีวิตระยะนี้ของเรา

Phase หมายถึงช่วงหนึ่งที่แยกได้ชัดเจนภายในกระบวนการที่ยาวกว่า In this phase of our lives วางกรอบให้ข้อความถัดไปเป็นจริงเฉพาะในช่วงชีวิตปัจจุบันของผู้พูด ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป วลีบุพบท In ... ที่ขึ้นต้นประโยคช่วยจัดระเบียบข้อมูลโดยกำหนดกรอบเวลาก่อน รูปแบบนี้ปรับใช้เป็น in this phase of my career หรือ in this phase of the project ได้

แบบฝึกหัด

In this phase of our lives กำหนดกรอบเวลาแบบใด

  1. ช่วงชีวิตปัจจุบันที่อาจเปลี่ยนไปในภายหลัง
  2. ตลอดทั้งชีวิตของผู้พูดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  3. ชั่วขณะสั้น ๆ เพียงครั้งเดียว
ดูคำตอบ

ช่วงชีวิตปัจจุบันที่อาจเปลี่ยนไปในภายหลัง

we're constantly being told one thing or another. วลี

0:38

เรามักจะถูกบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้อยู่เสมอ

วลี

one thing or another: เรื่องต่าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุชัดเจน

One thing or another เป็นสำนวนกำกวมที่ไม่ระบุชัดว่าหมายถึงเรื่องใด ในบริบทที่เกิดซ้ำอย่าง constantly สำนวนนี้มักรวมความหมายเป็นเรื่องต่าง ๆ หลายอย่าง ไม่ใช่การเลือกระหว่างตัวเลือกที่รู้กันอยู่แล้วเพียงสองอย่าง ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวรวบคำแนะนำ คำกล่าว หรือคำสั่งต่าง ๆ ที่ผู้คนพูดซ้ำ ๆ ไว้ด้วยกัน เมื่อใช้กับ constantly ยังอาจสื่อว่าข้อความที่ปะปนกันเหล่านี้เกิดซ้ำจนรู้สึกน่ารำคาญเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: The kids are always arguing about one thing or another. one thing or another หมายถึงอะไร

  1. ปัญหาหลายอย่างที่ไม่ได้แจกแจง
  2. หนึ่งในสองปัญหาที่ระบุชื่อไว้แล้วเท่านั้น
  3. วัตถุชิ้นหนึ่งที่เฉพาะเจาะจง
ดูคำตอบ

ปัญหาหลายอย่างที่ไม่ได้แจกแจง

But if there is one true thing about your 20s, ลำดับความ

0:42

แต่ถ้ามีสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับช่วงอายุ 20

it's this.

0:44

มันก็คือสิ่งนี้แหละ

ลำดับความ

But if there is one true thing about ..., it's this: การนำเข้าสู่ประเด็นหลัก

นี่คือโครงสร้างชี้นำเนื้อหาที่เตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับประเด็นหลักหนึ่งประเด็น But แสดงการเปลี่ยนทิศทางของเรื่อง ส่วนอนุประโยค if จำกัดหัวข้อที่ซับซ้อนให้เหลือจุดเดียวที่ผู้พูดมองว่าแน่นอน โดย if ในที่นี้ไม่ได้แสดงความสงสัยอย่างจริงจัง it's this ชี้ไปยังประเด็นที่จะตามมา การเว้นเนื้อหาจริงไว้ชั่วครู่ทำให้ผู้พูดเน้นว่าประเด็นถัดไปคือข้อสรุปหลักและสร้างความคาดหวังให้ผู้ฟัง

แบบฝึกหัด

But if there is one true thing about your 20s, it's this. ทำหน้าที่หลักอย่างไรในการพูด?

  1. สร้างความคาดหวังและนำความสนใจของผู้ฟังไปยังประเด็นหลักที่จะตามมา
  2. แสดงว่าผู้พูดอธิบายหัวข้อนี้จบแล้ว
  3. นำเสนอข้อเท็จจริงหลายข้อเกี่ยวกับช่วงวัย 20 ที่สำคัญเท่ากัน
ดูคำตอบ

สร้างความคาดหวังและนำความสนใจของผู้ฟังไปยังประเด็นหลักที่จะตามมา

It never goes quite like how you expect it to. วลี

0:47

มันไม่เคยเป็นไปอย่างที่คุณคาดหวังไว้เลย

วลี

never goes quite like how you expect it to: ไม่ได้ดำเนินไปตรงตามที่คาดไว้ทั้งหมด

ในที่นี้ go หมายถึง “ดำเนินไปหรือคลี่คลาย” และ like how หมายถึง “ในแบบที่” ส่วน never ... quite สื่อว่าผลลัพธ์ไม่เคยตรงกับที่คาดไว้ทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าทุกส่วนแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ใน expect it to มีการละกริยา go เพราะเข้าใจได้จากข้อความก่อนหน้า รูปเต็มคือ expect it to go ภาษาอังกฤษมักละวลีกริยาที่ซ้ำหลัง to

แบบฝึกหัด

It never goes quite like how you expect it to. มีความหมายที่ถูกต้องที่สุดว่าอย่างไร?

  1. ผลลัพธ์ไม่เคยตรงกับที่คุณคาดไว้อย่างสมบูรณ์ แม้บางส่วนอาจตรงกัน
  2. ผลลัพธ์ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณคาดไว้เลยแม้แต่น้อย
  3. ผลลัพธ์ดำเนินไปตรงตามแผนทุกอย่างเสมอ
ดูคำตอบ

ผลลัพธ์ไม่เคยตรงกับที่คุณคาดไว้อย่างสมบูรณ์ แม้บางส่วนอาจตรงกัน

Thank you.

0:50

ขอบคุณค่ะ

Hi.

1:05

สวัสดี

Where do I start? ลำดับความ

1:08

ฉันควรเริ่มจากตรงไหนดีนะ?

ลำดับความ

ใช้ Where do I start? เพื่อจัดลำดับสิ่งที่จะพูดต่อไป

ในประโยคนี้ Where do I start? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ สื่อว่ามีหลายเรื่องให้เล่าหรือมีจุดเริ่มต้นได้หลายจุด ผู้พูดจึงกำลังเลือกว่าจะพูดเรื่องใดก่อน คำถามนี้ยังช่วยจัดลำดับสิ่งที่จะพูดต่อไป ผู้พูดเว้นจังหวะสั้น ๆ เพื่อเตรียมให้ผู้ฟังรับฟังคำอธิบาย แล้วเลือกจุดเริ่มต้นและเล่าต่อโดยไม่รอคำตอบ

แบบฝึกหัด

เพื่อนคนหนึ่งพูดว่า “Where do I start? The bus broke down, my phone died, and I missed the interview.” คำถามนี้ทำหน้าที่อะไร

  1. เริ่มเล่าเรื่องที่มีปัญหาหลายอย่างต้องอธิบาย
  2. ถามว่าควรขึ้นรถเมล์สายใด
  3. จบเรื่องโดยไม่ให้รายละเอียด
ดูคำตอบ

เริ่มเล่าเรื่องที่มีปัญหาหลายอย่างต้องอธิบาย

Earlier this year,

1:10

เมื่อต้นปีนี้

I came to the realization that วลี

1:11

ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่า

วลี

came to the realization that: ไปถึงความเข้าใจบางอย่าง

วลี came to the realization that หมายถึง “ในที่สุดก็ตระหนักว่า...” came to นำเสนอความเข้าใจว่าเป็นจุดหมายที่ไปถึง realization เป็นคำนาม และ that ใช้นำเข้าสู่เนื้อหาที่ผู้พูดตระหนักได้ วลีนี้มักสื่อว่ามีความคิดหรือประสบการณ์นำมาก่อนที่จะได้ข้อสรุป มีความเป็นทางการและน้ำหนักมากกว่า realized that แต่ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เสมอไป ต้องดูบริบทโดยรวมว่าความเข้าใจนั้นพัฒนาขึ้นอย่างไร

แบบฝึกหัด

หลังจากใช้เวลาหลายสัปดาห์ทบทวนโครงการที่ล้มเหลว ประโยคใดเน้นกระบวนการไปถึงข้อสรุปได้ดีที่สุด

  1. I came to the realization that our original goal was unclear.
  2. I repeated that our original goal was unclear.
  3. I had always known that our original goal was unclear.
ดูคำตอบ

I came to the realization that our original goal was unclear.

I am approaching the end of my 20s. วลี

1:13

ฉันกำลังจะเข้าสู่ช่วงปลายของอายุ 20 แล้ว

วลี

approaching the end of my 20s: เข้าใกล้ช่วงปลายของวัยยี่สิบ

approaching the end of หมายถึงกำลังเข้าใกล้ช่วงสุดท้ายของระยะเวลาหรือช่วงหนึ่ง ๆ ในที่นี้ my 20s คือช่วงอายุ 20 ถึง 29 ปี ผู้พูดจึงกำลังบอกว่าอายุ 30 ใกล้เข้ามาแล้ว ในโครงสร้างนี้ approach เป็นกริยาที่รับกรรมโดยตรง: approach + the end of + ช่วงเวลาหรือกระบวนการ ใช้กับช่วงอายุ ภาคการศึกษา โครงการ สัญญา และสิ่งอื่นที่ดำเนินไปสู่จุดสิ้นสุดได้

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึง “กำลังเข้าใกล้ช่วงสุดท้าย” ให้สมบูรณ์: The research team is ____ its trial period.

ดูคำตอบ

approaching the end of

And aside from trying not to freak out about it, โน้ต

1:16

และนอกจากการพยายามที่จะไม่ตื่นตระหนกกับมัน

ไวยากรณ์

aside from: แยกประเด็นรองออกมาพูด

aside from เป็นวลีบุพบทที่หมายถึง “ไม่นับ…” หรือ “นอกจาก…” ตามด้วยคำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing โดยในประโยคนี้นำหน้า trying not to freak out about it เมื่ออยู่ต้นประโยค aside from จะระบุว่าปฏิกิริยาทางอารมณ์นั้นเป็นประเด็นรอง ก่อนที่ผู้พูดจะเข้าสู่ประเด็นหลัก วลีนี้อาจใช้เพิ่มอีกหนึ่งประเด็นหรือยกเว้นประเด็นหนึ่งก็ได้ตามบริบท ดังนั้นข้อความรอบข้างจะบอกว่าความหมายใกล้กับ besides หรือ except for มากกว่า

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ไม่นับ…”: ____ being a little noisy, the restaurant was excellent.

ดูคำตอบ

Aside from

กริยาวลี

freak out: วิตกกังวลอย่างมากหรือตื่นตระหนก

Freak out เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง รู้สึกกังวล กลัว ตกใจ หรือรับมือกับอารมณ์ไม่ไหวอย่างรุนแรง ใน trying not to freak out about it ผู้พูดกำลังพยายามสงบสติอารมณ์แทนที่จะตอบสนองทางอารมณ์อย่างรุนแรง เมื่อผู้ที่มีปฏิกิริยาเป็นประธาน สามารถตาม freak out ด้วย about + สาเหตุได้ วลีนี้มีน้ำหนักแรงกว่า worry และมักสื่อถึงความตื่นตระหนกหรือการเสียความสงบ

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “รู้สึกกังวลอย่างมาก” ให้สมบูรณ์: Try not to ____ about the delayed flight.

