ปรัชญา - อริสโตเติล: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
1,235 คำ 185 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: แอนิเมชันนี้นำเสนออริสโตเติลผ่านคำถามเชิงปฏิบัติสี่ข้อเรื่องคุณธรรมกับความสุข โศกนาฏกรรมกับอารมณ์ มิตรภาพแท้จริง และวาทศิลป์ที่ช่วยให้แนวคิดเข้าถึงผู้ฟัง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. "the golden mean" — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เชื่อมคำนี้กับแนวคิดว่าคุณธรรมอยู่ระหว่างความสุดโต่งที่เป็นโทษสองด้าน เพื่อเข้าใจการอ้างถึงจริยศาสตร์ของอริสโตเติล 2. should anything befall — ไวยากรณ์และรูปประโยค: สังเกตการสลับประธานกับกริยาช่วยแบบเป็นทางการที่ใช้แทนเงื่อนไข if และใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีโอกาสน้อยหรือร้ายแรง 3. cut through — กริยาวลี: เข้าใจว่าแนวคิดหรือข้อความสามารถดึงความสนใจท่ามกลางเสียงรบกวนหรือการแข่งขัน และใช้กับข้อเสนอหรือข้อโต้แย้งได้อย่างเป็นธรรมชาติ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Aristotle was born around 384 BC in the ancient Greek kingdom of Macedonia,

0:04

อริสโตเติลเกิดเมื่อราว 384 ปีก่อนคริสตกาล ในอาณาจักรมาซิโดเนียของกรีกโบราณ

where his father was the royal doctor.

0:09

สถานที่ซึ่งพ่อของเขาเป็นแพทย์หลวง

He grew up to be arguably the most influential philosopher ever, การใช้คำ

0:11

เขาเติบโตขึ้นและกลายเป็นนักปรัชญาที่อาจเรียกได้ว่ามีอิทธิพลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

การใช้คำ

arguably สำหรับข้อสรุปที่มีเหตุผลรองรับแต่ยังโต้แย้งได้

Arguably หมายถึง “อาจกล่าวได้อย่างมีเหตุผลว่าเป็นเช่นนั้น” ในที่นี้คำนี้ช่วยลดความเด็ดขาดของข้อความ the most influential philosopher ever ผู้พูดมีเหตุผลรองรับการประเมินนี้ แต่ก็ยอมรับว่าคนอื่นอาจไม่เห็นด้วย ใช้ arguably หน้าความคิดเห็นหรือการประเมินเมื่อต้องการพูดอย่างมั่นใจโดยไม่ทำให้ข้อความนั้นดูเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ คำนี้บอกว่าข้อกล่าวอ้างมีเหตุผลรองรับเพียงใด ไม่ได้หมายความว่าคนคนหนึ่งชอบโต้เถียง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำวิเศษณ์ที่หมายถึง “อาจกล่าวได้อย่างมีเหตุผลว่าเป็นเช่นนั้น”: This is ____ the most practical solution.

ดูคำตอบ

arguably

with modest nicknames like "the master" and simply "the philosopher". ลำดับความ

0:14

ด้วยฉายาอันถ่อมตัวอย่าง "ปรมาจารย์" และเรียกง่ายๆ ว่า "นักปรัชญา"

ลำดับความ

modest nicknames like “the master” ในฐานะการพูดลดทอนเชิงประชด

ปกติ modest หมายถึงไม่ยิ่งใหญ่หรือไม่น่าประทับใจ แต่ในที่นี้กลับใช้ขยายฉายา “the master” และ “the philosopher,” ซึ่งเป็นฉายาที่ยิ่งใหญ่มาก ความไม่เข้ากันอย่างชัดเจนนี้เป็นสัญญาณของการประชด ผู้บรรยายจงใจพูดลดความสำคัญของฉายาเพื่อสร้างอารมณ์ขันและเน้นความหมาย วลีนี้ยังช่วยจัดข้อมูลด้วย like ใช้นำเสนอตัวอย่างฉายา ส่วน simply ทำให้ “the philosopher” ฟังเหมือนเป็นชื่อเรียกแบบสบาย ๆ แต่ชัดเจนเด็ดขาด จึงย้ำถึงอำนาจและความน่าเชื่อถืออันโดดเด่นของบุคคลนั้น

แบบฝึกหัด

modest น่าจะทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้มากที่สุด: “The singer accepted the modest nickname ‘the voice of a generation’”?

  1. สร้างการประชดด้วยการจงใจพูดลดความยิ่งใหญ่ของฉายา
  2. บอกว่านักร้องมอบฉายานี้ให้คนอื่น
  3. บอกว่าฉายานี้ธรรมดาและไม่สำคัญ
ดูคำตอบ

สร้างการประชดด้วยการจงใจพูดลดความยิ่งใหญ่ของฉายา

His first big job was tutoring Alexander the Great, วัฒนธรรม

0:19

งานใหญ่ชิ้นแรกของเขาคือการเป็นพระอาจารย์ให้กับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

วัฒนธรรม

Alexander the Great ในฐานะชื่อทางประวัติศาสตร์

Alexander the Great คือชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้กันเป็นมาตรฐานของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 กษัตริย์มาซิโดเนียโบราณผู้ต่อมาสร้างจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ The Great เป็นสมญานามทางประวัติศาสตร์ที่ตายตัว ไม่ใช่คำคุณศัพท์ทั่วไปที่ผู้พูดเติมขึ้นสำหรับประโยคนี้ ภูมิหลังนี้ทำให้งานสอนเขาดูเป็นงานช่วงแรกที่สำคัญมาก ในชีวประวัติและรายการประวัติศาสตร์ สมญานามที่อยู่ในชื่อซึ่งคุ้นเคยสามารถบอกได้ว่าบุคคลนั้นสำคัญเพราะเหตุใด แม้ผู้เล่าจะแนะนำเพียงสั้น ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'His first big job was tutoring Alexander the Great,' คำว่า the Great ทำหน้าที่อะไร?

  1. เป็นคำชมแบบกันเองที่ผู้พูดคิดขึ้นในตอนนั้น
  2. เป็นส่วนหนึ่งของชื่อทางประวัติศาสตร์ที่ใช้กันเป็นมาตรฐานของ Alexander
  3. หมายความว่า Alexander มีรูปร่างใหญ่
ดูคำตอบ

เป็นส่วนหนึ่งของชื่อทางประวัติศาสตร์ที่ใช้กันเป็นมาตรฐานของ Alexander

who soon after went out and conquered the known world.

0:21

ผู้ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็ได้ออกไปพิชิตโลกเท่าที่รู้จักในเวลานั้น

Aristotle then headed off to Athens, กริยาวลี

0:24

จากนั้นอริสโตเติลก็มุ่งหน้าไปยังกรุงเอเธนส์

กริยาวลี

headed off: ออกเดินทางไปยังจุดหมาย

ในประโยคนี้ headed off หมายถึง “ออกเดินทาง” หรือ “เริ่มเดินทาง” วลี to Athens ที่ตามมาระบุจุดหมาย ดังนั้นใจความทั้งหมดคืออริสโตเติลเริ่มเดินทางไปเอเธนส์ ในที่นี้ให้เข้าใจ headed off เป็นกริยาวลีเดียว วลีนี้เน้นความรู้สึกว่าออกจากที่เดิมและเริ่มเดินทางอย่างชัดเจน และมักพบในเรื่องเล่าการเดินทางหรือเรื่องที่มีคนมุ่งหน้าไปยังสถานที่ใหม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ head off ที่หมายถึง “ออกเดินทางไปยังสถานที่หนึ่ง”: After lunch, Maya ____ to the library.

ดูคำตอบ

headed off

worked with Plato for a bit, then branched out on his own. กริยาวลี

0:26

ทำงานร่วมกับเพลโตอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงแยกตัวออกไปตามเส้นทางของเขาเอง

กริยาวลี

branched out on his own: ก้าวไปในทิศทางใหม่อย่างอิสระ

ในที่นี้ branched out หมายถึงออกจากแนวทางเดิมแล้วเริ่มพัฒนาไปในทิศทางใหม่ ภาพเปรียบเทียบมาจากกิ่งไม้ที่แตกออกและเติบโตห่างจากลำต้นหลัก on his own หมายถึงอย่างเป็นอิสระ โดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของเพลโตต่อไป เมื่อรวมกัน branched out on his own จึงเน้นทั้งการมุ่งสู่ทิศทางใหม่และการทำงานอย่างอิสระ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “พัฒนาไปในทิศทางใหม่อย่างอิสระ”: After working for an architecture firm, Mina ____ and opened her own studio.

ดูคำตอบ

branched out on her own

He founded a little school called "the Lyceum". วัฒนธรรม

0:30

เขาก่อตั้งโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า "ไลเซียม"

French secondary schools, the lycées, are named in honor of this venture.