ดูคำตอบ

freak out

it also got me thinking. วลี

1:20

มันก็ทำให้ฉันได้คิดด้วย

วลี

got me thinking: ทำให้ฉันเริ่มคิด

Got me thinking เป็นรูปอดีตของโครงสร้าง get + บุคคล + กริยาเติม -ing ในที่นี้หมายถึง บางสิ่งทำให้ผู้พูดเริ่มคิด โดยมักมีนัยว่ากระบวนการคิดดำเนินต่อหรือพัฒนาต่อไป ส่วนที่เป็นบุคคลเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เช่น got me thinking, got her thinking หรือ got us thinking เติม about + หัวข้อเมื่อต้องการระบุว่าบุคคลนั้นเริ่มคิดเรื่องอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย get รูปอดีต + me + think รูป -ing: The article ____ about how I use my time.

ดูคำตอบ

got me thinking

Your late 20s are an interesting time. วัฒนธรรม

1:23

ช่วงปลายของวัย 20 เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจนะ

วัฒนธรรม

late 20s: ช่วงปีท้าย ๆ ของวัยยี่สิบ

late 20s หมายถึงช่วงท้ายของช่วงอายุ 20 ถึง 29 ปี โดยทั่วไปคือประมาณ 27 ถึง 29 ปี คำว่า late บอกตำแหน่งภายในช่วงสิบปีนี้ ไม่ได้หมายถึง “สาย” หรือ “ไม่ตรงเวลา” วลี in your late 20s มองช่วงปีเหล่านี้เป็นช่วงหนึ่งของชีวิต ภาษาอังกฤษมักวาง early, mid และ late หน้าช่วงอายุเป็นหลักสิบเพื่อบอกช่วงโดยประมาณ ไม่ใช่อายุที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึงอายุประมาณ 27 ถึง 29 ปีให้สมบูรณ์: She changed careers in her ____.

ดูคำตอบ

late 20s

One minute, you're a functioning adult, โน้ต

1:26

นาทีหนึ่ง คุณคือผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตปกติ

การใช้คำ

a functioning adult: ผู้ใหญ่ที่จัดการชีวิตประจำวันได้ดี

ในที่นี้ a functioning adult หมายถึงผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบเรื่องทั่วไปและควบคุมชีวิตประจำวันได้ดีพอสมควร คำว่า functioning บอกว่าชีวิตดำเนินไปได้ดีเพียงใด ไม่ได้บอกอายุตามกฎหมายหรือสถานะอย่างเป็นทางการ วลีนี้มักมีอารมณ์ขันแบบแซวตัวเองเล็กน้อย ผู้พูดดูเหมือนจัดการทุกอย่างได้ในตอนนั้น แต่ก็แฝงว่าความรู้สึกนี้อาจอยู่ได้ไม่นาน

แบบฝึกหัด

a functioning adult ในประโยคนี้มีความหมายตามธรรมชาติที่สุดว่าอะไร?

  1. คนที่เพิ่งมีอายุถึงเกณฑ์ผู้ใหญ่ตามกฎหมาย
  2. ผู้ใหญ่ที่กำลังควบคุมเครื่องจักร
  3. ผู้ใหญ่ที่จัดการความรับผิดชอบและชีวิตประจำวันได้ดีพอสมควร
ดูคำตอบ

ผู้ใหญ่ที่จัดการความรับผิดชอบและชีวิตประจำวันได้ดีพอสมควร

answering emails, paying taxes,

1:28

ตอบอีเมล จ่ายภาษี

watching half your friends pick up running, กริยาวลี

1:30

มองดูเพื่อนครึ่งหนึ่งของคุณเริ่มหันมาวิ่ง

กริยาวลี

pick up running: เริ่มทำกิจกรรมหนึ่ง

ใน pick up running คำว่า pick up หมายถึงเริ่มทำสิ่งหนึ่งหรือเริ่มมีความสนใจหรือมีนิสัยทำสิ่งนั้น ดังนั้นเพื่อน ๆ จึงเริ่มวิ่งในฐานะกิจกรรมอย่างหนึ่ง running เป็นชื่อกิจกรรม ไม่ได้มีการยกสิ่งของขึ้นจริง ๆ การใช้ pick up แบบนี้นำไปใช้กับกิจกรรมและทักษะได้ โดยเฉพาะเมื่อเรียนรู้หรือเริ่มทำแบบไม่เป็นทางการนัก เช่น pick up photography, pick up knitting หรือ pick up a new hobby

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึงเริ่มวิ่งเป็นกิจกรรมใหม่: Priya wanted a new fitness habit, so she decided to ____.

ดูคำตอบ

pick up running

while the other half are suddenly engaged. การใช้คำ

1:33

ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งก็จู่ ๆ ก็หมั้นกันซะงั้น

ลำดับความ

One minute, ... ในฐานะการเปลี่ยนฉากเล่าเรื่องอย่างรวดเร็ว

เมื่ออยู่ต้นเรื่อง One minute, สามารถวางกรอบสถานการณ์ให้เป็นภาพสั้น ๆ ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วหรือน่าประหลาดใจได้ โดยทำหน้าที่คล้าย “ในช่วงหนึ่ง” หรือ “ก่อนหน้านั้นไม่นาน” ไม่ใช่การวัดเวลาหกสิบวินาทีอย่างแม่นยำ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวรวบรวมรายการหน้าที่ของผู้ใหญ่และการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเพื่อน ๆ ให้เป็นฉากเดียว การวางกรอบเช่นนี้ทำให้ข้อมูลมีจังหวะเหมือนการตัดภาพอย่างรวดเร็ว และเตรียมผู้ฟังให้คาดว่าจะมีสถานะถัดไปที่ต่างออกไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ One minute เป็นเครื่องหมายในการเล่าเรื่องเพื่อแสดงการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว แทนที่จะหมายถึงระยะเวลาที่แน่นอน

  1. One minute, the room was calm; the next, everyone was talking at once.
  2. I waited for one minute before opening the door.
  3. The timer showed one minute remaining.
ดูคำตอบ

One minute, the room was calm; the next, everyone was talking at once.

การใช้คำ

engaged: หมั้นแล้ว

ในประโยคนี้ engaged หมายถึง “ตกลงจะแต่งงานกับใครสักคนแล้ว” หรือ “หมั้นแล้ว” รูป are engaged บอกสถานะความสัมพันธ์ ส่วน suddenly ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน engaged ยังใช้ในความหมายว่าเข้าร่วมหรือกำลังทำกิจกรรมบางอย่างได้ด้วย จึงต้องดูบริบท ในที่นี้มีการกล่าวถึงงานแต่งงาน จึงหมายถึงการหมั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Half of my friends are suddenly engaged, and they are planning weddings," engaged หมายถึงอะไร

  1. ตกลงจะแต่งงานแล้ว
  2. กำลังยุ่งกับกิจกรรม
  3. ได้รับการว่าจ้างให้ทำงาน
ดูคำตอบ

ตกลงจะแต่งงานแล้ว

70K. การใช้คำ

1:36

7 หมื่น

for the whole wedding.

1:38

สำหรับงานแต่งทั้งงาน

การใช้คำ

70K: เจ็ดหมื่น

70K หมายถึง 70,000 หรือเจ็ดหมื่น เมื่ออยู่หลังตัวเลข K เป็นตัวย่อแบบกระชับที่ใช้กันทั่วไปแทน thousand ในที่นี้ 70K คือยอดรวมสำหรับงานแต่งงาน ข้อความส่วนนี้ไม่ได้ระบุสกุลเงิน ดังนั้น K บอกเพียงขนาดของตัวเลข ไม่ได้บอกว่าเป็นดอลลาร์หรือสกุลเงินอื่น

แบบฝึกหัด

ใน "The campaign raised 70K," 70K แทนตัวเลขใด

  1. 70,000
  2. 7,000
  3. 70
ดูคำตอบ

70,000

The venue.

1:40

ค่าสถานที่ด้วย

Let's just say it's a varied experience. น้ำเสียง/เจตนา

1:41

เอาเป็นว่ามันเป็นประสบการณ์ที่หลากหลายก็แล้วกัน

น้ำเสียง/เจตนา

Let's just say: การเกริ่นประเมินอย่างอ้อม ๆ

Let's just say ใช้เกริ่นการประเมินที่จงใจพูดอย่างยั้ง ๆ หรืออ้อม ๆ ในประโยคนี้ ผู้พูดเรียกประสบการณ์นั้นว่า varied พร้อมสื่อเป็นนัยว่าความรู้สึกทั้งหมดซับซ้อนกว่านั้น และอาจไม่ได้เป็นบวกเท่ากับถ้อยคำที่ได้ยิน let's ในที่นี้ไม่ได้ชวนให้อีกฝ่ายพูดไปด้วยกันตามความหมายตรง ๆ วลีทั้งหมดส่งสัญญาณว่าผู้พูดจะพูดให้นุ่มนวล และปล่อยให้ผู้ฟังอนุมานส่วนที่เหลือเอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Let's just say เพื่อประเมินอย่างอ้อม ๆ และรักษาน้ำใจ

  1. Let's just say the hotel looked better in the photos.
  2. Let me just say that the hotel has fifty rooms.
  3. Let's say the hotel has fifty rooms for this example.
ดูคำตอบ

Let's just say the hotel looked better in the photos.

I guess when I first entered this decade,

1:47

ฉันคิดว่าตอนที่ฉันเพิ่งเข้าสู่ทศวรรษนี้

I had this idea of what I thought my 20s would be like. ไวยากรณ์

1:49

ฉันมีภาพในหัวว่าช่วงอายุ 20 ของฉันจะเป็นอย่างไร

ไวยากรณ์

what I thought my 20s would be like: อนุประโยค wh แบบฝัง

what I thought my 20s would be like เป็นอนุประโยคคำถาม wh แบบฝังที่ตามหลัง idea of โดยบอกเนื้อหาของ idea นั้น คือภาพที่ผู้พูดเคยมีในอดีตว่าช่วงวัยยี่สิบของตนจะเป็นอย่างไร ภายในอนุประโยคแบบฝัง ภาษาอังกฤษใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า my 20s would be like ไม่ใช่ลำดับคำถาม would my 20s be like คำว่า what ใช้คู่กับ be like ส่วน would มองไปยังอนาคตจากมุมมองในอดีตที่กำหนดด้วย thought

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเนื้อหาคำถามไปฝังไว้ในประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่าได้อย่างถูกต้อง

  1. I had a clear picture of what my new job would be like.
  2. What would my new job be like?
  3. I had a clear picture of what would my new job be like.
ดูคำตอบ

I had a clear picture of what my new job would be like.

With goals and milestones that I would hit, วลี

1:52

มีเป้าหมายและจุดหมายปลายทางที่ฉันจะไปถึง

วลี

milestones that I would hit: หมุดหมายสำคัญที่คาดว่าจะไปถึง

ใน hit a milestone คำว่า hit หมายถึง “ไปถึง” หรือ “บรรลุ” ไม่ใช่ “ตี” ส่วน milestone คือช่วงสำคัญที่แสดงความคืบหน้าไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า ดังนั้น milestones that I would hit จึงหมายถึงหมุดหมายสำคัญที่ผู้พูดคาดว่าจะไปถึง อนุประโยค that I would hit อธิบายความสำเร็จที่คาดไว้เหล่านั้น ส่วน would นำเสนอว่าเป็นเหตุการณ์ในอนาคตเมื่อมองจากช่วงเวลาหนึ่งในอดีต

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ “The team hit a major milestone,” คำว่า hit a major milestone หมายถึงอะไร?