0:32

โรงเรียนมัธยมในฝรั่งเศส หรือที่เรียกว่า lycées ก็ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ความริเริ่มนี้

วัฒนธรรม

the Lyceum และ lycées: ชื่อทางประวัติศาสตร์กับคำภาษาฝรั่งเศสสมัยใหม่

The Lyceum เป็นชื่อเฉพาะของโรงเรียนที่อริสโตเติลก่อตั้งในกรุงเอเธนส์ยุคโบราณ ในประโยคนี้ คำดังกล่าวหมายถึงสถาบันทางประวัติศาสตร์แห่งนั้น ไม่ใช่โรงเรียนมัธยมสมัยใหม่ทั่วไป คำนามทั่วไปภาษาฝรั่งเศส lycée หมายถึงโรงเรียนมัธยม และ lycées เป็นรูปพหูพจน์ ชื่อนี้พัฒนามาจาก Lyceum ดังนั้นรูปคำที่คล้ายกันจึงแสดงความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ของการตั้งชื่อ ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองคำเรียกโรงเรียนประเภทเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายความสัมพันธ์ในตัวอย่างได้ถูกต้อง?

  1. Lyceum เป็นรูปพหูพจน์ภาษาฝรั่งเศสของ lycée
  2. ทั้งสองคำเป็นเพียงการสะกดสองแบบสำหรับโรงเรียนสมัยใหม่ประเภทเดียวกันทุกประการ
  3. The Lyceum เป็นชื่อโรงเรียนของอริสโตเติล ส่วน lycées คือโรงเรียนมัธยมฝรั่งเศสที่มีชื่อมาจากโรงเรียนนี้
ดูคำตอบ

The Lyceum เป็นชื่อโรงเรียนของอริสโตเติล ส่วน lycées คือโรงเรียนมัธยมฝรั่งเศสที่มีชื่อมาจากโรงเรียนนี้

He liked to walk about while teaching and discussing ideas. วัฒนธรรม

0:37

เขาชอบเดินไปมาในขณะที่สอนและถกเถียงแนวคิดต่างๆ

His followers were nicknamed "Peripatetics", "the wanderers".

0:40

เหล่าลูกศิษย์ของเขาได้รับฉายาว่า "Peripatetics" หรือ "ผู้ชอบเดิน"

วัฒนธรรม

ความเชื่อมโยงระหว่าง walk about กับ “Peripatetics, the wanderers”

ในบริบททางประวัติศาสตร์นี้ Peripatetics เป็นชื่อที่ใช้เรียกผู้ติดตามของอริสโตเติลและสมาชิกของสำนักปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา การขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่แสดงว่านี่เป็นชื่อกลุ่ม ไม่ได้หมายถึงคนที่เดินเร่ไปมาโดยทั่วไป คำบรรยายเชื่อมชื่อนี้กับ walk about และอธิบายว่าเป็น the wanderers เพื่อให้จำได้ง่ายขึ้น ความเชื่อมโยงนี้ช่วยให้เข้าใจชื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าปรัชญาของพวกเขาเป็นเพียงการเดินอย่างไร้จุดหมาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Peripatetics ในความหมายทางประวัติศาสตร์แบบเดียวกับตัวอย่าง

  1. The hikers wandered away from the marked trail.
  2. The Peripatetics belonged to the philosophical tradition associated with Aristotle.
  3. A peripatetic nurse works in a different clinic each month.
ดูคำตอบ

The Peripatetics belonged to the philosophical tradition associated with Aristotle.

His many books are actually lecture notes.

0:43

หนังสือหลายเล่มของเขาแท้จริงแล้วคือบันทึกคำบรรยาย

Aristotle was fascinated by how many things actually work.

0:47

อริสโตเติลหลงใหลในวิธีการทำงานที่แท้จริงของสรรพสิ่ง

How does a chick grow in an egg?

0:50

ลูกเจี๊ยบเติบโตในไข่ได้อย่างไร?

How do squid reproduce?

0:52

หมึกสืบพันธุ์อย่างไร?

Why does a plant grow well in one place and hardly at all in another?

0:54

ทำไมพืชถึงเติบโตได้ดีในที่หนึ่ง แต่แทบจะไม่โตเลยในอีกที่หนึ่ง?

And most importantly,

0:57

และที่สำคัญที่สุดคือ

what makes a human life and a whole society go well?

0:58

อะไรทำให้ชีวิตมนุษย์และสังคมโดยรวมดำเนินไปได้ด้วยดี?

For Aristotle, philosophy was about practical wisdom. การใช้คำ

1:02

สำหรับอริสโตเติลแล้ว ปรัชญาเป็นเรื่องของปัญญาเชิงปฏิบัติ

การใช้คำ

practical wisdom: ปัญญาเชิงปฏิบัติ

Practical wisdom หมายถึงความสามารถในการตัดสินว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำในสถานการณ์จริง แล้วลงมือทำอย่างเหมาะสม ในทางปรัชญา โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงอริสโตเติล คำนี้หมายถึงปัญญาที่ชี้นำการเลือกและการกระทำ ไม่ใช่เพียงการรู้ข้อเท็จจริงหรือมีเคล็ดลับที่ใช้สะดวก ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวนำเสนอปรัชญาในฐานะแนวทางในการใช้ชีวิต แนวคิดนามธรรมมีความสำคัญเพราะช่วยให้คนตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดง practical wisdom ในความหมายทางปรัชญาได้ดีที่สุด

  1. ช่างเทคนิคจำขั้นตอนการเปลี่ยนแบตเตอรี่
  2. ผู้นำพิจารณาความยุติธรรม ผลที่จะตามมา และจังหวะเวลาก่อนตัดสินใจเรื่องยาก
  3. ผู้ซื้อเลือกเครื่องมือขนาดพกพาเพราะสะดวก
ดูคำตอบ

ผู้นำพิจารณาความยุติธรรม ผลที่จะตามมา และจังหวะเวลาก่อนตัดสินใจเรื่องยาก

Here are four big philosophical questions he answered.

1:05

ต่อไปนี้คือ 4 คำถามทางปรัชญาข้อใหญ่ที่เขาได้ให้คำตอบไว้

1.

1:09

1.

What makes people happy?

1:09

อะไรทำให้คนเรามีความสุข?

In the Nicomachean Ethics, วัฒนธรรม

1:11

ในหนังสือ Nicomachean Ethics

the book got its name because it was edited by his son Nicomachus,

1:13

ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ชื่อมาจากการที่ลูกชายของเขา นิคโคมาคัส เป็นผู้เรียบเรียง

วัฒนธรรม

the Nicomachean Ethics ... นิโคมาคัส ลูกชายของเขา

the Nicomachean Ethics เป็นชื่อภาษาอังกฤษของงานเขียนเกี่ยวกับจริยศาสตร์ของอริสโตเติล ในประโยคนี้ Nicomachus หมายถึงลูกชายของอริสโตเติล และวิดีโออธิบายว่าชื่อหนังสือมาจากบทบาทของเขาในฐานะผู้เรียบเรียง คำว่า Ethics ในที่นี้หมายถึงทั้งสาขาจริยศาสตร์และตัวงานเขียน ไม่ได้หมายถึงรายการกฎส่วนตัวหลายข้อ การจำชื่อหนังสือและชื่อ Nicomachus ที่เกี่ยวข้องกันได้จะช่วยให้เข้าใจการกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ "the Nicomachean Ethics" หมายถึงอะไร?

  1. งานเขียนของอริสโตเติลเกี่ยวกับจริยศาสตร์ ซึ่งในประโยคนี้เชื่อมโยงชื่อหนังสือกับ Nicomachus
  2. รายการกฎส่วนตัวของ Nicomachus
  3. ชื่อวิธีการเรียบเรียงที่ Nicomachus ใช้
ดูคำตอบ

งานเขียนของอริสโตเติลเกี่ยวกับจริยศาสตร์ ซึ่งในประโยคนี้เชื่อมโยงชื่อหนังสือกับ Nicomachus

Aristotle set himself the task of identifying the factors วลี

1:17

อริสโตเติลได้ตั้งภารกิจให้กับตัวเองในการระบุปัจจัยต่างๆ

that lead people to have a good life, or not.

1:20

ที่นำพาผู้คนไปสู่การมีชีวิตที่ดี หรือไม่ดี

วลี

set himself the task of: ตั้งภารกิจให้ตนเอง

Set himself the task of identifying หมายความว่าอริสโตเติลตั้งใจเลือกให้การระบุปัจจัยเหล่านั้นเป็นงานของตนเอง วลีนี้เน้นว่าเป็นเป้าหมายที่เจ้าตัวเลือกเอง ไม่ใช่งานที่ผู้อื่นมอบให้ โครงสร้างคือ set + คำสรรพนามสะท้อนกลับ + the task of + คำนามหรือคำกริยารูป -ing คำสรรพนามสะท้อนกลับต้องเปลี่ยนตามประธาน เช่น I set myself, she set herself และ we set ourselves

แบบฝึกหัด

ใช้ set คำสรรพนามสะท้อนกลับที่ถูกต้อง และ the task of เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: During the summer, Leo ____ learning one new song each week.