  1. พวกเขาไปถึงช่วงสำคัญแล้ว
  2. พวกเขาล้มเลิกแผน
  3. พวกเขาชนหลักบอกระยะข้างถนน
ดูคำตอบ

พวกเขาไปถึงช่วงสำคัญแล้ว

thinking that I had a lot of time to achieve it all.

1:55

โดยคิดว่าฉันมีเวลาถมเถที่จะทำให้มันสำเร็จทั้งหมด

But now that I'm near the end of it, ไวยากรณ์

1:59

แต่พอตอนนี้ที่ฉันใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของมัน

ไวยากรณ์

But now that: เปลี่ยนมาพูดถึงข้อเท็จจริงใหม่ในปัจจุบัน

now that ใช้เกริ่นสถานการณ์ที่เป็นจริงแล้วในช่วงเวลาปัจจุบัน และทำให้สถานการณ์นั้นเป็นภูมิหลังหรือเหตุผลของข้อความที่ตามมา ในที่นี้ข้อเท็จจริงใหม่คือ I’m near the end of it But แสดงการเปลี่ยนทิศทางจากความคิดหรือความคาดหวังก่อนหน้า เมื่อนำมารวมเป็น But now that จึงสื่อว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และความคิดถัดไปของผู้พูดก็จะต่างออกไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึง “เพราะตอนนี้เรื่องนี้เป็นจริงแล้ว”: ____ the meeting is over, we can talk.

ดูคำตอบ

Now that

I realize that there's still a few things that I haven't done

2:01

ฉันก็ตระหนักว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ฉันยังไม่ได้ทำ

that I thought I would have by now. ไวยากรณ์

2:04

ที่ฉันคิดว่าน่าจะทำเสร็จไปแล้วในตอนนี้

ไวยากรณ์

that I thought I would have by now: การละคำหลัง would have

อนุประโยค that I thought I would have by now ขยายคำนาม things รูปที่ไม่ละคำคือ that I thought I would have done by now โดยละกริยาช่องที่สาม done หลัง would have เพราะสามารถเข้าใจได้จาก haven't done ที่ปรากฏก่อนหน้านี้ในประโยค would have done นำเสนอผลลัพธ์ที่ผู้พูดเคยคาดไว้ในอดีตว่าจะเสร็จสิ้นก่อนเส้นตายปัจจุบันที่ระบุด้วย by now แต่ประโยคหลักบอกว่าสิ่งเหล่านั้นยังไม่ได้ทำ จึงหมายความว่าความคาดหวังไม่เป็นจริง ในที่นี้ would have เป็นส่วนหนึ่งของความคาดหวังในอดีต ไม่ใช่ผลสมมุติในประโยคเงื่อนไขที่ใช้ if

แบบฝึกหัด

เติมรูปสองคำที่ไม่ย่อซึ่งแสดงความคาดหวังในอดีตว่าจะเสร็จสิ้น และละ visited the museum ไว้: I still haven't visited the museum, although I thought I ____ by now.

ดูคำตอบ

would have

So, I want to see if I can change that. ไวยากรณ์

2:07

ดังนั้น ฉันอยากจะรอดูว่าฉันจะสามารถเปลี่ยนมันได้ไหม

ไวยากรณ์

see if I can: ลองทำโดยไม่รับปาก

see if I can หมายถึงลองหรือเช็กว่าตนเองสามารถทำบางอย่างได้หรือไม่ ในที่นี้ see ไม่ได้หมายถึงการมองด้วยตาเป็นหลัก แต่หมายถึงการลองเพื่อให้รู้ผล ส่วน if นำเข้าสู่ความเป็นไปได้แบบใช่หรือไม่ที่ยังไม่แน่นอน โครงสร้างคือ see if + ประธาน + can + กริยารูปพื้นฐาน ใน I want to see if I can change that ผู้พูดตั้งใจจะลอง แต่ไม่ได้ยืนยันหรือสัญญาว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

คุณยินดีลองซ่อมเครื่องพิมพ์ แต่ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ คำตอบใดตรงกับความหมายนี้ที่สุด

  1. I can see the printer if I try.
  2. I'll definitely fix the printer.
  3. I'll see if I can fix the printer.
ดูคำตอบ

I'll see if I can fix the printer.

Actually, this whole thing came to be when I realized that last year, กริยาวลี

2:15

จริง ๆ แล้วเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเมื่อฉันตระหนักได้ว่าปีที่แล้ว

กริยาวลี

came to be: เกิดขึ้นหรือเริ่มมีขึ้น

came to be หมายถึง “เริ่มมีอยู่” หรือ “ก่อตัวขึ้น” ในประโยคนี้สื่อว่าแนวคิดหรือโครงการทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อผู้พูดตระหนักถึงบางอย่างเกี่ยวกับปีก่อน โครงสร้าง ประธาน + come to be มักใช้บอกที่มาหรือผลของการก่อตัว โดยเน้นว่าสิ่งหนึ่งเริ่มมีขึ้นได้อย่างไร ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสามคำที่หมายถึง “เริ่มมีอยู่” ให้สมบูรณ์: The volunteer group ____ after the storm.

ดูคำตอบ

came to be

I spent majority of my time at my desk. วลี

2:19

ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโต๊ะทำงาน

วลี

spent majority of my time: รูปมาตรฐานที่มี the

spent majority of my time หมายถึงผู้พูดใช้หรือผ่านเวลาส่วนใหญ่ไปในลักษณะหนึ่ง ส่วน at my desk บอกสถานที่ หลัง spend + ระยะเวลา ภาษาอังกฤษสามารถใช้ at/in + สถานที่, on + คำนาม หรือคำกริยารูป -ing ได้ ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน majority ในโครงสร้างนี้มักต้องมีคำนำหน้านาม the: spent the majority of my time รูปในคำบรรยายที่ไม่มี the ยังเข้าใจได้ แต่ไม่ควรเลียนแบบเมื่อต้องพูดหรือเขียนเอง

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่เป็นมาตรฐานและเป็นธรรมชาติที่สุด เพื่อบอกว่าการเตรียมสอบใช้เวลาส่วนใหญ่ของคุณ

  1. I spent majority of my time preparing for the exam.
  2. I spent the majority of my time to prepare for the exam.
  3. I spent the majority of my time preparing for the exam.
ดูคำตอบ

I spent the majority of my time preparing for the exam.

No gardening, no home projects,

2:22

ไม่ได้ทำสวน ไม่ได้ตกแต่งบ้าน

just everything on the back burner basically. สำนวน

2:24

โดยพื้นฐานแล้วพับทุกอย่างเก็บไว้ก่อนเลย

สำนวน

everything on the back burner: ลดความสำคัญของทุกอย่างไว้ชั่วคราว

Everything on the back burner หมายถึงกิจกรรมทั้งหมดที่กำลังพูดถึงถูกลดความสำคัญลงชั่วคราว เป็นสำนวน ไม่ได้หมายถึงเตาจริง ๆ และมักสื่อว่ายังสามารถกลับมาทำเรื่องเหล่านั้นได้ในภายหลัง ตัวอย่างนี้ใช้วลีแบบย่อในรายการ โดยเข้าใจได้ว่าละ everything was on the back burner ไว้ Be on the back burner ใช้บอกสภาพปัจจุบัน ส่วน put something on the back burner ใช้บอกการตัดสินใจลดลำดับความสำคัญของบางสิ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “มีลำดับความสำคัญต่ำลงในตอนนี้”: Because the safety repairs were urgent, we put the office makeover ____.

ดูคำตอบ

on the back burner

I kind of let work take over my life a bit. โน้ต

2:27

ฉันปล่อยให้งานเข้ามากลืนกินชีวิตของฉันไปนิดหน่อย

น้ำเสียง/เจตนา

kind of ในฐานะคำช่วยลดความหนักแน่นของคำพูด

ในที่นี้ kind of เป็นคำช่วยลดความหนักแน่นของคำพูดในบทสนทนา มีความหมายใกล้เคียงกับ “ค่อนข้าง” หรือ “ในระดับหนึ่ง” ช่วยลดน้ำหนักของการยอมรับว่างานเข้ามาครอบงำชีวิต ทำให้คำประเมินฟังดูไม่เด็ดขาดหรือรุนแรงเกินไป คำนี้ขยายวลีกริยาที่ตามมา คือ let work take over my life ส่วน a bit ที่อยู่ภายหลังก็ช่วยลดน้ำหนักเพิ่มอีก ทำให้ทั้งประโยคฟังเหมือนการประเมินตัวเองอย่างระมัดระวัง

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'I kind of avoided the question,' kind of ทำหน้าที่อะไร

  1. แสดงว่าการหลีกเลี่ยงคำถามได้รับการวางแผนมาอย่างรอบคอบ
  2. ช่วยลดน้ำหนักของการยอมรับและทำให้ไม่ฟังดูเด็ดขาดเกินไป
  3. จัดคำถามให้อยู่ในประเภทหนึ่ง
ดูคำตอบ

ช่วยลดน้ำหนักของการยอมรับและทำให้ไม่ฟังดูเด็ดขาดเกินไป

กริยาวลี

take over my life: ปล่อยให้บางสิ่งครอบงำชีวิต

ใน take over my life คำว่า take over ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงบางสิ่งมีอิทธิพลมากจนเบียดส่วนอื่น ๆ ของชีวิตออกไป ในประโยคนี้ งานกินเวลา ความสนใจ และพลังงานมากเกินไป ไม่ได้หมายถึงการเข้าควบคุมองค์กรตามความหมายตรงตัว โครงสร้าง let + กรรม + กริยารูปพื้นฐานใน let work take over ยังแสดงว่าผู้พูดรู้สึกว่าตนเองปล่อยให้ความไม่สมดุลนี้เกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ เพื่อบอกว่าโซเชียลมีเดียเริ่มครอบงำชีวิตของคุณทุกด้าน: Social media started to ____.

ดูคำตอบ

take over my life

Granted, it was a crazy year. ลำดับความ

2:30

ก็ต้องยอมรับล่ะนะ ว่ามันเป็นปีที่บ้าบอมาก

ลำดับความ

Granted,:คำเปิดประโยคเพื่อแสดงการยอมรับข้อหนึ่ง

เมื่ออยู่ต้นประโยค Granted, หมายถึง “ฉันยอมรับว่าประเด็นนี้เป็นความจริง” คำนี้ใช้เปิดข้อมูลที่เป็นการยอมรับข้อหนึ่งก่อน โดยผู้พูดยอมรับข้อเท็จจริงที่อาจอธิบายหรือทำให้เหตุผลหลักอ่อนลง Granted, ทำหน้าที่จัดลำดับข้อความ ไม่ได้ใช้เพื่อจบความคิดเห็น ผู้พูดสามารถยอมรับว่าเป็นปีที่วุ่นวายมาก แล้วจึงพูดประเด็นหลักต่อ โดยมักใช้ but, still หรือ however

แบบฝึกหัด

Granted, ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้? Granted, the route is longer, but it is safer.

  1. แสดงว่าผู้พูดพูดเรื่องเส้นทางนั้นจบแล้ว
  2. ยอมรับว่าเส้นทางยาวกว่า ก่อนให้เหตุผลหลักที่ควรเลือกเส้นทางนั้น
  3. บอกว่ามีผู้อนุมัติเส้นทางนั้นอย่างเป็นทางการ
ดูคำตอบ

ยอมรับว่าเส้นทางยาวกว่า ก่อนให้เหตุผลหลักที่ควรเลือกเส้นทางนั้น

Two years passed by and I realized that there's still a lot of things กริยาวลี

2:32

สองปีผ่านไป และฉันก็ตระหนักว่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง

กริยาวลี

passed by ที่หมายถึงเวลาผ่านไป

เมื่อประธานเป็นช่วงเวลา passed by หมายถึง “ผ่านไป” หรือ “ล่วงเลยไป” ใน Two years passed by ผู้พูดมองย้อนกลับไปและตระหนักว่าช่วงเวลาสองปีนั้นสิ้นสุดลงแล้ว วลีนี้ยังอาจสื่อว่าเวลายังคงเดินต่อไปพร้อมกับชีวิต และบางครั้งก็ผ่านไปโดยแทบไม่รู้ตัว ให้ดูประธานเพื่อช่วยตีความ ในที่นี้ Two years หมายถึงช่วงเวลา ไม่ใช่คนที่เดินผ่านสถานที่แห่งหนึ่ง

แบบฝึกหัด

passed by หมายถึงอะไรในประโยคนี้? The summer passed by quickly.

  1. มีคนส่งมอบฤดูร้อนให้อีกคนหนึ่ง
  2. ฤดูร้อนเคลื่อนผ่านสถานที่จริงแห่งหนึ่ง
  3. ฤดูร้อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ดูคำตอบ

ฤดูร้อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

that I said I would do that I haven't done yet.

2:37

ที่ฉันเคยบอกว่าจะทำ แต่ก็ยังไม่ได้ทำเลย

And a lot of those things were just the small things

2:39

และหลายอย่างในนั้นก็เป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

that kind of that I enjoyed, you know.

2:42

เรื่องแบบที่ฉันชอบทำน่ะ เข้าใจใช่ไหม

So lately, I've been trying to put more effort into that again. วลี

2:44

ช่วงนี้ฉันก็เลยพยายามทุ่มเทเวลาให้เรื่องเหล่านั้นกลับมาอีกครั้ง

วลี

put more effort into that: ทุ่มเทกับสิ่งนั้นให้มากขึ้น

Put more effort into that หมายถึงใช้พลังงาน ความใส่ใจ หรือความตั้งใจกับสิ่งที่ that อ้างถึงให้มากขึ้น โครงสร้างคือ put effort into + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing More แสดงว่าระดับความพยายามเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้หรือระดับที่คาดหวัง ในประโยคนี้ that อ้างกลับไปถึงสิ่งที่กล่าวไว้แล้ว และ again แสดงว่าผู้พูดกำลังกลับมาทุ่มเทกับสิ่งนั้นอีกครั้ง

แบบฝึกหัด

ใช้ put, more effort และ into เติมประโยคให้สมบูรณ์: I need to ____ my English practice this term.

ดูคำตอบ

put more effort into

But that's okay.

2:47

แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

We're going to

2:48

พวกเราจะ

We're going to figure it out. กริยาวลี

2:51

พวกเราจะหาทางออกกัน

กริยาวลี

figure it out: ทำความเข้าใจและแก้ปัญหา

ในประโยคนี้ figure it out หมายถึงการทำความเข้าใจปัญหาและหาวิธีรับมือด้วยการคิด ทดลอง หรือพูดคุยกัน ตอนนี้ยังไม่รู้คำตอบ แต่ผู้พูดมั่นใจว่ากลุ่มของตนจะหาคำตอบได้ Figure out เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นสรรพนาม it ต้องวาง it ไว้ระหว่าง figure กับ out จึงใช้ figure it out ไม่ใช่ figure out it

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าผู้พูดจะคิดวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหานั้น?

  1. We'll figure it out.
  2. We'll point it out.
  3. We'll find out when it starts.
ดูคำตอบ

We'll figure it out.

We're figureing it out.

2:54

พวกเรากำลังหาทางจัดการมันอยู่

My bad. น้ำเสียง/เจตนา

3:05

ความผิดฉันเอง

น้ำเสียง/เจตนา

My bad: ยอมรับความผิดพลาดเล็กน้อยแบบกันเอง

My bad. เป็นวิธีพูดแบบกันเองมากเพื่อบอกว่าเรื่องนั้นเป็นความผิดของคุณหรือคุณทำพลาด เป็นการยอมรับความรับผิดชอบสั้น ๆ ซึ่งมักใช้กับความผิดพลาดเล็กน้อย เช่น บอกเวลาผิดหรือพูดแทรกคนอื่น วลีนี้ใช้เป็นคำตอบที่สมบูรณ์ในการสนทนาได้ น้ำเสียงที่เบาไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความผิด แต่ทำให้การยอมรับผิดเป็นกันเองและสั้นกระชับ

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: หลังจากบริษัททำให้ลูกค้าสูญเสียเงินจำนวนมาก การพูดเพียง My bad. ถือเป็นคำขอโทษอย่างเป็นทางการที่เหมาะสมหรือไม่?

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

You know, one of these days I'm going to have to tell you 11 instead of 12. โน้ต

3:11

รู้ไหม สักวันหนึ่งฉันจะต้องนัดเธอตอน 11 โมงแทนที่จะเป็นเที่ยงแล้วล่ะ

วลี

one of these days: ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคตที่ไม่ระบุแน่ชัด

one of these days หมายถึง “ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตที่ยังไม่ระบุแน่ชัด” ในบทสนทนามักมีความรู้สึกว่า “ไม่ช้าก็เร็ว” คือผู้พูดคาดว่าหรือตั้งใจให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น แต่ไม่ได้บอกวันที่ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าววาง I'm going to have to tell you... ไว้ในอนาคตที่ไม่แน่นอน และสื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นในที่สุด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตที่ยังไม่ระบุแน่ชัด”: ____, I'll learn to play the drums.

ดูคำตอบ

One of these days

ไวยากรณ์

instead of 12: ระบุตัวเลือกที่ถูกแทนที่

instead of ใช้เปิดตัวเลือกที่ถูกแทนที่หรือไม่ได้เลือก ใน 11 instead of 12 นั้น 11 คือตัวเลือกใหม่ที่เลือกใช้ และ 12 คือตัวเลือกที่ถูกตัดออก รูปแบบคือ X instead of Y โดย Y เป็นคำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing ได้: tea instead of coffee; walking instead of driving.

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดแสดงอย่างถูกต้องว่าลิฟต์คือตัวเลือกที่ถูกตัดออก? We took the stairs ___ the elevator.

  1. instead
  2. instead of
  3. however
ดูคำตอบ

instead of

Yeah.

3:14

อืม

Yeah, maybe someday that'll work.

3:15

ใช่ บางทีวันหนึ่งมันอาจจะเวิร์คก็ได้

Actually, It's multi-purpose.

3:53

จริง ๆ แล้วมันอเนกประสงค์นะ

Yeah, true.

3:55

อืม จริงด้วย

And how much is it?

3:56

แล้วมันราคาเท่าไหร่ล่ะ?

No?

4:05

ไม่เหรอ?

I guess I've been stuck in this weird cycle. สำนวน

4:26

ฉันคิดว่าฉันติดอยู่ในวังวนแปลก ๆ นี้

สำนวน

I've been stuck in this weird cycle: ติดอยู่ในรูปแบบที่วนซ้ำ

ในประโยคนี้ be stuck in a cycle หมายถึงไม่สามารถหลุดออกจากรูปแบบที่เกิดซ้ำได้ Cycle ในที่นี้เป็นความหมายเชิงนามธรรม คือความคิดหรือการกระทำแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ได้หมายถึงจักรยานหรือวงกลมจริง ๆ I've been stuck ใช้ present perfect เพื่อแสดงว่าสภาวะที่ติดอยู่นี้เริ่มมาก่อนและยังส่งผลต่อผู้พูดในตอนนี้ Weird แสดงว่าผู้พูดมองว่ารูปแบบนี้แปลกหรือชวนให้กังวล

แบบฝึกหัด

ใน I've been stuck in this weird cycle คำว่า cycle หมายถึงอะไร?

  1. จักรยานที่มีคนขี่
  2. รูปแบบที่เกิดซ้ำและหลุดออกมาได้ยาก
  3. ช่วงเวลาตายตัวในตาราง
ดูคำตอบ

รูปแบบที่เกิดซ้ำและหลุดออกมาได้ยาก

Thinking, planning,

4:29

คิด วางแผน

then hovering so long,

4:31

แล้วก็ลังเลอยู่นานมาก

I don't even end up seeing it through. โน้ต

4:32

จนฉันไม่ได้ทำมันให้เสร็จด้วยซ้ำ

วลี

end up + -ing: ลงเอยด้วยผลลัพธ์สุดท้าย

End up ใช้บอกผลลัพธ์สุดท้ายหลังจากกระบวนการบางอย่าง และผลนั้นมักไม่ใช่สิ่งที่วางแผนหรือคาดไว้ ในที่นี้ การคิด วางแผน และลังเลนำไปสู่ผลที่ว่างานไม่ได้ถูกทำจนเสร็จ End up ตามด้วย seeing ซึ่งเป็นรูป -ing วลีปฏิเสธ don't even ครอบคลุมผลลัพธ์ทั้งหมด ดังนั้น I don't even end up seeing it through จึงหมายความว่าสุดท้ายแล้วผู้พูดไม่ได้ทำสิ่งนั้นให้เสร็จ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ end up: We meant to take a short walk, but we ____ getting caught in the rain.

ดูคำตอบ

ended up

กริยาวลี

seeing it through: ทำสิ่งที่เริ่มไว้ให้สำเร็จ

Seeing it through เป็นรูป -ing ของ see something through หมายถึงทำงาน แผน หรือสิ่งที่รับปากไว้ต่อไปจนเสร็จ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องใช้ความพยายามหรือความมุ่งมั่น สรรพนาม it หมายถึงสิ่งที่กำลังพยายามทำและวางอยู่ระหว่าง see กับ through ในประโยคปฏิเสธนี้ ผู้พูดบอกว่าตนไปไม่ถึงขั้นที่ทำสิ่งนั้นสำเร็จ

แบบฝึกหัด

ใช้ see something through กับสรรพนาม it เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The plan is challenging, but we are determined to ____.

ดูคำตอบ

see it through

Oh, Did you start that DIY yet?

4:34

โอ้ เธอเริ่มทำ DIY อันนั้นหรือยัง?

Not yet.

4:37

ยังเลย

It's funny.