ดูคำตอบ

set himself the task of

He suggested that good and successful people all possess distinct virtues

1:23

เขาเสนอว่า คนที่ดีและประสบความสำเร็จล้วนมีคุณธรรมที่โดดเด่น

and proposed that we should get better at identifying what these are,

1:27

และเสนอว่าเราควรจะแยกแยะให้เก่งขึ้นว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร

so that we can nurture them in ourselves and honor them in others.

1:31

เพื่อที่เราจะได้บ่มเพาะมันในตัวเราเองและยกย่องมันในตัวผู้อื่น

Aristotle zeroed in on 11 virtues: courage, temperance, liberality, magnificence, กริยาวลี

1:34

อริสโตเติลเน้นไปที่ 11 คุณธรรม: ความกล้าหาญ, การรู้จักประมาณ, ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความโอ่อ่าสง่างาม,

กริยาวลี

zeroed in on: มุ่งไปยังเป้าหมายอย่างเจาะจง

ในประโยคนี้ zeroed in on หมายถึง “มุ่งความสนใจไปยังสิ่งหนึ่งอย่างเจาะจง” อริสโตเติลเลือกคุณธรรม 11 ประการให้เป็นจุดสนใจเฉพาะจากกลุ่มแนวคิดที่กว้างกว่า โครงสร้างคือ zero in on + เป้าหมาย zeroed เป็นรูปอดีต และต้องคง on ไว้เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี

แบบฝึกหัด

ใช้ zero in on ในรูปอดีตเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: After comparing the test results, the doctor ____ one likely cause.

ดูคำตอบ

zeroed in on

magnanimity, pride, patience,

1:39

ความใจกว้าง, ความภาคภูมิใจ, ความอดทน,

truthfulness, wittiness, friendliness, modesty.

1:40

ความซื่อสัตย์, ความมีไหวพริบ, ความเป็นมิตร, ความถ่อมตน

Aristotle also observed that every virtue

1:43

อริสโตเติลยังสังเกตด้วยว่าคุณธรรมทุกข้อ

seems to be bang in the middle of two vices. สำนวน

1:45

ดูเหมือนจะอยู่ตรงกลางระหว่างความชั่วร้ายสองประการ

สำนวน

bang in the middle of: อยู่ตรงกลางพอดี

ในประโยคนี้ bang เป็นคำวิเศษณ์แบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “ตรงพอดี” หรือ “อย่างแน่นอน” ดังนั้น bang in the middle of จึงหมายถึงอยู่ตรงกลางพอดี ไม่ได้หมายถึงเสียงกระแทกหรือเสียงระเบิด ตำแหน่งตรงกลางอาจเป็นตำแหน่งจริงหรือเป็นเชิงเปรียบเทียบก็ได้ ในที่นี้วลีดังกล่าววางคุณธรรมหนึ่งอย่างไว้ตรงกลางระหว่างขั้วที่ไม่ดีสองด้านพอดี

แบบฝึกหัด

ใช้ bang in the middle of เติมประโยคให้สมบูรณ์: Our picnic table was ____ the park, far from every entrance.

ดูคำตอบ

bang in the middle of

It occupies what he termed "the golden mean" between two extremes of character. วัฒนธรรม

1:48

มันครอบครองสิ่งที่เขาเรียกว่า "ทางสายกลาง" ระหว่างลักษณะนิสัยสองขั้วที่สุดโต่ง

วัฒนธรรม

"the golden mean" ในจริยศาสตร์ของอริสโตเติล

ในที่นี้ "the golden mean" เป็นชื่อที่อริสโตเติลใช้เรียกภาวะแห่งคุณธรรมซึ่งอยู่ระหว่างข้อบกพร่องที่ตรงข้ามกันสองด้าน ด้านหนึ่งเกิดจากการมีคุณลักษณะบางอย่างน้อยเกินไป ส่วนอีกด้านเกิดจากการมีมากเกินไป ในการใช้แบบนี้ mean เป็นคำนามที่หมายถึง “ภาวะกึ่งกลาง” แนวคิดนี้ไม่ใช่การคำนวณค่าเฉลี่ยที่แน่นอน ความสมดุลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ดังนั้นประโยคจึงวางทางสายกลางไว้ระหว่างลักษณะนิสัยสุดโต่งสองด้าน

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Patience is the golden mean between indifference and overreaction," คำว่า "the golden mean" หมายถึงอะไร

  1. ด้านที่รุนแรงกว่าจากสุดโต่งสองด้าน
  2. ความสมดุลแห่งคุณธรรมระหว่างน้อยเกินไปกับมากเกินไป
  3. ค่าเฉลี่ยเลขคณิตที่แน่นอนของตัวเลขสองจำนวน
ดูคำตอบ

ความสมดุลแห่งคุณธรรมระหว่างน้อยเกินไปกับมากเกินไป

For example, in book 4 of his Ethics,

1:53

ตัวอย่างเช่น ในเล่มที่ 4 ของ Ethics

under the charming title of "Conversational Virtues, Wit, Buffoonery, and Boorishness",

1:55

ภายใต้ชื่อตอนที่น่าสนใจว่า "คุณธรรมในการสนทนา: ไหวพริบ ความตลกขบขัน และความหยาบคาย"

Aristotle looks at ways people are better or worse at conversation.

2:00

อริสโตเติลพิจารณาถึงวิธีที่ผู้คนทำได้ดีกว่าหรือแย่กว่าในการสนทนา

Knowing how to have a good conversation

2:04

การรู้ว่าจะมีบทสนทนาที่ดีได้อย่างไร

is one of the key ingredients of the good life Aristotle recognized.

2:06

คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของชีวิตที่ดีตามที่อริสโตเติลตระหนัก

Some people go wrong because they lack a subtle sense of humor.

2:10

บางคนผิดพลาดเพราะพวกเขาขาดอารมณ์ขันที่ลุ่มลึก

That's "the boor",

2:13

นั่นคือ "คนหยาบคาย"

someone useless for any kind of social intercourse การใช้คำ

2:15

บุคคลที่ไร้ประโยชน์สำหรับการเข้าสังคมทุกรูปแบบ

because he contributes nothing and takes offense at everything.

2:17

เพราะเขาไม่ได้ให้อะไรเลยและรู้สึกขุ่นเคืองกับทุกสิ่ง

การใช้คำ

"social intercourse": ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในภาษาทางการหรือภาษาเก่า

ในประโยคนี้ "social intercourse" หมายถึงการติดต่อและปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน โดยเฉพาะการสนทนาและการมีส่วนร่วมในชีวิตทางสังคม คำนาม intercourse เคยมีความหมายทางการที่กว้างกว่า คือการแลกเปลี่ยนหรือการติดต่อสัมพันธ์ และคำว่า social ทำให้ความหมายนี้ชัดเจนในที่นี้ ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่จำนวนมาก เมื่อใช้ intercourse เพียงลำพัง ผู้คนมักเชื่อมโยงคำนี้กับ sexual intercourse อย่างมาก จึงต้องอ่านทั้งวลีและใจความรอบข้าง ประโยคนี้กำลังตัดสินพฤติกรรมของคนคนหนึ่งเมื่ออยู่กับผู้อื่น ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเพศ

แบบฝึกหัด

ในบทความเก่ามีประโยคว่า "The club encouraged social intercourse among its members." ชมรมส่งเสริมสิ่งใด

  1. การที่สมาชิกหลีกเลี่ยงการสนทนาทั้งหมด
  2. การติดต่อและปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นมิตรระหว่างสมาชิก
  3. การพูดคุยที่จำกัดเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ
ดูคำตอบ

การติดต่อและปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นมิตรระหว่างสมาชิก

But others carry humor to excess. วลี

2:21

แต่บางคนก็นำอารมณ์ขันไปใช้มากเกินพอดี

วลี

carry humor to excess: เล่นมุกมากเกินพอดี

ใน carry humor to excess คำว่า carry ไม่ได้หมายถึงการขนย้ายสิ่งของจริง ๆ แต่หมายถึงการผลักพฤติกรรมหรือแนวโน้มไปถึงระดับหนึ่ง ส่วน to excess บอกว่าระดับนั้นเกินขอบเขตที่สมเหตุสมผลแล้ว ในที่นี้กรรม humor คือพฤติกรรมที่ถูกทำมากเกินไป โครงสร้าง carry + คำนาม + to excess ที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้ หมายถึง “ทำคุณลักษณะหรือกิจกรรมนั้นมากเกินไป”

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่เป็นทางการและมีความหมายว่า “เกินขอบเขตที่สมเหตุสมผล” ลงในประโยค: The committee was careful, but it sometimes carried caution ____.