4:44

ตลกดีนะ

You go the first half of this decade with people telling you that you have so much time. ไวยากรณ์

4:45

คุณใช้เวลาช่วงครึ่งแรกของทศวรรษนี้ไปกับคนที่บอกคุณว่าคุณมีเวลาเหลือเฟือ

ไวยากรณ์

with people telling you: เพิ่มฉากหลังที่กำลังดำเนินอยู่

With people telling you ใช้โครงสร้าง with + นามวลี + รูป -ing โดย people เป็นนามวลีที่อยู่หลัง with และเป็นผู้ทำกริยา telling ส่วน people telling you เป็นคำอธิบายแบบกระชับถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการกระทำหลัก ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้ข้อความที่คนอื่นพูดซ้ำ ๆ กลายเป็นฉากหลังของการใช้ชีวิตในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ โครงสร้างนี้ช่วยเพิ่มสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้โดยไม่ต้องสร้างประโยคหลักที่สมบูรณ์อีกประโยคหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ใช้ with, her brother และ talk ในรูปที่ถูกต้องเพื่อเพิ่มฉากหลังที่เกิดขึ้นพร้อมกัน: Lena tried to read ____ beside her.

ดูคำตอบ

with her brother talking

Then all of a sudden, วลี

4:50

แล้วจู่ ๆ

วลี

Then all of a sudden: การบอกจุดเปลี่ยนอย่างฉับพลัน

All of a sudden หมายถึง “ทันใดนั้น” และทำให้เหตุการณ์ถัดไปดูเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและเหนือความคาดหมาย ส่วน Then เชื่อมการเปลี่ยนแปลงนี้เข้ากับลำดับเหตุการณ์ที่เล่ามาก่อนหน้า เมื่อวางไว้ก่อนเหตุการณ์ถัดไป วลีนี้จะส่งสัญญาณว่าเรื่องราวหรือสถานการณ์กำลังหักเลี้ยวอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ฟังเตรียมรับสิ่งที่ต่างจากก่อนหน้านี้

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวสี่คำที่หมายถึง “ทันใดนั้น”: The sky was clear, and then ____, heavy rain started.

ดูคำตอบ

all of a sudden

you're expected to have it all together. สำนวน

4:51

คุณก็ถูกคาดหวังให้จัดการทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ

สำนวน

have it all together: ดูเป็นคนจัดการชีวิตได้ดีและควบคุมทุกอย่างอยู่

To have it all together เป็นสำนวนที่หมายถึงดูเป็นคนมีระเบียบ มั่นคงทางอารมณ์ และสามารถจัดการเรื่องสำคัญในชีวิตได้ คำสรรพนาม it กล่าวถึงสถานการณ์โดยรวมของคนคนหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ใน you’re expected to... รูปประโยคกรรมวาจกชี้ว่าความคาดหวังมาจากภายนอก กล่าวคือ คนอื่นหรือสังคมคิดว่าคุณควรโตเป็นผู้ใหญ่และควบคุมชีวิตได้แล้ว ประโยคนี้สื่อถึงแรงกดดัน ไม่ได้พิสูจน์ว่าใครสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์จริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “จัดการทุกด้านของชีวิตได้อย่างมั่นใจ”: You do not need to ____ before asking for help.

ดูคำตอบ

have it all together

But the truth is,

4:54

แต่ความจริงก็คือ

no one exactly tells you when to make that switch. วลี

4:55

ไม่มีใครบอกคุณเป๊ะ ๆ หรอกว่าควรจะเปลี่ยนผ่านตอนไหน

วลี

make that switch: ลงมือทำการเปลี่ยนแปลงที่เจาะจง

ในประโยคนี้ make that switch หมายถึง “ลงมือทำการเปลี่ยนแปลงที่เจาะจงนั้น” switch เป็นคำนามที่หมายถึงการย้ายจากสถานะ วิธีการ หรือตัวเลือกหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง ส่วน make หมายถึงการลงมือเปลี่ยนและทำให้สำเร็จจริง ๆ ไม่ใช่การผลิตสิ่งของ that ชี้กลับไปยังการเปลี่ยนแปลงที่ผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจอยู่แล้ว วลีนี้จึงเน้นช่วงเวลาที่คนคนหนึ่งเปลี่ยนจากสภาพเดิมไปสู่สภาพใหม่ในที่สุด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวน make the switch: We have tested the new system, and we will ____ on Monday.

ดูคำตอบ

make the switch

We think not knowing what to do is the hard part. ไวยากรณ์

5:04

เราคิดว่าการไม่รู้ว่าจะทำอะไรคือส่วนที่ยากที่สุด

ไวยากรณ์

not knowing what to do: วลี gerund ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน

Not knowing what to do เป็นวลี gerund วลีทั้งหมดเรียกสภาวะที่ไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรต่อไป จึงทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค not knowing what to do is the hard part คำปฏิเสธ not อยู่หน้า knowing และ what to do เติมความหมายของ knowing ให้สมบูรณ์ วลีทั้งหมดถือเป็นแนวคิดเดียวในรูปเอกพจน์ จึงใช้ is ไม่ใช่ are

แบบฝึกหัด

ใช้ not + knowing + what to do เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ can make a new situation feel harder.

ดูคำตอบ

Not knowing what to do

But not being clear on our choices is what really holds us back. โน้ต

5:08

แต่การไม่ชัดเจนในทางเลือกของเราต่างหากที่ฉุดรั้งเราไว้จริง ๆ

วลี

not being clear on our choices: การไม่เข้าใจตัวเลือกของเราอย่างถ่องแท้

be clear on something หมายถึงเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งชัดเจนพอที่จะรู้จุดยืนของตนเองหรือเข้าใจรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ในที่นี้ not being clear on our choices หมายถึงการยังไม่เข้าใจอย่างแน่ชัดว่าเรามีตัวเลือกอะไรบ้าง วลี not being... ทั้งหมดเป็นวลี gerund ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของ is โครงสร้างนี้ทำให้ผู้พูดนำเสนอความไม่ชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียน: Before we vote, we need to be ____ the options.

ดูคำตอบ

clear on

กริยาวลี

holds us back: ขัดขวางความก้าวหน้าของเรา

hold someone back หมายถึงขัดขวางไม่ให้ใครก้าวไปข้างหน้า ลงมือทำ หรือพัฒนา ในประโยคนี้ holds us back กล่าวถึงอุปสรรคเชิงนามธรรมต่อความก้าวหน้า ไม่ได้หมายถึงมีใครดึงเราไปข้างหลังจริง ๆ นี่เป็น phrasal verb ที่แยกได้ โดยมีโครงสร้าง hold + กรรม + back เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง จึงใช้ hold us back ไม่ใช่ hold back us

แบบฝึกหัด

เติมวลีสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ขัดขวางความก้าวหน้าของเรา”: Fear of making mistakes can ____.

ดูคำตอบ

hold us back

Often, we think we need to know everything before we start,

5:14

บ่อยครั้ง เราคิดว่าเราจำเป็นต้องรู้ทุกอย่างก่อนที่จะเริ่ม

to feel prepared and to have all the plans laid out in front of us. สำนวน

5:18

เพื่อให้รู้สึกพร้อมและมีแผนทั้งหมดกางอยู่ตรงหน้าเรา

สำนวน

plans laid out in front of us: แผนที่จัดไว้อย่างชัดเจนตรงหน้า

ในประโยคนี้ plans laid out in front of us สร้างภาพว่าแผนต่าง ๆ ถูกกางไว้ในจุดที่ทุกคนมองเห็น ภาพนี้เป็นการเปรียบเปรย หมายถึงแผนได้รับการจัดระเบียบและนำเสนออย่างชัดเจนจนเข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องพิมพ์อยู่บนกระดาษจริง ๆ Laid out เป็นวลี past participle ที่ขยายคำว่า plans ใน have all the plans laid out วลีนี้แสดงว่าแผนอยู่ในสภาพที่พร้อมและจัดไว้อย่างชัดเจน ส่วน in front of us เพิ่มความหมายว่าเราสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ทันที

แบบฝึกหัด

have all the plans laid out in front of us ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. แผนจะถูกสร้างขึ้นหลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นเท่านั้น
  2. แผนได้รับการจัดไว้อย่างชัดเจนและพร้อมให้เราดู
  3. แผนถูกทิ้งแล้วและไม่สามารถใช้ได้
ดูคำตอบ

แผนได้รับการจัดไว้อย่างชัดเจนและพร้อมให้เราดู

But it's actually through doing something ไวยากรณ์

5:22

แต่จริง ๆ แล้วมันคือการลงมือทำอะไรสักอย่าง

that our next steps will be revealed.

5:24

ที่จะเผยให้เห็นก้าวต่อไปของเรา

ไวยากรณ์

through doing: แสดงวิธีด้วย through + รูป -ing

Through doing something หมายถึงการได้ผลลัพธ์จากการลงมือทำหรือผ่านกระบวนการทำบางอย่าง ในประโยคนี้วลีดังกล่าวบอกว่าขั้นตอนต่อไปชัดเจนขึ้นได้อย่างไร นั่นคือการลงมือทำทำให้ขั้นตอนเหล่านั้นปรากฏขึ้น ในรูปแบบนี้ through เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยคำนามหรือรูป -ing เช่น through practice, through doing, through testing ส่วนโครงสร้าง it is ... that ที่ล้อมอยู่ช่วยเน้นว่า through doing something คือวิธีที่ใช้

แบบฝึกหัด

ใช้ through และรูป -ing ของ test เติมประโยคให้สมบูรณ์: Nina found a solution ____ three versions.

ดูคำตอบ

through testing

You can never really be prepared for how fast time moves. สำนวน

5:43

คุณไม่สามารถเตรียมตัวรับมือกับความเร็วของเวลาที่ผ่านไปได้เลย

สำนวน

how fast time moves: เปรียบเวลาเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว

ใน how fast time moves เวลาถูกวาดภาพให้เหมือนสิ่งที่เคลื่อนไปข้างหน้า วลีนี้หมายถึง “เวลาผ่านไปเร็วเพียงใด” ไม่ได้หมายความว่าเวลาเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่จริง ๆ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how แสดงระดับความเร็วที่น่าประหลาดใจ เมื่ออยู่หลัง prepared for อนุประโยคนี้ระบุสิ่งที่คนเราไม่อาจเตรียมใจรับได้อย่างเต็มที่ และใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า time moves

แบบฝึกหัด

how fast time moves ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. นาฬิกาสามารถเปลี่ยนตำแหน่งในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
  2. ผู้คนสามารถเดินทางผ่านเวลาด้วยความเร็วสูง
  3. เวลาอาจดูเหมือนผ่านไปเร็วอย่างน่าประหลาดใจ
ดูคำตอบ

เวลาอาจดูเหมือนผ่านไปเร็วอย่างน่าประหลาดใจ

One day, you're 22 and the next you're 28. ลำดับความ

5:47

วันหนึ่งคุณอายุ 22 และวันรุ่งขึ้นคุณก็ 28 แล้ว

ลำดับความ

One day ... and the next ... เพื่อสร้างการกระโดดข้ามเวลาอย่างฉับพลัน

One day ... and the next ... นำช่วงชีวิตสองช่วงมาวางต่อกันและละทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น การกระโดดของข้อมูลเช่นนี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงดูฉับพลัน ตอนแรกคุณอายุ 22 แล้วราวกับชั่วพริบตาก็อายุ 28 ในที่นี้ the next หมายถึงช่วงเวลาหรือช่วงต่อไปในเรื่อง ไม่ได้บอกตามตัวอักษรว่าหกปีผ่านไปภายในวันเดียว รูปแบบนี้ใช้บรรยายการเปลี่ยนแปลงที่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าเกิดเร็วกว่าเวลาจริงในปฏิทินมาก

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบกระโดดข้ามเวลา One day ... and the next ... ให้สมบูรณ์: ____, he was a nervous beginner; ____, he was leading the team.