ดูคำตอบ

to excess

The buffoon cannot resist a joke, sparing neither himself nor anybody else, ไวยากรณ์

2:23

ตัวตลกที่ไม่สามารถอดใจไม่ให้เล่นมุกได้ โดยไม่ละเว้นทั้งตัวเองหรือใครก็ตาม

ไวยากรณ์

sparing neither himself nor anybody else: ไม่เว้นทั้งตัวเองและคนอื่น

Sparing เป็นอนุประโยค -ing ที่เพิ่มข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นในขณะที่คนตลกเล่นมุก ในที่นี้ spare someone หมายถึงกันคนนั้นออกจากการถูกล้อ ดังนั้นการไม่ spare ใครเลยจึงหมายถึงทุกคนอาจกลายเป็นเป้าหมายได้ Neither A nor B นำทั้ง A และ B เข้าไปอยู่ในความหมายเชิงปฏิเสธ Himself ย้อนกลับไปหมายถึงคนตลกเอง ส่วน anybody else ครอบคลุมคนอื่นทั้งหมด กล่าวคือเขาไม่เว้นคนทั้งสองกลุ่ม

แบบฝึกหัด

เติมคำปฏิเสธที่ใช้เป็นคู่เพื่อแสดงว่าทั้งสองคนกลายเป็นเป้าหมาย: In his jokes, Leo spared ____ himself ____ his best friend.

ดูคำตอบ

neither · nor

provided that he can raise a laugh and saying things that a man of taste would never dream of saying. ไวยากรณ์

2:28

ขอเพียงแค่ให้เขาเรียกเสียงหัวเราะได้ และพูดในสิ่งที่คนมีรสนิยมจะไม่มีวันคิดที่จะพูด

ไวยากรณ์

Provided that: การกำหนดเงื่อนไขที่ต้องเป็นจริง

ใน provided that คำว่า provided ไม่ใช่คำกริยาในรูปถูกกระทำ สองคำนี้รวมกันเป็นคำเชื่อมที่หมายถึง “ก็ต่อเมื่อ” หรือ “โดยมีเงื่อนไขว่า” และใช้เปิดเงื่อนไขที่ต้องเป็นจริงก่อน ข้อความหลักจึงจะใช้ได้ เงื่อนไขในที่นี้คือเขาต้องทำให้คนหัวเราะได้ สำนวนนี้เน้นข้อกำหนดดังกล่าวเป็นพิเศษ จึงมักฟังหนักแน่นและเป็นทางการกว่า if แบบกลาง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมเงื่อนไขแบบเป็นทางการที่หมายถึง “ก็ต่อเมื่อ”: You may use the art room, ____ that a teacher is present.

ดูคำตอบ

provided

So, the virtuous person is in the golden mean in this area,

2:33

ดังนั้น ผู้มีคุณธรรมจึงอยู่ในทางสายกลางในเรื่องนี้

witty but tactful.

2:36

มีไหวพริบแต่ก็รู้จักกาลเทศะ

A particularly fascinating moment is when Aristotle draws up a table

2:38

ช่วงเวลาที่น่าหลงใหลเป็นพิเศษคือตอนที่อริสโตเติลร่างตาราง

of "too little, too much, and just right" around the whole host of virtues.

2:42

ของคำว่า "น้อยเกินไป มากเกินไป และพอดี" ในหมวดหมู่ของคุณธรรมทั้งหมด

We can't change our behavior in any of these areas just at the drop of a hat, สำนวน

2:47

เราไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเราในด้านเหล่านี้ได้ในชั่วพริบตา

สำนวน

At the drop of a hat: ทันทีโดยไม่เตรียมตัว

at the drop of a hat เป็นสำนวนที่หมายถึง “ทันที โดยไม่มีหรือแทบไม่มีเวลาเตรียมตัวและไม่รอช้า” คำในสำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงหมวกจริง ๆ เมื่อใช้ร่วมกับ can't และ just ประโยคนี้บอกว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในด้านเหล่านี้ได้ทันทีเพียงเพราะมีคนต้องการให้เปลี่ยน สำนวนนี้เน้นว่าไม่มีเวลาเตรียมตัว ไม่ได้หมายความว่าการกระทำนั้นสะเพร่าเสมอไป

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “ทันทีและโดยไม่เตรียมตัว”: Nina can give a speech at the ____ of a hat.

ดูคำตอบ

drop

but change is possible, eventually.

2:50

แต่การเปลี่ยนแปลงก็สามารถเกิดขึ้นได้ในท้ายที่สุด

Moral goodness, says Aristotle, is the result of habit.

2:53

อริสโตเติลกล่าวว่า ความดีงามทางศีลธรรมเป็นผลมาจากความเคยชิน

It takes time, practice, encouragement.

2:56

มันต้องใช้เวลา การฝึกฝน และกำลังใจ

So, Aristotle thinks people who lack virtue

2:58

ดังนั้น อริสโตเติลจึงคิดว่าผู้ที่ขาดคุณธรรม

should be understood as unfortunate rather than wicked. ไวยากรณ์

3:01

ควรได้รับการเข้าใจว่าเป็นผู้โชคร้ายมากกว่าเป็นคนเลวทราม

ไวยากรณ์

should be understood as A rather than B: การกำหนดกรอบการประเมินใหม่

ในโครงสร้าง should be understood as A rather than B คำว่า should แสดงว่าผู้พูดเห็นว่าควรตีความประธานอย่างไร ส่วนรูปถูกกระทำ be understood as หมายถึง “ถูกมองหรือถูกตีความว่า” ไม่ได้หมายถึงเพียง “ถูกทำความเข้าใจ” rather than ใช้แทนที่การประเมินแบบหนึ่งด้วยอีกแบบหนึ่ง ในที่นี้ unfortunate คือการประเมินที่เสนอให้ใช้ ส่วน wicked คือการประเมินที่ถูกปฏิเสธ คำคุณศัพท์ทั้งสองจึงเป็นคู่เปรียบต่างที่มีโครงสร้างขนานกันภายในโครงสร้าง as

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างนี้ได้ถูกต้องเพื่อเสนอการตีความหนึ่งแทนอีกการตีความหนึ่ง

  1. The decision to postpone the field trip should understand as a safety measure rather than a punishment.
  2. The decision to postpone the field trip should be understood as a safety measure rather than a punishment.
  3. The decision to postpone the field trip should be understood a safety measure rather than a punishment.
ดูคำตอบ

The decision to postpone the field trip should be understood as a safety measure rather than a punishment.

What they need isn't or being thrown into prison,

3:04

สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่การถูกจับเข้าคุก

but better teachers and more guidance.

3:07

แต่เป็นครูที่ดีกว่าและคำแนะนำที่มากขึ้น

2.

3:11

2.

What's art for?

3:12

ศิลปะมีไว้เพื่ออะไร?

The blockbuster art at the time was tragedy.

3:14

ศิลปะที่โด่งดังถล่มทลายในสมัยนั้นคือโศกนาฏกรรม

Athenians watched gory plays at community festivals in huge open-air theaters.

3:17

ชาวเอเธนส์ชมละครนองเลือดในเทศกาลของชุมชนในโรงละครกลางแจ้งขนาดใหญ่

Aeschylus, Euripides, and Sophocles were household names. สำนวน

3:21

เอสคิลัส, ยูริพิดิส, และโซโฟคลีส เป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักกันดี

สำนวน

household names: บุคคลที่แทบทุกคนรู้จัก

household name หมายถึงบุคคล แบรนด์ หรือสิ่งที่คนทั่วไปจดจำได้ เป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบ โดย household สื่อว่าชื่อนั้นเป็นที่คุ้นเคยแม้แต่ในครอบครัวทั่วไป ไม่ได้หมายถึงชื่อที่ใช้ภายในครอบครัวหนึ่ง เนื่องจากประโยคกล่าวถึงสามคน จึงใช้รูปพหูพจน์ household names ประโยคนี้นำเสนอนักเขียนบทละครทั้งสามในฐานะบุคคลสาธารณะที่สำคัญ ไม่ใช่เพียงผู้เชี่ยวชาญที่รู้จักกันในวงแคบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึงบุคคลที่คนทั่วไปรู้จัก: After her invention appeared on a popular TV show, Maya became a ____.

ดูคำตอบ

household name

Aristotle wrote a "how to write great plays" manual, "The Poetics".

3:25

อริสโตเติลเขียนคู่มือ "วิธีการเขียนบทละครที่ยิ่งใหญ่" ชื่อว่า "The Poetics"

It's packed with great tips.

3:29

มันเต็มไปด้วยเคล็ดลับดีๆ

For example, make sure to use peripeteia, a change in fortune, วัฒนธรรม

3:30

ตัวอย่างเช่น อย่าลืมใช้ peripeteia หรือจุดพลิกผันของโชคชะตา

วัฒนธรรม

peripeteia: การพลิกผันของชะตาหรือสถานการณ์

Peripeteia เป็นศัพท์ทางการละครที่หมายถึงการพลิกผันครั้งใหญ่ เหตุการณ์เปลี่ยนทิศทาง และสถานการณ์ของตัวละครเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากดีเป็นร้ายหรือจากร้ายเป็นดี ในประโยคนี้ a change in fortune เป็นวลีแทรกอธิบายที่ใช้คำง่าย ๆ เพื่อขยายความศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย ตรงนี้ fortune หมายถึงสถานการณ์หรือชะตากรรม ไม่ใช่เงิน รูปแบบการอ่านที่นำไปใช้กับข้อความอื่นได้คือ ศัพท์เฉพาะ + จุลภาค + นามวลีที่ใช้อธิบาย เมื่อคำยากตามด้วยจุลภาคและนามวลีที่ชัดเจนกว่าในทันที วลีหลังมักทำหน้าที่นิยามคำแรก

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ peripeteia มากที่สุด

  1. ตัวละครตระหนักถึงความจริงสำคัญอย่างฉับพลัน
  2. สถานการณ์ของตัวละครพลิกกลับอย่างฉับพลัน
  3. คำพูดที่กล่าวต่อผู้ชมโดยตรง
ดูคำตอบ

สถานการณ์ของตัวละครพลิกกลับอย่างฉับพลัน

when for the hero things go from great to awful.

3:34

เมื่อสถานการณ์ของตัวเอกเปลี่ยนจากดีเยี่ยมเป็นเลวร้ายสุดๆ

In Titanic, Leonardo DiCaprio gets Kate Winslet,

3:36

ในเรื่องไททานิค ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ได้คู่กับ เคท วินสเล็ต

great, then they hit the iceberg, awful.

3:39

ดีเยี่ยม จากนั้นพวกเขาก็ชนภูเขาน้ำแข็ง เลวร้ายสุดๆ

And anagnorisis, a moment of dramatic revelation, วัฒนธรรม

3:41

และ anagnorisis ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการค้นพบความจริงอันน่าทึ่ง

วัฒนธรรม

anagnorisis: ช่วงเวลาที่ความจริงสำคัญถูกเปิดเผยในละคร

Anagnorisis คือจุดหนึ่งในละครที่ตัวละครเปลี่ยนจากไม่รู้ไปเป็นการรับรู้ความจริงสำคัญ เช่น รู้ตัวตนของใครบางคนหรือเข้าใจความหมายที่แท้จริงของเหตุการณ์ ในที่นี้ a moment of dramatic revelation เป็นวลีแทรกอธิบายที่ใช้คำง่าย ๆ เพื่อขยายความศัพท์เฉพาะ Dramatic หมายถึงเกี่ยวข้องกับละครและโครงเรื่อง ไม่ได้หมายถึงเกินจริงเพียงอย่างเดียว รูปแบบการอ่านเดียวกันคือ ศัพท์เฉพาะ + จุลภาค + นามวลีที่ใช้อธิบาย ซึ่งช่วยให้เข้าใจคำศัพท์เฉพาะทางได้โดยไม่ต้องหยุดไปหาคำนิยามอื่น

แบบฝึกหัด

ในละคร anagnorisis หมายถึงอะไร

  1. สถานการณ์ของตัวละครพลิกกลับอย่างฉับพลัน
  2. คำพูดที่กล่าวต่อผู้ชมโดยตรง
  3. ตัวละครตระหนักถึงความจริงสำคัญอย่างฉับพลัน
ดูคำตอบ

ตัวละครตระหนักถึงความจริงสำคัญอย่างฉับพลัน

when suddenly the hero works out their life is a catastrophe.

3:45

เมื่อจู่ๆ ตัวเอกก็ตระหนักได้ว่าชีวิตของพวกเขาคือหายนะ

But what is tragedy actually for?

3:48

แต่โศกนาฏกรรมมีไว้เพื่ออะไรกันแน่?

What's the point of a whole community coming together to watch horrible things happening to lead characters,

3:50

จุดประสงค์ของการที่คนทั้งชุมชนมารวมตัวกันเพื่อดูสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวละครหลักคืออะไร

like Oedipus in the play by Sophocles, who by accident kills his father,

3:54

อย่างเช่น อีดิปัสในบทละครของโซโฟคลีส ผู้ที่ฆ่าพ่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

gets married to his mother, finds out he's done these things,

3:58

แต่งงานกับแม่ของตัวเอง พบว่าตัวเองได้ทำสิ่งเหล่านี้ลงไป

and gouges out his own eyes in remorse and despair.

4:00

และควักลูกตาตัวเองออกมาด้วยความสำนึกผิดและความสิ้นหวัง

Aristotle's answer is Katharis, which is Greek for catharsis.

4:03

คำตอบของอริสโตเติลคือ Katharis ซึ่งเป็นภาษากรีกของคำว่า catharsis (การระบายอารมณ์)

Catharsis is a kind of cleaning, you get rid of bad stuff, วัฒนธรรม

4:08

การระบายอารมณ์คือการชำระล้างรูปแบบหนึ่ง คุณกำจัดสิ่งเลวร้ายออกไป

in this case cleaning up our emotions,

4:11

ในกรณีนี้คือการชำระล้างอารมณ์ของเรา

specifically our confusions around the feelings of fear and pity.

4:13

โดยเฉพาะความสับสนของเราเกี่ยวกับความรู้สึกหวาดกลัวและความสงสาร

วัฒนธรรม

Catharsis: การจัดระเบียบอารมณ์ของเรา

ในแนวคิดเรื่องโศกนาฏกรรมของอริสโตเติล catharsis คือกระบวนการที่ความรู้สึกกลัวและสงสารของผู้ชมได้รับการทำให้ชัดเจน ปรับสมดุล หรือปลดปล่อยผ่านประสบการณ์จากละคร ประโยคนี้ทำให้แนวคิดเข้าใจง่ายขึ้นด้วยภาพเปรียบเทียบเรื่องการทำความสะอาด ในที่นี้ cleaning up our emotions ไม่ได้หมายความว่าต้องลบอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจทั้งหมด แต่หมายถึงการจัดระเบียบและปรับแก้การตอบสนองทางอารมณ์ โดยเฉพาะความกลัวและความสงสาร เพื่อไม่ให้สับสนหรือมากเกินสัดส่วน

แบบฝึกหัด

ในบทวิจารณ์ ประโยคใดใช้ catharsis ตามความหมายที่อธิบายไว้ที่นี่

  1. The ending gives the audience catharsis by helping them work through fear and pity.
  2. The ending creates catharsis by preventing the audience from feeling anything.
  3. The staff create catharsis by washing the theater floor after the show.
ดูคำตอบ

The ending gives the audience catharsis by helping them work through fear and pity.

We've got natural problems here, we're hard-hearted,

4:17

เรามีปัญหาโดยธรรมชาติที่นี่ เราเป็นคนใจแข็ง

we don't give pity where it's deserved,

4:19

เราไม่ให้ความสงสารในที่ที่ควรได้รับ

and we're prone to either exaggerated fears or not getting frightened enough. วลี

4:21

และเรามีแนวโน้มที่จะกลัวเกินจริงหรือไม่ก็ไม่รู้จักกลัวมากพอ

วลี

Be prone to + คำนามหรือรูป -ing

Be prone to หมายถึงมีแนวโน้มที่จะประสบหรือทำบางสิ่ง โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่พึงประสงค์หรือมีความเสี่ยง ในประโยคนี้ ผู้คนมีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะไปสู่หนึ่งในสองด้านสุดขั้ว คือกลัวมากเกินไปหรือกลัวน้อยเกินไป To ใน prone to เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยคำนามหรือรูป -ing เช่น prone to errors และ prone to getting frightened อย่าใช้คำกริยารูปพื้นฐานหลัง to ในโครงสร้างนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียน: Older batteries are ____ overheating in hot weather.

ดูคำตอบ

prone to

Tragedy reminds us that terrible things can befall decent people, including ourselves.

4:26

โศกนาฏกรรมเตือนเราว่าสิ่งเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นกับคนดีๆ ได้ รวมถึงตัวเราเองด้วย

A small flaw can lead to a whole life unraveling, สำนวน

4:30

ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ อาจนำไปสู่ชีวิตที่พังทลายลงได้ทั้งชีวิต

สำนวน

a whole life unraveling: ทั้งชีวิตค่อย ๆ พังทลาย

ในประโยคนี้ a whole life unraveling หมายถึงชีวิตของคนคนหนึ่งค่อย ๆ สูญเสียระเบียบและความมั่นคง จนหลายส่วนของชีวิตเริ่มพังลง ภาพเปรียบเทียบนี้มาจากเส้นด้ายหรือผ้าที่คลายตัวออก จึงสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทีละน้อย ไม่ใช่ทันที ในที่นี้ unraveling ไม่ได้หมายถึงการไขหรืออธิบายบางสิ่ง เมื่อ life เป็นสิ่งที่กำลัง unravel สิ่งที่เสื่อมลงก็คือชีวิตนั้นเอง วลีนี้แสดงให้เห็นว่าข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวอาจนำไปสู่การพังทลายในวงกว้างได้อย่างไร

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'After several crises, his whole life seemed to be unraveling,' คำว่า 'unraveling' หมายถึงอะไร?