ดูคำตอบ

One day · the next

And day-to-day, nothing seems too different. การใช้คำ

5:50

และในแต่ละวันก็ดูเหมือนไม่มีอะไรแตกต่างไปมากนัก

การใช้คำ

Day-to-day: มองความเปลี่ยนแปลงในระดับชีวิตประจำวัน

ในที่นี้ day-to-day ใช้กำหนดมุมมองของข้อความทั้งประโยค โดยหมายถึง “เมื่อมองชีวิตธรรมดาไปทีละวัน” หรือ “ในระดับชีวิตประจำวัน” ดังนั้นจึงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ได้ยากจากมุมมองระยะสั้นนี้ สำนวนนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าบางสิ่งเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน กรอบความคิดที่อยู่ต้นประโยคช่วยสร้างความเปรียบต่างว่า แต่ละวันอาจรู้สึกคล้ายเดิม แม้การมองย้อนในช่วงเวลาที่ยาวขึ้นจะแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยรวม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้สำนวนต้นประโยคในความหมายว่า “ในระดับประสบการณ์ชีวิตประจำวัน” ไม่ใช่เพียง “ทุกวัน”?

  1. Everyday, the work feels much the same.
  2. Every day, the work feels much the same.
  3. Day-to-day, the work feels much the same.
ดูคำตอบ

Day-to-day, the work feels much the same.

But when you look back, กริยาวลี

5:53

แต่พอมองย้อนกลับไป

everything is.

5:55

ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว

กริยาวลี

You look back: มองย้อนกลับไปยังอดีต

ในที่นี้ look back ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบว่า ระลึกถึงและประเมินช่วงเวลาก่อนหน้านี้ คำว่า back ชี้ไปยังอดีต ไม่ใช่ทิศทางจริงที่อยู่ด้านหลังร่างกาย อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when แสดงช่วงเวลาที่การมองย้อนหลังเปลี่ยนมุมมองของผู้พูด ใช้ look back ได้โดยไม่ต้องมีส่วนเติมเต็มเมื่อเข้าใจอยู่แล้วว่าหมายถึงอดีตใด แต่ใช้ look back on + คำนาม เมื่อต้องการระบุช่วงเวลาหรือประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น look back on my first year

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่ขึ้นต้นด้วย look และหมายถึง “ทบทวนอดีต”: When I ____, I understand why that choice mattered.

ดูคำตอบ

look back

I'm trying to make more time to do things that I've always wanted to do, วลี

5:58

ฉันกำลังพยายามหาเวลามากขึ้นเพื่อทำสิ่งที่ฉันอยากทำมาตลอด

วลี

make more time: ตั้งใจจัดสรรเวลาเพิ่ม

make more time หมายถึงการตั้งใจจัดสรรเวลาเพิ่มด้วยการเปลี่ยนตารางหรือปรับลำดับความสำคัญ ไม่ได้หมายถึงการสร้างเวลาเพิ่มขึ้นตามตัวอักษร ในโครงสร้าง make more time to do something คำว่า to นำหน้ากิจกรรมที่จะใช้เวลานั้นทำ ส่วน more แสดงว่าผู้พูดต้องการเวลามากกว่าที่มีอยู่ในตอนนี้

แบบฝึกหัด

เติมวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ตั้งใจจัดสรรเวลาเพิ่ม” ลงในประโยค: I need to ____ for exercise this month.

ดูคำตอบ

make more time

but felt like, for some reason,

6:02

แต่กลับรู้สึกว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง

I didn't have the time to back then. วลี

6:04

ฉันไม่มีเวลาทำในตอนนั้น

วลี

back then: ชี้กลับไปยังช่วงหนึ่งในอดีต

back then หมายถึงในช่วงเวลาหนึ่งในอดีตที่ผู้ฟังเข้าใจจากบทสนทนาอยู่แล้ว วลีนี้ชี้ย้อนกลับไปยังช่วงนั้น ไม่ได้เพียงบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ วลีนี้มักสร้างความแตกต่างโดยนัยกับปัจจุบัน ในประโยคนี้ การไม่มีเวลาถูกจำกัดไว้ที่ช่วงอดีตนั้น จึงยังเป็นไปได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยค “I didn't have the time to back then,” คำว่า back then หมายถึงอะไร

  1. ในขณะปัจจุบัน
  2. ในช่วงอดีตที่กำลังกล่าวถึง
  3. ในขั้นถัดไปของลำดับเหตุการณ์
ดูคำตอบ

ในช่วงอดีตที่กำลังกล่าวถึง

I think at one point,

6:13

ฉันคิดว่าในจุดหนึ่ง

all I wanted was enough time to watch all the movies and read all the books. ไวยากรณ์

6:14

สิ่งที่ฉันต้องการมีแค่เวลาพอที่จะดูหนังทุกเรื่องและอ่านหนังสือทุกเล่ม

ไวยากรณ์

all I wanted was enough time: การเน้นความต้องการที่สำคัญที่สุด

All I wanted was enough time เป็นโครงสร้างที่ใช้เน้นใจความ ในที่นี้ all หมายถึง “สิ่งเดียว” หรือ “สิ่งสำคัญที่สุด” อนุประโยค all I wanted ทำหน้าที่เป็นประธาน was เชื่อมประธานนี้กับ enough time และ enough time คือส่วนที่ถูกเน้น เมื่อเทียบกับ I wanted enough time โครงสร้างนี้เน้นความต้องการได้มากกว่า และสื่อว่าในตอนนั้น เวลาเป็นสิ่งที่ผู้พูดให้ความสำคัญที่สุด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้โครงสร้างเน้น All + ประธาน + wanted + was: ____ a few minutes alone.

ดูคำตอบ

All I wanted was

But as I move through life, วลี

6:19

แต่พอฉันเติบโตขึ้น

วลี

as I move through life: การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากประสบการณ์

But แสดงความขัดแย้งกับความคิดก่อนหน้า ใน as I move through life คำว่า as หมายถึง “ขณะที่” หรือ “เมื่อเวลาผ่านไป” ส่วน move through life เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงการใช้ชีวิตต่อไปและสั่งสมประสบการณ์ ไม่ใช่การเคลื่อนที่ทางกายภาพ อนุประโยคเกริ่นนำนี้วางกรอบให้เนื้อหาถัดไปเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปตามเวลา เหมาะสำหรับพูดถึงลำดับความสำคัญ ความเชื่อ หรือความเข้าใจที่ค่อย ๆ พัฒนาจากประสบการณ์

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ “As I move through life, my priorities change.” อนุประโยคเปิดหมายถึงอะไร?

  1. หลังจากชีวิตของฉันสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น
  2. ขณะที่ฉันยังคงใช้ชีวิตและสั่งสมประสบการณ์
  3. เพราะฉันกำลังย้ายไปบ้านหลังใหม่
ดูคำตอบ

ขณะที่ฉันยังคงใช้ชีวิตและสั่งสมประสบการณ์

I realize that even if you do have the time, ไวยากรณ์

6:21

ฉันก็ตระหนักว่าต่อให้คุณมีเวลา

it doesn't mean you'll actually do it.

6:23

มันก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะได้ทำมันจริง ๆ

ไวยากรณ์

even if ... it doesn't mean: แม้ว่า A ก็ไม่ได้หมายความว่า B

Even if A, it doesn't mean B เริ่มจากยอมรับว่า A เป็นจริงหรืออาจเป็นจริง แล้วปฏิเสธว่า B เป็นข้อสรุปที่ตามมาโดยอัตโนมัติ ในประโยคนี้ การมีเวลาไม่ได้รับประกันว่าคนคนนั้นจะลงมือทำ do ใน do have ใช้เน้นข้อความบอกเล่าว่าคนนั้นมีเวลาจริง ๆ การเน้นนี้ทำให้ใจความยอมรับเงื่อนไขชัดขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์แน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างแสดงการยอมรับเงื่อนไขเป้าหมาย: ____ we do have enough data, ____ the conclusion is correct.

ดูคำตอบ

Even if · it doesn't mean

If we don't intentionally decide on how we want to spend our time, วลี

6:28

ถ้าเราไม่ตั้งใจตัดสินใจว่าเราอยากจะใช้เวลาของเราอย่างไร

วลี

intentionally decide on: ตั้งใจเลือกและตัดสินใจ

Intentionally หมายถึงการทำสิ่งหนึ่งด้วยเจตนาและความตระหนัก ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือปล่อยให้เป็นไปตามตัวเลือกตั้งต้น ส่วน decide on หมายถึงการพิจารณาแล้วเลือกหรือตกลงกับตัวเลือก แผน หรือแนวทางหนึ่ง ใน decide on how we want to spend our time อนุประโยค how ระบุแนวทางที่กำลังเลือก วลีนี้เน้นการเลือกอย่างกระตือรือร้นแทนที่จะปล่อยให้นิสัยตัดสินใจแทนเรา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “เลือกโดยตั้งใจ”: We should ____ a meeting time instead of accepting the default.

ดูคำตอบ

intentionally decide on

วลี

to spend our time: การบอกว่าใช้เวลาอย่างไร

ใน spend our time คำว่า spend หมายถึง “ใช้เวลาไปกับกิจกรรมหรือจุดประสงค์หนึ่ง” ส่วนวลีที่ยาวขึ้นอย่าง how we want to spend our time กล่าวถึงการเลือกว่าเราจะทำอะไรกับเวลาที่มีอยู่ โครงสร้างที่พบบ่อยคือ spend time on + คำนาม และ spend time doing + กิจกรรม นอกจากนี้ยังวางช่วงเวลาที่เจาะจงไว้หลัง spend ได้โดยตรง เช่น spend the afternoon reading

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาจากกลุ่มคำเป้าหมายให้สมบูรณ์: I want to ____ more time practicing the piano.

ดูคำตอบ

spend

we'll always find something else to fill that time with. วลี

6:32

เราก็จะหาสิ่งอื่นมาเติมเต็มเวลานั้นเสมอ

วลี

find something else to fill that time with: หาอย่างอื่นมาเติมเวลานั้น

วลีนี้หมายถึง “หากิจกรรมอื่นมาครอบครองช่วงเวลานั้น” โดยเปรียบเวลาเป็นพื้นที่หรือภาชนะที่กิจกรรมต่าง ๆ สามารถเติมให้เต็มได้ โครงสร้างพื้นฐานคือ fill a period of time with an activity เช่น fill that time with something else ใน something else to fill that time with นั้น something else ถูกกล่าวถึงก่อน ดังนั้น with จึงอยู่ท้ายวลี infinitive อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง fill ... with: We found a game to ____ the rainy afternoon ____.