  1. เข้าใจได้ง่ายขึ้น
  2. ค่อย ๆ สูญเสียระเบียบและพังทลาย
  3. ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบ
  4. กลับสู่สภาพเดิม
ดูคำตอบ

ค่อย ๆ สูญเสียระเบียบและพังทลาย

and so we should have more compassion or pity for those whose actions go disastrously wrong.

4:32

ดังนั้นเราควรมีความเห็นอกเห็นใจหรือความสงสารมากขึ้นต่อผู้ที่การกระทำของพวกเขาผิดพลาดอย่างหายนะ

We need to be collectively re-taught these crucial truths on a regular basis.

4:38

เราจำเป็นต้องได้รับการสอนซ้ำร่วมกันเกี่ยวกับความจริงที่สำคัญเหล่านี้อยู่เป็นประจำ

The task of art, as Aristotle saw it, ลำดับความ

4:42

หน้าที่ของศิลปะ ตามที่อริสโตเติลเห็น

is to make profound truths about life stick in our minds. สำนวน

4:44

คือการทำให้ความจริงอันลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตตราตรึงอยู่ในใจของเรา

ลำดับความ

as Aristotle saw it: ในมุมมองของอริสโตเติล

คำว่า as Aristotle saw it หมายถึง “ในมุมมองของอริสโตเติล” คำเหล่านี้ระบุว่าข้อความถัดไปเป็นการตีความของอริสโตเติล ทำให้ผู้อ่านรู้ว่าเป็นมุมมองของใครและไม่คิดว่าทุกคนเห็นด้วย วลีนี้แทรกอยู่ระหว่างประธาน The task of art กับ is โดยทำให้ประโยคหลักหยุดชั่วครู่ แต่ไม่เปลี่ยนไวยากรณ์พื้นฐาน ในที่นี้ saw หมายถึง “เข้าใจหรือมองว่า” ไม่ใช่ “มองเห็นด้วยตา”

แบบฝึกหัด

อ่านประโยค 'The safest choice, as Nina saw it, was to wait.' แล้วตอบว่า 'as Nina saw it' ทำหน้าที่อะไร?

  1. ระบุว่าคำตัดสินนี้เป็นมุมมองของ Nina
  2. บอกว่า Nina มองดูตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดด้วยตา
  3. แสดงว่าทุกคนเห็นด้วยกับ Nina
  4. บอกว่า Nina เลือกเมื่อใด
ดูคำตอบ

ระบุว่าคำตัดสินนี้เป็นมุมมองของ Nina

สำนวน

stick in our minds: คงอยู่ในความทรงจำ

ในที่นี้ stick in our minds หมายถึง “คงอยู่ในความทรงจำของเราอย่างชัดเจน” คำว่า stick สร้างภาพเปรียบเทียบว่าความคิดเหมือนติดอยู่กับจิตใจ จึงลืมได้ยาก ไม่ได้หมายถึงการใช้กาวติดจริง ๆ หรือคำนาม stick ที่แปลว่า “ไม้” ในโครงสร้าง make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน truths เป็นกรรม และ stick เป็นกริยารูปพื้นฐาน กล่าวคือ ศิลปะทำให้ความจริงเหล่านั้นยังคงอยู่ในความทรงจำ สามารถนำโครงสร้างนี้ไปใช้เป็น make something stick in someone's mind ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย โดยใช้สรรพนามที่ตรงกับผู้ฟัง: The final scene will ____ for years.

ดูคำตอบ

stick in your mind

3.

4:48

3.

What are friends for?

4:49

เพื่อนมีไว้เพื่ออะไร?

In books 8 and 9 of the Nicomachean Ethics,

4:51

ในเล่มที่ 8 และ 9 ของ Nicomachean Ethics

Aristotle identifies three different kinds of friendship.

4:53

อริสโตเติลระบุมิตรภาพไว้ 3 ประเภทที่แตกต่างกัน

There's friendship that comes about when each person is seeking fun.

4:57

มีมิตรภาพที่เกิดขึ้นเมื่อแต่ละคนกำลังมองหาความสนุกสนาน

Their chief interest is in their own pleasure and the opportunity of the moment,

5:00

ความสนใจหลักของพวกเขาคือความสุขของตัวเองและโอกาสในขณะนั้น

which the other person provides.

5:03

ซึ่งอีกฝ่ายเป็นผู้มอบให้

Then there are friendships that are really strategic acquaintances. การใช้คำ

5:05

จากนั้นก็มีมิตรภาพที่เป็นเพียงคนรู้จักเพื่อผลประโยชน์

การใช้คำ

strategic acquaintances: ความสัมพันธ์ที่มีประโยชน์แต่ไม่สนิท

acquaintance คือคนที่คุณรู้จักแต่ไม่ได้สนิทด้วย การเรียกคนเหล่านั้นว่า strategic acquaintances หมายความว่าความสัมพันธ์ยังคงอยู่เพราะอาจให้ประโยชน์ที่ใช้ได้จริงเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะทั้งสองฝ่ายมีความผูกพันส่วนตัวอย่างลึกซึ้ง strategic เพิ่มน้ำเสียงเชิงประเมิน ทำให้ความสัมพันธ์ฟังดูผ่านการคำนวณหรือเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นมิตรภาพจริงหรือไม่

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานสองคนยังติดต่อกันเพียงเพราะต่างฝ่ายต่างคาดหวังความช่วยเหลือด้านอาชีพจากอีกฝ่าย คำอธิบายใดตรงกับความสัมพันธ์นี้มากที่สุด

  1. They are close friends.
  2. They are strategic acquaintances.
  3. They are casual acquaintances.
ดูคำตอบ

They are strategic acquaintances.

They take pleasure in each other's company

5:08

พวกเขาพึงพอใจกับการมีกันและกัน

only in so far as they have hopes of advantage of it. ไวยากรณ์

5:10

ตราบเท่าที่พวกเขาหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้นเท่านั้น

ไวยากรณ์

only in so far as: การจำกัดขอบเขตของข้อความ

ในประโยคนี้ only in so far as หมายถึง “เฉพาะเท่าที่” หรือ “เฉพาะภายใต้เงื่อนไขว่า” สำนวนนี้จำกัดขอบเขตของข้อความ กล่าวคือ พวกเขาเพลิดเพลินกับการอยู่ร่วมกันเพียงในระดับที่คาดว่าจะได้ประโยชน์บางอย่างจากความสัมพันธ์นั้น far ในที่นี้ไม่ได้กล่าวถึงระยะทางจริง in so far as เป็นคำเชื่อมที่ระบุขอบเขตซึ่งข้อความหนึ่งเป็นจริง ปัจจุบันรูปที่เขียนติดกันว่า insofar as พบได้บ่อยกว่า และ only ยิ่งจำกัดขอบเขตของข้อความให้แคบลง

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายของ only in so far as ที่เหมาะกับตัวอย่างมากที่สุด

  1. ความเพลิดเพลินของพวกเขาถูกจำกัดไว้ตามระดับที่พวกเขาคาดว่าจะได้ประโยชน์บางอย่าง
  2. พวกเขาชอบอยู่ด้วยกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
  3. พวกเขาชอบเดินทางเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายอยู่ไกล
ดูคำตอบ

ความเพลิดเพลินของพวกเขาถูกจำกัดไว้ตามระดับที่พวกเขาคาดว่าจะได้ประโยชน์บางอย่าง

Then there's the true friend.

5:13

แล้วก็มีเพื่อนแท้

Not someone who's just like you,

5:15

ไม่ใช่แค่คนที่เหมือนกับคุณ

but someone who isn't you,

5:17

แต่เป็นคนที่ไม่ใช่ตัวคุณ

but about whom you care as much as you care about yourself.

5:18

แต่เป็นคนที่คุณห่วงใยมากเท่ากับที่คุณห่วงใยตัวเอง

The sorrows of a true friend are your sorrows,

5:22

ความเศร้าของเพื่อนแท้ก็คือความเศร้าของคุณ

their joys are yours.

5:24

ความสุขของพวกเขาก็คือความสุขของคุณ

It makes you more vulnerable should anything befall this person, ไวยากรณ์

5:25

มันทำให้คุณอ่อนแอมากขึ้นหากมีอะไรเกิดขึ้นกับคนๆ นี้

ไวยากรณ์

should anything befall: เงื่อนไขแบบสลับตำแหน่งโดยไม่มี if

ในประโยคนี้ should anything befall this person เป็นเงื่อนไขแบบเป็นทางการที่สลับตำแหน่งคำ มีความหมายเหมือน if anything should befall this person เมื่อตัด if ออก should จะย้ายมาอยู่หน้าประธาน anything ส่วน befall ยังคงเป็นกริยารูปพื้นฐาน should ในที่นี้ไม่ได้แสดงถึงหน้าที่หรือสิ่งที่ต้องทำ และอนุประโยคนี้ก็ไม่ใช่คำถาม แต่ใช้แสดงเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง Befall เป็นกริยาแบบเป็นทางการที่แปลว่า “เกิดขึ้นกับ” โดยปกติใช้กับเรื่องไม่ดี

แบบฝึกหัด

เขียน “if anything should befall” ใหม่โดยไม่ใช้ if แล้วเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ this person, the family would need support.