ดูคำตอบ

fill · with

Maybe I'm just being dramatic. การใช้คำ

6:36

บางทีฉันอาจจะแค่เล่นใหญ่ไปเอง

การใช้คำ

just being dramatic: การลดน้ำหนักของคำตัดสินเกี่ยวกับปฏิกิริยาของตนเอง

ในประโยคนี้ being dramatic หมายถึงการตอบสนองรุนแรงหรือใช้อารมณ์มากกว่าที่สถานการณ์อาจสมควร ไม่ได้หมายถึงการแสดงละคร โครงสร้างต่อเนื่อง be being + adjective แสดงว่า dramatic เป็นพฤติกรรมของคนคนนั้นในขณะนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นลักษณะนิสัยถาวร just ช่วยลดความแรงของการวิจารณ์ตัวเอง ผู้พูดกำลังเสนออย่างไม่แน่ใจนักว่าปฏิกิริยาของตนอาจเกินจริงไป

แบบฝึกหัด

ในประโยค Maybe I'm just being dramatic ผู้พูดหมายความว่าอย่างไร?

  1. อาจมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นรอบตัวฉันอยู่เรื่อย ๆ
  2. ฉันอาจกำลังซ้อมบทหนึ่งในละคร
  3. ปฏิกิริยาของฉันอาจรุนแรงหรือใช้อารมณ์มากกว่าที่สถานการณ์ต้องการ
ดูคำตอบ

ปฏิกิริยาของฉันอาจรุนแรงหรือใช้อารมณ์มากกว่าที่สถานการณ์ต้องการ

Maybe I've built up bad habits. วลี

6:37

บางทีฉันอาจจะสร้างนิสัยแย่ ๆ ขึ้นมา

วลี

built up bad habits: ค่อย ๆ สร้างนิสัยที่ไม่ดีขึ้นมา

Built up เป็นรูป past participle ของ build up ในที่นี้หมายถึงค่อย ๆ พัฒนาหรือสะสม ดังนั้น built up bad habits จึงสื่อว่าพฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ ได้สร้างนิสัยเหล่านั้นขึ้นมาทีละน้อย ไม่ใช่เกิดขึ้นทั้งหมดในครั้งเดียว I've built up เป็นรูป present perfect ซึ่งเชื่อมกระบวนการในอดีตเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันของผู้พูด กล่าวคือนิสัยที่ไม่ดีเหล่านั้นมีอยู่แล้วในตอนนี้ และอาจยังมีผลต่อสิ่งที่ผู้พูดทำ

แบบฝึกหัด

ใช้รูป past participle ของ build up เติมประโยคให้สมบูรณ์เพื่อแสดงการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป: Over the years, I've ____ several bad habits.

ดูคำตอบ

built up

By the way, ลำดับความ

6:39

ยังไงก็เถอะ

ลำดับความ

By the way ที่ใช้เปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อย

By the way เป็นคำเชื่อมในบทสนทนาที่บอกว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากหัวข้อปัจจุบันไปยังข้อมูลเสริม คำเตือน หรือคำถามที่เกี่ยวข้องชั่วครู่ คำนี้ช่วยให้ข้อมูลใหม่ไม่ฟังดูกะทันหันเกินไป และเนื่องจากนำเสนอข้อมูลต่อไปว่าเป็นเรื่องที่เสริมเข้ามา จึงบอกผู้ฟังด้วยว่านั่นไม่ใช่ส่วนต่อหลักของความคิดก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนา By the way มักบอกอะไร?

  1. การเปลี่ยนไปยังประเด็นเสริมชั่วครู่
  2. การอธิบายเส้นทางไปยังสถานที่หนึ่ง
  3. การคัดค้านผู้พูดก่อนหน้าอย่างรุนแรง
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนไปยังประเด็นเสริมชั่วครู่

I'm done waiting for that time to come. วลี

6:40

ฉันเลิกรอให้เวลานั้นมาถึงแล้วล่ะ

วลี

I'm done waiting for that: ตัดสินใจว่าจะไม่รออีกต่อไป

ใน I'm done waiting for that โครงสร้าง be done + -ing หมายถึงผู้พูดตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทำกิจกรรมนั้นต่อไป ความหมายจึงมากกว่าการรายงานแบบเป็นกลางว่าช่วงเวลาของการรอสิ้นสุดลงแล้ว โครงสร้างนี้มักเพิ่มน้ำเสียงที่เด็ดขาด หงุดหงิด หรือหมดความอดทน Waiting for that time to come ระบุกิจกรรมที่ผู้พูดปฏิเสธจะทำต่อ นั่นคือการรอให้ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคตมาถึงโดยไม่ลงมือทำอะไร

แบบฝึกหัด

ใช้ be done + -ing เติมประโยคให้สมบูรณ์เพื่อแสดงการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะหยุดรอ: I'm ____ the perfect moment; I'm starting today.

ดูคำตอบ

done waiting for

It's happening now.

6:42

มันกำลังเกิดขึ้นตอนนี้แหละ

So, I made a list.

6:46

ฉันก็เลยทำลิสต์ขึ้นมา

There's 1 2 3 4...

6:47

มี 1 2 3 4...

10 things on this list of 10 things to do within the next 4 months,

6:50

10 อย่างในรายการ 10 สิ่งที่ต้องทำภายใน 4 เดือนข้างหน้า

which is the end of the year and also when my birthday is.

6:55

ซึ่งก็คือช่วงสิ้นปีและเป็นช่วงวันเกิดของฉันด้วย

AKA... the end of my 20s. การใช้คำ

6:58

หรือที่เรียกอีกอย่างว่า... จุดสิ้นสุดของวัย 20 ของฉัน

การใช้คำ

AKA: การเพิ่มชื่อเรียกอีกแบบหรือคำเรียกแบบขำ ๆ

AKA ย่อมาจาก also known as โดยปกติใช้เพื่อแนะนำชื่อหรือคำเรียกอีกแบบ ในที่นี้ผู้พูดใช้ “the end of my 20s” เป็นคำเรียกใหม่ของสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงอย่างค่อนข้างอิสระ ทำให้ประโยคมีอารมณ์สบาย ๆ ขำเล็กน้อย และมีความหมายคล้าย «พูดอีกอย่างก็คือ» รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X, AKA Y โดย Y เป็นการตั้งชื่อ X ใหม่หรืออธิบาย X แบบมีอารมณ์ขัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ AKA อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเพิ่มคำเรียกอีกแบบที่มีอารมณ์ขัน?

  1. Meet our team captain, AKA the person who never misses practice.
  2. We AKA finished the report yesterday.
  3. The meeting starts AKA three o'clock.
ดูคำตอบ

Meet our team captain, AKA the person who never misses practice.

I have the idea for some of these already,

7:02

ฉันมีไอเดียสำหรับบางอย่างไว้แล้วนะ

but I also just sort of came up with some right now กริยาวลี

7:05

แต่ก็มีบางอย่างที่เพิ่งคิดออกเมื่อกี้นี้เอง

กริยาวลี

came up with: คิดแนวคิดหรือวิธีแก้ปัญหาขึ้นมา

Came up with เป็นรูปอดีตของ come up with ในที่นี้หมายถึงคิดหรือสร้างแนวคิดขึ้นมาในขณะนั้น ส่วน some ย้อนกลับไปหมายถึงแนวคิดหรือตัวอย่างที่กำลังพูดถึงอยู่ก่อนแล้ว ใช้รูปแบบ come up with + an idea, plan, answer, name หรือ solution โดยสิ่งที่คิดขึ้นมาอยู่หลัง with เช่น She came up with a solution.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ come up with: After discussing the problem, we ____ a practical solution.

ดูคำตอบ

came up with

that I think are perfect.

7:09

ซึ่งฉันคิดว่ามันเพอร์เฟกต์มาก

Okay, to me these are not super crazy, โน้ต

7:11

เอาล่ะ สำหรับฉันสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้บ้าบออะไรมาก

น้ำเสียง/เจตนา

to me: การบอกว่าเป็นมุมมองส่วนตัว

ในที่นี้ to me หมายถึง “ในมุมมองของฉัน” หรือ “เท่าที่ฉันเห็น” ทำให้คำประเมินที่ตามมาเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้พูด ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง เมื่อเติม to me คำกล่าวจะไม่ฟันธงมากเกินไป และเปิดโอกาสให้คนอื่นประเมินเรื่องเดียวกันต่างออกไปได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายเพื่อบอกว่าเป็นมุมมองส่วนตัวของผู้พูด: ____, this seems like the safest option.

ดูคำตอบ

To me

การใช้คำ

not super crazy: การประเมินระดับแบบไม่เป็นทางการ

not super crazy เป็นวิธีพูดแบบไม่เป็นทางการว่า “ไม่ได้ไร้เหตุผล มากเกินไป หรือไม่สมจริงอย่างสุดขีด” ในประโยคนี้ crazy ใช้ประเมินว่าสิ่งเหล่านั้นดูสุดโต่งเพียงใด ไม่ได้กล่าวถึงสุขภาพจิตของใคร super เป็นคำขยายระดับแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “มาก” หรือ “อย่างยิ่ง” ส่วน not super... ปฏิเสธเพียงระดับที่สูงมาก จึงไม่ได้แปลว่าผู้พูดมองว่าสิ่งเหล่านั้นธรรมดาหรือง่ายอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

ผู้พูดน่าจะหมายความว่าอย่างไรเมื่อพูดว่า “The price is not super crazy”?

  1. ราคาไม่ได้ไร้เหตุผลอย่างสุดขีด
  2. ราคาถูกอย่างแน่นอน
  3. ราคาบรรยายสุขภาพจิตของใครบางคน
ดูคำตอบ

ราคาไม่ได้ไร้เหตุผลอย่างสุดขีด

but they are enough to challenge me ไวยากรณ์

7:14

แต่มันก็เพียงพอที่จะท้าทายฉัน

ไวยากรณ์

enough to challenge me: ถึงระดับที่เพียงพอ

Enough to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงระดับหรือปริมาณที่จำเป็นนั้นมีมากพอแล้ว จึงทำให้ผลที่ตามหลัง to สามารถเกิดขึ้นได้ ในประโยคนี้ are enough to challenge me หมายถึงสิ่งเหล่านั้นยากมากพอที่จะทำให้ผู้พูดต้องใช้ความพยายาม เมื่อใช้กับ be โครงสร้างคือ ประธาน + be + enough + to + คำกริยารูปพื้นฐาน นอกจากนี้ Enough ยังวางหลังคำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ได้ เช่น difficult enough to challenge me

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้มีความหมายว่าปริศนานี้ยากพอที่จะทำให้ฉันคิด: The puzzle is difficult ____ make me think.

ดูคำตอบ

enough to

for the next 4 months

7:17

สำหรับ 4 เดือนข้างหน้า

given where I'm at right now in my life. ไวยากรณ์

7:19

จากจุดที่ฉันยืนอยู่ในชีวิตตอนนี้

ไวยากรณ์

given where I'm at right now: พิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน

Given หมายถึงการพิจารณาหรือนำบางสิ่งมาคำนึงถึง และใช้เกริ่นข้อมูลที่เป็นพื้นฐานของการตัดสิน ในที่นี้ตามด้วยอนุประโยค where I'm at right now จึงทำให้วลีนี้นำเสนอสถานการณ์ปัจจุบันของผู้พูดว่าเกี่ยวข้องกับการตัดสินที่อยู่รอบ ๆ Where I'm at เป็นสำนวนภาษาพูดที่มักใช้บอกช่วงชีวิต ความคืบหน้า ความสามารถ หรือสถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันของบุคคล คำว่า in my life ทำให้ชัดเจนว่าความหมายในที่นี้ไม่ใช่สถานที่จริง แต่เป็นสถานการณ์ในชีวิต

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง given where I'm at right now หมายถึงอะไร?

  1. เมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันของฉัน
  2. เพราะฉันกำลังบอกตำแหน่งของฉันให้ใครบางคนรู้
  3. หลังจากมีใครให้สถานที่แห่งหนึ่งแก่ฉัน
ดูคำตอบ

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันของฉัน

They are things that

7:21

มันเป็นสิ่งที่

I've either wanted to do

7:23

ฉันอาจจะเคยอยากทำ

for the last couple of years that I've never really got to, การใช้คำ

7:25

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาที่ฉันไม่เคยได้ทำมันจริง ๆ

การใช้คำ

never really got to: ไม่มีโอกาสอย่างแท้จริง

ในข้อความนี้ never really got to หมายถึง “ไม่เคยมีโอกาสได้ทำอย่างแท้จริง” โครงสร้าง get to + คำกริยารูปพื้นฐานมักนำเสนอการกระทำว่าเป็นโอกาสหรือสิ่งที่ได้รับอนุญาตให้ทำ ไม่ได้หมายถึงการเดินทางไปถึงสถานที่ ส่วนการกระทำหลัง to ถูกละไว้เพราะเข้าใจได้จากบริบท never really ทำให้การปฏิเสธไม่เด็ดขาดจนเกินไป และมักหมายถึง “ไม่เคยมีโอกาสทำอย่างจริงจังหรือเต็มที่” แม้เคยลองเล็กน้อยแต่ไม่มีโอกาสอย่างเต็มที่ก็ใช้ได้

แบบฝึกหัด

ใน “Maya planned to visit the museum, but she never really got to,” ส่วนท้ายหมายความว่าอย่างไร?

  1. เธอมีหน้าที่ต้องไปเยี่ยมชม
  2. เธอไม่เคยมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมจริง ๆ
  3. เธอไปถึงพิพิธภัณฑ์ช้ากว่าที่วางแผนไว้
ดูคำตอบ

เธอไม่เคยมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมจริง ๆ

things that I've just wanted to incorporate more into my life. วลี

7:28

หรือเป็นสิ่งที่ฉันแค่อยากเอามันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมากขึ้น

วลี

wanted to incorporate more into my life: อยากนำมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตให้มากขึ้น

รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ incorporate A into B ซึ่งหมายถึงทำให้ A เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าอย่าง B ในที่นี้ things คือ A และ my life คือ B คำนาม things อยู่ก่อนอนุประโยคขยาย จึงเข้าใจกรรมหลัง incorporate ได้โดยไม่ต้องกล่าวซ้ำ: things that I've wanted to incorporate ... into my life ส่วน wanted to แสดงความตั้งใจ ไม่ได้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงเสร็จแล้ว more หมายถึงในระดับที่มากขึ้นหรือทำเป็นประจำมากขึ้น ผู้พูดต้องการให้สิ่งเหล่านั้นมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ใช่เพียงนำวัตถุไปวางไว้ที่ใดที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบเป้าหมาย incorporate A into B เติมประโยคให้สมบูรณ์: We want to ____ short breaks ____ the workday.

ดูคำตอบ

incorporate · into

And there's some like I've always wanted to do it,

7:33

และมีบางอย่างที่ฉันอยากทำมาตลอด

but like I don't know when

7:36

แต่แบบว่าฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

it is going to happen.

7:38

มันถึงจะเกิดขึ้น

Whether or not I can do this in 4 months ไวยากรณ์

7:39

ไม่รู้ว่าฉันจะทำมันได้ภายใน 4 เดือนนี้หรือเปล่า

is the question.

7:42

นั่นแหละคือคำถาม

ไวยากรณ์

Whether or not ... is the question: ชี้ประเด็นที่ยังไม่แน่นอน

Whether or not I can do this in 4 months เป็นอนุประโยคนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค โดยนำเสนอความเป็นไปได้สองทาง คือทำได้หรือทำไม่ได้ ให้เป็นประเด็นเดียวกัน ภาคแสดง is the question บอกว่าประเด็นที่ตอบได้ว่าใช่หรือไม่นี้คือความไม่แน่นอนหลัก ทั้งประโยคเป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถามโดยตรง ดังนั้นในอนุประโยคจึงใช้ลำดับคำแบบบอกเล่า I can ไม่ใช่ can I

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำประเด็นที่ตอบว่าใช่หรือไม่มาเป็นประธานได้อย่างถูกต้อง

  1. Whether or not we can meet the deadline is the question.
  2. Whether or not can we meet the deadline is the question.
  3. If or not we can meet the deadline is the question.
ดูคำตอบ

Whether or not we can meet the deadline is the question.

I signed it at the bottom.

7:43

ฉันเซ็นชื่อไว้ข้างล่างนี้แล้ว

I Riza Santos hereby state that I will complete this list by the end of my 20s. โน้ต

7:44

ข้าพเจ้า Riza Santos ขอประกาศว่าฉันจะทำรายการนี้ให้เสร็จก่อนสิ้นสุดช่วงอายุ 20 ของฉัน

การใช้คำ

hereby state: การประกาศอย่างเป็นทางการ

ใน hereby state คำว่า hereby หมายถึง “ด้วยคำประกาศหรือการกระทำนี้” เมื่อใช้สองคำนี้ร่วมกัน ผู้พูดกำลังประกาศอย่างเป็นทางการในขณะนั้น ในประโยคนี้ การใช้ถ้อยคำแบบเอกสารทำให้คำสัญญาส่วนตัวฟังดูเป็นทางการ หากไม่ได้เป็นคำประกาศอย่างเป็นทางการจริง ๆ ความต่างของระดับภาษานี้อาจใช้สร้างความรู้สึกจริงจังเกินปกติหรือตลกอย่างตั้งใจได้

แบบฝึกหัด

จริงหรือเท็จ: ในกลุ่มเพื่อน ประโยค "I hereby state that I will wash the dishes tonight" มักฟังดูจงใจเป็นทางการและอาจมีอารมณ์ขัน

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

จริง

วลี

by the end of my 20s: กำหนดเส้นตายไว้ที่สิ้นสุดวัยยี่สิบ

by the end of my 20s กำหนดเส้นตายไว้ที่ปลายช่วงอายุ my 20s หมายถึงอายุ 20 ถึง 29 ปี ดังนั้นจุดสิ้นสุดคือเมื่อผู้พูดอายุครบ 30 ปี ในที่นี้ by หมายถึง “ไม่เกินเวลานั้น” รายการอาจเสร็จก่อนหน้านั้นได้ วลีนี้ระบุเวลาสุดท้ายที่ยอมรับได้ ไม่ใช่เวลาที่แน่นอนว่าจะทำเสร็จจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่ารายงานอาจเสร็จก่อนก็ได้ แต่ต้องเสร็จไม่เกินสิ้นเดือน

  1. We will finish the report by the end of the month.
  2. We will finish the report at the end of the month.
  3. We will finish the report after the end of the month.
ดูคำตอบ

We will finish the report by the end of the month.

Signed, dated September 2025. การใช้คำ

7:50

ลงชื่อ ลงวันที่เดือนกันยายน 2025

การใช้คำ

Signed, dated: ถ้อยคำแบบย่อในเอกสาร

Signed และ dated ในที่นี้เป็นคำกริยาช่องสามที่ใช้เป็นป้ายข้อความแบบย่อในเอกสาร รูปเต็มอาจเป็น The statement is signed and is dated September 2025. โดย signed หมายถึงมีการลงลายมือชื่อแล้ว และ dated หมายถึงเอกสารได้รับการระบุวันที่ดังกล่าว เนื่องจากละประธานและกริยาช่วย บรรทัดนี้จึงฟังเหมือนข้อความรับรองหรือหมายเหตุในช่องลงนาม มากกว่าการเล่าเรื่องทั่วไป เมื่ออยู่ต่อจาก hereby state ตอนจบที่จงใจใช้ภาษาทางการนี้ทำให้คำสัญญาส่วนตัวดูเหมือนเอกสารราชการ

แบบฝึกหัด

Signed, dated ทำหน้าที่อะไรใน “Signed, dated September 2025.”

  1. เป็นการบอกแบบสบาย ๆ ว่าผู้เขียนไปออกเดตเชิงโรแมนติก
  2. เป็นหมายเหตุแบบเอกสารที่ตัดย่อ เพื่อบอกว่าข้อความได้รับการลงนามและระบุวันที่แล้ว
  3. เป็นการบอกว่าข้อความนั้นล้าสมัย
ดูคำตอบ

เป็นหมายเหตุแบบเอกสารที่ตัดย่อ เพื่อบอกว่าข้อความได้รับการลงนามและระบุวันที่แล้ว

That's crazy.

7:53

บ้าไปแล้ว

That's wild. การใช้คำ

7:54

สุดยอดเลย

การใช้คำ

That's wild. ในฐานะคำอุทานแบบไม่เป็นทางการที่แสดงความประหลาดใจอย่างมาก

That's wild. เป็นคำอุทานแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “น่าตกใจมาก ไม่น่าเชื่อ หรือเกินความคาดหมายอย่างมาก” ในที่นี้ wild ใช้ประเมินสถานการณ์หรือข่าว ไม่ได้หมายถึง “อยู่ตามธรรมชาติ” เนื่องจากสำนวนนี้เน้นระดับความรู้สึกที่รุนแรงมากกว่าการตัดสินอย่างชัดเจน จึงใช้ตอบสนองต่อสิ่งที่น่าประทับใจ ไร้เหตุผล น่าตกใจ หรือรุนแรงเกินปกติได้ ต้องดูบริบทและน้ำเสียงเพื่อรู้ว่าผู้พูดรู้สึกในทางบวก ทางลบ หรือเพียงแค่ประหลาดใจ

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “I met my favorite actor on the bus this morning.” คำตอบใดแสดงความประหลาดใจอย่างมากได้เป็นธรรมชาติที่สุดในบทสนทนาสบาย ๆ

  1. That's wild.
  2. That's normal.
  3. That's unclear.
ดูคำตอบ

That's wild.

You called me at night.

8:00

คุณโทรหาฉันตอนกลางคืน

I thought we were fine.

8:02

ฉันนึกว่าเราโอเคกันแล้วซะอีก

I told you I don't love you, darling.

8:04

ฉันบอกคุณแล้วไงว่าฉันไม่ได้รักคุณแล้ว ที่รัก

Now I'm right by the phone answering to your calls.

8:08

ตอนนี้ฉันมาอยู่ข้างโทรศัพท์คอยรับสายคุณเนี่ย

I've got a complaint, my darling.

8:12

ฉันมีเรื่องจะบ่นนะ ที่รัก

I haven't been true to you in so long.

8:16

ฉันไม่ได้ซื่อสัตย์กับคุณมาตั้งนานแล้วล่ะ