ดูคำตอบ

Should anything befall

but it's hugely strengthening too.

5:29

แต่มันก็เสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน

You're relieved from the too small orbit of your own thoughts and worries. สำนวน

5:31

คุณได้รับการปลดปล่อยจากวงโคจรทางความคิดและความกังวลเล็กๆ ของคุณเอง

สำนวน

the too small orbit of your own thoughts and worries: อุปลักษณ์ของพื้นที่ทางความคิด

ในที่นี้ orbit เป็นอุปลักษณ์ของพื้นที่ทางความคิดอันจำกัดที่คนคนหนึ่งวนเวียนอยู่ภายใน ความคิดและความกังวลไม่ได้โคจรรอบดาวจริง ๆ แต่ทำให้ความสนใจของคนนั้นจดจ่ออยู่ที่ตัวเอง การบอกว่าวงโคจรนั้น too small หมายถึงมุมมองของคนนั้นแคบลง การถูกปลดปล่อยจากมันคือการหลุดจากวงวนที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางและหันไปสู่มุมมองที่กว้างขึ้น

แบบฝึกหัด

วลีที่เน้นไว้ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ขอบเขตที่แคบของความคิดและความกังวลที่มุ่งอยู่กับตัวเอง
  2. เส้นทางจริงขนาดเล็กที่โคจรรอบดาวเคราะห์
  3. รายการเป้าหมายส่วนตัวที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ
ดูคำตอบ

ขอบเขตที่แคบของความคิดและความกังวลที่มุ่งอยู่กับตัวเอง

You expand into the life of another.

5:34

คุณขยายตัวออกไปสู่ชีวิตของอีกคนหนึ่ง

Together,

5:36

เมื่ออยู่ด้วยกัน

you become larger, cleverer,

5:36

คุณจะยิ่งใหญ่ขึ้น ฉลาดขึ้น

more resilient, more fair-minded.

5:38

มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีความยุติธรรมมากขึ้น

You share virtues and cancel out each other's defects. กริยาวลี

5:39

คุณแบ่งปันคุณธรรมและหักล้างข้อบกพร่องของกันและกัน

กริยาวลี

cancel out: ลดหรือขจัดผลที่ตรงกันข้าม

Cancel out หมายถึงผลอย่างหนึ่งถูกถ่วงดุลด้วยผลที่ตรงกันข้าม ทำให้ผลลัพธ์สุทธิลดลงหรือหายไป ในประโยคนี้ ข้อดีของเพื่อนแต่ละคนช่วยลดผลจากข้อบกพร่องของอีกฝ่าย กริยาวลีนี้วางกรรมหลัง out ได้ เช่น cancel out the noise หรือวางกรรมสั้น ๆ ไว้ระหว่างสองส่วนได้ เช่น cancel it out เมื่อประธานสองฝ่ายส่งผลต่อกัน มักใช้ cancel each other out

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ cancel out: The discount and the delivery fee ____.

ดูคำตอบ

cancel each other out

Friendship teaches us what we ought to be.

5:43

มิตรภาพสอนเราว่าเราควรจะเป็นคนแบบไหน

It's quite literally the best part of life.

5:45

มันคือส่วนที่ดีที่สุดของชีวิตอย่างแท้จริง

4.

5:48

4.

How can ideas cut through in a busy world? กริยาวลี

5:49

แนวคิดต่างๆ จะโดดเด่นขึ้นมาในโลกที่วุ่นวายได้อย่างไร?

กริยาวลี

cut through: ดึงดูดความสนใจท่ามกลางเสียงรบกวน

ในที่นี้ cut through หมายถึงการทำให้สิ่งหนึ่งเป็นที่สังเกตและเข้าใจได้ แม้มีข้อความอื่นจำนวนมากแย่งความสนใจอยู่ เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดกำลังตัดสิ่งใดจริง ๆ วลีนี้ใช้โดยไม่มีกรรมได้ เช่น ideas cut through เมื่อเข้าใจกันจากบริบทว่ามีเสียงรบกวนหรือข้อมูลที่รกอยู่ และใช้แบบมีกรรมได้ เช่น cut through the noise

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียน: A clear subject line can ____ the noise in a crowded inbox.

ดูคำตอบ

cut through

Like a lot of people,

5:52

เช่นเดียวกับคนจำนวนมาก

Aristotle was struck by the fact that the best argument doesn't always win the debate or the battle. วลี

5:53

อริสโตเติลประหลาดใจกับความจริงที่ว่าข้อโต้แย้งที่ดีที่สุดไม่ได้ชนะการโต้วาทีหรือการต่อสู้เสมอไป

วลี

was struck by the fact that: ปฏิกิริยาที่ชัดเจนต่อข้อสังเกต

Was struck by หมายถึงสังเกตเห็นอย่างมาก หรือรู้สึกประทับใจ แปลกใจ หรือสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง ในที่นี้กล่าวถึงปฏิกิริยาทางความคิดของอริสโตเติล ไม่ใช่การถูกตีทางร่างกาย The fact that ใช้นำเสนอข้อสังเกตที่สมบูรณ์ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยานั้น โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be struck by the fact that + อนุประโยค โดยเปลี่ยน be ให้ตรงกับประธานและกาล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียน: Lena ____ everyone remembered the tiny detail.

ดูคำตอบ

was struck by the fact that

He wanted to know why this happens and what we can do about it.

5:58

เขาอยากรู้ว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น และเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง

He had lots of opportunity for observations.

6:02

เขามีโอกาสมากมายในการสังเกต

In Athens, lots of decisions were made in public meetings,

6:04

ในเอเธนส์ การตัดสินใจหลายอย่างเกิดขึ้นในการประชุมสาธารณะ

often in the agora, the town square. วัฒนธรรม

6:07

บ่อยครั้งที่ agora ซึ่งเป็นจัตุรัสกลางเมือง

วัฒนธรรม

อะโกรา หรือลานกลางเมือง

ในที่นี้ agora หมายถึงพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองกรีกโบราณ วลีซ้อน the town square เป็นคำอธิบายเปรียบเทียบสั้น ๆ ด้วยแนวคิดสมัยใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านนึกภาพสถานที่ได้ อะโกราใช้เป็นสถานที่ค้าขาย ประชุมสาธารณะ กล่าวสุนทรพจน์ และทำกิจกรรมของพลเมืองได้ ในประโยคนี้ บทบาทด้านกิจการพลเมืองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอธิบายว่าชาวเอเธนส์รวมตัวกันเพื่ออภิปรายและตัดสินใจที่ไหน คำนี้ไม่ใช่ชื่อเฉพาะของอาคารสมัยใหม่

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the agora หมายถึงอะไร

  1. ลานสาธารณะของเมืองที่ใช้สำหรับการชุมนุมของพลเมือง
  2. ชื่อทางการของบริษัทตลาดสมัยใหม่
  3. ห้องส่วนตัวภายในอาคารของรัฐบาล
ดูคำตอบ

ลานสาธารณะของเมืองที่ใช้สำหรับการชุมนุมของพลเมือง

Orators would vie with one another to sway popular opinion. วลี

6:10

นักพูดจะแข่งขันกันเพื่อโน้มน้าวความคิดเห็นของประชาชน

วลี

vie with one another: แข่งขันกัน

Vie with one another หมายถึงแข่งขันกัน one another ทำให้ความสัมพันธ์เป็นแบบต่างฝ่ายต่างกระทำต่อกัน กล่าวคือ นักปราศรัยแต่ละคนเป็นคู่แข่งของคนอื่น ๆ โดยปกติ vie เป็นกริยาที่ไม่รับกรรมตรง จึงใช้ with เพื่อนำหน้าผู้ที่แข่งขันกัน ส่วน to-infinitive ที่ตามมาสามารถบอกเป้าหมายร่วมกันได้ ในที่นี้ to sway popular opinion อธิบายว่าพวกเขาหวังจะทำอะไรให้สำเร็จ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีรูปพื้นฐานจากบทเรียนที่ตรงกับความหมายว่า “แข่งขันกัน” โดยต้องใช้ vie และ one another: The two finalists ____ to win the scholarship.

ดูคำตอบ

vie with one another

วลี

sway popular opinion: โน้มน้าวความคิดเห็นของสาธารณชน

ในประโยคนี้ sway เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรม หมายถึง “มีอิทธิพลและอาจทำให้เปลี่ยนแปลง” กรรมของคำนี้คือ popular opinion ซึ่งหมายถึงความคิดเห็นที่คนทั่วไปจำนวนมากมีร่วมกัน วลีนี้จึงบอกว่านักปราศรัยพยายามชักนำความคิดของสาธารณชนให้หันมาอยู่ฝ่ายตน ภาพที่แฝงอยู่ในคำว่า sway คือการเคลื่อนจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการโยกทางกายภาพ ใช้ความหมายนี้เมื่อการโน้มน้าวอาจเปลี่ยนมุมมอง ทางเลือก หรือการตัดสินใจของคนกลุ่มหนึ่ง

แบบฝึกหัด

sway popular opinion ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. มีอิทธิพลและอาจเปลี่ยนสิ่งที่สาธารณชนคิด
  2. ขยับฝูงชนทางกายภาพจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง
  3. วัดและรายงานสิ่งที่สาธารณชนคิดอยู่แล้ว
ดูคำตอบ

มีอิทธิพลและอาจเปลี่ยนสิ่งที่สาธารณชนคิด

Aristotle plotted the ways audiences and individuals are influenced by many factors

6:13

อริสโตเติลวางโครงร่างวิธีที่ผู้ชมและบุคคลได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายประการ

that don't strictly engage with logic or the facts of the case.

6:18

ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับตรรกะหรือข้อเท็จจริงของคดีอย่างเคร่งครัด

It's maddening and many serious people,

6:23

มันเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด และหลายคนที่จริงจัง

especially Plato, can't stand it.

6:25

โดยเฉพาะเพลโต ทนกับมันไม่ได้

They avoid the marketplace and populist debate.

6:27

พวกเขาหลีกเลี่ยงตลาดและการโต้วาทีแบบประชานิยม

Aristotle was more ambitious.

6:30

แต่อริสโตเติลมีความทะเยอทะยานมากกว่า

He invented the art of what we still today call rhetoric, วัฒนธรรม

6:32

เขาได้คิดค้นศิลปะที่เรายังคงเรียกว่าวาทศิลป์ในปัจจุบัน

the art of getting people to agree with you.

6:35

ศิลปะแห่งการทำให้ผู้คนเห็นด้วยกับคุณ

วัฒนธรรม

rhetoric: ศิลปะแห่งภาษาที่ใช้โน้มน้าว

ในที่นี้ rhetoric หมายถึงศิลปะและการศึกษาวิธีใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อโน้มน้าวผู้ฟัง วลีถัดไปคือ the art of getting people to agree with you อธิบายความหมายเชิงกลางและเชิงวิชาการนี้โดยตรง ในบริบททางประวัติศาสตร์ วิชาการ การพูด และการเขียน rhetoric อาจเป็นชื่อของทักษะหรือสาขาวิชา ในประโยคนี้คำดังกล่าวไม่ได้หมายถึงคำพูดที่ว่างเปล่าหรือไม่ซื่อสัตย์

แบบฝึกหัด

rhetoric ในคำบรรยายหมายถึงอะไร

  1. ศิลปะและการศึกษาภาษาที่ใช้โน้มน้าว
  2. ภาษาที่เป็นเท็จและไม่ซื่อสัตย์เสมอ
  3. ทักษะการท่องจำสุนทรพจน์ทีละคำ
ดูคำตอบ

ศิลปะและการศึกษาภาษาที่ใช้โน้มน้าว

He wanted thoughtful, serious, and well-intentioned people

6:37

เขาต้องการให้ผู้คนที่มีความคิดไตร่ตรอง จริงจัง และมีความตั้งใจดี

to learn how to be persuasive,

6:40

ได้เรียนรู้วิธีที่จะเป็นผู้มีวาทศิลป์ในการโน้มน้าวใจ

to reach those who don't agree already.

6:42

เพื่อเข้าถึงคนเหล่านั้นที่ยังไม่เห็นด้วย

He makes some timeless points.

6:45

เขาได้ให้ข้อคิดที่อยู่เหนือกาลเวลาบางประการ

You have to recognize, acknowledge, and soothe people's fears. วลี

6:47

คุณต้องรับรู้ ยอมรับ และปลอบประโลมความกลัวของผู้คน

วลี

บรรเทาความกลัวของผู้คน

ในประโยคนี้ soothe people's fears หมายถึงการทำให้ความกลัวหรือความกังวลของผู้คนลดความรุนแรงลง soothe อธิบายการทำให้อารมณ์สงบลง ไม่ได้หมายถึงการพิสูจน์ว่าความกลัวนั้นไร้สาระหรือทำให้ปัญหาต้นเหตุหายไป คำกริยาสามคำแสดงลำดับที่มีประโยชน์ คือ ขั้นแรกให้สังเกตเห็นความกลัว จากนั้นยอมรับอย่างเปิดเผยว่าความกลัวนั้นมีอยู่ และสุดท้ายตอบสนองในแบบที่ช่วยให้ผู้คนรู้สึกสงบขึ้น

แบบฝึกหัด

ทีมหนึ่งกำลังกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน หากคำอธิบายของผู้จัดการทำให้ทุกคนสงบลง คำกริยาใดเหมาะที่สุดสำหรับเติมประโยคนี้? The explanation may ___ people's fears.

  1. dismiss
  2. acknowledge
  3. soothe
ดูคำตอบ

soothe

You have to see the emotional side of the issue.

6:50

คุณต้องมองเห็นแง่มุมทางอารมณ์ของปัญหา

Is someone's pride on the line? สำนวน

6:52

มีศักดิ์ศรีของใครแขวนอยู่บนเส้นด้ายหรือเปล่า?

สำนวน

ศักดิ์ศรีที่ตกอยู่ในความเสี่ยง

ในที่นี้ on the line หมายถึงการเสี่ยงที่จะสูญเสีย เสียหาย หรือได้รับผลกระทบจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ศักดิ์ศรีของคนหนึ่งอยู่ on the line เมื่อผลลัพธ์อาจทำให้เขารู้สึกอับอาย พ่ายแพ้ หรือได้รับความเคารพน้อยลง คำถามนี้ถามว่าศักดิ์ศรีที่กำลังถูกคุกคามมีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาของบุคคลนั้นหรือไม่ นี่เป็นการเปรียบเปรยถึงสิ่งที่มีความเสี่ยง ไม่ใช่เส้นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ตกอยู่ในความเสี่ยง”: If the store closes, many jobs will be ____.

ดูคำตอบ

on the line

Are they feeling embarrassed?

6:53

พวกเขารู้สึกอับอายหรือไม่?

And edge around it accordingly.

6:55

แล้วจัดการอ้อมมันไปตามความเหมาะสม

You have to make it funny

6:57

คุณต้องทำให้มันสนุกสนาน

because attention spans are short

6:58

เพราะช่วงความสนใจของคนเรานั้นสั้น

and you might have to use illustrations and examples to make your point come alive. สำนวน

7:00

และคุณอาจต้องใช้ภาพประกอบและตัวอย่างเพื่อทำให้ประเด็นของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นมา

สำนวน

ทำให้ประเด็นของคุณมีชีวิตชีวา

ในประโยคนี้ make your point come alive หมายถึงการนำเสนอความคิดให้มีชีวิตชีวาและเป็นรูปธรรมจนผู้ฟังนึกภาพออกและรู้สึกถึงความสำคัญของมัน ภาพประกอบและตัวอย่างช่วยเปลี่ยนคำอธิบายที่เป็นนามธรรมให้น่าสนใจขึ้น ไม่ได้หมายความว่าความคิดนั้นมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ โครงสร้างคือ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน: make [your point] [come alive] โดย your point คือความคิดหลักหรือข้อโต้แย้ง ส่วน come alive บอกผลที่ทำให้สิ่งนั้นดูมีชีวิตชีวา โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับข้อโต้แย้ง บทเรียน เรื่องราว หรือฉากได้

แบบฝึกหัด

ผู้พูดต้องการบอกว่าเรื่องราวส่วนตัวจะทำให้ความคิดที่เป็นนามธรรมมีชีวิตชีวาและน่าสนใจ ประโยคใดสื่อความหมายนี้ได้ดีที่สุด

  1. A personal story can make your point clear.
  2. A personal story can make your point.
  3. A personal story can make your point come alive.
ดูคำตอบ

A personal story can make your point come alive.

We're keen students of Aristotle.

7:03

พวกเราเป็นนักเรียนที่กระตือรือร้นของอริสโตเติล

Today, philosophy doesn't sound like the most practical activity.

7:05

ทุกวันนี้ ปรัชญาอาจฟังดูไม่ใช่กิจกรรมที่นำไปปฏิบัติได้จริงมากที่สุด

Maybe that's because we've not paid enough attention recently to Aristotle.

7:09

บางทีนั่นอาจเป็นเพราะเราให้ความสนใจอริสโตเติลน้อยเกินไปเมื่อเร็วๆ นี้